‘ตรีนุช’ประชุมบิ๊กสพท.ทั่วประเทศ ยันตุลาคมนี้ เปิดยื่นเกณฑ์ PA

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/679922

'ตรีนุช'ประชุมบิ๊กสพท.ทั่วประเทศ ยันตุลาคมนี้ เปิดยื่นเกณฑ์ PA

‘ตรีนุช’ประชุมบิ๊กสพท.ทั่วประเทศ ยันตุลาคมนี้ เปิดยื่นเกณฑ์ PA

วันพุธ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2565, 12.49 น.

“ตรีนุช” ประชุมบิ๊ก สพท.ทั่วประเทศ เตรียมตั้งทีมประจำเขตสนุนครู ย้ำ ต.ค.นี้ เปิดให้ยื่นขอมีวิทยฐานะตามหลักเกณฑ์ PA  

14 ก.ย.2565 ที่โรงแรมเชียงใหม่ภูคำ จ.เชียงใหม่ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวตอนหนึ่งในการประชุมสัมมนาผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (ผอ.สพท.) และ รอง ผอ.สพท.ทั่วประเทศ ว่า ขอบคุณทุกท่านที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ผลักดันให้นโยบาลของรัฐบาล และกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในการลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสทางการศึกษา ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ให้มีความก้าวหน้า เป็นรูปธรรมทั้งโครงการพาน้องกลับมาเรียน ซึ่ง สพฐ.ดำเนินการสำเร็จเกือบ 100 เปอร์เซนต์ , การดูแลช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และจัดการศึกษาผ่าน 5 รูปแบบเพื่อให้เด็กได้รับการศึกษาต่อเนื่อง, และผลักดันการปรับเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัว, การสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา, การส่งต่อนักเรียนมัธยมศึกษาสู่สายอาชีพ , การยกระดับคุณภาพชีวิตครูในโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา เป็นต้น ซึ่งสะท้อนถึงการเป็น One Team ของศธ. และช่วยส่งเสริมรูปแบบการทำงาน TRUST ซึ่งถือเป็นระบบที่สร้างความโปร่งใสให้เกิดขึ้น โดยมีผู้เรียนเป็นเป้าหมายสำคัญ นอกจากนี้พร้อมสนับสนุนการใช้สื่อดิจิทัลในการเรียนการสอน และขณะนี้มีการอบรมครูในการจัดการเรียนการสอนแบบแอคทีฟเลินนิ่งเพื่อพัฒนาผู้เรียน และอยากให้เขตพื้นที่ฯสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดการศึกษาในพื้นที่ให้ตอบโจทย์ผู้เรียนและการพัฒนาประเทศ

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า อยากสื่อสารสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเป็นหนึ่งเดียวกันในเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ใหม่) หรือ เกณฑ์ PA ขอให้เข้าใจตรงกันว่า เราจะดำเนินการต่อไปตามแนวทางที่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ. ) กำหนดไว้ ซึ่งตั้งแต่เดือนตุลาคม 2565 เป็นต้นไป ทุกสถานศึกษาจะสามารถเข้าใช้งานระบบประเมินวิทยฐานะดิจิทัล หรือ DPA ได้ โดยมีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเป็นจุดเชื่อมโยงที่สำคัญในการขยายผลสร้างความเข้าใจในการใช้งานระบบ DPA ให้แก่สถานศึกษาในสังกัด โดยเราจะเปิดให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีคุณสมบัติยื่นคำขอมีและเลื่อนวิทยฐานะตามเกณฑ์ PA ได้ตั้งแต่เดือนตุลาคมนี้เป็นต้นไป ถ้าหากจะมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ต้องเป็นมติของ ก.ค.ศ. และมีหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการ

“การที่ยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน สับสนเรื่องเกณฑ์ PA ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของช่วงเริ่มต้น ต้องใช้เวลาในการปรับเปลี่ยนทั้งระบบ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนได้มอบหมายให้เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ. ) และเลขาธิการ ก.ค.ศ. หารือร่วมกัน เพื่อสร้างทีมงานมาทำหน้าที่เป็นผู้แนะนำและเป็นพี่เลี้ยงให้แก่ครูในเขตพื้นที่ โดยใช้ชื่อทีมงานนี้ว่า “PA Support Team” ประกอบด้วย ผู้บริหารโรงเรียน ศึกษานิเทศก์ และเพื่อนครูบางส่วน จำนวนเขตพื้นที่ฯละ 8–15 คน รวมประมาณ 2,500 คน โดยทีมงานนี้จะคอยให้ความช่วยเหลือสนับสนุนเพื่อนครูอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ขอให้ ผอ.สพท.ทุกเขต กำกับ ดูแล การดำเนินการขับเคลื่อนเรื่องเกณฑ์  PA ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของ ศธ.“ นางสาวตรีนุช กล่าว

รมว.ศธ. กล่าวด้วยว่า สำหรับปีงบประมาณ 2566 ภารกิจด้านการศึกษาที่ได้กำหนดเป็นนโยบายไว้ยังต้องพัฒนาก้าวไปข้างหน้า อย่างไม่หยุดนิ่ง นอกจากนี้ ศธ.ยังกำหนดให้ทุกหน่วยงานในสังกัดนำ Soft Power ซึ่งเป็นทรัพย์สมบัติเป็นภูมิปัญญาของคนไทย มาเป็นประเด็นสำคัญในการพัฒนาผู้เรียนด้วย โดยขอให้ สพฐ. ดำเนินการให้ครบวงจร ตั้งแต่ร่วมกับผู้รู้จัดทำหลักสูตร สร้างความร่วมมือกับปราชญ์ชุมชน ใช้ประโยชน์จากบริบทพื้นที่ต่อยอดการเรียนรู้ ตลอดจน จัดเวทีให้นักเรียนได้มีโอกาสนำเสนอความรู้ความสามารถ ศิลปะท้องถิ่นเพื่อแสดงถึงพลังวัฒนธรรมไทย
 

‘รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์’รับรางวัลผู้ริเริ่ม นำเทคโนโลยีดิจิทัลการแพทย์สู่ภาคปฏิบัติในไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/679761

‘รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์’รับรางวัลผู้ริเริ่ม  นำเทคโนโลยีดิจิทัลการแพทย์สู่ภาคปฏิบัติในไทย

‘รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์’รับรางวัลผู้ริเริ่ม นำเทคโนโลยีดิจิทัลการแพทย์สู่ภาคปฏิบัติในไทย

วันพุธ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ในงานประชุมนานาชาติเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ช่วยผ่าตัดและการแพทย์แห่งเอเชีย 2022 (18th Asian Conference on Computer Aided Surgery and Medicine : Digital Health Innovation : ACCAS) คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร และ สมาคมคอมพิวเตอร์ช่วยผ่าตัดแห่งเอเชีย (Asian Society of Computer Aided Surgery) โดย ศ.ดงซูควอน ประธานสมาคมฯ และผู้อำนวยการ ศูนย์หุ่นยนต์การแพทย์แห่งอนาคต สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงแห่งเกาหลี (KAIST)

เป็นประธานมอบรางวัลเกียรติยศ แก่ รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะ “ผู้ริเริ่มและพัฒนานำเทคโนโลยีดิจิทัลทางการแพทย์สู่ภาคปฏิบัติในประเทศไทย” ท่ามกลางบุคลากรและองค์กรชั้นนำในแวดวงวิจัย วิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และการแพทย์นานาชาติที่มาร่วมงาน ณ สัปปายะสภาสถาน รัฐสภา

รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล และ ผู้อำนวยการบริหาร ศูนย์เครือข่ายวิจัยประยุกต์ทางเทคโนโลยีหุ่นยนต์และชีวการแพทย์ (BART LAB) จบการศึกษาปริญญาเอกด้านหุ่นยนต์จากมหาวิทยาลัยจอนส์ฮอปกินส์ (Johns Hopkins University) และปริญญาโทด้านวิศวกรรมควบคุมจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมิชิแกน (Michigan Technological University) สหรัฐอเมริกา

