สพป.ตาก เขต 2 อบรมครูแกนนำวิชาการ ขับเคลื่อนวางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/685597

สพป.ตาก เขต 2 อบรมครูแกนนำวิชาการ  ขับเคลื่อนวางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา

สพป.ตาก เขต 2 อบรมครูแกนนำวิชาการ ขับเคลื่อนวางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา

วันอังคาร ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 (สพป.ตาก เขต 2) ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาครูวิชาการแกนนำในการขับเคลื่อนการนำผลการประเมินไปใช้วางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา และการวัดและประเมินผลในชั้นเรียน เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน (Assessment for Learning) ปีการศึกษา 2565

นายปิลัทธ์ อุดมวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 เปิดเผยถึงวัตถุประสงค์ของการประชุมครั้งนี้ว่า เพื่อต้องการให้ครูแกนนำวิชาการ มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการขับเคลื่อนการนำผลการประเมินไปใช้วางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา ขับเคลื่อนการนำผลการประเมินไปใช้วางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาและการวัดและประเมินผลในชั้นเรียน รวมถึงคัดเลือกสถานศึกษาที่นำผลการประเมิน RT, NT และ O-NET ไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา และการวัดและประเมินผลในชั้นเรียนเพื่อการเรียนรู้ของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป”

มอบนโยบายครูบรรจุใหม่ 8 ราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/685602

มอบนโยบายครูบรรจุใหม่ 8 ราย

มอบนโยบายครูบรรจุใหม่ 8 ราย

วันอังคาร ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ผกาภรณ์ พลายสังข์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 พบปะและมอบนโยบายแก่ผู้ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย จำนวน 8 ราย แยกเป็น กลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์ 4 ราย ได้แก่ นางสาวจิรภัทร แจ่มใสโรงเรียนบ้านใหม่พนมทอง, นางสาวอุมาพร ขุนชัย โรงเรียนบ้านน้ำยาง,นายธีรภัทร ศุภอารีย์ โรงเรียนศึกษาลัย และนายเขมภูมิ เอี่ยมอุไร โรงเรียนบ้านวังดินเหนียว, กลุ่มวิชาคอมพิวเตอร์ 3 ราย ได้แก่ นางสาววรางคณา กลิ่นมาลีโรงเรียนบ้านลำภาศ, นางรินทร์นภัส กิจเฉลียว โรงเรียนบ้านหนองขมิ้นและนางสาวธัญญาภา เข้มแก้ว โรงเรียนบ้านผาท่าพล, กลุ่มวิชาพลศึกษา 1 ราย ได้แก่ นายภาณุพงศ์ เลิศคง โรงเรียนสามัคคีธรรม

ซีพี ออลล์-เซเว่นฯ ผนึก กรุงเทพมหานคร ดึง 437 โรงเรียน ร่วม‘ภาคีโรงเรียนไร้ถัง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/685598

ซีพี ออลล์-เซเว่นฯ ผนึก กรุงเทพมหานคร  ดึง 437 โรงเรียน ร่วม‘ภาคีโรงเรียนไร้ถัง’

ซีพี ออลล์-เซเว่นฯ ผนึก กรุงเทพมหานคร ดึง 437 โรงเรียน ร่วม‘ภาคีโรงเรียนไร้ถัง’

วันอังคาร ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงนามความร่วมมือภาคีเครือข่ายโรงเรียนไร้ถังร่วมกับ นายยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) โดยกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้นำโรงเรียนในสังกัด กทม.จำนวน 437 แห่ง เข้าร่วมเป็นสมาชิกภาคีในฐานะ “โรงเรียนไร้ถังสังกัดกรุงเทพมหานคร”เพื่อร่วมกับองค์กรภาคเอกชนกว่า 10 แห่งและ 443 โรงเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทั่วประเทศ ปลูกฝังให้เกิดการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางให้กับเยาวชนและชุมชน แก้ปัญหาการจัดการขยะ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่และเป็นวาระสำคัญของประเทศ ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า ที่ผ่านมา กทม.ต้องเสียงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการจัดการขยะปีละมากกว่าหมื่นล้านบาท เนื่องจากกระบวนการจัดการขยะตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำยังไม่สอดคล้องกัน การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน จึงต้องดำเนินการไปพร้อมกันทุกส่วนทั้งต้นน้ำคือ ปลูกฝังให้ประชาชนเกิดการคัดแยกขยะกลางน้ำ คือ กทม.จัดเก็บขยะแบบแยกและปลายน้ำ คือการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ การให้โรงเรียนในสังกัด กทม. 437 แห่ง เข้าร่วมภาคีเครือข่ายโรงเรียนไร้ถัง ถือเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะช่วยปลูกฝังในระดับต้นน้ำ และมีผู้เกี่ยวข้องในระบบนิเวศปลายน้ำ สานฝันการจัดการขยะให้เป็นระบบได้จริง 

“สิ่งที่เราพูดมาตลอดคือ ทำอย่างไรจะเปลี่ยนขยะให้เป็นทรัพย์สิน แบบที่หลายประเทศทั่วโลกทำกัน วันนี้ภาคีเครือข่ายต้นกล้าไร้ถัง มีพันธมิตรที่เกี่ยวข้องกับการจัดการขยะในระดับอีโคซิสเท็ม มีระบบการนำวัสดุรีไซเคิลไปแลกพอยท์ นำพอยท์ไปแลกเป็นเงินหรือเป็นอุปกรณ์การเรียน ซึ่งเป็นแนวคิดที่เป็นประโยชน์มาก การปลั๊กอินกับโมเดลที่มีอยู่แล้ว จะช่วยสร้างทางลัดแก้ไขปัญหาให้กับเมืองได้เร็วขึ้น”นายชัชชาติ กล่าว 

