มูลนิธิโรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ จัด‘เพ้นท์นี้เพื่อน้อง’ช่วยเหลือผู้ป่วยเด็ก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/684147

มูลนิธิโรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์  จัด‘เพ้นท์นี้เพื่อน้อง’ช่วยเหลือผู้ป่วยเด็ก

มูลนิธิโรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ จัด‘เพ้นท์นี้เพื่อน้อง’ช่วยเหลือผู้ป่วยเด็ก

วันอังคาร ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มูลนิธิโรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ ประเทศไทย จัดกิจกรรม RMHC Paint for KIDS “เพ้นท์นี้เพื่อน้อง” จับมือดารา ศิลปินเซเลบริตี้ บล็อกเกอร์ และอินฟลูเอนเซอร์จิตอาสาร่วมสร้างสรรค์งานศิลปะบนกระเป๋าผ้า เพื่อนำไปประมูลโดยรายได้จากการประมูลทั้งหมดนำไปใช้กับโครงการบ้าน พักพิง โรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ พร้อมส่งต่อเพื่อช่วยเหลือให้แก่ผู้ป่วยเด็กและครอบครัว ณ บ้านพักพิงโรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยกล่าวว่า ปัจจุบันทางโรงพยาบาลมียอดผู้ป่วยเด็กที่เข้ารับการรักษาในแต่ละปีเป็นจำนวนกว่า 50,000 รายโดยส่วนหนึ่งนั้นเป็นผู้ป่วยเด็กที่ป่วยหนักหรือป่วยเรื้อรังเดินทางมาจากต่างจังหวัดพร้อมกับพ่อแม่เพื่อมารักษาตัวในโรงพยาบาล ที่ประสบปัญหาด้านที่พักอาศัยในกรุงเทพฯ ได้เข้าพักในบ้านพักพิงฯ เพื่อให้ครอบครัวผู้ป่วยได้อยู่ดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด ช่วยให้เด็กรู้สึกอบอุ่นใจ ปลอดภัย มีกำลังใจที่ดี ลดความกังวลทั้งผู้ป่วยเด็กและครอบครัว ทั้งยังช่วยให้กระบวนการรักษาครบวงจร แพทย์เจ้าของไข้สามารถทำการรักษาได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงทีมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีฉุกเฉิน หรือในกรณีเด็กที่เจ็บป่วยเรื้อรัง หรือต้องทำการปลูกถ่ายอวัยวะซึ่งต้องใช้เวลาในการรักษาเป็นเวลานานๆซึ่งเราได้ดำเนินการให้การช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กและครอบครัวของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยนี้ร่วมกันมา 5 ปีด้วยกันแล้ว และพร้อมมุ่งมั่นให้การช่วยเหลือเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของเด็กไทยต่อไป

นอกจากกิจกรรม RMHC Paint for KIDS “เพ้นท์นี้เพื่อน้อง” ทางมูลนิธิฯ ยังจะจัดงานวิ่งการกุศล RMHC Virtual Run for Kids 2022 วิ่งด้วยใจ ให้ความรัก เพื่อผู้ป่วยเด็กและครอบครัว ซึ่งจัดมาเป็นครั้งที่ 3 ในแบบงานวิ่งสะสมระยะทาง และเป็นครั้งที่ 8 ของกิจกรรมวิ่งการกุศลของมูลนิธิฯ โดยจะเปิดรับสมัครผ่าน http://www.thai.fit ตั้งแต่ 1 ตุลาคม ถึง
10 ธันวาคม 2565 รายได้ทั้งหมดจะนำไปใช้กับโครงการต่างๆ ของมูลนิธิฯ”

ม.ศรีปทุม MOU บ.รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. พัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านระบบราง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/684146

ม.ศรีปทุม MOU บ.รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท.  พัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านระบบราง

ม.ศรีปทุม MOU บ.รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. พัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านระบบราง

วันอังคาร ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.รัชนีพร พุคยาภรณ์ พุกกะมาน อธิการบดี มหาวิทยาลัยศรีปทุมกล่าวว่า  บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท.จำกัด ซึ่งเป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจที่ให้บริการเดินรถไฟเอง ซ่อมบำรุงเอง จึงทำให้มีความเชี่ยวชาญด้านระบบรางโดยตรงการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ครั้งนี้ จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับการศึกษาโดยทางมหาวิทยาลัยมีความมุ่งมั่นผลักดันให้ทั้งนักศึกษาและบุคลากรด้านระบบราง พัฒนาความรู้ควบคู่กับทักษะ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ พร้อมทั้งสนับสนุนส่งเสริมระบบการศึกษาเพื่อผลิตบัณฑิตที่มีศักยภาพตรงตามความต้องการและมาตรฐานสากลต่อไป

ด้าน ผศ.ดร.ชลธิศ เอี่ยมวรวุฒิกุล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ กล่าวว่า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุมได้เปิดสอนในหลักสูตรวิศวกรรมระบบรางโดยตรงอยู่แล้ว จึงมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาการศึกษาควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านระบบรางในการตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ทางด้านการศึกษา เช่น การจัดสัมมนาทางวิชาการการฝึกอบรมในด้านต่างๆ การดำเนินกิจกรรมทางวิชาการ การศึกษาดูงาน การฝึกงาน การจัดการองค์ความรู้ การพัฒนาการศึกษาด้านวิศวกรรมระบบราง การทำวิจัยด้านวิศวกรรมระบบราง การรับการถ่ายทอดทางเทคโนโลยีร่วมกัน การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการ การพัฒนาการปฏิบัติงานทางด้านเทคโนโลยี ด้านวิศวกรรม และด้านการบริหาร ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพและโอกาสทางการศึกษาของอาจารย์ บุคลากร และนิสิตนักศึกษาของทั้งสององค์กรในการขยายผลงานทางด้านเทคโนโลยี ด้านวิศวกรรม ด้านการจัดการองค์ความรู้ ด้านการบริหาร และการสร้างนวัตกรรมของทั้งสององค์กรไปสู่ชุมชนและสังคมพร้อมทั้งร่วมมือกันทางด้านการพัฒนาและสร้างหลักสูตรทางด้านเทคโนโลยี ด้านวิศวกรรม ด้านการจัดการ องค์ความรู้ และด้านการบริหาร เป็นต้น

ด้าน ดร.สุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด กล่าวว่า บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด เป็นผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายระบบขนส่งมวลชนทางรางในกรุงเทพมหานครและพื้นที่ต่อเนื่องที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อยกระดับคุณภาพในการให้บริการของรถไฟชานเมืองในการบริการขนส่งผู้โดยสารที่อยู่อาศัยในพื้นที่ชานเมืองตลอดจนพื้นที่ต่อเนื่องสามารถเข้าสู่ใจกลางกรุงเทพมหานครได้อย่างรวดเร็วด้วยระบบรางที่มีประสิทธิภาพ บริษัทมีความยินดีที่จะให้ความร่วมมือและสนับสนุนองค์ความรู้ ผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อระบบคมนาคมขนส่งทางรางแก่หน่วยงานภายนอก ซึ่งมหาวิทยาลัยศรีปทุม เป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงด้านงานวิชาการ การวิจัยและนวัตกรรมจนเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ จึงนับเป็นโอกาสอันดีที่ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมมือกันในครั้งนี้

ถอดบทเรียนการศึกษาไทย สู่การยกระดับคุณภาพการศึกษา เตรียมความพร้อมให้เด็กไทยในศตวรรษที่ 21

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/684105

ถอดบทเรียนการศึกษาไทย สู่การยกระดับคุณภาพการศึกษา เตรียมความพร้อมให้เด็กไทยในศตวรรษที่ 21

ถอดบทเรียนการศึกษาไทย สู่การยกระดับคุณภาพการศึกษา เตรียมความพร้อมให้เด็กไทยในศตวรรษที่ 21

วันจันทร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 15.35 น.

สถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบกับแวดวงการศึกษาไทยและทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นักเรียนในปัจจุบันต้องปรับตัวกับรูปแบบการเรียนใหม่ ๆ และบางส่วนที่ปรับตัวไม่ทันก็อาจหลุดออกจากระบบการศึกษาหรือเกิดปัญหาความรู้ถดถอย (Learning loss) ไป โดยปัญหานี้ได้ส่งผลกระทบกับเด็กทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีปัญหาสุขภาพจิต เพราะการเรียนหนังสือผ่านหน้าจอมากเกินไป ทำให้เด็กทั่วโลกกำลังเผชิญกับภาวะความเครียดสูงอยู่อีกด้วย

กระทรวงศึกษาธิการมองเห็นความสำคัญของปัญหานี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนที่สุด โดยเฉพาะปัญหาเด็กไทยที่หลุดออกจากระบบการศึกษา เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ต้องดึงกลับมาและป้องกันไม่ให้หลุดซ้ำจึงเกิด “โครงการพาน้องกลับมาเรียน” เพื่อช่วยเหลือเด็กตกหล่นและหลุดออกกลางคันได้กลับมาเรียนอีกครั้งพร้อมผลักดันโครงการโรงเรียนคุณภาพ ซึ่งเป็นอีกแนวทางการแก้ไขที่ยั่งยืน เพราะมีการจัดสรรทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพ และช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้เด็กทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้อย่างทั่วถึง

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า “3 ปีที่ผ่านมาทั่วโลกเจอกับสถานการณ์โควิด-19 ต้องยอมรับว่าพฤติกรรมของเด็กและผู้ปกครองได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างรวดเร็วตรงนี้เป็นความท้าทายของกระทรวงศึกษาธิการที่จะต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาทั้งในส่วนของปัญหาเดิมที่มีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และปัญหาเร่งด่วนที่เราพบตั้งแต่เริ่มกลับมาเปิดเรียนหลังจากสถานการณ์โควิด-19คือปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาไปซึ่งอาจเกิดจากความเดือนร้อนทางครอบครัวหรือการโยกย้ายถิ่นฐานโดยเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในทั่วโลกเช่นกันเพราะฉะนั้นกระทรวงศึกษาธิการจึงประกาศปักหมุดเพื่อที่จะดึงเด็กกลับมาสู่ระบบการศึกษาโดยเตรียมทางเลือกรองรับไว้ทั้งสายสามัญศึกษาสายอาชีวศึกษา รวมถึงการศึกษานอกระบบซึ่งตอนนี้เราสามารถดึงกลับมาได้กว่า 95% โดยเฉพาะอาชีวศึกษาเราได้เตรียมโครงการอาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ ที่มีการให้การศึกษาแบบไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมหอพักและอาหาร 3 มื้อ และยังมีรายได้ระหว่างเรียนด้วย เพื่อรองรับเด็กกลุ่มเสี่ยงต่อการหลุดออกจากระบบการศึกษาโดยเชื่อมโยงการศึกษาขั้นพื้นฐานและอาชีวะร่วมกันซึ่งตอนนี้สามารถรองรับเด็กได้กว่า 4,000 คนแล้ว

การแก้ไขปัญหานี้จำเป็นต้องบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการและทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรหรือหน่วยงานต่างประเทศ รวมไปถึงชุมชนในแต่ละท้องที่ ในการพาเด็กตกหล่นและหลุดออกจากระบบการศึกษาได้กลับมามีโอกาสเรียนอีกครั้ง กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ทำ MOU กับ 8 กระทรวง3หน่วยงาน ภายใต้นโยบายสำคัญของรัฐบาล คือ จะต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (No one left behind) และนอกจากผลกระทบกับเด็กนักเรียนแล้ว ครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงโรงเรียน ก็ได้รับผลกระทบไม่แพ้กันดังนั้นทั้งครู นักเรียน ผู้ปกครอง โรงเรียน และชุมชน ต่างต้องบูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่อช่วยยกระดับการศึกษาไทยให้ครอบคลุมทุกมิติ รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นและทำให้การศึกษามีความพร้อมและก้าวไปพร้อมเศรษฐกิจ”

ในปี 2565 กระทรวงศึกษาธิการได้ปรับทิศทางการศึกษาไทย โดยมุ่งเน้นพัฒนาโครงสร้างการศึกษาไปที่การออกแบบการศึกษาให้ยืดหยุ่น ซึ่งทางด้าน สพฐ. ได้มีการพัฒนาหลักสูตรห้องเรียนอาชีพ เพื่อให้ทุกคนสามารถค้นหาความถนัดความชอบของตนเอง ซึ่งเชื่อว่าหากเด็กไทยได้เรียนในสิ่งที่ชอบแล้ว ก็จะประกอบอาชีพได้อย่างมีความสุข นอกจากนี้ยังทำแผนพัฒนาหลักสูตรความเป็นเลิศของอาชีวศึกษา ในโครงการศูนย์ความเป็นเลิศทางการอาชีวศึกษา (Excellent Center)และโครงการCVM ให้รองรับการขยายตัวของอาชีพในกลุ่มอุตสาหกรรมS-CURVE และ NEW S-CURVE และยังมีการทำ MOU ส่งเสริมการมีงานทำร่วมกับกระทรวงแรงงาน เพื่อจับคู่ความต้องการของตลาดแรงงานกับการผลิตคนอาชีวะให้สอดคล้องกัน นอกจากนี้ยังผลักดัน การศึกษาแบบอาชีวะทวิภาคี จับมือกับภาคเอกชนให้เข้ามามีส่วนร่วมและสร้างโอกาสให้นักศึกษาอาชีวะได้เข้าไปเรียนรู้การทำงานจริง และในส่วนของนักเรียนสายสามัญ ก็ได้มีการริเริ่มห้องเรียนอาชีพซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนมัธยมต้นได้ลองไปเรียนรู้ในสายอาชีวะเพื่อค้นหาตัวตนก่อนตัดสินใจหลังจบ มัธยมศึกษาปีที่ 3 รวมไปถึงกลุ่มคนที่จบการศึกษาแล้ว กระทรวงศึกษาธิการยังจัดให้มีการ up skill / re skill เพื่อให้ทุกช่วงวัยได้มีโอกาสได้เรียนรู้และสร้างเสริมทักษะเพิ่มเติมสำหรับการประกอบอาชีพเพิ่มอีกด้วย

“การศึกษาและเศรษฐกิจไทยในอนาคต เป็นสิ่งที่ต้องเดินไปคู่กันเราจึงผลักดันให้คนไทยเข้าถึงการศึกษาได้ทุกช่วงวัย โดยเปิดโอกาสให้คนไทยสามารถเข้าถึงการศึกษาและการเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต ตามนโยบายสำคัญของรัฐบาลและแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี นอกจากนี้ เราต้องปรับรูปแบบการเรียนในปัจจุบันให้เป็น Active Learning โดยให้เด็กมีกระบวนการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบผ่านการลงมือปฏิบัติ และนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงการจัดหาอุปกรณ์การสื่อสารและอินเตอร์เน็ต เพื่อให้เหมาะกับการศึกษาในยุคหลังโควิด-19 ซึ่งนักเรียนจะสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ ไม่จำเป็นต้องอยู่แต่ในโรงเรียน และสิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าการพัฒนาเด็กไทย คือการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยมุ่งเน้นเปลี่ยนบทบาทให้ครูเป็น Facilitator พร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพครูให้สามารถจัดการเรียนการสอนให้เด็กไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ดังนั้นเมื่อเด็กไทยได้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษา และพัฒนาความรู้ความสามารถได้เท่าเทียมกันทั้งประเทศ ก็เป็นเหมือนขุมพลังและกำลังสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้พัฒนาอย่างยั่งยืน”นางสาวตรีนุช เทียนทอง กล่าว

เปิดประสบการณ์สู่โลกแห่งการเรียนรู้กับ DEK สถาปัตย์ SPU ในงาน SUSTAINABILITY EXPO 2022

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/684099

เปิดประสบการณ์สู่โลกแห่งการเรียนรู้กับ DEK สถาปัตย์ SPU ในงาน SUSTAINABILITY EXPO 2022

เปิดประสบการณ์สู่โลกแห่งการเรียนรู้กับ DEK สถาปัตย์ SPU ในงาน SUSTAINABILITY EXPO 2022

วันจันทร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 15.27 น.

ดร.ณัฐฐา สววิบูลย์ หัวหน้าสาขาวิชาการออกแบบภายใน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม นำทีมนักศึกษา Interior Designer SPU ชั้นปีที่ 3 เรียนกับตัวจริง ประสบการณ์จริง กับการเปิดประสบการณ์การเรียนรู้นอกห้องเรียน ในการเข้าเรียนรู้ศึกษาดูงาน SUSTAINABILITY EXPO 2022 (SX2022) : GOOD BALANCE, BETTER WORLD มหกรรมด้านความยั่งยืน เพื่อการเรียนรู้นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน สนุกกับกิจกรรม สร้างจิตสำนึกในการร่วมสร้างสมดุลที่ดี เพื่อโลกที่ดีขึ้น ผ่านนิทรรศการมัลติมีเดีย 5 โซน ได้แก่ Planet Possible: Immersive Experience Pavilion จาก National Geographic Sufficiency Economy Philosophy &UNSDGs BETTER ME นวัตกรรมที่ดีต่อเรา ดีต่อโลก  BETTER LIVING BETTER COMMUNITY >>  Green Space, Smart City, Creative Economy และ EV Park และปิดท้ายด้วยเทศกาลอาหารในโซน SX Food Festival  ซึ่งจำหน่ายอาหารปลอดสารพิษ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม โดยมีการคัดแยกขยะที่เป็นระบบ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร เมื่อเร็วๆนี้

‘ศธ.-สธ.’ร่วมปรับมาตรการสถานศึกษาหลังโควิด ปรับเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/684088

'ศธ.-สธ.'ร่วมปรับมาตรการสถานศึกษาหลังโควิด ปรับเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง

‘ศธ.-สธ.’ร่วมปรับมาตรการสถานศึกษาหลังโควิด ปรับเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง

วันจันทร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 14.52 น.

“ศธ.-สธ.” ร่วมปรับมาตรการสถานศึกษา หลังโควิด-19 ปรับเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา (รมว.ศธ.) พร้อมด้วย นพ.สราวุฒิ บุญสุข รองอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข นายอรรถพล สังขวาสี่  รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงศึกษาธิการ(ปลัด ศธ.) นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา รักษาราชการแทนเลขาริการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(เลขาธิการ สอศ.)  นายวัลลพ สงวนนาม เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (เลขาธิการ กศน.) ร่วมแถลงข่าวการเตรียมความพร้อมสถานศึกษาในสังกัดและในกำกับกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ทั่วประเทศ ตามประกาศยกเลิกยกโรคโควิด-19 จากโรคติดต่ออันตราย เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง  ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

น.ส.ตรีนุช กล่าวตอนหนึ่ง ว่า เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ในประเทศไทยคลี่คลายลง และ สธ.ได้ประกาศยกเลิกโรคโควิด-19 จากโรคติดต่ออันตราย เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา และศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ได้มีมติยกเลิก พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ให้กลับไปใช้พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558  กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จึงได้ยกเลิกประกาศ จำนวน 3 ฉบับ เพื่อให้สอดรับกัน ได้แก่ ประกาศ ศธ. เรื่อง มาตรการป้องกันและควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของ ศธ. ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2564 และประกาศ ศธ. เรื่องดังกล่าวเพิ่มเติม ครั้งที่ 1 ลงวันที่ 3 มกราคม 2565 รวมทั้งยกเลิกประกาศ ศธ. เรื่อง หลักเกณฑ์การเปิดโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษา ตามข้อกำหนดที่ออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2565 และยังคงให้หน่วยงานและสถานศึกษาในสังกัด ศธ. ทุกแห่ง ปฏิบัติตามแนวทางของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดและ สธ.กำหนดต่อไป

“สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 มีแนวโน้มคลี่คลายลง แต่สถานศึกษาเป็นสถานที่ ที่มีการรวมกลุ่มและทำกิจกรรม จึงมีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคต่าง ๆซึ่งการจัดการเรียนการสอนนั้น ศธ. ยึดหลักความปลอดภัยของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาเป็นสำคัญ เพื่อให้นักเรียน ครู และผู้ปกครอง มีความอุ่นใจในการส่งบุตรหลานเข้ามาเรียน ศธ.จึงต้องปรับแนวปฏิบัติให้สอดรับกับประกาศของ สธ. เช่น แนะนำให้สวมใส่หน้ากากอนามัย กรณีเข้าไปในสถานที่ที่แออัดหรือเป็นพื้นที่ปิด จัดสภาวะแวดล้อมของสถานศึกษาให้ถูกสุขลักษณะ และหากมีการติดเชื้อในสถานศึกษาให้จัดการเรียนการสอนตามความเหมาะสม โดยไม่ปิดเรียน ทั้งนี้ ศธ.จะเน้นการพัฒนาระบบและทักษะความรู้ให้นักเรียนและครูสามารถดูแลตนเองได้ โดยใช้โครงการ 1 โรงเรียน 1 ครูอนามัย สร้างเด็กไทยรอบรู้สุขภาพ ซึ่งจะเน้นทักษะในการคัดกรองดูแลสุขภาพเบื้องต้นตนเองได้ เช่น ความเสี่ยงการติดโรคระบาด การกู้ชีวิตขั้นพื้นฐานได้ (Basic Life Support) รวมถึงด้านสุขภาพจิตใจ ได้มีระบบการคัดกรอง เฝ้าระวัง และการส่งต่อ รวมถึงดูแลด้านความเครียดหรือภาวะซึมเศร้าต่าง ๆเพื่อให้การช่วยเหลือและลดความรุนแรง” น.ส.ตรีนุช กล่าว

ด้าน นพ.สราวุฒิ บุญสุข รองอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า หลังจากที่ สธ.ได้ประกาศยกเลิกโควิด-19 จากโรคติดต่ออันตราย เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม นั้น ซึ่ง สธ.ได้จัดระบบเฝ้าระวังโควิด-19 ไว้ 4 ส่วน ดังนี้ 1.การเฝ้าระวังในโรงพยาบาล 2.การเฝ้าระวังในพื้นที่ ที่มีความเสี่ยง เช่น  โรงเรียน สถานศึกษา เป็นต้น 3.การเฝ้าระวังการระบาดในลักษณะกลุ่มก้อน หรือ คลัสเตอร์ หากมีการแพร่ระบาดจำนวนมาก ต้องมีระบบในการควบคุมและสอบสวนโรค และ 4.การเฝ้าระวังเรื่องการกลายพันธ์ของเชื้อโควิด-19

นพ.สราวุฒิ กล่าวต่อว่า สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ในปัจจุบัน พบว่าอัตราผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลงอย่างชัด เจน โดยเฉพาะจำนวนผู้ติดเชื้อที่มีอาการรุนแรง หรือเสียชีวิต เฉลี่ยมีผู้เสียชีวิต 5-10 รายต่อวัน โดยสาเหตุการเสียชีวิตส่วนใหญ่มาจากผู้ติดเชื้อมีโรคประจำตัว หรือไม่ได้รับวัคซีน เป็นต้น และเมื่อดูจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 สะสมทุกกลุ่มอายุ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน – 30 กันยายน 2565 จะพบจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่อายุ 0-18 ปี มีอัตราลงลดอย่างชัดเจน เนื่องจากมีภูมิคุ้มกัน ส่วนอัตราการเสียชีวิตมีเพียง 1 ราย เนื่องจากมีโรคประจำตัว

รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวอีกว่า ส่วนอัตราการรับวัคซีนโควิด-19 ของนักเรียนนั้น จากข้อมูลวันที่ 3 ตุลาคม พบว่า กลุ่มอายุ 12-17 ปี ทั้งหมด 5,333,639 คน ได้รับวัคซีนเข็ม 1 จำนวน 4,723,369 คน คิดเป็น 88.56% วัคซีนเข็มที่ 2 จำนวน 4,386,081 คน คิดเป็น 82.23% วัคซีนเข็ม 3 จำนวน 1,140,580 คน ส่วนอายุ 5-11 ปี ทั้งหมด 5,002,698 คน ได้รับวัคซีนเช็ม 1 จำนวน 3,328,184 คน  คิดเป็น 64.6%  เข็มที่ 2 จำนวน 2,493,003 คน คิดเป็น 48.4% และเข็ม 3 จำนวน 56,807 คิดเป็น 1.1% ซึ่ง สธ.มองว่ายังมีความจำเป็นที่นักเรียนต้องได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นอยู่

“ส่วนคำแนะนำการป้องกันโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง โควิด-19 สำหรับสถานศึกษานั้น แยกเป็น 3 ส่วน คือ 1.สถานศึกษา ต้องประกาศนโยบายมิติสุขภาพและคำแนะนำการป้องกันโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง พร้อมกับให้จัดสภวาะแวดล้อมของสถานศึกษา ให้สะอาด ปลอดภัย มีสุขลักษณะตามหลักสุขาภิบาล และจัดห้องเรียนมีระบบการระบายอากาศที่ดี และมีการประเมินความเสี่ยงตามความเหมะาสมหรือตามคำแนะนำของ สธ. และคณะกรรมการโรคติดต่อระดับจังหวัด และส่งเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพแก่ ครู บุคลากร นักเรียนและผู้ปกครอง  2.นักเรียนและบุคลากร ต้องปฏิบัติตามสุขอนามัยส่วนบุคคลขั้นพื้นฐานเป็นกิจวัตร คือ ล้างมือ สวมหน้ากากในที่เข้าไปในสถานที่ ที่มีคนแออัด ในพื้นที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก หรือมีความเสี่ยง ประเมินความเสี่ยงของตนเองด้วย Thai Save Thai ถ้าเสี่ยงสูง แนะนำตรวจ ATK หรือปรึกษาหน่วยบริหารด้านสาธารณสุขในพื้นที่ และรับวัคซีน และ 3.การเฝ้าระวัง ให้สถานศึกษาตรวจคัดกรองสุขภาพนักเรียนตามมาตรฐานงานอนามัยโรงเรียน พร้อมกับเฝ้าระวังและสังเกตการอาการป่วย ถ้ามีการป่วยเป็นกลุ่มก้อน ให้ประสาน ปรึกษา และส่งต่อสถานพยาบาล และกำกับติดตามและรายงานตามมาตรฐาน ผ่านออนไลน์อนามัยโรงเรียน” นพ.สราวุฒิ กล่าว

นพ.สราวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวปฏิบัติสำหรับสถานศึกษากรณีติดเชื้อโควิด-19 กรณีที่ไม่มีอาการหรือมีอาการเล็กน้อย นักเรียน ครู บุคลากรในสถานศึกษา ปฏิบัติ ดังนี้ จัดการเรียนการสอนที่เหมาะสม โดยไม่ปิดเรียน ปฏิบัติตามหลักการ Universal Prevention เน้นมาตราการ 6-6-7 เข้มการสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ เว้นระยะห่างในห้องเรียนไม่น้อยกว่า 2 เมตร งดทำกิจกรรมรวมกลุ่ม จัดพื้นที่ให้มีระบบระบายอากาศที่ดี และทำความสะอาดห้องเรียนชั้นเรียน กรณีที่ผู้ติดเชื้อโควิด-19 มีอาการปานกลางหรือรุนแรง ให้สถานศึกษาปฏิบัติตามแนวทางการดูแลรักษาของ สธ. และติดต่อหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่

ขณะที่ นายอรรถพล สังขวาสี รักษาราชการแทนปลัด ศธ. กล่าวว่า สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) ในฐานะที่กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) มีนักเรียนในสังกัดกว่า 500,000 คนนั้น จะนำข้อแนะนำ และองค์ความรู้เรื่องโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังทั้งหมด มีสร้างความรู้ ความเข้าใจให้นักเรียน ครู และบุคคลกรทางการศึกษา เพื่อให้บุคคลเหล่านี้นำองค์ความรู้ที่ได้กระจายให้ผู้ปกครอง และทำการเฝ้าระวังตนเองต่อไป มองว่า ศธ.​จะต้องมีระบบการติดตามข้อมูลตัวเลขผู้ติดเชื้อจากทุกหน่วยงานหลัก เพื่อให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ. สามารถนำข้อมูลนี้ไปกำหนดนโยบายเกี่ยวกับโควิด-19 ได้ และสป.ศธ. จะเร่งจัดทำ ประกาศ​ ศธ. ถึงแนวปฏิบัติในการป้องกันโรคติดต่อเฝ้าระวัง เพื่อให้สถานศึกษานำแนวทางนี้ไปดำเนินการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ต่อไป

ส่วน นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ตนจะสื่อสารไปยังโรงเรียนในสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)  ว่า แม้โควิด-19 ปรับเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังแล้ว แต่เรายังต้องเน้นป้องกันการแพร่ระบาดอยู่ เพราะโรคนี้ยังไม่ได้หายไปไหน โดย  สพฐ.จะนำแนวปฏิบัติที่ สธ.ให้ไว้ ลงสู่การปฏิบัติ โดยเข้าไปให้ความรู้เรื่องการป้องกันไม่ให้ติดเชื้อโควิด-19 ให้กับนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา ส่วนสถานศึกษา ต้องออกแบบและวางมาตรการป้องกัน อะไรที่เป็นมาตรการเข้มงวดอยู่แล้ว และสร้างความปลอดภัยให้นักเรียน ก็ขอให้คงไว้เหมือนเดิม  เช่น การเว้นระยะห่างในห้องเรียน จัดให้โรงอาหารเป็นพื้นที่โปร่ง โล่ง เป็นต้น และส่วนมาตรการไหนที่ผ่อนปรนได้ ก็ขอให้ผ่อนปรนเท่าที่จำเป็น ทั้งนี้ ขอให้สถานศึกษาทำงานร่วมกับผู้ปกครอง ถ้าผู้ปกครองสังเกตุว่าเด็กมีความเสี่ยง ต้องเข้าสู่ระบบคัดกรองทันที พร้อมกับปรับการเรียนการสอนเป็นรูปแบบอื่นให้นักเรียนยังคงได้เรียนหนังสือตลอด และต้องมีแผนเผชิญเหตุหากพบนักเรียนติดเชื้อ

ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จะเร่งสร้างความเข้าใจกับสถานศึกษาในสังกัด พร้อมกับเน้นย้ำเรื่องการทำความสะอาดห้องพักนักศึกษาที่อยู่ในโครงการอาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ และทำความสะอาดห้องปฏิบัติการด้วย เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 นอกจากนี้ สถานศึกษาต้องจัดทำแผนเผชิญเหตุเพื่อรองรับสถานการณ์ต่าง ๆ ด้วย และตนจะต้องดำเนินการตามนโยนบายของ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. คือ เร่งจัดให้มี 1 วิทยาลัย 1 ครูอนามัย ประจำวิทยาลัยทุกแห่ง เพื่อให้มีครูที่มีความรู้เข้ามาดูแลโดยเฉพาะ ซึ่งตนเชื่อว่า สอศ.พร้อมที่จะขับเคลื่อนจัดการศึกษาท่ามกลางสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างดี

นายวัลลพ สงวนนาม เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) กล่าวว่า จะเร่งประสานขอความร่วมมือกับชุมชน ผู้ประกอบการ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อเตรียมความพร้อมสถานที่สำหรับการจัดกิจกรรมเรียนรู้ของผู้เรียน กศน.ให้มีความสะอาด ปลอดภัยจากเชื้อโควิด-19 มากที่สุด นอกจากนี้ กศน.จะนำข้อแนะนำของ สธ.​ ไปชี้แจงทำความเข้าใจกับผู้เรียน ครู และบุคลากรของ กศน.ปฏิบัติตามแนวทางต่อไป

สพฐ.สั่ง‘เปิดโรงเรียน’เป็นที่พัก รองรับประชาชนเดือดร้อนน้ำท่วม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/684068

สพฐ.สั่ง‘เปิดโรงเรียน’เป็นที่พัก รองรับประชาชนเดือดร้อนน้ำท่วม

สพฐ.สั่ง‘เปิดโรงเรียน’เป็นที่พัก รองรับประชาชนเดือดร้อนน้ำท่วม

วันจันทร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 13.41 น.

สพฐ.สั่ง‘เปิดโรงเรียน’เป็นที่พัก รองรับประชาชนเดือดร้อนน้ำท่วม

3 ตุลาคม 2565 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ทั่วประเทศนั้น ตนได้เน้นย้ำให้สถานศึกษาในพื้นที่เสี่ยงเฝ้าระวังป้องกัน ติดตามสถานการณ์น้ำอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้สถานศึกษาเกิดความเสียหาย และขณะนี้อยู่ระหว่างปิดภาคเรียนที่ 1 จึงสั่งการให้สถานศึกษาเปิดเป็นที่พัก เพื่อให้ประชาชนที่เดือดร้อนจากน้ำท่วม เข้ามาพักอาศัยรอน้ำลด 

สำหรับสถานการณ์ล่าสุดของสถานศึกษาและนักเรียนในสังกัด สพฐ. ที่ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วม จากข้อมูลวันที่ 3 ตุลาคม 2565 พบว่า มี 23 เขตพื้นที่การศึกษา และ 116 โรงเรียน ที่ได้รับผลกระทบ แบ่งเป็น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) 16 เขต จำนวน 89 โรงเรียน และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.)  7 เขต จำนวน 27 โรงเรียน รวมนักเรียน ครู และบุคลากร ที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งสิ้น 3,720 คน

‘Social Movement’สังคมตื่นตัว‘สิทธิ’ เคลื่อนไหวเรียกร้อง‘กรอบกฎหมาย’ก็ต้องรู้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/683884

‘Social Movement’สังคมตื่นตัว‘สิทธิ’ เคลื่อนไหวเรียกร้อง‘กรอบกฎหมาย’ก็ต้องรู้

‘Social Movement’สังคมตื่นตัว‘สิทธิ’ เคลื่อนไหวเรียกร้อง‘กรอบกฎหมาย’ก็ต้องรู้

วันจันทร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 07.45 น.

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จัดอบรมหลักสูตร “สื่อสังคมยุคใหม่กับการเคลื่อนไหวทางสังคมในประเทศไทย” ให้กับบุคลากรในแวดวงสื่อสารมวลชน โดยแบ่งการอบรมเป็น 2 รุ่น รุ่นละ 1 วัน ระหว่างวันที่ 28-29 ก.ย. 2565 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ ซ.สุขุมวิท 22 ถ.สุขุมวิท กรุงเทพฯ

โดยการอบรมเมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2565 ซึ่งทีมงาน “นสพ.แนวหน้า” ได้เข้าร่วมสังเกตการณ์นั้น แบ่งเป็น 3 ช่วง โดยมีวิทยากร 3 ท่าน ได้แก่ ดร.สังกมา สารวัตร อาจารย์คณะเทคโนโลยีสารสนเทศเเละการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร (วิทยาเขตซิตี้แคมปัสเมืองทองธานี) บรรยายหัวข้อ “สื่อสังคมยุคใหม่กับการเคลื่อนไหวทางสังคมในประเทศไทย” ฉายภาพของ “การเคลื่อนไหวทางสังคม (Social Movement)” ว่าเป็น “คำใหม่” สำหรับสังคมไทย

ซึ่งคำคำนี้น่าจะเริ่มถูกพูดถึงกันในช่วงที่มีการประกวดนางงามเวทีระดับโลกอย่าง Miss Universe ประจำปี 2017 (พ.ศ.2560) โดยพิธีกรได้ถามคำถามว่า “อะไรคือแรงขับเคลื่อนทางสังคมที่สำคัญที่สุดในรุ่นของคุณ?” กับตัวแทนสาวงามแต่ละชาติที่ได้เข้ารอบ 5 คนสุดท้าย และหนึ่งในนั้นคือมารีญา พูลเลิศลาภ จากประเทศไทย ในครั้งนั้น มารีญา ตอบว่า “สังคมสูงวัย (Aging Society)” และแม้ท้ายที่สุด ตัวแทนจากประเทศไทยจะไม่ได้ “มงลง” หรือคว้าตำแหน่ง Miss Universe มาได้ แต่ก็ปลุกกระแสให้คนไทยสนใจค้นหาความหมายของคำว่า Social Movement

ทั้งนี้ Social Movement จะประกอบด้วยอีก 2 คำ คือ 1.สิทธิในการสื่อสาร (Communication Rights) หมายถึงผลกระทบหรือความเดือดร้อนของคนทุกกลุ่มล้วนมีความหมาย จึงมีสิทธิที่เรื่องราวนั้นจะถูกตีแผ่เผยแพร่ผ่านสื่อ เช่น ในขณะที่สื่อส่วนใหญ่รายงานข่าวผู้เสียหายจากคดีแชร์ FOREX-3Dแต่อีกด้านหนึ่งยังมีประเด็นชาวประมงกับการจับสัตว์น้ำวัยอ่อน หรือประเด็นชาวสวนยางกับราคายางพารา เป็นต้น ซึ่งก็อาจจะมีสื่อที่รายงานข่าวเรื่องเหล่านี้ด้วย กับ 2.ความเป็นธรรมในสังคม (Social Justice) หมายถึงการเรียกร้องเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมขึ้น

วิวัฒนาการของหลักคิดเกี่ยวกับ Social Movement นั้นเริ่มตั้งแต่แบบดั้งเดิมคือการสังคมสงเคราะห์ หมายถึงการระดมเงินบริจาค ต่อมาเป็นการจัดตั้งองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ขึ้นมาทำงานคู่ขนาน กระทั่งมาระยะหลังๆ เริ่มมีแนวคิดใหม่ว่า หลักคิดแบบสังคมสงเคราะห์เพียงอย่างเดียวไม่ทำให้เป้าหมายรู้สึกถึงความเป็นมนุษย์ จึงเกิดหลักคิดที่มุ่งเน้นการทำให้กลุ่มเป้าหมายตระหนักรู้ในเรื่องสิทธิมากขึ้น เช่น มีการจุดประเด็นขึ้นมาว่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ในฐานะประชาชนคนไทย ควรเป็นสิทธินับตั้งแต่เกิดมาเลยหรือไม่

องค์ประกอบของ Social Movement คือ “ต้องมีการรวมกลุ่มและแสดงออกร่วมกัน (Collective Action)” ตั้งแต่ร่วมลงชื่อไปจนถึงชุมนุมประท้วง แต่หากไม่มีการเคลื่อนไหวอะไร มีเพียงการรวมกลุ่มบ่นเรื่องต่างๆ นานา จะเป็นเพียงฝูงชน (Mass) เท่านั้น โดยที่ผ่านมา มีตัวอย่าง Social Movement หลายเรื่องทั้งในไทย เช่น สมัชชาคนจนที่เป็นกลุ่มเกษตรกร หรือในต่างประเทศ เช่น Blacklivesmatter เรียกร้องสิทธิคนผิวสีในสหรัฐอเมริกา หลังมีเหตุชายผิวสี จอร์จ ฟลอยด์เสียชีวิตขณะถูกตำรวจควบคุมตัว หรือกลุ่ม PETA ที่เรียกร้องยุติการใช้สัตว์ทดลอง ฯลฯ

“งานวิจัยบางอันก็บอกว่า ถ้าถามเรื่องสื่อ สื่อมวลชนบ้านเรากระแสหลักส่วนใหญ่ก็จะเอาเรื่องที่ขายได้ไว้ก่อน อันนี้ไม่ได้เป็นคนพูดนะ ข่าวชาวบ้านขายไว้ก่อน ข่าวบันเทิง ข่าวการเมืองทะเลาะกัน แล้วก็จะสัมภาษณ์เฉพาะผู้มีอำนาจ จ่อไมค์รู้อยู่แล้วท่านก็ไม่รู้ ไปถามท่านทุกเรื่องเลย ก็จะถามแต่คนพวกนี้ แต่ชาวบ้านที่เดือดร้อนล่ะ? น้ำท่วมอยุธยา2 เดือนแบบนี้ทำไมไม่ถาม อะไรอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเขาก็เลยบอกว่า Social Movement คือขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม มักจะไปปรากฏตรงสื่อทางเลือก” ดร.สังกมา กล่าว

ดร.สังกมา กล่าวต่อไปถึงบทบาทของสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ว่า ด้านหนึ่งเป็นประโยชน์ในการช่วยเหลือชาวบ้านแต่อีกด้านหนึ่งจะรู้ได้อย่างไรว่าข้อมูลในโลกออนไลน์นั้นจริงหรือเท็จ ขณะที่การเคลื่อนไหวทางสังคมก็มีทั้งมุมมองแบบ “ซ้าย-ขวา” ถกเถียงกัน เช่น ลูกต้องมีหน้าที่ดูแลพ่อแม่ยามแก่เฒ่าหรือไม่ หรือควรให้เป็นหน้าที่ของรัฐ หรือนักเรียน-นักศึกษา ต้องเคารพนบไหว้ครูบาอาจารย์หรือไม่ หรือครู-อาจารย์ก็เป็นเพียงอาชีพหนึ่งเท่านั้น ฯลฯ การถกเถียงจากวิธีคิดแบบซ้ายและขวาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลก แต่จุดสมดุลอยู่ตรงไหนก็ต้องคุยกัน

อย่างไรก็ตาม “สิทธิก็มีขอบเขต” ซึ่งก็มีการกำกับดูแลที่หลากหลาย เช่น การกำกับดูแลโดยรัฐ อาทิ สื่อประเภทวิทยุ-โทรทัศน์ อยู่ในกำกับดูแลของ กสทช. หรือการกำกับดูแลกันเอง อาทิ องค์กรวิชาชีพสื่อ ตลอดจนมาตรฐานชุมชนของแต่ละแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ แต่สื่อสังคมออนไลน์นั้นก็ค่อนข้างกำกับดูแลได้ยาก ขณะที่อีกประเด็นสำคัญคือ “การสื่อสารแบบมีส่วนร่วม” หมายถึงดึงผู้รับสารเข้ามามีส่วนร่วมกับการนำเสนอข่าว

ยังมีการแบ่ง “รูปแบบการเคลื่อนใหม่ยุคเก่ากับยุคใหม่”โดยรูปแบบเก่ามักผูกโยงกับประเด็นระหว่างชนชั้น (เช่น คนเมือง-คนชนบท) มุ่งเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจ (เช่น เปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนผู้บริหารท้องถิ่น) เชื่อมโยงกับประเด็นแนวทางของพรรคการเมือง และพรรคการเมืองมีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหว ส่วนรูปแบบใหม่ ไม่ผูกพันกับชนชั้นหรือชนชาติขอเพียงเป็นมนุษย์ด้วยกันก็ร่วมขับเคลื่อนประเด็นนั้นได้ ไม่จำเป็นต้องมุ่งสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงอำนาจ มุ่งเน้นประเด็นคุณภาพชีวิตและมองประเด็นที่เป็นสากลมากขึ้น

“อันนี้เป็นอะไรที่ท้าทายพวกเรามาก อาจารย์ก็จะติดเดินเจอนักศึกษา ก็ทักว่าวันนี้ดูอ้วนขึ้น ทำไมวันนี้ไว้ผมทรงนี้ ปรากฏเด็กก็บอกว่าอาจารย์นี่คือละเมิด เราละเมิดตรงไหน? ก็ทักของเราปกติ อันนี้คือประเด็นสากลที่ก็ต้องมาชวนคุยว่าตรงไหนมันเหมาะสม สมัยนี้เขาไม่ให้ทักรูปร่างภายนอกกันแล้ว สมัยเราทุกวันนี้ยังจำกันเฉพาะชื่อพ่อชื่อแม่ เด็กสมัยนี้ก็จะเป็นประเด็นสากล เราก็จะรู้สึกว่ามีอะไรใหม่ๆ

อย่าง Beauty Standard (มาตรฐานความงาม) อาจารย์อึ้งไปเลย ไม่ให้ประกวดดาวมหา’ลัย ในยุคเรานี่คือแบบเป็นอีเว้นท์ใหญ่ แต่เด็กวัยรุ่นนี้ยังมีอยู่ไหม? Beauty Standard คืออย่างนี้ท่าทางต้องสวย อย่างนี้เป็นประเด็นสากล ต้องขาว สวย หมวย เอ็กซ์ ต้องดูเป็นเกาหลี อย่างนี้เป็นต้น” ดร.สังกมา ยกตัวอย่างประเด็นการเคลื่อนไหวทางสังคมที่เป็นสากลในยุคปัจจุบัน

ช่วงต่อมา ดร.ใยแก้ว ศีลรักษ์ อาจารย์ภาควิชามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ สจล.ในฐานะนักวิชาการด้านกฎหมายธุรกิจ แอดมินเพจ “กฎหมายสำหรับผู้ประกอบการ” บรรยายหัวข้อ “กฎหมาย ประกาศที่เกี่ยวข้องกับสื่อยุคใหม่และการเคลื่อนไหวทางสังคม” อธิบายที่มาที่ไปและขอบเขตทางกฎหมายในการเคลื่อนไหวทางสังคม ที่กฎหมายกำหนดสิทธิต่างๆ ไว้ แต่ความผิดจะเกิดขึ้นต่อเมื่อไปทำในสิ่งที่กฎหมายห้าม เช่น รัฐธรรมนูญกำหนดเรื่องของสิทธิไว้

แต่ก็มีข้อยกเว้น เช่น โดยระบุว่า เว้นแต่เป็นเรื่องที่กระทบต่อความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี เป็นต้น แต่การดูกฎหมาย นอกจากดูตัวบทหลัก เช่น เมื่อดูพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ยังต้องดูประกาศหรือระเบียบต่างๆ ที่ออกมาโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ. นั้นด้วย ซึ่งจะเป็นส่วนอธิบายกฎหมายให้ชัดเจนและครอบคลุมมากขึ้นว่าอะไรเข้าข่ายทำถูก-ทำผิดตามกฎหมายนั้น “วิธีคิดของนักกฎหมายจะไม่คิดจากจุดเริ่มต้น..แต่คิดจากปลายทาง” หากเห็นว่าทำได้ก็ตาม แต่หากดูแล้วก้ำกึ่งก็อาจจะไม่ควรทำ เพราะกฎหมายมีเรื่องเชิงเทคนิคมากซึ่งอาจรู้ไม่เท่าทัน

“เราแค่จำไว้ว่าเรามีสิทธิ์ตรงนั้นจริงๆ แต่อย่าลืม..เว้นแต่..เว้นแต่นี่สำคัญมาก เว้นแต่ความมั่นคง เว้นแต่ความสงบเรียบร้อย ต้องดูอันนี้ก่อน แล้วถามตัวเองว่าสิ่งที่เราทำมันกระทบแบบนี้หรือเปล่า? เคยได้ยินคำที่ศาลพูดไหม? ใช้ตามหลักวิญญูชน ใครเคยได้ยินไหมวิญญูชน? คนทั่วไป! วิญญูชนหมายความว่าถ้าเรื่องแบบนี้คน 100 คนคิดเหมือนกัน แปลว่าอันนี้คือกระทบแล้ว คือวิธีการคิดง่ายๆ สมมุติเราไม่ใช่ศาล เราก็คงบอกไม่ได้ว่าท่านจะคิดใช้ดุลพินิจอย่างไร แต่วันที่ใช้ดุลพินิจให้คิดวิธีแบบนี้” ดร.ใยแก้วอธิบาย

ประเทศไทยกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมหรือเคลื่อนไหวทางสังคมหลายฉบับ เช่น “รัฐธรรมนูญ” อาทิ มาตรา 25 ว่าด้วยสิทธิในการทำสิ่งต่างๆ ตราบเท่าที่ไม่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และไม่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น, มาตรา 34 ว่าด้วยสิทธิในการแสดงความคิดเห็น เว้นแต่เพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน, มาตรา 44 ว่าด้วยสิทธิในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ

“ประมวลกฎหมายอาญา” เช่น มาตรา 112หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์, มาตรา 116 แสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะที่จะทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐในเชิงยุยงปลุกปั่น,มาตรา 215 มั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป แสดงพฤติกรรมที่ทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง, มาตรา 216 เมื่อเจ้าพนักงานสั่งผู้ที่มั่วสุมที่กระทำความผิดตามมาตรา 215 ให้เลิกกระทำแต่ไม่เลิก, มาตรา 385 กระทำการกีดขวางทางสาธารณะจนอาจเป็นอุปสรรคต่อความปลอดภัยหรือ ความสะดวกในการจราจร โดยวาง หรือทอดทิ้งสิ่งของ นอกจากข้างต้นแล้ว ประมวลกฎหมายอาญา ยังมีในส่วนดูหมิ่นเจ้าพนักงาน (มาตรา 136) ดูหมิ่นศาล (มาตรา 198)หมิ่นประมาท (มาตรา 326) หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา (มาตรา 328) ไปจนถึงกฎหมายอื่นๆ เช่น พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ไปจนถึงกฎหมายพิเศษ อย่างในสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ที่มีการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ.โรคติดต่อ ออกประกาศข้อจำกัดต่างๆ

ขณะที่ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือกฎหมาย PDPA แบ่งความรับผิดไว้ 2 ระดับ โดย มาตรา 4 ระบุว่าไม่ใช้บังคับกับหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ หรือสื่อมวลชนที่กระทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ และไม่ผิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ซึ่งสื่อมวลชนในที่นี้หมายถึงสื่อที่เป็นองค์กรวิชาชีพ ไม่ใช่บุคคลทั่วไปที่กระทำการในลักษณะเป็นผู้เผยแพร่สื่อ ส่วนบุคคลทั่วไปนั้น ให้ระวังการกระทำที่เข้าข่ายการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ในทางที่ทำให้ผู้อื่นเกิดความเสียหาย เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย (มาตรา 79) และการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปเปิดเผยแก่ผู้อื่นเพื่อหารายได้ (มาตรา 80)

อนึ่ง ดร.ใยแก้ว ยังฝากเตือนความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 ว่าอยากให้ระมัดระวังการแสดงความคิดเห็นในสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) เพราะเมื่อมีการฟ้องร้องเกิดขึ้น จะมีความผิดทั้งคนโพสต์ แชร์ รวมถึงคนที่ไปร่วมคอมเมนต์ด้วย หากผู้ฟ้องเห็นว่าเข้าข่ายทำให้ตนเองเสียชื่อเสียงและถูกดูหมิ่นเกลียดชัง โดยผู้ที่ต้องการฟ้องสามารถทำได้โดยแคปภาพข้อความที่เป็นปัญหาเก็บไว้เป็นหลักฐาน จากนั้นจะมี 2 ช่องทางในการดำเนินคดี คือ 1.แต่งตั้งทนายฟ้องศาลเอง กับ 2.แจ้งความกับตำรวจ ณ ท้องที่ที่ทราบเรื่อง

“อยากจะบอกว่าถ้าเรารู้สึกว่าที่เราเขียน แล้วคู่กรณีเขามาแล้วเราทำให้เกิดความเกลียดชังหรือเขาเสื่อมเสียจริงๆ ยอมไปเถอะ เราก็อาจจะดีกว่า เพราะอันนี้มันเป็นโทษทางอาญา มันไม่คุ้ม เพราะถ้าสมมุติเราไม่ยอม เราดื้อแพ่งไป เราอาจจะถูกจำคุก ซึ่งประวัติมันก็ไม่ดี อันนี้ก็เลยอยากจะบอกฝากว่าเกลียดใครก็เก็บไว้ในใจหรือมาฝากข้างนอก ก็ไม่ต้องไปโพสต์ในเฟซบุ๊ค คือถ้าโพสต์ในเฟซบุ๊ค ชีวิตเราวันนี้มันอาจจะฆ่าชีวิตเราในอนาคต เรียนมาตั้งเยอะ เราเรียนหนังสือมาตั้งสูง มันอาจจะตกม้าตายเพราะแค่เรื่อง
วันนี้ที่เราโกรธนิดเดียว” ดร.ใยแก้ว กล่าว

ด้าน พิมพ์ประไพ จิตหาญ นักวิจัย สำนักบริหารงานวิจัยและนวัตกรรมพระจอมเกล้าลาดกระบัง (KRiS) เปิดเผยผลสำรวจ “ทัศนคติและพฤติกรรมในการเคลื่อนไหวทางสังคมในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2565” มีกลุ่มตัวอย่าง 2,000 คน แบ่งเป็น 4 ภาค ภาคละ 500 คน ครอบคลุมช่วงวัยตั้งแต่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาไปจนถึงผู้สูงอายุ ซึ่งพบข้อน่าสนใจ อาทิ 1.ยิ่งอายุมากกลับยิ่งไม่ค่อยออกมาร่วมเคลื่อนไหวทางสังคม โดยกลุ่มตัวอย่างวัยมัธยม-มหาวิทยาลัย ตอบว่าเคยร่วมการเคลื่อนไหวทางสังคมมากกว่าไม่เคยเข้าร่วม ซึ่งตรงข้ามกับผู้สูงอายุ

2.ผู้สูงอายุสนใจเคลื่อนไหวทางสังคมบนพื้นที่ออนไลน์ค่อนข้างน้อย แม้กลุ่มตัวอย่างในภาพรวมตอบเลือกการเคลื่อนไหวบนพื้นที่ออนไลน์มาเป็นอันดับ 2 ก็ตาม (อันดับ 1 คือไม่แสดงความคิดเห็น/ไม่ตอบคำถามนี้) อย่างไรก็ตาม ผู้สูงอายุที่เป็นกลุ่มตัวอย่างในการสำรวจครั้งนี้ มองว่าในอนาคตตนเองอาจแสดงออกทางออนไลน์มากขึ้นกว่าปัจจุบันก็เป็นได้ 3.ครอบครัวมีผลกับการเคลื่อนไหวของเด็ก (วัยมัธยม) และผู้สูงอายุ ในขณะที่วัยทำงานมีแนวโน้มเคลื่อนไหวโดยไม่ได้รับอิทธิพลจากคนรอบข้าง ซึ่งก็เข้าใจได้เพราะเด็กวัยมัธยมและผู้สูงอายุเป็นวัยพึ่งพิง

“ปัจจัยด้านคุณภาพชีวิตเป็นสิ่งที่ทุกระดับพูดเหมือนกันหมดมาว่าเขาสนใจติดตามเรื่องนี้ ตรงนี้เราอาจจะต้องประเมินกันว่าทุกวันนี้ระดับคุณภาพชีวิตของเราเป็นอย่างไร เราสนใจกันมากกว่าปัจจัยทางการเมืองด้วยซ้ำ เศรษฐกิจเป็นปัจจัยที่รองลงมาที่ทำให้คนสนใจเรื่องของ Social Movement แต่ว่าก็มีสิ่งที่เรียกว่าน่าสนใจ สำหรับสิ่งที่ต้องพิจารณาว่าเรื่องของสิทธิและเสรีภาพ เยาวชนสนใจมากแต่พอมาดูฝั่งผู้สูงอายุสนใจน้อยมากรวมถึงขั้นไม่สนใจเลย เพราะฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจว่าจะมีกระแสการขัดแย้งระหว่าง 2 ช่วงอายุนี้อยู่ตลอดเวลา” พิมพ์ประไพ ระบุ

เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์! ‘พล.ต.อ.วิระชัย’บวชทดแทนคุณพ่อแม่ ได้ฉายา’เมตตาธีโร’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/683931

เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์! 'พล.ต.อ.วิระชัย'บวชทดแทนคุณพ่อแม่ ได้ฉายา'เมตตาธีโร'

เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์! ‘พล.ต.อ.วิระชัย’บวชทดแทนคุณพ่อแม่ ได้ฉายา’เมตตาธีโร’

วันอาทิตย์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 18.47 น.

เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์! “พล.ต.อ.วิระชัย”บวชหลังเกษียณ ทดแทนคุณพ่อแม่ ได้ฉายา”เมตตาธีโร”

เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 2 ตุลาคม 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.ดร.วิระชัย ทรงเมตตา อดีตรอง ผบ.ตร.หลังเกษียนราชการ 2 วัน ได้เข้าอุปสมบทอย่างเรียบง่าย ณ พระอุโบสถวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร หรือวัดโพธิ์ ท่าเตียน ได้ ฉายาทางธรรมว่า “เมตตาธีโร” (ผู้มีเมตตาธรรม) โดยมี เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรรมการมหาเถรสมาคม เป็นพระอุปัชฌาย์ ซึ่งบรรยากาศภายในงานก็มีเพื่อนๆ และคนสนิท คนในครอบครัวได้เดินทางมาร่วมอนุโมทนาบุญใดครั้งนี้เป็นจำนวนมาก

หลังจากอุปสมบทเสร็จ หลวงพี่วิระชัย ได้กล่าวว่า “การบวชในครั้งนี้มีความประสงค์และตั้งใจจริงที่จะเข้าอุปสมบทเพื่อทดแทนบุญคุณบิดามารดา และครูบาอาจารย์ รวมถึงผู้มีพระคุณต่อผมทุกท่าน ก็จะบวชไปเลื่อยๆ ก่อน ยังไม่มีกำหนดสึก และในโอกาสนี้ขออโหสิกรรมต่อทุกท่าน ด้วยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่ข้าพเจ้าเคยประมาทพลาดพลั้งล่วงเกินต่อท่านใด ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม ขอทุกท่านโปรดจงอโหสิกรรมแก่ข้าพเจ้า และขอให้ทุกท่าน จงร่วมกันอนุโมทนาบุญกับการบวชในครั้งนี้ของข้าพเจ้าด้วยเถิด”

– 006

‘ม.เกริก’จัดเวทีเสวนานักวิชาการรุ่นเยาว์ด้านการศึกษาภาษาจีนนานาชาติในประเทศไทย ครั้งที่ 1

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/683893

'ม.เกริก'จัดเวทีเสวนานักวิชาการรุ่นเยาว์ด้านการศึกษาภาษาจีนนานาชาติในประเทศไทย ครั้งที่ 1

‘ม.เกริก’จัดเวทีเสวนานักวิชาการรุ่นเยาว์ด้านการศึกษาภาษาจีนนานาชาติในประเทศไทย ครั้งที่ 1

วันอาทิตย์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 16.37 น.

ม.เกริก จัดเวทีเสวนานักวิชาการรุ่นเยาว์ด้านการศึกษาภาษาจีนนานาชาติในประเทศไทย ครั้งที่ 1 ประจำปี 256

(วันที่ 30 กันยายน 2565) ดร.พัชรินรุจา จันทโรนานนท์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรม ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดงานในการจัดเวทีเสวนานักวิชาการรุ่นเยาว์ด้านการศึกษาภาษาจีนนานาชาติในประเทศไทย ครั้งที่ 1 ประจำปี 2565 ภายใต้หัวข้อ “อนาคตของการศึกษาภาษาจีนนานาชาติในอาเซียน” โดยมี ศ.ดร.นพ.กระแส  ชนะวงศ์  อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกริก ให้เกียรติกล่าวต้อนรับ พร้อมทั้ง รศ.สุพัฒน์ ธีรเวชเจริญชัย รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ พร้อมคณะผู้บริหารและคณาจารย์ร่วมให้การต้อนรับ ณ ศูนย์ประชุมวิชาการนานาชาติมหาวิทยาลัยเกริก ศูนย์วิจัยการศึกษานานาชาติจีน-อาเซียน มหาวิทยาลัยเกริก โดยเวทีเสนาครั้งนี้จัดในรูปแบบออนไซต์และออนไลน์ ณ ศูนย์ประชุมวิชาการนานาชาติมหาวิทยาลัยเกริก

ดร.พัชรินรุจา จันทโรนานนท์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรม ได้ร่วมแสดงความยินดี พร้อมทั้งกล่าวว่า สึกยินดีความยินดีในความสำเร็จของ ศูนย์วิจัยการศึกษานานาชาติจีน-อาเซียนมหาวิทยาลัยเกริก รวมถึงการจัดเวทีเสวนาในครั้งนี้ เพราะที่จริงแล้วการศึกษาภาษาจีนนานาชาติเป็นที่สนใจของภาครัฐและภาคสังคม ทั้งของประเทศไทยและในประเทศกลุ่มอาเซียนอยู่แล้ว รัฐบาลเองก็ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการศึกษาภาษาจีนและการผลิตผู้มีความสามารถด้านภาษาจีนในประเทศไทย จึงได้กำหนดนโยบายและมาตรการต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการศึกษาภาษาจีนในประเทศไทย นับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งเป็นทั้งวิกฤติและโอกาสที่เป็นความท้าทายใหม่ ๆ ให้ได้เผชิญ โดยเฉพาะในด้านครูผู้สอน

ตรงนี้จะเห็นได้ว่า มหาวิทยาลัยเกริก มีความพร้อมและมีข้อได้เปรียบด้านทรัพยากรด้านการศึกษาภาษาจีนเป็นอย่างมาก เพราะมีต้นทุนบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะทาง เพื่อการถ่ายทอด ฝึกอบรม จนสามารถผลิตบุคลากรให้มีความสามารถได้เป็นอย่างดี รวมถึงการจัดเวทีเสวนาในครั้งนี้ก็นับว่าเป็นประโยชน์อย่างมากในการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวิชาการและการฝึกอบรมเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรด้านภาษาจีนในประเทศไทยให้มีคุณภาพยิ่งๆขึ้นไป อีกทั้งจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมเป็นอย่างมาก ในการการเสริมสร้างประสบการณ์ให้กับเยาวชน และสามารถต่อยอด หรือ อัพเดตความรู้ให้เยาวชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ  และเชื่อว่าการศึกษาภาษาจีนในประเทศไทยจะเดินหน้าพัฒนาไปข้างหน้าต่อไปได้อีกอย่างแน่นอน

ศ.ดร.นพ.กระแส ชนะวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกริก กล่าวว่า เวทีเสวนานักวิชาการรุ่นเยาว์ฯ ครั้งนี้ ภายใต้หัวข้อ “อนาคตของการศึกษาภาษาจีนนานาชาติในอาเซียน” นอกจากวิทยาลัยนานาชาติภาษาและวัฒนธรรมจีน มหาวิทยาลัยเกริก (มหาวิทยาลัยเกริกและมหาวิทยาลัยภาษาและวัฒนธรรมปักกิ่งร่วมกันก่อตั้ง)ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มการจัดงานแล้วยังได้รับความความร่วมมือจากหลายองค์กร หลายสถาบัน ได้แก่ มหาวิทยาลัยเซี่ยเหมิน มหาวิทยาลัยครุศาสตร์แห่งภาคตะวันออก มหาวิทยาลัยครุศาสตร์เสิ่นหยาง สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยภาษาและวัฒนธรรมปักกิ่ง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยราชภัฏนครพนม และสถาบันขงจื่อแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ซึ่งทางมหาวิทยาลัยเกริกได้เล็งเห็นความสำคัญของการศึกษาภาษาจีน ไม่ว่าจะด้านการพัฒนาหลักสูตร การอบรมผู้มีความรู้ความสามารถ ตลอดจนการแลกเปลี่ยนทางการศึกษาระหว่างไทย-จีน มั่นใจอย่างมากว่าเวทีเสวนานี้จะสามารถส่งเสริมการพัฒนาการศึกษาภาษาจีนในประเทศไทย รวมไปถึงความร่วมมือระหว่างไทย-จีนในด้านการศึกษาและการพัฒนาบุคลากรเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกำลังในการพัฒนาประเทศในอนาคตได้อย่างแน่นอน

ด้าน ดร.หลัว หย่ง คณบดีวิทยาลัยนานาชาติภาษาและวัฒนธรรมจีน มหาวิทยาลัยเกริก กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอขอบคุณนักวิชาการตลอดจนแขกผู้เกียรติที่มาร่วมงาน ทำให้เวทีเสวนาในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี โดยเวทีเสวนาครั้งนี้แม้จัดเป็นครั้งแรก แต่ก็ได้รับความร่วมมือจากการนักวิชาในการนำเสนอบทความจากสถาบันอุดมศึกษาทั่วโลก รวม 38แห่ง และ นักวิชาการจำนวนถึง 85 ท่าน อาทิ จากประเทศจีน สิงคโปร์ เวียดนาม แอลจีเรีย ฯลฯ ตลอดจนผู้เข้าร่วมงานเวทีเสวนาในรูปแบบออนไลน์ 400 กว่าคน โดยบทความนำเสนอที่ดีเยี่ยมจะได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือรวมบทความ นับเป็นเวทีเริ่มต้นเพื่อให้นักวิชาการรุ่นเยาว์ด้านการศึกษาภาษาจีนนานาชาติได้มาแลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกัน และต่อจากนี้จะมีการจัดขึ้นในทุกๆปี ปีละครั้ง ว่าจะมีความร่วมมือกันในการสนับสนุนการศึกษาภาษาจีนนานาชาติในประเทศไทย

คุณคิดอย่างไร!เปิดมุมมอง ปชช. ‘เห็นด้วย’หรือไม่ ‘กยศ.’ไม่มีดอกเบี้ย-ยกเลิกหนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/683823

คุณคิดอย่างไร!เปิดมุมมอง ปชช. ‘เห็นด้วย’หรือไม่ ‘กยศ.’ไม่มีดอกเบี้ย-ยกเลิกหนี้

คุณคิดอย่างไร!เปิดมุมมอง ปชช. ‘เห็นด้วย’หรือไม่ ‘กยศ.’ไม่มีดอกเบี้ย-ยกเลิกหนี้

วันอาทิตย์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 07.15 น.

‘นิด้าโพล’ เปิดมุมมองประชาชน ‘เห็นด้วย-ไม่เห็นด้วย’ กยศ.‘ไม่มีดอกเบี้ย ไม่มีเบี้ยปรับ ยกเลิกหนี้’

2 ตุลาคม 2565 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “หนี้ กยศ. ไม่มีดอกเบี้ย ไม่มีเบี้ยปรับ หรือ ยกเลิกหนี้” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 26-29 กันยายน 2565 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,312 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับหนี้ กยศ. ไม่มีดอกเบี้ย ไม่มีเบี้ยปรับ หรือยกเลิกหนี้ การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่าง ด้วยวิธีแบบง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อมติของสภาผู้แทนราษฎร ในการยกเลิกเก็บดอกเบี้ยผู้กู้ยืมเงินจากกองทุนเงิน ให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 55.18 ระบุว่า เห็นด้วยมาก เพราะ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ที่กู้ยืมเงินจาก กยศ. เป็นการช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้น้อย ขณะที่บางส่วนระบุว่า เป็นการช่วยลดภาระสำหรับผู้ที่ตกงานหรือว่างงาน รองลงมา ร้อยละ 18.22 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย เพราะ เป็นการให้โอกาสกับผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ให้สามารถเข้าถึงการศึกษา และการกู้ยืมเงินจาก กยศ. ไม่ควรมีการเก็บดอกเบี้ย

ร้อยละ 17.61 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย เพราะ เป็นการทำให้เด็กรุ่นใหม่ขาดวินัยทางการเงิน ขาดความรับผิดชอบ และไม่เป็นธรรมสำหรับผู้ที่ได้ชำระหนี้หมดแล้ว ขณะที่บางส่วนระบุว่า การยกเลิกเก็บดอกเบี้ยอาจทำให้ กยศ. ขาดสภาพคล่องทางการเงิน และร้อยละ 8.99 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะ เป็นการเอาเปรียบผู้ที่จ่ายเงินพร้อมดอกเบี้ยครบแล้ว และผู้กู้ยืมเงินต้องมีความรับผิดชอบกับหนี้ที่ตนเองก่อขึ้น

ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อมติของสภาผู้แทนราษฎร ในการยกเลิกการคิดเบี้ยปรับผิดนัดชำระหนี้ของผู้กู้ยืมเงินจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 42.76 ระบุว่า เห็นด้วยมาก เพราะ เป็นการช่วยลดภาระด้านค่าใช้จ่ายให้กับผู้ที่กู้ยืมเงิน จาก กยศ. เป็นการช่วยเหลือผู้กู้ยืมเงินที่กำลังว่างงาน หรือมีรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย รองลงมา ร้อยละ 23.32 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย เพราะ ควรทำตามเงื่อนไขที่ได้ระบุไว้ในสัญญา ทำให้ผู้กู้ยืมเงินขาดวินัยในการชำระหนี้

ร้อยละ 19.06 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย เพราะ เป็นการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่หมุนเงินไม่ทัน ขณะที่บางส่วนระบุว่า การคิดดอกเบี้ยปรับผิดนัดชำระหนี้เป็นการซ้ำเติมผู้กู้ที่มีรายได้น้อย , ร้อยละ 14.48 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะ ผู้กู้ยืมเงินควรมีความรับผิดชอบ ควรปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ระบุไว้สัญญาการกู้ยืมเงิน ขณะที่บางส่วนระบุว่า ไม่เป็นธรรมกับผู้กู้ยืมเงินที่ชำระหนี้ตรงตามกำหนด และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ส่วนความคิดเห็นของประชาชนต่อข้อเรียกร้องให้ล้างหนี้ (ยกเลิกหนี้) ของผู้กู้ยืมเงินจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 59.91 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย เพราะ เป็นการส่งเสริมให้ประชาชนขาดความรับผิดชอบ อาจทำให้เกิดปัญหาและความวุ่นวาย เช่น ผู้กู้ยืมเงินที่ชำระหนี้ครบแล้วจะได้รับเงินคืนหรือไม่ รองลงมา ร้อยละ 16.62 ระบุว่า เห็นด้วยมาก เพราะ ต้องการให้การศึกษาเป็นสิ่งที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เป็นการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้ผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ขณะที่บางส่วนระบุว่า เศรษฐกิจ ไม่ดีถึงไม่ยกเลิกหนี้ให้ก็ไม่สามารถชำระหนี้ได้อยู่ดี

ร้อยละ 14.48 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะ ในช่วงที่ผ่านมา กยศ. มีการออกมาตรการ ต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือผู้กู้ยืมเงินอย่างต่อเนื่อง เช่น การลดดอกเบี้ยเงินกู้ยืม การลดเบี้ยปรับ เป็นต้น ขณะที่บางส่วนระบุว่า ผู้กู้ยืมเงิน ควรทำตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ , ร้อยละ 8.08 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย เพราะ เป็นการช่วยเหลือด้านการศึกษา และเป็นการช่วยเหลือผู้กู้ยืมเงิน ที่มีรายได้น้อย และร้อยละ 0.91 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

สำหรับประโยชน์ของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ต่อการให้โอกาสทางการศึกษากับผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 84.53 ระบุว่า มีประโยชน์มาก รองลงมา ร้อยละ 13.72 ระบุว่า ค่อนข้างมีประโยชน์ , ร้อยละ 0.76 ระบุว่า ไม่ค่อยมีประโยชน์ , ร้อยละ 0.69 ระบุว่า ไม่มีประโยชน์เลย และร้อยละ 0.30 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความเกี่ยวข้องกับกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ของประชาชน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 61.28 ระบุว่า ไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับ กยศ. รองลงมา ร้อยละ 21.95 ระบุว่า มีลูก/หลานในการปกครอง ที่เป็นผู้กู้ยืมเงินจาก กยศ. , ร้อยละ 9.83 ระบุว่า เป็นผู้กู้ยืมเงินจาก กยศ. ที่ยังชำระคืนไม่หมด , ร้อยละ 4.88 ระบุว่า เป็นผู้กู้ยืมเงินจาก กยศ. ที่ชำระคืนหมดแล้ว , ร้อยละ 1.75 ระบุว่า เป็นผู้กู้ยืมเงินจาก กยศ. ที่กำลังศึกษาอยู่ , ร้อยละ 0.23 ระบุว่า เป็นผู้กู้ยืมเงินจาก กยศ. ที่อยู่ระหว่างการเจรจาแก้หนี้ และร้อยละ 0.08 ระบุว่า เป็นผู้กู้ยืมเงิน จาก กยศ. ที่อยู่ระหว่างการถูกฟ้องร้องจาก กยศ.