‘ปลัดมท.’เปิดประกวด‘ผ้าลายขิดนารีรัตนราชกัญญา’รอบตัดสินระดับภาค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/682610

‘ปลัดมท.’เปิดประกวด‘ผ้าลายขิดนารีรัตนราชกัญญา’รอบตัดสินระดับภาค

‘ปลัดมท.’เปิดประกวด‘ผ้าลายขิดนารีรัตนราชกัญญา’รอบตัดสินระดับภาค

วันจันทร์ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2565, 18.08 น.

‘ปลัดมท.’เปิดประกวด‘ผ้าลายขิดนารีรัตนราชกัญญา’รอบตัดสินระดับภาค คัดผลงานโดดเด่น 150 ชิ้น จากกว่า 3,000 ชิ้น ทั่วประเทศ เพื่อประกวดต่อรอบ Semi Final ต.ค.นี้

26 กันยายน 2565 ที่ศูนย์การค้าไอคอนสยาม กรุงเทพมหานคร นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในโครงการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายขิดนารีรัตนราชกัญญา” และงานหัตถกรรม กิจกรรมที่ 1 ประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายขิดนารีรัตนราชกัญญา” และงานหัตถกรรม รอบคัดเลือก พร้อมด้วย นายธีระพันธ์ วรรณรัตน์ ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ การออกแบบแฟชั่น ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายสมคิด จันทมฤก อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายวิฑูรย์ นวลนุกูล รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายสุรศักดิ์ อักษรกุล รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายวรงค์ แสงเมือง ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชน โดยได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย

รวมถึงดีไซน์เนอร์ที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ ร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสินการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายขิดนารีรัตนราชกัญญา” ระดับภาค อาทิ นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทยและผู้เชี่ยวชาญการย้อมสีธรรมชาติ นางสาวรติรส จุลชาต รองประธานกรรมการ บริษัท ไอริส 2005 จำกัด นายกรกลด คำสุข รองคณะบดีฝ่ายนวัตกรรมทางปัญญาและวิจัย วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ นางสาวศรินดา จามรมาน นักวิชาการอิสระ นายศมิสสร สุทธิสังข์ อาจารย์ประจำคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายรวิเทพ มุสิกะปาน ประธานหลักสูตรแฟชั่นสิ่งทอและเครื่องตกแต่ง วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ นายอนุชา ทีรคานนท์ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายนุวัฒน์ พรมจันทึก ช่างต้นแบบสิ่งทอ กรมหม่อนไหม นายภูภวิศ กฤตพลนารา นักออกแบบและเจ้าของแบรนด์ ISSUE และ นายศิริชัย ทหรานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย และเจ้าของแบรนด์ THEATRE พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการและแขกผู้มีเกียรติร่วมงานคับคั่ง

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อวงการผ้าไทยที่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้มีพระดำริพระราชทานโครงการแก่วงการผ้าไทย คือ โครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” หมายถึง ความสุขที่ได้เลือกใช้ศิลปะ หัตถกรรมไทย เพื่อให้รายได้กลับเข้าสู่ชุมชน เป็นวงจรเศรษฐกิจเชิงมหภาค อีกทั้งเป็นการสานต่อพระราชปณิธานแห่ง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อสืบสานภูมิปัญญาและอนุรักษ์ผ้าไทยให้คงอยู่คู่แผ่นดิน รวมถึงสานต่อแนวพระราชดำริของสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาประชาราษฎร์ โดยความสำเร็จของโครงการนี้ ประการที่ 1 คือ ผ้าไทยได้รับการพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญา ทำให้ผ้าไทยมีสีสันลวดลายที่สวยงาม และที่สำคัญล้วนเป็นสีที่มาจากธรรมชาติทั้งสิ้น ประการที่ 2 คือการขับเคลื่อนการพัฒนาไปสู่พี่น้องประชาชน ในเรื่องของการสร้างสรรค์ลวดลาย รูปแบบ เพื่อผ่าทางตันของลวดลายผ้าไทยที่มีมาเนิ่นนาน ทำให้ผู้สวมใส่มีความสุข ดูดี มีชีวิตชีวา เต็มไปด้วยศิลปะ ความประณีต และรูปลักษณ์ที่เตะตาต้องใจ โครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ที่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้ทรงขับเคลื่อนนั้น กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันเป็นโซ่ข้อกลางในการนำเอาข้อมูล ความรู้ต่างๆ เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ไปสู่พี่น้องประชาชน เพื่อให้ประชาชนได้พัฒนาศักยภาพของตนเอง ดังตัวอย่างของกลุ่มผ้าท้องถิ่นต่างๆ ที่ประสบความสำเร็จ เช่น กลุ่มผ้าบาติกภาคใต้ กลุ่มทอผ้าย้อมครามบ้านดอนกอย จ.สกลนคร เป็นต้น

นายสุทธิพงษ์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมุ่งมั่นตั้งพระราชหฤทัย คือ ทรงมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของประชาชนในทุกหนแห่ง ว่าทุกคนมีศักยภาพในการที่จะพัฒนาฝีมือ พัฒนาชิ้นงาน ภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เป็นชิ้นงานที่มีคุณภาพได้ ดังนั้น กระทรวงมหาดไทย เป็นหน่วยงานที่มีความใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชนและมีความสามารถที่จะสนองต่อพระราชปณิธาณดังกล่าว เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้แก่พี่น้องประชาชน และนำเอาองค์ความรู้ที่ถูกต้องไปสู่พี่น้องประชาชนได้ และตรงกับที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้ทรงพระราชทานแนวคิดไว้ว่า การจะช่วยคนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ปากยิ้ม ท้องอิ่ม มีความสุขได้นั้น ไม่ใช่หยิบยื่นเอาสิ่งของ หรือเงินทองไปให้ แต่ต้องติดอาวุธทางปัญญา หรือให้เครื่องมือในการ ประกอบอาชีพให้ประชาชน และตรงกับสิ่งที่องค์การสหประชาชาติ (UN) ได้กำหนดเป็นเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน คือ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ให้มีความเข้าใจ มีความสามารถในการที่จะพัฒนาตนเอง โดยปีนี้ทั้ง 4 ภูมิภาค มีจำนวนผลของผ้าไทยที่ส่งเข้าประกวดมากกว่า 3,000 ชิ้น ถือว่าเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาและประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ซึ่ง “ผ้าลายขิดนารีรัตนราชกัญญา” รายละเอียดนั้นจะมีความยากกว่า “ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” แต่ก็ยังมีผู้ที่ส่งผลงานเข้าประกวดเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ถือว่าโครงการนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ที่สามารถทำให้มีคนมาสืบสานภูมิปัญญาผ้าไทยเพิ่มมากขึ้น อนุรักษ์ผ้าไทยเพิ่มมากขึ้น ช่างทำผ้ามีฝีมือมีผลงานการทำผ้าที่มากขึ้น โดยคำนึงถึงการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน ที่ส่วนหนึ่งเกิดจากการใช้สารเคมีในการย้อมผ้า และหันมาใช้สีธรรมชาติทั้งสิ้น ทั้งหมดนี้ล้วนมาจาก แนวคิดของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ได้พระราชทานไว้เพื่อให้คนมีความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง และนำมาปฏิบัติ และเกิดผลลัพธ์ที่ดี และยิ่งไปกว่านั้น “โครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก” ทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ จำนวนกว่าหลายแสนล้านบาท นับเป็นคุณค่าที่ทุกคนภาคภูมิใจ และนำไปสู่เป้าหมายในการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ประชาชนทุกคนมีสุขภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวด้วยว่า หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา” และงานหัตถกรรม รอบคัดเลือก ที่ได้จัดขึ้นนี้ จะทำให้มีการตื่นตัวในการพัฒนาฝีมือการทอผ้า ทุกเทคนิคของผู้ประกอบการ OTOP และช่างทอผ้าทุกคน ให้มีคุณภาพมีความหลากหลายและมีการประยุกต์รูปแบบลวดลาย สีสันที่ร่วมสมัยสามารถสวมใส่ ได้ทุกเพศ ทุกวัย ทุกโอกาส ตามแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา สืบไป

