‘เยลลี่มะพร้าวนํ้าหอมพร้อมดื่ม’ ผลงานนักวิจัย‘มข.’คว้ารางวัลชนะเลิศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/685826

‘เยลลี่มะพร้าวนํ้าหอมพร้อมดื่ม’  ผลงานนักวิจัย‘มข.’คว้ารางวัลชนะเลิศ

‘เยลลี่มะพร้าวนํ้าหอมพร้อมดื่ม’ ผลงานนักวิจัย‘มข.’คว้ารางวัลชนะเลิศ

วันพุธ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ปฏิมากร คล้ายประสิทธิ์ อาจารย์สาขาวิชาเทคโนโลยีอาหาร คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) เปิดเผยว่า ผลงาน “เยลลี่มะพร้าวน้ำหอมพร้อมดื่ม” ผลิตภัณฑ์จากโครงการวิจัย การพัฒนากระบวนการผลิตและการศึกษาอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์เยลลี่เครื่องดื่มน้ำมะพร้าวน้ำหอม 100% ผสมคาราจีแนน ภายใต้การค้นคว้าของ สาขาวิชาเทคโนโลยีการอาหาร คณะเทคโนโลยี มข. “คว้ารางวัลชนะเลิศ ประเภทผลิตภัณฑ์ประเภทอาหาร ที่มีต้นแบบและงานวิจัยรองรับ จากเวที Agri Plus Award 2022 : ส่งเสริมเกษตรสร้างสรรค์ นวัตกรรมสร้างเสริม”จัดโดยสถาบันส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรมกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

ทั้งนี้ สำหรับรางวัล Agri Plus Award 2022 : ส่งเสริมเกษตรสร้างสรรค์ นวัตกรรมสร้างเสริม เป็นโครงการประกวดผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากสินค้าเกษตรไทยชิงถ้วยรางวัลพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และเงินรางวัลรวมกว่า 300,000 บาท ซึ่งจัดโดยสถาบันส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรมกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

เพื่อส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดสากล ตลอดจนผลักดันให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่หันมาผลิตสินค้าเกษตรโดยใช้นวัตกรรมเข้ามาแปรรูปสินค้า และสร้างการรับรู้และแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อนพัฒนาสินค้าเกษตรไทยด้วยนวัตกรรม โดยผลงานเยลลี่มะพร้าวน้ำหอมพร้อมดื่มเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง ทีมนักศึกษา นักวิจัย สาขาวิชาเทคโนโลยีอาหาร คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกับ ผู้ประกอบการ บริษัท โคโค่ดำเนิน จำกัด

“จุดเริ่มต้นคือผู้ประกอบการเข้ามาปรึกษา ว่าตนเองเป็นคนราชบุรี มีสวนมะพร้าว ต้องการที่จะแปรรูปให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่อร่อย สะดวก ง่ายต่อการบริโภค โดยสนใจผลิตเป็นเจลลี่บรรจุในซอง เราจึงให้ข้อมูลผู้ประกอบการไปว่า ถ้าไปใช้กระบวนการผลิตในลักษณะนี้ ใช้งบประมาณเท่าใดซึ่งเราได้แนะนำให้ผู้ประกอบการหาทุนวิจัย ผู้ประกอบการออกเงินส่วนหนึ่ง และรัฐบาลออกเงินอีกส่วนหนึ่ง

ในช่วงเวลานั้นประมาณ ปี 2560 มีโครงการ โปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) เครือข่ายมหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ให้การสนับสนุนการทำงานวิจัยในลักษณะนี้ เราจึงแนะนำให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการดังกล่าว และ ขออนุญาตจากผู้ประกอบการ ดึงนักศึกษามาช่วย 2 รุ่น” ดร.ปฏิมากร กล่าว

ดร.ปฏิมากร กล่าวต่อไปว่า จากนั้นจึงได้นำโจทย์ของผู้ประกอบการมาพัฒนาเป็นโครงการ “การพัฒนากระบวนการผลิตและการศึกษาอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์เยลลี่เครื่องดื่มน้ำมะพร้าวน้ำหอม 100% ผสมคาราจีแนน” ให้นักศึกษาระดับปริญญาตรีในรายวิชา ปัญหาพิเศษทางเทคโนโลยีการอาหารเรียนรู้ และมีพี่นักศึกษาระดับปริญญาโทช่วยดูแลในการค้นคว้าวิจัยร่วมด้วย ซึ่งการทำงานตรงนี้เป็นการเชื่อมโยงโจทย์จริงของผู้ประกอบการ กับ การเรียนการสอน

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการ มักจะมีความคาดหวังว่าตนเองจะต้องได้ในสิ่งที่ต้องการ ซึ่งบางทีระยะเวลามันไม่ได้ เพราะฉะนั้นผู้ประกอบการก็ต้องเข้าใจนักวิจัยขณะเดียวกันนักวิจัยเองก็ต้องเข้าใจผู้ประกอบการ หมายความว่าทั้งผู้ประกอบการ และ นักวิจัยจะต้องจับมือร่วมกัน และเข้าใจว่าจะต้องมีการรอคอย อาจารย์นำโจทย์ไปสู่การวิจัยของนักศึกษา เป็นการปรับการเรียนรู้ให้เห็นโจทย์จริง ว่าการทำงานร่วมกับผู้ประกอบการจะเป็นลักษณะนี้ ปัญหาที่เจอระหว่างการทำงานจะเป็นลักษณะนี้

จึงต้องปรับเข้าหากัน จะต้องฟังว่าผู้ประกอบการต้องการอะไร บางครั้งนักวิจัยอาจจะยึดตัวตนว่า จะต้องเป็นแบบนี้ ทฤษฎีเป็นแบบนี้ แต่ในความเป็นจริงผู้ประกอบการไม่ได้ต้องการขนาดนั้น ผู้ประกอบการต้องการเพียงแค่นิดหน่อยให้เขาไปต่อยอดได้ ฉะนั้นนักวิจัยก็จะต้องปรับ หรือ หาวิธีการที่จะต้องร่วมมือกันทำ ฉะนั้นหากผู้ประกอบการท่านใดที่สนใจ หรือ ต้องการรับคำปรึกษา สามารถติดต่อที่ สาขาวิชาเทคโนโลยีอาหาร คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งทางคณะยินดีมาก

“เราอยากมีส่วนร่วมในการช่วยผู้ประกอบการแก้ไขปัญหาที่เขาต้องการ หรือ สร้างนวัตกรรมอาหารตามที่เขาสนใจ ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญ หรือ นักวิจัยเองก็จะได้เรียนรู้ฝึกการสร้างองค์ความรู้ให้กับนักศึกษา เกิดกระบวนการเรียนรู้ในการเรียนการสอน ในการทำวิจัยด้วย กว่าจะได้รางวัลครั้งนี้มีการปรับเปลี่ยนทั้งสูตร ทั้งกระบวนการฆ่าเชื้อ กระบวนการให้ความร้อนกระบวนการผลิต ซึ่งใช้ระยะเวลาประมาณ 5 ปี

ซึ่งระหว่างทางก็มีกระบวนการเรียนรู้เกิดขึ้น และเราก็ปรับมาเรื่อยๆ จนกระทั่ง ได้สูตร Final ที่เป็นเครื่องดื่มเยลลี่น้ำมะพร้าวน้ำหอมแท้ 100% ไม่ใส่วัตถุกันเสีย หวานธรรมชาติ เก็บได้นานในอุณหภูมิห้อง 2 ปี ที่ผู้ประกอบการนำไปสู่ขั้นตอน ODM (Original Design Manufacturer) และเข้าสู่กระบวนการแข่งขัน จนสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศ ประเภทผลิตภัณฑ์ประเภทอาหาร ที่มีต้นแบบและงานวิจัยรองรับ จากเวที Agri Plus Award 2022 ได้ในที่สุด” ดร.ปฏิมากร กล่าว

ผลน่าพอใจแก้หนี้ครูได้ตามเป้า ลุยแก้หนี้ครู 4 ภูมิภาค 5 จังหวัด ปลาย ต.ค.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/685814

ผลน่าพอใจแก้หนี้ครูได้ตามเป้า ลุยแก้หนี้ครู 4 ภูมิภาค 5 จังหวัด ปลาย ต.ค.นี้

ผลน่าพอใจแก้หนี้ครูได้ตามเป้า ลุยแก้หนี้ครู 4 ภูมิภาค 5 จังหวัด ปลาย ต.ค.นี้

วันอังคาร ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 14.39 น.

