อว.เดินหน้าลดก๊าซเรือนกระจก นำร่อง‘สระบุรีแซนด์บ็อกซ์-แม่เมาะโมเดล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/683638

อว.เดินหน้าลดก๊าซเรือนกระจก นำร่อง‘สระบุรีแซนด์บ็อกซ์-แม่เมาะโมเดล’

อว.เดินหน้าลดก๊าซเรือนกระจก นำร่อง‘สระบุรีแซนด์บ็อกซ์-แม่เมาะโมเดล’

วันศุกร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2565, 18.50 น.

อว.เดินหน้าลดก๊าซเรือนกระจก นำร่อง‘สระบุรีแซนด์บ็อกซ์-แม่เมาะโมเดล’

30 กันยายน 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 28 กันยายน ที่ผ่านมา สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) จัดประชุมคณะกรรมการอํานวยการ สอวช. ครั้งที่ 5/2565 ณ ห้องประชุมชั้น 4 อาคารพระจอมเกล้า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และผ่านระบบออนไลน์ โดยมี ศาสตราจารยพิเศษ ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานการประชุม

การประชุมครั้งนี้ ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สอวช. ได้นำเสนอ กลไกเชิงยุทธศาสตร์ อววน. เพื่อบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Greenhouse Gas Net Zero) รวมถึงการขับเคลื่อนนวัตกรรมและกําลังคนเพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ และกรอบทิศทางการดำเนินงาน 5 ปี ของ สอวช.

สำหรับกลไกเชิงยุทธศาสตร์ อววน. เพื่อบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน และก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ตามที่ประเทศไทยโดยนายกรัฐมนตรี ได้ร่วมกล่าวถ้อยแถลงเพื่อแสดงเจตนารมณ์ว่า ประเทศไทยจะยกระดับการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศอย่างเต็มที่และด้วยทุกวิถีทาง เพื่อให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี 2050 และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2065 สอวช. ได้วางแนวทางข้อริเริ่มในการทำงานเชิงพื้นที่ร่วมกับภาคอุตสาหกรรม ได้แก่ พื้นที่จังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นแหล่งอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยทำเป็นสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ ร่วมกับภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร และชุมชน ให้เป็นจังหวัดต้นแบบที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ และพื้นที่เขตอำเภอแม่เมาะ เป็นแม่เมาะโมเดล สร้างระบบเมืองน่าอยู่เชิงนิเวศน์ เพื่อลดปัญหาหมอกควันไฟป่า และสนับสนุนการทำงานของวิสาหกิจชุมชน

ดร.เอนก กล่าวว่า โครงการดังกล่าวจะช่วยเสริมให้เห็นภาพการดำเนินงานที่เกี่ยวโยงกับบีซีจีโมเดลได้ชัดเจนและสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ประเทศไทยจะต้องมียุทธศาสตร์ของเราเองให้มากขึ้น ต้องมองหาแนวทางอะไรที่เป็นแผนเร่งรัด (Quick Win) เป็นหมัดหนักๆ ที่จะทะลุทะลวงไปสู่เป้าหมายได้ โดยมองถึงแนวทางการจัดตั้งมหาวิทยาลัยของบริษัทหรือองค์กร (Corporate University) ที่เน้นทำในเรื่องเศรษฐกิจหมนุเวียนและเศรษฐกิจสีเขียว หาแนวทางความร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อเสริมพลังในการขับเคลื่อน อีกทั้งยังต้องวิเคราะห์ถึงแนวทางการทำงานร่วมกับเครือข่ายในต่างประเทศ ควรต้องร่วมมือกับประเทศใด ไม่ว่าจะเป็นประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย ในเอเชียอย่าง ญี่ปุ่น เกาหลี จีน หรือประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว พม่า กัมพูชา ต้องคำนึงถึงโอกาสในการทำงานร่วมกันกับประเทศเหล่านี้เพื่อให้เกิดเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ขึ้นในการดำเนินงาน

ดร.เอนก ยังได้กล่าวเสริมว่า สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และ สอวช. เป็นสองหน่วยงานหลักที่มีทั้งความรู้ ประสบการณ์ เครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ และงบประมาณ ต้องทำงานเคียงคู่กันไปและเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับรัฐมนตรี เพื่อให้งานเดินหน้าได้เร็วขึ้น และยังให้ข้อเสนอให้มหาวิทยาลัยจัดตั้งเป็นกลุ่มเครือข่าย (Consortium) ในเรื่องความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือในด้านบีซีจี โดยทำงานร่วมกับ สกสว. หรือหน่วยบริหารและจัดการทุน (PMUs) ที่จะมีบทบาทเข้ามาช่วยกำหนดทิศทางการทำงาน หรือสรรหาคนมาทำงานร่วมกัน ซึ่งมหาวิทยาลัยอาจปรับรูปแบบให้มีการสอนน้อยลง แต่เพิ่มการทำวิจัยที่มีเป้าหมายชัดเจนลงไปมากขึ้น รวมถึงการมองแนวทางดึงนักศึกษาจากประเทศกัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม (CLMV) เข้ามาศึกษาในประเทศไทย มีกลไกต่างๆ เข้ามารองรับ และดึงภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องโดยตรงเข้ามาด้วย

นอกจากนี้ สอวช. ยังได้นำเสนอการขับเคลื่อนนวัตกรรมและกําลังคนเพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ โดยระบุว่า หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) และ สอวช. ได้มุ่งสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ และวางแผนเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมและกำลังคนในการรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ในรูปแบบของการตอบโจทย์ความต้องการจริง (demand-driven) ในด้านที่มีศักยภาพ ประกอบด้วย ภาพยนตร์และวิดีทัศน์ ผ้าไทยและการออกแบบ แฟชั่น และการอนุรักษ์และขับเคลื่อน เทศกาล ประเพณีสู่ระดับโลก ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่านี้มีโอกาสในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยแต่ยังขาดกำลังคน นวัตกรรม และระบบนิเวศเพื่อยกระดับอุตสาหกรรม