ทั้งนี้ กทม.จะนำโมเดลของภาคีเครือข่ายโรงเรียนไร้ถัง มาดำเนินการทันทีกับโรงเรียนสังกัด กทม.ใน 4 เขต ได้แก่ หนองแขม ปทุมวัน พญาไท และบางเขน รวม 19 โรงเรียน โดย 3 เขตแรกเป็นเขตนำร่องโครงการ “ไม่เทรวม” ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อต้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมาโดยรณรงค์แยกขยะเศษอาหารออกจากขยะทั่วไป ขณะที่เขตบางเขน เป็นเขตที่ทางภาคีเครือข่ายโรงเรียนไร้ถัง มีเครือข่ายชุมชนไร้ถังอยู่แล้ว จึงทำให้สามารถดำเนินการได้ทันที รวมถึงอีก 5 เขต 5 โรงเรียนที่มีต้นทุนและความพร้อมด้านการจัดการขยะอยู่แล้วพร้อมร่วมโครงการทันที รวมทั้งหมดเป็น 9 เขต 24 โรงเรียน และหลังจากนี้จะค่อยๆ ขยายผลไปยังโรงเรียนอื่นๆจนครบ 437 แห่ง

ด้านนายยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ซีพี ออลล์ ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และ เซเว่น เดลิเวอรี่ โรงเรียนในสังกัด กทม.จำนวน 437 แห่ง เข้าร่วมเป็นสมาชิกภาคี ในฐานะ “โรงเรียนไร้ถังสังกัดกรุงเทพมหานคร” เพื่อร่วมกับองค์กรภาคเอกชนกว่า 10 แห่ง และ 443 โรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทั่วประเทศ ปลูกฝังให้เกิดการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางให้กับเยาวชนและชุมชน แก้ปัญหาการจัดการขยะ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่และเป็นวาระสำคัญของประเทศ 

“สิ่งสำคัญที่สุดของการแก้ปัญหาระดับชาติ คือการสร้างความร่วมมือรวมพลังกันแก้ปัญหาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ภาคีของเรามีองค์ความรู้หรือ Knowhow ในการจัดการขยะที่ประสบความสำเร็จอย่างทับสะแกโมเดลมีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการขยะครบวงจร ขณะที่ กทม.เองก็มีนโยบายและวิสัยทัศน์ชัดเจนว่าต้องการให้เกิดการคัดแยกขยะอย่างจริงจังตั้งแต่ต้นทาง รวมถึงมีบุคลากร โรงเรียน ชุมชนในสังกัดจำนวนมาก ความร่วมมือกันในครั้งนี้จึงนับเป็นการรวมพลังครั้งสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาขยะอย่างยั่งยืนตามปณิธานองค์กร “ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสต่อกัน” นายยุทธศักดิ์ กล่าว

DPU ร่วมกับ สอวช. และ ภาคีเครือข่าย จัดอบรม Upskill โลจิสติกส์ไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/685601

DPU ร่วมกับ สอวช. และ ภาคีเครือข่าย จัดอบรม Upskill โลจิสติกส์ไทย

DPU ร่วมกับ สอวช. และ ภาคีเครือข่าย จัดอบรม Upskill โลจิสติกส์ไทย

วันอังคาร ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.รชฏ ขำบุญ ผู้อำนวยการสถาบันโลจิสติกส์และโซ่อุปทานวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) หรือ DPU เปิดเผยว่า CIBA DPU ร่วมกับ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคนและทุนด้านการพัฒนา สถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และบริษัท บี เอส เอกซ์เพรส (BS Express)จัดงานสัมมนา “E-Logistics” พัฒนาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ การให้บริการโลจิสติกส์ด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศโดยเน้น Up Skill ให้กับกลุ่มผู้ประกอบการที่อยู่ใน New S-Curve หรือกลุ่มอุตสาหกรรมอนาคตที่เน้นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมและมีแนวโน้มที่จะเติบโตมากที่สุด โดยเฉพาะโลจิสติกส์ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายหลักของประเทศ

ดร.รชฏ กล่าวด้วยว่า โครงการมีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ศูนย์กลางของฮับหรือศูนย์กลางของโลจิสติกส์ในภูมิภาคอาเซียน แต่อย่างไรก็ตาม การเปิดประเทศเสรีมีส่วนทำให้ประเทศต่างๆ เข้ามาลงทุนได้ง่าย ซึ่งแต่ละประเทศ อาทิ สิงคโปร์ มาเลเซีย และจีน มีระบบขนส่งโลจิสติกส์ ที่ค่อนข้างดีกว่าไทย และใช้เทคโนโลยีที่สูงกว่า อาจส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยปรับตัวไม่ทันจนโดนกลืน หรือโดนเทคโอเวอร์ ดังนั้นการจะแข่งขันกับประเทศที่มีเทคโนโลยีที่เหนือกว่าจึงจำเป็นจะต้องมีองค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโลจิสติกส์ทั้งหมด โครงการนี้จึงถือกำเนิดขึ้นมา โดยความร่วมมือจาก บพค.สอวช.หรือ อว.รวมถึงพันธมิตรของมหาวิทยาลัย ซึ่งทุกฝ่ายได้เล็งเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องหาแนวทางให้ความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรในวงงานโลจิสติกส์ของประเทศไทย เพื่อให้ปรับตัวและรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก

ดร.รชฏ กล่าวอีกว่า ผู้ประกอบการให้ความสนใจเข้าร่วมอบรมจำนวนมากจนล้นโควตา แสดงให้เห็นว่าหลายองค์กรให้ความสนใจกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางด้านนี้สำหรับการอบรมสัมมนาจะมีอยู่ 3 เฟสโดยเฟสที่ 1 จะเป็นการให้ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับโลจิสติกส์ เฟสที่ 2 ให้ความรู้เรื่องมาตรฐานการขนส่ง Q Mark ส่วนเฟสสุดท้ายจะให้ความรู้เกี่ยวกับการยื่นขอใบรับรอง Q Mark เพื่อยกระดับการทำงานขององค์กรเข้าสู่มาตรฐานการขนส่งในระดับสากล นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมอบรมยังจะได้รับใบรับรองคุณวุฒิวิชาชีพ ที่เป็นเอกสารยืนยันว่าองค์กรนี้มีคุณภาพและได้มาตรฐานในระดับสากล ส่วนของหลักสูตรจะมีทั้งหมด 7 หัวข้อผู้ประกอบการจะได้เรียนรู้ อาทิ การใช้เทคโนโลยีในการบริหารองค์กร,การบริหารจัดการองค์กร, การ Operation, การจัดการรถขนส่ง, การให้บริการลูกค้า เป็นต้น ซึ่งแต่ละหัวข้อเราได้รับเกียรติจากวิทยากรชื่อดังด้านโลจิสติกส์ระดับประเทศมาบรรยายให้ความรู้ อาทิ ผู้แทนจาก SCG Logistics บริษัท Kerry Express เป็นต้น อย่างไรก็ตาม หลังจากจบการอบรม หากผู้ประกอบการท่านใดต้องการคำปรึกษา เพื่อที่จะ Implement ในเรื่องของการใช้เทคโนโลยี ทาง มธบ.และวิทยากรยินดีให้คำแนะนำ

