วช.หนุนแผนรับมือเปลี่ยนแปลงทางอุทกวิทยาและฟลักซ์ ลุ่มน้ำจิวหลง-ลุ่มน้ำเจ้าพระยา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681781

วช.หนุนแผนรับมือเปลี่ยนแปลงทางอุทกวิทยาและฟลักซ์ ลุ่มน้ำจิวหลง-ลุ่มน้ำเจ้าพระยา

วช.หนุนแผนรับมือเปลี่ยนแปลงทางอุทกวิทยาและฟลักซ์ ลุ่มน้ำจิวหลง-ลุ่มน้ำเจ้าพระยา

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2565, 16.02 น.

วช.หนุนแผนรับมือ การเปลี่ยนแปลงกระบวนการทางอุทกวิทยาและฟลักซ์ ของลุ่มน้ำจิวหลง และลุ่มน้ำเจ้าพระยา ด้วยแผนการบริหารจัดการน้ำ

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)  กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้สนับสนุนโครงการวิจัยศึกษาเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทางอุทกวิทยาและฟลักซ์ของลุ่มน้ำจิวหลงและลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยการดำเนินการของศูนย์วิจัยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศระดับภูมิภาคและพลังงานทดแทน มหาวิทยาลัยรามคำแหง (Ramkhamhaeng University Center of Regional Climate Change and Renewable Energy , RU-CORE ) จากสภาพการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในทั่วทุกภูมิภาคของโลกรวมถึงประเทศไทย ที่ทำให้เกิดผลกระทบตามมามากมาย โดยเฉพาะภัยทางธรรมชาติที่รุนแรงมากขึ้นและส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการเกษตร จำเป็นอย่างยิ่งที่ในแต่ละประเทศต้องมีการศึกษาแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เพื่อเตรียมแผนรับมือ เช่น การบริหารจัดการน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นต้น

ดร.วิภารัตน์  ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นองค์กรสำคัญของรัฐในการขับเคลื่อนสนับสนุนงานวิจัย และนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและสังคม เสริมสร้างคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม รวมถึงสามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอดสนับสนุนภาคการผลิตและอุตสาหกรรม เพื่อเสริมศักยภาพเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาประเทศ ปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตรในประเทศไทยนั้นคือยุทธศาสตร์ หรือ แผนการบริหารจัดการน้ำ เพื่อรับมือวิกฤติการณ์ หรือ ภัยธรรมชาติจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ซึ่งทาง วช. ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการศึกษา วิจัย คาดประมาณการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและผลกระทบต่อกระบวนการทางอุทกวิทยา เพื่อเตรียมรับมือในด้านการบริหารจัดการน้ำของประเทศไทยในอนาคต โดย วช.ได้สนับสนุนให้ทาง มหาวิทยาลัยรามคำแหง ดำเนินการศึกษาวิจัย

ผศ.ดร.จิรสรณ์  สันติสิริสมบูรณ์ หัวหน้าโครงการวิจัยศึกษาเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทางอุทกวิทยาและฟลักซ์ ของลุ่มน้ำจิวหลงและลุ่มน้ำเจ้าพระยา ศูนย์วิจัยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศระดับภูมิภาคและพลังงานทดแทน มหาวิทยาลัยรามคำแหง เปิดเผยว่า การศึกษาวิจัยดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างนักวิจัยไทย และ จีน โดยใช้ลุ่มน้ำเจ้าพระยาเป็นโมเดลในการศึกษาเปรียบเทียบกับลุ่มน้ำจิวหลง ของจีน เนื่องจากมีลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศใกล้เคียงกับประเทศไทย ทั้งนี้การศึกษาได้ขยายไปถึงลุ่มน้ำซึ่งเป็นต้นน้ำของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ ลุ่มน้ำปิง วัง ยม น่าน และลุ่มน้ำอื่นที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลจากแบบจำลองการคาดประมาณการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคตที่ใช้ในการศึกษานี้ เป็นผลจากโครงการวิจัย SEACLID / CORDEX Southeast Asia ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง RU-CORE  และนักวิจัยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ประเทศมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และอินโดนีเซีย  โดยได้มีการทดสอบการจำลองภูมิอากาศวิทยา ( climatology ) ในอดีตของประเทศไทยของแบบจำลองดังกล่าว  เปรียบเทียบกับค่าจากการตรวจวัดเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ในข้อมูลคาดประมาณการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต แบบจำลองทางอุทกวิทยาที่พัฒนาขึ้นมานี้ ได้จำลองเหตุการณ์ในอดีตโดยใช้ข้อมูลภูมิอากาศในช่วงปี ค.ศ. 1970 – ค.ศ.2005 และการคาดประมาณอนาคตในช่วงปี ค.ศ. 2006 – ค.ศ. 2060 ผลการคาดประมาณการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคต พบว่าประเทศไทยมีแนวโน้มที่ปริมาณฝนจะลดลง ซึ่งเป็นสัญญาณความถี่ของปีที่จะประสบปัญหาภัยแล้ง มากกว่าปีที่จะประสบปัญหาอุทกภัย แต่จะมีแนวโน้มของฝนที่ตกหนักมากขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณของการเกิดน้ำท่วมฉับพลัน แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศดังกล่าว จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการผลิตในภาคการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร 

การขยายผลต่อยอดองค์ความรู้นี้ ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันในการบูรณาการวางแผนรับมือในเรื่องบริหารจัดการน้ำ อาทิ พิจารณาปรับลดพื้นที่เพาะปลูกพืชที่ต้องการปริมาณน้ำมาก เพิ่มพื้นที่ป่าต้นน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ เป็นต้น ซึ่งสอดคล้องกับแผนปฏิบัติการด้านเทคโนโลยีเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ในการปรับตัวของภาคการเกษตร ( พ.ศ.2558-2567 ) ซึ่งมีเป้าหมายให้ภาคเกษตรไทยปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อรักษา และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสร้างความยั่งยืนของภาคเกษตร อย่างไรก็ตามการศึกษาวิจัยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกภาคส่วนของประเทศไทยสามารถเตรียมแผนรับมือให้สอดคล้องกับสถานการณ์ความเปลี่ยนที่เกิดขึ้น

สถานทูตฟินแลนด์ เชิญ ‘เอ้ สุชัชวีร์’ ปาฐกถาเปิดสัมมนาทิศทางการศึกษาในอนาคต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681671

สถานทูตฟินแลนด์ เชิญ 'เอ้ สุชัชวีร์' ปาฐกถาเปิดสัมมนาทิศทางการศึกษาในอนาคต

สถานทูตฟินแลนด์ เชิญ ‘เอ้ สุชัชวีร์’ ปาฐกถาเปิดสัมมนาทิศทางการศึกษาในอนาคต

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2565, 13.26 น.

สถานทูตฟินแลนด์ เชิญ “เอ้ สุชัชวีร์” ปาฐกถาเปิดสัมมนาทิศทางการศึกษาในอนาคต ชี้ การศึกษาไทยหลังโควิด-19 มี “3 เรื่องดี-3 เรื่องใหญ่”

เมื่อวันที่ 21 ก.ย.65 ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (เอ้) ประธานมูลนิธิโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ในสังฆราชูปถัมภ์ และอดีตอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวปาฐกถาเปิดเวทีสัมมนาออนไลน์ “Future Trends in Education” ซึ่งจัดโดยสถานทูตฟินแลนด์ประจำประเทศไทย และ คณะกรรมการด้านการศึกษา หอการค้าไทย-ฟินแลนด์ (TFCC) โดยสะท้อนทิศทางการศึกษาไทยหลังสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมาว่ามี “3 เรื่องดี-3 เรื่องใหญ่” ปรากฏให้เห็น

ดร.สุชัชวีร์ กล่าวว่า การศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ แต่ไม่เคยได้เป็นพระเอกในสังคมไทย ที่ผ่านมามักจะถูกละเลยให้เป็นประเด็นรอง ทั้งที่ในความเป็นจริงการศึกษาถือเป็นรากฐานสำคัญของสังคม หากจะแก้ปัญหาสังคมอย่างยั่งยืนก็ต้องแก้ที่การศึกษาด้วย และจากสถานการณ์โรคระบาดที่ผ่านมา พบ 3 เรื่องดีที่สามารถนำไปต่อยอดและพัฒนาการศึกษาไทยได้ คือ

1.โครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมดี – ประเทศไทยมีระบบโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีที่แม้ไม่ได้ดีเลิศ แต่ก็ไม่ได้แย่ สังเกตได้จากการปรับตัวไปสู่การเรียนออนไลน์แบบฉับพลันทันทีที่แม้มีปัญหาติดขัดบ้าง แต่ในภาพรวมก็สามารถปรับตัวตามสถานการณ์ได้ทั้งผู้เรียนและผู้สอน ซึ่งสะท้อนว่า สังคมไทยมีความสามารถในการปรับตัวอยู่พอสมควร เพียงแต่ขาดความตื่นตัวในการเปลี่ยนแปลงมากกว่า

2.ระบบโลจิสติกส์ดี – ปัจจุบันระบบการขนส่งสินค้าของไทยขยายตัวและพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทำให้สามารถกระจายสินค้าและทรัพยากรทางการศึกษาไปได้มากขึ้น ซึ่งจุดแข็งตรงนี้เป็นโจทย์ว่าจะทำอย่างไรที่จะนำมาใช้กับการศึกษา เชื่อว่า ด้วยระบบโลจิสติกส์ที่เข้มแข็งของไทยนี้ หากสามารถนำไปต่อยอด จะสร้างประโยชน์ให้กับการศึกษาไทยได้อย่างมหาศาล

3.บุคลากรดี – ในช่วงที่ผ่านมาพบว่า บุคลากรทางการศึกษาทั้งครู นักเรียน ผู้ปกครอง และภาคส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะช่วงวัยใดก็ตาม ต่างมีความสามารถและมีความพยายามอย่างสูงในการปรับตัวกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประกอบกับยังมีความมุ่งมั่นตั้งใจในภารกิจหน้าที่ของตัวเองมากด้วย ในแง่นี้หากวางระบบการจัดการที่ดีและยืดหยุ่นเพียงพอจะรองรับความเปลี่ยนแปลงได้ การศึกษาไทยจะเดินหน้าได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ สุชัชวีร์ยังสะท้อนในอีกด้านหนึ่งว่า แม้จุดดีมีปรากฏ แต่ก็มีเรื่องที่ต้องแก้ไขและต้องคิดใคร่ครวญกันอีกมาก อย่างน้อยก็ 3 เรื่อง คือ

1.เด็กปฐมวัยกับทักษะทางสังคม – งานวิจัยทั่วโลกเห็นตรงกันว่า ช่วงอายุ 3-6 ขวบคือช่วงเวลาที่สำคัญมากที่สุดช่วงหนึ่งของมนุษย์ แต่ในสถานการณ์โควิด-19 ทำให้เด็กไม่ได้ไปโรงเรียน ต้องอยู่บ้าน ไม่ได้เจอเพื่อน ไม่ได้เจอสังคม ทำให้ 2 ปีที่ผ่านมาเด็กปฐมวัยไม่ได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะต่าง ๆ มากนักโดยเฉพาะทักษะทางสังคม โจทย์ที่ต้องคิดต้องแก้คือจะเติมเต็มทักษะเหล่านี้ให้กับเด็ก ๆ ได้อย่างไร

2.ทักษะทางวิชาชีพกับการเรียนออนไลน์ – มีหลากหลายอาชีพที่ต้องใช้ทักษะทางวิชาชีพ เช่น หมอ ช่าง หรือนักวิทยาศาสตร์ที่ต้องทำการทดลอง ซึ่งทักษะเหล่านี้ต้องอาศัยการฝึกฝนและปฏิบัติ แต่ในช่วงที่สถานการณ์บังคับให้ต้องเรียนออนไลน์ ทำให้นักศึกษาจำนวนมากมีข้อจำกัดในการลงมือปฏิบัติจริง จึงอาจส่งผลต่อความชำนาญและความแม่นยำในทักษะวิชาชีพ โจทย์สำคัญอีกเรื่องก็คือ จะเสริมและเติมเต็มทักษะเหล่านี้ได้อย่างไรบ้าง ซึ่งสุชัชวีร์ชี้ว่าปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยสามารถช่วยลดข้อจำกัดในการฝึกฝนทักษะทางวิชาชีพได้ หากนำมาใช้ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ต่อให้ไม่มีโรคระบาดก็ตาม

3.การถอดบทเรียนจากวิกฤติอย่างจริงจัง – โควิด-19 คือมหาวิกฤติของโลกและเป็นสัญญาณเตือนว่าโลกสมัยใหม่จะเปลี่ยนแปลงในทุกมิติอย่างรวดเร็วและคาดคะเนยาก ทำให้หลายประเทศเริ่มถอดบทเรียนและวางแผนเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนในอนาคตแล้ว คำถามสำคัญคือ สังคมไทยเราจะถอดบทเรียนจากวิกฤติโควิด-19 อย่างไร เพื่อแก้ไขจุดอ่อนและเสริมความเข้มแข็งให้มากขึ้น

ท้ายที่สุด สุชัชวีร์เน้นย้ำว่า ไม่ว่าจะอย่างไรการดำเนินงานด้านการศึกษาในอนาคตจะต้องเผชิญกับปัญหาที่จะสลับซับซ้อนมากขึ้น จึงต้องเน้นการกระจายอำนาจทางการศึกษา ในขณะเดียวกันต้องรับฟังและสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน เพราะการศึกษามีผลกระทบกับทุกคนในสังคม จึงเป็นเรื่องของ “เรา”

2 โรงเรียนดัง ประกาศปิดทันที หลังกลิ่นสารเคมีคลุ้งจากนครชัยศรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681647

2 โรงเรียนดัง ประกาศปิดทันที หลังกลิ่นสารเคมีคลุ้งจากนครชัยศรี

2 โรงเรียนดัง ประกาศปิดทันที หลังกลิ่นสารเคมีคลุ้งจากนครชัยศรี

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2565, 10.45 น.

22 ก.ย.65 จากกรณีที่มีสารเคมีรั่วไหล จากโรงงานในพื้นที่ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ส่งผลให้มีกลิ่นกระจายเป็นวงกว้างในพื้นที่รอยต่อกรุงเทพมหานคร กระทั่งสำนักงานเขตทวีวัฒนาแจ้งว่า เบื้องต้นทางโรงงานได้ทำการปิดรอยรั่วแล้ว แต่ยังคงส่งกลิ่นกระจาย
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องที่นี่ : ด่วน!! สารเคมีในโรงงานย่านนครปฐมรั่ว ส่งกลิ่นคลุ้ง กระจายเป็นวงกว้าง
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องที่นี่ ประกาศแจ้งเตือน!! ขอควรปฏิบัติ หลังสารเคมีรั่วในโรงงานพื้นที่บางขุนแก้ว


ขณะเดียวกัน โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ มหามงคล ได้แจ้งหยุดเรียนกรณีพิเศษ 1 วัน ในวันที่ 22 กันยายนนี้ด้วย

ขณะที่ โรงเรียนสาธิตนานาชาติ ม.มหิดล ได้ออกประกาศ งดการเรียนการสอน เนื่องจากเหตุการณ์สารเคมีรั่วไหล ในพื้นที่จังหวัดนครปฐม โดยระบุตอนหนึ่งว่า “สถานการณ์ยังไม่สามารถควบคุมได้ เพื่อป้องกันอันตรายต่อสุขภาพของนักเรียน จึงให้ประกาศงดการเรียนการสอนเป็นเวลา 1 วัน ในวันพฤหัสบดี ที่ 22 กันยายน 2565 ตั้งแต่เวลา 11.00 น. เป็นต้นไป” .-008

มูลนิธิอาซาฮี มอบทุนวิจัยแก่ 8 นักวิจัย มจธ. ประจำปี 2565

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681503

มูลนิธิอาซาฮี มอบทุนวิจัยแก่  8 นักวิจัย มจธ. ประจำปี 2565

มูลนิธิอาซาฮี มอบทุนวิจัยแก่ 8 นักวิจัย มจธ. ประจำปี 2565

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) มจธ. กล่าวว่า ทุนอาซาฮี เป็นทุนที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อความก้าวหน้าทางด้านอุตสาหกรรม เศรษฐกิจ สังคม โดยในปีนี้ มจธ.ได้รับสนับสนุนทุนวิจัยจากมูลนิธิฯ จำนวน 5 ล้านเยน และมหาวิทยาลัยสมทบทุนวิจัยอีก จำนวน 5 ล้านเยน รวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้น10 ล้านเยน หรือประมาณ 3,000,000 บาท ให้กับ 8 โครงการ ใน 6 สาขา ได้แก่ สาขาวัสดุศาสตร์ (Materials Sciences) สาขาชีววิทยาศาสตร์ (Life Sciences) สาขาสิ่งแวดล้อม (Environment) สาขาวิทยาการสารสนเทศ (Information Sciences) สาขาพลังงาน (Energy) ในปีนี้เป็นปีแรกที่มีการให้การสนับสนุนทุนในสาขาสังคมศาสตร์ (Social Sciences) เพื่อจัดการกับปัญหาซับซ้อนขึ้นที่เราทุกคนกำลังเผชิญ อาทิ สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง สังคมผู้สูงอายุ ภาวะการระบาดใหญ่ทั่วโลก โดยวิทยาศาสตร์ (Science) สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ (Social Science) ต้องจับมือทำงานไปร่วมกัน

สำหรับนักวิจัย มจธ.ที่ได้รับทุน วิจัยอาซาฮีประจำปี 2565 ทั้ง 8 โครงการ ใน 4 สาขาการวิจัย ประกอบด้วย 1.สาขาวัสดุศาสตร์ (Materials Sciences)  2 โครงการ ได้แก่ ผศ.ดร.พชรพิชญ์ พรหมอุปถัมภ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ ในผลงานการออกแบบ “โครงสร้างวัสดุพรุนจากกระบวนการพิมพ์สามมิติเพื่อ เพิ่มคุณสมบัติเชิงกลและเชิงชีวภาพสำหรับนำไปใช้เป็นวัสดุทดแทนกระดูก” และ ดร.นนท์ ทองโปร่ง อาจารย์ประจำหลักสูตรวิทยาศาสตร์นาโนและนาโนเทคโนโลยี คณะวิทยาศาสตร์ ในผลงาน “การพัฒนาคำอธิบายที่ถูกต้องของการวัดกระแสไฟฟ้าที่ถูกจำกัดด้วยประจุอิสระหลังถูกป้อนด้วยศักย์ไฟฟ้าในชั้นฟิล์มบางวัสดุเพอรอฟสไกต์สำหรับการวัดคุณสมบัติการนำพาประจุที่แม่นยำ ด้วยการศึกษาเชิงการคำนวณด้วยการเรียนรู้ของเครื่องและการทดลอง” 2.สาขาชีววิทยาศาสตร์ (Life Sciences) 2 โครงการ ได้แก่ ผศ.ดร.ภัทรา ผาสอน สถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ ในผลงาน “การพัฒนาเซลลูโลสแม่เหล็กคอมโพสิตชีวภาพจากเปลือกสับปะรดเพื่อตรึงเอนไซม์:ความยั่งยืน ในการเพิ่มเสถียรภาพและการนำเอนไซม์กลับมาใช้” และ ดร.ดาภะวัลย์ คำชา สถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ ในผลงาน “นิเวศวิทยาการผสมพันธุ์ ลักษณะพื้นที่ทำรังและบทบาทของป่าสนปลูกปัจจัยสำคัญต่อการอนุรักษ์นกไต่ไม้ใหญ่ (Sitta magna) ชนิดพันธุ์ที่ใกล้สูญพันธุ์ระดับโลก” 3.สาขาสิ่แวดล้อม (Environment) 2 โครงการ ได้แก่ Dr.Nasrul Hudayah สถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบในผลงาน “ความสัมพันธ์ระหว่างQuorum sensing และการถ่ายโอนอิเล็กตรอนระหว่างสายพันธุ์ของจุลินทรีย์บนวัสดุตัวกลางชีวภาพแบบเหนี่ยวนำที่ส่งเสริมการผลิตมีเทน” และดร.วัลลภ ชุติพงศ์ สถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ ในผลงาน“การประเมินพลวัตประชากรและอัตราการรอดตายของเสือปลาในพื้นที่ที่มีการใช้ประโยชน์จากมนุษย์” เป็นการศึกษาวิจัยการเปลี่ยนแปลงทางด้านประชากรและการประเมินอัตราการรอดตายของเสือปลาอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ชุ่มน้ำอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอดในระยะยาว และ 4.สาขาสังคมศาสตร์ (Social Sciences) 2 โครงการ ได้แก่ ผศ.ดร.ปฏิภาณ แซ่หลิ่ม อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัยการจัดการและนวัตกรรม ในโครงการ “เราพร้อมหรือยังต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ : วุฒิภาวะด้านการบรรเทาและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอุตสาหกรรมไทย” และ รศ.ดร.อธิปัตย์ บุญเหมาะ อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ ในโครงการ “อบรมเพื่อพัฒนาและส่งเสริมทักษะการสื่อสารแบบออนไลน์และการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรมสำหรับนักศึกษาระดับ
ปริญญาตรีในประเทศไทยหลังจาก ช่วงฐานวิถีชีวิตใหม่ (New Normal)”

ม.อ.ขับเคลื่อน Reinventing University ต่อเนื่อง มุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681504

ม.อ.ขับเคลื่อน Reinventing University ต่อเนื่อง  มุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก

ม.อ.ขับเคลื่อน Reinventing University ต่อเนื่อง มุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผศ.ดร.เถกิง วงศ์ศิริโชติ รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เปิดเผยว่า มอ. เป็นมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับ 1 ใน 10 ของไทยและจัดอยู่ในกลุ่มวิจัยระดับแนวหน้าของโลก (Global and Frontier Research)  ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อดำเนินโครงการพลิกโฉมระบบอุดมศึกษาของประเทศ หรือ Reinventing University ภายใต้การขับเคลื่อน 4 ด้าน ในปี 2563-2564 ได้แก่ ความเป็นนานาชาติ วิทยาศาสตร์ดิจิทัล การท่องเที่ยว และเกษตรกรรมแบบใหม่ 

สำหรับปี 2565 นี้ ม.อ. ยังคงดำเนินกิจกรรมต่อเนื่องตามแผนงาน “การพัฒนาความเป็นเลิศของสถาบันอุดมศึกษาและการผลิตกำลังคนขั้นสูงเพื่อขับเคลื่อนการพลิกโฉมสถาบันอุดมศึกษาตามกลุ่มยุทธศาสตร์” จำนวน 3 โครงการหลัก ได้แก่  1.โครงการสร้างศักยภาพความเป็นนานาชาติที่มีด้วยกัน4 โครงการย่อย คือ โครงการทักษะใหม่ของประชากรโลกเพื่อตลาดแรงงานโลก โครงการ PSU Open Mobility ที่เป็นการพัฒนาความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศในการสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมโดยพัฒนาความร่วมมือด้านวิชาการและการจัดการเรียนการสอนประกอบด้วย Virtual Visiting Professor, International Postdoc, International Virtual Seminar,World Class Self Learning (MOOC) และ Young Global Affairs and Corporate Communication (GACC) โครงการพลิกโฉมการยอมรับในระดับสากล และโครงการยกระดับหลักสูตรสู่การรับรองระดับนานาชาติ ได้แก่ International Accreditation 2.โครงการวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมอาหารทะเล สำหรับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เศรษฐกิจ และสังคม ในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย และ 3.โครงการยกระดับงานวิจัยและนวัตกรรมด้านสุขภาพการแพทย์และเทคนิคการแพทย์ เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เศรษฐกิจ และสังคม ในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย  

“ด้วยการขับเคลื่อนโครงการพลิกโฉมมหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่องทำให้ ม.อ. ได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 8 สถาบันอุดมศึกษาในภูมภาคเอเชียที่ได้รับรางวัล “THE Award Asia 2022” ด้าน International Strategy of the Year หรือ สถาบันอุดมศึกษาที่มีกลยุทธ์ นานาชาติดีที่สุด ซึ่งจัดโดย Times Higher Education หรือ THE สำนักจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกที่มีชื่อเสียงจากประเทศอังกฤษอีกด้วย” รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ ม.อ. กล่าวทิ้งท้าย

ปฏิทินการศึกษา : งาน CMMU Open House

ปฏิทินการศึกษา : งาน CMMU Open House

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) จัดงาน CMMU Open House  ในรูปแบบ Onsite แนะนำการวางแผนการศึกษาต่อในแต่ละสาขาในหลักสูตรปริญญาโท ทั้งหลักสูตรไทยหลักสูตรนานาชาติ รวมถึงหลักสูตรออนไลน์ รับคำปรึกษาเรื่องทุน ฟังบรรยายพิเศษจากคณาจารย์ระดับโลกทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่อาคารมิว วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ย่านวิภาวดี-ดินแดง ในวันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน 2565 หลักสูตรนานาชาติ บรรยายเวลา 10.00 น. เป็นต้นไป และหลักสูตรไทย บรรยายเวลา 13.30 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เพจเฟซบุ๊ค CMMU Mahidol (https://www.facebook.com/CMMUMAHIDOL ) หรือโทรศัพท์ 02-2062000

อบรมหลักสูตร ‘การสร้างผู้เชี่ยวชาญสาขาวิชาชีพ รถไฟความเร็วสูงและระบบราง รุ่นที่ 4’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681499

อบรมหลักสูตร ‘การสร้างผู้เชี่ยวชาญสาขาวิชาชีพ  รถไฟความเร็วสูงและระบบราง รุ่นที่ 4’

อบรมหลักสูตร ‘การสร้างผู้เชี่ยวชาญสาขาวิชาชีพ รถไฟความเร็วสูงและระบบราง รุ่นที่ 4’

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.สุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด พร้อมด้วย ผศ.ดร.ไพจิตร ผาวัน รองคณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ร่วมเป็นประธานเปิดการอบรม “หลักสูตรการสร้างผู้เชี่ยวชาญสาขาวิชาชีพรถไฟความเร็วสูงและระบบราง” รุ่นที่ 4 มีผู้ให้ความสนใจเข้าร่วมการอบรม ในครั้งนี้ 3 สาขา SIG. STN. & OCC. รวมจำนวน 99 คน ณ ห้องประชุมอาคารอเนกประสงค์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม กทม. (บางเขน) เมื่อเร็วๆ นี้

นวัตกรรม ‘วิเคราะห์โรคผ่านฟิล์มเอกซเรย์’ ผลงาน ‘ธรรมศาสตร์ คว้ารางวัลเลิศรัฐ ปี’65

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681507

นวัตกรรม ‘วิเคราะห์โรคผ่านฟิล์มเอกซเรย์’  ผลงาน ‘ธรรมศาสตร์ คว้ารางวัลเลิศรัฐ ปี’65

นวัตกรรม ‘วิเคราะห์โรคผ่านฟิล์มเอกซเรย์’ ผลงาน ‘ธรรมศาสตร์ คว้ารางวัลเลิศรัฐ ปี’65

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นวัตกรรมการตรวจคัดกรองโรคผ่านรูปฟิล์มเอกซเรย์ “AI Chest 4All (DMS-TU) For Thai People” ผลงานจากความร่วมมือของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และ สถาบันทรวงอก โรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้รับรางวัลเลิศรัฐประจำปี 2565 สาขาบริการภาครัฐ ระดับดีเด่น ประเภทขยายผลมาตรฐานการบริการ โดยคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) รางวัลที่มอบให้แก่หน่วยงานของรัฐที่มีผลการพัฒนาคุณภาพการให้บริการเพื่อประชาชนได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส เป็นธรรมและเป็นที่พึงพอใจ

รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดี มธ. เปิดเผยว่า นวัตกรรม AI Chest 4All มีความแม่นยำในการตรวจคัดกรองโรคโดยเฉลี่ยทุกโรคกว่า 90% ปัจจุบันมีโรงพยาบาลกว่า 200 แห่ง ที่ใช้นวัตกรรมนี้ เพราะใช้งานได้ง่าย เพียงมีคอมพิวเตอร์สำหรับลงโปรแกรม และเครือข่ายอินเตอร์เนตก็สามารถใช้งานได้แล้ว เมื่อมีการเอกซเรย์ตรวจร่างกายและได้ภาพถ่ายเอกซเรย์แล้ว ก็จะถูกส่งต่อให้ยังปัญญาประดิษฐ์ซึ่งจะประมวลผลว่าภาพถ่ายเอกซเรย์นั้นมีความปกติหรือผิดปกติ กำลังเป็นโรคอะไร และรอยของโรคอยู่ตรงไหน หากรวมกับเวลาที่ใช้ในการรับ-ส่งข้อมูลผ่านอินเตอร์เนตไปสู่หน้าจอควบคุมเครื่องเอกซเรย์จะใช้เวลาประมาณ1 วินาที นอกจากนี้ AI Chest 4All ยังมีระบบการจัดคิวเพื่อให้ประมวลผลได้อย่างรวดเร็ว ในแต่ละ 1 วินาที จะสามารถรองรับได้หลายร้อยการใช้งานจากโรงพยาบาลทั่วประเทศไทย รวมถึงยังสามารถขยายการให้บริการเพิ่มขึ้นได้อีก และในอนาคตอันใกล้ทาง มธ.จะมีการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับทางกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ด้านการเชื่อมต่อระบบจัดเก็บและสื่อสารข้อมูลทางการแพทย์ (PACS) กับ AI Chest 4All เพื่อให้ทาง สธ. สามารถนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในการช่วยเหลืองานด้านการแพทย์ของประเทศไทยได้

ทางด้าน รศ.ดร.จาตุรงค์ ตันติบัณฑิต อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มธ. ในฐานะผู้คิดค้นกล่าวว่า นวัตกรรมนี้พัฒนาขึ้นมาเพื่อรองรับสถานการณ์โรคที่คนไทยประสบบ่อย ได้แก่ วัณโรค มะเร็งปอด ความผิดปกติของหัวใจความผิดปกติภายในทรวงอก (Intra- Thoracic) รวมไปถึงการตรวจคัดกรองปอดอักเสบ (Pneumonia) อีกทั้งความผิดปกติภายนอกทรวงอก (Extra-thoracic) เช่น กระดูกผิดปกติ ฯลฯ ก่อนหน้านี้เราใช้ AI ในการมาบอกว่าตรงไหนที่น่าจะเป็นรอยโรค แต่ตอนนี้สามารถระบุได้เลยว่ารอยโรคอยู่ตรงไหนแม่นยำขึ้น และอำนวยความสะดวกต่อผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น และในอนาคตจะมีการขยายผลเพื่อให้การตรวจคัดกรองครอบคลุมโรคมากยิ่งขึ้น เช่น CT scan สำหรับผู้ป่วยที่มีโรคทางหลอดเลือดสมอง (Stroke)หรือ MRI ในเฉพาะส่วนของรังสี ฯลฯ อย่างไรก็ดียังมี Product ซอฟต์แวร์ปัญญาประดิษฐ์อื่นๆ ที่กำลังพัฒนาอยู่ ซึ่งจะมุ่งเน้นให้เกิดกับประชาชนมากที่สุด โดยให้สามารถใช้งานได้ฟรี เช่น โรคซึมเศร้า (Depression)อัลไซเมอร์ ฯลฯ

OKLS อบรมครูออนไลน์ ผลิตสื่อสร้างสรรค์ ผ่าน PowerPoint

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681501

OKLS อบรมครูออนไลน์  ผลิตสื่อสร้างสรรค์ ผ่าน PowerPoint

OKLS อบรมครูออนไลน์ ผลิตสื่อสร้างสรรค์ ผ่าน PowerPoint

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

OKLS โรงเรียนภาษาและภูมิปัญญาตะวันออก เชิญชวนครูทั่วประเทศไทย ร่วมอบรมออนไลน์ “ผลิตสื่อสร้างสรรค์ ผ่าน PowerPoint” จำนวน 12 ชั่วโมง ระยะเวลา 2 วัน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ในโอกาสครบรอบ 24 ปี OKLS ครอบคลุมทั้งภาคทฤษฎีและฝึกปฏิบัติ โดยจะจัดอบรม ในวันที่ 13-14 ตุลาคม 2565 (ภาษาจีน) และ 23-24 ตุลาคม 2565 (ภาษาญี่ปุ่น)

โครงการอบรมครู “ผลิตสื่อสร้างสรรค์ ผ่าน PowerPoint” ครั้งนี้จัดขึ้นในรูปแบบออนไลน์ผ่าโปรแกรม ZOOM เนื้อหาครบถ้วนในการใช้โปรแกรม PowerPoint ตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน เทคนิคในการใช้งาน ตลอดถึงการออกแบบการสอนในรูปแบบเกมถ่ายทอดโดยคณะวิทยากรผู้เชี่ยวชาญของ OKLS ที่มีประสบการณ์ในการออกแบบ และสร้างสรรค์สื่อการสอนภาษาจีน และภาษาญี่ปุ่น และนอกจากนี้คุณครูที่เข้าร่วมกิจกรรมอบรมยังได้รับไฟล์ภาพ ไฟล์เสียงและ template PowerPoint สำเร็จรูปสำหรับสร้างสื่อการสอนรูปแบบเกม เพื่อนำไปประยุกต์ต่อยอดการใช้งานในชั้นเรียนของตัวเองต่อไปอีกด้วย พร้อมรับเกียรติบัตรหลังจบการอบรม

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: OKLSSchool หรือ Line : @OKLS และ Tiktok ของ OKLS ได้ที่ @OKLS

สกสว. พร้อมประสานภาคีสนับสนุน ‘วิจัยและนวัตกรรม’ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681591

สกสว. พร้อมประสานภาคีสนับสนุน 'วิจัยและนวัตกรรม' ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

สกสว. พร้อมประสานภาคีสนับสนุน ‘วิจัยและนวัตกรรม’ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

วันพุธ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2565, 20.46 น.

สกสว. พร้อมประสานภาคีสนับสนุน “วิจัยและนวัตกรรม” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

สกสว. ร่วมจัดสานเสวนา “การพัฒนากลไกขับเคลื่อนมาตรการสนับสนุนทุนสำหรับภาคเอกชนเพื่อพัฒนาผลงานวิจัยและนวัตกรรมตามความต้องการของภาครัฐหรืออุปสงค์ของตลาด (TBIR/TTTR)” เนื่องในวัน Thai-BISPA DAY 2022

เมื่อวันที่ 21 กันยายน 65สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมกับ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.), บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน), ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชนและ สมาคมTBAN จัดเสวนา ในหัวข้อ “การพัฒนากลไกขับเคลื่อนมาตรการสนับสนุนทุนสำหรับภาคเอกชนเพื่อพัฒนาผลงานวิจัยและนวัตกรรมตามความต้องการของภาครัฐหรืออุปสงค์ของตลาด (TBIR/TTTR)” โดยมี รศ.ดร.พงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์ รองผู้อำนวยการ สกสว., รศ.ดร.ธงชัย สุวรรณสิชณน์ รองผู้อำนวยการด้านบริหารงานวิจัย บพข., นายเท็ด โปษะกฤษณะ ถิระพัฒน์กรรมการผู้จัดการ บริษัท กราฟีน ครีเอชั่น จำกัด และ นายนริศชา ต่อสุทธิ์กนก กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสพี ครีเอทีฟ เมกเกอร์ ร่วมเป็นวิทยากร

รศ.ดร.พงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์ รองผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่าปัจจุบัน ภาครัฐมีมาตรการสนับสนุนและช่วยเหลือผู้ประกอบการ หรือนักวิจัย นักนวัตกร นักเทคโนโลยีที่ทำวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมทั้งมาตรการในการสร้างธุรกิจใหม่ หรือขยายกิจการเดิมเพื่อปรับตัวให้อยู่รอดตามกระแสการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและการแข่งขันที่สูงขึ้นพอสมควร ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่เอื้อประโยชน์ให้มีการลงทุนทำวิจัย พัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรมมากขึ้น และส่งผลต่อการขับเคลื่อนประเทศไทยให้หลุดพ้นจากกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศรายได้สูง รวมทั้งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย

ต่อความสำคัญดังกล่าว สกสว. จึงร่วมกับสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สอวช.) ออกมาตรการสนับสนุนทุนสำหรับภาคเอกชนเพื่อพัฒนาผลงานวิจัยและนวัตกรรม ตามความต้องการของภาครัฐหรืออุปสงค์ของตลาด (TBIR: Thailand Business Innovation Research / TTTR: Thailand Technology Transfer Research) ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากการขับเคลื่อนพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ.2564 โดยแนวคิดนี้เป็นแนวทางที่ประสบความสำเร็จในประเทศสหรัฐอเมริกามาประยุกต์กับบริบทของระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ของไทย เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการกระตุ้นให้เกิดผลงานวิจัยและนวัตกรรม โดยมีหลักการคือ เป็นกลไกการให้ทุนวิจัยและนวัตกรรมตรงไปยังภาคเอกชนที่มีศักยภาพในการทำวิจัยและนวัตกรรม มุ่งเน้นที่กลุ่มผู้ประกอบการนวัตกรรมเอกชนขนาดกลางที่มีความพร้อมเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการพัฒนาผู้ประกอบการนวัตกรรม (Innovation driven enterprise) ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา สกสว. ร่วมกับหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ได้ทดลองประกาศให้ทุนตามมาตรการ TBIR/TTTR ในลักษณะโครงการนำร่อง (Pilot Project) และได้มอบหมายให้สมาคมหน่วยบ่มเพาะธุรกิจและอุทยานวิทยาศาสตร์ไทย (Thai-BISPA)เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบกระบวนการ คัดเลือกโจทย์จากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนพร้อมกับสรรหาผู้ประกอบการที่มีศักยภาพเพื่อวางแนวทางในการขยายผลการให้ทุนตามมาตรการ TBIR/TTTR ไปยังทุกหน่วยบริหารจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมอื่น ๆ ในประเทศต่อไป

ด้าน รศ.ดร.ธงชัย สุวรรณสิชณน์ รองผู้อำนวยการด้านบริหารงานวิจัย บพข. กล่าวถึงมาตรการ TBIR ว่า เป็นมาตรการสนับสนุนทุนสำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็ก โดยมุ่งหวังให้เกิดผลกระทบทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมจาก 2 ส่วนคือ ส่วนของการทำงานของหน่วยงานภาครัฐในการแก้ไขปัญหาของสังคมของประเทศเพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยที่ปัจจุบันเทคโนโลยีและนวัตกรรมมีบทบาทมากในทุก ๆ ด้าน หน่วยงานภาครัฐจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมทั้งในรูปแบบของผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่ประชาชน มาตรการสนับสนุนทุนสำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็กฯ นี้จะสร้างความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ และผู้ประกอบการในการสร้างนวัตกรรม ยกตัวอย่างเช่น ระบบการให้บริการด้านสุขภาพของรัฐรวมถึงการให้บริการแก่ผู้สูงอายุ การใช้เทคโนโลยีติดตามการจราจรเพื่อบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัด เทคโนโลยีสำหรับการจัดการน้ำ เป็นต้น ประเด็นเหล่านี้สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการใช้นวัตกรรมและการทำงานของภาครัฐและผู้ประกอบการร่วมกัน

เช่นเดียวกับส่วนของผู้ประกอบการ เนื่องจากประเทศไทยมีผู้ประกอบการขนาดเล็กเป็นจำนวนมากและเป็นกำลังขับเคลื่อนสำคัญของประเทศ มาตรการนี้เป็นการสนับสนุนเงินแก่ผู้ประกอบการโดยตรงเพื่อสร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรมและให้สิทธิความเป็นเจ้าของผลงานแก่ผู้ประกอบการเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์จากผลงานนั้น ๆ ได้ อีกทั้งผู้ประกอบการยังสามารถนำนวัตกรรมนั้นไปต่อยอดเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง และยังเป็นการพัฒนาศักยภาพในการสร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้ด้วยตนเองจนสามารถเป็นผู้ประกอบการที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Innovation Driven Enterprise) ที่ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ

อย่างไรก็ดีการดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวปัจจุบัน บพข. ได้สนับสนุนโครงการนำร่อง 2 โครงการ คือ โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเสื้อกันกระแทกที่ใช้วัสดุกราฟีน บริษัท กราฟีนครีเอชั่นส์ จำกัด  (โจทย์ตามความต้องการภาคเอกชน) และ โครงการพัฒนาเครื่องวัดความดันโลหิตแบบดิจิตอลชนิดสื่อสารไร้สายด้วยสัญญาณบลูทูธ บริษัท เอสพี ครีเอทีฟ เมกเกอร์ จำกัด (โจทย์ตามความต้องการภาครัฐ)ซึ่งผู้ประกอบการผู้รับทุนต่างเชื่อมั่นว่าผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 โครงการจะช่วยแก้ปัญหาทางสังคมในเรื่องของความปลอดภัย และ ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศอยู่ในช่วงวิกฤติทางสุขภาพ