ด้านอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า กรมการพัฒนาชุมชนได้ดำเนินกิจกรรมประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา” และงานหัตถกรรม ระดับภาค จำนวน 4 จุดดำเนินการ ในพื้นที่ 4 ภูมิภาค เรียบร้อยแล้ว มีผ้าที่ผ่านการประกวดระดับภาค จำนวน 567  ผืน และงานหัตถกรรม จำนวน 83 ชิ้น แยกเป็น ภาคใต้ ประเภทผ้า จำนวน 56 ผืน  ประเภทงานหัตถกรรม จำนวน  27  ชิ้น ภาคกลาง ประเภทผ้า จำนวน 33 ผืน ประเภทงานหัตถกรรม จำนวน  23  ชิ้น ภาคเหนือ ประเภทผ้า จำนวน 84 ผืน  ประเภทงานหัตถกรรม จำนวน 18 ชิ้น และ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประเภทผ้า จำนวน 394  ผืน ประเภทงานหัตถกรรมจำนวน 15 ชิ้น และในวันนี้เป็นการประกวดรอบคัดเลือก โดยคัดเลือกผลงานให้คงเหลือ 150 ผืน/ชิ้น เพื่อประกวดในรอบ Semi Final วันที่ 19 ตุลาคม 2565 และรอบ Final ระดับประเทศ วันที่ 31 ตุลาคม 2565 นี้ โดย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเสด็จเป็นประธานการตัดสิน ดังกล่าว

ทั้งนี้ โครงการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา” และงานหัตถกรรม ได้เปิดรับสมัครผู้ที่สนใจตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน – 19 สิงหาคม 2565 ณ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดและอำเภอทั่วประเทศ ซึ่งมีผู้สมัครส่งผลงานเข้าประกวด จำนวนทั้งสิ้น 2,946 ผืน และงานหัตถกรรม จำนวนทั้งสิ้น 298 ชิ้น โดยได้กำหนดดำเนินการกิจกรรมประกวดผ้าลายพระราชทาน และงานหัตถกรรม ระดับภาค จำนวน 4 จุดดำเนินการ ในพื้นที่ 4 ภูมิภาค ได้แก่ จุดดำเนินการที่ 1 ภาคใต้ จังหวัดสงขลา มีผู้สมัครส่งผลงานเข้าประกวด ประเภทผ้า จำนวน 240 ผืน ประเภทงานหัตถกรรม จำนวน 84 ชิ้น จุดดำเนินการที่ 2 ภาคกลาง จังหวัดชัยนาท มีผู้สมัครส่งผลงานเข้าประกวด ประเภทผ้า จำนวน 232 ผืน ประเภทงานหัตถกรรม จำนวน 67 ชิ้น จุดดำเนินการที่ 3 ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ มีผู้สมัครส่งผลงานเข้าประกวด ประเภทผ้า จำนวน 456 ผืน ประเภทงานหัตถกรรม จำนวน 69 ชิ้น และจุดดำเนินการที่ 4 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดอุดรธานี มีผู้สมัครส่งผลงานเข้าประกวด ประเภทผ้า จำนวน 2,018 ผืน ประเภทงานหัตถกรรม จำนวน 78 ชิ้น 

-005

‘บอร์ด กช.’ เห็นชอบออกระเบียบ จ่ายเงินอุดหนุนรายหัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/682557

‘บอร์ด กช.’ เห็นชอบออกระเบียบ จ่ายเงินอุดหนุนรายหัว

‘บอร์ด กช.’ เห็นชอบออกระเบียบ จ่ายเงินอุดหนุนรายหัว

วันจันทร์ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2565, 16.36 น.

“บอร์ด กช.” เห็นชอบเสนอ รมว.ศธ.ออกระเบียบ ศธ.ช่วยเหลือ นร.ในโรงเรียนเอกชน และอุดหนุนพัฒนาโรงเรียนเอกชน จ.ชายแดนภาคใต้ 

วันที่ 26 กันยายน 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) ว่า ที่ประชุมเห็นชอบเสนอให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ​. ออกร่างระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการกำหนดมาตรการช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนเอกชน เป็นเงินอุดหนุนรายบุคคล (ฉบับที่ …) พ.ศ. … ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เห็นชอบให้ปรับเพิ่มอัตราเงินอุดหนุนรายบุคคลสำหรับนักเรียนพิการในโรงเรียนเอกชน ประเภทสามัญศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และโรงเรียนประเภทอาชีวศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ในปีงบประมาณ 2566 เพิ่มเป็นเงินจำนวน 118,739,045 บาท และอนุมัติในหลักการปรับอัตราเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัว สำหรับผู้เรียนการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในลักษณะงบฯผูกพันต่อเนื่อง 4 ปี ซึ่งครอบคลุมการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งในและนอกระบบ ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลง ร่วมถึงช่วยลดค่าใช้จ่ายของผู้เรียนและผู้ปกครอง และเพื่อเพิ่มศักยภาพในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีงบประมาณ 2566 

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบ การออกร่างระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ว่าด้วยการอุดหนุนพัฒนาประสิทธิภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนเอกชนในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. … เพื่อปรับอัตราเงินอุดหนุนให้สอดคล้องกับมติ ครม. และให้สามารถดำเนินการเบิกจ่ายเงินอุดหนุนให้แก่โรงเรียนเอกชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 เป็นต้นไป 

ภาษาไทย-ภาษาถิ่น กับการเรียนรู้อ่านออกเขียนได้ ของเด็กนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/682533

ภาษาไทย-ภาษาถิ่น กับการเรียนรู้อ่านออกเขียนได้ ของเด็กนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์

ภาษาไทย-ภาษาถิ่น กับการเรียนรู้อ่านออกเขียนได้ ของเด็กนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์

วันจันทร์ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2565, 15.32 น.