คุณหญิงกัลยา เป็นประธานเปิดตัว รอบปฐมทัศน์ สารคดี‘ภารกิจเปลี่ยนโลก’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/685603

คุณหญิงกัลยา เป็นประธานเปิดตัว รอบปฐมทัศน์ สารคดี‘ภารกิจเปลี่ยนโลก’

คุณหญิงกัลยา เป็นประธานเปิดตัว รอบปฐมทัศน์ สารคดี‘ภารกิจเปลี่ยนโลก’

วันอังคาร ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดงานกิจกรรมเปิดตัวรอบปฐมทัศน์ สารคดีชุด “ภารกิจเปลี่ยนโลก CLIMATE CHANGE MISSION” ซึ่งผลิตขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างบริษัท คราวน์ สตูดิโอ โปรดักชัน จำกัด และศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ภายใต้การสนับสนุนโดยกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัย และสร้างสรรค์ พร้อมด้วย นายแร็มโก โยฮันเนิส ฟัน ไวน์คาร์เดิน (H.E. Mr. Remco Johannes van Wijngaarden) เอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ ประจำประเทศไทย ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีผู้ก่อตั้ง มหาวิทยาลัยรังสิต ดร.อรรถวิท อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิตณ มหาวิทยาลัยรังสิต

ดร.คุณหญิงกัลยาได้กล่าวว่า ประเทศไทย เป็นประเทศหนึ่งที่ถูกประเมินว่า มีความเสี่ยงในลำดับต้นๆ ของโลก จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม น้ำแล้ง ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นเป็นต้น ซึ่งปัญหาของประชาชน คือขาดความรู้ ความเข้าใจ ทุกๆ ท่านมีประสบการณ์ในการทำการเกษตร เพียงแต่ว่าจำนนต่อยถากรรมว่าฝนจะมาหรือไม่มาแต่ไม่เข้าใจว่าเราสามารถที่จะเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทในการจัดการน้ำได้ พระองค์ท่านคิด ทดสอบ จนประสบความสำเร็จ นับเป็นคุณูปการที่ใหญ่หลวงสำหรับคนไทย ที่ได้เกิดมาภายใต้พระบรมโพธิสมภารของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งพระองค์ทรงได้รับการขนานพระนามว่าเป็นปราชญ์เรื่องน้ำของแผ่นดิน

ทั้งนี้ดร.คุณหญิงกัลยาในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่กำกับดูแลวิทยาลัยเกษตร เทคโนโลยี และประมง 47 แห่ง ทั่วประเทศ ได้นำเอาโครงการตามแนวพระราชปณิธาน “ศาสตร์พระราชา” ให้วิทยาลัยเกษตรเทคโนโลยีและประมง ทั้ง 47 แห่ง ได้ศึกษาทั้งทางทฤษฎี และปฏิบัติ ตั้งแต่ปลายปี 2562 จวบปัจจุบันก็ 2 ปีกว่าสามารถพัฒนาโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชนแนวพระราชดำริ ทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติ ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งยวด จนพัฒนาเป็นหลักสูตร“ชลกร” เปิดสอนในระดับประกาศนียบัตรขั้นสูง (ปวส.)

สำหรับโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ได้ขับเคลื่อนผ่านวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี เป็นการนำพระราชปณิธานของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาให้สถานศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการเรียนรู้ ถึงทฤษฎี ปฏิบัติ และลงมือปฏิบัติจนประสบความสำเร็จ สามารถพัฒนาเป็นหลักสูตร “ชลกร” เปิดสอนเป็นรุ่นที่ 2 แล้ว ใน 11 วิทยาลัยเกษตรฯ ทำให้มีน้ำใช้ตลอดทั้งปี ลดค่าใช้จ่าย นักเรียนก็ได้ความรู้ มีความสุขที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงมากกว่าเรียนอยู่ในห้องเรียน และที่สำคัญขณะนี้มีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนเข้ามาเป็นภาคีเครือข่ายสนับสนุนและเปิดรับนักเรียนหลักสูตรชลกรเข้าไปฝึกงานหาประสบการณ์ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสและต่อยอดให้นักเรียนสามารถเข้าทำงานกับหน่วยงานนั้นๆ ในอนาคตได้มากขึ้น ซึ่งเมื่อเยาวชนไทย หรือคนไทยมีองค์ความรู้เรื่องการบริหารจัดการที่เป็นมาตรฐานในระดับสากลแล้วเชื่อว่าจะสร้างความยั่งยืนด้านเศรษฐกิจให้กับประเทศชาติ

‘คาบาเรต์โชว์’จากพื้นที่มหรสพ สู่เวทีแสดงตัวตน‘เพศทางเลือก’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/685383

‘คาบาเรต์โชว์’จากพื้นที่มหรสพ  สู่เวทีแสดงตัวตน‘เพศทางเลือก’

‘คาบาเรต์โชว์’จากพื้นที่มหรสพ สู่เวทีแสดงตัวตน‘เพศทางเลือก’

วันจันทร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จัดการบรรยายเรื่อง “ประวัติศาสตร์คาบาเรต์ในสังคมไทย”โดยผู้บรรยายคือ วัชรวุฒิ ชื่อสัตย์ ศิษย์เก่าปริญญาเอก หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่งก่อนหน้านี้วัชรวุฒิ เคยทำวิทยานิพนธ์เรื่อง “ชุมกะเทย : ความซับซ้อนและการประกอบสร้างของอาณาบริเวณทางสังคม” รวมถึงเขียนบทความวิชาการว่าด้วยเรื่องของ “กะเทยไทย” อีกหลายชิ้น

