แต่งตั้ง-โยกย้าย 152 ‘บิ๊กเขตพื้นที่ฯ’ ล็อตใหม่ คืนอัตรากำลังแทนเกษียณ อีกกว่า 18,546 อัตรา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681582

แต่งตั้ง-โยกย้าย 152 ‘บิ๊กเขตพื้นที่ฯ’ ล็อตใหม่ คืนอัตรากำลังแทนเกษียณ อีกกว่า 18,546 อัตรา

แต่งตั้ง-โยกย้าย 152 ‘บิ๊กเขตพื้นที่ฯ’ ล็อตใหม่ คืนอัตรากำลังแทนเกษียณ อีกกว่า 18,546 อัตรา

วันพุธ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2565, 20.28 น.

วันที่ 21 กันยายน 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ว่า ที่ประชุมเห็นชอบร่างหลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษ เพื่อใช้เป็นเงื่อนไข ในการลดระยะเวลาการขอมีวิทยฐานะหรือเลื่อนวิทยฐานะสำหรับสายงานการสอน และสายงานบริหารสถานศึกษา จำนวน 3,490 โรงเรียน  จาก 4 ปี เหลือ 3 ปี และขณะนี้ได้มีคณะกรรมการการลงไปกลั่นกรองวิทยฐานะของครูในพื้นที่ดังกล่าวแล้ว ถือเป็นขวัญกำลังใจให้กับครูในพื้นที่ห่างไกลที่ยากลำบาก นอกจากนี้ ที่ประชุมยังรับทราบการคืนอัตรากำลังแทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของ ศธ. ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 1 ต.ค.นี้  กว่า 18,546 อัตรา โดย ก.ค.ศ.ได้คืนอัตรากำลังกลับไปให้หน่วยงานต้นสังกัด เพื่อทำการบรรจุแต่งตั้งแล้ว ดังนี้ -สังกัดสำนักงานปลัด กระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 141 อัตรา – สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จำนวน 163 อัตรา – สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จำนวน 2 อัตรา – สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 17,548 อัตรา – สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จำนวน 692 อัตรา

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบเห็นชอบปรับปรุงเกณฑ์มาตรฐานวิชาเอกที่กำหนดให้มีในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารอัตรากำลังสายงาน การสอนในสถานศึกษา และเพื่อให้สถานศึกษามีครูครบชั้น ครบวิชา ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สถานศึกษาสามารถกำหนดให้มีจำนวนครูในการจัดการเรียนรู้ตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับโครงสร้างเวลาเรียนขั้นพื้นฐานได้อย่างเหมาะสม  ให้ปรับจำนวนอัตราครูขั้นต่ำในเกณฑ์มาตรฐานวิชาเอกระดับมัธยมศึกษาเพื่อให้สถานศึกษา เกิดความยืดหยุ่นต่อการจัดครูของสถานศึกษาที่เป็นไปตามความต้องการ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานและหลักสูตรสถานศึกษาตามความต้องการจำเป็น และเพิ่มความคล่องตัวในการบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูในสถานศึกษา โดยการปลดล็อค เรื่อง การเรียงลำดับครูตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาเอกระดับประถมศึกษา แต่สถานศึกษายังคงได้ครูครบวิชา ซึ่งเป็นไปตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 และหลักสูตรสถานศึกษา ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารอัตรากำลังสายงานการสอนในสถานศึกษา สังกัด สพฐ. ต่อไป

“ที่ประชุมยังเห็นชอบการย้าย และบรรจุแต่งตั้ง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) จำนวน 75 ราย และอนุมัติ บรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้ได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ(สพท.) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 77 ราย  มีผลวันที่ 1 ตุลาคม นี้ ขณะเดียวกันที่ประชุมยังให้ชะลอการจัดสอบรองผู้อำนวยการ สพท. และผู้อำนวยการโรงเรียน โดยมอบหมายให้ สำนักงาน ก.ค.ศ. ไปดำเนินการปรับแก้หลักเกณฑ์การสรรหาฯ ให้สอดคล้องกับร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 19/2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของศธ. พ.ศ. … ที่กำลังจะประกาศใช้ นอกจากนี้ ที่ประชุมยังรับทราบ การปรับแก้ส่วนการปรับหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ใหม่) หรือเกณฑ์ PA  เพื่อให้สอดคล้องกับร่างพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งคสช. ฉบับใหม่ แต่ยังคงเปิดให้ยื่นขอมีและเลื่อนวิทยฐานะตามเกณฑ์ใหม่ ในวันที่ 1 ตุลาคม นี้ เช่นเดิม” น.ส.ตรีนุช กล่าว 

มติเอกฉันท์ แต่งตั้ง’ผศ.ดร.อมลวรรณ’ เป็นเลขาธิการคุรุสภาคนใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681523

มติเอกฉันท์ แต่งตั้ง'ผศ.ดร.อมลวรรณ' เป็นเลขาธิการคุรุสภาคนใหม่

มติเอกฉันท์ แต่งตั้ง’ผศ.ดร.อมลวรรณ’ เป็นเลขาธิการคุรุสภาคนใหม่

วันพุธ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2565, 16.27 น.

“บอร์ดคุรุสภา” มติเอกฉันท์ แต่งตั้ง “ผศ.ดร.อมลวรรณ” คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ เป็นเลขาธิการคุรุสภาคนใหม่ 

วันที่ 21 กันยายน 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ว่า ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ เห็นชอบแต่งตั้ง ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ เป็นเลขาธิการคุรุสภาคนใหม่  ซึ่งที่ประชุมเห็นตรงกันถึงความเหมาะสม เนื่องจากคุรุสภาเป็นหน่วยงานหลักในการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และต้องทำหน้าที่ประสานเชื่อมโยงกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) และมหาวิทยาลัยซึ่งถึงเป็นต้นน้ำในการผลิตครู และต้องเข้าใจเรื่องหลักสูตรการเรียนการสอนคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ที่ต้องปรับขบวนการเรียนการสอนต่างๆจึงต้องการผู้ที่สามารถเชื่อมโยงหน่วยงานผลิตครูกับนโยบายของ ศธ.ที่ต้องการครูที่มีสมรรถนะในศตวรรษที่ 21

อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนต่อไปก็จะดำเนินการทำสัญญาจ้างและออกคำสั่งแต่งตั้งเลขาคุรุสภาคนใหม่ และจะเริ่มต้นทำงานวันที่ 3 ตุลาคม นี้

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบตั้งคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพครู (กมว.) แทน คณะกรรมการ กมว. ที่จะหมดวาระในเดือนกันยายนนี้  ส่วนการแต่งตั้งประธาน กมว.นั้น ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 11/2561 ลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2561 เรื่องการแก้ไของค์ประกอบของ กมว.ตามกฎหมายว่าด้วยสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา  ให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ. เป็นคนแต่งตั้ง ซึ่งขณะนี้ตนกำลังพิจารณาคนที่เหมาะสม และต้องเกี่ยวข้องกับการศึกษา รวมถคึงเข้าใจในบริบทของการทำงานของ กมว.เพราะมีหน้าที่ในการประเมินและดูแลวิชาชีพครู

‘ตรีนุช’หารือโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามชายแดนใต้ พร้อมรับ 5 ข้อเสนอ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681478

‘ตรีนุช’หารือโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามชายแดนใต้ พร้อมรับ 5 ข้อเสนอ

‘ตรีนุช’หารือโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามชายแดนใต้ พร้อมรับ 5 ข้อเสนอ

วันพุธ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2565, 14.03 น.

‘ตรีนุช’หารือโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามชายแดนใต้ พร้อมรับ 5 ข้อเสนอ

21 กันยายน 2565 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ได้หารือแนวทางการพัฒนาโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) ร่วมกับคณะกรรมการเครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดชายแดนภาคใต้  โดยมี นายมูหัมหมัดนาสีรุดดีน เละนุ๊ รองประธานเครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามฯ ผู้จัดการโรงเรียนอาซีซสถาน จังหวัดปัตตานี เป็นหัวหน้าคณะ พร้อมตัวแทน ผอ.สช.จชต. รวม 15 คน เข้าหารือ ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า ทางเครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้มีข้อเสนอเรื่องสวัสดิการต่าง ๆของครู เช่น ค่ารักษาพยาบาลครูโรงเรียนเอกชน , ค่าอาหารกลางวันนักเรียน , ค่าพัฒนาผู้บริหาร , เงินอุดหนุนรายหัว และอยากให้มีศึกษานิเทศก์ ซึ่งตนรับข้อเสนอทั้ง 5 ข้อมาพิจารณาหากข้อใดทำได้ก็จะเร่งดำเนินการให้ พร้อมได้มอบให้เลขาธิการ สช.นำไปพิจารณาด้วยแล้ว

ด้านนายพีรศักดิ์ รัตนะ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.) กล่าวว่า เครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีข้อเสนอสำคัญ เช่น การพัฒนาครู การพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาในการจัดการเรียนการสอนแบบแอคทีฟเลินนิ่ง( Active Learning) การจัดทำหลักสูตรฐานสมรรถนะ การจัดอบรมครูในสาขาวิชาต่าง ๆ เช่น อบรมทักษะการสอนภาษาไทย ทักษะการสอนวิชาคณิตศาสตร์  และเทคนิคการสอนเด็กปฐมวัย  ซึ่งทางกระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ก็ได้ดำเนินการอยู่แล้ว แต่อาจจะต้องดำเนินการเพิ่มมากขึ้น

เลขาธิการ กช. กล่าวว่า นอกจากนี้ทางเครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามฯ ได้ขอรับการสนับสนุนค่าอาหารกลางวันเพิ่มขึ้น ซึ่งในเรื่องนี้อยู่ระหว่างที่ สช.ได้ร่วมกับคณะกรรมาธิการวุฒิสภา ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับค่าอาหารกลางวัน เพื่อนำเสนอให้รัฐบาลพิจารณาต่อไป

ส่วนข้อเสนอขอปรับอัตราเงินอุดหนุนรายบุคคลในส่วนของเงินสมทบเป็นเงินเดือนครู สำหรับนักเรียนในโรงเรียนเอกชน ซึ่งในส่วนนี้โรงเรียนเอกชนได้รับให้มีการปรับเพิ่มไปแล้วเมื่อปี 2560 แต่ขณะนี้สภาพเศรษฐกิจเปลี่ยนไป ทางเครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามฯ จึงอยากให้ ศธ.พิจารณาปรับเพิ่มเงินส่วนนี้ให้ อีก ซึ่งในเรื่องนี้สอดคล้องกับแนวทางของ รมว.ศึกษาธิการ ที่ได้มอบให้ สช.ร่วมกับสภาการศึกษา ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเงินอุดหนุนรายหัวของโรงเรียนเอกชนเป็นการเฉพาะ

“ขณะนี้ สช.และสภาการศึกษา ได้เก็บข้อมูลเชิงปริมาณเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยมีโรงเรียนเอกชนตอบแบบสอบถามมาแล้วกว่า 2,900 โรงเรียน และมีกำหนดจะลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลแบบโฟกัสกรุ๊ปในโรงเรียนเอกชนภายในต้นเดือนตุลาคมนี้ เมื่อสภาการศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะทำเป็นข้อเสนอให้รัฐบาลพิจารณาต่อไป ข้อเสนอต่างๆวันนี้ก็สอดคล้องกับแนวทางที่ รมว.ศึกษาธิการ ได้สั่งการให้ สช.ดำเนินการอยู่แล้ว ก่อนที่เครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามฯจะมายื่นข้อเสนอ” เลขาธิการ กช. กล่าว

-005

การเมืองพลิกโฉมประเทศไทย ‘พรรคการเมืองทางสายกลาง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681330

การเมืองพลิกโฉมประเทศไทย  ‘พรรคการเมืองทางสายกลาง’

การเมืองพลิกโฉมประเทศไทย ‘พรรคการเมืองทางสายกลาง’

วันพุธ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“วิกฤตการเมืองอย่างเรื้อรัง อันทำให้ประเทศเสียโอกาสที่วิกฤต และหาทางออกไม่ได้ เพราะใช้แนวคิดตะวันตก” วิธีคิดแบบตะวันตก คือ “คิดแบบตายตัว แยกส่วน แยกข้าง แยกขั้ว เป็นปฏิปักษ์ (antagonistic) และต่อสู้แย่งชิงกัน หรือคิดเชิงอำนาจ” ดังที่ชาวยุโรปได้ใช้อำนาจแย่งชิงไปทั่วโลก ทำให้โลกวุ่นวาย ปั่นป่วน เสียสมดุล วิกฤตไปหมดทุกด้านอยู่ในขณะนี้ และยุโรปกำลังใช้กรรมอยู่ในขณะนี้ “ไทยก็เอาอย่างวิธีคิดเขามา เพราะเขามีอำนาจ จนประเทศเราปั่นป่วน วุ่นวาย ทั้งๆ ที่เรามีทรัพยากรมากพอที่จะพัฒนาให้คนไทยทุกคนพออยู่พอกินและมีไมตรีจิตต่อกัน” อันเป็นพระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัว ร.9

ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ พระพุทธองค์เป็นศาสดาเอกของโลก คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นเหตุเป็นผลเป็นวิทยาศาสตร์ที่สุด ดังที่ไอน์สไตน์กล่าวว่าถ้าเขาต้องเลือกศาสนาใดศาสนาหนึ่งก็ศาสนาพุทธนั่นแหละ ไอน์สไตน์ยังกล่าวว่า “เราต้องการวิถีคิดใหม่โดยสิ้นเชิง ถ้ามนุษยชาติจะอยู่รอดได้ (We shall need a radically new manner of thinking, if mankind is to survive)” วิถีคิด
แบบเก่า ไปต่อไปไม่ได้แล้ว

วิถีคิดแบบพุทธที่เรียกว่า “ทางสายกลาง” นั้นเป็นทางสายปัญญา ไม่ใช่สายอำนาจ ไม่แยกส่วน ไม่แยกข้างแยกขั้ว
ไม่คิดเชิงปฏิปักษ์ แต่เน้นความเมตตาและการอยู่ร่วมกัน พรรคการเมืองจะชื่ออะไรๆ ก็ใช้แนวคิดทางสายกลางได้ เมื่อพรรคการเมืองใช้ทางสายกลาง ก็จะร่วมมือและส่งเสริมซึ่งกันและกันในหลายรูปแบบ ไม่ว่าเป็นรัฐบาลหรือไม่เป็น ก็ร่วมมือกันเพื่อบ้านเมืองได้ เพราะไม่คิดเชิงปฏิปักษ์และการต่อสู้โค่นล้ม

สังคมปัจจุบันต่างจากสังคมโบราณโดยสิ้นเชิง กลายเป็นระบบซับซ้อน (Complexity system) ที่ซับซ้อนและยากอย่างยิ่ง วิธีเก่าๆ ใช้ไม่ได้ผลแล้ว วิธีเก่า คือ การใช้อำนาจ หรือเงิน หรือการใช้ความรู้สำเร็จรูป หรือการวิพากษ์วิจารณ์ เนื่องจากพรรคการเมืองใช้วิธีเก่าๆ จึงแก้ปัญหาไม่ได้ ประเทศไทยติดอยู่ในหลุมดำแห่งวิกฤตเรื้อรัง ทำให้เสียโอกาสไปมาก ทางสายกลางจะทำให้รวมตัวร่วมคิดร่วมทำกันได้ การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ (Interactive learning through action)ในสถานการณ์จริงเป็น “วิธีการทางปัญญา”ที่ทรงพลังยิ่ง จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transformation) หรือการ
พลิกโฉมประเทศไทย

วิธีการทางปัญญาดังกล่าวนี้ ยิ่งทำยิ่งรักกันมากขึ้น เพราะมีความเสมอภาค ภราดรภาค และสามัคคีธรรม ยิ่งเชื่อถือไว้วางใจกันมากขึ้น ยิ่งฉลาดขึ้น และฉลาดร่วมกัน เกิดปัญญาร่วม (Collective wisdom) อัจฉริยภาพกลุ่ม (Group genius) และนวัตกรรม ทั้งหมดเป็นพลังมหาศาล ที่ทำให้ฝ่าความยากทุกชนิดไปสู่ความสำเร็จ แล้วมีความสุขประดุจบรรลุนิพพานร่วมกัน

เมื่อเชื่อถือไว้วางใจกันและเกิดปัญญาร่วม ก็จะไม่มีอะไรที่ประเทศไทยทำไม่ได้อีกต่อไป สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ก็จะเป็นไปได้ จึงกล่าวว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transformation) ในทุกมิติคือ การพลิกโฉมประเทศไทย (Transformation Thailand) จะไม่มีความขัดแย้งรุนแรงระหว่างซ้ายและขวาอย่างน่าสลดสังเวชอีกต่อไป เพราะปัญญาทำให้เห็นช้างทั้งตัวหรือองค์รวม คนต้องมีทั้งแขนซ้ายแขนขวา เครื่องบินที่เป็นองค์รวมต้องมีทั้งปีกซ้ายปีกขวา ฉันใด ประเทศไทยที่เป็นองค์รวม ก็ฉันนั้น

“ที่ว่าตาบอดคลำช้างแล้วทะเลาะกันยกใหญ่ เป็นเพราะตาบอดจึงไม่เห็นช้างทั้งตัว คลำรู้เป็นส่วนๆ ถ้าเห็นช้างทั้งตัวก็ไม่มีอะไรทะเลาะกัน เพราะส่วนต่างๆ ล้วนเป็นของช้างตัวเดียวกัน การคิดแบบแยกส่วน แบ่งข้างแบ่งขั้ว ทำให้ชาวโลกเหมือนตาบอดคลำช้าง ทะเลาะกันยกใหญ่ วุ่นวาย รุนแรงกันไปทั่ว เราอย่าตามเขาไปเลย เดินตามพระพุทธเจ้าด้วยทางสายกลางดีกว่า ทุกคนล้วนเป็นเพื่อน เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น อย่ามีเวรต่อกันเลย แต่มีความเมตตาและคำนึงถึงการอยู่ร่วมกันอย่างสันติดีกว่า”

ทางสายกลางจะทำให้คนไทยก้าวข้ามความขัดแย้งทุกประเภท เมื่อใดคนไทยมีความมุ่งมั่นร่วมกัน และสามารถเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติในสถานการณ์จริงได้จะเกิดพลังมหาศาล ที่จะขับเคลื่อนไปสู่ความเจริญอย่างแท้จริง จนเข้าสู่ยุคศรีอาริยะที่มีความเจริญพร้อมทุกด้าน การเมืองใหม่ คือ การเมืองทางสายกลาง ขอพรรคการเมืองและเพื่อนคนไทย พิจารณาให้ดีๆ ประเทศไทยมาถึงจุดพลิกผัน (Tipping point) แล้ว

โอกาสพลิกโฉมประเทศไทย อยู่ต่อหน้าเราแล้ว!!!

ประกาศผล 36 ผู้รับรางวัลประกวดออกแบบ ศิลปะเพื่อปกป้องชั้นโอโซนและสภาพภูมิอากาศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681333

ประกาศผล 36 ผู้รับรางวัลประกวดออกแบบ  ศิลปะเพื่อปกป้องชั้นโอโซนและสภาพภูมิอากาศ

ประกาศผล 36 ผู้รับรางวัลประกวดออกแบบ ศิลปะเพื่อปกป้องชั้นโอโซนและสภาพภูมิอากาศ

วันพุธ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สหประชาชาติ โดย โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme : UNEP) และ องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization : UNESCO) ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล โดย คณะวิศวกรรมศาสตร์ ประกาศผล การประกวดออกแบบศิลปะเพื่อปกป้องชั้นโอโซนและสภาพภูมิอากาศ ระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific Regional Ozone2Climate Art Contest) 2021-2022

โดยมี 36 ผลงาน จากนานาประเทศได้รับรางวัล การจัดประกวดในครั้งนี้ใช้เวลา 1 ปี เพื่อที่จะรณรงค์เพิ่มความตระหนักรู้ของสาธารณชนและประชาคมเอเชีย-แปซิฟิก เกี่ยวกับความสำคัญของข้อตกลงเพื่อร่วมกันปกป้องสุขภาพของมวลมนุษย์และสิ่งแวดล้อม และกระตุ้นให้เกิดพลังความร่วมมือทุกภาคส่วน โดยการประกวดเป็นส่วนหนึ่งของ UNEP ในการดำเนินงานของกองทุน Protocol’s Multilateral Fund

รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า 34 ประเทศ จากเอเชียและแปซิฟิกเข้าร่วมการประกวดครั้งนี้ ซึ่งเปิดรับสมัครตั้งแต่ 16 กันยายน ในปีที่ผ่านมา โดย สหประชาชาติ โดย โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme : UNEP) และ องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization : UNESCO) และมหาวิทยาลัยมหิดล โดย คณะวิศวกรรมศาสตร์

ปรากฏว่า มีผลงานจากผู้สมัครนานาประเทศกว่า 6,000 ชิ้น ที่ส่งเข้ามาใน 3 ประเภท คือ ภาพวาด (Drawing), กราฟิกดีไซน์ (Graphic Design), ภาพถ่าย (Photography) ซึ่งเป็นรอบภายในประเทศ ทั้งนี้ 55% และ 60% ที่ส่งผลงานเข้ามานั้น เป็นเยาวชนและผู้หญิงตามลำดับ ในขั้นตอนสุดท้ายเมื่อเดือนเมษายน 2022 ผลงาน 98 ชิ้น จากประเทศที่เข้าร่วมประกวด ได้รับการเสนอชื่อเข้าสู่การประกวดรอบชิงชนะเลิศในระดับภูมิภาค และได้นำไปลงในเว็บไซต์เพื่อให้ประชาชนได้โหวตภาพที่ตนชื่นชอบ เมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2022

ในรอบชนะเลิศ ได้รับการพิจารณาจากหน่วยโอโซนแห่งชาติ (National Ozone Unit : NOUs) คณะกรรมการตัดสินระดับภูมิภาค ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจาก UNEP UNESCO และมหาวิทยาลัยมหิดล โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ พร้อมด้วยตัวแทนเยาวชน 1 คน และศิลปินจากประเทศไทย 1 คน ผู้ชนะในรอบชิงชนะเลิศนั้นรวมคะแนนจากการโหวตของ NOUs คะแนนจากคณะกรรมการระดับภูมิภาค และเสียงโหวตจากสาธารณชนที่มากกว่า 27,000 โหวต

ระหว่างการจัดประกวด ซึ่งใช้ระยะเวลา 1 ปีนั้น UNEP และพันธมิตร ได้จัดกิจกรรมต่างๆ ที่สร้างการรับรู้ทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาค เพื่อเผยแพร่การประกวดให้สาธารณชนรับทราบ หน่วยงาน OzonAction ด้วยความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยมหิดลในการพัฒนาสื่อต่างๆ ในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ภาพ แบนเนอร์ โปสเตอร์ วีดีโอ ให้คำแนะนำ และเผยแพร่ลงในสื่อ Facebook, Tiktok, Twitter และเว็บไซต์ต่างๆ

ทั้งได้รับการสนับสนุนจาก NOUs ในการผนึกความร่วมมือกับประเทศที่เข้าร่วมโครงการ โดยนำเอาวัสดุจากUNEP ไปพัฒนาเป็นภาษาท้องถิ่น นอกจากนี้ ยังได้เปิดเว็บไซต์ ชื่อ http://www.ozone2climate.org ซึ่งเป็นศูนย์กลางรับสมัครผลงานจากผู้สมัครและเป็นเว็บไซต์ที่ให้ประชาชนโหวตคะแนนเข้ามา เว็บไซต์นี้มีผู้เข้าเยี่ยมชมกว่า 36,000 ราย จาก 113 ประเทศทั่วโลก

ชมผลงานและรายชื่อ 36 ผู้ได้รางวัลจากเพจ Hall of Fame สำหรับผลประกวดรางวัลชนะเลิศเอเซีย-แปซิฟิก กลุ่มบุคคลทั่วไป ผู้ได้รับรางวัล 3 ประเภท มีดังนี้ 1.ประเภทภาพวาด (Drawing) ได้แก่ ผลงานชื่อ Saving The Ozone Layer Means Saving Life On Earth โดย ไอ.พี.อาซานก้า โสมาชีวะ จากประเทศศรีลังกา 2.ประเภทกราฟิกดีไซน์ (Graphic Design) ได้แก่ ผลงานชื่อ START NOW โดย อะไพรซัล โยกิ สยาพุตรา จากประเทศอินโดนีเซีย3.ประเภทภาพถ่าย (Photography) ได้แก่ ผลงานชื่อ Welcome 2050 โดย ฮุยกายี เชกินา โซ อึ้ง จากประเทศมาเลเซีย

สำหรับผลประกวดรางวัลชนะเลิศเอเชีย-แปซิฟิก กลุ่มเยาวชน (อายุต่ำกว่า 15 ปี) มี 3 ประเภท ดังนี้ 1.ประเภทภาพวาด (Drawing) ได้แก่ ผลงานชื่อ Let There Be Shield on Earth โดย เอเดรียน นิโคล สิทจา จากประเทศฟิลิปปินส์ 2.ประเภทกราฟิกดีไซน์ (Graphic Design) ได้แก่ ผลงานชื่อ A Seed of Hope โดย เชน่า อัคมัด จากประเทศฟิลิปปินส์ 3.ประเภทภาพถ่าย (Photography) ได้แก่ ผลงาน ชื่อ Ozone Layer And Climate Protection โดย ชาน เชนมี จากประเทศมาเลเซีย

นายเจมส์ เอส เคอร์ลิน (James S. Curlin) หัวน้าฝ่าย Ozone Action โครงการสิ่งแวดล้อมสหประชาชาติ(UNEP) กล่าวว่า UNEP ขอปรบมือให้กับผู้ส่งผลงานทุกราย ทั้งผู้ได้รับรางวัลและผู้ที่มีส่วนร่วมส่งผลงานเข้ามา สำหรับความคิดสร้างสรรค์ ความสวยงาม ความหลากหลายและการสื่อสารที่มีผลกระทบจากงานศิลปะ จะเห็นได้ว่าผลงานศิลปะได้สื่อและสะท้อนถึงพลังในการสื่อสาร

และตอกย้ำถึงการปกป้องสิ่งแวดล้อมชั้นโอโซนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ…ผ่านปากกา การระบายสี เลนส์ของกล้อง และดิจิทัลซอฟต์แวร์ เจ้าของผลงานศิลปะเหล่านี้ได้มีส่วนในการกระตุ้นและเสริมสร้างแรงบันดาลใจให้กับประชาชนได้ลงมือปฏิบัติการสนับสนุน ข้อตกลงมอนทรีออล (Montreal Protocol) ดังนั้น UNEP มีความภาคภูมิใจที่จะเผยแพร่ศิลปะที่มีคุณค่าและสวยงามเหล่านี้ ไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก ผ่านเว็บไซต์และกิจกรรมต่อไป

นางริกะ โยโซรุ (Rika Yorozu) หัวหน้าสำนักงานบริหาร ยูเนสโก กรุงเทพ กล่าวว่า UNESCO กรุงเทพ มีความปลื้มปีติ ในผลลัพธ์ของการประกวด เราได้เห็นถึงมุมมองที่สะท้อนความคิดและความแตกต่าง ในการปกป้องชั้นโอโซนจากประเทศต่างๆ ล้วนเป็นพลังสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนาที่สงบสุขและยั่งยืน อันเป็นหัวใจสำคัญของภารกิจของ UNESCO เราขอแสดงความยินดีมายังผู้ที่ได้รับรางวัลและขอบคุณผู้มีส่วนร่วมที่ได้ส่งผลงานเข้าร่วม

ประเทศที่จัดประกวดจะเป็นผู้มอบรางวัลแก่ผู้ชนะระดับประเทศของตน ส่วนผู้ได้รางวัลระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกจะได้รับมอบประกาศนียบัตรและโล่รางวัล ซึ่ง นางเดเชน เซอริง (Dechen Tsering) ผู้อำนวยการและผู้แทนสำนักงานภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิก โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) แสดงความยินดีกับผู้ชนะรางวัล กล่าวว่า ผลงานทั้งหมดเป็นที่น่าประทับใจยิ่ง เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจและความหวัง ทั้งผู้ที่ได้รับรางวัลและผู้ที่ส่งผลงาน

ผลงานรางวัลชนะเลิศ ประเภททั่วไป (อายุ 15 ปีขึ้นไป)

ผลงานรางวัลชนะเลิศ ประเภททั่วไป (อายุ 15 ปีขึ้นไป)

ผลงานรางวัลชนะเลิศ ประเภทเยาวชน

ผลงานรางวัลชนะเลิศ ประเภทเยาวชน

‘รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 5’ ร่วมเสนอชื่อ‘ครู’ผู้ทุ่มเทเพื่อนักเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681334

‘รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 5’  ร่วมเสนอชื่อ‘ครู’ผู้ทุ่มเทเพื่อนักเรียน

‘รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 5’ ร่วมเสนอชื่อ‘ครู’ผู้ทุ่มเทเพื่อนักเรียน

วันพุธ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

กระทรวงศึกษาธิการ มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ จัดงานแถลงข่าว“การสรรหาครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 5” โดย น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า บทบาทของครูนับเป็นบทบาทที่มีความสำคัญอย่างยิ่งโดยเฉพาะในสถานการณ์ที่นักเรียนต้องเผชิญกับภาวะสูญเสียการเรียนรู้ หรือ Learning Loss จากการปิดสถานศึกษาในช่วงที่ผ่านมา

ซึ่งรายงานของยูเนสโก ร่วมกับยูนิเซฟ และธนาคารโลก พบว่า มีเด็กอย่างน้อย 1.6 พันล้านคนใน 188 ประเทศที่สุ่มเสี่ยงต่อภาวะสูญเสียการเรียนรู้ มาตรการของกระทรวงศึกษาธิการคือการเปิดโรงเรียนอย่างปลอดภัย และ “ครู” ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการฟื้นฟูการเรียนรู้ของผู้เรียนด้วย 3 มาตรการที่สำคัญคือ 1.ครูเป็นผู้ที่สามารถประเมินความรู้และทักษะของนักเรียนเพื่อการพัฒนารายบุคคล เพราะนักเรียนมาจากความพร้อมของครอบครัวและความสามารถในการเรียนรู้ที่ต่างกัน

2.ครูจะต้องมีทักษะในการสอนเสริมเพิ่มเติมความรู้ให้นักเรียน เช่น ใช้กระบวนการสอนเสริมนอกเวลาเรียน หรือการซ่อมเสริมพิเศษในช่วงปิดภาคเรียนเพื่อให้สามารถเติมเต็มความรู้ได้ทัน และ 3.ครูควรมองเห็นและระบุปัญหาทางจิตใจ อารมณ์ สังคมของนักเรียน ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากวิกฤตของโรคระบาดและผลกระทบทางเศรษฐกิจสังคม โดยสามารถให้คำปรึกษาในเบื้องต้น หรือส่งต่อไปยังหน่วยงานทางสาธารณสุข

“บทบาทครูมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการกู้วิกฤตภาวะสูญเสียการเรียนรู้ของผู้เรียน ซึ่งกำลังเผชิญสถานการณ์เช่นเดียวกันนี้ทั่วโลก จึงขอเป็นกำลังใจให้กับครู และเป็นโอกาสอันดีที่สังคมจะร่วมกันยกย่อง เห็นคุณค่าครูผู้อุทิศตนเป็นแบบอย่าง จึงขอเชิญชวนลูกศิษย์และคนในสังคมร่วมกันเสนอชื่อครูในรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีในครั้งนี้” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าว

ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี กล่าวว่า รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี เป็นรางวัลเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เจ้าฟ้านักการศึกษา และเพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติแก่ครูผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิตลูกศิษย์ และมีคุณูปการต่อการศึกษาในประเทศอาเซียนและติมอร์เลสเต รวม 11 ประเทศ โดยจะมีการสรรหาในทุก 2 ปีครั้ง ประเทศละ 1 รางวัล จากความร่วมมือของกระทรวงศึกษาธิการทั้ง 11 ประเทศ

ดร.กฤษณพงศ์กล่าวว่า สำหรับการคัดเลือกครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ปี 2565 ในส่วนของประเทศไทย กลไกการสรรหาจะประกอบด้วย คณะกรรมการคัดเลือกระดับจังหวัดและคณะกรรมการคัดเลือกส่วนกลาง เพื่อร่วมกันสรรหาครูผู้มีคุณสมบัติ เป็นครูผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงชีวิตศิษย์ และมีคุณูปการต่อวงการศึกษา โดยมีประสบการณ์สอนอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 15 ปี ซึ่งเป็นครูหรือเคยเป็นครูผู้สอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในสถานศึกษาของรัฐ เอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือเคยเป็นครูนอกสถานศึกษาที่สอนผู้เรียนในวัยการศึกษาขั้นพื้นฐาน และไม่เป็นครูสอนพิเศษเป็นอาชีพหลัก

ซึ่งการสรรหาครูในครั้งนี้จะเปิดให้ผู้มีสิทธิเสนอชื่อครูมาจาก 5 กลุ่ม คือ 1.ลูกศิษย์ที่เป็นศิษย์เก่า อายุไม่น้อยกว่า 25 ปี 2.สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 3.สมาคม มูลนิธิ องค์กรซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคล และมีภารกิจส่งเสริมการเรียนรู้ 4.คณาจารย์ในระดับอุดมศึกษา รวมกันไม่น้อยกว่า 3 คน ทั้ง 4 กลุ่มนี้เสนอชื่อครูมาที่คณะกรรมการคัดเลือกระดับจังหวัด หรือ http://www.PMCA.or.th และ 5.องค์กรที่มีการพิจารณา
คัดเลือกครูทั้ง 7 แห่ง

โดยจะมีการเปิดรับการเสนอชื่อได้นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนถึงเดือนตุลาคม 2565 และจะมีการพิจารณาตัดสินในวันที่ 18 เม.ย. 2566 เพื่อเข้ารับพิธีพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ในวันที่ 17 ต.ค. 2566 ซึ่งรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี จะประกอบด้วย เหรียญทอง เข็มเชิดชูเกียรติทองคำพระราชทาน เกียรติบัตร โล่ประกาศเกียรติคุณ และเงินรางวัล 10,000 เหรียญสหรัฐ

“ส่วนในประเทศไทยยังมีรางวัลเพิ่มเติม ได้แก่ รางวัลคุณากร 2 รางวัล รางวัลครูยิ่งคุณ 17 รางวัล และรางวัลครูขวัญศิษย์ เพื่อเชิดชูครูในแต่ละจังหวัด จึงถึงเวลาแล้วที่ลูกศิษย์ทั่วประเทศจะมาร่วมกันระลึกถึงครูที่เปลี่ยนแปลงชีวิตและทุ่มเททำงาน โดยเสนอชื่อครูมาที่ http://www.PMCA.or.th” ประธานกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี กล่าว

ดร.บูรพาทิศ พลอยสุวรรณ์ รองเลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า บทบาทของครูคุณภาพ ย่อมส่งผลถึงการเปลี่ยนแปลงของลูกศิษย์ให้มีคุณภาพ ซึ่งการปฏิรูปการเรียนรู้ที่สำคัญและไปถึงห้องเรียนได้เร็วที่สุดคือ การปฏิรูปครู การสรรหาครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีจึงเป็นการสร้างค่านิยมของสังคมที่ร่วมกันเห็นคุณค่าครูที่มุ่งการเปลี่ยนแปลงที่ชีวิตลูกศิษย์เป็นสำคัญ

“สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ในฐานะองค์กรร่วมให้การสนับสนุน ซึ่งนอกจากจะสนับสนุนการดำเนินงานสรรหาแล้ว จะมีการทำงานร่วมกับเครือข่ายครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ทั้งในประเทศรวมทั้งในอาเซียนและติมอร์-เลสเต รวม 11 ประเทศ” ดร.บูรพาทิศ ระบุ

อาชีวะอุบลฯจับมือบริษัทบิ๊กซีลงนามความร่วมมือพัฒนาผู้เรียนอาชีวศึกษาร่วมกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681314

อาชีวะอุบลฯจับมือบริษัทบิ๊กซีลงนามความร่วมมือพัฒนาผู้เรียนอาชีวศึกษาร่วมกัน

อาชีวะอุบลฯจับมือบริษัทบิ๊กซีลงนามความร่วมมือพัฒนาผู้เรียนอาชีวศึกษาร่วมกัน

วันอังคาร ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2565, 16.50 น.

อาชีวะอุบลฯจับมือบริษัทบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน)  ลงนามความร่วมมือพัฒนาผู้เรียนอาชีวศึกษาร่วมกัน

วันนี้ (20 ก.ย.65) เมื่อเวลา 09.00 น. วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี นำโดยนางลฎาภา แสวงทรัพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี พร้อมด้วยนางสาวเพ็ญใจ ชัยวงศ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากร นางสมจิตร บุรุษพัฒน์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ นายลือชัย ทาทอง รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนากิจการนักเรียน นักศึกษา นางสาวธนิดา วรรณแก้ว รองผู้อำนวยการฝ่ายแผนงานและความร่วมมือ และนางณัฐยา งามชื่น หัวหน้างานความร่วมมือ นำหัวหน้าแผนกวิชา หัวหน้างานที่เกี่ยวข้อง ต้อนรับนายนนท์ธยา ทองอ่อน ผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคลสรรหา – ว่าจ้าง บริษัทบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) นายอัศวิน พานแก้ว ผู้ช่วยผู้จัดการแผนกทรัพยากรบุคคล บริษัทบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ในโอกาสเยือนวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี เพื่อร่วมลงนามความร่วมมือในการจัดการอาชีวศึกษาร่วมกัน ระหว่าง วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ผู้ลงนาม ได้แก่ นางลฎาภา แสวงทรัพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี พยานในการลงนาม ได้แก่นางสาวธนิดา วรรณแก้ว รองผู้อำนวยการฝ่ายแผนงานและความร่วมมือ ในส่วนบริษัทบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ผู้ลงนาม ได้แก่ นายนนท์ธยา ทองอ่อน ผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคลสรรหา – ว่าจ้าง บริษัทบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) พยานในการนลงนาม ได้แก่นายอัศวิน พานแก้ว ผู้ช่วยผู้จัดการแผนกทรัพยากรบุคคล บริษัทบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน)

ทั้งนี้การลงนามดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันจัดการอาชีวศึกษา โดยทั้งสองฝ่ายร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทรัพยากรบุคคล ในการพัฒนาหลักสูตร สื่อ เทคโนโลยีใหม่ๆในการจัดการเรียนการสอน ตลอดจนรับนักศึกษาฝึกงาน ฝึกประสบการณ์ วิชาชีพในสถานประกอบการ เพื่อเป้าหมายผู้เรียน “รู้จริง ทำได้ เข้าใจชีวิต” มีทักษะวิชาความรู้ พร้อมก้าวสู่โลกของการทำงานที่สถานประกอบการในอนาคต

‘ตรีนุช’รับลูก‘บิ๊กป้อม’ดูแลครูพื้นที่เสี่ยงภัยภาคใต้ ตั้งงบปี 66 รองรับ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681292

‘ตรีนุช’รับลูก‘บิ๊กป้อม’ดูแลครูพื้นที่เสี่ยงภัยภาคใต้ ตั้งงบปี 66 รองรับ

‘ตรีนุช’รับลูก‘บิ๊กป้อม’ดูแลครูพื้นที่เสี่ยงภัยภาคใต้ ตั้งงบปี 66 รองรับ

วันอังคาร ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2565, 15.33 น.

‘ตรีนุช’รับลูก‘บิ๊กป้อม’ดูแลครูพื้นที่เสี่ยงภัยภาคใต้ ตั้งงบปี 66 รองรับ

20 กันยายน 2565 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า ที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ  รองนายกรัฐมนตรี และรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้ลงไปตรวจเยี่ยมพื้นที่ภาคใต้ จึงขอให้ ศธ.ดูแลสวัสดิการต่าง ๆของครูในจังหวัดชานแดนภาคใต้  ในพื้นที่เสี่ยงภัย ซึ่ง ศธ.ก็พร้อมดำเนินการ ซึ่งที่ผ่านมา ศธ. มีหลักเกณฑ์ดูแลข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ปฏิบัติงานอยู่ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่จังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา ได้แก่ อำเภอเทพา อำเภอนาทวี อำเภอสะบ้าย้อย และอำเภอจะนะอยู่แล้ว

ทั้งนี้ เมื่อเร็วๆ นี้ ศธ.ได้นำเงินไปช่วยเหลือเยียวยาให้แก่ทายาทของครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่น ช่วยเหลือครอบครัวครูจูหลิง ปงกันมูล อดีตครูสอนวิชาศิลปะ โรงเรียนบ้านกูจิงลือ จ.นราธิวาส เป็นต้น  และในปีงบประมาณ 2566 ศธ.ได้ตั้งงบฯกว่า 100 ล้านบาท เพื่อไว้ช่วยเหลือเยียวยาทายาทและครอบครัวของครูและบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เสียชีวิตแต่ยังได้รับการเยียวยาไม่ครบ และอาจจะนำไปช่วยเหลือเยียวยาครูในพื้นที่เสี่ยงภัยอื่นๆด้วย

‘ตรีนุช’พร้อมแต่งตั้งเลขาธิการคุรุสภา 21 ก.ย. ‘ซี 10’ศธ.ยังไม่คลอด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681268

‘ตรีนุช’พร้อมแต่งตั้งเลขาธิการคุรุสภา 21 ก.ย. ‘ซี 10’ศธ.ยังไม่คลอด

‘ตรีนุช’พร้อมแต่งตั้งเลขาธิการคุรุสภา 21 ก.ย. ‘ซี 10’ศธ.ยังไม่คลอด

วันอังคาร ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2565, 14.27 น.

‘ตรีนุช’พร้อมแต่งตั้งเลขาธิการคุรุสภา 21 ก.ย. ‘ซี 10’ศธ.ยังไม่คลอด

20 กันยายน 2565 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า ศธ. ยังไม่ได้เสนอรายชื่อผู้บริหารระดับ 10 ของ ศธ. ซึ่งว่างอยู่ 3 ตำแหน่ง ได้แก่ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) 1 ตำแหน่ง , รองเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) 1 ตำแหน่ง และผู้ตรวจราชการ ศธ. 1 ตำแหน่ง ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณา เนื่องจากยังมีงานอีกหลายอย่างที่ต้องรีบเคลียร์เร่งด่วน ขณะนี้พยายามพิจารณาคนที่เหมาะสมมาช่วยงาน แต่ถ้าวันอังคารหน้ายังไม่นำเข้าพิจารณาใน ครม.ได้ ก็ยังมีเวลา และไม่ทำให้งานสะดุด ยังสามารถขับเคลื่อนการทำงานไปได้อยู่

นางสาวตรีนุช กล่าวถึงการแก้ไขร่างหลักเกณฑ์ และวิธีการสรรหา เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ที่มอบหมายให้ นายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ. ไปปรับรายละเอียดเพิ่มเติม ซึ่งมีความคืบหน้าแล้ว และในวันที่ 26 กันยายน นี้ จะประชุมคณะกรรมการ สกสค. คาดว่าจะมีการพิจารณาร่างหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาเลขาธิการ สกสค. และประกาศปฏิทินรับสมัครต่อไป ส่วนการสรรหาเลขาธิการคุรุสภานั้น ในวันที่ 21 กันยายน นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา จะพิจารณาคัดเลือกบุคคลผู้ผ่านการสรรหา เพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคุรุสภาให้แล้วเสร็จ

ประกาศเกียรติคุณ‘ครู’ผู้ศึกษาชาติพันธุ์ไทตาดกว่า 40 ปี จนได้เป็นชนเผ่าที่ 9 ของนครพนม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681188

ประกาศเกียรติคุณ‘ครู’ผู้ศึกษาชาติพันธุ์ไทตาดกว่า 40 ปี จนได้เป็นชนเผ่าที่ 9 ของนครพนม

ประกาศเกียรติคุณ‘ครู’ผู้ศึกษาชาติพันธุ์ไทตาดกว่า 40 ปี จนได้เป็นชนเผ่าที่ 9 ของนครพนม

วันอังคาร ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2565, 07.41 น.

ประกาศเกียรติคุณ‘ครู’ผู้ศึกษาชาติพันธุ์ไทตาดกว่า 40 ปี จนได้เป็นชนเผ่าที่ 9 ของนครพนม

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.นครพนม ว่า เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2565 นายคมสิน ศรีมานะศักดิ์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดนครพนม , นายกระจาย เกตุวัฒนเวศน์ พร้อมคณะ เดินทางไปยังบริเวณหน้าเสาธงโรงเรียนบ้านผึ้ง ต.บ้านผึ้ง อ.เมืองนครพนม เพื่อมอบใบประกาศเกียรติคุณแก่นายสมพงษ์ แก้วมะ อายุ 60 ปี ครูชำนาญการพิเศษโรงเรียนบ้านผึ้ง แบบเซอร์ไพรส์ โดยมีชาติพันธุ์ไทตาดที่เพิ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นชนเผ่าที่ 9 ประจำ จ.นครพนม ร่วมแสดงความยินดีในครั้งนี้ด้วย

นางสาว เรณู ภู่อ่อน ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านผึ้ง กล่าวต้อนรับคณะสภาวัฒนธรรมฯ จากนั้นนายกระจาย เกตุวัฒนเวศน์ ในฐานะเป็นผู้ร่วมผลักดันเรือไฟประยุกต์นครพนมจนโด่งดังเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ได้มอบวัตถุมงคลหลวงปู่คำพันธุ์ โฆสปัญโญ พระเถราจารย์ชื่อดังแห่งวัดธาตุมหาชัย อ.ปลาปาก จ.นครพนม ที่ละสังขารไปเกือบ 20 ปี แก่นายสมพงษ์เป็นของที่ระลึก

จากนั้นนายคมสินได้มอบใบประกาศเกียรติคุณ พร้อมกล่าวว่า คุณครูสมพงษ์ แก้วมะ เป็นผู้ที่ได้ทำคุณประโยชน์เกี่ยวกับชนเผ่าไทตาด ซึ่งเป็นชนเผ่าใหม่ลำดับที่ 9 ของจังหวัด คุณครูสมพงษ์ในฐานะที่เป็นบุคลากรในชุมชน ได้มีส่วนช่วยเหลือสนับสนุนข้อมูลต่างๆ เพื่อให้การขอขึ้นทะเบียนชนเผ่าไทตาดจนเป็นผลสำเร็จ

ด้านนายสมพงษ์ แก้วมะ กล่าวว่า ขอบคุณที่สภาวัฒนธรรมจังหวัดนครพนมให้การสนับสนุนในการบรรจุไทตาดเป็นชนเผ่าที่ 9 ส่วนที่สำคัญคือผู้หลักผู้ใหญ่คณะกรรมการสภาวัฒนธรรมฯ ตนในส่วนที่อยู่ในชุมชนได้ศึกษาประวัติความเป็นมาของไทตาดเกือบ 40 ปี วันนี้ถือว่าสำเร็จผลตามที่ตั้งเจตนาเอาไว้

สำหรับ ชาติพันธุ์ไทตาด เพิ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นชนเผ่าที่ 9 ประจำจังหวัดนครพนม เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2565 ที่ผ่านมา ข้อมูลเชิงลึกส่วนหนึ่งนายสมพงษ์เป็นผู้นำเสนอ พร้อมจัดทีมข้ามแม่น้ำโขงไปหาข้อมูลเพิ่มเติมกับชนเผ่าตาดที่ประเทศลาว ตลอดจนสืบค้นร่องรอยจนทราบว่าชาติพันธุ์กลุ่มนี้ เดิมทีถิ่นฐานอยู่สิบสองปันนา มณฑลยูนาน ประเทศจีน ในปัจจุบัน ก่อนจะอพยพไปอยู่ลุ่มน้ำสาละวิน-อิรวดี ประเทศเมียนมา ระยะหนึ่ง แล้วย้ายถิ่นมาอยู่ที่บ้านผาตาด เมืองยมราช แขวงคำม่วน ประเทศลาว ภายหลังชาวตาดส่วนหนึ่งได้อพยพข้ามโขงมาตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่ ต.บ้านผึ้ง อ.เมืองนครพนม จนถึงปัจจุบัน

สภาวัฒนธรรมจังหวัดนครพนม จึงมีมติมอบใบประกาศเกียรติคุณแก่นายสมพงษ์ แก้วมะ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนบ้านผึ้ง ซึ่งจะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 65 นี้ เพราะถือเป็น “เรือจ้างวางพาย” อย่างมีคุณค่า ที่ร่วมผลักดันและศึกษาชาติพันธุ์ชนเผ่าไทตาดมานานเกือบ 40 ปี

-005