ภาษาไทย-ภาษาถิ่น กับการเรียนรู้อ่านออกเขียนได้ ของเด็กนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์

เดินทางมาถึงครึ่งทางแล้ว สำหรับการประกวดเรียงความหัวข้อ “ครูใหญ่ในใจเรา” ที่ทางมูลนิธิเอเชีย ได้ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศและการค้าออสเตรเลีย (DFAT) และสมาคมครูภาษาไทยแห่งประเทศไทย ได้จัดขึ้น ล่าสุดได้เดินทางมาจัดกิจกรรมรณรงค์ให้ความรู้ที่ รร.บ้านห้วยต้มชัยยะวงศาอุปถัมภ์ จ.ลำพูน ซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ หรือกะเหรี่ยง หลักสูตรการเรียนการสอนจะใช้ภาษาไทย-ภาษาถิ่น เรียนรู้ควบคู่กันไป ซึ่งประเด็นดังกล่าวทางสมาคมครูภาษาไทยแห่งประเทศไทย มองว่าไม่เป็นปัญหา แถมยังเป็นประโยชน์เพราะได้เปรียบทางสังคม ส่งเสริมการเรียนรู้ และช่วยรักษาวัฒนธรรมให้ดำรงอยู่ตลอดไป

ดร.พัชรี สินิฐฎา อุปนายกสมาคมครูภาษาไทยแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติ ทุกคนที่เป็นคนไทยจึงต้องเรียนรู้ภาษาไทย เพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสาร โดยเฉพาะนักเรียนไม่ว่าจะอยู่ภาคไหนก็ตามต้องเรียนภาษาไทยที่เป็นภาษากลาง เพราะจะเป็นพื้นฐานความรู้ การอ่านตำราต่างๆ ก็จะพัฒนาไปสู่ความรู้ขั้นสูงได้โดยง่าย สำหรับภาษาถิ่นนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่า เพราะแสดงถึงสภาพแวด ล้อม พื้นที่ ความเป็นอยู่ และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของผู้คน หากเราละทิ้งไป, อับอาย หรือเห็นว่าไม่สมควรนำมาใช้ และไม่สืบทอด ก็จะสูญหายไปได้ คนที่มีทั้งภาษาถิ่นและศึกษาภาษาไทยควบคู่กันไป ถือว่าเป็นผู้ที่ได้เปรียบทางสังคม เพราะมีทั้งหมู่พวกพ้องเดียวกัน และยังเจริญก้าวหน้าทางการเรียนรู้เพิ่มเติมมากขึ้นไปอีก นอกจากนี้ภาษายังเป็นวัฒนธรรมที่แสดงตัวตน ที่ไม่ว่าจะไปพูดที่ไหนก็แสดงความเป็นตัวตน กลุ่มก้อนหรือชาติพันธุ์เดียวกัน และเมื่อมาอยู่ในประเทศไทยก็ต้องถือว่าทุกคนเป็นคนไทย มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน การที่เราได้ทั้งภาษาถิ่นและภาษาไทยภาคกลาง เมื่อได้เรียนรู้เพิ่มเติมมากขึ้นไปเรื่อยๆ ก็จะทำให้สามารถนำความรู้ไปพัฒนากลุ่มหรือชาติพันธุ์ตนเอง ให้ก้าวหน้าได้อย่างแน่นอน”       

ด้าน ดร.ธราธร ตันวิพงษ์ตระกูล ผู้อำนวยการ รร.บ้านห้วยต้มชัยยะวงศาอุปถัมภ์ อ.ลี้ จ.ลำพูน ได้กล่าวว่า “การจัดกิจกรรมรณรงค์ให้ความรู้เรื่องการเขียนเรียงความ และการประกวดในหัวข้อครูใหญ่ในใจเรา ถือเป็นกิจกรรมที่ดี และมีประโยชน์ต่อโรงเรียนของเรามาก เพราะเด็กนักเรียนที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มชนเผ่า เขาจะสื่อสารพูดคุยกันในโรงเรียนด้วยภาษาปกาเกอะญอ หรือกะเหรี่ยงเป็นส่วนใหญ่ ทำให้การพูดภาษาไทยจึงไม่ค่อยชัดเจน เมื่อพูดไม่ชัดจึงทำให้เขียนไม่ชัดเจนตามไปด้วย การที่มีกิจกรรมประกวดเรียงความขึ้นมาก็จะทำให้เด็กนักเรียนได้ไปแก้ไขในจุดนี้ และจะทำให้เขาแตกฉานในเรื่องการใช้ภาษาไทยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาทางโรงเรียนก็มีนโยบายเน้นในเรื่องการอ่านออกเขียนได้  หากนักเรียนมีแค่ความ 
คิด แต่ไม่สามารถนำไปสื่อสารให้คนอื่นเข้าใจได้ ก็จะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งครับ” 

สำหรับกิจกรรมการประกวดเรียงความหัวข้อ “ครูใหญ่ในใจเรา” เป็นการแข่งขันในระดับชั้น ม.1-ม.6 โดยนักเรียนทั่วทุกภาคของประเทศไทย สามารถส่งผลงานเข้าร่วมประกวด หลักเกณฑ์การตัดสินประกอบด้วยรูปแบบ, เนื้อเรื่อง, การใช้ภาษา และลายมือ โดยจะต้องเขียนด้วยลายมือตนเอง ลงบนกระดาษมีเส้นบรรทัด ด้วยปากกาสีน้ำเงินหรือสีดำ ซึ่งผู้ชนะการประกวดจะได้รับเงินรางวัล 20,000 บาท (2 รางวัล), รองชนะเลิศอันดับหนึ่ง 15,000 บาท (2 รางวัล), รองชนะเลิศอันดับสอง 10,000 บาท (2 รางวัล) และรางวัลชมเชย 3,000 บาท (60 รางวัล) พร้อมได้รับเกียรติบัตรจากมูลนิธิฯ ทุกรางวัล สามารถดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ https://drive.google.com/file/d/1epOuWZLmRGAVicZlKVbjz1lajjZjUH_N/view?usp=sharing  และส่งใบสมัครพร้อมผลงานมาทางไปรษณีย์ไปที่ ดร.รัตนา แซ่เล้า มูลนิธิเอเชีย ประเทศไทย เลขที่ 38 อาคารชลันทิพย์ ชั้น 6 ถนนคอนแวนต์ แขวงสีลม เขตบางรัก กทม. 10500 ได้ตั้งแต่วันนี้-31 ต.ค.65 โดยสามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ Facebook : โรงเรียนดีมีทุกที่ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ โทร. 062-7341267 

รัฐบาลหนุนเพิ่มมูลค่าพืชสมุนไพรสู่เวชสำอาง ศูนย์นาโนเทคสกัดสารเห็ดหลินจือ ลดริ้วรอย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/682273

รัฐบาลหนุนเพิ่มมูลค่าพืชสมุนไพรสู่เวชสำอาง ศูนย์นาโนเทคสกัดสารเห็ดหลินจือ ลดริ้วรอย

รัฐบาลหนุนเพิ่มมูลค่าพืชสมุนไพรสู่เวชสำอาง ศูนย์นาโนเทคสกัดสารเห็ดหลินจือ ลดริ้วรอย

วันอาทิตย์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2565, 08.44 น.