“โลกปัจจุบัน ทุกคนสามารถเป็นสื่อมวลชน สามารถนำเสนอ แสดงความคิดเห็นได้อย่างกว้างขวาง อาจขาดการกลั่นกรอง ทำให้สารที่ส่งออกไปมีความหลากหลาย ถ้าเป็นการสื่อสารที่ดีก็จะพาสังคมไปสู่สังคมที่ดี แต่ถ้าไม่ดีก็จะนำไปสู่สังคมที่อ่อนแอลง สอวช. จึงควรจะจัดเวทีพูดคุยกันในแวดวงผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการผลิตสื่อสร้างสรรค์ขึ้นมา เราจำเป็นต้องทำเป็นเชิงก้าวหน้าเพราะสังคมเปลี่ยนไปเร็วมาก ต้องทำให้เกิดเป็นสังคมสร้างสรรค์ให้ได้ ภายใน 3 ปี ผ่านทางการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยมี บพค. คอยให้คำแนะนำ และให้มหาวิทยาลัยเป็นผู้ริเริ่มทำ เพื่อให้เกิดเป็นแนวทางสร้างจิตใจที่ดี (Good Mind), ชุมชนที่ดี (Good Community) และสังคมที่ดี (Good Society)” ดร.เอนก กล่าว

ดร.กิติพงค์ ยังได้นำเสนอ กรอบทิศทางการดำเนินงาน 5 ปี ของ สอวช. โดยระบุว่า สอวช. มุ่งให้เกิดการใช้ประโยชน์จากการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) มาเสริมและเร่งให้ไทยเปลี่ยนผ่านไปสู่ประเทศพัฒนาแล้วได้สำเร็จ โดยได้กำหนดกรอบแนวทางการดำเนินงาน ที่จะขับเคลื่อนภายในปี 2570 ในมิติที่สำคัญ 5 เรื่อง ได้แก่ 1. การผลักดันให้ประเทศหลุดจากกับดักรายได้ปานกลาง ผ่านการสร้างผู้ประกอบการฐาน นวัตกรรม 1,000 ล้านบาทให้ได้1,000 บริษัท โดยใช้องค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อปลดล็อค ศักยภาพความเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรมของคนในพื้นที่ ควบคู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและ อุตสาหกรรม 2. การขยับสถานะทางสังคมของคนในกลุ่มฐานราก (Social Mobility) 1 ล้านคน ผ่านการใช้กลไก อววน. ช่วยยกระดับรายได้ให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พัฒนาผู้ประกอบการฐานราก สร้างหลักประกันโอกาส การเข้าถึงการศึกษาสร้างและยกระดับผู้ประกอบการชุมชน และเกษตรอัจฉริยะ ในห่วงโซ่อุปทาน 3. การมีฐานกำลังคนสมรรถนะสูงเพียงพอรองรับการพัฒนาในอนาคต 20,000 คน/ปี เพื่อดึงดูด และรักษาการลงทุนในประเทศ และพัฒนาการเรียนรู้สำหรับคนทุกช่วงวัย (Lifelong Learning) ตอบโจทย์ โลกอนาคตและตรงตามความต้องการของอุตสาหกรรม (Industrial need) 4. การพัฒนาที่ยั่งยืน เร่งสร้างนวัตกรรมเพื่อการปล่อยก๊าฐเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ผ่านรูปแบบของกลุ่มเครือข่ายด้านอุตสาหกรรมและการศึกษา (Industrial and Academic Consortium) รวมถึงการพัฒนาแผนที่นำทางการสร้างนวัตกรรมที่ช่วยลดการ ปล่อยคาร์บอนที่ดีที่สุดมาใช้ในประเทศไทย (Innovation Roadmap for Decarbonization) ปี 2570 เพื่อให้ บริษัทส่งออกร้อยละ 50 มีแผนบรรลุคาร์บอนสุทธิศูนย์ภายใน ค.ศ. 2065 และ 5. การปฏิรูประบบ อววน. ที่เน้นการปรับปรุงเชิงโครงสร้าง องค์กร ระบบงบประมาณภาครัฐ ระบบข้อมูล และการวิเคราะห์และประเมินผลนโยบาย อววน. เพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพการบริหารจัดการ

-005

‘มฟล.’ เปิดนิทรรศการยุคมนุษย์สมัย พลิกพื้นคืนสมดุลปั้นศิลปินรุ่นใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/683618

'มฟล.' เปิดนิทรรศการยุคมนุษย์สมัย พลิกพื้นคืนสมดุลปั้นศิลปินรุ่นใหม่

‘มฟล.’ เปิดนิทรรศการยุคมนุษย์สมัย พลิกพื้นคืนสมดุลปั้นศิลปินรุ่นใหม่

วันศุกร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2565, 18.16 น.

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) เปิดนิทรรศการยุคมนุษย์สมัย พลิกพื้นคืนสมดุลปั้นศิลปินรุ่นใหม่

วันที่ 30 ก.ย.65 ที่พิพิธภัณฑ์อารยธรรมลุ่มน้ำโขง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงจังหวัดเชียงราย นายภาสกร บุญลักษม์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วย รศ.ดร.ชยาพร วัฒนศิริอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ดร.กมล ทัศนาญวลี ศิลปินแห่งชาติ และนางสาวสุวิมล วิมลกาญจนาผู้อำนวยการศูนย์หอศิลป์ สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ร่วมงานนิทรรศการ Re-Anthropocene ยุคมนุษย์สมัย พลิกฟื้น คืนสมดุล ซึ่งทางสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรงวัฒนธรรมร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงจัดให้มีขึ้น เพื่อพัฒนาศักยภาพศิลปินรุ่นใหม่ประจำปี 2565 โดยมีศิลปินที่มีชื่อเสียงของ จ.เชียงราย และศิลปินรุ่นใหม่เข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

โดย รศ.ดร.ชยาพร กล่าวว่า ภายในนิทรรศการ Re-Anthropocene ยุคมนุษย์สมัย พลิกฟื้น คืนสมดุล ได้มีการรวบรวมเอาศิลปะของศิลปินรุ่นใหม่จากทั่วประเทศ ซึ่งได้ส่งผลงานเข้าประกวด โดยตัดให้เหลือผู้ผ่านเข้ารอบจำนวน 35 คน ซึ่งที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) มีการจัดค่ายศิลปะด้านดนตรีการแสดงและวัฒนธรรมพื้นบ้านมาโดยตลอด ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้จัดค่ายเพื่อพัฒนาศิลปินรุ่นใหม่ทางด้านทัศนศิลป์ โดยมีศิลปินแห่งชาติจำนวน 3 ท่าน ได้มาร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และปรเมินคุณค่าผลงาน มีการผลงานด้านศิลปะมาจัดแสดง ของผู้ผ่านเข้ารอบทั้งหมด ตลอดจนผลงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศรองอันอันที่ 1 อับอันดับที่ 2 และรางวัลชมเชยด้วย โดยผู้ที่สนใจจะสามารถเข้าเยี่ยมชมได้ไปจนถึงวันที่ 8 ตุลาคม 2565

ด้านนายภาสกร กล่าวว่า โครงการออกค่ายและนิทรรศการครั้งนี้ถือเป็นโครงการที่ดี เพราะเชียงรายขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองศิลปะ ซึ่งมีศิลปินอยู่ในจังหวัดถึงกว่า 300 คน และมีศิลปินแห่งชาติถึง 2 คนคืออาจารย์ถวัลย์ ดัชนี และอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ โครงการที่จัดขึ้นนอกจากจะเป็นพัฒนาศิลปินรุ่นใหม่ให้มีฝีมือก้าวหน้าและมีเวทีแสดงออกผลงานด้านศิลปะแล้ว ยังเป็นกิจกรรมที่จะรองรับและการเตรียมความพร้อมเข้าสู่งาน“การแสดงศิลปกรรมร่วมสมัยนานาชาติ Thailand Biennale, Chiang Rai 2023 ซึ่งจังหวัดเชียงรายจะเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นในปี 2566 ที่จะถึงนี้อีกด้วย

ด้านนางสาวอรัญญา ยอดศรี นักศึกษามหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตสงขลา เจ้าของผลงานศิลปะชื่อร่องรอยเท้าพ่อ เทคนิคเย็บปักบนกระสอบป่าน หนึ่งในศิลปินรุ่นใหม่ที่เข้าร่วมโครงการฯและผลงานได้รางวัลชนะเลิศ กล่าวว่าตนเพิ่งเคยเข้าร่วมกิจกรรมค่ายศิลปินลักษณะนี้เป็นครั้งแรก โดยตนเป็นหลานเกษตรกร เห็นพ่อทำงานด้านเกษตรกรรมาด้วยความลำบาก จึงอยากถ่ายทอดความลำบากนั้นออกมาผ่านผลงานด้านศิลปะ จึงใช้ชื่อผลงานว่าร่องรอยเท่าพ่อ โดยนำกระสอบป่านมาเป็นงานศิลปะ สะท้อนรอยเท้าออกมาเป็นรอยหยักซึ่งแสดงให้เห็นถึงความลำบาก ซึ่งตนรูธ้สึกดีใจที่ได้เข้าร่วมโครงการเพระาเป็นโครงการที่ดีที่จะมีโอกาสพัฒนาฝีมือศิลปินรุ่นใหม่ให้เติบโตในวงการได้ ซึ่งอยากให้กิจกรรมและเวทีลักษณะต่อเนื่องและหลากหลายเพื่อศิลปินรุ่นใหม่จะได้มีการโอกาสเข้าถึงและแสดงผลงานด้านศิลปะของตนเอง – 003 

‘ปลัดศธ.’ประสานศึกษาธิการจังหวัด เปิดโรงเรียนให้ชาวบ้านพักชั่วคราวช่วงน้ำท่วม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/683509

'ปลัดศธ.'ประสานศึกษาธิการจังหวัด เปิดโรงเรียนให้ชาวบ้านพักชั่วคราวช่วงน้ำท่วม

‘ปลัดศธ.’ประสานศึกษาธิการจังหวัด เปิดโรงเรียนให้ชาวบ้านพักชั่วคราวช่วงน้ำท่วม

วันศุกร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2565, 14.25 น.

“ปลัดศธ.” ประสาน ศธจ.-โรงเรียน เปิดโรงเรียนให้ชาวบ้านเข้าพักอาศัยชั่วคราวบรรเทาความเดือดร้อน

30 กันยายน 2565 นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ตนได้สื่อสารไปยังศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ที่พายุดีเปรสชั่นโนรูเคลื่อนผ่านและได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขังในบางพื้นที่ เนื่องจากน้ำมาแรงและเร็วมาก ดังนั้น ในช่วงเวลาที่ชาวบ้านได้รับความยากลำบาก เพราะน้ำท่วมสูงมากไม่มีที่อยู่อาศัย จะเห็นได้ว่าเวลาน้ำท่วมบางพื้นที่จะมีชาวบ้านต้องอพยพไปอาศัยอยู่บนถนน จึงขอให้โรงเรียนที่นักเรียนสอบเสร็จแล้วและโรงเรียนพอมีที่ว่างเพียงพอขอให้เปิดพื้นที่โรงเรียนให้ชาวบ้านได้เข้าไปพักอาศัยเป็นการชั่วคราวเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านที่อยู่ไกล้เคียง คาดว่า ไม่เกินวันที่ 5 ต.ค.นี้ น้ำก็จะลดและกลับเข้าสู่สภาพปกติ ชาวบ้านก็จะกลับบ้านพักของตนเอง  -009

‘โนรู’ฟาด 374 โรงเรียน กระทบนักเรียน-บุคลากร 8,090 คน สพฐ.เตือนเฝ้าระวัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/683317

‘โนรู’ฟาด 374 โรงเรียน กระทบนักเรียน-บุคลากร 8,090 คน สพฐ.เตือนเฝ้าระวัง

‘โนรู’ฟาด 374 โรงเรียน กระทบนักเรียน-บุคลากร 8,090 คน สพฐ.เตือนเฝ้าระวัง

วันพฤหัสบดี ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2565, 16.55 น.

‘โนรู’ฟาด 374 โรงเรียน กระทบนักเรียน-บุคลากร 8,090 คน สพฐ.เตือนเฝ้าระวัง

29 กันยายน 2565 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ส่งหนังสือแจ้งเตือนสถานการณ์พายุ “โนรู” ถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศ สืบเนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยา ได้รายงานและแจ้งเตือนสถานการณ์สาธารณภัยในหลายพื้นที่ อาจสร้างความเสียหายต่อสถานศึกษา และเป็นอันตรายต่อนักเรียน ครู และบุคลากรในสังกัด

ทั้งนี้ สพฐ. มีความห่วงใยในสถานการณ์ดังกล่าว จึงขอให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำชับสถานศึกษาในสังกัด เฝ้าระวังและปฏิบัติตามคู่มือการดำเนินงานความปลอดภัยสถานศึกษาและแนวทางปฏิบัติ และมาตรการรักษาความปลอดภัยของสถานศึกษา ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2556 เพื่อความปลอดภัยของนักเรียน ครู และบุคลากร และป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินทางราชการ หากมีสถานศึกษาในสังกัดได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติดังกล่าว ให้ สพท. รายงานความเสียหายตามแบบรายงานสรุปข้อมูลความเสียหายที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย วาตภัย ดินถล่ม ให้เป็นปัจจุบันและทันต่อเหตุการณ์อยู่เสมอ

“สำหรับสถานการณ์ล่าสุดของสถานศึกษาและนักเรียนในสังกัด สพฐ. ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ข้อมูลล่าสุดวันนี้ (29 ก.ย.65) พบว่า มีจำนวน 120 เขตพื้นที่การศึกษา และ 374 โรงเรียน แบ่งเป็น สพป. 88 เขต จำนวน 285 โรงเรียน และ สพม. 32 เขต จำนวน 89 โรงเรียน รวมนักเรียน ครู และบุคลากร ที่ได้รับผลกระทบ ทั้งหมด 8,090 คน ในจำนวนนี้มีโรงเรียนที่ไม่สามารถเปิดเรียนได้ตามปกติ 4 โรงเรียน เป็นโรงเรียนในสังกัด สพป. 3 โรงเรียน และ สพม. 1 โรงเรียน” นายอัมพร กล่าว

จุฬาฯ ร่วม เอกชน เปิดหลักสูตรใหม่ เร่งผลิตนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/683052

จุฬาฯ ร่วม เอกชน เปิดหลักสูตรใหม่ เร่งผลิตนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล

จุฬาฯ ร่วม เอกชน เปิดหลักสูตรใหม่ เร่งผลิตนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล

วันพฤหัสบดี ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย xLab Digital บริษัทในกลุ่ม บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์จำกัด (มหาชน) และ iBOTNOI ร่วมมือผลิตหลักสูตร “The Data Master” หลักสูตรการเรียนการสอนที่เร่งผลิตและพัฒนานักวิทยาศาสตร์ข้อมูล หลักสูตรที่จัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ รวบรวมจุดแข็งในเชิงวิชาการของจุฬาฯ ผสานเข้ากับประสบการณ์จริงจากผู้เชี่ยวชาญในสาขาอาชีพจากทีม iBOTNOI ผนวกกับความเชี่ยวชาญภาคธุรกิจจาก xLab Digital

ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาฯ เปิดเผยว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยินดีสนับสนุนและพร้อมที่จะร่วมมือกับทั้งสองพันธมิตรในการเปิดหลักสูตร “The Data Master”

ครั้งนี้ ด้วยการทำงานภายใต้ CU NEX ซึ่งเป็นโครงการที่ตั้งใจผลักดันให้จุฬาฯ เป็น Digital University ที่มีเป้าชัดในการนำเทคโนโลยีมาใช้จริงให้เกิดประโยชน์กับนิสิตและบุคลากร และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการร่วมมือกับพันธมิตรในภาคเอกชนจะช่วยนำประสบการณ์จริงในโลกธุรกิจมาเชื่อมกับความรู้ทางวิชาการจากจุฬาฯ พัฒนาเป็นหลักสูตรเพื่อผลิต Data Scientists ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและรองรับความต้องการของตลาดไทยและตลาดโลกได้จริง

ดร.วินน์ วรวุฒิคุณชัย ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BOTNOI Group กล่าวว่า “หลักสูตร The Data Master นับเป็นภารกิจระดับประเทศที่จะช่วยปลูกต้นกล้าให้เป็นนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ การเรียนรู้ในแต่ละคอร์สเป็นการเรียนรู้แบบบูรณาการที่ครบวงจรที่ออกแบบการสอนให้ผู้เรียนสามารถทำความเข้าใจตั้งแต่พื้นฐานวิทยาศาสตร์ข้อมูล ผู้เรียนไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลมาก่อน นอกจากนี้ การเรียนรู้จากการฝึกงานในภาคเอกชนจริงๆ จะทำให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนและสามารถนำทักษะดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ได้จริง รวมถึงการสร้างโอกาสทางธุรกิจในอนาคต สำหรับรูปแบบการเรียนจะเน้นการสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างผู้สอนและผู้เรียนผ่านการทำโปรเจกท์และเวิร์กช็อปทั้งออฟไลน์และออนไลน์ จุดเด่นของหลักสูตรนี้คือผู้เรียนมีโอกาสได้รับเข้าทำงานในฐานะนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลในบริษัทชั้นนำผ่านเครือข่ายของทีม BOTNOI อีกด้วย”

นายชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร xLab Digital Company Limited บริษัทในกลุ่ม บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเปิดหลักสูตร “The Data Master” ในครั้งนี้บริษัทฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญของบุคลากรด้านนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลที่มีบทบาทสำคัญมากต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการพิจารณาและการตัดสินใจ เพื่อสร้างข้อได้เปรียบในการพัฒนาธุรกิจ สินค้า และการบริการต่างๆ รวมทั้งการแสดงแนวโน้มและการคาดการณ์ต่างๆ โดยการสรุปข้อมูลที่มีประโยชน์เหล่านั้นจะสามารถช่วยให้ผู้ประกอบการนำผลลัพธ์ไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ในปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ข้อมูลกำลังเป็นที่ต้องการในตลาดโลก ในขณะที่หลายๆ ภาคอุตสาหกรรมไทยยังประสบปัญหาการขาดแคลนบุคลากรในด้านนี้เป็นอย่างมาก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศไทย

คุณหญิงกัลยา หนุนบริจาคอุปกรณ์ไอที คาดหวังเด็กขาดแคลนมีใช้ทุกคน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/683056

คุณหญิงกัลยา หนุนบริจาคอุปกรณ์ไอที คาดหวังเด็กขาดแคลนมีใช้ทุกคน

คุณหญิงกัลยา หนุนบริจาคอุปกรณ์ไอที คาดหวังเด็กขาดแคลนมีใช้ทุกคน

วันพฤหัสบดี ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า โครงการ“คนละเครื่อง พี่แบ่งให้…น้องได้เรียน” ได้เกิดขึ้นจากการเห็นถึงความสำคัญของการใช้อุปกรณ์แพลตฟอร์มสำหรับการเรียนบนโลกออนไลน์ ในการสร้างโอกาสในการเรียนรู้ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้กับเด็กไทย กระทรวงศึกษาธิการเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการขับเคลื่อนโครงการรับบริจาคเพื่อสนับสนุนอุปกรณ์สำหรับใช้ในการเรียนของนักเรียน โดยมีระยะเวลาในการดำเนินงานใน ปีงบประมาณ 2566-2570 ซึ่งคาดว่าจะสามารถช่วยให้สถานศึกษามีอุปกรณ์การเรียนออนไลน์ และสามารถจัดสรรให้แก่นักเรียน นักศึกษาที่มีฐานะยากจนและขาดแคลนอุปกรณ์การเรียนได้อย่างทั่วถึง ไปจนถึงได้พัฒนาศักยภาพจนสามารถ Re Skill-Up Skill และสร้าง New Skill ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยปัจจุบันมียอดสนับสนุนเป็นจำนวนเงินแล้วกว่า 6,000,000 บาท หรือกว่า 7,000 เครื่อง และคาดว่าถึงสิ้นปีนี้จะมียอดสนับสนุน Smart Device ไม่น้อยกว่า 10,000 เครื่อง ตั้งเป้าปีหน้าเด็กทุกคนต้องได้เรียนอย่างทั่วถึง

“การศึกษาต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนจากแบบเดิม ซึ่งได้ปรับมาใช้ในรูปแบบออนไลน์ จึงเป็นหน้าที่สำคัญของผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ ที่จะทำให้ผู้เรียนได้เข้าถึงเทคโนโลยี นั่นคือ อุปกรณ์เทคโนโลยีที่สามารถเชื่อมต่อกับอินเตอร์เนต คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ค หรือมือถือ ที่จะทำให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงความรู้ออนไลน์ได้อย่างทั่วถึงและที่สำคัญเทคโนโลยีนำพาโอกาสที่เท่าเทียมเพื่อให้ผู้เรียนในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างเท่าเทียม” ดร.คุณหญิงกัลยากล่าว

นายสมใจ วิเศษทักษิณ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการได้คำนึงถึงการเตรียมคนไทยในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะทักษะด้านการสื่อสาร สารสนเทศ และการรู้เท่าทันสื่อ ทักษะด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อสนับสนุนการจัดการศึกษาที่หลากหลาย ตอบสนองความต้องการของผู้เรียน ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ได้โดยไม่จำกัดเวลาและสถานที่ โครงการ “คนละเครื่อง พี่แบ่งให้…น้องได้เรียน” จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้กับเด็กที่ขาดแคลนอุปกรณ์สำหรับใช้ในการเรียนออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันมีนักเรียนในโรงเรียนของรัฐที่ยังขาดแคลนอุปกรณ์ Smart Device ประมาณ 1,400,000 คน และคาดว่าจะลดลงอย่างต่อเนื่อง จากที่ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน รวมไปถึงองค์กรต่างๆ พร้อมให้การสนับสนุนช่วยกันแบ่งปัน Smart Device ให้นักเรียนสามารถเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปลูกไม้ผลทานได้บนแปลงเกษตรสาธิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/683048

ปลูกไม้ผลทานได้บนแปลงเกษตรสาธิต

ปลูกไม้ผลทานได้บนแปลงเกษตรสาธิต

วันพฤหัสบดี ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นางสิริพร ศิระบูชา ผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม นำจิตอาสา 904 บุคลากร เเละกลุ่มนิสิตพรรคมอน้ำชี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดกิจกรรมปลูกไม้ผลทานได้ ประกอบด้วย มะม่วงหลากหลายสายพันธุ์ เเละมะพร้าว ลงดินปลูก ณ ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงเพื่อพัฒนาอย่างยั่งยืน (เขตพื้นที่ขามเรียง) โดยได้รับพันธุ์ไม้สนับสนุนจากหน่วยจิตอาสา 904 เเละได้รับความอนุเคราะห์วิทยากรให้ความรู้ พร้อมนำปลูกไม้ผลจากอาจารย์ ดร.ฤทธิไกร ไชยงาม ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายบริการวิชาการและการพัฒนาที่ยั่งยืน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

วิศวะ มธ. เปิดตัวหลักสูตรใหม่ V-TECH หวังหนุน EEC สู่ศูนย์กลาง EV ระดับโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/683055

วิศวะ มธ. เปิดตัวหลักสูตรใหม่ V-TECH  หวังหนุน EEC สู่ศูนย์กลาง EV ระดับโลก

วิศวะ มธ. เปิดตัวหลักสูตรใหม่ V-TECH หวังหนุน EEC สู่ศูนย์กลาง EV ระดับโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผศ.ดร.สนันตน์เขม อิชโรจน์ อาจารย์ประจำภาควิศวกรรมเครื่องกล ในฐานะผู้ประสานงานหลักสูตร “วิศวกรรมยานยนต์และระบบอัตโนมัติ” หรือV-TECH คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (TSE) ศูนย์พัทยา กล่าวว่า ขณะนี้ TSE ได้เปิดหลักสูตรใหม่“วิศวกรรมยานยนต์และระบบอัตโนมัติ” หรือ V-TECHเพื่อต่อยอดความสำเร็จของหลักสูตรวิศวกรรมยานยนต์ภายใต้โครงการหลักสูตรนวัตกรรมทางวิศวกรรมศาสตร์ (Programme of Innovative Engineering) หรือ TU-PINEที่จัดการเรียนการสอนเชิงบูรณาการที่ศูนย์พัทยาตลอดหลักสูตร โดยมุ่งสร้างนวัตกรด้านวิศวกรรมยานยนต์ให้เป็นกำลังสำคัญในห่วงโซ่การพัฒนายานยนต์สมัยใหม่ ตลอดจนส่งเสริมให้ EEC เติบโตและขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งในปัจจุบันมีนักลงทุนจากไทยและต่างประเทศให้ความสนใจจำนวนมาก

TSE ได้ออกแบบหลักสูตร “วิศวกรรมยานยนต์และระบบอัตโนมัติ” หรือ V-TECH โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย ทั้งในแง่ของการส่งเสริมให้มี “วิศวกรนักออกแบบชิ้นส่วนยานยนต์” ป้อนอุตสาหกรรมยานยนต์ และขานรับนโยบายภาครัฐที่มุ่งยกระดับศักยภาพทรัพยากรบุคคลและห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ในภาคการผลิตและเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ให้เข้มแข็งซึ่ง TSE ได้เปิดตัวหลักสูตร “วิศวกรรมยานยนต์และระบบอัตโนมัติ” หรือ V-TECH ในปีการศึกษา 2566 ที่มีความสนใจด้านเครื่องยนต์กลไกสมัยใหม่ การออกแบบและผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ตลอดจนความเชี่ยวชาญด้านโปรแกรมสั่งการและควบคุมการผลิต รวมถึงแนวคิดด้านการลดการปล่อยของเสีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน หรือ SDG

ผศ.ดร.สนันตน์เขม อิชโรจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่าหลักสูตร “วิศวกรรมยานยนต์และระบบอัตโนมัติ” หรือV-TECH มีรายละเอียดที่ครอบคลุมทักษะแห่งอนาคตเพื่อคนรุ่นใหม่ถึง 4 ด้าน ที่สามารถประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ ได้แก่ 1) เครื่องกล (Mechanics)2) เทคโนโลยีสมองกลฝังตัว (Electronics & EmbeddedSystem) 3) ยานยนต์สมัยใหม่ (Modern Automotive) และ4) อุตสาหกรรมยานยนต์ (Automotive Manufacturing)นอกจากนี้ TSE ยังได้ร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยอีแกม ลาซาลประเทศฝรั่งเศส (ECAM LaSalle, France) ในการจัดตั้งเทรนนิ่ง เซ็นเตอร์ (Training Center) ที่ มธ. ศูนย์พัทยาเพื่อเป็นเครือข่ายทางการศึกษาที่ครอบคลุมมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมโครงการนักศึกษาแลกเปลี่ยน เพื่อเพิ่มโอกาสและขีดความสามารถให้กับนักศึกษาและผู้สนใจด้านวิศวกรรมยานยนต์ อีกทั้ง TSE ยังเชื่อมความร่วมมือกับสถานประกอบการใน EECกว่า 20 แห่ง เพื่อเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้ของนักศึกษา

หัวเว่ย เปิดตัวพื้นที่ต้นแบบแห่งแรกที่ มศว โชว์นวัตกรรมด้านการศึกษาระดับโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/683050

หัวเว่ย เปิดตัวพื้นที่ต้นแบบแห่งแรกที่ มศว โชว์นวัตกรรมด้านการศึกษาระดับโลก

หัวเว่ย เปิดตัวพื้นที่ต้นแบบแห่งแรกที่ มศว โชว์นวัตกรรมด้านการศึกษาระดับโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายวินเซนต์ หลิว ประธาน ฝ่ายการตลาดเน็ตเวิร์คเอ็นเตอร์ไพรส์ และจัดจำหน่าย หัวเว่ย กล่าวว่า พื้นที่ต้นแบบด้านการศึกษาที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร จัดแสดงโซลูชัน Campus Network อัจฉริยะของหัวเว่ย ประกอบไปด้วยห้องประชุม ดาต้าเซ็นเตอร์ ศูนย์ O&M และห้องเรียนอัจฉริยะ (Smart Classroom)และพัฒนาขึ้นเพื่อให้สถาบันอุดมศึกษาทั้งในประเทศไทย และภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา อาจารย์มหาวิทยาลัย หรือเจ้าหน้าที่รัฐ ได้มาเยี่ยมชมพื้นที่สาธิตการให้บริการ ตลอดจนการแลกเปลี่ยนความรู้ โดยมีเทคโนโลยี Wi-Fi 6 กระจายสัญญาณอินเตอร์เนตให้ครอบคลุมทั่วทั้งวิทยาเขต การเข้าถึงเครือข่ายแบบไร้สายทุกที่ ทุกเวลาพร้อมด้วยดาต้าเซ็นเตอร์ สตอเรจ และระบบคลาวด์ที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และประหยัดพลังงาน

“โซลูชัน Intelligent Multi-Service Network ที่โชว์อยู่ที่ มศว เหมาะกับการสร้างเนตเวิร์กด้านการศึกษาและการวิจัยสำหรับอนาคตเป็นอย่างยิ่งเนตเวิร์กรุ่นใหม่นี้สามารถตอบโจทย์ความต้องการเครือข่ายที่ซับซ้อนได้เป็นอย่างดี สร้างการเชื่อมโยงเครือข่ายครอบคลุมทั่วทั้งมหาวิทยาลัย สามารถผนวกรวมเครือข่ายแบบมัลติเนตเวิร์กเข้าด้วยกัน และมีความเร็วสูงในการเชื่อมโยงกันระหว่างเครือข่าย ทำให้ มศว ได้ประโยชน์มากมาย ทั้งในด้านการแชร์ข้อมูล ระบบบริการเสมือน และการควบคุมการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถจัดหาบริการข้อมูลคุณภาพสูงให้แก่คณาจารย์และนิสิตได้เป็นอย่างดี”นายวินเซนต์ หลิว กล่าว

รศ.ดร.สมชาย สันติวัฒนากุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า เราให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีทีเพื่อก้าวสู่ “มหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม” ควบคู่ไปกับการปรับปรุงคุณภาพการศึกษา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนกลยุทธ์ของเรา การทำงานร่วมกับหัวเว่ยนั้นช่วยให้นิสิตและคณาจารย์ของเราสามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลใหม่ๆ และได้รับประโยชน์จากวิธีการเรียนการสอนแบบใหม่สำหรับประสบการณ์การศึกษาที่ล้ำสมัย ที่จะช่วยให้มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒและเป็นที่รู้จักในฐานะมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรมและผู้นำในด้านการศึกษาต่อไป

ประกาศแล้ว! สุดยอดหนังสือดีเด่นรางวัล ‘เซเว่นบุ๊คอวอร์ด’ ครั้งที่ 19 ประจำปี 65

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/683146

ประกาศแล้ว! สุดยอดหนังสือดีเด่นรางวัล 'เซเว่นบุ๊คอวอร์ด' ครั้งที่ 19 ประจำปี 65

ประกาศแล้ว! สุดยอดหนังสือดีเด่นรางวัล ‘เซเว่นบุ๊คอวอร์ด’ ครั้งที่ 19 ประจำปี 65

วันพุธ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2565, 19.34 น.

ซีพี ออลล์ ประกาศผลรางวัลเซเว่นบุ๊คอวอร์ด ครั้งที่ 19 ได้ผลงานชนะเลิศครบ 6 ประเภทหลัก “WHALE HUNTERS (นักล่าวาฬ)” ของ “จเด็จ กำจรเดช” คว้าชนะเลิศประเภทการ์ตูน “รถไฟเที่ยวสุดท้ายจากพญาตองซู” ของ “สุมาตร ภูลายยาว” ชนะเลิศนวนิยาย “จนกว่าโลกจะโอบกอดเราเอาไว้” ของ “ปาลิตา ผลประดับเพ็ชร์” ชนะเลิศกวีนิพนธ์ ขณะที่ “สเปโร โซนาตา ท่วงทำนองแห่งความหวัง” ของ “รมณ กมลนาวิน” ชนะเลิศรวมเรื่องสั้น “หลังบ้านคณะราษฎร : ความรัก ปฏิวัติ และการต่อสู้ของผู้หญิง” ของ “ชานันท์ ยอดหงษ์” ชนะเลิศสารคดี ด้าน “ด.ช. ตุ้ม” ของ “สุรศักดิ์ กฤษณมิษ” ชนะเลิศวรรณกรรมสำหรับเยาวชน

28 ก.ย.65 นายประสิทธิ์ ฉกาจธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหาร เซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ และเลขานุการคณะกรรมการกิตติมศักดิ์โครงการเซเว่นบุ๊คอวอร์ด เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 19 ปีของการดำเนินโครงการประกวดหนังสือ ดีเด่นรางวัลเซเว่นบุ๊คอวอร์ด ได้คัดสรรหนังสือดีมีคุณภาพทั้ง 7 ประเภทสู่สังคม ประกอบด้วย กวีนิพนธ์ การ์ตูน นวนิยาย รวมเรื่องสั้น วรรณกรรมสำหรับเยาวชน สารคดี และรางวัลนักเขียนรุ่นเยาว์ โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อยกย่องเชิดชูนักเขียนคุณภาพ สนับสนุนผลงานที่มีเนื้อหาจรรโลงสังคม มีความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ รวมถึงส่งเสริมให้เยาวชนพัฒนาตนเองด้านการอ่าน ในปีนี้มีผลงานที่ได้รับรางวัลทั้งสิ้นจำนวน 21 รางวัล และหนังสือแนะนำ 4 ผลงาน จากผลงานที่เข้าประกวดทั้งสิ้น 215 ผลงาน โดยในปีนี้เป็นที่น่ายินดีที่คณะกรรมการได้พิจารณาให้รางวัลผลงานได้รับรางวัลชนะเลิศครบทั้ง 6 ประเภทหลัก คือ กวีนิพนธ์ การ์ตูน นวนิยาย รวมเรื่องสั้น วรรณกรรมสำหรับเยาวชน และสารคดี

ทั้งนี้ ผลการตัดสินการประกวดหนังสือดีเด่นรางวัลเซเว่นบุ๊คอวอร์ด ครั้งที่ 19 ประจำปี 2565 มีดังนี้ ประเภทกวีนิพนธ์ ชนะเลิศ “จนกว่าโลกจะโอบกอดเราเอาไว้” ของ “ปาลิตา ผลประดับเพ็ชร์” รองชนะเลิศอันดับ 1 “นาฏกรรมจำนรรจ์” ของ “ศิวกานท์ ปทุมสูติ” รองชนะเลิศอันดับ 2  “ดวงตากวี” ของ“รินศรัทธา กาญจนวตี” และรางวัลยกย่องการสืบสานวรรณศิลป์ท้องถิ่น “ดอย ฟ้า นา แม่” ของ “วิลักษณ์ ศรีป่าซาง”

ประเภทการ์ตูน ชนะเลิศ “WHALE HUNTERS (นักล่าวาฬ)” ของ “จเด็จ กำจรเดช” รองชนะเลิศอันดับ 1  “วิ่ง…สู่ชีวิตใหม่ : RUN FOR NEW LIFE ฉบับการ์ตูน” ของ “เรืองศักดิ์ ดวงพลา, THE DUANG และสุดใจ พรหมเกิด” และรองชนะเลิศอันดับ 2 “วันนี้คือวันตายของเจ้า! HAVE A GOOD DIE” ของ “PPONG”

ประเภทนวนิยาย ชนะเลิศ “รถไฟเที่ยวสุดท้ายจากพญาตองซู” ของ “สุมาตร ภูลายยาว” รองชนะเลิศอันดับ 1  “เดฟั่น เรื่องเล่าของตระกูลคนเฆี่ยนเสือจากไทรบุรี” ของ “ศิริวร แก้วกาญจน์” และรองชนะเลิศอันดับ 2  “วินาทีไร้น้ำหนัก” ของ “วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ”

ประเภทรวมเรื่องสั้น ชนะเลิศ “สเปโร โซนาตา ท่วงทำนองแห่งความหวัง” ของ “รมณ กมลนาวิน” รองชนะเลิศอันดับ 1 “Family Comes First ด้วยรักและผุพัง” ของ “นริศพงศ์ รักวัฒนานนท์” และรองชนะเลิศอันดับ 2 “บ้านที่กลับไม่ได้” ของ “บุญเลิศ วิเศษปรีชา”

ประเภทวรรณกรรมสำหรับเยาวชน รางวัลชนะเลิศ “ด.ช. ตุ้ม” ของ “สุรศักดิ์ กฤษณมิษ” ไม่มีรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ส่วนรองชนะเลิศอันดับ 2 “เจ้าหนูผู้พิทักษ์แห่งเกาะลิบง” ของ “กิติศักดิ์ ศรีแก้วบวร”

ประเภทสารคดี ชนะเลิศ “หลังบ้านคณะราษฎร : ความรัก ปฏิวัติ และการต่อสู้ของผู้หญิง” ของ “ชานันท์ ยอดหงษ์” รองชนะเลิศอันดับ 1 “มนุษย์ซึมเศร้ากับเรื่องเล่าสีขาวดำ” ของ “กิตติศักดิ์ คงคา (นายพินต้า)”  รองชนะเลิศอันดับ 2 “2475 ราษฎรพลิกแผ่นดิน” ของ “นริศ จรัสจรรยาวงศ์” และหนังสือแนะนำจำนวน 3 ผลงาน ได้แก่ “รักก่อนกำเนิด เกิดก่อนกำหนด” ของ “แพทย์หญิงดาริน จตุรภัทรพร และชิดชนก ชูช่วย”, “ส่องลายคราม สืบหาจีนกรุงศรีฯ” ของ “พิมพ์ประไพ พิศาลบุตร”, “Nose Note บันทึกเรื่องกลิ่นจากปลายจมูก ฝนตกข้างบ้าน ถึงจักรวาลอันไกลโพ้น” ของ “กันต์นที นีระพล” และ “World War Tools สงครามโลกในสิ่งของ” ของ “มนสิชา รุ่งชวาลนนท์”

ขณะที่ รางวัลนักเขียนรุ่นเยาว์ หมวดกวีนิพนธ์  ชนะเลิศ “ละไว้ในฐานที่คิดถึง” ของ “แทนชีวา” และรองชนะเลิศอันดับ 1 “เราอาจกลัวและเพรียกถามทางกลับเรือน” ของ “ณรงค์ชัย แสงอัคคี”  ไม่มีรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 สำหรับ รางวัลนักเขียนรุ่นเยาว์ หมวดรวมเรื่องสั้น ไม่มีรางวัลชนะเลิศและรองชนะเลิศอันดับ 1 โดยมี “แสงหนึ่งคือรุ้งงาม” ของ “นานาฮาระ ฮิเดยูกิ” ได้รองชนะเลิศอันดับ 2  ทั้งนี้ รางวัลนักเขียนรุ่นเยาว์ หมวดการ์ตูน และหมวดนวนิยายขนาดสั้น ไม่มีผลงานใดสมควรได้รับรางวัล

นายประสิทธิ์ กล่าวต่อว่า รางวัลเซเว่นบุ๊คอวอร์ด เป็นโครงการที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากนักเขียน และนักอ่านเสมอมา จนสามารถก้าวสู่ปีที่ 19 ด้วยเจตนารมณ์ที่มุ่งส่งเสริมการอ่าน การเขียน และการเรียนรู้ ซึ่งเป็นหนทางของการพัฒนาคน นำไปสู่การพัฒนาประเทศชาติ สอดคล้องกับนโยบายของ ซีพี ออลล์ ที่มุ่งส่งเสริมการศึกษา พัฒนาเยาวชนอย่างจริงจังต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม โดยผู้ชนะเลิศ “เซเว่น บุ๊คอวอร์ด” ทั้ง 6 ประเภท จะได้รับรางวัลเงินสด 100,000 บาท พร้อมโล่พระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้รับเงินรางวัล 50,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ส่วนประเภทรางวัลนักเขียนรุ่นเยาว์ ผู้ชนะเลิศจะได้รับรางวัลเงินสด 20,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้รับเงินรางวัล 15,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร และรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้รับเงินรางวัล 10,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร เพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์งานเขียนต่อไป

สำหรับ พิธีมอบโล่และรางวัลต่าง ๆ ในโครงการประกวดหนังสือดีเด่นรางวัล “เซเว่นบุ๊คอวอร์ด” ครั้งที่ 19 ประจำปี 2565 มีกำหนดจัดในวันจันทร์ที่ 7 พฤศจิกายน ศกนี้ ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ สาทร กรุงเทพฯ โดยได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์เกษม วัฒนชัย กรรมการกิตติมศักดิ์โครงการประกวดหนังสือดีเด่นรางวัลเซเว่นบุ๊คอวอร์ด เป็นประธานในพิธี

ทั้งนี้ การพิจารณาตัดสินรางวัลครั้งที่ 19 นี้ ได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์กระแส ชนะวงศ์ นายกสภามหาวิทยาลัยนเรศวร และนายกสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ในฐานะกรรมการกิตติมศักดิ์เป็นประธานในการรับรองผลการตัดสิน พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิด้านงานเขียนระดับชั้นนำของประเทศร่วมคัดเลือกผลงานอย่างเข้มข้นประกอบด้วย นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ประธานคณะกรรมการตัดสินประเภทกวีนิพนธ์และรางวัลนักเขียนรุ่นเยาว์ หมวดกวีนิพนธ์, นายศักดา แซ่เอียว ประธานคณะกรรมการตัดสินประเภทการ์ตูนและรางวัลนักเขียนรุ่นเยาว์ หมวดการ์ตูน, นางชมัยภร บางคมบาง ประธานคณะกรรมการตัดสินประเภทนวนิยาย, นางนรีภพ สวัสดิรักษ์ ประธานคณะกรรมการตัดสินประเภทรวมเรื่องสั้น, รศ.สุพรรณี วราทร ประธานคณะกรรมการตัดสินประเภทวรรรณกรรมสำหรับเยาวชน และรางวัลนักเขียนรุ่นเยาว์ หมวดนวนิยายขนาดสั้นและหมวดรวมเรื่องสั้น และนายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ประธานคณะกรรมการตัดสินประเภทสารคดี