วัชรวุฒิ เล่าว่า คาบาเรต์โชว์ในประเทศไทยมีอยู่หลายกลุ่ม แต่ที่เลือกทำการศึกษานั้นมีอยู่ 3 กลุ่ม ซึ่งทั้ง 3 กลุ่มนั้นก่อตั้งขึ้นในห้วงเวลาไล่เลี่ยกัน ณ เมืองพัทยา จ.ชลบุรี อย่างไรก็ตาม 1 ใน 3 กลุ่มนี้ ปัจจุบันได้ย้ายไปอยู่ใน จ.ภูเก็ต ทั้งนี้ หากนึกถึงกลุ่มหรือคณะคาบาเรต์โชว์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก ก็น่าจะต้องเป็น “มูแลง รูจ (Moulin Rouge)” ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งก่อตั้งขึ้นและมีพัฒนาการมาอย่างยาวนาน และเป็นไปได้ว่า เหตุที่สังคมไทยเรียกการแสดงลักษณะนี้ว่าคาบาเรต์ ก็น่าจะมาจากอิทธิพลของมูแลงรูจเช่นกัน

สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างคาบาเรต์โชว์อย่างมูแลง รูจ กับคาบาเรต์โชว์ในประเทศไทย คืออย่างแรกนั้นใช้นักแสดงที่เป็นชายจริง-หญิงแท้ไม่ได้ใช้ผู้มีความหลากหลายทางเพศเหมือนอย่างหลัง ซึ่งคำว่า “คาบาเรต์ (Cabaret)” ความหมายแบบดั้งเดิมนั้นหมายถึง “นาฏกรรมหรือรูปแบบการแสดงประเภทหนึ่ง” และ “ไม่ได้มีเพียงการลิปซิงค์ (Lip Sync)” หรือการขยับปากให้เข้ากับเนื้อเพลงที่มีการบันทึกไว้แล้วล่วงหน้า อย่างที่คนไทยคุ้นเคย

“การแสดงคาบาเรต์ใน 1 รอบ มีการร้องเพลง เล่นดนตรี เต้นประกอบเพลง หรือแม้กระทั่งมีการแสดงละครเวที หรือกายกรรมโลดโผน เขาจะเรียกรวมๆ กิจกรรมหลายๆ การแสดง หลายๆ อย่างเป็นคำว่าคาบาเรต์ แล้วในรูปแบบของคาบาเรต์นั้น ภายในโรงละครที่มีการจัดแสดงนั้นจะต้องมีการขายเบียร์ให้ดื่มด้วยในตะวันตก ต่อมามันก็พัฒนาเป็นรูปแบบของโรงละครบ้าง หรือกึ่งโรงละคร หรือว่ากึ่งสถานบริการบาร์เบียร์ แล้วมีเวทีแสดงที่เป็นลักษณะของการแสดงแบบที่หลายๆ อย่างรวมกัน

แล้วจนกระทั่งปัจจุบันที่เราเห็น อันนี้ก็คือใกล้เข้ามาในสังคมไทย คือเราอาจจะเห็นการลิปซิงค์หรือแต่งเลียนแบบต้นฉบับ เราอาจจะได้ยินคำว่าแดร็ก (Drag) ก็คือแดร็กควีน (Drag Queen) ที่มีการแต่งตัว ผู้ชายหรือผู้หญิงก็ได้ แต่งตัวให้เหมือนกับคนที่เขาสมมุติ ที่ต้องการจะเป็น เราอาจจะเคยเห็น เพราะว่ากระแสแดร็กควีนก็เริ่มเข้ามาในสังคมไทยมากขึ้น”วัชรวุฒิ เล่าถึงพัฒนาการของคาบาเรต์โชว์

ส่วนประวัติศาสตร์คาบาเรต์โชว์ในประเทศไทย วัชรวุฒิ เล่าย้อนไปในปี 2513-2515 ขณะนั้นมี “คณะนางแบบ ปาน บุนนาค” เป็นการโชว์เดินแบบโดย “กะเทย” ตามโรงแรมต่างๆ ในกรุงเทพฯ รวมถึงมีการแสดงที่คล้ายกับลิปซิงค์ในปัจจุบัน แต่ก็ยังไม่นับว่าเป็นคาบาเรต์โชว์ต่อมามีการเกิดขึ้นของ “คณะทิฟฟานี่โชว์”ในตอนแรกอยู่ในกรุงเทพฯ แต่ด้วยสถานการณ์หลายๆ อย่างในเมืองหลวงยุคทศวรรษ 2510(ปี 2510-2519) ที่ไม่ค่อยเอื้อต่อธุรกิจกลางคืนมากนัก ทำให้ตัดสินใจย้ายไปอยู่ที่พัทยาในปี 2517

การแสดงของ ทิฟฟานี่โชว์ ได้รับอิทธิพลมาจากการแสดงของต่างประเทศ ตามกระแสนิยมวัฒนธรรมตะวันตกของสังคมไทยในขณะนั้น บวกกับกะเทยเองซึ่งก็เป็นกลุ่มคนที่ถูกกีดกันจากสังคมอยู่แล้ว จึงมีความพยายามสร้างกระแสเพื่อหวังให้ได้รับการยอมรับ ซึ่งนอกจากการจัดการแสดงต่างๆ แล้ว คณะทิฟฟานี่โชว์ ยังมีการจัดประกวด “มิสทิฟฟานี่” และ “มิสอินเตอร์เนชั่นแนลควีน” ซึ่งแม้การจัดประกวดแบบนี้จะมีคำถามในประเด็นมาตรฐานความงาม (Beauty Standard)แต่เวทีประกวดดังกล่าวก็สะท้อนหลักคิดการเรียกร้องเสรีภาพ

จากนั้นในปี 2518 หรือ 1 ปี หลังจากคณะทิฟฟานี่โชว์ปักหลักในพัทยา ก็มีการเกิดขึ้นของ “คณะไซม่อนพัทยา” (ซึ่งต่อมาได้ย้ายไปอยู่ที่ จ.ภูเก็ต ตั้งแต่ปี 2534 และเปลี่ยนชื่อเป็น “ภูเก็ตไซม่อนคาบาเรต์” จนถึงปัจจุบัน) และในปี 2524 ในพัทยายังมี “คณะอัลคาซาร์คาบาเรต์” เกิดขึ้นมาอีกคณะหนึ่ง เมืองพัทยาจึงเปรียบเสมือนถิ่นกำเนิดคาบาเรต์โชว์ในสังคมไทย และการกล่าวถึงประวัติศาสตร์เมืองพัทยาโดยไม่พูดถึงคาบาเรต์โชว์นั้นถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่สมบูรณ์ เพราะส่วนหนึ่งของการพัฒนาเมืองแห่งนี้ก็มาจากธุรกิจคาบาเรต์โชว์ด้วย

วัชรวุฒิ กล่าวต่อไปว่า การเกิดขึ้นของคาบาเรต์โชว์ในประเทศไทย ยังทำให้กะเทยไทยมีโอกาสพบเจอกับชาวต่างชาติ และได้รับรู้เกี่ยวกับโลกตะวันตกที่ยอมรับความแตกต่างหลากหลาย อาทิ ในปี 2532 อันเป็นช่วงปลายสงครามเย็น เยอรมนียังมีกำแพงเบอร์ลินแบ่งประเทศเป็นฝั่งตะวันตกกับตะวันออก มีกะเทยไทยบางส่วนอพยพไปตั้งรกรากที่เมืองสตุตการ์ท (Stuttgart) และเปิดบาร์เบียร์ชื่อ “สตาร์ไลท์-มองชาลี” บริเวณจัตุรัสสตุตการ์ท อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันไม่มีบาร์เบียร์ดังกล่าวแล้ว

“ปัจจัยของการเคลื่อนย้ายเข้ามาในเมืองพัทยายุคนั้น ก็คือเมืองพัทยาในยุคช่วงปี 2515-2520 มันเป็นช่วงที่มีการพัฒนาจากสุขาภิบาลนาเกลือและยกระดับเป็นเมืองพัทยา มาพร้อมกับนโยบายหาดทรายแล้วก็แสงแดด มันก็เป็นที่ดึงดูดของนักท่องเที่ยว เป็นเมืองตากอากาศที่คนกรุงเทพฯ อยู่ใกล้ ไปท่องเที่ยวได้แล้วก็เป็นช่วงสงครามเย็นที่มีทหารเข้ามาพักผ่อนเป็นจำนวนมาก

ประกอบกับพื้นที่ของพัทยาเอง พอมีการเข้ามาของคนหลายๆ ชาติ มันทำให้เป็นพื้นที่ที่ทันสมัย ได้รับแนวคิดใหม่ๆ โดยเฉพาะเรื่องความหลากหลายแล้วก็เรื่องความเสมอภาคที่มาพร้อมกับทหารในยุคนั้น แล้วมันก็เป็นการขยายโอกาสให้กับกะเทยที่ต้องการเสี่ยงโชคเดินทางไปต่างประเทศ” วัชรวุฒิ ระบุ

วัชรวุฒิ วิเคราะห์อัตลักษณ์ของคาบาเรต์โชว์ทั้ง 3 คณะ 1.ทิฟฟานี่โชว์ ตั้งแต่ตราสัญลักษณ์ที่สื่อถึง “ครึ่งชาย-ครึ่งหญิง” อันเป็นการอธิบายลักษณะของกะเทยในยุคที่เริ่มก่อตั้งคณะ ส่วนความหมายของคำว่าทิฟฟานี่ สันนิษฐานว่าน่าจะมาจาก “เพชรทิฟฟานี่ (Tiffany Yellow Diamond)” อันเป็นชื่อเพชรสีเหลืองของบริษัทค้าเพชรในทวีปยุโรป จึงเป็นการสื่อสารกับสังคมว่า “กะเทยเป็นเพชรที่มีคุณค่า” ในยุคที่ประเด็นความหลากหลายทางเพศยังอยู่ในความมืด

ทิฟฟานี่โชว์มีการพัฒนาการแสดงมาตลอดจนช่วงหนึ่งมีชื่อเสียงติด 1 ใน 10 โชว์ระดับโลกเลยทีเดียว และมีการปรับปรุงให้เข้ากับยุคสมัยที่สังคมยอมรับความหลากหลายทางเพศมากขึ้น เช่น ในยุคแรกๆ ของการแสดง มีการใช้คำโฆษณาว่า The Original Transvestite Cabaret Show ซึ่ง Tranvestite ในอดีตเป็นคำที่มีความหมายเชิงลบเพราะจัดเป็นอาการป่วยทางจิตชนิดหนึ่ง แต่ต่อมาได้เปลี่ยนเป็น The Original and Formal Cabaret Performers ขณะที่คำว่า Tranvestite ในเวลาต่อมาในทางการแพทย์ก็ถูกถอดออกจากบัญชีโรคทางจิตเช่นกัน

เช่นเดียวกับการแสดง คาบาเรต์โชว์ในประเทศไทยจะแตกต่างจากคาบาเรต์โชว์รูปแบบดั้งเดิมในโลกตะวันตก โดยเน้นไปที่การลิปซิงค์และการแสดง ไม่มีการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในโรงมหรสพ และปรับเปลี่ยนการแสดงไปตามกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยว เช่น จีน อินเดีย รัสเซีย ผสมผสานกับการศิลปวัฒนธรรมไทย ส่วนการประกวดมิสทิฟฟานี่นั้น เริ่มต้นขึ้นในปี 2518 แต่รายการประกวดที่มีการรับรองอย่างเป็นทางการจริงๆ เกิดขึ้นในปี 2541 ขณะที่เวทีมิสอินเตอร์เนชั่นแนลควีนนั้นเริ่มครั้งแรกในปี 2547

2.ไซม่อนคาบาเรต์ คำว่า “ไซ” มาจาก “ไทร” หรือ “ชัย” หมายถึง สุชัย รวยรินผู้ก่อตั้งคณะ บวกกับคำว่า “ม่อน” ที่มาจากคำว่า “ไดมอนต์ (Diamond)” ที่แปลว่าเพชร เพื่อให้ชื่อคณะดูมีความเป็นตะวันตก อีกทั้งเป็นการสื่อความหมายว่า กะเทยเปรียบเหมือนเพชร ดอกไม้หรือดวงดาว หมายถึงมีคุณค่า อนึ่ง สำหรับที่ไซม่อน ในยุคที่ยังทำการแสดง ณ เมืองพัทยามีนักแสดงกะเทยบางส่วนมองเห็นโอกาส จึงเดินทางไปเปิดการแสดงในยุโรป ในยุครุ่งเรืองนั้น ไซม่อนคาบาเรต์ มีสาขาทั้งพัทยา เชียงใหม่ แม้กระทั่งประเทศสิงคโปร์ แต่ปัจจุบันเหลืออยู่ที่ภูเก็ตเพียงแห่งเดียว