รัฐบาลหนุนเพิ่มมูลค่าพืชสมุนไพรสู่เวชสำอาง ศูนย์นาโนเทคสกัดสารเห็ดหลินจือ ลดริ้วรอย

25 กันยายน 2565 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายใต้นโยบายเศรษฐกิจ BCG ส่วนหนึ่งในนั้นคือการส่งเสริมสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการพัฒนาสินค้าพืชและสมุนไพร โดยรัฐบาลให้การสนับสนุนทั้งทางตรงและทางอ้อมผ่านอาทิ สถาบันวิจัยของรัฐ กองทุนสนับสนุนภาคเอกชน และการทำงานร่วมภาครัฐและเอกชน ล่าสุดอีกหนึ่งความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ผลงานจากศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งได้รับงบสนับสนุนจากโครงการ INNOVATIVE HOUSE ภายใต้สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) คือการสกัดสารจากเห็ดหลินจือเพื่อทำเวชสำอางสรรพคุณสูง ลดริ้วรอย กระจ่างใส

การสกัดสารสำคัญจากดอกเห็ดหลินจือ จนได้สารออกฤทธิ์ทางเครื่องสำอางสูง และพัฒนาระบบห่อหุ้มที่เพิ่มความคงตัวและความปลอดภัย สามารถสกัดสารจากเห็ดหลินจือได้ 2 ชนิด คือ Ganoderic acid A และ Ganoderic acid C2 โดยได้ต่อยอดพัฒนาระบบอนุภาคนิโอโซม เพื่อกักเก็บสารสกัดเห็ดหลินจือดังกล่าวให้ยังคงสภาพ กระจายตัวได้ดี มีความปลอดภัยเมื่อสัมผัสผิวมนุษย์ และที่สำคัญ สามารถนำสารสกัดซึมเข้าสู่ผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นางสาวรัชดาฯ กล่าวต่อไปว่า การพัฒนากรรมวิธีสกัดสารสำคัญจากดอกและสปอร์เห็ดหลินจือและระบบอนุภาคนาโนเพื่ออุตสาหกรรมเวชสำอาง ถือเป็นการเสริมจุดแข็งของประเทศในด้านพืชสมุนไพรและสารสกัดธรรมชาติที่หลากหลายให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น โดยอาศัยกลไกวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สอดรับกับโมเดลเศรษฐกิจใหม่ตามนโยบายรัฐบาลอย่าง Bio-Circular-Green Economy หรือ BCG ซึ่งจะเป็นการต่อยอดนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ประเทศสู่ความยั่งยืนใน 3 ด้าน ได้แก่ เกษตรและอาหาร การแพทย์และสุขภาพ วัสดุและพลังงาน

สำหรับอนุภาคสารสกัดเห็ดหลินจือที่ทีมวิจัยนาโนเทคพัฒนาขึ้นนี้ ได้ยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของอนุภาคในชื่อ ริชโอโซม (REISHOSOME) และพัฒนาผลิตภัณฑ์เซรั่มบำรุงผิวหน้าที่มีส่วนผสมของริชโอโซมที่มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ซึ่งได้ผ่านการทดสอบในอาสาสมัครแล้ว ทั้งการระคายเคืองผิวหนังและคุณสมบัติ โดยผลการทดสอบพบว่า ผลิตภัณฑ์เซรั่มบำรุงผิวสามารถช่วยลดเลือนริ้วรอย ทำให้ผิวหน้ากระจ่างใส และมีความชุ่มชื่นเพิ่มขึ้น ปัจจุบัน ได้ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยร่วมผลิตกับภาคเอกชน ตั้งเป้ายอดขาย 30 ล้านบาท ใน 3 ปีแรก  และจะต่อยอดการใช้อนุภาคสารสกัดเห็ดหลินจือในผลิตภัณฑ์อื่นๆ โดยเริ่มจากกลุ่มผลิตภัณฑ์กันแดดด้วย

‘ตรีนุช’เผยมติเห็นชอบ ลดเวลา4ปีเหลือ3ปี ปรับเกณฑ์’ครูพื้นที่ห่างไกล’ มีผล1ตุ.ค.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/682153

'ตรีนุช'เผยมติเห็นชอบ ลดเวลา4ปีเหลือ3ปี ปรับเกณฑ์'ครูพื้นที่ห่างไกล' มีผล1ตุ.ค.นี้

‘ตรีนุช’เผยมติเห็นชอบ ลดเวลา4ปีเหลือ3ปี ปรับเกณฑ์’ครูพื้นที่ห่างไกล’ มีผล1ตุ.ค.นี้

วันเสาร์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2565, 12.18 น.

ปรับเกณฑ์ขอวิทยฐานะครูพื้นที่ห่างไกล -อันตราย ลดเวลา 4 ปี เหลือ 3 ปี เสริมกำลังใจครูทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 24 กันยายน นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงการสนับสนุนแผนดำเนินงานเพื่อยกระดับคุณภาพทางการศึกษา ว่า ในที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)  ครั้งล่าสุด มีการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตามที่ ก.ค.ศ.เสนอ โดยมีมติเห็นชอบให้ลดระยะเวลาในการเสนอขอมีวิทยฐานะ หรือเลื่อนวิทยะฐานะของครูในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร หรือพื้นที่อันตราย จากเดิม 4 ปี เหลือเพียง 3 ปี โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม นี้ เป็นต้นไป

“มีจำนวนสถานศึกษาในปี 2565 จำนวน 3,490 แห่ง ที่คุณครูปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียนเหล่านี้ สามารถใช้เงื่อนไขสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษ มาร่นระยะเวลา เพื่อยื่นขอมีวิทยฐานะ หรือขอเลื่อนได้เร็วขึ้น 1 ปี ถือเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ ศธ.ต้องการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับครู โดยเฉพาะครูที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ที่ยากลำบาก หรือมีความอันตราย มีความเสี่ยง แต่ยินดีที่จะทุ่มเทให้กับการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนของเราให้เติบโตเป็นคนดี และเป็นคนเก่ง” นางสาวตรีนุช กล่าว

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า สถานศึกษาในพื้นที่พิเศษตามหลักเกณฑ์ใหม่นี้ ได้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ สถานศึกษาที่ได้รับการประกาศเป็นสำนักงานในพื้นที่พิเศษตามประกาศกระทรวงการคลัง สถานศึกษาในพื้นที่พิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ จังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสงขลา 4 อำเภอ และกลุ่มสถานศึกษาที่มีความยากลำบากของการคมนาคมและมีความยุ่งยากในการบริหารจัดการศึกษา เช่น เป็นสถานศึกษาที่อยู่ในพื้นที่สูง พื้นที่เกาะ พื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร หรือสถานศึกษาที่รองรับกลุ่มชาติพันธุ์ แยกตามต้นสังกัด ได้แก่ สถานศึกษาในสังกัด สพฐ. 2,633 แห่ง กศน. 842 แห่ง และ สอศ. 15 แห่ง โดยผู้ขอเลื่อนวิทยฐานะ สามารถเสนอผลงานผ่านระบบประเมินวิทยฐานะดิจิทัล (DPA) ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 นี้

รมว.ศธ. กล่าวอีกว่า สำหรับข้อกังวลในการขอวิทยฐานะและเลื่อนวิทยฐานะผ่านระบบ DPA ในช่วงเปลี่ยนผ่าน จากการกำหนดให้มีอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา แทนคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ตามที่รัฐสภาลงมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2560 เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2565 นั้น ครูยังสามารถยื่นเรื่องเพื่อขอมี หรือเลื่อนวิทยฐานะผ่านระบบ DPA ได้ตามปกติโดยไม่กระทบสิทธิ์แต่อย่างใด

นางสาวตรีนุช กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า นอกจากนี้ ที่ประชุม ก.ค.ศ. ยังเห็นชอบการปรับปรุงเกณฑ์มาตรฐานวิชาเอกในสถานศึกษา ตามที่ สพฐ.เสนอ โดยมีการปรับแก้ไขเป็นสาขาวิชาเอกในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ และปลดล็อคเรื่องการเรียงลำดับการบรรจุครูตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาเอกระดับประถมศึกษา เพื่อให้สถานศึกษามีความยืดหยุ่น และมีความคล่องตัวในการบริหารอัตรากำลังสายงานการสอน

“ทั้งนี้ เพื่อให้โรงเรียนสามารถจัดครูได้ครบชั้น ครบวิชา ได้ครูครบตามเกณฑ์ เป็นไปตามความต้องการตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน และหลักสูตรสถานศึกษาตามความต้องการจำเป็น เป็นการลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กที่จะช่วยให้มีครูครบทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น” นางสาวตรีนุช กล่าว  -009

ศธ.ชูแผนยุทธศาสตร์ ‘ซ่อม สร้าง ป้องกัน’ พร้อมยกระดับการศึกษาทุกมิติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/682012

ศธ.ชูแผนยุทธศาสตร์ ‘ซ่อม สร้าง ป้องกัน’ พร้อมยกระดับการศึกษาทุกมิติ

ศธ.ชูแผนยุทธศาสตร์ ‘ซ่อม สร้าง ป้องกัน’ พร้อมยกระดับการศึกษาทุกมิติ

วันศุกร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2565, 15.34 น.

กระทรวงศึกษาธิการ ชูแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มุ่งพัฒนาการศึกษาไทยใน 3 ด้าน คือ ‘ซ่อม สร้าง ป้องกัน’ โดยการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา (ซ่อม) การสร้างโอกาสทางการศึกษา (สร้าง) และการยกระดับคุณภาพทางการศึกษา (ป้องกัน) พร้อมดำเนินงานสู่กลุ่มเป้าหมาย 3 ส่วน ได้แก่ นักเรียน ครู และโรงเรียน ซึ่งต้องบูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่อช่วยยกระดับการศึกษาไทยให้ครอบคลุมทุกมิติ รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นและทำให้การศึกษามีความพร้อมและก้าวไปพร้อมเศรษฐกิจ

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการได้จัดทำโครงการพัฒนาการศึกษา ภายใต้แนวคิด ‘ซ่อม สร้าง ป้องกัน’ เพื่อยกระดับการศึกษาในทุกมิติ โดยมุ่งเน้นต่อยอดจากโครงการเดิม พร้อมด้วยดำเนินการพัฒนาโครงการใหม่ ได้แก่ 1) โครงการพาน้องกลับมาเรียน ซึ่งเกิดขึ้นจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ส่งผลต่อการจัดการศึกษาและเศรษฐกิจ จึงทำให้มีเยาวชนไทยบางส่วนหลุดออกจากระบบการศึกษา สูญเสียโอกาสการเรียนรู้ 2) โครงการ MOE Safety Center เกิดจากปัญหาความไม่ปลอดภัยในสถานศึกษา จึงสร้างช่องทางการรับเรื่องร้องเรียนส่วนกลางขึ้นมา เพื่อให้สามารถเข้าถึงทุกปัญหาทั่วประเทศได้แบบเรียลไทม์ 3) โครงการ CVM และ Excellent Center ซึ่ง CVM เป็นการต่อยอดมาจาก Excellent Center โดยการเป็นเหมือนศูนย์กลางระหว่าง Excellent Center ของหลักสูตรสาขานั้น ๆ กับภาคเอกชน ในการพัฒนาหลักสูตรให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและอบรมครูให้มีความรู้ที่ทันต่อยุคสมัย 4) โครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้ครูมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสามารถมีเวลาทุ่มเทกับห้องเรียนและจัดการเรียนการสอนให้กับนักเรียนได้ดียิ่งขึ้น และ 5) โครงการโรงเรียนคุณภาพ เป็นโครงการที่เกิดขึ้นจากปัญหาของงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดและไม่สามารถจัดสรรให้ครอบคลุมทั่วถึงไปยังโรงเรียนกว่า 30,000 แห่งได้ จึงมีแนวคิด ‘Sharing resources’ คือการแบ่งปันทรัพยากรและแหล่งข้อมูลร่วมกัน โดยส่งเสริมให้โรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน มีโรงเรียนคุณภาพอย่างน้อย 1 แห่ง เพื่อเป็นเสมือนโรงเรียนแม่ค่าย สามารถแชร์ทรัพยากรที่เป็นประโยชน์ร่วมกันกับโรงเรียนเครือข่ายของตน สร้างให้เป็นโมเดลต้นแบบได้ในอนาคต และสามารถลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้กับเยาวชนได้อย่างเห็นผลและเป็นรูปธรรมมากขึ้น

“กระทรวงศึกษาธิการมีแผนยุทธศาสตร์เดินหน้าเตรียมความพร้อมแก้ไขปัญหาและพัฒนาการศึกษาให้เหมาะกับโลกในศตวรรษที่ 21 ซึ่งจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ได้ส่งผลกระทบต่อการศึกษาเป็นอย่างมาก โดยในช่วงนั้นรัฐบาลได้อนุมัติเงินเยียวยา 2,000 บาท เพื่อช่วยเหลือภาระค่าใช้จ่ายของนักเรียนและผู้ปกครอง เป็นวงเงินรวมกว่า 2 พันล้านบาท และล่าสุดเมื่อเดือนสิงหาคม 2565 ที่ผ่านมา รัฐบาลได้อนุมัติเพิ่มเงินเรียนฟรี 15 ปี โดยเป็นการปรับอัตราให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งไม่ได้มีการปรับมากว่า 10 ปีแล้ว นอกจากนี้กระทรวงศึกษาธิการก็ได้มีการทบทวนและเตรียมเสนอเพิ่มงบประมาณค่าอาหารกลางวัน เพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัยปัจจุบันเช่นเดียวกัน เอื้อสำหรับนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็ก พร้อมเชื่อมั่นว่าจะช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ

สำหรับปัญหาด้านการศึกษาที่รัฐบาลให้ความสำคัญและถือเป็นเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วน คือ การทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาได้ ทั้งการศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา จึงเป็นที่มาของโครงการพาน้องกลับมาเรียน ซึ่งเราก็ได้ดึงกลับมาพร้อมป้องกันไม่ให้หลุดซ้ำ เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา รวมถึงการสนับสนุนให้การศึกษาสามารถเข้าถึงได้ทุกช่วงวัย โดยเริ่มตั้งแต่ปฐมวัยไปจนถึงผู้สูงวัย เพื่อช่วยสร้างโอกาสทางการศึกษาให้คนไทยสามารถเรียนรู้ได้ทุกช่วงวัย นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญไม่แพ้การศึกษา นั่นคือความปลอดภัยในสถานศึกษา เราได้จัดทำโครงการ MOE Safety Center ขึ้นมา เพราะความปลอดภัยเป็นเรื่องพื้นฐานสำหรับนักเรียนซึ่งเป็นวัยที่ควรได้รับการปกป้องมากที่สุด ดังนั้น เมื่อตนได้มีโอกาสเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ จึงอยากหยิบเรื่องนี้มาเดินหน้าผลักดันอย่างจริงจัง ทั้งยังเข้าใจความคาดหวังของคนเป็นพ่อแม่ผู้ปกครองเป็นอย่างดี จึงนำยกเรื่องความปลอดภัยมาผลักดันให้พ่อแม่ผู้ปกครองมีความอุ่นใจในการส่งลูกหลานเข้ามาเรียนในระบบการศึกษา และทำให้โรงเรียนเป็นบ้านหลังที่สองให้กับเยาวชนได้จริง

การลดภาระงานครู แก้ไขปัญหาหนี้สินครู เป็นอีกเรื่องที่ต้องการให้ความสำคัญปรับปรุงแก้ไข เพื่อตัดความกังวลของครูในด้านต่าง ๆ และสามารถคืนครูกลับสู่ห้องเรียน จัดการห้องเรียนให้เยาวชนมีความสุขกับการศึกษา นอกจากนี้ยังมีเรื่องงบประมาณด้านการศึกษาที่มีจำกัด โดยได้แก้ไขจัดการด้วยโครงการโรงเรียนคุณภาพที่ใช้หลักการ Sharing resources ซึ่งต้องเดินหน้าผลักดันอย่างเต็มที่ รวมไปจนถึงเรื่องการสร้างความคล่องตัวให้การจัดการเรียนการสอนและการบริหารงานก็ได้เอาระบบดิจิทัลมาใช้แก้ไขปัญหา จนเกิดเป็น Learning platform สำหรับการเรียนรู้นอกห้องเรียน และระบบบริหารงานบุคคลดิจิทัล หรือ ระบบ HRMS” นางสาวตรีนุช กล่าวเสริม

การศึกษาเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องและจำเป็นที่จะต้องบูรณาการการทำงานร่วมกันกับทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรหรือหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ รวมไปถึงชุมชนในแต่ละพื้นที่ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการจะเน้นการประสานงานความร่วมมือกับภาครัฐ เพื่อขยายขอบเขตอำนาจหน้าที่ให้ครอบคลุมและช่วยกันดูแลเยาวชนไทยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ในส่วนของภาคเอกชนจะเป็นการร่วมมือเพื่อเข้ามามีส่วนร่วมในการยกระดับคุณภาพการศึกษาให้ดียิ่งขึ้นและมีหลักสูตรที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย นอกจากนี้ในภาคชุมชนก็ยังมีบทบาทสำคัญต่อการเรียนรู้สืบทอดประวัติศาสตร์และเอกลักษณ์ท้องถิ่น เพื่อสร้างสรรค์เป็น Soft power ของชุมชนออกมาได้

-(016)

เปิดลิสต์ 25 สถานศึกษา ชำระ‘หนี้ กยศ.’ดีที่สุดของประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681982

เปิดลิสต์ 25 สถานศึกษา ชำระ‘หนี้ กยศ.’ดีที่สุดของประเทศ

เปิดลิสต์ 25 สถานศึกษา ชำระ‘หนี้ กยศ.’ดีที่สุดของประเทศ

วันศุกร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2565, 14.03 น.

เปิดลิสต์ 25 สถานศึกษา ชำระ‘หนี้ กยศ.’ดีที่สุดของประเทศ

23 กันยายน 2565 นายชัยณรงค์  กัจฉปานันท์  ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า “กองทุนฯได้จัดอันดับข้อมูลการชำระหนี้ของสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาของรัฐและเอกชน จำนวน 313 แห่ง พบว่ามีอัตราเงินต้นค้างชำระเฉลี่ย 61%

เมื่อพิจารณาจากสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาที่มีจำนวนผู้กู้ยืมที่ครบกำหนดชำระหนี้มากกว่า 2,000 ราย พบว่า สถานศึกษาที่มีอัตราการชำระหนี้ดีที่สุด 25 อันดับแรกส่วนใหญ่เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ โดยมหาวิทยาลัยที่มีอัตราการชำระหนี้ดีที่สุดเป็นอันดับแรก ได้แก่ มหาวิทยาลัยพะเยา และมีมหาวิทยาลัยเอกชน เพียงแห่งเดียวที่ติดอันดับ คือ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ โดยเรียงตามลำดับมหาวิทยาลัยที่มีอัตราการชำระหนี้ดีที่สุด ดังนี้                  

1. มหาวิทยาลัยพะเยา 

2. มหาวิทยาลัยศิลปากร 

3. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา

4. มหาวิทยาลัยนเรศวร 

5. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

6. มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง 

7. มหาวิทยาลัยมหิดล       

8. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 

9. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

10. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

11. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี 

12. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ 

13. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี        

14. สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง 

15. มหาวิทยาลัยบูรพา      

16. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ 

17. มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี 

18. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

19. มหาวิทยาลัยแม่โจ้      

20. มหาวิทยาลัยขอนแก่น              

21. มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย 

22.มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ 

23. สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์

24. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร

25. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน

ทั้งนี้ สถานศึกษามีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมากในการสร้างวินัยและปลูกฝังความรับผิดชอบให้กับนักเรียน นักศึกษาที่จะเติบโตเป็นพลเมืองที่ดีมีคุณภาพ โดยกองทุนขอชื่นชมสถานศึกษาทุกแห่งที่ให้ความสำคัญต่อการดำเนินงานกองทุนและมีส่วนในการสร้างจิตสำนึกความรับผิดชอบให้แก่ผู้กู้ยืม จนทำให้กองทุนได้รับชำระเงินคืนกลับมาหมุนเวียนเพียงพอในการส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียน นักศึกษารุ่นน้อง

“ปัจจุบัน กองทุนฯได้ให้โอกาสนักเรียน นักศึกษาทั่วประเทศไปแล้วทั้งสิ้น 6,284,005 ราย เป็นเงินให้กู้ยืมกว่า 702,309 ล้านบาท ประกอบด้วย ผู้กู้ที่อยู่ระหว่างการศึกษา/ปลอดหนี้ 986,668 ราย ผู้กู้ที่ชำระหนี้เสร็จสิ้นแล้ว 1,669,129 ราย ผู้กู้ที่อยู่ระหว่างการชำระหนี้ 3,559,421 ราย และผู้กู้เสียชีวิต/ทุพพลภาพ 68,787 ราย สำหรับผลการให้กู้ยืมในปีการศึกษา 2565 มีนักเรียน นักศึกษาได้รับอนุมัติให้กู้ยืมจำนวน 638,132 ราย รวมเป็นเงินให้กู้ยืมกว่า 38,879 ล้านบาท และสำหรับผลการรับชำระหนี้ในปีงบประมาณ 2565 กองทุนได้รับชำระเงินคืนแล้วกว่า 27,844 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 20 กันยายน 2565)” ผู้จัดการกองทุน กยศ. กล่าว

เด้งฟ้าผ่า!‘ผอ.รร.’ที่เพชรบูรณ์ เซ่น‘นร.ชาย’บุกหอข่มขืน‘นร.หญิง’ต่อหน้าเพื่อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681944

เด้งฟ้าผ่า!‘ผอ.รร.’ที่เพชรบูรณ์ เซ่น‘นร.ชาย’บุกหอข่มขืน‘นร.หญิง’ต่อหน้าเพื่อน

เด้งฟ้าผ่า!‘ผอ.รร.’ที่เพชรบูรณ์ เซ่น‘นร.ชาย’บุกหอข่มขืน‘นร.หญิง’ต่อหน้าเพื่อน

วันศุกร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2565, 12.03 น.

เด้งฟ้าผ่า!‘ผอ.รร.’ที่เพชรบูรณ์ เซ่น‘นร.ชาย’บุกหอข่มขืน‘นร.หญิง’ต่อหน้าเพื่อน

23 กันยายน 2565 ความคืบหน้ากรณีนักเรียนหญิงอายุ 17 ปี ซึ่งเป็นนักเรียนประเภทอยู่ประจำกินนอนแบบสหศึกษาของโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.เพชรบูรณ์ ถูกนักเรียนผู้ชาย อายุ 15 ปี ก่อเหตุปีนขึ้นหอกักตัวเด็กหญิงที่ติดเชื้อโควิด-19 แล้วข่มขืนต่อหน้าเพื่อนนักเรียนหญิงคนอื่น โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม ที่ผ่านมา และผู้ปกครองเคยร้องที่กระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 12 ก.ย.65 ที่ผ่านด้วยนั้น 

ล่าสุดวันนี้ (23 ก.ย.65) น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า ตนได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวแล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นถือเป็นความบกพร่องของผู้อำนวยการโรงเรียน ซึ่งตนได้สั่งการให้ผู้อำนวยการโรงเรียนมาปฏิบัติงานที่ส่วนกลางแล้ว และมีการตรวจสอบทุกคนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะครูเวรที่ดูแลเด็กในวันที่เกิดเหตุ

“เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่มีความบกพร่อง ต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด ถ้าสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตรวจสอบแล้ว พบว่ามีความละเลยจริงๆ ก็ให้ดำเนินการลงโทษทางวินัยอย่างเต็มที่  ศธ.ต้องดูแลนักเรียนทุกคน โดยเฉพาะเด็กกลุ่มเปราะบางที่ต้องมาเรียนร่วมกัน ฉะนั้นในบริบทที่นักเรียนต้องมาอยู่ร่วมกันทางโรงเรียนจะต้องเคร่งครัดในระเบียบต่างๆ ด้วย” น.ส.ตรีนุช กล่าว

น.ส.ตรีนุช กล่าวอีกว่า ส่วนนักเรียนหญิงผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบและยังอยู่ในโรงเรียน ศธ.จะดูแลสภาพจิตใจนักเรียนอย่างเต็มที่ ตนจะไม่ทอดทิ้ง และไม่ต้องการให้นักเรียนออกจากโรงเรียน โดยจะประสานให้นักจิตวิทยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิด รวมทั้งดูแลเรื่องการจัดการศึกษาด้วย  ศธ. และตนได้ไม่นิ่งนอนใจและเพิกเฉย เพราะถือเป็นเรื่องสำคัญ และได้เน้นย้ำให้โรงเรียนในกลุ่มโรงเรียนประจำว่าจะต้องไม่ละเลยและไม่ให้เรื่องนี้เกิดขึ้นอีก

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า ส่วนที่ผู้ปกครองของนักเรียนบางคนจะย้ายลูกออกจากโรงเรียน  เพราะเกิดความไม่มั่นใจในความปลอดภัยนั้น ศธ.มีหลักการ กลไกและมีระเบียบปฏิบัติที่กำหนดไว้อยู่แล้ว แต่ในทางปฏิบัติโรงเรียนอาจจะหย่อนยานหละหลวมจึงเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ดังนั้นตนจึงกำชับให้กลุ่มโรงเรียนที่มีเด็กอยู่ประจำ ที่เด็กมีกลุ่มเปาะบาง เราต้องดูแลเป็นพิเศษ โรงเรียน​ต้องปฏิบัติตามระเบียบที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อให้เด็กได้รับความปลอดภัยและหากเกิดเหตุการณ์ขึ้นก็ต้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและลงโทษทางวินัยอย่างจริงจัง

‘คุณหญิงกัลยา’ หนุนปั้นผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่บุรีรัมย์ สร้างรายได้นักเรียน สถานศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681845

'คุณหญิงกัลยา' หนุนปั้นผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่บุรีรัมย์ สร้างรายได้นักเรียน สถานศึกษา

‘คุณหญิงกัลยา’ หนุนปั้นผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่บุรีรัมย์ สร้างรายได้นักเรียน สถานศึกษา

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2565, 18.38 น.

คุณหญิงกัลยา หนุนปั้นผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่บุรีรัมย์ สร้างรายได้นักเรียน สถานศึกษา

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เดินทางไปเป็นประธานเปิด ศูนย์บ่มเพาะวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีบุรีรัมย์ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งได้จัดพิธีเปิดโครงการอบรมอาชีวะศึกษาเกษตรและวิทยาลัยประมง สร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ให้กับผู้บริหารสถานศึกษาและครู เพื่อส่งเสริมให้สถานศึกษาอาชีวะเกษตรและประมงสร้างผู้ประกอบการใหม่ ภายในสถานศึกษาได้อย่างเต็มศักยภาพ เพื่อเป็นการสร้างโอกาสในการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้กับสถานศึกษา และนำผลที่ได้จากการฝึกอบรม นำสู่นักเรียนนักศึกษาในสถานศึกษา และขยายผลสู่ชุมชน และเปิดร้าน “K Farm Koffee”

ศูนย์บ่มเพาะวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีบุรีรัมย์ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมด้วยนายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ดร.ศุภชัย  ศรีหล้า ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายวิทยา พลศรี ผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีบุรีรัมย์ หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ตัวแทนหอการค้าจังหวัด

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า “รัฐบาลให้ความสำคัญกับอาชีวศึกษาทุกประเภท โดยแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 ซึ่งเป็นแผนระดับชาติที่กำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะ 5 ปีข้างหน้า (พ.ศ. 2566-2570) ก็ให้ความสำคัญในเรื่องการยกระดับอาชีวศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนมีสมรรถนะตามความต้องการของตลาดงาน และเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ที่ทันสมัยได้ โครงการอบรมฯ ในครั้งนี้จึงสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ดังนั้นจึงเป็นโอกาสดีที่เราจะได้ร่วมกันทำให้การพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความเจริญก้าวหน้าของจังหวัดและของประเทศ แต่อย่างไรก็ตามความเจริญก้าวหน้าก็มาพร้อมกับปัญหาและความผันผวนของสังคมในทุกๆ ด้าน ทุกๆ มิติ เพราะฉะนั้น การพัฒนาคนจึงต้องประกอบด้วยความรู้ ความสามารถ และเป็นคนดี เป็นคนที่มีคุณธรรม จริยธรรมด้วย ดังนั้นความจำเป็นของการเรียนทุกวันนี้ คือการเรียนแบบ STEM คือ Scient -Technology- Engineer- Math และเราก็จะใส่ตัว A คั่นระหว่าง E กับ M เป็น STEAM ซึ่งตัว A หมายถึง Art of Life ซึ่งหมายถึงศิลปวัฒนธรรม รากเหง้า ประเพณี และเสน่ห์ที่ดีงานงามของไทยไว้

การอบรมในครั้งนี้ถือเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญ เพราะมีทั้งภาครัฐ เอกชน ผู้ประกอบการต่างๆ  มาร่วมมือด้วย ถือเป็นการพลิกโฉมการเรียนการสอนซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อนักศึกษา ต่อสถานศึกษาในการพัฒนากำลังคนให้ทันสมัยกับการเปลี่ยนแปลง อยากให้นำความรู้ที่ได้ ไปเผยแพร่และพัฒนาเทคนิคในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าทางการเกษตรของสถานศึกษา ซึ่งสามารถเพิ่มรายได้ให้กับนักเรียนนักศึกษา สถานศึกษา และยังได้สามารถเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้กับสถานศึกษาอีกทั้งยังสามารถขยายผลสู่ชุมชน เกษตรกร รวมถึงประชาชนที่สนใจ จึงเป็นโอกาสอันดีที่คณะผู้บริหาร คณะครู และบุคลากรทางการศึกษาจะส่งเสริมให้สถานศึกษาอาชีวะเกษตรและประมงสร้างผู้ประกอบการใหม่ ภายในสถานศึกษาได้อย่างเต็มกำลังและเต็มศักยภาพ” ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว

ทั้งนี้ ในงานดังกล่าวคุณหญิงกัลยา ยังได้มอบเกียรติบัตร “เพชรเกษตร” แก่ศิษย์เก่าดีเด่นด้านเกษตรของวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 10 วิทยาลัยฯ จำนวน 11 ท่าน และได้เยี่ยมชมการสาธิต การแสดงผลงาน และผลผลิตด้านการเกษตรของนักเรียน นักศึกษาวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีบุรีรัมย์และศิษย์เก่าที่นำมาแสดง พร้อมปล่อยปลาบริเวณแปลงนาสาธิต ร้านกาแฟ “K Farm Koffee”อีกด้วย

นับเป็นโอกาสที่ดีที่คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ใส่ใจ และให้ความสำคัญกับการพัฒนาการศึกษา โดยเฉพาะด้านอาชีวเกษตร ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศของเราภายใต้โลกที่เปลี่ยนแปลงและพัฒนาไม่หยุด การหนุนเสริมอาชีวเกษตร จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกทางรอดที่จะช่วยนำพาประเทศชาติให้พัฒนา ทันสมัย และเท่าทันในโลกยุคปัจจุบันและก้าวสู่โลกอนาคตอย่างมั่นใจต่อไป

‘มธ.-ดีอีเอส’เปิดศูนย์AIมุ่งต่อยอดความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์สู่คนรุ่นใหม่สู่นานาชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681785

‘มธ.-ดีอีเอส’เปิดศูนย์AIมุ่งต่อยอดความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์สู่คนรุ่นใหม่สู่นานาชาติ

‘มธ.-ดีอีเอส’เปิดศูนย์AIมุ่งต่อยอดความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์สู่คนรุ่นใหม่สู่นานาชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2565, 16.14 น.

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2565  ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ได้จัดพิธีเปิด “ศูนย์ปัญญาประดิษฐ์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” หรือ Thammasat AI Centerโดยนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(DES) พร้อมด้วย รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้บริหาร เยี่ยมชมบรรยากาศการเรียนการสอน AI ณ อาคารเรียนรวมสังคมศาสตร์ 3 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

โดยนายชัยวุฒิ กล่าวในการเป็นประธานเปิดศูนย์ปัญญาประดิษฐ์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มุ่งส่งเสริมองค์กรต่างๆ ในการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยมีการพัฒนาแผนยุทธศาสตร์ปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ การพัฒนากำลังคนด้านปัญญาประดิษฐ์ จึงได้มีการจัดตั้งกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้สอดคล้องทันกับสถานการณ์ปัจจุบันนวัตกรรมและเทคโนโลยีโลกเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด  ซึ่งศูนย์ Thammasat AI Center แห่งนี้ เป็นหนึ่งในโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุนดีอี) ทั้งนี้ มุ่งหวังว่า เป็นแหล่งศึกษา เพื่อเรียนรู้และพัฒนาการวิจัยด้าน AI ร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ยกระดับศักยภาพและกระตุ้นการคิดค้นต่อยอดนวัตกรรม สร้างระบบนิเวศชุมชนใช้ AI เป็นเครื่องมือดำเนินธุรกิจ คาดว่ามูลค่าการตลาด AI ทั่วโลกจะสูงกว่า 15.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 565 ล้านล้านบาทในปี 2030 เพิ่มมูลค่าถึง 26% นำไปสู่โอกาสพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทยในอนาคต

ด้าน รศ.เกศินี กล่าวว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีการขับเคลื่อนโครงการใหม่ๆ พัฒนานวัตกรรม ความรู้ และทักษะด้านดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดจัดตั้ง Thammasat AI Center มีเป้าหมายเป็นศูนย์กลางการฝึกอบรมความรู้ด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ให้แก่นักเรียน นักศึกษา ภาคธุรกิจ และบุคคลทั่วไป ตลอดจนเพิ่มพื้นที่สร้างสรรค์ผลงานวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์ให้โดดเด่น พร้อมยกระดับสู่ความร่วมมือระดับชาติและนานาชาติ รองรับการเปลี่ยนผ่านที่ท้าทายของประเทศไทยต้องก้าวสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ในอนาคต

“ปัจจุบัน นอกจาก Thammasat AI Center แล้ว มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ยังได้ริเริ่มโครงการใหม่ 3 โครงการได้แก่ 1. โครงการ Medical Valley ต้นแบบศูนย์นวัตกรรมการแพทย์ครบวงจรมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ศูนย์พัทยา 2. โครงการ 88 sandbox ศูนย์การเรียนรู้ทักษะผู้ประกอบการแห่งอนาคต 3. โครงการ TU Metaverse ที่จะสร้าง campus ที่ 5 ใน Metaverse พร้อมหลักสูตร AI ทั้งระดับปริญญาตรี โท และเอก สอน online และ offline ร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ กว่า 60 องค์กร พัฒนานวัตกรและวิศวกรด้านปัญญาประดิษฐ์ เสริมศักยภาพ AI ของประเทศ”รศ.เกศินี กล่าว

รศ.ดร.จิรพล สังข์โพธิ์ รองอธิการบดีฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า Thammasat AI Center จะเป็นสถาบันที่จุดประกายการศึกษาและพัฒนาด้านปัญญาประดิษฐ์ตอบโจทย์สังคม ชุมชน และคุณภาพชีวิต สร้างสรรค์หลักสูตรใหม่ๆ เพิ่มพูนทักษะด้านดิจิทัลอย่างมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับทั้งระดับประเทศและภูมิภาค เกิดความร่วมมือในมิติทางวิชาการด้าน AI กับนานาชาติ พร้อมก้าวไปสู่นวัตกรรมเชิงพาณิชย์แก่ผู้ประกอบการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

นายสิทธิเดช มัยลาภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน)กล่าวว่า  บริษัทฯ มีความยินดีที่ได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนสถาบันการศึกษาและส่งมอบเทคโนโลยีการเรียนการสอนด้าน AI ให้แก่ Thammasat AI Center เพื่อสนับสนุนนักศึกษา ครูอาจารย์ และประชาชนให้ได้รับความรู้ ทั้งทางด้านวิชาการและทักษะปฏิบัติการ  จากศูนย์ AI ที่ทันสมัยมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย