‘ตรีนุช’เปิดมหกรรมการศึกษาเกษตรโชว์ผลงาน วษท.สอนตามหลักคำสอนรัชกาลที่ 9

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/683126

'ตรีนุช'เปิดมหกรรมการศึกษาเกษตรโชว์ผลงาน วษท.สอนตามหลักคำสอนรัชกาลที่ 9

‘ตรีนุช’เปิดมหกรรมการศึกษาเกษตรโชว์ผลงาน วษท.สอนตามหลักคำสอนรัชกาลที่ 9

วันพุธ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2565, 18.22 น.

“ตรีนุช”เปิดมหกรรมการศึกษาเกษตรโชว์ผลงาน วษท.สอนตามหลักคำสอนรัชกาลที่ 9 หนุนเทคโนโลยีสมัยใหม่พัฒนาเรียนเกษตรฯ

เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวตอนหนึ่งในการเป็นประธานเปิดงาน “มหกรรมการศึกษาตามหลักคำสอนของในหลวง รัชกาลที่ 9” ว่า ขอขอบคุณวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี (วษท.) สระแก้ว ที่ได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาเป็นหลักนำในการจัดหลักสูตรการเรียนการสอน และการจัดทำโครงการต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการอาชีวะสร้างช่างฝีมือตามแนวทางโรงเรียนพระดาบส ซึ่งเป็นการเพิ่มความรู้ ทักษะ ประสบการณ์วิชาชีพด้านการเกษตร ให้แก่นักเรียน นักศึกษา โดยได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรส่วนปกครองท้องถิ่น และองค์กรชุมชน ในการนำองค์ความรู้ ขยายผลสู่เกษตรกรและผู้สนใจได้นำไปประกอบอาชีพและนำหลักปรัชญาไปใช้ในการดำรงชีวิต นำไปสู่เครือข่ายทางความรู้ เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการเกษตรของเกษตรกรและชุมชน ส่งให้ผลให้นักเรียน นักศึกษาได้รับโอกาสทางการเรียนรู้ และยกระดับคุณภาพทางการศึกษา โดยเฉพาะความร่วมมือที่ได้รับจากภาคเอกชน ซึ่งส่วนหนึ่งของผลสำเร็จในการบูรณาการจัดการเรียนรู้ได้นำมาจัดแสดงในวันนี้

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า ขณะนี้ในพื้นที่ของจังหวัดสระแก้ว ที่ได้นำศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาเป็นหลักในการพัฒนาการประกอบอาชีพ และการดำเนินชีวิต นำบริบทที่เป็นจุดแข็งของชุมชนท้องถิ่น และองค์ความรู้ของปราชญ์ชาวบ้าน มาประยุกต์ในการจัดการเรียนการสอนแล้ว เช่น ด้านผลไม้พืชสวน ด้านสมุนไพร และ ด้านปศุสัตว์ เป็นต้น อย่างไรก็ตามทางสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และ วษท.ยังสามารถบูรณาการความช่วยเหลือ เพื่อต่อยอดจุดแข็งที่มีอยู่ให้เป็นจุดเด่น และสามารถคิดค้นและนำนวัตกรรมใหม่ๆด้านการเกษตร มาสนับสนุน และส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ชาวจังหวัดสระแก้ว เช่น การจัดทำหลักสูตรชลกร

น.ส.ตรีรุช กล่าวเพิ่มเติม ว่า วิทยาลัยอาชีวะเกษตรฯ จะต้องมีการปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลง โดยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้เพื่อลดต้นทุน ลดแรงงาน และลดเวลาในการทำเกษตร และต้องเชื่อมโยงกับวิทยาลัยอาชีวศึกษาประเภทอื่นๆ และภาคเอกชน ในการส่งเสริมการทำการเกษตรแนวใหม่ เป็นสมาร์ทฟาร์มมิ่ง เกษตรอินทรีย์ รวมถึงการแปรรูปผลิตภัณฑ์การเกษตร และการทำการตลาด ทั้งนี้ เพื่อรสร้างความเชื่อมั่นให้เด็กกรุ่นใหม่ มีความเข้าใจว่าการทำเกษตรไม่ได้เป็นเรื่องยากเย็นอีกต่อไป การเรียนเกษตรเป็นการเรียนที่สามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ เป็นเกษตรสมัยใหม่ได้

“ถ้าเราไม่สามารถเปลี่ยนความคิด หรือให้ความเชื่อมั่นกับเด็ก ๆ ได้ ก็จะไม่สามารถจูงใจให้เด็กอยากมาเรียนอาชีวะเกษตรได้ เพราะฉะนั้น วิทยาลัยเกษตร ก็ต้องปรับตัว และ สอศ.ยังมี “โครงการอาชีวะ อยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ” เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่ผู้เรียน เป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง และเสริมสร้างการมีงานทำ และมี “โครงการอาชีวะ สร้างช่างฝีมือ ตามแนวทางโรงเรียนพระดาบส” ที่จะสามารถจูงใจให้เด็กเข้ามาเรียนสายอาชีพได้ โดยรัฐบาลได้เน้นย้ำให้การสนับสนุนทั้งสองโครงการ เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้เข้าถึงสายอาชีพและการสร้างทักษะอาชีพ เป็นการติดอาวุธความรู้ด้านอาชีพให้กับประชาชน ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้เด็กสนใจเข้ามาเรียนสายอาชีพ รวมถึงอาชีวะเกษตรฯเพิ่มมากขึ้น”น.ส.ตรีนุช กล่าว

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า นอกจากการปรับตัวแล้ว วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี ยังต้องให้บริการชุมชน โดยตนได้มอบเป็นโยบายให้ออกไปช่วยเหลือชุมชนในพื้นที่ เพื่อเป็นการตอบโจทย์บริบทของพื้นที่และสร้างประโยชน์ให้แก่ชุมชนอีกด้วย

ทั้งนี้ น.ส.ตรีนุช ได้เยี่ยมชมนิทรรศการ กิจกรรมชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน , ตรวจเยี่ยมอาชีวะสร้างช่างฝีมือ ตามแนวทาง โรงเรียนพระดาบส และเยี่ยมชมหอพักนักเรียนในโครงการอาชีวะ อยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ ของ วษท.สระแก้ว ด้วย

กศน.กำชับหน่วยงานในสังกัดเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลับ จากพายุ’โนรู’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/683076

กศน.กำชับหน่วยงานในสังกัดเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลับ จากพายุ'โนรู'

กศน.กำชับหน่วยงานในสังกัดเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลับ จากพายุ’โนรู’

วันพุธ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2565, 16.26 น.

เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2565 นายวัลลพ สงวนนาม เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เปิดเผยว่า ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานว่า ประเทศไทยมีฝนตกซุกหนาแน่นและมีฝนตกหนักบางแห่ง จากอิทธิพลพายุไต้ฝุ่น “โนรู” ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม ทั้งนี้เนื่องจากร่องมรสุมกำลังแรงพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น อนึ่ง พายุไต้ฝุ่น “โนรู” บริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง คาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามตอนกลาง ในวันที่ 28 กันยายน และจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนและพายุดีเปรสชันตามลำดับ จากนั้นจะเคลื่อนเข้าปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลางของประเทศไทยนั้น

จึงขอให้สำนักงาน กศน.จังหวัด/กทม.และสถานศึกษา กศน.ทุกแห่งติดตามข่าวจากกรมอุตุนิยมวิทยา และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งตรวจสอบอาคาร สถานที่ เฝ้าระวังและป้องกันระวังอันตรายจากลม ฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก รวมถึงขอให้รายงานสถานการณ์และขอรับการสนับสนุนงบประมาณที่ประสบภัยพิบัติ ตามแนวทางการดำเนินงานกรณีหน่วยงาน สถานศึกษาประสบภัยพิบัติ

“ด้วยความห่วงใยพี่น้อง กศน.จังหวัด/อำเภอ ผมได้มีหนังสือสั่งการให้ติดตามสถานการณ์พายุ โนรูอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของทางราชการและของตนเอง โดยแจ้งในที่ประชุม ผอ.กศน.จังหวัดทั่วประเทศ ติดตามการพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา เฝ้าระวัง และรายงานให้สำนักงาน กศน.ทราบด้วย” นายวัลลพ กล่าว

ม.ราชภัฏราชนครินทร์ ผนึกกำลัง อว. และภาคเอกชน ลงนาม MOU มุ่งเสริมกำลังสมรรถนะ บุคลากร นิสิตนักศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/683066

ม.ราชภัฏราชนครินทร์ ผนึกกำลัง อว. และภาคเอกชน ลงนาม MOU มุ่งเสริมกำลังสมรรถนะ บุคลากร นิสิตนักศึกษา

ม.ราชภัฏราชนครินทร์ ผนึกกำลัง อว. และภาคเอกชน ลงนาม MOU มุ่งเสริมกำลังสมรรถนะ บุคลากร นิสิตนักศึกษา

วันพุธ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2565, 16.12 น.

ม.ราชภัฏราชนครินทร์ ผนึกกำลัง อว. และภาคเอกชน ลงนาม MOU มุ่งเสริมกำลังสมรรถนะ บุคลากร นิสิตนักศึกษา เพื่อตอบโจทย์ภาคการผลิตสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

28 กันยายน 2565 มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ร่วมกับ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย NTT DATA Business Solutions (Thailand) Ltd. และ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมมือการดำเนินการ ว่าด้วยโครงการพัฒนากำลังคนให้มีสมรรถนะเพื่อตอบโจทย์ภาคการผลิตตามนโยบายกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มุ่งบูรณาการการทำงานทุกภาคส่วน เพื่อการขับเคลื่อนพัฒนาประเทศจากกำลังทรัพยากรบุคคล องค์ความรู้ เทคโนโลยี งานวิจัย สู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศอย่างแท้จริง 

รองศาสตราจารย์ ดร.ดวงพร ภู่ผะกา รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ กล่าวว่า “มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ มีความมุ่งมั่นพัฒนาคนหรือบุคลากรในทุกระดับ โดยการมีส่วนร่วมกับชุมชนในการส่งเสริมงานวิจัย เพื่อนำไปช่วยพัฒนาชุมชนต่าง ๆ ด้วยการบูรณาการการทำงานร่วมกันจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม เพื่อดึงเอาจุดเด่น นั่นคือองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและประเทศ โดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้ร่วมเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาทักษะที่จำเป็นให้กับบุคลากร นิสิต นักศึกษา ในสถาบันอุดมศึกษา ให้มีความพร้อมทั้งในด้านการศึกษา การวิจัย และการบริการวิชาการ เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะที่ตอบโจทย์ภาคการผลิต ในขณะที่มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ รวมทั้งมหาวิทยาลัยราชภัฏ 38 แห่งทั่วประเทศ ในฐานะมหาวิทยาลัยเชิงพื้นที่ จะต้องเร่งสร้างบุคลากรที่จะเข้าไปช่วยพัฒนาท้องถิ่นไปพร้อมกัน เพื่อส่งเสริมความมั่นคงให้เกิดขึ้นในท้องถิ่น และช่วยให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

ด้าน ดร.จันทร์เพ็ญ เมฆาอภิรักษ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า “ด้วยนโยบายของกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มุ่งเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยแนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy Model : BCG Model) ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือที่เข้มแข็งจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาชน ที่พร้อมจะขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่สถาบันในระดับอุดมศึกษาจะต้องถ่ายทอดความรู้และความเข้าใจให้กับบุคลากร เพื่อนำไปสู่การสร้างนวัตกรรม นำไปสู่การสร้างสรรค์องค์ความรู้ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ  ซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่มีฐานมูลค่า และเป็นประโยชน์ต่อชุมชนและเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง” 

คุณฉัตรชัย เลื่อนผลเจริญชัย ประธานบริหาร กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย กล่าวว่า เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ดาวได้มีโอกาสได้ใช้ความเชี่ยวชาญเเละประสบการณ์ที่เราทำงานเศรษฐกิจหมุนเวียนมาร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์เเละพันธมิตรในโครงการ เพื่อสร้างหลักสูตรประกาศนียบัตรการจัดการขยะเเละการสร้างธุรกิจตามแนวเศรษฐกิจหมุนเวียนขึ้นมาเป็นครั้งเเรกในประเทศไทย ที่ตรงกับเป้าหมาการทำงานด้านความยั่งยืนในการต้านโลกร้อน หยุดขยะพลาสติก และส่งเสริมวงจรรีไซเคิล ตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญของบริษัท เป็นการสร้างคนรุ่นใหม่ให้มีความรู้ ทักษะ เเละความสามารถ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างยั่งยืนสอดคล้องกับนโยบายการเรียนรู้ตลอดชีวิตของกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รวมทั้งสนับสนุน BCG ซึ่งเป็นวาระเเห่งชาติด้วย หวังเป็นอย่างยิ่งว่าหลักสูตรนี้จะช่วยจุดประกายให้เกิดการพัฒนาอย่างรวดเร็วในด้านการจัดการขยะตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศไทยเเละอยากเชิญชวน นิสิต นักศึกษา คนทำงาน เจ้าของกิจการ เเละผู้ที่สนใจเข้าอบรมหลักสูตรนี้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนภาคธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งเเวดล้อมมากขึ้นซึ่งจะเป็นการผลักดันเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนตลอดไป

คุณวิศิษฐ์ วิระยากรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท NTT DATA Business Solutions (Thailand) Ltd. กล่าวว่า  “บริษัท NTT ยินดีอย่างยิ่งที่ได้มีความร่วมมือกับทางมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ในหลายๆโครงการ ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาเราได้ร่วมมือกันพัฒนาหลักสูตรอบรมผู้ประกอบการบนฐานนวัตกรรมเเละวิถีชีวิตใหม่ในยุคดิจิทัล โดยหลักสูตรดังกล่าว ประกอบด้วย 

1. การบริหารจัดการบนฐานวิถีใหม่สำหรับผู้ประกอบการ (Digital Disruption for Entrepreneur)
2. การบริหารจัดการตลาดดิจิทัล (Digital Marketing Management)
3. ความฉลาดทางดิจิทัลสำหรับผู้ประกอบการ (Digital Intelligence Quotient for Entrepreneur)

 ซึ่งในหลักสูตรดังกล่าว เราเน้นในทางภาคทฤษฎีโดยทางคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ โดยมีโจทย์ คือให้เอาเครื่องมือที่บริษัทมีเพื่อให้ผู้เข้าฝึกได้ใช้เครื่องมือโดยตรง เเละได้นำหลักสูตรดังกล่าว ไปทำการเรียนการสอนให้กับคณาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ทั้ง 38 แห่ง คิดว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเเละเป็นการตอบสนองนโยบายของทุกท่าน เพื่อทำให้มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ เป็น Reinventing University ในลำดับต่อไป”

ทางด้าน นางจุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กล่าวว่า “สวทช. มุ่งผลักดันให้ประเทศไทยแข็งแกร่งและเจริญรุ่งเรืองบนเวทีเศรษฐกิจระดับโลก โดยการนำความสามารถอันเหนือชั้นด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาช่วยให้ภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรมสามารถดำเนินงานได้ดี มีประสิทธิภาพสูงขึ้น สวทช. ได้ร่วมกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ พัฒนาหลักสูตรเพื่อการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี ที่เกี่ยวข้องกับภาคการผลิตให้กับผู้ประกอบการเกษตรในพื้นที่ จังหวัดฉะเชิงเทรา และบริเวณใกล้เคียง ประกอบด้วยหลักสูตรระยะสั้น  3-5 วันต่อหลักสูตร เพื่อเสริมทักษะและสร้างแนวทาง ความต่อยอด การเพิ่มมูลค่าทั้งผลผลิต และ การนำไปต่อยอดเป็นอาชีพเสริมสำหรับการออกแบบ วางแผน การปลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผู้ผ่านการอบรมจะได้รับประกาศนียบัตรที่ออกโดย สวทช. ร่วมกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์”

ทั้งนี้ รศ.ดร.ดวงพร ภู่ผะกา กล่าวเพิ่มเติมถึงการลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยโครงการพัฒนากำลังคนให้มีสมรรถนะเพื่อตอบโจทย์ภาคการผลิตตามนโยบายกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มีวัตถุประสงค์คือ 
เพื่อพัฒนาทักษะอนาคตที่สำคัญเพื่อเตรียมความพร้อมของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ เพื่อร่วมกันวางแผนและพัฒนางานด้านการศึกษา การวิจัย และการบริการวิชาการเพื่อพัฒนากำลังคนให้มีสมรรถนะเพื่อตอบโจทย์ภาคการผลิตตามนโยบายกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 

สำหรับแนวทางการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย เป็นกระบวนการสำคัญในการปรับเปลี่ยนบทบาทของมหาวิทยาลัยให้มีความทันสมัย มีการทำงานที่ตรงกับเป้าหมายในการพัฒนาบุคคลให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ซึ่งจะต้องเป็นผู้ที่มีทักษะ องค์ความรู้ที่ทันสมัย ในขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยจะต้องปรับตัวให้มีความทันสมัยอยู่ตลอดเวลา โดยแต่ละสถาบันจะต้องมุ่งเน้นการพัฒนาความเป็นเลิศในด้านใดด้านหนึ่ง เพื่อให้ทราบถึงแนวทางที่จะต้องทุ่มเททรัพยากร ความสนใจ รวมถึงประสบการณ์ต่าง ๆ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในด้านนั้น ๆ ซึ่งแต่ละด้านก็จะตรงต่อความต้องการของประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ได้ดำเนินการอยู่ ในฐานะมหาวิทยาลัยที่ได้รับการสนับสนุนการดำเนินงานภายใต้โครงการพลิกโฉมสถาบันอุดมศึกษา โดยทางมหาวิทยาลัยฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญของการจัดทำหลักสูตรต่าง ๆ ทั้งหลักสูตรระยะสั้น ระยะยาว เพื่อพัฒนาศักยภาพให้กับบุคลากร ไม่ว่าจะเป็น นักศึกษา บุคลากรมหาวิทยาลัย ผู้ประกอบการ และกลุ่มบุคคลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้ได้รับการพัฒนาศักยภาพในทุก ๆ ด้านอย่างเต็มรูปแบบ ที่สามารถตอบโจทย์ภาคการผลิตโดยเฉพาะในภาคการเกษตร ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมระดับฐานรากที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยจะต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ที่มีศักยภาพครบครันทั้งองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ จึงนำมาสู่การลงนามบันทึกข้อตกลงฉบับนี้” รศ.ดร.ดวงพร กล่าวทิ้งท้าย

‘ตรีนุช’เผยผู้ปกครองเด็กคลิปสูบกัญชา แจงลูก‘คึกคะนอง-อยากลอง’ ศธ.จี้ ร.ร.เข้มงวด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/683002

'ตรีนุช'เผยผู้ปกครองเด็กคลิปสูบกัญชา แจงลูก‘คึกคะนอง-อยากลอง’ ศธ.จี้ ร.ร.เข้มงวด

‘ตรีนุช’เผยผู้ปกครองเด็กคลิปสูบกัญชา แจงลูก‘คึกคะนอง-อยากลอง’ ศธ.จี้ ร.ร.เข้มงวด

วันพุธ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2565, 14.02 น.

เสมา1” กำชับ สพท.-ครู-ตรวจตราโรงเรียนเข้มขึ้น สร้างการรับรู้ถึงโทษภัยยาเสพติด เชื่อนร.ทำไปเพราะอยากลอง

วันที่ 28 กันยายน 2565 ที่โรงเรียนวังสมบูรณ์วิทยาคม อำเภอวังสมบูรณ์ จังหวัดสระแก้ว น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยกรณีโลกออนไลน์เผยแพร่คลิปเด็กนักเรียนชาย-หญิงสูบกัญชาในชุดนักเรียน ว่า ตนได้รับรายงานแล้ว เบื้องต้นทราบว่าโรงเรียนดังกล่าว เป็นโรงเรียนในสังกัดสำนักงานนคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และทางผู้อำนวยการโรงเรียนได้เรียกผู้ปกครองของเด็กในคลิปมาชี้แจงแล้ว ทราบว่าเด็กเกิดความคึกคะนอง ไม่ได้มีเจตนาหรือตั้งใจเสพ อาจจะเป็นการอยากรู้อยากลองตามวัย และที่ผ่านมา ศธ.ได้ออกประกาศแนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับกัญชาหรือกัญชงในสถานศึกษา ส่วนราชการ หรือหน่วยงานในสังกัด และในกำกับของ ศธ.ตั้งแต่ แรก ๆ ที่มีการปลดล็อกกัญชากัญชงแล้ว และได้มีการเน้นย้ำมาตลอดว่าสถานศึกษาต้องปลอดกัญชา และสารเสพติดทุกชนิด 

“ได้มอบหมายให้หน่วยงานหลักใน ศธ. มาหารือร่วมกันเพื่อวางแนวทางการปฏิบัติที่เข้มข้นและชัดเจนขึ้น รวมทั้งต้องเร่งสร้างความรับรู้ ให้นักเรียน ประชาชน และชุมชน รู้โทษของสารเสพติด เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการดูแลเด็กมากขึ้น ขณะเดียวกันได้สื่อสารให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศ ว่า ควรที่จะลงไปช่วยตรวจตรา และดูแลในสถานศึกษาอย่างรอบคอบมากยิ่งขึ้น ในส่วนของ ศธ. จะเคร่งครัดและเน้นให้ผู้บริหารสถานศึกษา และครู ต้องดูแลเด็ก และตรวจตราเรื่องดังกล่าวมากขึ้น เพราะปัจจุบันเด็กสามารถเข้าถึงสื่อโซเชียลได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น เราต้องเร่งสร้างการรับรู้และตรวจตราให้มากยิ่งขึ้นเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นอีก ” น.ส.ตรีนุช กล่าว 

‘ตรีนุช’ย้ำศธ.ไม่มีนโยบายให้ครูเรี่ยไรเงินเด็ก ส่วนครูจะผิดหรือไม่ขอตรวจสอบก่อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/682988

'ตรีนุช'ย้ำศธ.ไม่มีนโยบายให้ครูเรี่ยไรเงินเด็ก ส่วนครูจะผิดหรือไม่ขอตรวจสอบก่อน

‘ตรีนุช’ย้ำศธ.ไม่มีนโยบายให้ครูเรี่ยไรเงินเด็ก ส่วนครูจะผิดหรือไม่ขอตรวจสอบก่อน

วันพุธ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2565, 13.00 น.

“ตรีนุช” ย้ำศธ.ไม่มีนโยบายให้ครูเรี่ยไรเงินเด็ก ส่วนครูจะผิดหรือไม่ขอตรวจสอบก่อน

วันที่ 28 กันยายน 2565 จากกรณีครูประจำชั้นของนักเรียนชั้น ม.1/1 โรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.สุรินทร์ ขอให้นักเรียนทำบุญกฐินคนละ 20 บาท ซึ่งนักเรียนมี 37 คน จะได้เงิน จำนวน 740 บาท และครูร่วมทำบุญ 260 บาท รวมเป็น 1,000 บาท ห้องอื่นเก็บนักเรียนคนละ 100 ได้ห้องละ 2,000 บาท ห้อง ม.1/1 ครูเก็บคนละ 20 ยากเหลือเกินไม่เคยนึกเลยว่านักเรียนและผู้ปกครองจะไม่ให้ความร่วมมือในสิ่งที่ครูขอร้องรู้สึกผิดหวังมาก ๆ ต้องทวง ต้องถามต้องตามตลอด หวังว่าสอบเสร็จภาคเรียนที่ 1 ผู้ปกครองและนักเรียนคงพิจารณาว่าโรงเรียนไหนเหมาะสมกับนักเรียน  

ทำให้ผู้ปกครองนักเรียนออกมาร้องและเกิดกระแสโซเชียลวิพากษ์วิจารย์ว่าครูทำไม่เหมาะสมนั้น 

ในวันนี้ ( 28 กันยายน) น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวในเรื่องนี้ว่า กระทรวงศึกษาธิการ  ไม่เคยมีนโยบายที่จะให้ครูเรี่ยไรเงิน เพราะการทำบุญเป็นเรื่องของจิตศรัทธาและความสมัครใจที่จะทำ ส่วนครูที่เรี่ยไรเงินเด็กจะมีความผิดหรือไม่ตนขอไปตรวจสอบรายละเอียดก่อน แต่ในหลักการกระทรวงศึกษาธิการ ไม่ส่งเสริมให้ทำแบบนี้

‘คุณหญิงโค้ดดิ้ง’เปิดตัวโครงการ‘คนละเครื่อง พี่แบ่งให้…น้องได้เรียน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/682906

‘คุณหญิงโค้ดดิ้ง’เปิดตัวโครงการ‘คนละเครื่อง พี่แบ่งให้...น้องได้เรียน’

‘คุณหญิงโค้ดดิ้ง’เปิดตัวโครงการ‘คนละเครื่อง พี่แบ่งให้…น้องได้เรียน’

วันอังคาร ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2565, 20.07 น.

คุณหญิงโค้ดดิ้ง รมช.ศึกษา ดร.กัลยา โสภณพนิช ต่อยอดโค้ดดิ้งเปิดตัวโครงการ “คนละเครื่อง พี่แบ่งให้…น้องได้เรียน”

27 กันยายน 2565 ดร.คุณหญิง กัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะรองประธานคณะกรรมการ CODING แห่งชาติ นำทีมคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และนโยบายส่งเสริมภาษาคอมพิวเตอร์ (CODING) แห่งชาติ จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “คนละเครื่อง พี่แบ่งให้…น้องได้เรียน”

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เจ้าของฉายา คุณหญิงโค้ดดิ้ง กล่าวว่า โครงการ “คนละเครื่อง พี่แบ่งให้…น้องได้เรียน” ได้เกิดขึ้นจากการเล็งเห็นถึงความสำคัญของการใช้อุปกรณ์แพลตฟอร์มสำหรับการเรียนบนโลกออนไลน์ ในการสร้างโอกาสในการเรียนรู้ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้กับเด็กไทย กระทรวงศึกษาธิการ จึงเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการขับเคลื่อนโครงการรับบริจาค เพื่อสนับสนุนอุปกรณ์สำหรับใช้ในการเรียนของนักเรียน โดยมีระยะเวลาในการดำเนินงานใน ปีงบประมาณ 2566 – 2570 ซึ่งคาดว่าจะสามารถช่วยให้สถานศึกษามีอุปกรณ์การเรียนออนไลน์ และสามารถจัดสรรให้แก่นักเรียน นักศึกษาที่ขาดแคลนอุปกรณ์การเรียนได้อย่างทั่วถึง ไปจนถึงได้พัฒนาศักยภาพจนสามารถ Re Skill – Up Skill และสร้าง New Skill ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยปัจจุบัน มียอดสนับสนุนเป็นจำนวนเงินแล้วกว่า 6,000,000 บาท หรือกว่า 7,000 เครื่อง และคาดว่าถึงสิ้นปีนี้จะมียอดสนับสนุน Smart Device  ไม่น้อยกว่า 10,000  เครื่อง ตั้งเป้าปีหน้าเด็กทุกคนต้องได้เรียนอย่างทั่วถึง

“การศึกษาต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนจากแบบเดิม ซึ่งได้ปรับมาใช้ในรูแบบออนไลน์  จึงเป็นหน้าที่สำคัญของผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ ที่จะทำให้ผู้เรียนได้เข้าถึงเทคโนโลยี นั่นคือ อุปกรณ์เทคโนโลยีที่สามารถเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ค หรือมือถือ ที่จะทำให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงความรู้ออนไลน์ได้อย่างทั่วถึง และที่สำคัญเทคโนโลยีนำพาโอกาสที่เท่าเทียมเพื่อให้ผู้เรียนในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างเท่าเทียม” ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว

นายสมใจ วิเศษทักษิณ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ ได้คำนึงถึงการเตรียมคนไทยในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะทักษะด้านการสื่อสาร สารสนเทศ และการรู้เท่าทันสื่อ ทักษะด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อสนับสนุนการจัดการศึกษาที่หลากหลาย ตอบสนองความต้องการของผู้เรียน ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ได้โดยไม่จำกัดเวลาและสถานที่ ต้องขอขอบคุณคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ โครงการ “คนละเครื่อง พี่แบ่งให้…น้องได้เรียน” จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้กับเด็กที่ขาดแคลนอุปกรณ์สำหรับใช้ในการเรียนออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันมีนักเรียนในเรียนของรัฐที่ยังขาดแคลนอุปกรณ์ Smart Device ประมาณ 1,400,000 คน และคาดว่าจะลดลงอย่างต่อเนื่อง จากที่ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน รวมไปถึงองค์กรต่างๆ พร้อมให้การสนับสนุนช่วยกันแบ่งปัน Smart Device ให้นักเรียนสามารถเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รองศาสตราจารย์ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กล่าวว่า เทคโนโลยีมีความสำคัญอย่างมากต่อการศึกษาในยุคปัจจุบัน ซึ่งคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช เล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องดังกล่าว และพร้อมสนับสนุนในการจัดหาอุปกรณ์ในการเรียน เพื่อให้ทันต่อเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งการมีอุปกรณ์ หรือ Smart Device ให้แก่นักเรียนได้ใช้งาน ถือเป็นการมอบโอกาสในการเรียนรู้ให้นักเรียนทุกคนได้มีโอกาสพัฒนาตนเองอย่างเต็มศักยภาพ เป็นการช่วยลดความเหลื่อมล้ำให้แก่ผู้เรียนในอนาคตได้เป็นอย่างมาก

ในงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการฯ มีภาคเอกชนได้ร่วมสนับสนุนบริจาคเงินเข้าร่วมโครงการ “คนละเครื่อง พี่แบ่งให้…น้องได้เรียน” รวมจำนวน 250,000 บาท

งานแถลงข่าวนี้ นอกจากจะมี คุณหญิงโค้ดดิ้ง คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะรองประธานคณะกรรมการ CODING แห่งชาติ เป็นประธานในพิธีแล้ว ยังมี

นายสมใจ วิเศษทักษิณ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงศึกษาธิการ , รองศาสตราจารย์ ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) , นายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ที่ปรึกษาและประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์ และนโยบาย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช), นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย โฆษกประจำรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช), พร้อมด้วยตัวแทนศิลปิน และสื่อมวลชนร่วมงาน ณ พิพิธภัณฑ์การศึกษาไทย อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

-005

อาชีวะโชว์ 20 ผลงานเด่น จากศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการ ผลักดันสู่ตลาดต่างประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/682865

อาชีวะโชว์ 20 ผลงานเด่น จากศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการ ผลักดันสู่ตลาดต่างประเทศ

อาชีวะโชว์ 20 ผลงานเด่น จากศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการ ผลักดันสู่ตลาดต่างประเทศ

วันอังคาร ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2565, 18.31 น.

อาชีวะโชว์ 20 ผลงานเด่น จากศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการ ผลักดันสู่ตลาดต่างประเทศ

27 กันยายน 2565 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้จัดการประเมินศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษา ระดับชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 (รอบการประเมินปีการศึกษา 2564) ซึ่งเป็นการจัดแสดงผลงานธุรกิจของผู้เรียนอาชีวศึกษา การจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ของศูนย์บ่มเพราะผู้ประกอบการอาชีวศึกษาในรูปแบบนิทรรศการเปิด โดยมี นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานมอบโล่รางวัลเชิดชูเกียรติแก่สถานศึกษาที่มีผลการประเมินศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษาโดดเด่นที่สุด ระดับ 5 จำนวน 20 แห่ง และสถานศึกษาที่มีผลการประเมินศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษาโดดเด่นที่สุด ระดับ 4 จำนวน 37 แห่ง รวมทั้งสิ้น 57 แห่ง มีเรืออากาศโท สมพร ปานดำ  รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และคณะผู้บริหาร ให้การต้อนรับพร้อมนำชมผลงาน ณ วิทยาลัยการอาชีวศึกษาปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบหมายให้ สอศ. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการผลิตและพัฒนากำลังคนในสายอาชีพ ให้มุ่งเสริมสร้างทักษะการเป็นผู้ประกอบการแก่นักศึกษาโดยเน้นการฝึกประกอบอาชีพจริงตามบริบทในแต่ละพื้นที่ที่แตกต่างกัน โดย สอศ. ได้ดำเนินการพัฒนาผู้เรียนอาชีวศึกษาให้มีความรู้ทางด้านการจัดการธุรกิจ ตลอดจนพัฒนาทักษะในการคิดเชิงสร้างสรรค์ ด้วยการสร้างชิ้นงานสิ่งประดิษฐ์ หรือนวัตกรรมใหม่ ตามสาขาวิชาชีพและนำมาต่อยอดในเชิงพาณิชย์ ผ่านการดำเนินงานของ “ศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษา” ในทุกสถานศึกษาอาชีวศึกษา รวมถึงการเชื่อมโยงการทำงานกับ “ศูนย์พัฒนาอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการ” และหน่วยงานเครือข่ายอื่น ๆ อย่างเข้มแข็ง เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการใหม่ให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งตนมองว่า การศึกษาสายอาชีพในปัจจุบันต้องสร้างให้นักศึกษาทำงานได้จริงหรือสร้างอาชีพได้ และจากผลงานการประกวดในวันนี้มีหลายทีมที่โดดเด่นสามารถต่อยอดไปสู่ระดับชาติได้

ด้าน เรืออากาศโท สมพร กล่าวว่า สอศ. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียนด้านวิชาชีพและด้านการเป็นผู้ประกอบการ โดยมีกระบวนการส่งเสริมกลุ่มผู้เรียนที่มีความสนใจและมีความพร้อมให้ได้รับการพัฒนาความรู้ในเชิงลึกด้านธุรกิจ ผ่านกระบวนการอบรม และการทดลองทำธุรกิจภายใต้ศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษาในสถานศึกษา ซึ่งองค์ความรู้ทางธุรกิจจะสามารถช่วยให้รับมือกับความเสี่ยงต่าง ๆที่ส่งผลกระทบต่อรายได้ของผู้เรียนและผู้สำเร็จการศึกษา ตลอดจนเป็นแนวทางในการสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ให้เกิดขึ้น โดยได้จัดตั้งศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษาในสถานศึกษาสังกัด สอศ. ภาครัฐทุกแห่ง เพื่อเป็นแหล่งฝึกประสบการณ์และมีที่ปรึกษาด้านธุรกิจแก่ผู้เรียน ผู้เรียนได้ทำธุรกิจทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษา

ทั้งนี้ มีการติดตามผลการดำเนินงานของศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษาทุกปี ภายใต้กระบวนการประเมินตามเครื่องมือและตัวชี้วัดการประเมินที่ สอศ. กำหนด โดยแบ่งการประเมินอออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับจังหวัด  ระดับภาค  และระดับชาติ ซึ่งกระบวนการสร้างผู้ประกอบการในสถานศึกษาอาชีวศึกษา ประกอบด้วย กระบวนการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรในรายวิชาการเป็นผู้ประกอบการ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและทัศนคติในการเป็นผู้ประกอบการให้แก่ผู้เรียนอาชีวศึกษา และการสร้างเสริมทักษะการเป็นผู้ประกอบการภายใต้การบริหารจัดการของศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษา โดยมุ่งเน้นการสร้างแรงบันดาลใจและการกระตุ้นให้ผู้เรียนมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ประยุกต์ใช้ความรู้และทักษะทางวิชาชีพจากหลักสูตร สู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่มีความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ และทดลองดำเนินธุรกิจจริงในสถานศึกษาและชุมชน ภายใต้กระบวนการให้คำปรึกษาแนะนำจากครูที่ปรึกษาธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญและผู้ที่มีประสบการณ์ทางธุรกิจ รวมทั้งมีการรวบรวมและเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ rproduct.net เพื่อเป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์ให้ผู้สนใจได้เข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการของผู้เรียนอาชีวศึกษาอย่างกว้างขวาง

เรืออากาศโท สมพร กล่าวต่อว่า  มีการประเมินผลการดำเนินงานของศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษาทุกแห่ง เพื่อให้ทราบถึงความก้าวหน้าของการปฏิบัติงานในระดับสถานศึกษาระดับจังหวัด ระดับภาค และระดับชาติ พร้อมทั้งมีการเสริมแรงให้กับสถานศึกษาที่สามารถดำเนินงานตามภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีผลสัมฤทธิ์ตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดต่อไป นอกจากนี้ ยังมีการต่อยอดธุรกิจที่ดำเนินการต่อเนื่องในสถานศึกษา ภายใต้กิจกรรมโครงการอาชีวะสร้างสรรค์แปรฝันสู่ธุรกิจ หรือ RRR Awards “Reach the Dream, Ready for Business, Rcheewa Sangsan” เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้นักเรียนนักศึกษาก้าวไปเป็นผู้ประกอบการใหม่ที่ประสบความสำเร็จและนำแผนธุรกิจไปต่อยอดเป็นแนวทางในการทำเป็นธุรกิจของตนเองได้ต่อไปในอนาคต

รองเลขาธิการ กอศ. กล่าวอีกว่า  สำหรับสถานศึกษาที่มีผลการประเมินศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษาโดดเด่นที่สุด หรือ ระดับ 5 ดาว มีจำนวน 20 แห่ง ได้แก่ 1.ธุรกิจฟู้ดเฟื่องฟ้า ออนไลน์. วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น 2.หน่อไม้เส้นตากแห้งพร้อมผงปรุงรส ( Sun-dried Bamboo Shoot) วิทยาลัยการอาชีพโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด 3.พอเพียง วิทยาลัยอาชีวศึกษาสกลนคร 4.น้ำพริกอัญชันคั่วแห้ง วิทยาลัยเทคนิครัตนบุรี 5.ไรท์หรีด วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุรินทร์ 6.Handy Cute วิทยาลัยสารพัดช่างอุดรธานี 7.Proud Shampoo  วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี  8.บ้านสวนSahaphon Cactus วิทยาลัยอาชีวศึกษาพิษณุโลก 9.Chawa วิทยาลัยอาชีวศึกษาพระนครศรีอยุธยา 10. Sees Travel and Tour วิทยาลัยการอาชีพวังไกลกังวล2

11.ลาบปูซี๊ด วิทยาลัยการอาชีพบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี 12.เครื่องประดับผสมดินปั้นจากเปลือกหอยแครง  พาณิชยการธนบุรี 13.ศิลปะประยุกต์ภาพพระปกบฏประดับฝาผนัง วิทยาลัยอาชีวศึกษาเอี่ยมละออ 14.อินทนิลจันท์ วิทยาลัยสารพัดช่างจันทบุรี 15.ร้อยล้านไม้เสียบ วิทยาลัยการอาชีพบางปะกง  จังหวัดฉะเชิงเทรา 16.น้ำพริกตะไคร้ปลากะตัก วิทยาลัยเทคนิคสัตหับ 17.R Roma เจลหอมปรับอากาศ วิทยาลัยเทคนิคพัทลุง 18.ศรีคราม จานรองแก้วดูดน้ำ วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี 19.ผงโรยข้าวไตปลาเห็ดแครง วิทยาลัยอาชีวศึกษาชุมพร 20.ไก่จิ๋ว 3 รส วิทยาลัยการอาชีพเบตง จังหวัดยะลา

-005

สอวช. เปิดข้อมูลการจ้างงานบุคลากรทักษะสูงด้านสะเต็มเกือบ 900 ตำแหน่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/682745

สอวช. เปิดข้อมูลการจ้างงานบุคลากรทักษะสูงด้านสะเต็มเกือบ 900 ตำแหน่ง

สอวช. เปิดข้อมูลการจ้างงานบุคลากรทักษะสูงด้านสะเต็มเกือบ 900 ตำแหน่ง

วันอังคาร ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2565, 14.00 น.

สอวช. เปิดข้อมูลการจ้างงานบุคลากรทักษะสูงด้านสะเต็มเกือบ 900 ตำแหน่ง เผยตัวเลขประมาณการรายได้รวมของลูกจ้าง สร้างเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจกว่า 360 ล้านบาท

27 กันยายน 2565 ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวว่า ตามที่ สอวช. ร่วมกับ สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สป.อว.) จัดทำแพลตฟอร์มบริการเชื่อมโยงข้อมูลด้านการพัฒนากำลังคนสำหรับภาคอุตสาหกรรมขึ้นมา ผ่านเว็บไซต์ https://stemplus.or.th/ ปัจจุบันแพลตฟอร์มดังกล่าวได้ให้บริการการรับรองการจ้างงานบุคลากรที่มีทักษะสูงและการรับรองหลักสูตรฝึกอบรมด้าน “วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์” หรือ สะเต็ม (STEM) ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการสนับสนุนทางภาษีภายใต้โครงการ Thailand Plus Package ที่ส่งเสริมให้เกิดการยกระดับและพัฒนาทักษะของบุคลากรผ่านรูปแบบการฝึกอบรมในหลักสูตรฝึกอบรมที่ผ่านการรับรองจากกระทรวง อว. รวมทั้งการส่งเสริมการให้เกิดการจ้างงานบุคลากรตำแหน่งงานทักษะสูง

ดร.กิติพงค์ กล่าวว่า มาตรการทางภาษีที่สนับสนุนประกอบด้วย มาตรการที่ 1 การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 250% สำหรับการส่งลูกจ้างเข้ารับการศึกษาหรือฝึกอบรมหรือการจัดฝึกอบรมให้แก่ลูกจ้างเพื่อพัฒนาบุคลากรด้านสะเต็ม ที่ผ่านการรับรองโดยกระทรวง อว. และมาตรการที่ 2 การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 150% สำหรับการจ้างแรงงานลูกจ้างที่มีทักษะสูงด้านสะเต็ม ให้แก่ผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย

สำหรับการจ้างแรงงานลูกจ้างที่มีทักษะสูงด้านสะเต็ม ในมาตรการ Thailand Plus Package นั้น ปัจจุบันบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่ได้จ้างพนักงานใหม่ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 เป็นต้นมา สามารถนำค่าใช้จ่ายที่เป็น “เงินเดือน” พนักงานตั้งแต่ วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2564 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2565 ไปขอยกเว้นภาษีเงินได้ 150% จากกรมสรรพากร โดยขณะนี้มีการรับรองแล้ว 894 ตำแหน่งงาน จาก 46 บริษัท ประมาณการรายได้รวมของลูกจ้างซึ่งเป็นเม็ดเงินที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจราว 360 ล้านบาท

สำหรับการพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะสูงด้านสะเต็ม บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ส่งลูกจ้างเข้ารับการฝึกอบรมในหลักสูตรที่ได้รับการรับรองจาก อว. สามารถนำค่าใช้จ่ายตั้งแต่ วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2564 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2565 ไปขอยกเว้นภาษีเงินได้ 250% จากกรมสรรพากร มีการรับรองหลักสูตรไปแล้ว 472 หลักสูตร จาก 46 หน่วยฝึกอบรม จำนวนผู้ผ่านการฝึกอบรมทั้งหมด ในหลักสูตรที่ผ่านการรับรองตามมาตรการ Thailand Plus Package ล่าสุดมีจำนวน 15,388 คน จาก 608 องค์กร โดยผู้ประกอบการที่ส่งลูกจ้างเข้ารับการฝึกอบรมสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้  ประมาณการค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมคิดเป็น 173 ล้านบาท จำนวนเงินรวมที่ผู้ประกอบการจะขอลดหย่อนภาษีจากการส่งลูกจ้างเข้ารับการฝึกอบรมในหลักสูตรที่ได้รับการรับรอง ได้เพิ่มขึ้น 150% คิดเป็นมูลค่ากว่า 51.9 ล้านบาท และบริษัทยังได้พนักงานที่มีทักษะในการปฏิบัติงานเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

-005

ยกเลิกประกาศ ศธ. มาตรการป้องกันและควบคุมโควิด ในสถานศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/682720

ยกเลิกประกาศ ศธ. มาตรการป้องกันและควบคุมโควิด ในสถานศึกษา

ยกเลิกประกาศ ศธ. มาตรการป้องกันและควบคุมโควิด ในสถานศึกษา

วันอังคาร ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2565, 11.25 น.

ศธ.ยกเลิกประกาศมาตรการป้องกันและควบคุมโควิด-19  และหลักเกณฑ์การเปิดสถานศึกษา ให้ปฏิบัติตามแนวทางคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกำหนด เริ่ม 1 ตุลาคมนี้

วันที่ 27 กันยายน 2565 นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ลงนามยกเลิกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องมาตรการป้องกันและควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง หลักเกณฑ์การเปิดโรงเรียนหรือสถานบันการศึกษาตามข้อกำหนด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

เนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ในประเทศไทยมีแนวโน้มคลี่คลายลงตามลำดับ ประกอบกับกระทรวงสาธารณสุขได้มีการประกาศยกเลิกโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จากโรคติดต่ออันตรายเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 เป็นต้นไปและในการประชุม ศบค.เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2565 ได้มีมติยกเลิกประกาศการบังคับใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เพื่อกลับไปใช้พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2565 เป็นต้นไป

กระทรวงศึกษาธิการ จึงออกประกาศ ดังนี้

1. ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง มาตรการป้องกันและควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2564 และประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง มาตรการป้องกันและควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของกระทรวงศึกษาธิการ (เพิ่มเติมครั้งที่ 1) ลงวันที่ 3 มกราคม 2565 

2. ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง หลักเกณฑ์การเปิดโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 37) ลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2565 

3. ให้หน่วยงานและสถานศึกษาในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการปฏิบัติตามแนวทางที่คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดหรือกระทรวงสาธารณสุขกำหนด 

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 เป็นต้นไป

‘สมาคมศูนย์ข่าวเยาวชนไทย’ร่วมกับ’กระทรวงศึกษาธิการ’และองค์กรภาคี จัดงานประกวด’ยุวทูตสันติภาพ’สู่ยุโรป เป็นครั้งแรก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/682684

'สมาคมศูนย์ข่าวเยาวชนไทย'ร่วมกับ'กระทรวงศึกษาธิการ'และองค์กรภาคี จัดงานประกวด'ยุวทูตสันติภาพ'สู่ยุโรป เป็นครั้งแรก

‘สมาคมศูนย์ข่าวเยาวชนไทย’ร่วมกับ’กระทรวงศึกษาธิการ’และองค์กรภาคี จัดงานประกวด’ยุวทูตสันติภาพ’สู่ยุโรป เป็นครั้งแรก

วันจันทร์ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2565, 22.31 น.

กระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะเจ้าภาพ ร่วมกับ มูลนิธิปฏิจจสมุปบาท โดย พระครูใบฎีกา โอภาโส พระผู้ริเริ่มโครงการสร้างประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสันติภาพโลก , สมาคมศูนย์ข่าวเยาวชนไทย และภาคีเครือข่ายด้านสันติภาพ ร่วมจัดโครงการประกวด ยุวทูตสันติภาพ (Youth Ambassador for Peace of Mankind) เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนเป็นนักสื่อสารด้านสันติภาพอย่างสร้างสรรค์ นําไปสู่การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในตัวบุคคล เกิดการพัฒนาวิถีแห่งสันติภาพแบบองค์รวมในพื้นที่ชุมชน องค์กร และประเทศชาติอย่างยั่งยืน โดยมีการประกวดเยาวชนใน 3 กิจกรรมได้แก่ การประกวดภาพวาด , การประกวดการนําเสนอแนวคิดเป็นภาษาอังกฤษ และการประกวดภาพยนตร์สั้น รวมถึงรางวัลพิเศษสำหรับการโหวตขวัญใจมหาชน โดยนักเรียนผู้ชนะเลิศทั้ง 4 กิจกรรม จะได้เดินทางไปร่วมกิจกรรมด้านสันติภาพในประเทศยุโรป เช่น วัดเพื่อพระนิพพาน เมือง Borken-Dillich ประเทศเยอรมนี ของหลวงพ่อพระครูใบฎีกา โอภาโส พระผู้ริเริ่มโครงการนี้ รวมถึงประเทศอื่นๆ ในยุโรปอีกด้วย

นายปรีดี ภูสีน้ำ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ทุกภาคส่วนและภาคีเครือข่ายด้านสันติภาพได้ให้ความสำคัญกับน้อง ๆ นักเรียนนักศึกษา ระดับ ม.1-4 และ ปวช. ในการผลักดันสร้างยุวทูตสันติภาพ ผ่านการแข่งขัน เพื่อสนับสนุนภารกิจดำเนินงานสร้างประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสันติภาพโลก

โดยนักเรียนนักศึกษา ผู้สมัครเข้าร่วมแข่งขันทุกคน จะได้เข้ารับการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างและพัฒนาความรู้ความเข้าใจเรื่องสันติภาพภายในบุคคลและสันติภาพของโลกในบริบทของศาสนาพุทธ คริสต์ และอิสลาม พร้อมพัฒนาทักษะและศักยภาพของผู้เรียนให้มีความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในโลกดิจิทัล ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้นอกห้องเรียน ได้แก่ ทักษะการสร้างสรรค์ภาพวาดสันติภาพ ทักษะการผลิตและสร้างสรรค์ภาพยนตร์สั้นเพื่อสื่อสันติภาพ และ ทักษะการถ่ายทอดแนวความคิดสันติภาพนำเสนอเป็นภาษาอังกฤษ

ซึ่งภายหลังจากนักเรียน นักศึกษาได้รับการฝึกอบรม จะได้ใช้รู้ ความสามารถ ประสบการณ์ที่ได้รับจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ สร้างสรรค์ผลงานเข้าแข่งขันตามเงื่อนไขที่กำหนดของแต่ละทักษะกิจกรรม โดยคาดหวังว่าผลที่จะได้รับจากโครงการนี้อย่างต่อเนื่องในระยะยาวนั้น จะก่อให้เกิดกระบวนการพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ ของกลุ่มเด็กและเยาวชนให้เป็นนักสื่อสารด้านสันติภาพอย่างสร้างสรรค์ อันนําไปสู่การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในตัวบุคคล และเกิดการพัฒนาวิถีแห่งสันติภาพแบบองค์รวมในพื้นที่ชุมชน สถาบันการศึกษา องค์กร และประเทศชาติอย่างยั่งยืนสืบไป” นายปรีดีกล่าว

นายรัชพล สุวรรณโชติ นายกสมาคมศูนย์ข่าวเยาวชนไทย ประธานการดำเนินการประกวดภาพยนตร์สั้นสันติภาพ กล่าวว่า “ตัวผมและ คุณจุลภควัฒน์ ศรีสุวรรณ (อุปนายกสมาคมศูนย์ข่าวเยาวชนไทย และกรรมการผู้จัดการบริษัท ฟิล์ม 96 ที่ร่วมเป็นกรรมการ) เราเคยได้รับเลือกให้เข้าร่วมใน การประชุมเยาวชนสันติภาพโลก ณ องค์การสหประชาชาติสำนักงานใหญ่ นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา พร้อมกับทีม

คุณแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต มาก่อน ทำให้เข้าใจกระบวนการ แนวคิด และการส่งเสริมเรื่องสันติภาพในเยาวชนทั้งในระดับชาติและในระดับนานาชาติเป็นอย่างดี การได้มารับผิดชอบการดำเนินการการประกวดภาพยนตร์สั้นสันติภาพ ให้กับเยาวชนในโครงการของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ร่วมกับภาคีต่างๆ นี้ จึงนับเป็นเกียรติและเป็นโอกาสอันดีในการนำความรู้ด้านการผลิตสื่อเยาวชนกว่า 30 ปีที่เราทำต่อเนื่องมา ผนวกกับการที่เรามีประสบการณ์ด้านการทำงานกับทีมสันติภาพระดับนานาชาติมาถ่ายทอดให้กับเยาวชนไทย และจะร่วมส่งเสริมให้ได้รับรางวัลยุวทูตสันติภาพของไทย และผู้เข้าร่วมโครงการได้ผลิตงานด้านสื่อเพื่อสันติภาพต่อเนื่อง และประสานเครือข่ายไปยังประเทศต่างๆ ในเครือข่ายของศูนย์ข่าวเยาวชนไทยเองซึ่งมีประสบการณ์ในการเดินทางไปทำงานร่วมกับประเทศต่างๆ มากกว่า 50 ประเทศทั่วโลกอีกด้วย” นายรัชพลกล่าว

นอกจากภาพยนตร์สั้นที่ทีมสมาคมศูนย์ข่าวเยาวชนไทย รับผิดชอบดูแลแล้ว ในส่วนของการประกวดการนำเสนอและพูดเป็นภาษาอังกฤษ ทีมผู้ดูแลคือทีมของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ปิยนารถ ฟักทองพรรณ (ประธาน) อดีตรองผู้อำนวยการสถาบันภาษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , Mr.James R.Haft  อดีตอาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นต้น ในส่วนการของการประกวดภาพวาด ดูแลโดยทีมของ คุณพิมพ์ณัฐชยา บุณยมาลิก (ประธาน) , อาจารย์สุเทพ จันทน ประธานหลักสูตรศิลปบัณฑิต สาขาวิชาศิลปประยุกต์และออกแบบผลิตภัณฑ์ คณะสถาปัตยกรรมและการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เป็นต้น

สำหรับรางวัลชนะเลิศนอกจากจะได้ตำแหน่ง “ยุวทูตสันติภาพ” แล้ว ยังจะได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณ พร้อมเกียรติบัตร จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ทุนการศึกษา 20,000 บาท และได้เดินทางไปถ่ายทำสารคดีและศึกษาเรื่องสันติภาพในประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรป เช่นเยอรมันนี , สวิสเซอร์แลนด์ ,ฝรั่งเศล, อิตาลี ฯลฯ(ทางกระทรวงจะแจ้งยืนยันเรื่องประเทศอีกครั้ง)

สำหรับผลการแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศมีดังนี้

กิจกรรมการนําเสนอผลงานภาพวาด (แข่งขันระดับ ม.1-3) ผู้ชนะเลิศได้แก่ ด.ญ.ปุญญิศา สดใส โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่

กิจกรรมการนําเสนอแนวคิดเป็นภาษาอังกฤษ (แข่งขันระดับ ม.3-4) ผู้ชนะเลิศได้แก่ น.ส.ภิงค์กันย์ ฤกษ์พัฒนาพิพัฒน์ โรงเรียนสารสาสน์เอกตรา กรุงเทพฯ

กิจกรรมการนําเสนอผลงานภาพยนตร์สั้น (แข่งขันระดับ ปวช.) ผู้ชนะเลิศได้แก่ นายวรัญญู ชัยวิเศษ และนายอนุพงษ์ ดวงพิชัย วิทยาลัยพาณิชยการธนบุรี กรุงเทพฯ

ขวัญใจมหาชน(จากการโหวตผ่านสื่อโซเซียล) ได้แก่ ด.ช.อุกกฤศฎ์ เดลกาดาร์ โรงเรียนสารสาสน์เอกตรา กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ ผลรางวัลในส่วนของการประกวดยุวทูตสันติภาพ ประเภทภาพยนตร์สั้น ระดับอาชีวศึกษา รอบชิงชนะเลิศ 5 ทีมสุดท้าย ได้แก่

1.ชนะเลิศ ทีม วิทยาลัยพณิชยการธนบุรี กรุงเทพฯ

2.รองชนะเลิศ อันดับ 1 ทีม วิทยาลัยพณิชยการสันติราษฎร์ ในพระอุปถัมภ์ฯ กรุงเทพฯ

3.รองชนะเลิศ อันดับ 2 ทีม วิทยาลัยอาชีวศึกษาภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต

4.ชมเชย ทีม วิทยาลัยการอาชีพพนมทวน จังหวัดกาญจบุรี

5.ชมเชย ทีม วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ ในพระอุปถัมภ์ฯ กรุงเทพฯ