ศธ.จัดมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ครู  จ.กำแพงเพชร ผลน่าพอใจแก้หนี้ครูได้ตามเป้า เดินหน้าแก้หนี้ครู 4 ภูมิภาค 5 จังหวัด ปลาย ต.ค.นี้ 

วันที่ 11 ตุลาคม 2565 นายสุทิน แก้วพนา รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (รองปลัด ศธ.) เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ว่า ที่ประชุมได้นำกรณีศึกษามหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ครู ซึ่งได้จัดขึ้นที่จังหวัดกำแพงเพชร เพื่อเป็นการนำร่องแก้ปัญหาหนี้สินให้แก่ครูที่ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีในจังหวัดกำแพงเพชร และมีการปรับโครงสร้างหนี้กับสหกรณ์ออมทรัพย์ครู หรือสถาบันการเงินที่ครูเป็นหนี้ รวมถึงมีบริการให้คำปรึกษาปัญหาหนี้สินครูโดยยุติธรรมจังหวัดและบังคับคดีจังหวัดด้วย 

นายสุทิน กล่าวต่อว่า จากการจัดมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ครู นำร่องที่จังหวัดกำแพงเพชร พบว่าประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพอใจ เนื่องจากครูที่เป็นหนี้สินที่เข้าร่วมโครงการในจังหวัดกำแพงเพชร จำนวนกว่า 100 ราย สามารถแก้ปัญหาได้เกือบทั้งหมด เหลือเพียง 4 ราย ที่ยังไม่เรียบร้อย เนื่องจากผู้ค้ำประกันมาไม่ครบ จึงได้มอบหมายให้สถานีแก้หนี้ครูระดับจังหวัดไปดำเนินการต่อ 

“เชื่อว่ามหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ครู จะเป็นส่วนสำคัญในการแก้ไขปัญหาหนี้สินของครูได้ โดยสถานีแก้หนี้ครูระดับจังหวัด สถานีแก้หนี้ครูระดับเขตพื้นที่การศึกษา รวมถึงสหกรณ์ออมทรัพย์ครู และสถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้ของครู จะมีโมเดลในการแก้ปัญหาหนี้สินให้กับครูทุกกลุ่ม ทั้งกลุ่มที่ถูกฟ้องร้องดำเนินคดี มีหนี้วิกฤต หรือต้องการปรับโครงสร้างหนี้ หรือต้องการคำปรึกษา โดยมีครูและบุคลากรทางการศึกษาลงทะเบียน ขอเข้าร่วมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ.-วันที่ 15 มี.ค. 2565 มีจำนวน 40,000 กว่าราย ทั้งนี้ ที่ประชุมได้นำผลการดำเนินการมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ครูของ จ.กำแพงเพชร มาวิเคราะห์และประเมินผลเพื่อนำไปดำเนินการไกล่เกลี่ยหนี้ครูในจังหวัดอื่นๆต่อไป โดย ศธ.มีแผนจะมีการจัดมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ครู ใน 4 ภูมิภาค 5 จังหวัด ในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้ ได้แก่ ภาคกลาง จังหวัดสระแก้ว และจังหวัดราชบุรี ภาคใต้ จังหวัดสุราษฏร์ธานี ภาคตะวันเฉียงเหนือ จังหวัดอุดรธานี และภาคเหนือ จังหวัดพิษณุโลก หลังจากนั้น จะให้ทุกจังหวัดไปดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูภายในจังหวัดต่อไป ” นายสุทิน กล่าว 

ดิจิท โซล จับมือจุฬาฯ เดินหน้าตรวจสอบผลCU-TEP ด้วยบล็อกเชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/685811

ดิจิท โซล จับมือจุฬาฯ เดินหน้าตรวจสอบผลCU-TEP ด้วยบล็อกเชน

ดิจิท โซล จับมือจุฬาฯ เดินหน้าตรวจสอบผลCU-TEP ด้วยบล็อกเชน

วันอังคาร ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 14.34 น.

ดิจิท โซล จับมือจุฬาฯ ดำเนินโครงการตรวจสอบผลCU-TEP ด้วยบล็อกเชน เสริมความปลอดภัยให้ระบบข้อมูล สู่ใบปริญญา NFT ที่ใครๆ ก็ตรวจสอบได้

Digit Soul (ดิจิท โซล) บริษัทผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยี (Technology Provider) ของไทย ที่มอบบริการสนับสนุนธุรกิจด้วยเทคโนโลยีแบบครบวงจร ภายใต้การบริหารของ คุณธนพล เอี่ยมสกุล ล่าสุดได้ลงนามดำเนินงานร่วมกับศูนย์ทดสอบทางวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU-TEP) ดำเนินโครงการพัฒนาการแสดงผลการสอบและการตรวจสอบผลคะแนนทดสอบทางวิชาการโดยใช้เทคโนโลยี Blockchain ที่มีความปลอดภัย ง่ายต่อการตรวจสอบ และเป็นมิติใหม่ของวงการการศึกษาไทย พร้อมผลักดัน Blockchain Innovation ในงานเอกสารของสถาบันการศึกษาแบบองค์รวม สู่ใบปริญญา NFT (NFT Certificate) ที่ใครๆ ก็ตรวจสอบได้

จากการเรียนรู้ในสาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ในระดับมหาวิทยาลัย สู่การได้รับโอกาสทำงานในองค์กรอิสระของภาครัฐด้านเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย (Software Park Thailand), ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC)และได้มีโอกาสเข้าไปทำงานในบริษัทเกี่ยวกับเทคโนโลยีความปลอดภัยในบริษัทชั้นนำระหว่างประเทศ สิ่งเหล่านี้คือการสั่งสมประสบการณ์ให้

คุณธนพล เอี่ยมสกุลก่อตั้งและดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทดิจิท โซล จำกัด (Digit Soul)ซึ่งเป็นบริษัท Technology Provider ของไทย ที่ให้บริการด้านเทคโนโลยีดิจิทัล และเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยด้านไซเบอร์ให้กับองค์กรขนาดเล็กและขนาดใหญ่มากมาย ล่าสุดได้นำเสนอเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) และ NFT มาใช้ในวงการการศึกษา พร้อมลงนามความร่วมมือกับศูนย์ทดสอบทางวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU-TEP) สถาบันการศึกษาอันดับต้นๆ ของประเทศ ดำเนินโครงการพัฒนาการแสดงผลสอบและการตรวจสอบผลคะแนนทดสอบทางวิชาการโดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน ซึ่งพัฒนาโดย Digit Soulสร้างความปลอดภัย หมดปัญหาการปลอมแปลงแก้ไข มีความน่าเชื่อถือ ง่ายต่อการตรวจสอบ และเป็นมิติใหม่ของวงการศึกษาไทย

“เทคโนโลยีบล็อกเชน ถ้าจะให้ผมเล่าแบบเข้าใจง่ายๆคือ เวลาเราจะทำธุรกรรมด้านดิจิทัลอะไรก็ตาม ระบบบล็อกเชนไม่ได้เก็บข้อมูลลำพังที่ใดที่หนึ่งสมมติผมมีเหรียญคริปโต 500เหรียญแต่จะโอนให้เพื่อน 100 เหรียญ แต่เหรียญคริปโตนั้นไม่มีธนาคารเป็นตัวกลาง ถ้าจะทำธุรกรรม ผมจะต้องประกาศธุรกรรมนี้ให้โลกบล็อกเชนรู้ ต้องมีคนที่อยู่ในบล็อกเชนตรวจสอบและอนุมัติทุกคน ถ้าผมจะทุจริต ก็ต้องแก้ไขทุกคนในวงบล็อกเชนพร้อมกัน เวลาเดียวกัน ซึ่งโอกาสในการทุจริตแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย นี่คือการ Decentralize ไม่มีตัวกลางเก็บข้อมูลที่ใดที่หนึ่ง การตรวจสอบข้อมูลจึงทำได้ง่ายและโปร่งใสขึ้น” คุณธนพลกล่าว

ซึ่งเทคโนโลยีบล็อกเชนนี้เอง ที่ทำให้คุณธนพล และทีมนักพัฒนาของดิจิท โซล ต่อยอดพัฒนาเทคโนโลยีบล็อกเชน สู่การใช้ NFT สร้างรหัสโทเคนขึ้นบนเอกสารดิจิทัลภายในสถาบันการศึกษาอย่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ปลอดภัย ตรวจสอบได้เพียงใช้ QR Code ที่บล็อกเชนให้การรับรองจึงยากต่อการปลอมแปลง

โดยคุณธนพลกล่าวต่อไปว่า “ไม่ใช่เฉพาะแค่ที่จุฬาฯ สถานศึกษาหลายแห่งก็เริ่มเก็บเอกสารผลการศึกษาเป็นไฟล์ดิจิทัลแล้ว ถ้ายังไม่ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเข้ามาช่วยในการตรวจสอบหรือบันทึก โทเคน (Token) ลงในไฟล์นั้นๆ ผู้ที่ได้รับไฟล์ดิจิทัลต่อมาจะสามารถตัดต่อหรือปลอมแปลงค่าต่างๆ เช่น ผลการสอบหรือเกรดบนทรานสคริปต์ให้ผิดไปจากความจริงอย่างไรก็ได้ แต่เมื่อเอกสารเหล่านั้นอยู่ในระบบบล็อกเชนและทำการติดโทเคน (Token) ให้กับเอกสารแล้ว เมื่อมีการนำไฟล์มาปรับเปลี่ยนนอกระบบ โทเคนนั้นจะถูกตัดออกจากระบบในทันที และเมื่อมีตรวจสอบไฟล์นั้นผ่าน QR Codeก็จะกลายเป็นไฟล์ที่ไม่มีอยู่ในระบบบล็อกเชนของทางมหาวิทยาลัย ดังนั้น ผมจึงมีความภูมิใจที่จะพัฒนาและนำเสนอเทคโนโลยีบล็อกเชนนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ผลการสอบจาก CU-TEP แต่จะต่อยอดสู่การทำ
ใบปริญญา NFT ที่สามารถตรวจสอบได้ง่ายๆ เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลบริษัทใดอยากตรวจสอบเอกสารก็แค่สแกน QR Code ผ่านบล็อกเชนของทางมหาวิทยาลัยได้เลย”

และเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับระบบความปลอดภัยของข้อมูล ดิจิท โซล จึงมีพาร์ตเนอร์ด้านเทคโนโลยีมาร่วมตรวจสอบความปลอดภัยของระบบที่บริษัทฯ พัฒนาขึ้น ผ่านสองบริษัทคือ Cloudsec Asia และDatafarmมาตรวจสอบอย่างเข้มข้นหลายขั้นตอน พร้อมออกใบรับรอง (Certification) เพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้าของดิจิท โซลทุกคน

ส่วนเป้าหมายต่อไปของดิจิท โซลนั้นไม่ได้มีเพียงในแวดวงหน่วยงานรัฐหรือบริษัทขนาดใหญ่ คุณธนพลยังให้ความสนใจการพัฒนานวัตกรรมบล็อกเชน (Blockchain Innovation) มาใช้ในแวดวงการเกษตรด้วยการนำบล็อกเชนมาใช้ร่วมกับสินค้าการเกษตรที่ส่งออกไปขายทั้งในและต่างประเทศ โดยการสร้าง QR Code เพื่อแจ้งข้อมูลให้กับสินค้าว่าผลิตที่ไหน เมื่อไหร่ เวลาใดที่ควรรับประทาน เพื่อสร้างมูลค่าและความน่าเชื่อถือให้กับผู้ผลิต รวมถึงสร้างความมั่นใจให้กับทั้งพ่อค้าคนกลาง ห้างร้าน ไปจนถึงผู้บริโภค

“แน่นอนว่าบล็อกเชนมีความปลอดภัยและตรวจสอบได้ นอกจากการศึกษาและการเกษตรแล้ว ถ้าหน่วยงานราชการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนไปใช้กับระบบฐานข้อมูลที่มีอยู่ เปลี่ยนจากเอกสารกระดาษให้เป็นดิจิทัลพร้อมติดโทเคน (Token) การตรวจสอบก็จะง่ายขึ้น และความปลอดภัยก็จะเพิ่มขึ้น เพราะต่อให้แฮกเกอร์เจาะระบบเข้ามาได้ แต่ถ้าไม่มีโทเคน (Token) ก็เข้าไปดูเอกสารเหล่านั้นไม่ได้ จริงอยู่ อาจจะต้องใช้เงินลงทุนสักหน่อย แต่เทคโนโลยีบล็อกเชนนั้นปลอดภัยและคุ้มค่าต่อการลงทุนแน่นอน” คุณธนพลกล่าวทิ้งท้าย

ด้วยความมุ่งมั่นของทีมพัฒนาจากดิจิท โซลทุกคน พร้อมบริการด้านดิจิทัลแบบครบวงจร ที่ไม่ได้มีเพียง Cyber Securityแต่ยังมีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาจึงมั่นใจได้ว่า ดิจิท โซล เป็นบริษัทผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยี (Digital Provider) ที่คุณมั่นใจได้ ให้ธุรกิจคุณเดินต่อได้อย่างแข็งแกร่งและเป็นไปได้ตามที่มุ่งหวัง ดังพันธกิจของดิจิท โซล ว่า “Make Your Soul Real – ทำจิตวิญญาณทางธุรกิจของคุณไปสู่ความสำเร็จที่เป็นจริง”

สนใจดูรายละเอียดการให้บริการของ Digit Soul เพิ่มเติมได้ที่ https://www.digitsoul.co.th/
หรือที่เฟซบุ๊กhttps://www.facebook.com/Digitsoulcompany

ชูศูนย์วิจัยชุมชนผ้าย้อมครามสุขภาพ บ้านดอนกอย ต่อยอดองค์ความรู้ปราชญ์ชาวบ้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/685731

ชูศูนย์วิจัยชุมชนผ้าย้อมครามสุขภาพ บ้านดอนกอย ต่อยอดองค์ความรู้ปราชญ์ชาวบ้าน

ชูศูนย์วิจัยชุมชนผ้าย้อมครามสุขภาพ บ้านดอนกอย ต่อยอดองค์ความรู้ปราชญ์ชาวบ้าน

วันอังคาร ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 09.27 น.

วช.หนุนตั้งศูนย์วิจัยชุมชนทั่วประเทศ เน้นถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสม โชว์ศูนย์วิจัยชุมชนผ้าย้อมครามสุขภาพ บ้านดอนกอย จ.สกลนคร ผลงานทีม มรภ. สกลนคร ร่วมกับเครือข่ายวิจัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต่อยอดองค์ความรู้จากปราชญ์ชาวบ้านสู่การยกระดับผ้าย้อมครามเชิงสุขภาพ

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า การจัดตั้ง “ศูนย์วิจัยชุมชน” นับเป็นงานที่สำคัญงานหนึ่งของ วช. ที่ได้ร่วมกับเครือข่ายวิจัยภูมิภาคทั้ง 4 ภูมิภาคในการขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นตามนโยบายรัฐบาลเมื่อปี 2561 วช.ได้มีการเชื่อมโยงบูรณาการความร่วมมือในการจัดตั้งศูนย์วิจัยชุมชน ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อให้ชุมชนสามารถเข้าถึงและนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์หรือประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพ โดยจะมีการพัฒนาทักษะและถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสมให้กับคนในชุมชน อย่างเช่น “ ศูนย์วิจัยชุมชนผ้าย้อมครามสุขภาพ บ้านดอนกอย จังหวัดสกลนคร ” ที่มี ผศ.ดร.พรกมล สาฆ้อง จากคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร เป็นหัวหน้าทีมวิจัยฯ ที่ได้เข้าไปศึกษาความต้องการ รวบรวมองค์ความรู้ในการแก้ไขปัญหา และสนับสนุนงานในด้านต่าง ๆ แก่ศูนย์วิจัย ฯ

​ผศ.ดร.พรกมล สาฆ้อง กล่าวว่า ทีมวิจัยได้ร่วมกับเครือข่ายวิจัยภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในการสนับสนุน “ศูนย์วิจัยชุมชนผ้าย้อมครามสุขภาพ บ้านดอนกอย จังหวัดสกลนคร” ในเรื่องต่าง ๆ เช่น การนำองค์ความรู้ผ้าย้อมครามมาถ่ายทอดขยายผลสู่กลุ่มวิสาหกิจทอผ้าย้อมคราม บ้านดอนกอย ซึ่งอยู่ที่หมู่ 2 ตำบลสว่าง อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร และการสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์ชุมชน ฯ โดยเน้นขยายผลและต่อยอดจากองค์ความรู้ที่คนในชุมชน หรือปราชญ์ชาวบ้านดำเนินการอยู่แล้ว โดยศูนย์วิจัยชุมชนจะทำงานร่วมกับพื้นที่เพื่อให้เกิดประโยชน์กับพื้นที่อย่างแท้จริง  

สำหรับผ้าย้อมครามบ้านดอนกอย ถือเป็นการสืบสานงานหัตถกรรมจากบรรพบุรุษ “เผ่าภูไท” จากการทอผ้าใช้เองในครัวเรือนมาสู่งานเชิงพาณิชย์ ซึ่งเกิดจากการร่วมแรงร่วมใจของกลุ่มแม่บ้านที่เริ่มก่อตั้งในวันที่ 3 กันยายน 2546 จากสมาชิก 9 คน ในปัจจุบันมีสมาชิก 70 คน โดยผลิตภัณฑ์ผ้าย้อมครามดอนกอยเป็นผ้าที่สีสวย มีความวาว มีความนุ่ม และกลิ่นหอมของคราม เป็นเอกลักษณ์ที่ลูกค้าเห็นและสามารถจำแนกชิ้นงานได้ชัดเจน  

ผศ.ดร.พรกมล กล่าวว่า ในโครงการดังกล่าว ทีมวิจัยฯ  ได้เข้าไปช่วยยกระดับมูลค่าของผ้าย้อมครามด้วยการนำเสนอข้อมูลด้านสุขภาพของผ้าย้อมคราม ซึ่งเป็นผลงานวิจัยและผ่านการทดสอบแล้ว โดยพบว่า ผ้าย้อมครามคุณสมบัติในการยับยั้งแบคทีเรียบริเวณใต้วงแขนของเสื้อผ้า ยับยั้งกลิ่นตัว ป้องกันแสงยูวี และยังลดรอยฟกช้ำ เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคหรือผู้ซื้อ จนกระทั่งได้รับการคัดสรรเป็นสินค้า 6 ดาวของจังหวัดสกลนคร

ปัจจุบันสินค้าครามของจังหวัดสกลนครมี 2 รูปแบบคือ รูปแบบผ้าย้อมคราม และรูปแบบเนื้อครามสำหรับใช้เตรียมสีย้อม โดยเนื้อครามมีผลต่อคุณภาพการย้อมครามทำให้สีสวย และติดทนบนเส้นใยผ้า เนื้อครามที่มีคุณภาพจะต้องมีปริมาณอินดิโกบลู (สารสี) ในปริมาณสูง

“จากงานวิจัยพบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อปริมาณอินดิโกบลูในต้นครามมาจากสายพันธุ์ การปลูก และอายุในการเก็บเกี่ยว และเมื่อศึกษาลักษณะทางกายภาพของต้นครามที่เหมาะสมในการเก็บเกี่ยวครามพบว่า เมื่อระยะต้นครามเริ่มมีฝักสีน้ำตาลจะให้ปริมาณอินดิโกบลูมากที่สุด จึงอยากร่วมกับชุมชนที่จะพัฒนากรรมวิธีการผลิตเนื้อครามให้มีปริมาณอินดิโกบลูสูงขึ้น เนื่องจากเป็นวัตถุดิบต้นน้ำในการย้อมผ้าคราม นอกจากนี้ยังได้พัฒนาวิธีการวิเคราะห์อินดิโกบลูในเนื้อครามเพื่อใช้ในการจำแนกคุณภาพ และอาจใช้เป็นเกณฑ์ในการกำหนดราคาของเนื้อครามได้ในอนาคต”

ทีมวิจัยยังพบอีกว่า ชนิดและอายุของพืชที่นำมาทำน้ำด่างมีผลต่อคุณภาพของน้ำย้อมคราม ซึ่งมีผลต่อความสวยงามของชิ้นงานที่ย้อมและความคงทนของการติดสีครามบนเส้นใย และที่สำคัญจะต้องตระหนักถึงอายุของต้นไม้ที่ตัดมาทำน้ำด่างด้วย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ เนื่องจากต้นไม้ที่เหมาะสมนำมาทำน้ำด่างต้องมีอายุ 3 ปีขึ้นไป

ผศ.ดร.พรกมล กล่าวอีกว่า เนื่องจากมีงานวิจัยที่เข้ามาศึกษาการย้อมผ้าครามในปัจจุบันมีจำนวนมาก แต่ยังขาดในส่วนของการวิเคราะห์คุณภาพทั้งระบบของการย้อมผ้าคราม  ทีมวิจัยจึงมุ่งเน้นการพัฒนาวิธีการตรวจสอบคุณภาพเนื้อครามและผ้าครามเพื่อสร้างมาตรฐานของคุณภาพครามให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น เช่น  การพัฒนาวิธีการวิเคราะห์การตรวจสอบหาปริมาณอินดิโกบลูในเนื้อครามในระดับโมเลกุล พัฒนาวิธีการตรวจสอบผ้าย้อมครามธรรมชาติและผ้าย้อมครามสังเคราะห์ การตรวจสอบโลหะหนักบนผ้าย้อมคราม

นอกจากการพัฒนาเรื่องการตรวจสอบคุณภาพผ้าครามแล้ว   ทางทีมวิจัยยังได้พัฒนาการใช้ประโยชน์จากต้นครามนอกเหนือจากการใช้เพื่อย้อมผ้าครามเพียงอย่างเดียว โดยปัจจุบันทางทีมวิจัยกำลังพัฒนากระบวนการสกัดสารจากต้นครามด้วยกรรมวิธีที่มิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อนำสารสกัดไปพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางต่อไป

สพป.ตาก เขต 2 อบรมครูแกนนำวิชาการ ขับเคลื่อนวางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/685597

สพป.ตาก เขต 2 อบรมครูแกนนำวิชาการ  ขับเคลื่อนวางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา

สพป.ตาก เขต 2 อบรมครูแกนนำวิชาการ ขับเคลื่อนวางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา

วันอังคาร ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 (สพป.ตาก เขต 2) ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาครูวิชาการแกนนำในการขับเคลื่อนการนำผลการประเมินไปใช้วางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา และการวัดและประเมินผลในชั้นเรียน เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน (Assessment for Learning) ปีการศึกษา 2565

นายปิลัทธ์ อุดมวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 เปิดเผยถึงวัตถุประสงค์ของการประชุมครั้งนี้ว่า เพื่อต้องการให้ครูแกนนำวิชาการ มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการขับเคลื่อนการนำผลการประเมินไปใช้วางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา ขับเคลื่อนการนำผลการประเมินไปใช้วางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาและการวัดและประเมินผลในชั้นเรียน รวมถึงคัดเลือกสถานศึกษาที่นำผลการประเมิน RT, NT และ O-NET ไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา และการวัดและประเมินผลในชั้นเรียนเพื่อการเรียนรู้ของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป”

มอบนโยบายครูบรรจุใหม่ 8 ราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/685602

มอบนโยบายครูบรรจุใหม่ 8 ราย

มอบนโยบายครูบรรจุใหม่ 8 ราย

วันอังคาร ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ผกาภรณ์ พลายสังข์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 พบปะและมอบนโยบายแก่ผู้ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย จำนวน 8 ราย แยกเป็น กลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์ 4 ราย ได้แก่ นางสาวจิรภัทร แจ่มใสโรงเรียนบ้านใหม่พนมทอง, นางสาวอุมาพร ขุนชัย โรงเรียนบ้านน้ำยาง,นายธีรภัทร ศุภอารีย์ โรงเรียนศึกษาลัย และนายเขมภูมิ เอี่ยมอุไร โรงเรียนบ้านวังดินเหนียว, กลุ่มวิชาคอมพิวเตอร์ 3 ราย ได้แก่ นางสาววรางคณา กลิ่นมาลีโรงเรียนบ้านลำภาศ, นางรินทร์นภัส กิจเฉลียว โรงเรียนบ้านหนองขมิ้นและนางสาวธัญญาภา เข้มแก้ว โรงเรียนบ้านผาท่าพล, กลุ่มวิชาพลศึกษา 1 ราย ได้แก่ นายภาณุพงศ์ เลิศคง โรงเรียนสามัคคีธรรม

ซีพี ออลล์-เซเว่นฯ ผนึก กรุงเทพมหานคร ดึง 437 โรงเรียน ร่วม‘ภาคีโรงเรียนไร้ถัง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/685598

ซีพี ออลล์-เซเว่นฯ ผนึก กรุงเทพมหานคร  ดึง 437 โรงเรียน ร่วม‘ภาคีโรงเรียนไร้ถัง’

ซีพี ออลล์-เซเว่นฯ ผนึก กรุงเทพมหานคร ดึง 437 โรงเรียน ร่วม‘ภาคีโรงเรียนไร้ถัง’

วันอังคาร ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงนามความร่วมมือภาคีเครือข่ายโรงเรียนไร้ถังร่วมกับ นายยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) โดยกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้นำโรงเรียนในสังกัด กทม.จำนวน 437 แห่ง เข้าร่วมเป็นสมาชิกภาคีในฐานะ “โรงเรียนไร้ถังสังกัดกรุงเทพมหานคร”เพื่อร่วมกับองค์กรภาคเอกชนกว่า 10 แห่งและ 443 โรงเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทั่วประเทศ ปลูกฝังให้เกิดการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางให้กับเยาวชนและชุมชน แก้ปัญหาการจัดการขยะ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่และเป็นวาระสำคัญของประเทศ ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า ที่ผ่านมา กทม.ต้องเสียงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการจัดการขยะปีละมากกว่าหมื่นล้านบาท เนื่องจากกระบวนการจัดการขยะตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำยังไม่สอดคล้องกัน การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน จึงต้องดำเนินการไปพร้อมกันทุกส่วนทั้งต้นน้ำคือ ปลูกฝังให้ประชาชนเกิดการคัดแยกขยะกลางน้ำ คือ กทม.จัดเก็บขยะแบบแยกและปลายน้ำ คือการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ การให้โรงเรียนในสังกัด กทม. 437 แห่ง เข้าร่วมภาคีเครือข่ายโรงเรียนไร้ถัง ถือเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะช่วยปลูกฝังในระดับต้นน้ำ และมีผู้เกี่ยวข้องในระบบนิเวศปลายน้ำ สานฝันการจัดการขยะให้เป็นระบบได้จริง 

“สิ่งที่เราพูดมาตลอดคือ ทำอย่างไรจะเปลี่ยนขยะให้เป็นทรัพย์สิน แบบที่หลายประเทศทั่วโลกทำกัน วันนี้ภาคีเครือข่ายต้นกล้าไร้ถัง มีพันธมิตรที่เกี่ยวข้องกับการจัดการขยะในระดับอีโคซิสเท็ม มีระบบการนำวัสดุรีไซเคิลไปแลกพอยท์ นำพอยท์ไปแลกเป็นเงินหรือเป็นอุปกรณ์การเรียน ซึ่งเป็นแนวคิดที่เป็นประโยชน์มาก การปลั๊กอินกับโมเดลที่มีอยู่แล้ว จะช่วยสร้างทางลัดแก้ไขปัญหาให้กับเมืองได้เร็วขึ้น”นายชัชชาติ กล่าว 

ทั้งนี้ กทม.จะนำโมเดลของภาคีเครือข่ายโรงเรียนไร้ถัง มาดำเนินการทันทีกับโรงเรียนสังกัด กทม.ใน 4 เขต ได้แก่ หนองแขม ปทุมวัน พญาไท และบางเขน รวม 19 โรงเรียน โดย 3 เขตแรกเป็นเขตนำร่องโครงการ “ไม่เทรวม” ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อต้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมาโดยรณรงค์แยกขยะเศษอาหารออกจากขยะทั่วไป ขณะที่เขตบางเขน เป็นเขตที่ทางภาคีเครือข่ายโรงเรียนไร้ถัง มีเครือข่ายชุมชนไร้ถังอยู่แล้ว จึงทำให้สามารถดำเนินการได้ทันที รวมถึงอีก 5 เขต 5 โรงเรียนที่มีต้นทุนและความพร้อมด้านการจัดการขยะอยู่แล้วพร้อมร่วมโครงการทันที รวมทั้งหมดเป็น 9 เขต 24 โรงเรียน และหลังจากนี้จะค่อยๆ ขยายผลไปยังโรงเรียนอื่นๆจนครบ 437 แห่ง

ด้านนายยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ซีพี ออลล์ ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และ เซเว่น เดลิเวอรี่ โรงเรียนในสังกัด กทม.จำนวน 437 แห่ง เข้าร่วมเป็นสมาชิกภาคี ในฐานะ “โรงเรียนไร้ถังสังกัดกรุงเทพมหานคร” เพื่อร่วมกับองค์กรภาคเอกชนกว่า 10 แห่ง และ 443 โรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทั่วประเทศ ปลูกฝังให้เกิดการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางให้กับเยาวชนและชุมชน แก้ปัญหาการจัดการขยะ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่และเป็นวาระสำคัญของประเทศ 

“สิ่งสำคัญที่สุดของการแก้ปัญหาระดับชาติ คือการสร้างความร่วมมือรวมพลังกันแก้ปัญหาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ภาคีของเรามีองค์ความรู้หรือ Knowhow ในการจัดการขยะที่ประสบความสำเร็จอย่างทับสะแกโมเดลมีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการขยะครบวงจร ขณะที่ กทม.เองก็มีนโยบายและวิสัยทัศน์ชัดเจนว่าต้องการให้เกิดการคัดแยกขยะอย่างจริงจังตั้งแต่ต้นทาง รวมถึงมีบุคลากร โรงเรียน ชุมชนในสังกัดจำนวนมาก ความร่วมมือกันในครั้งนี้จึงนับเป็นการรวมพลังครั้งสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาขยะอย่างยั่งยืนตามปณิธานองค์กร “ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสต่อกัน” นายยุทธศักดิ์ กล่าว

DPU ร่วมกับ สอวช. และ ภาคีเครือข่าย จัดอบรม Upskill โลจิสติกส์ไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/685601

DPU ร่วมกับ สอวช. และ ภาคีเครือข่าย จัดอบรม Upskill โลจิสติกส์ไทย

DPU ร่วมกับ สอวช. และ ภาคีเครือข่าย จัดอบรม Upskill โลจิสติกส์ไทย

วันอังคาร ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.รชฏ ขำบุญ ผู้อำนวยการสถาบันโลจิสติกส์และโซ่อุปทานวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) หรือ DPU เปิดเผยว่า CIBA DPU ร่วมกับ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคนและทุนด้านการพัฒนา สถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และบริษัท บี เอส เอกซ์เพรส (BS Express)จัดงานสัมมนา “E-Logistics” พัฒนาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ การให้บริการโลจิสติกส์ด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศโดยเน้น Up Skill ให้กับกลุ่มผู้ประกอบการที่อยู่ใน New S-Curve หรือกลุ่มอุตสาหกรรมอนาคตที่เน้นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมและมีแนวโน้มที่จะเติบโตมากที่สุด โดยเฉพาะโลจิสติกส์ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายหลักของประเทศ

ดร.รชฏ กล่าวด้วยว่า โครงการมีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ศูนย์กลางของฮับหรือศูนย์กลางของโลจิสติกส์ในภูมิภาคอาเซียน แต่อย่างไรก็ตาม การเปิดประเทศเสรีมีส่วนทำให้ประเทศต่างๆ เข้ามาลงทุนได้ง่าย ซึ่งแต่ละประเทศ อาทิ สิงคโปร์ มาเลเซีย และจีน มีระบบขนส่งโลจิสติกส์ ที่ค่อนข้างดีกว่าไทย และใช้เทคโนโลยีที่สูงกว่า อาจส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยปรับตัวไม่ทันจนโดนกลืน หรือโดนเทคโอเวอร์ ดังนั้นการจะแข่งขันกับประเทศที่มีเทคโนโลยีที่เหนือกว่าจึงจำเป็นจะต้องมีองค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโลจิสติกส์ทั้งหมด โครงการนี้จึงถือกำเนิดขึ้นมา โดยความร่วมมือจาก บพค.สอวช.หรือ อว.รวมถึงพันธมิตรของมหาวิทยาลัย ซึ่งทุกฝ่ายได้เล็งเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องหาแนวทางให้ความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรในวงงานโลจิสติกส์ของประเทศไทย เพื่อให้ปรับตัวและรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก

ดร.รชฏ กล่าวอีกว่า ผู้ประกอบการให้ความสนใจเข้าร่วมอบรมจำนวนมากจนล้นโควตา แสดงให้เห็นว่าหลายองค์กรให้ความสนใจกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางด้านนี้สำหรับการอบรมสัมมนาจะมีอยู่ 3 เฟสโดยเฟสที่ 1 จะเป็นการให้ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับโลจิสติกส์ เฟสที่ 2 ให้ความรู้เรื่องมาตรฐานการขนส่ง Q Mark ส่วนเฟสสุดท้ายจะให้ความรู้เกี่ยวกับการยื่นขอใบรับรอง Q Mark เพื่อยกระดับการทำงานขององค์กรเข้าสู่มาตรฐานการขนส่งในระดับสากล นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมอบรมยังจะได้รับใบรับรองคุณวุฒิวิชาชีพ ที่เป็นเอกสารยืนยันว่าองค์กรนี้มีคุณภาพและได้มาตรฐานในระดับสากล ส่วนของหลักสูตรจะมีทั้งหมด 7 หัวข้อผู้ประกอบการจะได้เรียนรู้ อาทิ การใช้เทคโนโลยีในการบริหารองค์กร,การบริหารจัดการองค์กร, การ Operation, การจัดการรถขนส่ง, การให้บริการลูกค้า เป็นต้น ซึ่งแต่ละหัวข้อเราได้รับเกียรติจากวิทยากรชื่อดังด้านโลจิสติกส์ระดับประเทศมาบรรยายให้ความรู้ อาทิ ผู้แทนจาก SCG Logistics บริษัท Kerry Express เป็นต้น อย่างไรก็ตาม หลังจากจบการอบรม หากผู้ประกอบการท่านใดต้องการคำปรึกษา เพื่อที่จะ Implement ในเรื่องของการใช้เทคโนโลยี ทาง มธบ.และวิทยากรยินดีให้คำแนะนำ

คุณหญิงกัลยา เป็นประธานเปิดตัว รอบปฐมทัศน์ สารคดี‘ภารกิจเปลี่ยนโลก’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/685603

คุณหญิงกัลยา เป็นประธานเปิดตัว รอบปฐมทัศน์ สารคดี‘ภารกิจเปลี่ยนโลก’

คุณหญิงกัลยา เป็นประธานเปิดตัว รอบปฐมทัศน์ สารคดี‘ภารกิจเปลี่ยนโลก’

วันอังคาร ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดงานกิจกรรมเปิดตัวรอบปฐมทัศน์ สารคดีชุด “ภารกิจเปลี่ยนโลก CLIMATE CHANGE MISSION” ซึ่งผลิตขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างบริษัท คราวน์ สตูดิโอ โปรดักชัน จำกัด และศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ภายใต้การสนับสนุนโดยกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัย และสร้างสรรค์ พร้อมด้วย นายแร็มโก โยฮันเนิส ฟัน ไวน์คาร์เดิน (H.E. Mr. Remco Johannes van Wijngaarden) เอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ ประจำประเทศไทย ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีผู้ก่อตั้ง มหาวิทยาลัยรังสิต ดร.อรรถวิท อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิตณ มหาวิทยาลัยรังสิต

ดร.คุณหญิงกัลยาได้กล่าวว่า ประเทศไทย เป็นประเทศหนึ่งที่ถูกประเมินว่า มีความเสี่ยงในลำดับต้นๆ ของโลก จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม น้ำแล้ง ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นเป็นต้น ซึ่งปัญหาของประชาชน คือขาดความรู้ ความเข้าใจ ทุกๆ ท่านมีประสบการณ์ในการทำการเกษตร เพียงแต่ว่าจำนนต่อยถากรรมว่าฝนจะมาหรือไม่มาแต่ไม่เข้าใจว่าเราสามารถที่จะเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทในการจัดการน้ำได้ พระองค์ท่านคิด ทดสอบ จนประสบความสำเร็จ นับเป็นคุณูปการที่ใหญ่หลวงสำหรับคนไทย ที่ได้เกิดมาภายใต้พระบรมโพธิสมภารของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งพระองค์ทรงได้รับการขนานพระนามว่าเป็นปราชญ์เรื่องน้ำของแผ่นดิน

ทั้งนี้ดร.คุณหญิงกัลยาในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่กำกับดูแลวิทยาลัยเกษตร เทคโนโลยี และประมง 47 แห่ง ทั่วประเทศ ได้นำเอาโครงการตามแนวพระราชปณิธาน “ศาสตร์พระราชา” ให้วิทยาลัยเกษตรเทคโนโลยีและประมง ทั้ง 47 แห่ง ได้ศึกษาทั้งทางทฤษฎี และปฏิบัติ ตั้งแต่ปลายปี 2562 จวบปัจจุบันก็ 2 ปีกว่าสามารถพัฒนาโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชนแนวพระราชดำริ ทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติ ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งยวด จนพัฒนาเป็นหลักสูตร“ชลกร” เปิดสอนในระดับประกาศนียบัตรขั้นสูง (ปวส.)

สำหรับโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ได้ขับเคลื่อนผ่านวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี เป็นการนำพระราชปณิธานของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาให้สถานศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการเรียนรู้ ถึงทฤษฎี ปฏิบัติ และลงมือปฏิบัติจนประสบความสำเร็จ สามารถพัฒนาเป็นหลักสูตร “ชลกร” เปิดสอนเป็นรุ่นที่ 2 แล้ว ใน 11 วิทยาลัยเกษตรฯ ทำให้มีน้ำใช้ตลอดทั้งปี ลดค่าใช้จ่าย นักเรียนก็ได้ความรู้ มีความสุขที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงมากกว่าเรียนอยู่ในห้องเรียน และที่สำคัญขณะนี้มีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนเข้ามาเป็นภาคีเครือข่ายสนับสนุนและเปิดรับนักเรียนหลักสูตรชลกรเข้าไปฝึกงานหาประสบการณ์ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสและต่อยอดให้นักเรียนสามารถเข้าทำงานกับหน่วยงานนั้นๆ ในอนาคตได้มากขึ้น ซึ่งเมื่อเยาวชนไทย หรือคนไทยมีองค์ความรู้เรื่องการบริหารจัดการที่เป็นมาตรฐานในระดับสากลแล้วเชื่อว่าจะสร้างความยั่งยืนด้านเศรษฐกิจให้กับประเทศชาติ

‘คาบาเรต์โชว์’จากพื้นที่มหรสพ สู่เวทีแสดงตัวตน‘เพศทางเลือก’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/685383

‘คาบาเรต์โชว์’จากพื้นที่มหรสพ  สู่เวทีแสดงตัวตน‘เพศทางเลือก’

‘คาบาเรต์โชว์’จากพื้นที่มหรสพ สู่เวทีแสดงตัวตน‘เพศทางเลือก’

วันจันทร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จัดการบรรยายเรื่อง “ประวัติศาสตร์คาบาเรต์ในสังคมไทย”โดยผู้บรรยายคือ วัชรวุฒิ ชื่อสัตย์ ศิษย์เก่าปริญญาเอก หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่งก่อนหน้านี้วัชรวุฒิ เคยทำวิทยานิพนธ์เรื่อง “ชุมกะเทย : ความซับซ้อนและการประกอบสร้างของอาณาบริเวณทางสังคม” รวมถึงเขียนบทความวิชาการว่าด้วยเรื่องของ “กะเทยไทย” อีกหลายชิ้น

วัชรวุฒิ เล่าว่า คาบาเรต์โชว์ในประเทศไทยมีอยู่หลายกลุ่ม แต่ที่เลือกทำการศึกษานั้นมีอยู่ 3 กลุ่ม ซึ่งทั้ง 3 กลุ่มนั้นก่อตั้งขึ้นในห้วงเวลาไล่เลี่ยกัน ณ เมืองพัทยา จ.ชลบุรี อย่างไรก็ตาม 1 ใน 3 กลุ่มนี้ ปัจจุบันได้ย้ายไปอยู่ใน จ.ภูเก็ต ทั้งนี้ หากนึกถึงกลุ่มหรือคณะคาบาเรต์โชว์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก ก็น่าจะต้องเป็น “มูแลง รูจ (Moulin Rouge)” ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งก่อตั้งขึ้นและมีพัฒนาการมาอย่างยาวนาน และเป็นไปได้ว่า เหตุที่สังคมไทยเรียกการแสดงลักษณะนี้ว่าคาบาเรต์ ก็น่าจะมาจากอิทธิพลของมูแลงรูจเช่นกัน

สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างคาบาเรต์โชว์อย่างมูแลง รูจ กับคาบาเรต์โชว์ในประเทศไทย คืออย่างแรกนั้นใช้นักแสดงที่เป็นชายจริง-หญิงแท้ไม่ได้ใช้ผู้มีความหลากหลายทางเพศเหมือนอย่างหลัง ซึ่งคำว่า “คาบาเรต์ (Cabaret)” ความหมายแบบดั้งเดิมนั้นหมายถึง “นาฏกรรมหรือรูปแบบการแสดงประเภทหนึ่ง” และ “ไม่ได้มีเพียงการลิปซิงค์ (Lip Sync)” หรือการขยับปากให้เข้ากับเนื้อเพลงที่มีการบันทึกไว้แล้วล่วงหน้า อย่างที่คนไทยคุ้นเคย

“การแสดงคาบาเรต์ใน 1 รอบ มีการร้องเพลง เล่นดนตรี เต้นประกอบเพลง หรือแม้กระทั่งมีการแสดงละครเวที หรือกายกรรมโลดโผน เขาจะเรียกรวมๆ กิจกรรมหลายๆ การแสดง หลายๆ อย่างเป็นคำว่าคาบาเรต์ แล้วในรูปแบบของคาบาเรต์นั้น ภายในโรงละครที่มีการจัดแสดงนั้นจะต้องมีการขายเบียร์ให้ดื่มด้วยในตะวันตก ต่อมามันก็พัฒนาเป็นรูปแบบของโรงละครบ้าง หรือกึ่งโรงละคร หรือว่ากึ่งสถานบริการบาร์เบียร์ แล้วมีเวทีแสดงที่เป็นลักษณะของการแสดงแบบที่หลายๆ อย่างรวมกัน

แล้วจนกระทั่งปัจจุบันที่เราเห็น อันนี้ก็คือใกล้เข้ามาในสังคมไทย คือเราอาจจะเห็นการลิปซิงค์หรือแต่งเลียนแบบต้นฉบับ เราอาจจะได้ยินคำว่าแดร็ก (Drag) ก็คือแดร็กควีน (Drag Queen) ที่มีการแต่งตัว ผู้ชายหรือผู้หญิงก็ได้ แต่งตัวให้เหมือนกับคนที่เขาสมมุติ ที่ต้องการจะเป็น เราอาจจะเคยเห็น เพราะว่ากระแสแดร็กควีนก็เริ่มเข้ามาในสังคมไทยมากขึ้น”วัชรวุฒิ เล่าถึงพัฒนาการของคาบาเรต์โชว์

ส่วนประวัติศาสตร์คาบาเรต์โชว์ในประเทศไทย วัชรวุฒิ เล่าย้อนไปในปี 2513-2515 ขณะนั้นมี “คณะนางแบบ ปาน บุนนาค” เป็นการโชว์เดินแบบโดย “กะเทย” ตามโรงแรมต่างๆ ในกรุงเทพฯ รวมถึงมีการแสดงที่คล้ายกับลิปซิงค์ในปัจจุบัน แต่ก็ยังไม่นับว่าเป็นคาบาเรต์โชว์ต่อมามีการเกิดขึ้นของ “คณะทิฟฟานี่โชว์”ในตอนแรกอยู่ในกรุงเทพฯ แต่ด้วยสถานการณ์หลายๆ อย่างในเมืองหลวงยุคทศวรรษ 2510(ปี 2510-2519) ที่ไม่ค่อยเอื้อต่อธุรกิจกลางคืนมากนัก ทำให้ตัดสินใจย้ายไปอยู่ที่พัทยาในปี 2517

การแสดงของ ทิฟฟานี่โชว์ ได้รับอิทธิพลมาจากการแสดงของต่างประเทศ ตามกระแสนิยมวัฒนธรรมตะวันตกของสังคมไทยในขณะนั้น บวกกับกะเทยเองซึ่งก็เป็นกลุ่มคนที่ถูกกีดกันจากสังคมอยู่แล้ว จึงมีความพยายามสร้างกระแสเพื่อหวังให้ได้รับการยอมรับ ซึ่งนอกจากการจัดการแสดงต่างๆ แล้ว คณะทิฟฟานี่โชว์ ยังมีการจัดประกวด “มิสทิฟฟานี่” และ “มิสอินเตอร์เนชั่นแนลควีน” ซึ่งแม้การจัดประกวดแบบนี้จะมีคำถามในประเด็นมาตรฐานความงาม (Beauty Standard)แต่เวทีประกวดดังกล่าวก็สะท้อนหลักคิดการเรียกร้องเสรีภาพ

จากนั้นในปี 2518 หรือ 1 ปี หลังจากคณะทิฟฟานี่โชว์ปักหลักในพัทยา ก็มีการเกิดขึ้นของ “คณะไซม่อนพัทยา” (ซึ่งต่อมาได้ย้ายไปอยู่ที่ จ.ภูเก็ต ตั้งแต่ปี 2534 และเปลี่ยนชื่อเป็น “ภูเก็ตไซม่อนคาบาเรต์” จนถึงปัจจุบัน) และในปี 2524 ในพัทยายังมี “คณะอัลคาซาร์คาบาเรต์” เกิดขึ้นมาอีกคณะหนึ่ง เมืองพัทยาจึงเปรียบเสมือนถิ่นกำเนิดคาบาเรต์โชว์ในสังคมไทย และการกล่าวถึงประวัติศาสตร์เมืองพัทยาโดยไม่พูดถึงคาบาเรต์โชว์นั้นถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่สมบูรณ์ เพราะส่วนหนึ่งของการพัฒนาเมืองแห่งนี้ก็มาจากธุรกิจคาบาเรต์โชว์ด้วย

วัชรวุฒิ กล่าวต่อไปว่า การเกิดขึ้นของคาบาเรต์โชว์ในประเทศไทย ยังทำให้กะเทยไทยมีโอกาสพบเจอกับชาวต่างชาติ และได้รับรู้เกี่ยวกับโลกตะวันตกที่ยอมรับความแตกต่างหลากหลาย อาทิ ในปี 2532 อันเป็นช่วงปลายสงครามเย็น เยอรมนียังมีกำแพงเบอร์ลินแบ่งประเทศเป็นฝั่งตะวันตกกับตะวันออก มีกะเทยไทยบางส่วนอพยพไปตั้งรกรากที่เมืองสตุตการ์ท (Stuttgart) และเปิดบาร์เบียร์ชื่อ “สตาร์ไลท์-มองชาลี” บริเวณจัตุรัสสตุตการ์ท อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันไม่มีบาร์เบียร์ดังกล่าวแล้ว

“ปัจจัยของการเคลื่อนย้ายเข้ามาในเมืองพัทยายุคนั้น ก็คือเมืองพัทยาในยุคช่วงปี 2515-2520 มันเป็นช่วงที่มีการพัฒนาจากสุขาภิบาลนาเกลือและยกระดับเป็นเมืองพัทยา มาพร้อมกับนโยบายหาดทรายแล้วก็แสงแดด มันก็เป็นที่ดึงดูดของนักท่องเที่ยว เป็นเมืองตากอากาศที่คนกรุงเทพฯ อยู่ใกล้ ไปท่องเที่ยวได้แล้วก็เป็นช่วงสงครามเย็นที่มีทหารเข้ามาพักผ่อนเป็นจำนวนมาก

ประกอบกับพื้นที่ของพัทยาเอง พอมีการเข้ามาของคนหลายๆ ชาติ มันทำให้เป็นพื้นที่ที่ทันสมัย ได้รับแนวคิดใหม่ๆ โดยเฉพาะเรื่องความหลากหลายแล้วก็เรื่องความเสมอภาคที่มาพร้อมกับทหารในยุคนั้น แล้วมันก็เป็นการขยายโอกาสให้กับกะเทยที่ต้องการเสี่ยงโชคเดินทางไปต่างประเทศ” วัชรวุฒิ ระบุ

วัชรวุฒิ วิเคราะห์อัตลักษณ์ของคาบาเรต์โชว์ทั้ง 3 คณะ 1.ทิฟฟานี่โชว์ ตั้งแต่ตราสัญลักษณ์ที่สื่อถึง “ครึ่งชาย-ครึ่งหญิง” อันเป็นการอธิบายลักษณะของกะเทยในยุคที่เริ่มก่อตั้งคณะ ส่วนความหมายของคำว่าทิฟฟานี่ สันนิษฐานว่าน่าจะมาจาก “เพชรทิฟฟานี่ (Tiffany Yellow Diamond)” อันเป็นชื่อเพชรสีเหลืองของบริษัทค้าเพชรในทวีปยุโรป จึงเป็นการสื่อสารกับสังคมว่า “กะเทยเป็นเพชรที่มีคุณค่า” ในยุคที่ประเด็นความหลากหลายทางเพศยังอยู่ในความมืด

ทิฟฟานี่โชว์มีการพัฒนาการแสดงมาตลอดจนช่วงหนึ่งมีชื่อเสียงติด 1 ใน 10 โชว์ระดับโลกเลยทีเดียว และมีการปรับปรุงให้เข้ากับยุคสมัยที่สังคมยอมรับความหลากหลายทางเพศมากขึ้น เช่น ในยุคแรกๆ ของการแสดง มีการใช้คำโฆษณาว่า The Original Transvestite Cabaret Show ซึ่ง Tranvestite ในอดีตเป็นคำที่มีความหมายเชิงลบเพราะจัดเป็นอาการป่วยทางจิตชนิดหนึ่ง แต่ต่อมาได้เปลี่ยนเป็น The Original and Formal Cabaret Performers ขณะที่คำว่า Tranvestite ในเวลาต่อมาในทางการแพทย์ก็ถูกถอดออกจากบัญชีโรคทางจิตเช่นกัน

เช่นเดียวกับการแสดง คาบาเรต์โชว์ในประเทศไทยจะแตกต่างจากคาบาเรต์โชว์รูปแบบดั้งเดิมในโลกตะวันตก โดยเน้นไปที่การลิปซิงค์และการแสดง ไม่มีการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในโรงมหรสพ และปรับเปลี่ยนการแสดงไปตามกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยว เช่น จีน อินเดีย รัสเซีย ผสมผสานกับการศิลปวัฒนธรรมไทย ส่วนการประกวดมิสทิฟฟานี่นั้น เริ่มต้นขึ้นในปี 2518 แต่รายการประกวดที่มีการรับรองอย่างเป็นทางการจริงๆ เกิดขึ้นในปี 2541 ขณะที่เวทีมิสอินเตอร์เนชั่นแนลควีนนั้นเริ่มครั้งแรกในปี 2547

2.ไซม่อนคาบาเรต์ คำว่า “ไซ” มาจาก “ไทร” หรือ “ชัย” หมายถึง สุชัย รวยรินผู้ก่อตั้งคณะ บวกกับคำว่า “ม่อน” ที่มาจากคำว่า “ไดมอนต์ (Diamond)” ที่แปลว่าเพชร เพื่อให้ชื่อคณะดูมีความเป็นตะวันตก อีกทั้งเป็นการสื่อความหมายว่า กะเทยเปรียบเหมือนเพชร ดอกไม้หรือดวงดาว หมายถึงมีคุณค่า อนึ่ง สำหรับที่ไซม่อน ในยุคที่ยังทำการแสดง ณ เมืองพัทยามีนักแสดงกะเทยบางส่วนมองเห็นโอกาส จึงเดินทางไปเปิดการแสดงในยุโรป ในยุครุ่งเรืองนั้น ไซม่อนคาบาเรต์ มีสาขาทั้งพัทยา เชียงใหม่ แม้กระทั่งประเทศสิงคโปร์ แต่ปัจจุบันเหลืออยู่ที่ภูเก็ตเพียงแห่งเดียว

อนึ่ง เป็นที่น่าสังเกตว่า “แผ่นพับประชาสัมพันธ์คาบาเรต์โชว์ (ไม่ว่าคณะไหนก็ตาม) จะใช้ภาษาต่างประเทศทั้งสิ้น ไม่ว่าอังกฤษ จีน เกาหลี อาหรับ ฯลฯ แต่หาภาษาไทยยากมาก ซึ่งอาจเป็นเพราะกลุ่มผู้ชมโชว์ลักษณะนี้มักเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติมากกว่าคนไทย” ขณะที่รูปแบบการโชว์ จะเป็นการจัดแบ่งเป็นวัฒนธรรมหลากหลายชาติ เพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยว

และ 3.อัลคาซาร์ คาบาเรต์ ที่มาที่ไปของชื่อคณะยังเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน โดยคำว่า“อัลคาซาร์” น่าจะสื่อถึง “ปราสาทใหญ่โตโอ่โถงสวยงาม” ซึ่งมีสถานที่ชื่ออัลคาซาร์ (Alcazar) และมีลักษณะดังกล่าวตั้งอยู่ ณ ประเทศสเปน และนอกจากการจัดการแสดงแล้ว อัลคาซาร์ยังมีเวทีประกวดนางงาม “มิสอัลคาซาร์” อีกด้วยในช่วงสั้นๆ โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2539 ต่อมาในปี 2548 เปลี่ยนชื่อเวทีเป็น “มิส APSA” แต่จัดประกวดได้จนถึงปี 2549 ก็ยุติไป

แม้จะหาข้อมูลมาเป็นจำนวนมาก แต่ในตอนท้าย วัชรวุฒิ ก็ยังย้ำว่า ข้อมูลที่นำมาเผยแพร่นี้อาจคลาดเคลื่อนได้ เนื่องจากเป็นการรวบรวมจากหลักฐานเท่าที่จะสามารถค้นหาได้ในปัจจุบัน ดังนั้นหากในอนาคตมีหลักฐานใหม่เพิ่มเติมก็อาจจะนำมาแก้ไขข้อมูลที่นำเสนอนี้ได้ต่อไป!!!