ม.มหาสารคามร่วมมือเอกชน พัฒนาโปรแกรมเพื่อพัฒนาการศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681172

ม.มหาสารคามร่วมมือเอกชน  พัฒนาโปรแกรมเพื่อพัฒนาการศึกษา

ม.มหาสารคามร่วมมือเอกชน พัฒนาโปรแกรมเพื่อพัฒนาการศึกษา

วันอังคาร ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รองศาสตราจารย์ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ลงนามร่วมมือวิชาการด้านการพัฒนาการศึกษา กับ นายประสงค์ ปทีปเพิ่มพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอบิทซ์ จำกัด และ ศาสตราจารย์ไพโรจน์ ประมวลคณบดีคณะวิทยาศาสตร์ นายมรุพงค์โฉมเฉลา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยนวัตกรรมเชิงพื้นที่บริษัท ไอบิทซ์ จำกัด ร่วมลงนามเป็นพยาน ที่ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 

ความร่วมมือในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความร่วมมือในการพัฒนาโปรแกรมนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อนำผลงานที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือ มาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทั้งสองฝ่าย ตลอดจนสร้างความร่วมมือทางวิชาการและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อม และต่อประเทศไทย ร่วมกันส่งเสริมการผลิตบัณฑิตที่มีความสามารถ ตรงตามความต้องการของประเทศ อีกทั้งส่งเสริมและพัฒนานิสิตนักศึกษาให้มีความพร้อมในการปฏิบัติงานจริง มีกำหนดระยะเวลาความร่วมมือ 5 ปี 

SPU ร่วมใจทำบุญใหญ่ ไถ่ชีวิตโค-กระบือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681173

SPU ร่วมใจทำบุญใหญ่ ไถ่ชีวิตโค-กระบือ

SPU ร่วมใจทำบุญใหญ่ ไถ่ชีวิตโค-กระบือ

วันอังคาร ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.รัชนีพร พุคยาภรณ์ พุกกะมาน อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีปทุม นำคณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร นักศึกษา และผู้มีจิตศรัทธา ร่วมทำบุญใหญ่ไถ่ชีวิตโค14 ตัว กระบือ 13 ตัว รวมจำนวน 27 ตัว และร่วมทำบุญถวายปัจจัย รวมทั้งสิ้น697,000 บาท นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกันทำบุญถวายภัตตาหารเพล และจตุปัจจัย แด่พระภิกษุสงฆ์ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดอธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีปทุมณ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร บางเขนกรุงเทพมหานคร เมื่อเร็วๆ นี้ โดยโค-กระบือ27 ตัว จะส่งมอบและแจกจ่ายให้กับเกษตรกรกลุ่มอนุรักษ์กระบือไทย บ้านละกอ จังหวัดนครราชสีมา เพื่อใช้ประโยชน์ทางด้านการเกษตร อีกทั้งเป็นการลดละการฆ่าสัตว์ พร้อมเป็นการช่วยให้โค-กระบือรอดพ้นจากโรงฆ่าสัตว์และมีอายุยืนยาวต่อไปอีกด้วย

เด็กภท.ย้ำจุดยืน‘กยศ.’ปลอดดอกเบี้ยยกเทียบบริการสาธารณะปลอดกำไร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681062

เด็กภท.ย้ำจุดยืน‘กยศ.’ปลอดดอกเบี้ยยกเทียบบริการสาธารณะปลอดกำไร

เด็กภท.ย้ำจุดยืน‘กยศ.’ปลอดดอกเบี้ยยกเทียบบริการสาธารณะปลอดกำไร

วันจันทร์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2565, 16.31 น.

“สิริพงศ์” ย้ำจุดยืน “กยศ.” ปลอดดอกเบี้ย ต้องเป็นบริการสาธารณะไม่สมควรหากำไร ชี้ กองทุนเข้มแข็งแล้ว หันมาช่วยประชาชนดีกว่า

เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2565 ที่งานเสวนาทางวิชาการ หัวข้อ “การส่งเสียงถึงคนรุ่นใหม่ ถึงพรรคการเมือง จากความฝัน ถึงนโยบายสาธารณะ เพื่อความยั่งยืนของประชาธิปไตย” ณ ศูนย์ปฏิบัติการโรงแรม มหาวิทยาลัย บูรพา จ.ชลบุรี  ท่ามกลางนักศึกษาประชาชน ที่เข้ามาร่วมกิจกรรมกว่า 500 คน นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ได้กล่าวถึงประเด็นการผลักดันให้เงินกู้ กยศ.ต้องไม่มีดอกเบี้ย ว่า

เรื่อง กยศ.ทางพรรคภูมิใจไทย มองเห็นคุณค่าของการศึกษา และรัฐควรจะสนับสนุนในเรื่องนี้มากกว่าไปหาดอกเบี้ยกับอนาคตของชาติ ถึงเวลาที่ต้องเป็นบริการสาธารณะ อย่าลืมว่า น้องๆ ใช้เงินนั้นเพื่อการเรียน ไม่ได้นำเงินไปลงทุน คนที่มากู้ยืม ล้วนแต่เป็นอนาคตของชาติ ไม่มีประสบการณ์ชีวิต แต่ที่ผ่านมา ก็ยังมีบางคนบอกว่าไปเก็บดอกเบี้ยคนพวกนี้ด้วย เพราะเป็นการส่งเสริมวินัย จริงๆ จ่ายเงินต้น ก็เป็นการรักษาวินัยแล้ว จึงไม่ต้องไปเก็บดอกเบี้ยอีก บางคนบอกว่า เก็บดอกเบี้ยไปใช้เป็นงบดำเนินการ ทั้งที่เงินงบดำเนินการมี 4-6 ร้อยล้านบาท เงินทุนระดับ 4 แสนล้านบาท มีเงินหมุนเพียงพออยู่แล้ว

มาฟังความจริง ลำพังแค่เงินต้น น้องๆ ก็เหนื่อยมาก จบออกมา ค่าเฉลี่ยเงินเดือนที่ได้รับ คือ 1.3-1.5 หมื่นบาท  ไหนจะจ่ายเงินต้น ดำรงชีวิต แล้วจ่ายดอกเบี้ย กยศ. ชีวิตมันยากมาก ปัญหาหนักๆ คือ ถ้าจบออกมา แล้วได้เงินเดือนน้อยกว่านั้น หรือทำงานไป แล้วต้องออก ไม่มีเงินเดือน น้องๆ จะจัดการกับดอกเบี้ยอย่างไร ไหนจะค่าปรับอีก ถึงจะมีเงื่อนไขเรื่องการผ่อนผัน แต่ก็มีข้อกำหนด คือ ผ่อนได้ไม่เกิน 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 1 ปี ถ้าหลุดจากนี้ไป ทุกอย่างมันเดินไปพร้อมกันทั้งดอกเบี้ย ทั้งค่าปรับ แล้วค่าปรับนี่ 12-18% ของเงินต้นที่ค้างชำระ  สรุป กยศ.คือกองทุนเพื่อการศึกษาหรืออะไรกันแน่

“นักการเมือง ต้องมองหาทางที่จะช่วยเหลือประชาชน อะไรทำได้ก่อน ก็ทำเลย อย่ามัวแต่ไปมองเรื่องช่วยกองทุน กองทุน ระบบเขาเข้มแข็งมากอยู่แล้ว มีคนเก่งๆ คอยดูแลอยู่ เงินหมุนหลัก 4-5 แสนล้านบาท แล้วประชาชนล่ะ มีอะไร เราต้องไปช่วยคนที่อ่อนแอ นี่คือแนวคิดของพรรคภูมิใจไทย และแนวคิดของผม”

นอกจากนั้น นายสิริพงศ์ ยังนำเสนอนโยบายของพรรคภูมิใจไทย อาทิ นโยบายพักหนี้ประชาชน คนละไม่เกิน 1 ล้านบาท เป็นการพักหนี้แบบ หยุดต้น ปลอดดอก เป็นเวลา 3 ปี เท่ากับเวลาที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากโควิด หนี้ธนาคาร หนี้สหกรณ์ หนี้บัตรเครดิต หนี้ผ่อนรถยนต์ หนี้ผ่อนรถมอเตอร์ไซค์ หนี้กองทุนหมู่บ้าน ใช้สิทธิได้ทั้งหมด ยกเว้นหนี้นอกระบบ ใช้สิทธิไม่ได้

นโยบายภาษีบ้านเกิดเมืองนอน ที่ให้ประชาชน เลือกจ่ายภาษีลงท้องที่ตามที่ต้องการ ไม่เกิน 30% ของภาษีทั้งหมด เพื่อกระจายงบประมาณลงท้องถิ่น ซึ่งเป็นนโยบายที่ประสบความสำเร็จในประเทศญี่ปุ่น

และนโยบายไฟฟ้าประชาชน หรือการสนับสนุนให้ประชาชน ใช้แผงโซลาเซลล์ ผลิตไฟฟ้า จำหน่ายให้รัฐบาล และลดค่าไฟฟ้าได้ไม่น้อยกว่า 5 ร้อยบาทต่อเดือน ที่สำคัญคือช่วยให้รัฐบาลลดการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้า ลดการนำเข้าไฟฟ้าจากต่างประเทศ

กมว.ไฟเขียวออก-ต่อใบอนุญาตวิชาชีพการศึกษาเพียบ เล็งจัดสอบ‘ศึกษานิเทศก์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681034

กมว.ไฟเขียวออก-ต่อใบอนุญาตวิชาชีพการศึกษาเพียบ เล็งจัดสอบ‘ศึกษานิเทศก์’

กมว.ไฟเขียวออก-ต่อใบอนุญาตวิชาชีพการศึกษาเพียบ เล็งจัดสอบ‘ศึกษานิเทศก์’

วันจันทร์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2565, 15.03 น.

‘เอกชัย’ ถก ‘กมว.’ นัดสุดท้าย ฝากคุรุสภาสานต่อจัดสอบ ‘ศึกษานิเทศก์’ แก้ปัญหาปริญญาเอกได้ ‘ตั๋วบริหารอัตโนมัติ’

19 กันยายน 2565 นายเอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการ กมว. เมื่อเร็ว ๆนี้ ถือเป็นนัดสุดท้ายก่อนที่ กมว. ชุดที่ตนเป็นประธานจะหมดวาระลง โดยที่ประชุมเห็นชอบตามที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา เสนอแก้ไข (ร่าง) ข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. … จากนี้จะเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ที่มี น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานให้ความเห็นชอบต่อไป นอกจากนี้คุรุสภายังเสนอให้ที่ประชุม กมว. อนุมัติออกและต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา แบ่งเป็น ออกใบอนุญาตฯ 2,456 ราย และต่ออายุใบอนุญาตฯ 5,488 ราย

นายเอกชัย กล่าวว่า เนื่องจากเป็นการประชุมนัดสุดท้ายของ กมว. ชุดนี้ ตนจึงฝากให้คุรุสภาสานต่องานในหลายเรื่อง อาทิ การสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา โดยเฉพาะวิชาชีพควบคุม ซึ่งผู้ที่จะมาเป็นครูทุกคนต้องสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตฯ แต่ศึกษานิเทศก์ ถือเป็นวิชาชีพควบคุมที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนาการจัดการศึกษาเช่นเดียวกัน กลับไม่ต้องสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตฯ ดังนั้นอยากให้พิจารณาดำเนินการเรื่องนี้ให้ประสบความสำเร็จ

นอกจากนี้ควรวางแนวทางแก้ไขปัญหากรณีผู้ที่ศึกษาระดับปริญญาเอก ด้านบริหารการศึกษา เมื่อเรียนจบแล้ว จะได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพบริหารทางการศึกษาทันที ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องกลับมาทบทวน เพราะเนื้อหาในระดับปริญญาเอก ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการบริหารการศึกษามากนัก แต่จะเน้นเรื่องงานวิจัย จึงไม่ควรให้ใบอนุญาตฯโดยอัตโนมัติ เพราะบางคนที่มาเรียนก็ไม่ได้จบด้านการศึกษาโดยตรง ทำให้เกิดความลักลั่น สำหรับผู้ที่ต้องสอบ อีกทั้งยังทำให้มหาวิทยาลัยบางแห่งนำไปใช้โฆษณาชวนเชื่อเพื่อดึงคนเข้ามาเรียนอีกด้วย

“ผมฝากให้คุรุสภา และ กมว.ชุดใหม่ ที่จะเข้ามาสานงานต่อหลายเรื่อง จากนี้ต้องรอ รมว.ศธ. แต่งตั้งประธาน กมว. คนใหม่ หาก รมว.ศธ. ไว้ใจให้รับหน้าที่ต่อ ผมก็พร้อมทำงานเพราะมีหลายเรื่องที่อยากสานต่อ โดยเฉพาะการพิจารณาโทษทางจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพครู ซึ่งตอนที่เข้ามามีเรื่องค้างอยู่กว่า 900 เรื่อง สามารถตัดสินโทษไปได้กว่า 200 เรื่อง ถือว่าค่อนข้างมาก แต่หากปรับระบบแยกประเภท และพื้นที่ให้ชัดเจนขึ้น จะสามารถพิจารณาได้เร็ว โดยตามกรอบเวลาเดิมต้องแต่งตั้ง กมว.ชุดใหม่ ให้ทันภายในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อให้สามารถทำงานพร้อมๆกับเลขาธิการคุรุสภาคนใหม่ ที่อยู่ระหว่างการสรรหา และคาดว่าจะได้เลขาธิการคุรุสภาคนใหม่ในเดือนตุลาคมนี้เช่นเดียวกัน” นายเอกชัย กล่าว

‘วิษณุ’ชี้ ศธ.มีเวลา 90 วันปรับแก้ระเบียบ ให้สอดคล้องกฎหมายฉบับใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681029

‘วิษณุ’ชี้ ศธ.มีเวลา 90 วันปรับแก้ระเบียบ ให้สอดคล้องกฎหมายฉบับใหม่

‘วิษณุ’ชี้ ศธ.มีเวลา 90 วันปรับแก้ระเบียบ ให้สอดคล้องกฎหมายฉบับใหม่

วันจันทร์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2565, 14.50 น.

‘วิษณุ’ชี้ ศธ.มีเวลา 90 วันปรับแก้ระเบียบ ให้สอดคล้องกฎหมายฉบับใหม่

19 กันยายน 2565 นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่สภาผู้แทนราษฎร ลงมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 19/2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ 3 เมษายน พุทธศักราช 2560 พ.ศ. …ไปแล้วนั้น ต่อจากนี้ ทางสภาผู้แทนราษฎร ก็จะเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวมาให้รัฐบาล เพื่อให้รัฐบาล นำขึ้นทูลเกล้า ฯ​เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป  ซึ่งในขั้นตอนนี้ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีเวลา 90 วัน ปรับแก้ระเบียบที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับกฎหมายฉบับใหม่ เบื้องต้นเชื่อว่า ศธ.​จะดำเนินการได้ทัน เรื่องดังกล่าวถือเป็นการก้าวไปข้างหน้า ไม่น่าจะมีปัญหา

“ส่วนการพิจารณา พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … ​ ทราบว่าขณะนี้มีความคืบหน้าไปมากแล้ว แต่ยังไม่เสร็จ คาดว่าหากมีการเปิดประชุมสภาสมัยหน้า ในวันที่ 1 พฤศจิกายน นี้ ก็จะมีเวลา 120 วันในการพิจารณา ถ้าได้ใช้เวลาพิจารณาอย่างเต็มที่ สภาไม่ยุบหรือไม่มีอันเป็นไปเสียก่อน เชื่อว่ากฎหมายปฏิรูปจะประกาศได้ทัน อย่างไรก็ตาม แม้กฎหมายพิจารณาไม่ทัน ได้แค่ไหนก็หยุดไว้แค่นั้น เมื่อมีรัฐบาลใหม่เข้ามา รัฐธรรมนูญพุทธศักราช 2560 ยอมให้รัฐบาลใหม่เดินหน้าเรื่องดังกล่าวต่อไปได้ ส่วนจะมีการยุบสภาหรือไม่ เรื่องนี้ไม่สามารถตอบได้“ นายวิษณุ กล่าว

‘วิษณุ’ประกาศพลิกโฉมโรงเรียนต้นแบบฯ ชู GPAS 5 Steps บันไดสร้างนวัตกรรมครูสู่นักเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681013

‘วิษณุ’ประกาศพลิกโฉมโรงเรียนต้นแบบฯ ชู GPAS 5 Steps บันไดสร้างนวัตกรรมครูสู่นักเรียน

‘วิษณุ’ประกาศพลิกโฉมโรงเรียนต้นแบบฯ ชู GPAS 5 Steps บันไดสร้างนวัตกรรมครูสู่นักเรียน

วันจันทร์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2565, 13.58 น.

‘วิษณุ’ประกาศพลิกโฉมโรงเรียนต้นแบบฯ ชู GPAS 5 Steps บันไดสร้างนวัตกรรมครูสู่นักเรียน

19 กันยายน 2565 ที่หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมวิชาการและประกาศนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เรื่อง พลิกโฉมโรงเรียนต้นแบบสร้างนวัตกรรมครูสู่นวัตกรรมนักเรียนแบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps พร้อมมอบโล่และเกียรติบัตรให้แก่ครูและนักเรียนที่ร่วมประกวดนวัตกรรมดีเยี่ยม ดีเด่น ดีมาก โดยมี นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) พร้อมด้วยนายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ. นายอัมพร พินสา เลขาธิการคณะกรรมการหารศึกษาขั้นพื้นฐาน และคณะผู้บริหาร ศธ.ร่วมภายในงาน โดยภายในงานมีการจัดนิทรรศการนำเสนอผลงานนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ของครู และนวัตกรรมนักเรียน จาก 26 โรงเรียนต้นแบบในพื้นที่ภาคกลาง และกรุงเทพมหานคร รวมผลงานกว่า 500 รายการ

นายวิษณุ กล่าวมอบนโยบายตอนหนึ่งว่า ชื่อของโครงการพลิกโฉมโรงเรียนต้นแบบสร้างนวัตกรรมครูสู่นวัตกรรมนักเรียนฯนี้ ทุกคำมีความหมาย แต่หัวใจสำคัญ ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเร่งปฏิรูปด้านต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงการปฏิรูปการศึกษา ที่เป็นเป้าหมายสำคัญ เพื่อต้องการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลง แต่ต้องแบบค่อยเป็นค่อยไป จะทำแบบปุ๊บปับให้เห็นผลภายใน 24 ชั่วโมงไม่ได้ ถ้าทำอย่างนั้นเรียกปฏิวัติ ไม่ใช่การปฏิรูป การปฏิรูปต้องใช้เวลาต้องอาศัยการระดมการสร้างความเชื่อมั่นให้เห็นพร้อมต้องกันว่าควรจะปรับเปลี่ยนมาเป็นแบบอื่น อย่างอื่น ต้องต่อสู้กับการคัดค้าน ต่อสู้กับความเคยชิน แต่ในที่สุดก็ต้องทำไม่ว่าจะต้องใช่เวลานานเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเจ็บปวดอย่างไรก็จำเป็นต้องทำเพื่อสิ่งที่รออยู่ 

ทั้งนี้ การปฏิรูปการศึกษาจะต้องทำ 8 เรื่องจึงจะสัมฤทธิ์ผล  คือ 1.ปฏิรูปโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ 2.ปฏิรูปโรงเรียน 3.ปฏิรูปครู 4.ปฏิรูปนักเรียน 5.ปฏิรูปหลักสูตร 6.ปฏิรูปตำรา 7.ปฏิรูปวิธีการจัดการเรียนการสอน และ 8.ปฏิรูปการวัดประเมินผล  แต่ถ้าจำเป็นต้องเลือกให้ทำก่อน ก็ต้องทำข้อ 7 คือ การปฏิรูปวิธีการจัดการเรียนการสอน เปลี่ยนการเรียนแบบตั้งรับ เป็นการเรียนแบบเชิงรุก

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า การเรียนสมัยใหม่เป็นแบบ Active Learning ครูจะเป็นเพียงผู้อำนวยการสอน ให้ความสะดวก เป็นผู้แนะนำให้เด็กมีบทบาทในการเรียนรู้แบบเชิงรุก ให้นักเรียนได้คิดเป็น ทำเป็นจนกลายเป็นนวัตกรรมออกมาที่จะขับเคลื่อนประเทศได้ในอนาคต และถือเป็นการพลิกโฉมการปฏิรูปการศึกษาได้อย่างแท้จริง ซึ่งต้องขอขอบคุณกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่ให้ความสำคัญกับการเรียนแบบ Active Learning โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ต้องเร่งพัฒนาโรงเรียนต้นแบบฯประจำจังหวัดให้มีครบทุกจังหวัด ในปีการศึกษา 2566 และตั้งความหวังไว้ว่าผลสำเร็จของการดำเนินงานตามแนวทางนี้จะยกระดับคุณภาพการศึกษาและพัฒนาสังคมของประเทศให้เป็นสังคมฐานความรู้ที่นำไปสู่การพัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสู่ระดับมาตรฐานสากลที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศชั้นนำของโลกต่อไป

“การพลิกโฉมโรงเรียนต้นแบบฯ เป็นความตั้งใจของ ศธ.ที่ได้ลดทองโครงการมาระยะหนึ่งแล้วและในปี 2566 ก็ตั้งใจจะนำไปใช้ในโรงเรียนต้นแบบประจำจังหวัด หลังจากนั้นก็จะขยายผลไปยังโรงเรียนต่างๆทั้งในระดับประถมฯและมัธยมฯ ซึ่งจะทำให้พลิกโฉมให้นักเรียนรู้จักคิด รู้จักสร้างผลงานโดยใช้ความคิดริเริมสร้างสรรค์ของตนเอง ใช้จินตนาการ สมัยก่อนเราเรียนใช้ปัญญา ความรู้ แต่ยุคนี้ต้องนำเทคโนโลยีมาผสมกับปัญญาและความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ออกมาเป็นนวัตกรรมเพื่อนำไปพัฒนาเพื่อประโยชน์ทางการค้าหรือประโยชน์ต่างๆได้ และกลายเป็นประดิษฐ์กรรมเป็นผลผลิตต่างๆ และทราบว่าวันนี้มีหน่วยงานหลายแห่งมาช้อปปิ้งเพื่อจะนำนวัตรกรรมนี้ไปต่อยอดได้”

ด้านนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า การนำเสนอนวัตกรรมด้านการเรียนการสอน ที่เป็นผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนและครูในวันนี้ เป็นผลสำเร็จจากการดำเนินโครงการความร่วมมือ “พัฒนานวัตกรรมครูสู่นวัตกรรมผู้เรียน” ระหว่าง สพฐ. กับมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ของครู เพื่อยกระดับคุณภาพทางการศึกษาที่ให้ความสำคัญในการเรียนการสอนรูปแบบ Active Learning รวมถึงการจัดเวทีเพื่อแลกเปลี่ยนและแบ่งปันความรู้  ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างความรู้ใหม่ และต่อยอดการพัฒนานวัตกรรมครูสู่นวัตกรรมผู้เรียนที่มีความหลากหลาย และเกิดประสิทธิผลในการจัดการเรียนการสอนเพิ่มมากยิ่งขึ้น

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า กระทรวงศึกษาธิการโดย สพฐ. ได้ดำเนินโครงการฯ ทดลองในโรงเรียนที่เป็นจังหวัดต้นแบบ เขตพื้นที่ภาคกลาง รวม 10 จังหวัด  ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จ.นครปฐม จ.สมุทรปราการ จ.พระนครศรีอยุธยา จ.ปทุมธานี จ.สมุทรสาคร จ.สุพรรณบุรี จ.สระบุรี จ.นครสวรรค์ และ จ.อ่างทอง โดยมีโรงเรียนในสังกัด สพฐ. เข้าร่วม 29 โรงเรียน และโรงเรียนในเครือข่ายอีก 4 โรงเรียน รวมทั้งสิ้น 33 โรงเรียน ครอบคลุมโรงเรียนขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ได้ดำเนินการมากว่า 9 เดือน ปรากฏผลสำเร็จที่ส่งผลให้คุณครูสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ได้มากกว่า 1,500 นวัตกรรม

“ศธ.สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านบทบาทของครู จากการทำหน้าที่เป็นครูผู้สอน ที่เป็นการสื่อสารทางเดียว ให้ครูปรับตัว เปลี่ยนบทบาทเป็น Facilitator หรือผู้อำนวยความสะดวก ให้คำปรึกษา ให้คำแนะนำ การเรียนการสอนที่ยึดตัวผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และมีการออกแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสม แบบ Personalized Learning ที่เน้นกระบวนการเรียนรู้มากกว่าเนื้อหาวิชา เพื่อช่วยให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ หรือสร้างความรู้ให้เกิดขึ้นในตนเองโดยกระบวนการคิดขั้นสูง มีการลงมือปฏิบัติจริง ซึ่งนวัตกรรมที่เป็นผลผลิตของโครงการ จะถูกนำไปใช้เป็นสื่อ และกิจกรรมการเรียนรู้ โดยจะมีการขยายผลสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพิ่มเติม เพื่อพัฒนาการศึกษาให้มีคุณภาพสูงยิ่งขึ้น ซึ่งการปรับเปลี่ยนครูและผู้เรียนให้เป็นนวัตกรรมทางการศึกษาและการจัดการเรียนรู้ได้เช่นนี้ เป็นความสำเร็จที่มีต่อการพัฒนาสมรรถนะครูและผู้เรียน ซึ่งจะเป็นพลังผลักดัน ส่งผลต่อเนื่องในการพลิกโฉมประเทศด้านการพัฒนาการศึกษาของชาติตามแนวคิด Thailand 4.0 ที่จะทำให้คนไทยมีการสร้างนวัตกรรมเป็นของตนเอง นำไปสู่การขับเคลื่อนประเทศประเทศให้ มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน และเป็นการเตรียมความพร้อมประเทศ ให้สามารถก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกและการศึกษาในศตวรรษที่ 21” รมว.ศธ. กล่าว

-005

‘ฮีโร่’…ตัวอย่าง!‘พัชรินทร์’แนะ‘ศธ.’บรรจุหลักสูตร CPR-ปฐมพยาบาลในสถานศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/680808

‘ฮีโร่’…ตัวอย่าง!‘พัชรินทร์’แนะ‘ศธ.’บรรจุหลักสูตร CPR-ปฐมพยาบาลในสถานศึกษา

‘ฮีโร่’…ตัวอย่าง!‘พัชรินทร์’แนะ‘ศธ.’บรรจุหลักสูตร CPR-ปฐมพยาบาลในสถานศึกษา

วันอาทิตย์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2565, 09.34 น.

‘พัชรินทร์’ยกเคส‘น้องบอส’ ฮีโร่กู้ชีพนักเรียนหญิงจากไฟดูด เป็นกรณีศึกษา ขอ‘ศธ.’บรรจุหลักสูตร CPR-ปฐมพยาบาลเบื้องต้นในสถานศึกษา ติดตั้งเครื่อง AED ในที่สาธารณะ

18 กันยายน 2565 น.ส.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ส.ส.กทม.เขต 2 ปทุมวัน บางรัก สาทร และโฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงเหตุการณ์ช่วยชีวิตนักเรียนจากไฟดูด ซึ่งปรากฏภายหลัง มีอีกหนึ่งฮีโร่ คือ “น้องบอส” ปรัชญา ใจบุญ อายุ 17 ปี นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์ ที่ทำการ CPR หรือปั๊มหัวใจ ตามความรู้ที่ได้มาจากการเรียน รด. จนสามารถช่วยชีวิตผู้ประสบเหตุได้สำเร็จ ว่า ถือเป็นตัวอย่างที่ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับความรู้ในการกู้ชีพ และปฐมพยาบาลเบื้องต้น ควรปลูกฝังตั้งแต่ในสถานศึกษา เพราะเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น กรณีที่ผู้ป่วยล้มและหมดสติ อัตราการรอดชีวิตในประเทศไทยน้อยมาก เมื่อเทียบกับต่างประเทศ โดยจากสถิติพบว่า คนไทยเสียชีวิตจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน เป็นอันดับต้นๆ

“ที่ผ่านมาตนพยายามผลักดันให้กระทรวงศึกษาธิการ บรรจุวิชา CPR การกู้ชีพและปฐมพยาบาลเบื้องต้น เป็นหลักสูตรในสถานศึกษา ระดับชั้นมัธยมศึกษา เพราะหากเด็กๆ ได้เรียนรู้ วิธีการช่วยชีวิตในสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างถูกวิธี ก็จะสามารถช่วยลดอัตราการเสียชีวิตได้” น.ส.พัชรินทร์ กล่าว

น.ส.พัชรินทร์ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีข้อมูลวิจัยของต่างประเทศอย่างญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา พบว่า ผู้ที่ประสบภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน หากได้รับการช่วยชีวิตภายใน 4 นาที ด้วยการ CPR จะเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้ 27% และหากทำ CPR สลับกับการใช้เครื่อง AED จะสามารถเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตได้ถึง 50%  ดังนั้นจึงควรมีเครื่อง AED  ติดตั้งไว้ในที่สาธารณะ แม้บางแห่งจะมีการติดตั้งบ้างแล้ว แต่ผู้ใช้งานได้อย่างถูกต้องยังมีน้อย ดังนั้นหากประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจ ก็จะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตได้อย่างมาก

-005

‘คุณหญิงกัลยา’เยือนญี่ปุ่น ประชุมความร่วมมือ ร.ร.วิทยาศาสตร์จุฬาภรณฯกับสถาบันโคเซ็น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/680666

'คุณหญิงกัลยา'เยือนญี่ปุ่น ประชุมความร่วมมือ ร.ร.วิทยาศาสตร์จุฬาภรณฯกับสถาบันโคเซ็น

‘คุณหญิงกัลยา’เยือนญี่ปุ่น ประชุมความร่วมมือ ร.ร.วิทยาศาสตร์จุฬาภรณฯกับสถาบันโคเซ็น

วันเสาร์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2565, 15.25 น.

“คุณหญิงกัลยา” เยือนญี่ปุ่น ประชุมความร่วมมือ ร.ร.วิทยาศาสตร์จุฬาภรณฯ กับสถาบันโคเซ็น พร้อมเยี่ยมชมโรงเรียน Super Science High Schools “Meikei High School” ต่อยอดความร่วมมือ

17 ก.ย.2565 ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศธ.)  เปิดเผยว่า ตนได้นำคณะที่ปรึกษา ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ และกรรมการความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสถาบันโคเซ็นประเทศญี่ปุ่น และกลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย พร้อมด้วย ดร.โกศล เพ็ชร์สุวรรณ์ ดร.ธงชัย ชิวปรีชา ดร.บุญรักษ์ ยอดเพชร ที่ปรึกษาคณะกรรมการอำนวยการโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ดร.ยุวดี นาคะผดุงรัตน์ ประธานร่วมคณะกรรมการอำนวยการโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ดร.ภูริวรรษ คำอ้ายกาวิน ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานความเป็นเลิศด้านวิทยาศาสตร์ศึกษา สพฐ. และนายปรเมศวร์ ชรอยนุช ไปเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการความร่วมมือฯ ครั้งที่ 8 (8 th Organizing Committee Meeting) ระหว่างวันที่ 15-16 กันยายน 2565 ที่ผ่านมา ณ สถาบันโคเซ็นประเทศญี่ปุ่น  

ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญกับวิทยาศาสตร์ ซึ่งความร่วมมือกับประเทศญี่ปุ่นตลอดหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จ ต้องขอขอบคุณกระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ประเทศญี่ปุ่น (MEXT) และสถาบันโคเซ็น ที่ให้การสนับสนุน เกิดความร่วมมือทางวิชาการ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทั้งระดับนักเรียน ครู และโรงเรียน ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่ง และเชื่อว่าความร่วมมือกับประเทศญี่ปุ่นจะพัฒนาและดำเนินการต่อไปอย่างต่อเนื่อง          

รมช.ศธ. กล่าวด้วยว่า กระทรวงศึกษาธิการ พร้อมสนับสนุนความร่วมมือของโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย กับประเทศญี่ปุ่นอย่างเต็มที่ ทั้งเรื่องการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การแลกเปลี่ยนนักเรียน ครูและบุคลากร ทั้งในการเรียนการสอน การทำวิจัยนวัตกรรม รวมไปถึงการพัฒนาหลักสูตร ซึ่งเชื่อมั่นว่าความร่วมมือด้านการศึกษาดังกล่าวจะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมหาศาลต่อทั้ง 2 ประเทศ เพราะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะเป็นกุญแจสำคัญในการผลักดันในเกิดความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคม    

นอกจากนี้ ดร.คุณหญิงกัลยา พร้อมคณะยังได้เดินทางไปเยี่ยมชมโรงเรียนมัธยม Meikei High School ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมชั้นนำของประเทศญี่ปุ่นที่ได้รับอนุญาตให้เป็นโรงเรียนมัธยม Super Science High School (SSH) โดยกระทรวงศึกษาธิการของประเทศญี่ปุ่น ได้หารือถึงความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ซึ่งโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย และ Super Science High School ถือเป็น Partner school  เพื่อให้นักเรียนทำกิจกรรมทางวิชาการร่วมกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายของกระทรวงศึกษาที่ต้องการส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์

“ในนามของกระทรวงศึกษาธิการ ขอขอบคุณกระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ประเทศญี่ปุ่น (MEXT) และสำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งญี่ปุ่น (JST) ที่ให้การสนับสนุนและส่งเสริมความร่วมมือในด้านการศึกษาของโรงเรียน Super Science High School และโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยมาโดยตลอดกว่า 10 ปี ซึ่งการมาประชุมร่วมและเยี่ยมชมในครั้งนี้จะต่อยอดถึงความร่วมมือทางด้านการศึกษาให้ครบถ้วนสมบูรณ์ต่อไป” ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว   -009

วช. ดันงานวิจัยโครงการการปรับปรุงเสถียรภาพ ลาดตลิ่งในสระเก็บน้ำพระรามเก้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/680656

วช. ดันงานวิจัยโครงการการปรับปรุงเสถียรภาพ ลาดตลิ่งในสระเก็บน้ำพระรามเก้า

วช. ดันงานวิจัยโครงการการปรับปรุงเสถียรภาพ ลาดตลิ่งในสระเก็บน้ำพระรามเก้า

วันเสาร์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2565, 14.47 น.

วช. ดันงานวิจัยโครงการการปรับปรุงเสถียรภาพลาดตลิ่งในสระเก็บน้ำพระรามเก้า ตามรอยพระราชดำริ แก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน

วันที่ 16 กันยายน 2565 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สนับสนุนทุนวิจัยโครงการ “การปรับปรุงเสถียรภาพลาดตลิ่งในสระเก็บน้ำพระรามเก้าอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ภายใต้สภาวะการลดลงของระดับน้ำอย่างรวดเร็วจากภัยแล้ง” ให้แก่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วีระศักดิ์ ละอองจันทร์ แห่ง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เพื่อศึกษาเสถียรภาพและการเคลื่อนตัวของลาดตลิ่งภายใต้สภาวะเปลี่ยนแปลงระดับน้ำ พร้อมทั้งปรับปรุงลาดตลิ่งของสระเก็บน้ำพระรามเก้ากักน้ำไว้ใช้ในยามแล้ง และบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในเขตพื้นที่ตอนล่าง

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ได้ให้ความสำคัญในการส่งเสริมและการดำเนินงานโครงการวิจัยและนวัตกรรมในการนำงานวิจัยมาหนุนเสริมในการวิเคราะห์ถึงสาเหตุและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในเชิงพื้นที่ โดยให้ทุนสนับสนุนทุนวิจัยโครงการปรับปรุงเสถียรภาพลาดตลิ่งในสระเก็บน้ำพระรามเก้าอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ภายใต้สภาวะการลดลงของระดับน้ำอย่างรวดเร็วจากภัยแล้ง ของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วีระศักดิ์ ละอองจันทร์ แห่ง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี นับเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัย ปัญหาภัยแล้ง และคำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนเป็นสำคัญภายใต้งานวิจัยที่จะเข้ามามีส่วนช่วยได้อย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างยั่งยืน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วีระศักดิ์ ละอองจันทร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เปิดเผยว่า ผลการศึกษาของคณะนักวิจัยภายใต้ โครงการปรับปรุงเสถียรภาพลาดตลิ่งในสระเก็บน้ำพระรามเก้าอันเนื่องมาจากพระราชดำริภายใต้ สภาวะการลดลงของระดับน้ำอย่างรวดเร็วจากภัยแล้งได้ศึกษาสาเหตุอันเนื่องมาจากสภาวะการลดลงของระดับน้ำ (drawdown conditions) ทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของแรงดันน้ำในโพรงดินเป็นสาเหตุให้กำลังต้านทานแรงเฉือนลดลงพบว่าพื้นที่ในสระเก็บน้ำพระรามเก้านั้น มีการเคลื่อนตัวของลาดตลิ่งสูงสุดที่ระดับน้ำ +2.00 เมตร BH-2 มีการเคลื่อนตัวของลาดตลิ่งสูงสุดที่ระดับน้ำ +1.25 เมตร และ BH-3 มีการเคลื่อนตัวของลาดตลิ่งสูงสุดที่ระดับน้ำ -0.50 เมตร จากผลการวิเคราะห์ที่ระดับน้ำ -0.50 เมตร ของหลุมเจาะ BH-3 มีการเคลื่อนตัวสูงสุด และจากการเปรียบเทียบค่าอัตราส่วนความปลอดภัย (Factor of Safety, FS.) ของ BH-1 ถึง BH-3 มีค่าอัตราส่วนความปลอดภัย (Factor of Safety, FS.) มากที่สุดเท่ากับ 3.023 ในหลุมเจาะ BH-3 และน้อยที่สุดเท่ากับ 0.926 ในหลุมเจาะ BH-1 

จากการวิเคราะห์ลักษณะการเคลื่อนตัวของลาดตลิ่งและค่าอัตราส่วนความปลอดภัย (Factor of Safety, FS.) พบว่าควรควบคุมระดับน้ำของสระเก็บน้ำพระรามเก้า ให้อยู่ที่ระดับไม่ต่ำกว่า -2.00 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง เนื่องจากถ้าระดับน้ำลดลงต่ำกว่า -2.00 เมตร จะส่งผลให้ลาดตลิ่งบริเวณที่มีความลาดชันสูงเกิดการพังทลาย ต่อมาทีมนักวิจัยได้ทำการสำรวจทางน้ำโดยเครื่องหยั่งความลึก โดยบริเวณที่มีลาดตลิ่งชันมากเป็นจุดที่น่าจะมีความเสถียรภาพของลาดดินที่มีค่าต่ำนำผลที่ได้ดังกล่าวไปวิเคราะห์เสถียรภาพต่อ จากนั้นทำการเจาะสำรวจชั้นดินแบบฉีดล้าง (Wash Boring) จำนวน 6 หลุม นำตัวอย่างดินที่ได้จากการเจาะสำรวจมาทดสอบในห้องปฏิบัติการเพื่อทำการหาคุณสมบัติของดินโดยจะนำข้อมูลมาวิเคราะห์เสถียรภาพของลาดดินด้วยโปรแกรม plaxis 2d และทำการศึกษาการปรับปรุงเสถียรภาพของลาดดินสระเก็บน้ำพระรามเก้าเพื่อให้มีความมั่นคงต่อไป

ทั้งนี้ มูลนิธิชัยพัฒนาและการประปาส่วนภูมิภาคที่ผลิตน้ำประปายังได้รับประโยชน์จากการใช้น้ำในสระเก็บน้ำพระรามเก้าและสามารถนำผลการวิจัยมาใช้ในการรักษาระดับน้ำในสระเก็บน้ำพระรามเก้าไม่ให้ลดลงต่ำกว่า -2.00 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลางเนื่องจากมีผลต่อลาดตลิ่งเป็นอย่างมากเพื่อไม่ให้เกิดการพังทลายของลาดตลิ่งอันเนื่องมาจากการลดลงของระดับน้ำอย่างรวดเร็ว นับเป็นงานวิจัยที่ช่วยในเรื่องของการเก็บกักน้ำไว้ใช้ในยามแล้ง หรือการระบายน้ำ ลดความรุนแรงของปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่โดยรอบแล้ว เมื่อมองอย่างลึกซึ้ง แนวพระราชดำริแก้มลิง ดังเช่นโครงการสระเก็บน้ำพระราม 9 นี้ยังผสานแนวคิดในการอนุรักษ์น้ำนับเป็นงานวิจัยที่ช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำได้อย่างแท้จริง

‘ตรีนุช’สั่ง สพฐ.-ก.ค.ศ.-สป.ศธ. ปรับงาน รองรับ พ.ร.บ.แก้ไขคำสั่งคสช.บริหารงานบุคคลไม่สะดุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/680648

'ตรีนุช'สั่ง สพฐ.-ก.ค.ศ.-สป.ศธ. ปรับงาน รองรับ พ.ร.บ.แก้ไขคำสั่งคสช.บริหารงานบุคคลไม่สะดุด

‘ตรีนุช’สั่ง สพฐ.-ก.ค.ศ.-สป.ศธ. ปรับงาน รองรับ พ.ร.บ.แก้ไขคำสั่งคสช.บริหารงานบุคคลไม่สะดุด

วันเสาร์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2565, 13.51 น.

“ตรีนุช” สั่ง สพฐ.-ก.ค.ศ.-สป.ศธ. ปรับงาน รองรับ พ.ร.บ.แก้ไขคำสั่งคสช.บริหารงานบุคคลไม่สะดุด

17 ก.ย. 2565 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า หลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ที่ 19/2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ 3 เมษายน พุทธศักราช 2560 พ.ศ. …ไปแล้วนั้น ขั้นตอนต่อไปรัฐสภาจะส่งให้นายกรัฐมนตรี นําขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย เพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อใช้บังคับเป็นกฎหมาย โดยระหว่างนี้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จะเตรียมความพร้อมรองรับการประกาศใช้กฎหมายฉบับดังกล่าว ซึ่งเป็นการโอนภารกิจด้านการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาจากคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ไปให้ คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาประจำเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา) และ คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาประจำเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา) โดยจะดำเนินการใน 3 ส่วน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่นไม่สะดุด

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า การเตรียมการรองรับฯ ส่วนที่ 1.สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ(สป.ศธ.)ซึ่งดูแลศึกษาธิการจังหวัด เตรียมการถ่ายโอนภารกิจด้านการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จาก กศจ.ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา รวม 245 เขตพื้นที่ฯ สำหรับงานเกี่ยวกับนโยบาย ยุทธศาสตร์ การส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษา ตลอดจนการให้ความเห็นชอบแผนพัฒนาการศึกษาจังหวัดยังอยู่ที่ กศจ. ส่วนที่ 2. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)จะได้รับภารกิจเรื่องการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จาก กศจ.ก็ต้องเตรียมคน และเตรียมระบบสร้างเสริมความรู้ความเข้าใจแก่ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ และบุคลากรให้มีความพร้อม เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปด้วยความโปร่งใส เป็นธรรมตามหลักธรรมาภิบาล พร้อมทั้งให้ สพฐ.เตรียมงบประมาณรองรับภารกิจใหม่ด้วย และ

“ส่วนที่ 3. คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) จะต้องกำหนดองค์ประกอบ หลักเกณฑ์ และวิธีการได้มาซึ่ง อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา และ การสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิ รวมถึงปรับปรุงหลักเกณฑ์ในการดำเนินงาน เพื่อรองรับการเปลี่ยนระบบการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่จะเกิดขึ้นตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ ทั้งนี้ ในร่างกฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดไว้ด้วยว่า องค์ประกอบของ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ในแต่ละเขตพื้นที่การศึกษาต้องมีผู้แทน กศจ.อย่างน้อย 1 คน และนายอำเภอหรือผู้แทนอย่างน้อย 1 คน สำหรับกรุงเทพมหานคร ให้มีผู้อำนวยการเขต หรือ ผู้แทนอย่างน้อย 1 คน ร่วมเป็นองค์ประกอบด้วย โดย ก.ค.ศ.ต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน 90 วัน นับตั้งแต่วันที่ พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับ ” รมว.ศธ. กล่าว