จุฬาฯ ครองอันดับ 1 มหาวิทยาลัยไทย จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/686090

จุฬาฯ ครองอันดับ 1 มหาวิทยาลัยไทย  จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก

จุฬาฯ ครองอันดับ 1 มหาวิทยาลัยไทย จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ครองอันดับ 1 มหาวิทยาลัยไทยด้านผลงานทางวิชาการ จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก Academic Ranking of World Universities (ARWU) 2022 นอกจากนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังได้รับการจัดอันดับให้เป็น Top 5 in ASEAN, World Top 100 in Vet Sci (สาขาสัตวแพทยศาสตร์), World Top 200 in Dentistry (สาขาทันตแพทยศาสตร์)

การจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกทางด้านผลงานทางวิชาการโดย Academic Ranking of World Universities (ARWU) จัดโดย Center for World-ClassUniversities, Shanghai Jiao Tong University และ ShanghaiRanking Consultancy ใช้เกณฑ์ชี้วัดจาก Quality of Education, Quality of Faculty,Research Output และ Per Capita Performance

ศธ.เตรียมลงนามร่วมมือ 3 ฝ่ายพัฒนาองค์ความรู้บริหารจัดการน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/686087

ศธ.เตรียมลงนามร่วมมือ 3 ฝ่ายพัฒนาองค์ความรู้บริหารจัดการน้ำ

ศธ.เตรียมลงนามร่วมมือ 3 ฝ่ายพัฒนาองค์ความรู้บริหารจัดการน้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

กระทรวงศึกษาธิการเตรียมลงนามความร่วมมือ 3 ฝ่าย ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และมูลนิธินโยบายสาธารณะไทย พัฒนาองค์ความรู้ด้านบริหารทรัพยากรน้ำเพื่อบูรณาการสร้างการเรียนรู้ของชุมชน นำโดย ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชนตามแนวพระราชดำริ เพื่อยกระดับศักยภาพและองค์ความรู้เรื่องการบริหารจัดการน้ำ ขยายผลชลกรสู่ชุมชนทั่วประเทศ พร้อมด้วย ว่าที่ ร.ต.ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายสุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และนายโชติ โสภณพนิช ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะไทย โดย เตรียมจัดให้มีพิธีลงนามทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ความร่วมมือการพัฒนาองค์ความรู้ด้านบริหารทรัพยากรน้ำกับ 3 หน่วยงานในวันอังคารที่ 18 ตุลาคม 2565 และงานนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณรองนายกรัฐมนตรี ร่วมเป็นสักขีพยานและมอบนโยบายของรัฐบาลด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

ด้าน ดร.ปริเวท วรรณโกวิท ผู้จัดการโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน กล่าวว่าภายใต้ความร่วมมือในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อบูรณาการความร่วมมือสนับสนุนการพัฒนาและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการบริหารทรัพยากรน้ำ เพื่อบูรณาการสร้างการเรียนรู้ของชุมชน แก้ไขปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วม อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมการสร้างศักยภาพ การผลิตชลกรและถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ท้องถิ่นและคณะกรรมการลุ่มน้ำสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำโดยชุมชนอย่างยั่งยืน

สจล.จัดงานแนะนำหลักสูตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/686088

วันพฤหัสบดี ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เชิญชวนเด็ก TCAS66 หรือนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และเทียบเท่าร่วมงาน Dek-D’s TCAS FAIR  ภายในงานจะมีบูธแนะนำ 15 คณะ/วิทยาลัย ภายใต้แนวคิด “ชีวิตสุดปังในมหาวิทยาลัยดิจิทัล” นำเสนอหลักสูตรเด่นของสจล. ทักษะการเรียนรู้ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี ทักษะการออกแบบและบริหารจัดการอย่างสร้างสรรค์ และทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต ในวันอาทิตย์ที่22 ตุลาคม 2565 เวลา 09.00-18.00 น. ณ ฮอลล์  EH 98 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ

สธ.ปลดล็อกการศึกษาไทย มุ่งแก้ไขด้วยนโยบาย ‘ซ่อม สร้าง ป้องกัน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/686085

สธ.ปลดล็อกการศึกษาไทย  มุ่งแก้ไขด้วยนโยบาย ‘ซ่อม สร้าง ป้องกัน’

สธ.ปลดล็อกการศึกษาไทย มุ่งแก้ไขด้วยนโยบาย ‘ซ่อม สร้าง ป้องกัน’

วันพฤหัสบดี ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่ากระทรวงศึกษาธิการได้ยึดหลักนโยบายของรัฐบาลและแผนยุทธศาสตร์ชาติ20 ปี โดยมุ่งพัฒนาการศึกษาไทยใน3 ด้าน ด้วยนโยบาย “ซ่อม สร้าง ป้องกัน”คือ การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา(ซ่อม) การสร้างโอกาสทางการศึกษา (สร้าง) และการยกระดับคุณภาพทางการศึกษา (ป้องกัน) โดยเชื่อว่าการศึกษาของเด็กไทยคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนและผลักดันเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว เมื่อทั้งสองด้านเดินหน้าไปพร้อมกัน ประชาชนในประเทศไทยก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และมีความมั่นคงในชีวิตได้อย่างยั่งยืน

สิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญและถือเป็นเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วนตอนนี้คือ ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ปัจจุบันมีเด็กไทยหลุดจากระบบการศึกษากว่า 2 แสนคน การสร้างโอกาสทางการศึกษา โดยเริ่มตั้งแต่ปฐมวัยไปจนถึงวัยเกษียณ ได้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม เพราะการศึกษาจะช่วยสร้างโอกาสในการทำงาน สร้างอาชีพให้คนไทยได้ดียิ่งขึ้น และ การยกระดับคุณภาพทางการศึกษา ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะความปลอดภัยในสถานศึกษา ซึ่งเป็นเรื่องพื้นฐานสำคัญสำหรับนักเรียนที่อยู่ในช่วงวัยที่ควรได้รับการปกป้องมากที่สุด เพราะมีผลต่อสภาพร่างกายจิตใจและคุณภาพชีวิตของเด็ก รวมถึงผู้ปกครองและสังคมโดยรวมที่จะต้องประกอบจาก 3 ด้าน คือ ป้องกัน-ปลูกฝัง-ปราบปราม และการปราบปรามเป็นเรื่องที่สามารถแก้ไขในระยะสั้นและเห็นผลได้เร็วที่สุด แต่สิ่งที่จะชี้วัดได้ว่าโรงเรียนปลอดภัยแล้ว ก็คือปัญหาจะต้องน้อยลงหรือไม่เกิดขึ้นอีก จากนั้นต้องไปเพิ่มน้ำหนักในการ “ป้องกัน” และ “ปลูกฝัง” ให้มากขึ้น โดยเฉพาะการ“ปลูกฝัง” จะไม่ใช่แค่การสอนให้เด็กรู้จักวิธีเอาตัวรอดในสถานการณ์ความไม่ปลอดภัยในโรงเรียนเท่านั้น แต่จะช่วยให้เขาสามารถเอาตัวรอดเมื่ออยู่นอกโรงเรียนได้ด้วย ทั้งการจมน้ำ เพลิงไหม้ ไฟฟ้าดูด คนแปลกหน้า ยาเสพติด ฯลฯ

ภายใต้นโยบายหลัก 3 ด้าน “ซ่อมสร้าง ป้องกัน” นี้ กระทรวงศึกษาฯได้จัดตั้งโครงการ เพื่อมาสนับสนุนและผลักดันให้นโยบายดังกล่าวบรรลุเป้าหมายอย่างสมบูรณ์ ได้แก่ โครงการพาน้องกลับมาเรียน ซึ่งตอนนี้สามารถนำเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้สำเร็จแล้วถึง95% พร้อมตั้งเป้าหมาย Zero dropout ดึงเด็กที่เหลือให้กลับมาครบและป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบอีก โดยใช้กลไกการส่งต่อของการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการอาชีวศึกษาเข้ามาสนับสนุน โครงการ MOE Safety Center แก้ไขปัญหาความไม่ปลอดภัยในสถานศึกษาและจัดการเหตุอย่างรวดเร็วด้วยช่องทางการรับเรื่องร้องเรียนส่วนกลางขึ้นมา เพื่อให้สามารถเข้าถึงทุกปัญหาทั่วประเทศได้แบบเรียลไทม์ช่วยให้นักเรียน ครู และผู้ปกครอง สามารถส่งเรื่องเข้ามาที่ส่วนกลางได้โดยตรง โดยมีทีมงานเข้ามาประสาน จัดการ แก้ไขและส่งต่อเรื่องร้องเรียนได้อย่างรวดเร็วสอดคล้องกับแนวคิด “ป้องกัน ปลูกฝังปราบปราม” นอกจากนี้ ยังได้มีการทำMOU ร่วมกับอีก 8 กระทรวง 2 หน่วยงานเพื่อบูรณาการการดูแลความปลอดภัยได้ครอบคลุมทุกมิติ โครงการศูนย์ความเป็นเลิศทางการอาชีวศึกษา (Excellent Center) และศูนย์ CVM โดยยกระดับหลักสูตรสาขาของวิทยาลัยอาชีวศึกษาแต่ละแห่งที่มีความถนัดและโดดเด่นให้มีความเป็นเลิศและมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น โดยดึงภาคเอกชนเข้ามาช่วยจัดการศึกษา ออกแบบ และพัฒนาหลักสูตรที่ทันสมัยและตอบโจทย์การทำงานจริง โครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยสร้างโมเดลในการแก้ไขปัญหาเรื่องหนี้ครู โครงการโรงเรียนคุณภาพ โดยยึดแนวคิด “Sharing resources” เป็นการบริหารจัดการงบประมาณด้วยทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้มีโรงเรียนคุณภาพ 1 แห่ง ต่อ 1 เขต เป็นโรงเรียนแม่ข่าย แล้วใช้ร่วมกันกับโรงเรียนเครือข่ายของตน ทั้งในส่วนของอาคาร พื้นที่ ห้องแล็บ สระว่ายน้ำครูชาวต่างชาติและครูสอนภาษาที่ 3 เป็นต้น

ผลสำเร็จทางการศึกษาเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลากว่าจะเห็นผลสัมฤทธิ์ ดังนั้นจึงต้องมีการวางแผนการบริหารการศึกษาให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพสูงสุดซึ่งมุ่งเน้นแก้ไขปัญหาและพัฒนาโครงสร้างการศึกษาไปพร้อมกัน โดยจำเป็นต้องบูรณาการความร่วมมือร่วมกันกับทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรหรือหน่วยงานต่างประเทศ รวมไปถึงชุมชนในแต่ละท้องที่เพื่อสร้างคุณภาพทางการศึกษาและกระจายได้อย่างทั่วถึง พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีดิจิทัลและอินเตอร์เนตเข้ามาใช้ในการศึกษาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้เหมาะกับการศึกษาในยุคหลังโควิด-19 รวมถึงการพัฒนาและปรับเปลี่ยนบทบาทของครูให้สามารถจัดการเรียนการสอนอย่างมีศักยภาพเท่าเทียมกันทั้งประเทศ การดำเนินโครงการต่างๆ ภายใต้นโยบาย “ซ่อม สร้าง ป้องกัน” และนำไปต่อยอดอย่างเป็นระบบแล้ว ก็จะช่วยพัฒนาความรู้ความสามารถเด็กไทยให้มีทักษะและความพร้อมสู่โลกในศตวรรษที่ 21 เพื่อเป็นรากฐานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

ศธ.ขานรับนายกฯ กางมาตรการเข้มข้นสกัดยาเสพติด-อาวุธปืนเข้าโรงเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/686097

ศธ.ขานรับนายกฯ กางมาตรการเข้มข้นสกัดยาเสพติด-อาวุธปืนเข้าโรงเรียน

ศธ.ขานรับนายกฯ กางมาตรการเข้มข้นสกัดยาเสพติด-อาวุธปืนเข้าโรงเรียน

วันพุธ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 16.21 น.

ศธ.ขานรับนายกฯ กางมาตรการเข้มข้นสกัดยาเสพติด-อาวุธปืนเข้าโรงเรียน

12 ตุลาคม 2565 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุม เพื่อกำหนดมาตรการเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหายาเสพติดและอาวุธปืน โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุม ว่า นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ส่วนราชการไปกำหนดมาตรการและแนวทางการดำเนินงานมาตรการอย่างเข้มข้นในอำนาจหน้าที่ของกระทรวงนั้นๆ ซึ่งในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ตนได้กำชับส่วนราชการในการดูแลเด็กและเยาวชน ไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดและอาวุธปืนให้เข้มข้นขึ้น โดยใช้กลไกตามนโยบายความปลอดภัยในสถานศึกษา ใช้หลักการทำเด็กให้เข้มแข็ง และจัดสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเรียนรู้  เน้นการดำเนินงานด้านการป้องกัน การปลูกฝัง และปราบปราม

“มาตรการป้องกัน” คือ ให้สถานศึกษาวิเคราะห์นักเรียนเป็นรายบุคคล พิจารณานักเรียนกลุ่มเสี่ยง การสร้างข้อตกลงร่วมกัน และสร้างเครือข่ายในการเฝ้าระวังทั้งในสถานศึกษาและชุมชน เพื่อดูแลส่งต่อข้อมูล พฤติกรรมของนักเรียนอย่างต่อเนื่อง และอาจจะต้องมีการทบทวนมาตรการสุ่มตรวจปัสสาวะนักเรียนกลุ่มเสี่ยงด้วย เพื่อค้นหาว่าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดด้วยหรือไม่

“มาตรการปลูกฝัง” คือ ให้สร้างความรู้ ความเข้าใจถึงโทษภัย และผลกระทบของยาเสพติด การจัดกิจกรรมต่อต้านยาเสพติด โดยมีการจัดกิจกรรมที่หลากหลาย เพื่อส่งเสริมความคิด วิเคราะห์ การใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และสนองต่อความสนใจ ความต้องการของนักเรียน

“มาตรการปราบปราม” ให้สถานศึกษาใช้ระเบียบวินัยในสถานศึกษาอย่างเข้มข้น โดยแต่งตั้งคณะกรรมการสถานศึกษา การคัดกรองกลุ่มเสี่ยง การประสานเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา ตลอดจนการประสานส่งต่อในกรณีที่เกินกว่าขอบเขตอำนาจหน้าที่ของสถานศึกษา

“ดิฉันได้เน้นย้ำให้สถานศึกษาร่วมมือกับครอบครัว ชุมชน องค์กรท้องถิ่น สถานีตำรวจ เครือข่ายผู้ปกครอง เครือข่ายนักเรียน ตลอดจนองค์กรต่างๆในพื้นที่ ร่วมกันวางระบบแก้ไขปัญหายาเสพติดและอาวุธปืน เพื่อสร้างความปลอดภัยให้แก่นักเรียน ครู และบุคลากรทุกคน” นางสาวตรีนุช กล่าว

นางสาวตรีนุช กล่าวด้วยว่า สำหรับการดูแลและส่งต่อกลุ่มเด็กที่ติดยาเสพติดไปบำบัด ดูแลรักษาให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้นนั้น กระทรวงสาธารณสุข ได้มีการนำเสนอในหลายแนวทาง ซึ่งนายกฯ จะมีการขับเคลื่อนในเรื่องนี้ให้เข้มข้นขึ้น ส่วนกระทรวงศึกษาธิการ ได้ตั้งเป้าหมายที่จะจัดให้มีนักดูแลสุขภาพจิตในโรงเรียนให้มากขึ้น เพื่อที่จะได้เข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งประสานความร่วมมือกับเครือข่ายด้านสาธารณสุขให้เข้มข้นมากขึ้น รวมทั้งติดตามการดูแล บำบัด รักษาของนักเรียนอย่างต่อเนื่อง

กองทัพเรือจัดพิธีบำเพ็ญกุศลถวายเป็นพระราชกุศลวันคล้ายวันสวรรคต ‘ในหลวง ร.9’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/686074

กองทัพเรือจัดพิธีบำเพ็ญกุศลถวายเป็นพระราชกุศลวันคล้ายวันสวรรคต 'ในหลวง ร.9'

กองทัพเรือจัดพิธีบำเพ็ญกุศลถวายเป็นพระราชกุศลวันคล้ายวันสวรรคต ‘ในหลวง ร.9’

วันพุธ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 15.23 น.

กองทัพเรือ จัดพิธีบำเพ็ญกุศลเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

วันที่ 12 ต.ค.65 กองทัพเรือได้จัดให้มีพิธีบำเพ็ญกุศล เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ประจำปี 2565 ในพื้นที่ต่างๆ ของกองทัพเรือ ซึ่งในส่วนของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จัดพิธีทำบุญตักบาตรพระภิกษุและสามเณรจำนวน 89 รูปพิธีสวดพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระราชกุศล พิธีวางพวงมาลาถวายราชสักการะ ณ หอประชุมกองทัพเรือ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร 

โดยในเวลา 07.10 น. พล.ร.อ.เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตรพระภิกษุและสามเณร โดยนิมนต์พระสงฆ์จากวัดโมลีโลกยารามราชวรวิหาร จำนวน 45 รูป วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร จำนวน 20 รูป และวัดชิโนรสารามวรวิหาร จำนวน 24 รูป รวมทั้งสิ้น จำนวน 89 รูป ณ ลานทัศนาภิรมย์ หอประชุมกองทัพเรือ โดยมี นางจตุพร  ชมเชิงแพทย์  นายกสมาคมภริยาทหารเรือ และคณะนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพเรือพร้อมภริยา เข้าร่วมพิธี

ต่อมาในเวลา 08.10 น. ผู้บัญชาการทหารเรือ และ นายกสมาคมภริยาทหารเรือ ได้นำคณะนายทหาร ชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพเรือพร้อมภริยา ร่วมพิธีสวดพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระราชกุศล ณ ห้องเจ้าพระยา หอประชุมกองทัพเรือ โดยนิมนต์พระสงฆ์จากวัดชิโนรสารามวรวิหาร โดยมีพระราชปัญญารังสี (วีระเวส  สุวีโร) เจ้าอาวาสวัดชิโนรสารามวรวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์

จากนั้นในเวลา 09.10 น. ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีวางพวงมาลาถวายราชสักการะ และกล่าวน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ ห้องเจ้าพระยา หอประชุมกองทัพเรือ 

ในเวลา 10.30 น. ผู้บัญชาการทหารเรือ นายกสมาคมภริยาทหารเรือ คณะนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ของกองทัพเรือพร้อมภริยา รวมทั้งกำลังพลจิตอาสาในส่วนของกองทัพเรือ ได้เข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” ณ วัดเครือวัลย์วรวิหาร โดยสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในอุโบสถ และกราบนมัสการพระพรหมวิสุทธาจารย์ เจ้าอาวาสวัดเครือวัลย์วรวิหาร จากนั้นพัฒนาและทำความสะอาดบริเวณวัด อันเป็นการสนองพระราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการดำเนินการพัฒนาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชนการสร้างความกินดีอยู่ดี และการเสียสละเพื่อส่วนรวมให้กับประชาชนในทุกด้าน รวมทั้งเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระเมตตา และพระมหากรุณาธิคุณ แผ่ไพศาลต่อปวงชนชาวไทยมากมายเหลือคณานับ กองทัพเรือนับเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่ทรงมีพระราชดำริให้กองทัพเรือสร้างเรือยนต์รักษาฝั่งไว้ใช้ได้เองโดยไม่ต้องจัดหาจากต่างประเทศ ซึ่งในปี พ.ศ.2510 กรมอู่ทหารเรือ กองทัพเรือ สามารถสร้างเรือยนต์รักษาฝั่งได้จำนวน 1 ลำ คือ เรือ ต.91 โดยพระองค์ได้พระราชทานคำแนะนำในการสร้างเรื่อยมาจนกระทั่งการต่อเรือเสร็จสมบูรณ์ และสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้พระองค์ได้มี

พระราชดำรัสที่สำคัญตอนหนึ่งว่า “บรรดาเรือรบที่ใช้ในราชการ เป็นเรือที่สั่งทำจากต่างประเทศ การที่ราชการกองทัพเรือสามารถเริ่มการต่อเรือยนต์รักษาฝั่งขึ้นใช้ในราชการได้เช่นนี้ จึงควรเป็นที่น่ายินดี และน่าสนับสนุนอย่างยิ่ง นับว่าเป็นความเจริญก้าวหน้าของกองทัพเรือ” 

นอกจากนี้พระองค์ยังทรงสนพระทัยและทรงเอาใจใส่ต่อกองทัพเรือเป็นอย่างยิ่ง ดังพระราชดำรัสของพระองค์ที่ว่า “เรือรบขนาดใหญ่มีราคาแพง และมีค่าใช้จ่ายปฏิบัติงานสูง กองทัพเรือจึงควรใช้เรือที่มีขนาดเหมาะสม และสร้างได้เอง ซึ่งเมื่อสร้างเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต.91 ได้แล้ว ควรขยายแบบเรือให้ใหญ่ขึ้น และสร้างเพิ่มเติม” กองทัพเรือจึงได้น้อมรับใส่เกล้าฯ และนำไปดำเนินการจนเกิดเป็นโครงการเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต.991 ซึ่งจัดเป็นหนึ่งในโครงการเฉลิมพระเกียรติของกองทัพเรือ ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา 

อนึ่ง พระองค์ทรงแสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพในด้านการต่อเรืออย่างยอดเยี่ยม ทรงเล่าถึงประสบการณ์ต่าง ๆ และปัญหาที่เคยเกิดขึ้นเมื่อครั้งที่กองทัพเรือต่อเรือ ต.91 ตลอดจนสภาพท้องทะเลในอ่าวไทย ซึ่งมีผลต่อการใช้เรือ ที่สำคัญคือ พระองค์ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยให้แก้ไขแบบลายเส้น และรูปทรงของเรือ ซึ่งผลที่ได้จากการคำนวณเป็นไปตามที่ได้มีพระบรมราชวินิจฉัยไว้ กล่าวคือ เมื่อเปรียบเทียบกับผลการคำนวณเดิม ปรากฏว่า เรือ ต.991 มีความเร็วเพิ่มขึ้น และประหยัดเชื้อเพลิงได้ร้อยละ 6 ทั้งนี้ กองทัพเรือได้รับพระมหากรุณาธิคุณ เสด็จฯ ไปทรงวางกระดูกงูเรือ ต.991 ที่กรมอู่ทหารเรือด้วยพระองค์เอง อันเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเรือชุดถัดไป 

หลังจากนั้นในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ.2550 พระองค์ท่านและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไปทรงเป็นประธานพิธีปล่อยเรือ ต.991 ลงน้ำ อันเป็นความปลื้มปีติแก่เหล่าทหารเรืออย่างหาที่สุดมิได้ รวมทั้งทำให้กองทัพเรือสามารถพัฒนาศักยภาพการต่อเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง ชุดเรือ ต.994 (ต.994 – ต.996) รวมถึงเรือลำอื่น ๆ ที่ใช้ในราชการกองทัพเรือต่อมาตราบจนปัจจุบัน

ประธานศูนย์ ศปปส.ร้อง’ตรีนุช’สอบพฤติกรรมครู ส่อหมิ่นสถาบันฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/686073

ประธานศูนย์ ศปปส.ร้อง'ตรีนุช'สอบพฤติกรรมครู ส่อหมิ่นสถาบันฯ

ประธานศูนย์ ศปปส.ร้อง’ตรีนุช’สอบพฤติกรรมครู ส่อหมิ่นสถาบันฯ

วันพุธ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 15.18 น.

ประธานศูนย์ ศปปส. ร้อง “ตรีนุช” ตรวจสอบพฤติกรรมและลงโทษครูโพสต์เฟซบุ๊กส่อหมิ่นสถาบันฯ

12 ต.ค.2565 เวลา 11.00 น. นายอานนท์ กลิ่นแก้ว ประธานศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบันฯ เดินทางมายื่นหนังสือ ถึง นางสาว ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อขอให้ตรวจสอบพฤติกรรมและลงโทษข้าราชการครูที่ส่อไปในทางหมิ่นสถาบันฯ โดยมี นายชนะ สุ่มมาตย์ ผู้อำนวยการศูนย์ MOE  SAFETY CENTER ศูนย์ความปลอดภัย กระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้รับเรื่องแทน

โดยหนังสือร้องเรียน ระบุว่า “สืบเนื่องจากเหตุการณ์ที่หนองบัวลำภู จากนั้นได้มีประกาศทางสำนักพระราชวังว่า ในหลวงและพระราชินีจะเสด็จพระราชทานกำลังใจแก่ผู้สูญเสียและได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2565 เมื่อประชาชนได้รับทราบข่าวในการเสด็จครั้งนี้นำมาซึ่งความปีติยินดีแก่ผู้สูญเสียและประชาชนทั่วไป แต่ก็ได้มีบุคคลกลุ่มหนึ่งออกมาแสดงความคิดเห็นในช่องทางโซเชียล การแสดงออกนั้นส่อไปทางหมิ่นและเป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบันฯ(ศปปส) ได้ตรวจพบผู้ที่ใช้บัญชีเฟซบุ๊กรายหนึ่ง จากการตรวจสอบคือ ครู โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดสกลนคร ได้โพสต์ข้อความเป็นภาษาท้องถิ่นเข้าข่ายหมิ่นสถาบัน

การโพสต์ของผู้ใช้เฟซบุ๊กดังกล่าว มิได้ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมืองและระเบียบวินัยของข้าราชการพลเรือน ทางศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน จึงต้องการให้ทางกระทรวงศึกษาธิการดำเนินการตรวจสอบ สอบสวนเพื่อให้เกิดความกระจ่างชัดและหากมีความผิดในระเบียบข้อใดขอให้ทางกระทรวงต้นสังกัดลงโทษตามอำนาจที่มี”

นายอานนท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า  หลังจากที่ตนและศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบันฯ (ศปปส) ได้เข้าไปตรวจสอบเฟซบุ๊กดังกล่าว วันนี้ ตนในนามศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบันฯ จึงมายื่นเรื่องให้กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นต้นสังกัดให้รับทราบว่ายังมีครูจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูงของพวกเราและให้รับทราบว่า ศปปส. จะไม่ยอมปล่อยเรื่องนี้และจะตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง

ด้านนายชนะ สุ่มมาตย์ ผู้อำนวยการศูนย์ MOE  SAFETY CENTER ศูนย์ความปลอดภัย กระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณทางศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบันฯ (ศปปส) ที่ร่วมตรวจสอบ โดยตนจะนำหนังสือร้องเรียนดังกล่าวเสนอต่อ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ.เพื่อพิจารณาดำเนินการตรวจสอบ ซึ่งเราต้องร่วมกันปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นศูนย์รวมใจของพี่น้องคนไทยทุกคน ซึ่งตนได้มีการตรวจสอบข้อมูลเอกสารการร้องเรียนแล้วก็เป็นประโยชน์ที่จะร่วมกันตรวจสอบความถูกต้อง โดยเฉพาะข้าราชการครูถือเป็นบุคลากรที่มีความสำคัญจะต้องให้ความรู้ที่ถูกต้องให้กับเด็กๆ ดังนั้น หากมีการตรวจสอบแล้วพบว่ามีการดูหมิ่นลบหลู่สถาบันฯ ต้นสังกัดก็จะมีขบวนการดำเนินการตามระเบียบข้าราชการและดำเนินการตามกฏหมายต่อไป และในนาม ศธ. โดยศูนย์ MOE  SAFETY CENTER เมื่อรับเรื่องน้องเรียนแล้วก็จะดำเนินการตรวจสอบด้วยความรวดเร็ว 

และขอประชาสัมพันธ์ถึงพี่น้องประชาชน นักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครองนักเรียน ว่า ศูนย์ความปลอดภัยกระทรวงศึกษาธิการ ตั้งขึ้นตามนโยบายของ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ.เพื่อให้เป็นศูนย์รวมรับเรื่องความไม่ปลอดภัยต่างๆที่มีผลกระทบกับนักเรียน นักศึกษา เพื่อช่วยดูแลแก้ไขเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ โดยแจ้งผ่าน 4 ช่องทาง คือ แอปพลิเคชัน MOE Safety Center, http://www.MOESafetyCenter.com, LINE @MOESafetyCenter หรือโทร 0-2126-6565 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือมายื่นเอกสารได้ที่ศูนย์ฯภายในกระทรวงศึกษาธิการ 

‘มณฑล’พร้อมขับเคลื่อนการศึกษาเอกชนตามกรอบยุทธ์ศาสตร์ชาติ และนโยบายและจุดเน้นของศธ.ใน 3 มิติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/686044

'มณฑล'พร้อมขับเคลื่อนการศึกษาเอกชนตามกรอบยุทธ์ศาสตร์ชาติ และนโยบายและจุดเน้นของศธ.ใน 3 มิติ

‘มณฑล’พร้อมขับเคลื่อนการศึกษาเอกชนตามกรอบยุทธ์ศาสตร์ชาติ และนโยบายและจุดเน้นของศธ.ใน 3 มิติ

วันพุธ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 13.40 น.

“มณฑล” พร้อมขับเคลื่อนการศึกษาเอกชนตามกรอบยุทธ์ศาสตร์ชาติ และนโยบายและจุดเน้นของศธ.ใน 3 มิติ

12 ตุลาคม 2565 นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.) เปิดเผยว่า หลังจากได้รับแต่งตั้งให้มาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กช. ตนมีแนวทางการทำงานที่จะขับเคลื่อนการศึกษาเอกชนให้เป็นไปตามกรอบยุทธ์ศาสตร์ชาติ และแบ่งเบาภาระการจัดการศึกษาภาครัฐ โดยยึดนโยบายและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)เป็นหลักใน 3 มิติ ดังนี้ 1.ผู้เรียน จะส่งเสริมให้ผู้เรียนเป็นคนเก่ง คนดี มีคุณภาพ โดยเน้นการส่งเสริมให้โรงเรียนพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียน การสอน การวัดและประเมินผล การสร้างคุณลักษณะที่พึงประสงค์ พัฒนาทักษะอาชีพ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และจะเพิ่มภูมิคุ้มกันด้านยาเสพติดด้วย 

นายมณฑล กล่าวต่อว่า 2.สถานศึกษา ส่งเสริมสถานศึกษาให้มีคุณภาพ มีความเข้มแข็งทั้งโรงเรียนเอกชนในระบบและนอกระบบ โดยผลักดันการแก้ไข พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ. … เพื่อให้มีความทันสมัย ปรับเพิ่มสวัสดิการครู และรองรับ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐสภาด้วย นอกจากนี้ ตนจะทบทวน และปรับลดกฎระเบียบที่เป็นปัญหาอุปสรรคต่อการส่งเสริมการศึกษาเอกชนตามหลักการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ เพื่อให้โรงเรียนไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังสามารถจัดการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ พร้อมกับศึกษาแนวทางการอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับผู้เรียน ศึกษาแนวทางการขอรับการสนับสนุนเงินอุดหนุนอาหารกลางวันสำหรับนักเรียนโรงเรียนเอกชนเพิ่มเติม โดยจะศึกษาแนวทางร่วมกับสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เพื่อส่งเสริมสิทธิประโยชน์ให้โรงเรียนเอกชนด้วย 

“ทั้งนี้ จะช่วยการลดหย่อนภาษีให้แก่สถานศึกษาเอกชนทั้งในระบบและนอกระบบ โดยเฉพาะภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่โรงเรียนนอกระบบที่ยังไม่ได้รับการลดหย่อนภาษีเท่าที่ควร ซึ่งตนจะประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยเหลือโรงเรียนเอกชนนอกระบบต่อไป พร้อมกับเชื่อมโยงกับสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ในการนำมาตรฐานอาชีพมาเชื่อมโยงกับโรงเรียนเอกชนนอกระบบ เพื่อให้โรงเรียนอกระบบได้รับการยอมรับมากขึ้น และจะประสานกับกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เพื่อให้ผู้เรียนหลักสูตรระยะสั้นของโรงเรียนนอกระบบสามารถกู้ยืมได้ และที่สำคัญคือ จะผลักดันนโยบายสถานศึกษาปลอดภัย ที่เป็นนโยบายจุดเน้นของ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ.​ โดยจะเร่งตั้งศูนย์ข้อมูลความปลอดภัยและเครือข่ายเฝ้าระวังของสถานศึกษาเอกชน เพื่อสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษาเอกชน” นายมณฑล กล่าว 

นายมณฑล กล่าวต่อว่า และ 3.การบริหารจัดการ ขับเคลื่อนการส่งเสริมการศึกษาเอกชนผ่านกลไกของคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการศธ. เป็นประธาน  และจะประสานการดำเนินงานและการสื่อสารกับหน่วยงานในส่วนภูมิภาค สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) และสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัด (สช.จังหวัด) อย่างใกล้ชิด  เพื่อให้การขับเคลื่อนงานระหว่างส่วนกลางและส่วนภูมิภาค มีความรวดเร็ว ราบรื่น เป็นไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมกับส่งเสริมการดำเนินงานร่วมกับเครือข่ายการศึกษาเอกชน เช่น คณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชนจังหวัด (ส.ปส.กช.) และ สมาคมทางการศึกษาเอกชน เป็นต้น  และจะพัฒนาข้าราชการ บุคลากร และระบบการบริหารจัดการศึกษาเอกชนให้มีประสิทธิภาพ ให้มีความทันสมัย ก้าวทันการเปลี่ยนแปลง เพิ่มประสิทธิภาพ

“รมว.ศธ.​ ได้ฝากให้ผมส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาเอกชน และดูแลเรื่องที่ค้างคาต่าง ๆ เช่น ปัญหาโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ที่ สช.ได้ ออกคำสั่ง เรื่อง ให้โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย อยู่ในความควบคุม ของ สช. ซึ่งผมจะศึกษารายละเอียดปัญหาดังกล่าวอีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป”  นายมณฑล  กล่าว 

‘วิศวกรรมผลิตภัณฑ์นมและเครื่องดื่ม’ รองรับไทยเป็น‘ฮับอาเซียน-ตลาดFTA’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/685827

‘วิศวกรรมผลิตภัณฑ์นมและเครื่องดื่ม’ รองรับไทยเป็น‘ฮับอาเซียน-ตลาดFTA’

‘วิศวกรรมผลิตภัณฑ์นมและเครื่องดื่ม’ รองรับไทยเป็น‘ฮับอาเซียน-ตลาดFTA’

วันพุธ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ขยายรับนักศึกษาหลักสูตร “วิศวกรรมอุตสาหการ (นานาชาติ) สาขาวิชาเอกวิศวกรรมผลิตภัณฑ์นมและเครื่องดื่ม(DBE)” เผยจุดเด่นจากการผนึกความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมและต่างประเทศในการพัฒนาหลักสูตรที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมนมและเครื่องดื่ม ครบครันอุปกรณ์เทคโนโลยี โดยมุ่งผลิตวิศวกรอุตสาหการที่เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์นมและเครื่องดื่ม เพื่อรองรับตลาดแรงงานซึ่งมีความต้องการสูง ตลาดส่งออกเขตการค้าเสรี FTA และการขยายตัวเป็นฮับผลิตภัณฑ์นม-เครื่องดื่มในอาเซียน

รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า หลักสูตร ป.ตรีวิศวกรรมอุตสาหการ (นานาชาติ) สาขาวิชาเอกวิศวกรรมผลิตภัณฑ์นมและเครื่องดื่ม (DBE) ซึ่งเปิดเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ในปี 2560 ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.มหิดล โดยผนึกความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมผู้นำผลิตภัณฑ์นม เช่น บริษัท ดัชมิลล์ จำกัด และต่างประเทศพัฒนาหลักสูตรที่ทันสมัยและตรงความต้องการของตลาด

“จะเห็นว่า ผลิตภัณฑ์และอุตสาหกรรมนม-เครื่องดื่มในประเทศไทและนานาประเทศเติบโตขยายตัวสูงรองรับความต้องการอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและไลฟ์สไตล์ ขณะที่ค่าเฉลี่ยคนทั้งโลก ดื่มนม 113 ลิตรต่อคนต่อปีทวีปเอเชีย 66 ลิตรต่อคนต่อปี คนไทยบริโภค 18 ลิตรต่อคนต่อปี ยังมีช่องว่างตลาดในประเทศอีกมาก และโอกาสตลาดส่งออกที่เปิดกว้างไปยังกลุ่มประเทศอาเซียนและต่างประเทศจากข้อตกลงเขตการค้าเสรี ซึ่งมีการลดภาษีผลิตภัณฑ์นมเป็นศูนย์

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การส่งออกของไทยไปตลาดโลกเพิ่มขึ้น คือ อุตสาหกรรมนมและผลิตภัณฑ์นมของไทยมีศักยภาพในการผลิตและมีคุณภาพที่ได้รับการยอมรับว่าดีที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียน และมีความพร้อมที่จะเป็น “ศูนย์กลางอุตสาหกรรมนม-เครื่องดื่มในอาเซียน” คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าว

ดร.เอกชัย วารินศิริรักษ์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า จุดเด่นหลักสูตรวิศวกรรมอุตสาหการ (นานาชาติ) สาขาวิชาเอกวิศวกรรมผลิตภัณฑ์นมและเครื่องดื่ม (DBE) ผู้เรียนจะได้รับความรู้ด้านวิศวกรรมอุตสาหการที่ก้าวหน้าทันสมัย ระบบการผลิตแบบดิจิทัล (Digital Manufacturing) การผลิตขั้นสูงในอุตสาหกรรม (Advanced Industrial Manufacturing) และการออกแบบผลิตภัณฑ์ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ (Computer-aided Product Design)

ผู้เรียนจะมีสมรรถนะสูงในวิศวกรรมอุตสาหการ การบริหารจัดการอุตสาหกรรมอย่างบูรณาการ ความรู้ทางจุลชีววิทยา วิศวกรรมกระบวนการแบบองค์รวม และทักษะในการบริหารจัดการ ตลอดจนความเป็นผู้นำและทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ เสริมศักยภาพในด้านวิศวกรรมผลิตภัณฑ์นมและเครื่องดื่ม ด้านการผลิตและการจัดการภายใต้สภาวะปลอดเชื้อ อีกทั้งบ่มเพาะให้มีแนวคิดแบบผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพอีกด้วย

พร้อมกระบวนการเรียนรู้ผสมผสานวิชาการและทักษะปฏิบัติ ภายใต้ Eco-System ที่กระตุ้นการเรียนรู้ และสร้างประสบการณ์ที่มีคุณค่าต่อผู้เรียนและวิชาชีพในอนาคต ครบครันห้องปฏิบัติการก้าวล้ำด้วยเทคโนโลยีเครื่องผลิตนมและอุปกรณ์ทันสมัย นอกจากนี้ ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ หลักสูตรวิศวกรรมผลิตภัณฑ์นมและเครื่องดื่ม (DBE) ยังมีความร่วมมือกับองค์กรในนานาประเทศด้วย

“เช่น เมื่อเร็วๆ นี้ สถาบัน ECAM LaSalle เมืองลียง ประเทศฝรั่งเศสเดินทางมาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในงาน MU-ECAM Engineering Workshops and Cultural Exchange Program 2022 ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล บัณฑิตที่จบการศึกษาจากหลักสูตรนี้ สามารถพัฒนาเป็นผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ ทำธุรกิจส่วนตัว ทำงานอาชีพในสายงานวิศวกรรมอุตสาหการ การที่บัณฑิตมีความเชี่ยวชาญในด้านวิศวกรรมผลิตภัณฑ์นมและเครื่องดื่มยังเป็นการเปิดโอกาสที่กว้างขึ้นทั้งงานในประเทศและนานาประเทศ ซึ่งมีความต้องการบุคลากรด้านนี้มาก” ดร.เอกชัย ระบุ

สำหรับ “คุณสมบัติของผู้เรียน” ต้องมีวุฒิการศึกษา ข้อใดข้อหนึ่ง ดังนี้ 1.กำลังศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีเกรดเฉลี่ยสะสมอย่างน้อย 4 ภาคการศึกษา (GPAX) ไม่ต่ำกว่า 3.00 2.กำลังศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ปีการศึกษาสุดท้ายในโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทย 3.กำลังศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ปีการศึกษาสุดท้ายในต่างประเทศ 4.ได้รับประกาศนียบัตรสำเร็จการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า

“ผู้สมัครต้องมีผลการวัดระดับความรู้ทางภาษาอังกฤษ” อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้ 1.TOEIC มีระดับคะแนนตั้งแต่ 605 ขึ้นไป 2.TOEFL iBT มีระดับคะแนนตั้งแต่ 65 ขึ้นไป 3.TOEFL ITP มีระดับคะแนนตั้งแต่ 510 ขึ้นไป, 4.IELTS มีระดับคะแนนตั้งแต่ 5.5 ขึ้นไป 5.MU GRAD Test มีระดับคะแนนตั้งแต่ 72 ขึ้นไป 6.Duolingo English Test มีระดับคะแนนตั้งแต่ 90 ขึ้นไป หรือผลการวัดระดับความรู้ทางภาษาอังกฤษที่เทียบเท่า

ทั้งนี้ ผลคะแนนต้องมีอายุไม่เกิน 2 ปี นับตั้งแต่วันสอบผ่านถึงวันที่สอบสัมภาษณ์ นอกจากนั้น ผู้สมัครต้องไม่มีปัญหาทางสุขภาพซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา ต้องจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือเทียบเท่าในแผนการเรียนวิทยาศาสตร์ และต้องผ่านการสอบอย่างน้อย 1 การทดสอบ เช่น TOEFL, IELTS เป็นต้น โดยกำหนดเปิดรับสมัคร นักศึกษา ป.ตรี รอบ Portfolio 1/1 ตั้งแต่วันนี้-17 ตุลาคม 2565

ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดได้ที่https://www.eg.mahidol.ac.th/egmu/all-tcas/3295-tcas-66-direct-admission-industrial-engineering-intenational-daily-
and-beverage.html หรือติดต่อสอบถามได้ที่ ดร.ดลพร โทร.081-909-0200 E-mail : donlaporn.sae@mahidol.ac.th

สาเหตุความล้มเหลวของ‘ประกันโควิด’แบบ‘เจอ-จ่าย-จบ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/685830

สาเหตุความล้มเหลวของ‘ประกันโควิด’แบบ‘เจอ-จ่าย-จบ’

สาเหตุความล้มเหลวของ‘ประกันโควิด’แบบ‘เจอ-จ่าย-จบ’

วันพุธ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“การประกันภัยเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับคนทั่วไป เพราะสามารถช่วยป้องกันพวกเขาจากความสูญเสียที่ราคาสูงได้” ตัวอย่างเช่น “ประกันอัคคีภัย” จะช่วยจ่ายชดเชยค่าเสียหายจากไฟไหม้บ้าน ถึงแม้ว่าโอกาสที่จะเกิดไฟไหม้บ้านนั้นต่ำมากๆ แต่ถ้าเกิดขึ้นมาจริงๆ แล้วมูลค่าความเสียหายจะสูงมากเกินยอมรับได้ ทำให้คนส่วนใหญ่เลือกที่จะซื้อประกันเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความเสียหายก้อนใหญ่นี้

“ผู้ซื้อประกันมองว่าขนาดความเสี่ยงจากอัคคีภัยนั้นสูงมาก แต่บริษัทประกันที่มีลูกค้ามากจะไม่กังวลกับความเสี่ยงนี้เลย เพราะบริษัทประกันสามารถรับความเสี่ยงจากลูกค้าหลายเจ้าแล้วนำมารวมกันเพื่อกระจายความเสี่ยงให้หายไปได้” เช่น ถ้าบริษัทมี 1 ล้านกรมธรรม์ สมมุติให้แต่ละกรมธรรม์มีโอกาสที่จะเกิดไฟไหม้บ้านใน 1 ปีเท่ากับ 1 ในหมื่น หรือ 0.01% เมื่อมองในภาพรวมของบ้าน 1 ล้านหลังจะพบว่าจำนวนบ้านที่ไฟไหม้จะใกล้เคียงกับ 100 หลังต่อปีเสมอ หรือเรียกได้ว่าแทบจะไม่มีความเสี่ยงเลย

“นั่นเป็นเพราะกฎทางคณิตศาสตร์ที่ชื่อ Law of Large Numbers ที่กล่าวว่า เมื่อนำความเสี่ยงที่เป็นอิสระต่อกันจำนวนมากๆมารวมกัน ความเสี่ยงรวมของทั้งหมดจะหายไป เช่น กรณีเมื่อเราทอยลูกเต๋า 1 ลูก แต้มที่ออกจะมีค่าได้ตั้งแต่ 1 ถึง 6 (เสี่ยงมาก) แต่เมื่อทอย 3-4 พันลูก ผลรวมของแต้มหารด้วยจำนวนลูกที่ทอยจะเท่ากับหรือใกล้เคียง 3.5 เสมอ ความเสี่ยงจะหายไปเลย (ไม่เสี่ยง) ความสวยงามของธุรกิจประกันภัยก็คือการที่บริษัทสามารถช่วยลูกค้าในการป้องกันความเสี่ยงที่สูงสำหรับลูกค้า โดยที่บริษัทเองแทบไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงเลย เนื่องจากบริษัทสามารถกระจายความเสี่ยงให้หายไปตามกฎ Law of Large Numbers นั่นเอง”

ในปี 2563 บริษัทประกันจำนวนมากขาย “ประกันโควิด” แบบ “เจอ-จ่าย-จบ” โดยมีเบี้ยประกันประมาณ 500 บาท ซึ่งถ้าติดโควิดใน 1 ปี ก็จะได้เงิน 100,000 บาท ประกันเจอจ่ายจบนี้เป็นที่นิยมมาก และในปีแรกบริษัทประกันทำกำไรมากจากการขายประกันชนิดนี้ เพราะประเทศไทยมีอัตราการติดเชื้อโควิดที่ต่ำมาก เนื่องจากรัฐบาลดำเนินนโยบายเข้มงวดและป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่เข้าประเทศ แต่ในปีที่ 2 และปีที่ 3 จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้น จนทำให้บริษัทประกันหลายบริษัทต้องล้มละลายเนื่องจากมีจำนวนเคลมที่สูงมากจนไม่สามารถจ่ายค่าสินไหมได้

ในปี 2563 โอกาสติดเชื้อโควิดของประชากรไทยอยู่ที่ 0.01% (มีผู้ติดเชื้อ 7,000 คนจากประชากรไทย 70 ล้านคน) ดังนั้นสมมุติว่าถ้าบริษัทประกันมีกรมธรรม์เจอจ่ายจบ 1 ล้านกรมธรรม์ บริษัทจะได้รับเงินค่าเบี้ยประกันรวม 500 ล้านบาท ในขณะที่ใน 1 ล้านกรมธรรม์นั้นจะมีผู้ติดเชื้อเท่ากับ 0.01% ของ 1 ล้าน หรือซึ่งก็คือ 100 คน ดังนั้นบริษัทต้องจ่ายค่าสินไหมรวม 10 ล้านบาท ซึ่งในปีแรกนี้บริษัทกำไรดีมากเพราะได้รับเบี้ยประกัน 500 ล้านบาท แต่จ่ายค่าสินไหมเพียงแค่ 10 ล้านบาท นั่นเป็นเพราะอัตราการติดเชื้อของคนไทยในปีนั้นต่ำมากๆ แค่ 0.01%

ในขณะที่ในปีเดียวกันอัตราการติดเชื้อของสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 9% ซึ่งสูงกว่าไทย 900 เท่า นั่นเป็นเพราะอเมริกาไม่ได้มีนโยบายควบคุมที่เข้มข้นเหมือนเมืองไทย ซึ่งถ้าเมืองไทยมีอัตราการติดเชื้อเท่ากับ 9% เหมือนอเมริกา ผู้ทำประกัน 1 ล้านคนจะติดเชื้อสูงถึง 90,000 คน ทำให้บริษัทจะต้องจ่ายค่าสินไหม 9,000 ล้านบาท จากเบี้ยประกันที่ได้รับแค่ 500 ล้านบาท นั่นหมายถึงบริษัทจะล้มละลายในทันที “จะเห็นว่า บริษัทประกัน เจอ-จ่าย-จบ จะกำไรหรือขาดทุนขึ้นอยู่กับค่าอัตราการติดเชื้อของคนในประเทศเป็นหลักสำคัญ” โดยมีจุดคุ้มทุนที่ 0.5%

ถ้าอัตราการติดเชื้อต่ำกว่า 0.5% บริษัทจะกำไร แต่ถ้าสูงกว่า 0.5% บริษัทจะขาดทุน จากข้อมูลประเทศที่ดำเนินนโยบายผ่อนคลายและเปิดเมืองอัตราการติดเชื้อจะเกิน 0.5% ดังนั้น“ความเสี่ยงหลักของประกันโควิดแบบ เจอ-จ่าย-จบ ก็คือความเสี่ยงจากนโยบายจากภาครัฐว่าจะเข้มงวดล็อกดาวน์หรือไม่นั่นเอง” ถ้ารัฐบาลยังเข้มงวดอัตราการติดเชื้อก็จะต่ำมากบริษัทประกันก็จะทำกำไรเหมือนปี 2563 แต่ถ้ารัฐบาลเปลี่ยนมาใช้นโยบายผ่อนคลายเปิดประเทศเหมือนชาติตะวันตก อัตราการติดเชื้อก็จะสูงมากระดับที่บริษัทประกันขาดทุนแบบล้มละลาย

“จะเห็นว่าการประกันโควิดแบบเจอ-จ่าย-จบ นี้แตกต่างจากการประกันอัคคีภัยอย่างสิ้นเชิง เพราะในการประกันอัคคีภัยความเสี่ยงของการเกิดไฟไหม้ของแต่ละบ้านเป็นอิสระต่อกัน จึงสามารถนำมากระจายความเสี่ยงให้หายไปได้ตามกฎ Law of Large Numbers แต่ในกรณีประกันโควิด ความเสี่ยงของการติดเชื้อโควิดของแต่ละคนไม่เป็นอิสระต่อกัน เพราะโอกาสในการติดเชื้อของทุกคนขึ้นอยู่กับนโยบายการล็อกดาวน์ของรัฐบาล เราไม่ได้มีหลายรัฐบาล เรามีแค่รัฐบาลเดียว จึงไม่สามารถนำมากระจายความเสี่ยงให้หายไปตามกฎ Law of Large Numbers ได้”

ดังนั้น “การออกประกันแบบเจอ-จ่าย-จบ นี้จึงไม่ใช่การกระจายความเสี่ยง แต่เป็นการแทงเดิมพัน (หรือแทงพนัน) โดยเดิมพันว่ารัฐบาลจะดำเนินนโยบายปิดเมืองหรือเปิดเมืองนั่นเอง” ถ้าปิดเมืองต่อไปบริษัทก็จะกำไร แต่ถ้าเปิดเมืองเมื่อไรบริษัทก็จะขาดทุนแบบล้มละลายทันที จากบทเรียนนี้ทำให้รู้ว่า บริษัทประกันไม่ควรออกผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงในลักษณะเดิมพันหรือการพนันนี้ เพราะมันไม่สามารถกระจายความเสี่ยงให้หายไปได้

บริษัทประกันควรเน้นออกผลิตภัณฑ์ป้องกันความเสี่ยงที่สามารถกระจายความเสี่ยงให้หายไปได้ เหมือนอย่างกรณีประกันอัคคีภัย เป็นต้น!!!

ผศ.ดร.ชนวีร์ สุภัทรเกียรติ

สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์

แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย