‘ตรีนุช’มอบปลัดศธ.ประสาน กฟภ. เช็คด่วนเสาไฟ ป้องกันซ้ำรอยไฟดูดนักเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/680636

'ตรีนุช'มอบปลัดศธ.ประสาน กฟภ. เช็คด่วนเสาไฟ ป้องกันซ้ำรอยไฟดูดนักเรียน

‘ตรีนุช’มอบปลัดศธ.ประสาน กฟภ. เช็คด่วนเสาไฟ ป้องกันซ้ำรอยไฟดูดนักเรียน

วันเสาร์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2565, 11.08 น.

“ตรีนุช” มอบปลัดศธ.ประสาน กฟภ.เช็กด่วน! ป้องกันไฟดูดช่วงน้ำท่วม 

17 ก.ย.2565 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) กล่าวถึงเหตุการณ์ฝนตกหนักทั่วเมืองอุดรธานีและมีนักเรียนจำนวน 5 คน จากหลายโรงเรียนโดนกระแสไฟฟ้าดูด ว่า ตนได้รับรายงานว่านักเรียนทุกคนปลอดภัยแล้วและขอชื่นชม 2 นักเรียน นักศึกษา คือ นายอรรถชัย อาจอุดม นักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง(ปวส.) แผนกเทคนิคคอมพิวเตอร์ วิทยาลัยเทคนิคอุดรธานี ที่ให้การช่วยเหลือน้องนักเรียนชาย ชั้น ม.1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล ที่ถูกไฟดูดจนนอนนิ่งแช่น้ำอยู่ตรงโคนเสาไฟฟ้าส่องสว่างบริเวณประตูด้านหลังโรงเรียนออกมาได้และแจ้งหน่วยกู้ชีพเข้าไปช่วยเหลือนำส่งโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี และ นายปรัชญา ใจบุญ นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์ ที่ช่วยปั๊มหัวใจช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนสตรีราชินูทิศที่โดนไฟดูดได้อย่างปลอดภัย 

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า ตนได้มอบหมายให้ ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ประสานไปยังการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) สำนักงานใหญ่ เพื่อดูแลระบบไฟฟ้าที่อยู่ใกล้โรงเรียนต่างๆทั่วประเทศว่ามีกระแสไฟฟ้ารั่วหรือไม่ ขณะเดียวกันจะมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำรวจสายไฟฟ้า รวมถึงอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ต่างๆในสถานศึกษาทั่วประเทศ ที่อาจชำรุดเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ต่างๆ และหากพบการชำรุดก็ให้ร่วมกันแก้ไขทันที เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความไม่ปลอดภัยกับนักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา และประชาชนทั่วไป นอกจากนี้ขอให้สถานศึกษาทุกสังกัด สร้างความรู้ ทักษะเรื่องความปลอภัยจากไฟดูดและวิธีการช่วยเหลือผู้ที่ถูกไฟดูดที่ถูกต้องให้เด็กๆด้วย  -009

‘Public space X ถนนสาดศิลป์’นำความสุขด้านสุนทรียภาพคืนโรงเรียนอัสสัมชัญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/680618

'Public space X ถนนสาดศิลป์'นำความสุขด้านสุนทรียภาพคืนโรงเรียนอัสสัมชัญ

‘Public space X ถนนสาดศิลป์’นำความสุขด้านสุนทรียภาพคืนโรงเรียนอัสสัมชัญ

วันเสาร์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2565, 08.20 น.

อัสสัมชัญ จัดงาน “Public space X ถนนสาดศิลป์” นำความสุขด้านสุนทรียภาพคืนโรงเรียนอัสสัมชัญ

หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ Covid-19 ที่ผ่านมา ทำให้การเรียนการสอนและกิจกรรมของเด็ก ๆ นักเรียน ต้องสะดุดไป จนสถานการณ์ทุกอย่างดีขึ้น ทางโรงเรียนอัสสัมชัญ จึงนำกิจกรรมที่คุณครูและนักเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญ จัดขึ้น ภายใต้ชื่องาน “Public space X ถนนสาดศิลป์” เพื่อเพิ่มบรรยากาศความสุขให้กับนักเรียน ผ่านการแสดงออกทางสุนทรียภาพ ด้านดนตรี และศิลปะ ซึ่งวันศุกร์ที่ 16 กันยายน 2565 ครั้งนี้เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นครั้งแรก ครั้งถัดไปจะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน 2565 และวันที่ 16 ธันวาคม 2565

สำหรับการจัดงาน Public space X ถนนสาดศิลป์ เป็นความร่วมมือกันระหว่าง กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ คณะกรรมการสภานักเรียน และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน โรงเรียนอัสสัมชัญ โดยบรรยากาศเป็นดนตรีกลางแจ้ง  พร้อมการแสดงที่เปิดกว้าง พร้อมชมผลงานศิลปะในรูปแบต่าง ๆ  โดยได้รับเกียรติจาก ภราดา ดร.อาวุธ  ศิลาเกษ ผู้อำนวยการโรงเรียน ภราดาคฑาวุธ  สิทธิโชคสกุล ผู้จัดการโรงเรียนอัสสัมชัญ ร่วมเล่นดนตรีกับนักเรียนด้วย ณ  โรงเรียนอัสสัมชัญ เขตบางรัก กรุงเทพฯ ตั้งแต่เวลา 15.00-17.00 น. โดยเปิดให้บุคคลคนภายนอกที่สนใจ เข้าร่วมชมงานของนักเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญด้วย

ศธ.จับมือ สธ.-มท.-มจธ.-AIS เปิดหลักสูตร ‘อุ่นใจไซเบอร์’ สอนรู้เท่าทันภัยสื่อดิจิทัล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/680541

ศธ.จับมือ สธ.-มท.-มจธ.-AIS เปิดหลักสูตร 'อุ่นใจไซเบอร์' สอนรู้เท่าทันภัยสื่อดิจิทัล

ศธ.จับมือ สธ.-มท.-มจธ.-AIS เปิดหลักสูตร ‘อุ่นใจไซเบอร์’ สอนรู้เท่าทันภัยสื่อดิจิทัล

วันศุกร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2565, 17.27 น.

ศธ. จับมือ สธ.- มท. – มจธ. – AIS เปิดหลักสูตร “อุ่นใจไซเบอร์” สอนรู้เท่าทันภัยสื่อดิจิทัล

16 ก.ย.2565 ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ  มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการดำเนินโครงการการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ดิจิทัล หลักสูตร “อุ่นใจไซเบอร์” ระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.), กระทรวงสาธารณสุข (สธ.), กระทรวงมหาดไทย (มท.), มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และ บริษัท AIS โดย นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า ภัยร้ายจากไซเบอร์ เป็นภัยมืดที่ส่งผลร้ายในหลายมิติ ไม่เลือกช่วงอายุ ไม่เลือกเพศ เกิดขึ้นได้ทุกช่วงเวลา ครอบคลุมทั้งระดับโลก ระดับประเทศ สังคม ชุมชน เข้าสู่ครัวเรือน และรุกเข้าถึงบุคคล ผลกระทบที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงตั้งแต่ระดับเล็กน้อย ระดับรุนแรง และระดับที่ไม่อาจประเมินค่าได้ ทั้งต่อร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะภัยของไซเบอร์ที่มีต่อเด็กนักเรียน

นางสาวตรีนุช กล่าวต่อว่า เด็กนักเรียน ซึ่งเปรียบเสมือนผ้าขาว อาจจะรู้ไม่เท่าทัน ขาดวุฒิภาวะในการประเมินเนื้อหา ขาดการตระหนักรู้ การควบคุมตนเอง การยับยั้งชั่งใจ และความอยากทดลอง ซึ่งหลายกรณีส่งผลกระทบที่มีระดับความรุนแรงจนอาจทำให้เด็กนักเรียนสูญเสียโอกาสที่ดีในอนาคต และประเทศอาจต้องสูญเสียบุคลากรที่มีคุณค่า ซึ่งหลักสูตรดิจิทัล “อุ่นใจไซเบอร์” เป็นอีกก้าวสำคัญของภาคการศึกษาไทยที่จะทำให้เราก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัลและเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการในฐานะเสาหลักภาคการศึกษาของประเทศ มีความมุ่งมั่นตั้งใจขยายโอกาสการเข้าถึงบริการทางการศึกษาอย่างมีคุณภาพ และสร้างการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต รวมถึงส่งเสริมและพัฒนาระบบเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา ที่ต้องการให้เด็กไทยมีทักษะใหม่ๆ ด้านดิจิทัลมองเห็นประโยชน์จากการใช้งาน และความปลอดภัยของนักเรียนเป็นสิ่งที่ ศธ. กำหนดให้เป็น 1 ในนโยบายการขับเคลื่อนคุณภาพทางการศึกษา เด็กนักเรียนจะต้องเข้าใจถึงความปลอดภัย และรู้จักโทษร้ายที่เกิดขึ้นจากการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ต้องรู้จักการเลือกรับและรู้ถึงข้อจำกัด ผลเสีย และภัยอันตรายที่เกิดขึ้นจากการใช้งาน

“ดิฉันเชื่อมั่นว่า เนื้อหาในหลักสูตร “อุ่นใจไซเบอร์” มีความครอบคลุมทั้งเนื้อหาการเรียนการสอนที่น่าสนใจ มีการออกแบบสื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสมของแต่ละช่วงวัย มี Animation สำหรับเด็กปฐมวัย เด็กอนุบาล มีการทดสอบเพื่อวัดผลการเรียนรู้ รวมถึงคุณครูที่จะได้เรียนรู้และเข้าใจ เพื่อตนเองได้ทันต่อโลกดิจิทัล สามารถใช้องค์ความรู้ที่ได้ เพื่อการดูแลเด็กนักเรียน ซึ่งหลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์อยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึง และเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา และเป็นภารกิจสำคัญที่ทุกหน่วยงานในสังกัด ศธ. และ บุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ จะมีส่วนร่วมในการนำหลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์ นำไปใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ สอนให้แก่นักเรียนไทยทั่วประเทศ” นางสาวตรีนุช กล่าว

รมว.ศธ.กล่าวด้วยว่า หลักสูตรนี้อุ่นใจไซเบอร์นี้ ได้ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ให้เป็นหลักสูตรการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาสายงานสอน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สามารถนำมานับชั่วโมงการพัฒนา เพื่อประกอบการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะตามหลักเกณฑ์ที่ ก.ค.ศ.กำหนด ดิฉันขอขอบคุณ สธ., มธ., มจธ. และ AIS ที่เข้ามาทำงานร่วมกันในครั้งนี้ ซึ่ง ศธ.จะเดินหน้าขยายความครอบคลุมการเรียนการสอนไปให้ได้มากที่สุด เพื่อทำให้บุคลากรทางการศึกษา และเด็กไทย ให้มีความรู้ทักษะดิจิทัลรู้เท่าทันภัยไซเบอร์ที่แฝงมากับการใช้งานอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะเป็นการลดปัญหาความสูญเสียด้านบุคลากรที่มีคุณค่าของประเทศ รวมถึงสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีทั้งต่อการเรียนและการใช้ชีวิตในอนาคตต่อไป
 

Google หนุนปัจจัย ด้านเทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์ระบบการศึกษาไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/680538

Google หนุนปัจจัย ด้านเทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์ระบบการศึกษาไทย

Google หนุนปัจจัย ด้านเทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์ระบบการศึกษาไทย

วันศุกร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2565, 17.22 น.

Google สนับสนุนปัจจัยด้านเทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์ระบบการศึกษาไทย

Google ประเทศไทย สนับสนุนปัจจัยด้านเทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์ระบบการศึกษาในประเทศไทย ผ่านทาง “Google for Education” เพื่อช่วยให้สถานศึกษาทั่วประเทศสามารถเตรียมพร้อมและเพิ่มพูนประสิทธิภาพสำหรับการเรียนการสอนในรูปแบบผสมผสาน (Hybrid Learning) ด้วยการนำเครื่องมือต่างๆ ของ Google  ที่เป็นระบบดิจิทัลมาใช้ในการทำงานร่วมกันสำหรับคุณครู นักเรียน และนักการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ทั้งนี้  Google for Educution ยังเป็นผู้สนับสนุนหลักในงาน “Edutech Thailand 2022”  ที่มุ่งเน้นในการเพิ่มศักยภาพแก่ผู้สอนผ่านการใช้อุปกรณ์ที่ครอบคลุมและใช้ง่าย  รวมทั้ง ช่วยเหลือให้นักเรียนสามารถเข้าถึงเครื่องมือที่เหมาะสมนำไปสู่ความสำเร็จ  ซึ่งภายในงานได้มีการสนทนากว่า 40 หัวข้อ การอภิปรายสด การถาม-ตอบกับวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ  ซึ่งงานนี้ได้จัดขึ้นเป็นแบบออนไลน์ระหว่างวันที่ 14 และ 15 กันยายน 2565 

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า “ปัจจุบัน ผู้คนได้ก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลที่มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในทุกๆ ด้าน รวมถึงด้านการศึกษา ซึ่งผมเองมองว่าปัจจัยหลักของการศึกษาคือการสร้างคน เพราะการศีกษาคือหัวใจในการแก้ปัญหาทุกอย่าง  แต่สำหรับในประเทศเรานั้นอาจจะมีอุปสรรคด้านความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีในบางกลุ่มถึงแม้ว่าจะอยู่ในชุมชนเมืองเองก็ตาม  โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่ต้องมีการปรับการเรียนการสอนเป็นแบบออนไลน์ ส่งผลให้เกิดความท้าทายขึ้นเมื่อโรงเรียนทั่วประเทศต้องกลับมาเรียนในห้องเรียนตามปกติ พร้อมกับต้องปรับการเรียนการสอนให้เป็นแบบผสมผสานระหว่างเรียนออนไลน์และเรียนในห้องไปด้วยกัน  ดังนั้น จึงถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่กรุงเทพมหานครได้ร่วมทำงานเพื่อมุ่งสู่วิส้ยท้ศน์เดียวกันกับ Google บริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยีระดับโลก  โดยภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการริเริ่มโครงการต่างๆ เพื่อเพิ่มทักษะดิจิทัลให้กับครูผู้สอน และยกระดับเวทีการศึกษาของนักเรียนให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ เพื่อเป็นการให้เทคโนโลยีสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้คนได้อย่างรวดเร็ว เราอาจจะต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลมาเป็นพี่เลี้ยงให้กับครูในระยะแรกซึ่งอาจจะเป็นสัดส่วน 1 ต่อ 5 เพื่อสอนวิธีการใช้เทคโนโลยีต่างๆ  จากนั้นครูก็จะสามารถนำความรู้จากผู้เชี่ยวชาญไปถ่ายทอดต่อ และยังช่วยสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงเทคโนโลยีอีกด้วย”   

นางศารณีย์ บุญฤทธิ์ธงไชย Country Marketing Manager, Google ประเทศไทย กล่าวว่า “Google ยังคงมุ่งมั่นสานต่อพันธกิจในการจัดระเบียบข้อมูล เพื่อให้ผู้คนทั่วโลกสามารถเข้าถึงและได้รับประโยชน์สูงสุดจากข้อมูลเหล่านั้น  และเพื่อตอกย้ำหนึ่งในพ้นธกิจหลัก Leave no Thai Behind ในด้านการศึกษา ว้นนี้ ดิฉันรู้สึกยินดีมากที่ Google for Education ได้มีบทบาทในการช่วยสนับสนุนไม่ว่าจะเป็นในสถานศึกษา การทำงาน และการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คน ที่ทุกคนต่างต้องปรับเปลี่ยนมาเป็นการเรียนรู้แบบผสมผสานเพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จผ่านทางเครื่องมือต่างๆ  ของ Google  สำหร้บการเรียนรู้ของนักเรียนนั้นจะประสบความสำเร็จได้นั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าโรงเรียนจะปรับตัวตามสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดได้ดีแค่ไหน ผ่านทางปัจจัยหลัก 5 ประการ ได้แก่ การเชื่อมต่อออนไลน์, อุปกรณ์, แพลตฟอร์ม, รูปแบบการสอนของครู และทักษะรองรับของทั้งผู้สอนและผู้เรียน จากรายงานมีนักเรียนและนักการศึกษากว่า 50 ล้านคนทั่วโลกเลือกใช้อุปกรณ์ Chromebook เพื่อทำงานและสื่อสารกัน และเป็นอุปกรณ์อันดับ 1 ยอดนิยมทั่วโลกสำหรับโรงเรียนอนุบาลถึงมัธยมศึกษาตอนปลายในปีที่ผ่านมา ส่วนในด้านของแพลตฟอร์มปัจจุบันมีผู้ใช้ Google Workspace for Education กว่า 170 ล้านคน โดยมี 150 ล้านคนที่เลือกใช้ Google Classroom ที่เป็นแพลตฟอร์มการเรียนรู้  นอกจากนี้ Google ยังมีทักษะรองรับเพื่อฝึกอบรมทักษะดิจิทัลที่จำเป็นด้วยตนเองและสามารถนำไปปรับใช้ได้ดียิ่งขึ้น เช่น โครงการสะพานดิจิทัล,  Be Internet Awesome และ Google Certificates สำหรับครูผู้สอนที่ต้องการพัฒนาด้านวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ เราจะมีการเปิดตัวคลังบทเรียน (Lesson Library) เพื่อให้นักการศึกษาไทยสามารถแชร์ไอเดียและเคล็ดลับต่างๅ กับชุมชนครูภายในปีนี้”  

ด้าน นายปรัชญากร ฮดมาลี รองผู้อำนวยการ โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย จ. เลย กล่าวว่า “โรงเรียนของเราได้นำ Google Workspace for Education มาใช้ในการเรียนการสอนซึ่งสามารถช่วยในการจัดทำข้อสอบร่วมกันผ่าน Google ไดรฟ์, Google ฟอร์ม และ Google ชีต แล้วอัปโหลดเอกสารไปยัง Google Classroom ซึ่งวิธีนี้ทำให้กระบวนการวางหลักสูตรเป็นไปอย่างราบรื่นและช่วยประหยัดเวลาให้กับครูได้มากขึ้น”
 
สำหร้บท่านที่สนใจรับชมวิดีโอย้อนหลังจากงาน  “Edutech Thailand 2022”  สามารถติดตามชมได้ที่ลิงก์นี้

sacit ชูหัตถกรรมน้ำต้น-แกะสลักไม้-ดุนโลหะชาวล้านนา ส่งต่อมรดกภูมิปัญญาสู่คนรุ่นใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/680532

sacit ชูหัตถกรรมน้ำต้น-แกะสลักไม้-ดุนโลหะชาวล้านนา ส่งต่อมรดกภูมิปัญญาสู่คนรุ่นใหม่

sacit ชูหัตถกรรมน้ำต้น-แกะสลักไม้-ดุนโลหะชาวล้านนา ส่งต่อมรดกภูมิปัญญาสู่คนรุ่นใหม่

วันศุกร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2565, 17.13 น.

sacit ชูหัตถกรรมน้ำต้น-แกะสลักไม้-ดุนโลหะชาวล้านนา ส่งต่อมรดกภูมิปัญญาสู่คนรุ่นใหม่

16 กันยายน 2565 นายพรพล เอกอรรถพร รักษาการแทน ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ sacit กล่าวว่า sacit มีอีกหนึ่งภารกิจสำคัญอีกด้าน คือ การส่งเสริมคุณค่าบุคคลผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมที่มีความรู้ ความชำนาญ มีทักษะฝีมือ ในงานศิลปหัตถกรรมไทยพื้นบ้าน อนุรักษ์ และสืบสานภูมิปัญญาดั้งเดิมที่สั่งสมสืบทอดจากบรรพบุรุษ สะท้อนถึงศาสตร์และศิลป์เชิงช่างในสาขาต่างๆ  ให้ดำรงคงอยู่โดยไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลา เพราะเป็นบุคลากรที่ทรงคุณค่าเป็นผู้ที่สืบสานและรักษาอัตลักษณ์และภูมิปัญญาด้านงานศิลปหัตถกรรมไทยให้คงอยู่มาตั้งแต่อดีต ซึ่งปัจจุบันกลุ่มผู้สร้างสรรค์มีอายุมากขึ้นและอาจขาดทายาทผู้สืบสานภูมิปัญญาด้านงานศิลปหัตถกรรมไทย sacit จึงได้มีกิจกรรมเฟ้นหาและเชิดชูเกียรติบุคคลเป็น “ครูศิลป์ของแผ่นดิน” “ครูช่างศิลปหัตถกรรม” และ “ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม” เป็นประจำทุกปี ปัจจุบันนำมาเชิดชูแล้วกว่า 438 ราย และได้ดำเนินการรวบรวมชีวประวัติ ผลงาน และองค์ความรู้ในการทำงานศิลปหัตถกรรมของผู้ได้รับการเชิดชูเกียรติแต่ละประเภท โดยเฉพาะในงานหัตถกรรมที่กำลังจะสูญหาย หรือเหลือผู้ทำน้อยรายให้คงอยู่ดำรงไว้ซึ่งเอกลักษณ์และมรดกทางวัฒนธรรมของชาติไทยสืบต่อไป

ทั้งนี้ การนำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ในครั้งนี้ จึงเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญางานศิลปหัตถกรรมไทยที่หาดูได้ยากในปัจจุบัน ได้แก่ งานน้ำต้น , งานดุนโลหะ และงานแกะสลักไม้ เป็นต้น

“น้ำต้น” หรือ “คนโท” เป็นงานศิลปหัตถกรรมที่อยู่ในวิถีชีวิตชาวล้านนามาช้านาน นอกจากจะใช้เป็นภาชนะใส่น้ำ ยังเป็นภาชนะใช้ใส่ดอกไม้บนแท่นบูชาและในพิธีกรรมต่างๆ รวมทั้งเป็นเครื่องประกอบยศของชนชั้นสูงในสมัยโบราณ ปัจจุบันครูสมทรัพย์ ศรีสุวรรณ ครูศิลป์ของแผ่นดิน ปี 2563 ผู้อนุรักษ์ และสืบสานงานภูมิปัญญาการปั้นน้ำต้นของชาวล้านนาที่เกือบจะสูญหายไปจากแผ่นดินให้กลับมาคงอยู่ได้ในปัจจุบัน ตั้งแต่การเตรียมดิน การนวดดินเหนียว นำมาขึ้นรูปบนแป้นหมุนไม้ที่ยังคงใช้แรงคนหมุน และตกแต่งลวดลายด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่า “เขาควาย”  ตกแต่งผิวดินภายนอกให้เกิดเป็นลวดลายต่างๆมาขูดขีด สลักลาย พิมพ์ลาย กดลาย ให้เกิดเป็นลวดลายเอกลักษณ์น้ำต้นโบราณ ซึ่งทุกกระบวนการล้วนเป็นภูมิปัญญาของคนรุ่นเก่าที่ส่งต่อภูมิปัญญากันมานับหลายร้อยปี

“งานดุนโลหะ” หรือ ภาษาถิ่นล้านนาจะเรียก ดุนลาย ว่า ต้องลาย หรือ ต้องครัว สร้างสรรค์ โดยครูดิเรก สิทธิการ ครูศิลป์ของแผ่นดิน ปี 2554 และนายพิชิต นะงอลา ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ปี 2562 ทั้งสองท่านยังคงเอกลักษณ์งานดุนโลหะตามขนบและลวดลายแบบดั้งเดิม และมีฝีมือที่ละเอียดลออ รวมถึงยังได้พัฒนารูปแบบ ลวดลาย วัสดุในการทำงานดุนโลหะสลักเงินให้มีความทันสมัย เหมาะกับยุคและความต้องการของตลาดมากขึ้น มีการปรับเปลี่ยนวัสดุอุปกรณ์ในการผลิตให้หาง่ายและทันสมัยขึ้น อย่างเช่น ทองแดง อลูมิเนียม ในการสร้างสรรค์ชิ้นงาน เพื่อเพิ่มสีสันเพิ่มมิติให้กับงานนั้น ๆ มากขึ้น รวมถึงลวดลายได้มีการนำลวดลายไทยและล้านนาแบบดั้งเดิมมาผสมผสานกับศิลปะร่วมสมัย ออกจำหน่าย ขยายตลาดให้มากขึ้น

สำหรับผลงานของนายพิชิต นะงอลา ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ปี 2562 อีกหนึ่งผู้สืบทอดภูมิปัญญางานดุนโลหะจากครูดิเรก นำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น มีเอกลักษณ์ที่ความชัดเจนของลวดลาย ละเอียด อ่อนช้อย งดงามรอบด้านในรูปแบบลอยตัว เช่น ผลงานที่ชื่อว่า “ไตรภูมิ” ที่นำโลหะทั้ง 3 ชนิด (ทองเหลือง ทองแดง และอะลูมิเนียม) มารวมไว้ในชิ้นงานเดียว จนได้มีโอกาสนำผลงานดุนโลหะ “ปลาอานนท์” ไปอวดโฉมปรากฏสายตาชาวโลกให้เป็นที่ประจักษ์ในความงดงามและคุณค่าจากภูมิปัญญาที่เป็นเอกลักษณ์ ต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ ผสมผสานกับจินตนาการอันกว้างไกลด้วยฝีมือคนไทยที่งาน Revelations 2019 ณ Grand Palais กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ที่ผ่านมาอีกด้วย

“งานแกะสลักไม้” สร้างสรรค์โดยครูเพชร วิริยะ ครูศิลป์ของแผ่นดิน ปี 2564 หรือที่รู้จักกันในนาม “สล่าเพชร” เป็นช่างฝีมือผู้เปี่ยมด้วยทักษะ และความเชี่ยวชาญในด้านการแกะสลักไม้ และยังถือเป็นบรมครูแห่งวงการงานแกะสลักช้างไม้ที่มีชื่อเสียงได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในจังหวัดเชียงใหม่ ผู้เปลี่ยนภาพจริงลงสู่เนื้อไม้ นำภูมิปัญญาที่สั่งสมมาพัฒนาต่อยอด ฝึกฝน และค้นคว้าจนถ่ายทอดงานแกะสลักช้างไม้เสมือนจริง เลียนแบบท่าทางของช้าง ตลอดจนถึงการแสดงอารมณ์ผ่านรูปลักษณ์อากัปกิริยาต่าง ๆของช้าง ทั้งช้างหนึ่งตัว สองตัว สามตัว ไปจนถึงลักษณะท่าทางของช้างเวลาอยู่รวมกันเป็นโขลง จนเป็นที่ได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นสล่าผู้มากฝีมือในการแกะสลักช้างได้เสมือนจริงจนเป็นที่รู้จักและยอมรับอย่างกว้างขวางมาจนถึงทุกวันนี้

sacit มีเป้าหมายสำคัญในการสืบสานองค์ความรู้งานศิลปหัตถกรรมไทยจากผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมไทยไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่และสังคมไทย โดยมีการจัดเก็บและรวบรวมข้อมูลองค์ความรู้ในรูปแบบ sacit Archive ที่ครอบคลุมงานศิลปหัตถกรรมไทยกว่า 3,000 รายการ ในกลุ่มเครื่องทอ เครื่องจักสาน เครื่องไม้ เครื่องดิน เครื่องโลหะ เครื่องกระดาษ เครื่องหนัง เครื่องรัก รวมถึงเครื่องอื่นๆ อาทิ งานเทริดมโนราห์ งานกระจกเกรียบ เป็นต้น เพื่อรองรับความต้องการของผู้ประกอบการ ผู้ผลิต นักออกแบบ นักเรียน นักศึกษา ที่ต้องการใช้ประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าและวิจัย หรือนำข้อมูลองค์ความรู้ไปใช้พัฒนาตนเองและผลิตภัณฑ์ช่วยสร้างโอกาส สร้างเครือข่าย สร้างรายได้ ตลอดจนการจัดกิจกรรมและเวิร์คช้อปต่าง ๆ สร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ในงานศิลปหัตถกรรมไทยร่วมกันระหว่างช่างฝีมือและคนรุ่นใหม่ เช่น นิทรรศการเชิดชูผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมไทย หรือการสาธิตกระบวนการทำงานหัตถกรรมของครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม และทายาทช่างศิลปหัตถกรรม เพื่อกระตุ้นให้ผู้ที่เข้าชมได้เกิดความภาคภูมิใจในภูมิปัญญาของคนไทย และกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้คนรุ่นใหม่เห็นความสำคัญ และหันมาร่วมอนุรักษ์และสืบสานงานช่างฝีมือเหล่านี้ไว้ไม่ให้สูญหาย และเกิดเป็นสังคมงานคราฟต์ หรือ Social Craft Network ต่อไป

-005

‘ปืน’หาง่าย!ศธ.ตั้งกก.สอบ จ่อเพิ่มกฎเหล็กคุมเข้มสกัดซ้ำรอยลั่นใส่นร.ดับ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/680492

‘ปืน’หาง่าย!ศธ.ตั้งกก.สอบ จ่อเพิ่มกฎเหล็กคุมเข้มสกัดซ้ำรอยลั่นใส่นร.ดับ

‘ปืน’หาง่าย!ศธ.ตั้งกก.สอบ จ่อเพิ่มกฎเหล็กคุมเข้มสกัดซ้ำรอยลั่นใส่นร.ดับ

วันศุกร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2565, 15.34 น.

‘ปืน’หาง่าย!ศธ.ตั้งกก.สอบ จ่อเพิ่มกฎเหล็กคุมเข้มสกัดซ้ำรอยลั่นใส่นร.ดับ

16 กันยายน 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงเหตุนักเรียนถูกอาวุธปืนลั่นใส่จนเสียชีวิต ซึ่งนายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สั่งให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ตั้งกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงแล้ว ว่า ศธ.มีความห่วงใยเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ต้องรอข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะขณะนี้มีข้อมูลเข้ามาหลายทาง โดยตนได้มอบหมายให้นายอัมพร ลงพื้นที่โรงเรียนแล้ว เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมถึงพูดคุยกับผู้อำนวยการโรงเรียน และผู้อำนวยการ สพท. รวมถึงประสานข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อให้เกิดความชัดเจน

ทั้งนี้ ตนให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยทุกมิติ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน และคงต้องถอดบทเรียนไปดูว่าควรต้องระมัดระวังเรื่องใดในบริบทต่อไป รวมถึงอาจต้องมีมาตรการแนวทางในการดูแลที่เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะในโรงเรียนที่มีความเสี่ยง

“ศธ.มีความห่วงใย แต่ต้องรอข้อมูลที่ชัดเจน เพราะข้อมูลมาจากหลายทาง เชื่อว่าโรงเรียนไม่ได้มีเจตนาปกปิดข้อมูล จึงยังไม่อยากพูด รอให้ข้อมูลชัดเจนก่อนเพื่อไม่ให้ข้อมูลผิดเพี้ยนไปอีก โดยเฉพาะข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อที่จะได้สามารถดำเนินการได้รอบคอบมากขึ้น เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน รวมถึงได้ขอให้ สพฐ.ลงไปดูแลและเยียวยากับครอบครัวผู้สูญเสียด้วย” น.ส.ตรีนุช กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะต้องหามาตรการป้องกันนักเรียนนำอาวุธเข้าไปในโรงเรียนอย่างไร น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ยืนยันว่า ศธ. ให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัย แต่ ศธ.มีโรงเรียน 3 หมื่นกว่าโรงเรียน และบริบทในเรื่องความปลอดภัยที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นแต่ละแห่งต้องดูแลเรื่องความปลอดภัยในบริบทของตัวเอง โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง อาจต้องมีมาตรการเพิ่มเติมเข้าไปให้เข้าข้นมากขึ้น เพราะเหตุการณ์เช่นนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น

ด้านนายอัมพร กล่าวว่า ตนได้มีการพูดคุยกับผู้อำนวยการโรงเรียนที่เกิดเหตุ และ ผอ.เขตพื้นที่ฯ ทางโทรศัพท์ในเบื้องต้นแล้ว และจะลงพื้นที่ไปดูข้อเท็จจริงด้วยตัวเองอีกครั้ง เบื้องต้นทางผู้อำนวยการโรงเรียน ให้ข้อมูลว่า เหตุที่เกิดขึ้นเป็นอุบัติเหตุ โดยเป็นการสื่อสารระหว่างครูกับนักเรียน ว่า เกิดจากคอมพิวเตอร์ระเบิด เนื่องจากเวลานั้นไม่มีใครเห็นปืน มาเจอปืนอีกทีก็ตอนที่งมขึ้นมาจากน้ำแล้ว ส่วนเหตุการณ์จริงเป็นอย่างไร ต้องรอการสืบสวนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขณะนี้ยังไม่สามารถชี้ชัดเองได้ ต้องให้กองพิสูจน์หลักฐาน เป็นผู้ตรวจสอบ

ทั้งนี้ ยืนยันว่าทางโรงเรียนไม่ได้มีการปกปิดข้อมูล เพราะโลกปัจจุบันเชื่อว่าไม่มีใครปกปิดได้  และเท่าที่ฟังรายงานเบื้องต้น ทันทีที่เกิดเหตุ เด็กเป็นคนบอกครูว่าคอมพิวเตอร์ระเบิด ครูจึงแจ้งให้ผู้อำนวยการโรงเรียนรับทราบ และแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่วนข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรนั้น ต้องรอความชัดเจน                  

“ส่วนการตรวจนักเรียนพกพาอาวุธเข้ามาภายในโรงเรียนให้เข้มข้นขึ้นหรือไม่นั้น คงต้องบอกว่า เหตุการณ์แบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในเมืองไทย และปืนที่ใช้ก่อเหตุก็เป็นปืนประดิษฐ์ เท่าที่ดูจากหลายเหตุการณ์บ้านเราหาปืนได้ง่ายมาก ดังนั้นต้องมีมาตรการ เฝ้าระวังติดตามพฤติกรรมเด็ก ว่ามีความเสี่ยงแค่ไหน อย่างไร ถ้าเรามีเป้าหมายในการดูพฤติกรรมความเสี่ยงของบุคคลได้ ก็จะทำให้เหตุการณ์ลักษณะนี้ลดลง โดยเฉพาะในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เด็กต้องเรียนออนไลน์อยู่ที่บ้าน เนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อโควิด เด็กต่างคนต่างอยู่ พอได้มาอยู่รวมกันก็อาจจะมีมิติทางสังคมเกิดขึ้น เรื่องกายใจของนักเรียนเริ่มมีปัญหา นำมาสู่การตัดสินที่อาจผิดพลาด เพราะความที่ไม่คลุกคลีกันมาตลอด 2 ปี เป็นผลที่ รมว.ศธ. ให้ความสำคัญ ซึ่ง สพฐ. จะทำความร่วมมือกับกรมสุขภาพจิต เพื่อดูแลเรื่องนี้ต่อไป” นายอัมพร กล่าว

นายอัมพร กล่าวต่อว่า ส่วนผู้อำนวยการโรงเรียนหรือครูที่ดูแล จะมีความผิดหรือไม่นั้น แน่นอนว่า เรื่องนี้ทางโรงเรียนจะต้องรับผิดชอบโดยตรงอยู่แล้ว แต่ต้องไปดูว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกิดจากความประมาทแค่ไหนอย่างไร หรือเกิดจากเหตุสุดวิสัย ซึ่งต้องไปดูข้อเท็จจริงก่อน จึงจะสามารถชี้ได้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป ตรงนี้ให้เป็นไปตามฐานข้อมูลและแนวปฏิบัติ

วัดพระธรรมกายส่งแรงใจมอบถุงยังชีพข้าวสารอาหารแห้งช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/680457

วัดพระธรรมกายส่งแรงใจมอบถุงยังชีพข้าวสารอาหารแห้งช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม

วัดพระธรรมกายส่งแรงใจมอบถุงยังชีพข้าวสารอาหารแห้งช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม

วันศุกร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2565, 13.02 น.

วันที่ 16 ก.ย.65 ที่ศูนย์บัญชาการริมเขื่อนสะพานแดง ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี พระมหานพพร ปุญฺญชโย ผู้แทนวัดพระธรรมกาย และมูลนิธิธรรมกาย พระศรีรัตน์ โชติรตโน ประธานศูนย์ส่งเสริมศีลธรรมจังหวัดปทุมธานี พร้อมด้วยนายองอาจ ธรรมนิทา ผู้แทนคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย และคณะร่วมกันลงพื้นที่ส่งมอบถุงยังชีพภายในบรรจุข้าวสารอาหารแห้ง จำนวน 200 ชุด ให้กับ ร้อยตำรวจเอก ดร.ตรีลุพธ์ ธูปกระจ่าง นายกเทศมนตรีนครรังสิต เพื่อส่งแรงใจช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยน้ำท่วมในเขตพื้นที่เทศบาลนนครรังสิต อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี เป็นสาธารณสงเคราะห์

สำหรับสถานการณ์ระดับน้ำ ในเขตพื้นที่เทศบาลนครรังสิต ระดับน้ำคลองรังสิตประยูรศักดิ์ เขื่อนสะพานแดง ระดับน้ำ 1.58 เมตร (ธงส้ม) สภาวะระดับน้ำอยู่ในเกณฑ์ที่มีความเสี่ยงอันตราย ให้อพยพเคลื่อนย้ายทรัพย์สินขึ้นที่สูง และติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด โดยที่ศูนย์บัญชาการริมเขื่อนสะพานแดง มีเจ้าหน้าที่คอยให้ความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่ยังต้องการถุงทรายเตรียมไว้เพื่อป้องกันถ้ามีฝนตกลงมาอีก

นอกจากนี้ยังได้มอบถุงยังชีพจำนวน 200 ชุด โดยมี ทุเรียน ปุ่นพิทักษ์ รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองสาม เป็นผู้แทนรับมอบฯ และนำคณะลงพื้นที่ส่งมอบความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนผู้ประสบภัยที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขัง เนื่องจากฝนตกหนักในเขตพื้นที่ ในส่วนของพื้นที่คลองสี่ ได้มอบถุงยังชีพให้  นางประเทือง วงษ์แจ้ง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองสี่ นำไปส่งมอบให้ผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่อไป 

สำหรับสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา วันที่ 16 ก.ย.65 เวลา 07.00 น. ระดับน้ำที่ท่าเรือเฉลิมพระเกียรติ ปทุมธานี +1.68 ม.รทก.(ต่ำสุดวันนี้) จะขึ้นสูงช่วงเวลากลางวันเวลา 12.00-14.00 น.จะอยู่ที่ระดับประมาณ +1.95 ม.รทก.และจะขึ้นสูงสุดอีกครั้งเวลา 23.00 น.ที่ระดับประมาณ +2.05 ม.รทก. ส่วนคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาสามารถรับระดับน้ำได้สูง 3.5 ม.รทก. – 003 

เร่งปรับระบบงานบุคคล หลังสภาฯเห็นชอบร่างพ.ร.บ.คำสั่งคสช.ที่19 หวั่นกระทบเกณฑ์PA

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/680433

เร่งปรับระบบงานบุคคล หลังสภาฯเห็นชอบร่างพ.ร.บ.คำสั่งคสช.ที่19 หวั่นกระทบเกณฑ์PA

เร่งปรับระบบงานบุคคล หลังสภาฯเห็นชอบร่างพ.ร.บ.คำสั่งคสช.ที่19 หวั่นกระทบเกณฑ์PA

วันศุกร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2565, 10.44 น.

“ประวิต” ลุยปรับระบบการบริหารงานบุคคลด่วนหลังสภาฯมีมติเห็นชอบ(ร่าง) พรบ.แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่ง คสช.ที่ 19/2560

วันที่ 16 กันยายน 2565 รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. เรียกประชุมคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน ก.ค.ศ. โดยเร่งด่วน หลังสภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 19/2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ 3 เมษายน 2560 เพื่อเตรียมปรับโครงสร้างรองรับการเปลี่ยนระบบการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่จะเกิดขึ้นตาม พรบ. ดังกล่าว โดยเฉพาะเรื่อง เกณฑ์ PA ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากมีแผนที่จะเปิดในระบบวันที่ 1 ตุลาคม นี้

เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวภายหลังการประชุมคณะผู้บริหารของสำนักงาน ก.ค.ศ. ว่า หลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวไปเมื่อวานนี้นั้น (15 ก.ย. 65) นั้น ตนเองจึงได้เรียกประชุมคณะผู้บริหารและผู้ที่เกี่ยวข้องของสำนักงาน ก.ค.ศ. โดยเร่งด่วน เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ได้ติดตามและเตรียมการรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นไว้บ้างแล้ว สำหรับการประชุมร่วมกับคณะผู้บริหารในวันนี้ เป็นการหารือและวางแผนตามแนวทางการดำเนินงานที่วางไว้เกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนระบบการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เนื่องจากหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ ก.ค.ศ. ออกไปจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมแทบทั้งหมด จึงต้องมีการวางแผนการดำเนินการที่รัดกุม โดยเฉพาะเรื่องที่มีผลกระทบทันที คือ เรื่องของการยื่นขอมีและเลื่อนวิทยฐานะที่สำนักงาน ก.ค.ศ. จะเปิดระบบให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้ที่มีคุณสมบัติยื่นคำขอผ่านระบบดิจิทัล (DPA) ในเดือนตุลาคมนี้ 

เนื่องจาก พรบ.ดังกล่าว จะทำให้อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานเกี่ยวกับเกณฑ์ PA และระบบ DPA ยุติไปเป็นบทบาทหน้าที่ของ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาแทน ดังนั้น สำนักงาน ก.ค.ศ. จึงได้วิเคราะห์และเตรียมเสนอแนวทางในการดำเนินงานในเรื่องดังกล่าวเสนอต่อ อ.ก.ค.ศ. วิสามัญ ที่เกี่ยวข้องได้แก่ อ.ก.ค.ศ.เกี่ยวกับการพัฒนานโยบายและระบบบริหารงานบุคคลโดยเร่งด่วนในวันจันทร์ที่ 19 กันยายน 2565 และ อ.ก.ค.ศ. เกี่ยวกับวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่จะประชุมในวันอังคารที่ 20  กันยายน 2565 หลังจากนั้น จะนำเสนอเป็นวาระด่วนต่อที่ประชุม ก.ค.ศ. ในพุธที่ 21 กันยายน 2565 นี้ เพื่อร่วมกันพิจารณาแนวทางการดำเนินงานและตัดสินใจในเรื่องดังกล่าวว่าจะเป็นไปในทิศทางใด หากมติที่ประชุมเป็นอย่างไร จะได้แจ้งให้ทราบโดยทั่วกันต่อไป

“ร่าง พรบ.ดังกล่าว อยู่ในขั้นตอนการนำขึ้นทูลเกล้าและประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อใช้บังคับเป็นกฎหมาย ซึ่งในบทเฉพาะกาลของกฎหมายฉบับนี้ ได้ให้เวลากับคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ออกหลักเกณฑ์และวิธีการได้มาซึ่งคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และมัธยมศึกษา ภายใน 90 วัน นับตั้งแต่วันที่ พรบ.นี้มีผลใช้บังคับ ดังนั้น สำนักงาน ก.ค.ศ. ก็จะเร่งปรับแก้หลักเกณฑ์ PA และระบบ DPA รวมถึงหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดโดยเร็วที่สุดต่อไป” เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าว

‘ตรีนุช’ชี้แม้ พ.ร.บ.กยศ.ผ่านสภาฯ แต่ยังต้องพิจารณาอีกหลายขั้นตอน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/680255

'ตรีนุช'ชี้แม้ พ.ร.บ.กยศ.ผ่านสภาฯ แต่ยังต้องพิจารณาอีกหลายขั้นตอน

‘ตรีนุช’ชี้แม้ พ.ร.บ.กยศ.ผ่านสภาฯ แต่ยังต้องพิจารณาอีกหลายขั้นตอน

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2565, 16.20 น.

“ตรีนุช”ชี้แม้ พ.ร.บ.กยศ.ผ่านสภาฯ แต่ยังต้องพิจารณาอีกหลายขั้นตอน ย้ำ ศธ.มุ่งเน้นสร้างจิตสำนึกเด็กเยาวชนตระหนักถึงความรับผิดชอบและวินัยทางการเงิน

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยกรณี ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ฉบับที่.. ในวาระ 3 โดยมีมติเห็นด้วย 314 ไม่เห็นด้วย 3 งดออกเสียง 2 ไม่ลงมติ 2 ซึ่งมีสาระสำคัญคือเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาภาระของผู้กู้ยืมเงินหรือผู้ค้ำประกันให้สามารถชำระเงินคืนกองทุนได้ ให้นำมาตรา 44 มาบังคับใช้กับผู้กู้ยืมเงินและผู้ค้ำประกันซึ่งทำสัญญาก่อนที่ร่างกฎหมายที่แก้ไขจะใช้บังคับใช้ โดยให้งดเว้นการเก็บดอกเบี้ย และคิดค่าปรับผิดนัดชำระนั้น ว่า ตนติดตามเรื่องดังกล่าวมาโดยตลอด ขณะนี้ทราบว่า ร่าง พ.ร.บ.กยศ.ฉบับนี้ ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว แต่ร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว นี้ยังต้องผ่าการพิจารณาอีกหลายขั้นตอน เชื่อว่ารัฐสภาจะพิจารณาเรื่องดังกล่าวอย่างรอบคอบและรอบด้าน และในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นั้น มีหน้าที่และมีเป้าหมายในการปลูกจิตสำนึกให้เด็กมีความรับผิดชอบ มีความซื่อสัตย์เมื่อมีหนี้ก็ต้องรับผิดชอบ

ผู้สื่อข่าวถามว่า หลายคนกังวลว่าถ้างดเว้นดอกเบี้ยและเบี้ยปรับ อาจจะเป็นภาระของรัฐบาล เพราะจะต้องสนับสนุนเงินให้ กยศ.เพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ปัจจุบัน กยศ.สามารถอยู่ได้ด้วยตนเองไม่ต้องให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือแล้ว น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ยอมรับว่ามีความกังวลอยู่ แต่เชื่อว่าทางสภานิติบัญญัติจะพิจารณากฎหมายอย่างรอบคอบ แต่ในส่วนของ ศธ.จะมุ่งเน้นการสร้างจิตสำนึกที่จะให้เด็กและเยาวชนตระหนักถึงความรับผิดชอบ และวินัยทางการเงินด้วย

มรภ.ราชนครินทร์ลงนามความร่วมมือทางวิชาการหุ่นยนต์กับทีเคเคคอร์ปอเรชั่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/680197

มรภ.ราชนครินทร์ลงนามความร่วมมือทางวิชาการหุ่นยนต์กับทีเคเคคอร์ปอเรชั่น

มรภ.ราชนครินทร์ลงนามความร่วมมือทางวิชาการหุ่นยนต์กับทีเคเคคอร์ปอเรชั่น

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2565, 14.53 น.

ที่ห้องประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ฉะเชิงเทรา นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานเปิดโครงการนิทรรศการหุ่นยนต์บริการและระบบอัจฉริยะ พร้อมด้วย รศ.ดร.ดวงพร ภู่ผะกา รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ นางสาวกัลยาณี คงสมจิตร ประธานกรรมการบริหารบริษัท ทีเคเค คอร์ปอเรชั่น จำกัด โดยมีโรงเรียนแปลงยาวพิทยาคม โรงเรียนวัดปิตุลาธิราชรังสฤษฎ์ โรงเรียนวัดหัวกระสังข์ เข้าร่วมออกบูธภายในงานครั้งนี้

รศ.ดร.ดวงพร กล่วว่า ปัจจุบันภาคตะวันออกของประเทศไทยตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่ได้รับการพัฒนาต่อ ยอดสู่การเป็น “พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC)” ซึ่งจะสนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ของประเทศ รวมทั้งการยกระดับคุณภาพชีวิตและรายได้ของประชาชน การพัฒนาดังกล่าว ครอบคลุมใน 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี และจังหวัดระยอง 

ดังนั้น การพัฒนาเมืองจำเป็นต้องมีการพัฒนาพลเมืองควบคู่กันไปเพื่อรองรับการขยายตัวทาง เศรษฐกิจและกลุ่มอุตสาหกรรมที่จะเข้ามาลงทุนในพื้นที่ EEC มากขึ้น โดยเน้นการใช้ เทคโนโลยีมาทดแทนแรงงานที่ขาดและใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาช่วยเพื่ออำนวยความ สะดวกด้านการผลิต โดยอุตสาหกรรมหุ่นยนต์บริการและระบบอัจฉริยะ จะเป็นเครื่องมือใน การเพิ่มการผลิตและการสร้างมูลค่าเพิ่มของภาคเศรษฐกิจ

โครงการนิทรรศการหุ่นยนต์บริการและระบบอัจฉริยะที่จัดขึ้นในครั้งนี้ ประกอบด้วย กิจกรรมลงนามความร่วมมือทางวิชาการ และกิจกรรมนิทรรศการ หุ่นยนต์บริการและระบบอัจฉริยะ โดยได้รับความร่วมมือจากสถานศึกษาและภาคเอกชนซึ่งมีวัตถุประสงค์ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์บริการและระบบ อัจฉริยะ และเพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการกับสถานประกอบการ โดยผู้เข้าร่วมโครงการเป็นนักเรียน นักศึกษา และผู้ประกอบการ จํานวน 300 คน – 003