อนึ่ง เป็นที่น่าสังเกตว่า “แผ่นพับประชาสัมพันธ์คาบาเรต์โชว์ (ไม่ว่าคณะไหนก็ตาม) จะใช้ภาษาต่างประเทศทั้งสิ้น ไม่ว่าอังกฤษ จีน เกาหลี อาหรับ ฯลฯ แต่หาภาษาไทยยากมาก ซึ่งอาจเป็นเพราะกลุ่มผู้ชมโชว์ลักษณะนี้มักเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติมากกว่าคนไทย” ขณะที่รูปแบบการโชว์ จะเป็นการจัดแบ่งเป็นวัฒนธรรมหลากหลายชาติ เพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยว

และ 3.อัลคาซาร์ คาบาเรต์ ที่มาที่ไปของชื่อคณะยังเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน โดยคำว่า“อัลคาซาร์” น่าจะสื่อถึง “ปราสาทใหญ่โตโอ่โถงสวยงาม” ซึ่งมีสถานที่ชื่ออัลคาซาร์ (Alcazar) และมีลักษณะดังกล่าวตั้งอยู่ ณ ประเทศสเปน และนอกจากการจัดการแสดงแล้ว อัลคาซาร์ยังมีเวทีประกวดนางงาม “มิสอัลคาซาร์” อีกด้วยในช่วงสั้นๆ โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2539 ต่อมาในปี 2548 เปลี่ยนชื่อเวทีเป็น “มิส APSA” แต่จัดประกวดได้จนถึงปี 2549 ก็ยุติไป

แม้จะหาข้อมูลมาเป็นจำนวนมาก แต่ในตอนท้าย วัชรวุฒิ ก็ยังย้ำว่า ข้อมูลที่นำมาเผยแพร่นี้อาจคลาดเคลื่อนได้ เนื่องจากเป็นการรวบรวมจากหลักฐานเท่าที่จะสามารถค้นหาได้ในปัจจุบัน ดังนั้นหากในอนาคตมีหลักฐานใหม่เพิ่มเติมก็อาจจะนำมาแก้ไขข้อมูลที่นำเสนอนี้ได้ต่อไป!!!

‘กสม.’แนะออกแนวปฏิบัติ คุ้มครองสิทธิ‘นักศึกษาฝึกงาน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/685381

‘กสม.’แนะออกแนวปฏิบัติ คุ้มครองสิทธิ‘นักศึกษาฝึกงาน’

‘กสม.’แนะออกแนวปฏิบัติ คุ้มครองสิทธิ‘นักศึกษาฝึกงาน’

วันจันทร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ในการแถลงข่าวของ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า กสม. ได้รับแจ้งเรื่องร้องเรียนจากเครือข่ายยุวพัฒนาสังคม (Social Fix) เมื่อเดือนมีนาคม 2565 ระบุว่า พบปัญหาการละเมิดสิทธิและสวัสดิภาพของนักเรียน นิสิต นักศึกษาระหว่างการฝึกงาน เช่น การล่วงละเมิดทางเพศ การเกิดอุบัติเหตุระหว่างการฝึกงาน

การเจ็บป่วยจากการฝึกงาน และการให้ฝึกงานเกินกว่าเวลาที่กฎหมายแรงงานกำหนด โดยปัญหาดังกล่าวมีหลายหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง แต่กลับไม่มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องคุ้มครองเป็นการเฉพาะ ประกอบกับการดำเนินการเรียกร้องค่าเสียหายตามกฎหมายทั่วไปใช้เวลานานและไม่ครอบคลุมอุบัติเหตุหลายกรณีที่เกี่ยวข้องกับการฝึกงาน จึงขอให้ตรวจสอบ

กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีตามคำร้องเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาให้กับผู้เรียนซึ่งรวมถึงกลุ่มผู้เรียนที่เป็นเด็กโดยที่กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) ได้ให้การรับรองสิทธิของทุกคนในการศึกษาที่มุ่งให้เกิดการพัฒนาบุคลิกภาพของมนุษย์และความสำนึกในศักดิ์ศรีของตนอย่างบริบูรณ์ และจะต้องเพิ่มพูนการเคารพในสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการเพื่อให้บุคคลได้เข้าถึงสิทธิในการศึกษาตลอดจนสิทธิในการได้รับคำแนะนำทางเทคนิควิชาชีพในเด็กจะต้องคำนึงถึงสิทธิของเด็กเป็นสำคัญโดยเฉพาะสิทธิที่จะได้มีเวลาพักผ่อน ได้มีเวลาในการเข้าร่วมกิจกรรมการละเล่นทางสันทนาการที่เหมาะสมตามวัยดังที่ได้รับการรับรองไว้ในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ซึ่งรัฐมีหน้าที่ดำเนินการ กำกับ ส่งเสริม และสนับสนุนให้การจัดการศึกษาดังกล่าวมีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล

กสม. เห็นว่า แม้การฝึกงานซึ่งเป็นการพัฒนาทักษะของผู้เรียน จะไม่ใช่นิติสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างตามสัญญาการจ้างงานซึ่งอยู่ภายใต้การคุ้มครองของกฎหมายแรงงาน แต่สถานประกอบการยังคงมีหน้าที่จัดสภาพการทำงานให้มีความปลอดภัยเพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพของผู้ฝึกงานตามกฎหมาย ประกอบกับกรณีการฝึกงานในลักษณะการฝึกอบรมฝีมือแรงงานก็จะต้องจัดสวัสดิการให้กับผู้เข้ารับการฝึกให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงแรงงานเช่นกัน

ขณะที่สถานศึกษาก็เป็นหน่วยงานหลักที่มีหน้าที่ควบคุมและประสานงานกับสถานประกอบการในการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของนักศึกษา โดยเฉพาะกรณีการจัดให้มีสภาพการทำงานที่ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ สิทธิในการได้รับการพักผ่อน เวลาว่างและข้อจำกัดที่สมเหตุผลในเรื่องเวลาด้วย ซึ่งจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงปรากฏว่า การจัดการฝึกงาน ฝึกอาชีพ และฝึกประสบการณ์วิชาชีพในสถานศึกษาในปัจจุบัน

พบว่า ในระดับการอาชีวศึกษามีเพียงแนวปฏิบัติการดำเนินการฝึกงาน และมาตรฐานการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี เป็นเครื่องมือในการกำกับดูแลให้การจัดการฝึกงาน หรือฝึกอาชีพในการเรียนการสอนระดับการอาชีวศึกษาเป็นไปตามมาตรฐานหลักสูตร โดยมีสาระเพียงบางส่วนที่ได้กำหนดถึงการให้ความคุ้มครองสวัสดิภาพของนักเรียน นักศึกษาในระหว่างการฝึกงานเท่านั้น

เช่นเดียวกันกับกรณีการฝึกงาน หรือฝึกประสบการณ์วิชาชีพในระดับการอุดมศึกษาซึ่งแม้จะมีคู่มือการฝึกประสบการณ์วิชาชีพที่จัดทำโดยสถาบันการศึกษา แต่ก็มิได้กำหนดแนวทางการคุ้มครองสวัสดิภาพของผู้เรียนในระหว่างการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ หรือฝึกงานตามหลักสูตรสหกิจศึกษาเป็นการเฉพาะ อย่างไรก็ดี ปัจจุบัน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา อยู่ระหว่างดำเนินการจัดทำหลักเกณฑ์การฝึกงานหลักสูตรการอาชีวศึกษา และการฝึกอบรมวิชาชีพในสถานประกอบการ พ.ศ. 2565

เพื่อกำหนดข้อปฏิบัติในการดูแลและคุ้มครองสวัสดิภาพของผู้เรียนในระหว่างการฝึกงานและฝึกอบรมวิชาชีพ โดยอยู่ระหว่างการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อไป ประกอบกับผู้ร้องได้ร้องเรียนเรื่องนี้ไปยังผู้ตรวจการแผ่นดินให้พิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหาด้วยแล้ว ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีมติให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดทำหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการกำหนดมาตรฐานการส่งนักศึกษาที่เข้ารับการฝึกงานในสถานประกอบการเพื่อให้นักศึกษาได้รับการคุ้มครองในระหว่างการฝึกงาน

และให้กระทรวงแรงงาน และกรมการพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นหน่วยงานสนับสนุนข้อมูลการดำเนินการของผู้ประกอบการให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดดังกล่าว กรณีดังกล่าวจึงถือว่ามีการดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสมแล้ว ทั้งนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมและคุ้มครอง
สิทธิมนุษยชน กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2565 จึงเห็นควรมีข้อเสนอแนะสรุปได้ดังนี้

1.ให้คณะกรรมการการอาชีวศึกษา เร่งดำเนินการให้มีการประกาศ เรื่อง หลักเกณฑ์การฝึกงานหลักสูตรการอาชีวศึกษา และการฝึกอบรมวิชาชีพ ในสถานประกอบการ พ.ศ. 2565 ตลอดทั้งควบคุมให้สถานศึกษาและสถาบันอาชีวศึกษาปฏิบัติตามประกาศดังกล่าว โดยคำนึงถึงประโยชน์ของผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มผู้เรียนเด็ก ซึ่งมีอายุไม่เกิน 18 ปี

2.ให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กำหนดมาตรการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของนิสิต นักศึกษาในระหว่างฝึกงานเป็นการเฉพาะ กำหนดช่องทางรับเรื่องร้องเรียน และมาตรการให้ความช่วยเหลือเยียวยานิสิต นักศึกษา ที่ได้รับผลกระทบจากการฝึกงานในสภาพการฝึกงานที่ไม่เหมาะสม หรือถูกละเมิดต่อสิทธิและสวัสดิภาพ โดยการดำเนินการ,กำหนดมาตรการดังกล่าวควรรับฟังความเห็นจากนิสิตนักศึกษา และผู้ที่มีประสบการณ์การฝึกงานด้วย

และ 3.ให้กระทรวงแรงงานกำชับให้กรมการจัดหางาน และกรมพัฒนาฝีมือแรงงานควบคุม กำกับการดำเนินการของสถานประกอบการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ในการฝึกงานที่ได้มีการปรับปรุงตามหนังสือกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
ที่ รง 0502/ว6417 ลงวันที่ 17 ต.ค. 2562

ขอเชิญชวนรับชมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ‘สมโภช 150 ปี วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/685104

ขอเชิญชวนรับชมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ‘สมโภช 150 ปี วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม’

ขอเชิญชวนรับชมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ‘สมโภช 150 ปี วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม’

วันศุกร์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 16.53 น.

ขอเชิญชวนรับชมพิธีเจริญพระพุทธมนต์เป็นกรณีพิเศษในวันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม 2565 เวลา 17.00 น. ทาง Facebook Fanpage: “สมโภช 150 ปี วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม” และ Facebook Fanpage ของกรมและรัฐวิสาหกิจในสังกัด มท. รวมถึงรับฟังผ่านหอกระจายข่าวทุกหมู่บ้าน

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ไวยาวัจกร ฝ่ายบริหารงานสาธารณสงเคราะห์ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เปิดเผยว่า ตามที่เกิดเหตุคนร้ายประทุษร้ายประชาชน ณ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก องค์การบริหารส่วนตำบลอุทัยสวรรค์ อำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 6 ตุลาคม 2565 ทำให้มีผู้ได้รับผลกระทบจากภยันตรายดังกล่าว โดยขณะนี้มีผู้เสียชีวิต 38 ราย และบาดเจ็บกว่า 10 ราย ตามปรากฎในข่าว ในการนี้ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงปลงธรรมสังเวช อีกทั้งทรงพระปรารภห่วงใยผู้ประสบเหตุและผู้สูญเสีย จึงโปรดประทานผ้าไตร และมีพระบัญชาโปรดให้ไวยาวัจกรจัดกัปปิยภัณฑ์ (กับ-ปิ-ยะ-พัน) รายละเท่าจำนวน 20,000 บาท (สองหมื่นบาทถ้วน) ประทานแก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิต เพื่อช่วยการบำเพ็ญกุศลศพทุกราย ส่วนสำหรับผู้บาดเจ็บนั้น จัดกัปปิยภัณฑ์รายละเท่าจำนวน 20,000 บาท (สองหมื่นบาทถ้วน) ประทานแก่ผู้บาดเจ็บทุกราย เพื่อโดยเสด็จพระราชกุศลที่สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้าทั้งสองพระองค์ ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ในการรักษาพยาบาล

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ กล่าวต่อว่า โอกาสนี้ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีรับสั่งประทานกำลังใจแก่ครอบครัว ญาติมิตรของผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และผู้ได้รับผลกระทบทางจิตใจจากเหตุการณ์นี้ เพื่อเป็นส่วนทุเลาความเศร้าโศกหม่นหมอง อีกทั้งโปรดประทานพรให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ผู้ประสบเหตุภยันตราย พร้อมด้วยครอบครัว และญาติมิตร ตลอดจนประชาชนชาวหนองบัวลำภู และสาธารณชนผู้รู้สึกหดหู่สะเทือนใจจงถึงพร้อมด้วยขันติ สติ และปัญญา ในอันที่จะฟื้นฟูสรรพกำลังให้กลับคืนมาอย่างเข้มแข็งมั่นคง สามารถดำรงสันติสุขในจิตใจตน ชุมชน และสังคมไทยให้ยั่งยืนสืบไป

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ กล่าวทิ้งท้ายว่า เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระบัญชาโปรดให้วัดในพื้นที่ให้อำนวยความสะดวกในการจัดงานศพ และการสงเคราะห์ผู้ได้รับผลกระทบทั้งทางร่างกายและจิตใจตามกำลังความสามารถ กับทั้งให้วัดทุกวัดทั่วราชอาณาจักร เจริญพระพุทธมนต์เป็นกรณีพิเศษหลังการทำวัตรเย็นในวันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม 2565 เวลา 17.00 น. เพื่ออำนวยสวัสดิมงคลสำหรับบ้านเมือง พร้อมเสริมสร้างขวัญและกำลังใจแก่ประชาชน จึงขอเชิญชวนผู้สนใจร่วมรับชมการถ่ายทอดสด (LIVE) ผ่านทาง Facebook Fanpage: สมโภช 150 ปี วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม https://www.facebook.com/WatRajabopit/ และ Facebook Fanpage “กระทรวงมหาดไทย PR” Facebook Fanpage ของกรมและรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ทุกหน่วยงาน รวมถึงรับฟังผ่านหอกระจายข่าวทุกหมู่บ้านด้วย

‘ตรีนุช’สั่งเข้ม! เพิ่มมาตรการเข้า-ออกสถานศึกษา ประสานฝ่ายปกครอง-ตำรวจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/684974

'ตรีนุช'สั่งเข้ม! เพิ่มมาตรการเข้า-ออกสถานศึกษา ประสานฝ่ายปกครอง-ตำรวจ

‘ตรีนุช’สั่งเข้ม! เพิ่มมาตรการเข้า-ออกสถานศึกษา ประสานฝ่ายปกครอง-ตำรวจ

วันศุกร์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 07.40 น.

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า “ตรีนุช เทียนทอง Treenuch Thienthong” จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญ ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขององค์การบริหารส่วนตำบลอุทัยสวรรค์ อำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู นั้น ท่านนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขอให้ทุกส่วนราชการลดธงครึ่งเสาในวันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม 2565 เป็นเวลา 1 วัน เพื่อแสดงความอาลัยต่อผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ที่จังหวัดหนองบัวลำภู จึงขอให้หน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ลดธงครึ่งเสาในวันดังกล่าว

จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้น ศธ.ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อสร้างความปลอดภัยแก่นักเรียนและบุคลากรทางการศึกษา จึงได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัด ศธ.เพิ่มความเข้มงวดและกำหนดมาตรการเข้า-ออก สถานศึกษาฯ ของบุคคลภายนอก โดยให้ประสานการดำเนินงานร่วมกับฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่อย่างใกล้ชิด โดยยึดความปลอดภัยของนักเรียนและบุคลากรทางการศึกษาธิการเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ให้สถานศึกษาทุกแห่งปฎิบัติตามนโยบายสถานศึกษาปลอดภัยโดยเคร่งครัดค่ะ

สั่งตรึงราคาเดิม! เตรียมแผนพิมพ์หนังสือเรียนปี’66 มั่นใจเสร็จทันก่อนเปิดเทอม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/684755

สั่งตรึงราคาเดิม! เตรียมแผนพิมพ์หนังสือเรียนปี'66 มั่นใจเสร็จทันก่อนเปิดเทอม

สั่งตรึงราคาเดิม! เตรียมแผนพิมพ์หนังสือเรียนปี’66 มั่นใจเสร็จทันก่อนเปิดเทอม

วันพฤหัสบดี ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 11.15 น.

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การค้า (อค.) ของคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ว่า องค์การค้าฯ ได้เสนอให้ที่ประชุมพิจารณาถึงการจัดพิมพ์หนังสือเรียน เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการจัดพิมพ์หนังสือเรียนให้ทันเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โดยในปีนี้องค์การค้าได้รับลิขสิทธิ์จากสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ในการจัดพิมพ์หนังสือทุกระดับชั้นใน 3 สาระวิชาหลัก คือ วิชาภาษาไทย , วิชาคณิตย์ศาสตร์ และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

โดยที่ประชุมได้กำหนดปฏิทินการจัดพิมพ์และการจัดส่งหนังสือไว้ชัดเจนแล้ว โดยภายในเดือน ต.ค.นี้จะเริ่มจัดพิมพ์ และจะจัดส่งหนังสือเรียนตั้งแต่วันที่ 12 เม.ย.2566 ซึ่งในปีนี้หนังสือเรียนจะจัดส่งเสร็จเร็วกว่าปีที่แล้ว 22 วัน เพื่อให้ผู้ปกครองได้รับหนังสือนำไปติวให้ลูกได้ก่อนเปิดเทอม

“ตนได้ให้นโยบายองค์การค้าฯ ว่า ขอให้ยังคงตรึงราคาหนังสือทุกเล่มไว้ในราคาเดิมของปีที่แล้ว ถึงแม้ต้นทุนการจัดพิมพ์จะสูงขึ้น ทั้งนี้ เพื่อช่วยเหลือผู้ปกครองและลดเรื่องค่าครองชีพให้กับผู้ปกครอง” รมว.ศธ.กล่าว