เปี่ยมประสบการณ์ทำงานวิจัยสร้างสรรค์นวัตกรรมและนักบริหารมากว่า 18 ปี มีบทบาทในการพัฒนาดิจิทัลเฮลท์แคร์และหุ่นยนต์หลายประเภท สนับสนุนให้ระบบแพทย์ทางไกล(Telemedicine) ในประเทศไทยพัฒนาเป็นจริงและมีประสิทธิภาพ เช่น หุ่นยนต์ช่วยแพทย์อัจฉริยะ หุ่นยนต์กู้ภัย หุ่นยนต์ผ่าตัด

เขายังเป็นผู้บุกเบิกการก่อตั้ง ภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ (Mahidol Biomedical Engineering) เป็นแห่งแรกในประเทศไทยและอาเซียน ณ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.มหิดล และก่อตั้งศูนย์ BART LAB เป็นแหล่งคิดค้นวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีหุ่นยนต์ทางการแพทย์แห่งแรกของไทย โดยทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับแพทย์ในโรงพยาบาลต่างๆ และสร้างผลงานนวัตกรรมเฮลท์เทคต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน รวมถึงพัฒนานักสร้างหุ่นยนต์คนรุ่นใหม่จำนวนมากที่มีคุณภาพและเป็นกำลังสำคัญของสังคมประเทศชาติ โดยผลงานวิจัย

อาทิ “หุ่นยนต์และการควบคุมการผ่าตัดส่องกล้องทางรูจมูกเพื่อรักษาเนื้องอกที่ต่อมใต้สมอง (Endoscopic Endonasal Transsphenoidal Surgical Robot With Optical Tracking Control)” การบุกเบิกครั้งแรกของไทยและอาเซียน และนำมาเผยแพร่เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และการยกระดับหุ่นยนต์เพื่อการแพทย์ในประเทศและประชาคมนานาชาติ เป็นการผ่าตัดส่องกล้องเอนโดสโคปทางรูจมูกเพื่อรักษาโรคเนื้องอกต่อมใต้สมอง หรือ Endonasal Endoscopic Transsphenoidal (EETS)

โดย ระบบหุ่นยนต์นี้ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก คือ 1.ระบบนำทาง 3 มิติ (3D Navigation System) และ 2.หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด (Surgical Robot) โดยก่อนการผ่าตัดจะนำภาพจากเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) มาใช้เพื่อสร้างโมเดลแบบจำลอง 3 มิติ ทางกายวิภาคของโครงกระดูกและช่องทางการผ่าตัดในบริเวณพื้นที่ผ่าตัด พร้อมกับใช้ระบบกล้องติดตามเครื่องมือผ่าตัด (Optical Tracking System) เพื่อนำทางแบบเรียลไทม์ด้วยกล้องเอนโดสโคปเสมือนจริงบนจอ เป็นการพัฒนาเทคโนโลยีของหุ่นยนต์การแพทย์และปัญญาประดิษฐ์ในการสนับสนุนพัฒนาให้ศัลยแพทย์ทางประสาทก้าวพ้นขีดจำกัด ใช้งานได้ง่าย ความแม่นยำสูงและลดเวลาการผ่าตัด ด้วยเทคนิคการผ่าตัดที่มีแผลเล็ก ภายใต้ความร่วมมือกับคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ตอบโจทย์การผ่าตัดที่ก้าวหน้าทันสมัยและอนาคต

“ระบบนำทางผ่าตัด และหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดมะเร็งเต้านม” โดยจุดเด่นคือสามารถทำงานร่วมกับศัลยแพทย์ได้ ลดข้อจำกัดของมนุษย์ในหลายด้าน เช่น ความแม่นยำสูงในพื้นที่ทำงานอันจำกัด ลดระยะเวลาการผ่าตัดและเพิ่มประสิทธิผล ลดความผิดพลาดจากความเหนื่อยล้า ทำงานได้ต่อเนื่อง โดยปกติการผ่าตัดประเภทนี้จะต้องใช้บุคลากรจำนวนมากและมีความชำนาญในพื้นที่อันละเอียดอ่อนและจำกัด ด้วยความร่วมมือกับคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี เมื่อมีหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด จะเข้ามาช่วยให้แพทย์ทำการผ่าตัดแม่นยำและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น

“พัฒนาหุ่นยนต์ผ่าตัดกระดูกสันหลัง” ซึ่งมีการถ่ายภาพเอกซเรย์และใช้เป็นแนวทางให้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดตามที่วางไว้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ รวมถึงลดการได้รับรังสีในผู้ป่วยและศัลยแพทย์จากการถ่ายภาพเอกซ์เรย์ต่อเนื่องในระหว่างการผ่าตัด ด้วยความร่วมมือกับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล “หุ่นยนต์ผ่าตัดปลูกผม (Hair Transplant Robotics)” ประสบผลสำเร็จร่วมกับทีมวิจัยคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

พัฒนาหุ่นยนต์ปลูกผมด้วยเทคโนโลยี FUE เป็นรายแรกในประเทศไทยโดยสามารถปลูกเส้นผมได้อย่างมีประสิทธิภาพย่นเวลาจากวิธีเดิมถึง 4 เท่า และเพิ่มผลลัพธ์รากผมที่ปลูกใหม่กว่า 90% “หุ่นยนต์ช่วยแพทย์อัจฉริยะ (Telemedicine) ในชื่อ DoctoSight” สำหรับขนส่งยา-อาหาร-อุปกรณ์ แพทย์สามารถพูดคุยกับคนไข้ผ่านจอภาพของหุ่นยนต์ “หุ่นยนต์ฟื้นฟูสมรรถภาพ” ช่วยให้ผู้ป่วยอ่อนแรง หรือผู้สูงอายุในขณะนั่งสามารถลุกขึ้นยืนได้ พึ่งพาตนเองได้ โดยพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาและส่งเสริมให้เกิดการตื่นตัวของงานวิจัยพัฒนาหุ่นยนต์ ดิจิทัลเฮลท์แคร์และวิศวกรรมหลายสาขา ทำให้หุ่นยนต์ฝีมือคนไทยเป็นที่ยอมรับของนานาชาติและสามารถคว้ารางวัลระดับโลก เช่น เป็นหัวหน้าทีมโครงการวิจัยหุ่นยนต์ใต้น้ำสำรวจขั้วโลกใต้ ได้รับเลือกเป็นนายกสมาคมวิชาการหุ่นยนต์ไทย (Thai Robotics Society) เขายังเป็นคนไทยที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการสมาพันธ์โรโบคัพนานาชาติ (International RoboCup Federation)

ทั้งเคยเป็นประธานจัดแข่งขัน RoboCup Thailand และการแข่งขัน RoboCup Asia-Pacific ล่าสุดเมื่อวันที่ 13-17 ก.ค. 2565 ได้เป็นประธานจัดงานแข่งขันหุ่นยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก World RoboCup 2022 ณ ไบเทค ผลักดันให้ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพ ต้อนรับทีมแข่งขันกว่า 3,000 คน จาก 45 ประเทศ เพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าและต่อยอดนวัตกรรมหุ่นยนต์ ปัญญาประดิษฐ์ และระบบอัตโนมัติในประเทศไทยและประชาคมโลก ตลอดจนส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่และสตาร์ทอัพ

ในด้านการขับเคลื่อนขยายความร่วมมือกับองค์กรระดับโลก เขาผนึกความร่วมมือกับภาครัฐและเครือข่ายจัดประชุมนานาชาติด้านหุ่นยนต์หลายงานเพื่อแลกเปลี่ยน-พัฒนาองค์ความรู้แก่คนรุ่นใหม่ นักวิจัยและคนไทย เช่น งาน Medical Robotics Seminar : ถอดบทเรียนและแนวโน้มของหุ่นยนต์การแพทย์ โดยร่วมกับ อิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน (Imperial College London) สหราชอาณาจักร, จัด Medical Robotics Seminar : หุ่นยนต์การแพทย์ เจเนอเรชั่นที่ 5 โดยร่วมกับมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้เจียวตง(Shanghai Jiao Tong University) สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นต้น

นอกจากนี้ยังผนึกความร่วมมือระหว่างคณะวิศวะมหิดล กับ ภาครัฐและภาคเอกชน ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและแพลตฟอร์มด้านดิจิทัลเฮลท์แคร์และตลาดเฮลท์เทค เช่น โครงการวิจัยและพัฒนาระบบนวัตกรรมสารสนเทศทางการแพทย์อัจฉริยะ ระยะ 5 ปี เพื่อพัฒนาโครงข่ายและเครือข่ายสาธารณสุขดิจิทัลของประเทศไทยในยุคเทคโนโลยี 5G, โครงการออกแบบพัฒนาแพลตฟอร์มและระบบติดตาม-ตรวจสอบย้อนกลับ “โซ่ความเย็น” วัคซีนโควิด-19, โครงการวิจัยต้นแบบจัดตั้งคลังกลาง ระหว่างโรงพยาบาลสำหรับยาและเวชภัณฑ์ (Centralized Warehouse Logistics) เป็นต้น

‘สปสช.’ยกตัวอย่าง‘สกลนคร’ ต้นแบบคัดกรองเด็กสายตาผิดปกติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/679763

‘สปสช.’ยกตัวอย่าง‘สกลนคร’  ต้นแบบคัดกรองเด็กสายตาผิดปกติ

‘สปสช.’ยกตัวอย่าง‘สกลนคร’ ต้นแบบคัดกรองเด็กสายตาผิดปกติ

วันพุธ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยความคืบหน้าโครงการคัดกรองและการจัดบริการแว่นตาสำหรับเด็กที่มีสายตาผิดปกติในกลุ่มเด็กนักเรียนชั้น ป.1 ทั่วประเทศ โดย สปสช.สนับสนุนค่าแว่นตาให้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือน ม.ค. 2565เป็นต้นมา พบว่าในภาพรวมขณะนี้ยังมีการตรวจคัดกรองสายตาเด็กได้ไม่มาก อาจจะต้องมีการสื่อสารทำความเข้าใจและดูตัวอย่างพื้นที่ที่ดำเนินการได้อย่างโดดเด่นว่าทำอย่างไร

ทพ.อรรถพร ยกตัวอย่าง จ.สกลนคร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่สามารถดำเนินการคัดกรองสายตาผิดปกติในเด็กได้อย่างโดดเด่น มีการทำงานอย่างบูรณาการทุกภาคส่วน ทั้ง
จักษุแพทย์ที่มีความเข้มแข็ง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และครูในโรงเรียนต่างๆ ที่ร่วมมือกันจนสามารถคัดกรองสายตาเด็ก ป.1 ได้ 70-80% ของทั้งจังหวัด ซึ่งสิทธิประโยชน์เรื่องการคัดกรองสายตา มองเผินๆ ดูเหมือนง่าย ครูตรวจคัดกรองสายตาผิดปกติ ส่งต่อที่โรงพยาบาล ถ้าพบว่าสายตาผิดปกติก็ใส่แว่น แต่ในทางปฏิบัติมีความซับซ้อนมากกว่านั้น

“จะทำอย่างไรให้ครูทุกโรงเรียนสังเกตความผิดปกติก็ปัญหาหนึ่ง และเมื่อจำเป็นต้องส่งต่อมาที่โรงพยาบาลจากขนส่งกันมาอย่างไรก็เป็นอีกปัญหาหนึ่ง ดังนั้น ความสำเร็จของที่ จ.สกลนคร ต้องบอกว่าเป็นเรื่องการทำงานแบบบูรณาร่วมกันทุกภาคส่วน และอยากเชิญชวนว่าพื้นที่ไหนเทศบาลไหนถ้าอยากจัดทำโครงการนี้ ตอนนี้ สปสช.บรรจุเข้าไว้ในสิทธิประโยชน์แล้ว ท่านสามารถดำเนินการแล้วเบิกมาที่ สปสช. ได้เลย” ทพ.อรรถพร กล่าว

ด้าน พญ.ธีรารัตน์ พลราชม รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสกลนคร กล่าวถึงแนวทางการดำเนินงานจัดระบบคัดกรองและบริการแว่นตาสำหรับเด็กที่มีสายตาผิดปกติของ จ.สกลนคร ว่า ก่อนหน้านี้ในช่วงโควิด-19 ทางจังหวัดสกลนครได้เตรียมความพร้อมจัดอบรมเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ของแต่ละอำเภอในการวัดสายตาเด็ก มีการประสานครูอนามัยโรงเรียนทุกพื้นที่ในการค้นหาเด็กที่มีความผิดปกติ มีการจัดพยาบาลเวชปฏิบัติทางตาทำหน้าที่เป็นโหนด (node) รวมทั้งหมด5 node ใน 5 โรงพยาบาล

เมื่อโรงเรียนและ รพ.สต. ส่งเด็กมาที่โรงพยาบาลแล้ว พยาบาลเวชปฏิบัติทางตาจะประเมินและส่งต่อให้จักษุแพทย์ในการตรวจวินิจฉัย อีกทั้งเมื่อได้รับแว่นแล้ว ยังมีการติดตามผลผ่านระบบการแพทย์ทางไกลหรือ telemedicine อีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีส่วนร่วมจากโรงพยาบาลเอกชนใน จ.สกลนคร ที่เข้าไปช่วย รพ.สต. คัดกรองในโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีนักเรียนมากกว่า 500 คน เช่นเดียวกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ช่วยจัดรถรับ-ส่งในกรณีที่เด็กมีต้องเดินทางไปพบจักษุแพทย์ที่โรงพยาบาล รวมทั้ง สปสช.เขต 8 ก็ช่วยเรื่องการจัดการประสานงานการทำงานต่างๆ

“กิจกรรมนี้ได้รับผลตอบรับดีทั้งผู้ปกครองและเด็ก ถ้าผู้ปกครองไปตัดแว่นให้เด็กเอง บางรายก็ไม่มีทุนทรัพย์หรือไม่มีเวลาเดินทางเข้ามาในตัวอำเภอ การทำงานเชิงรุกเข้าไปค้นหาเด็กจึงเป็นประโยชน์ในการเรียนหนังสือและป้องกันไม่ให้มีปัญหาสายตาเพิ่มมากขึ้นในอนาคต” พญ.ธีรารัตน์ กล่าว

ทั้งนี้ ล่าสุด สปสช. ร่วมกับเทศบาลนครสกลนคร จัดพิธีมอบแว่นตาให้แก่เด็กที่มีสายตาผิดปกติตามโครงการเด็กสกลสายตาดีชีวีมีสุข เมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2565 ที่ผ่านมา โดยมีเด็กในพื้นที่เทศบาลนครสกลนครได้รับการตรวจคัดกรอง 4,258 คน มีสายตาผิดปกติที่ต้องได้รับแว่น 757 คน ซึ่งผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน สปสช. 1330 หรือช่องทางระบบออนไลน์ทั้งไลน์ สปสช. ไลน์ไอดี @nhso หรือคลิก https://lin.ee/zzn3pU6 และ Facebook : สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ https://www.facebook.com/NHSO.Thailand

มองบทเรียน‘สหรัฐฯ-อังกฤษ’ เก็บ‘บุหรี่ไฟฟ้า’พ้นมือเด็ก..ไทยพร้อม?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/679760

มองบทเรียน‘สหรัฐฯ-อังกฤษ’ เก็บ‘บุหรี่ไฟฟ้า’พ้นมือเด็ก..ไทยพร้อม?

มองบทเรียน‘สหรัฐฯ-อังกฤษ’ เก็บ‘บุหรี่ไฟฟ้า’พ้นมือเด็ก..ไทยพร้อม?

วันพุธ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รศ.ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช อาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดลเปิดเผยว่า อัยการสูงสุดคอนเนตทิคัตสหรัฐอเมริกา ได้ออกประกาศเมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2565 ที่ผ่านมา ว่า บริษัทบุหรี่ไฟฟ้ายี่ห้อดัง ยอมจ่ายเงินชดเชยให้ 33 รัฐในสหรัฐอเมริกา เป็นเงินสูงถึง 438.5 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 15,000 ล้านบาท ในข้อหาทำการตลาดพุ่งเป้าไปที่เด็กและเยาวชน แถมยังหลอกลวงว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า

โดยก่อนหน้าบริษัทบุหรี่ไฟฟ้าเดียวกันนี้ต้องจ่ายเงิน 40 ล้านดอลลาร์ให้กับรัฐนอร์ธแคโรไลน่า ด้วยข้อหาเดียวกันไปแล้ว ซึ่งรวมแล้วทำให้บริษัทบุหรี่ไฟฟ้าจ่ายเงินเพื่อยอมความไปแล้วกว่า 17,000 ล้านบาท ซึ่งรศ.ดร.พญ.เริงฤดี ระบุว่า ปัจจุบันมีฝ่ายสนับสนุนบุหรี่ไฟฟ้าร่วมกับนักการเมืองบางคนพยายามจะชี้นำนโยบายบุหรี่ไฟฟ้าของไทย โดยอ้างให้เอาอย่างอังกฤษ จึงอยากจะให้พิจารณาผลการสำรวจนี้ให้ดีก่อน เพราะอัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กของประเทศอังกฤษที่พุ่งสูงขึ้น แสดงให้เห็นถึงปัญหาในการควบคุมการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าของกลุ่มเยาวชน

ซึ่งแม้อังกฤษจะมีความพร้อมและมาตรการควบคุมที่ดีกว่าไทยก็ยังควบคุมไม่ได้ และที่สำคัญอัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กอังกฤษที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นกลุ่มที่สูบเป็นประจำ ไม่ใช่แค่ลองสูบอย่างที่กลุ่มเชียร์บุหรี่ไฟฟ้าอ้าง ทั้งนี้ “เหตุการณ์ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าที่เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนในต่างประเทศเป็นบทเรียนสำคัญของไทยที่ต้องมีความรอบคอบอย่างมากในการกำหนดนโยบายบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อไม่ให้ความเสียหายเกิดซ้ำรอยและปกป้องสุขภาพเด็กและเยาวชนไทย

“ที่น่ากังวลคือ อัตราการเพิ่มของการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กพุ่งสูงเร็วกว่าการลดลงของอัตราการสูบบุหรี่ธรรมดาอย่างชัดเจน ยิ่งทำให้ข้ออ้างของกลุ่มเชียร์บุหรี่ไฟฟ้าที่ว่า เด็กสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพราะต้องการเลิกสูบบุหรี่ธรรมดาจึงไม่จริง ซ้ำยังทำให้เห็นภาพชัดขึ้นด้วยว่า บุหรี่ไฟฟ้ากำลังกลายเป็นสิ่งเสพติดใหม่ที่ดึงดูดเด็กและเยาวชนเข้ามาสู่วงจรการเสพติด” รศ.ดร.พญ.เริงฤดี กล่าว

ด้าน ศ.พญ.สุวรรณา เรืองกาญจนเศรษฐ์ กุมารแพทย์ และรองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.)คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เรื่องนี้ทำให้เห็นชัดว่าเป้าหมายของบริษัทบุหรี่ไฟฟ้าคือ กลุ่มเด็กและเยาวชน การระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเด็กและเยาวชนไม่ได้เกิดขึ้นในสหรัฐฯ เท่านั้น ล่าสุดในอังกฤษ

โดยระบบบริการสุขภาพแห่งชาติของอังกฤษ หรือ NHS ได้มีการเผยแพร่ เผยผลการสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา และสารเสพติดในเด็กอังกฤษอายุ 11-15 ปี
(หรือ Smoking, Drinking and Drug Use among Young People in England, 2021) ประจำปี ค.ศ. 2021 (2564) พบว่า อัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของเด็กอังกฤษอายุ 11-15 ปีเพิ่มเป็นร้อยละ 9 จากเดิมมีเพียงร้อยละ 6 เมื่อปี ค.ศ. 2018 (2561)

ซึ่งหากพิจารณาอัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าแยกตามอายุจะพบว่า เด็กอายุ 15 ปี ของอังกฤษมีอัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าสูงถึงร้อยละ 18 โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงมีอัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นกว่าเด็กผู้ชาย ซึ่งเด็กผู้หญิงอายุ 15 ปีมีอัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มจากร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 21นอกจากนี้ยังพบอีกว่า เด็กที่สูบทั้งบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่ธรรมดาเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวจากร้อยละ 29 เป็นร้อยละ 61 ซึ่งการสูบบุหรี่ทั้งสองอย่างยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพ

“ในแบบสอบถามยังมีการเก็บข้อมูลถึงการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าของเด็ก พบว่า 87% ของเด็กอายุ 11-15 ปีที่สูบบุหรี่ไฟฟ้า สามารถเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าได้อย่างง่ายดายส่วนมากจะฝากให้คนอื่นซื้อให้จากร้านค้า ทั้งๆ ที่ตามกฎหมายของอังกฤษห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้าให้กับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี รวมทั้งการฝากซื้อหรือซื้อแทนกันก็ถือว่าผิดกฎหมายด้วย” ศ.พญ.สุวรรณา กล่าว

วช. ชูผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ‘หุ่นยนต์ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อทารกแรกเกิดด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/679770

วช. ชูผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา 'หุ่นยนต์ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อทารกแรกเกิดด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์'

วช. ชูผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ‘หุ่นยนต์ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อทารกแรกเกิดด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์’

วันอังคาร ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2565, 17.06 น.

วช. ชูผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา “หุ่นยนต์ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อทารกแรกเกิดด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์” ประเดิมเวที NRCT Talk   ครั้งที่ 1

วันที่ 13 กันยายน 2565 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดกิจกรรมแถลงข่าว “เปิดบ้านงานวิจัยและนวัตกรรม By NRCT ภายใต้ชื่อ NRCT TALK : ผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ครั้งที่ 1” ด้วยนวัตกรรมสุดล้ำ“หุ่นยนต์ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อทารกแรกเกิดด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์” โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานเปิดกิจกรรมฯ ณ ศูนย์ข้อมูลสารสนเทศกลางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ  สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ถนนพหลโยธินกรุงเทพมหานคร

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ให้ความสำคัญต่อการสร้างนักวิจัยและนักประดิษฐ์ในการเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนางานที่ยกย่องเชิดชูประกาศเกียรติคุณผลงานที่มีผลงานวิจัยและนวัตกรรมในสถาบันการศึกษา โดยเสริมสร้างและถ่ายทอดองค์ความรู้ ทักษะและเทคนิคด้านนวัตกรรม กระตุ้นและสร้างแรงจูงใจให้เข้าใจและเห็นถึงความสำคัญของการวิจัยและพัฒนา อันจะเป็นการสร้างและพัฒนาเยาวชนให้เป็นนักวิจัยและนักประดิษฐ์ที่มีคุณภาพและศักยภาพในการเติบโตเป็นบุคลากรทางการวิจัยของประเทศต่อไป ซึ่งในวันนี้ วช. ได้มีการเปิดตัว 1 ในผลงานที่เข้าร่วมประกวดผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ประจำปี 2565 จนคว้ารางวัลระดับดี ด้านการพัฒนาเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ อุปกรณ์อัจฉริยะ (ระดับบัณฑิตศึกษา) กับนวัตกรรมสุดล้ำ “หุ่นยนต์ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อทารกแรกเกิดด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์” ของ นางสาวชนิตา ตัณฑเจริญรัตน์ นักศึกษาสถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมี ผศ. ดร. มนต์อมร ปรีชารัตน์ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาผลงานนวัตกรรมดังกล่าว

ผศ. ดร. มนต์อมร ปรีชารัตน์ และ นางสาวชนิตา ตัณฑเจริญรัตน์ เปิดเผย หุ่นยนต์ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อทารกแรกเกิดด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ที่พัฒนาขึ้นนี้ ใช้สำหรับการเรียนการสอนนักศึกษาพยาบาลเรื่องทักษะฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อทารกแรกเกิด ซึ่งเป็นการฉีดยาบริเวณต้นขา และมีความลึกของการฉีดยาแตกต่างกับวัยอื่น ๆ โดยหุ่นฝึกนี้สามารถให้คำแนะนำ (feedback) ผู้เรียนในเรื่องความถูกต้องของตำแหน่งการฉีดยาและระดับความลึกของเข็ม เมื่อผู้เรียนปฏิบัติได้ถูกต้องหุ่นยนต์จะแจ้งเตือนด้วยระบบขึ้นมาว่า “เยี่ยมมาก” หากผู้เรียนปฏิบัติไม่ถูกต้องระบบจะแจ้งเตือนขึ้นมาอีกครั้งว่า “ตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง” ทำให้ผู้เรียนได้ฝึกหัดและเรียนรู้ถึงทักษะระดับการเรียนรู้ของตนเอง และพัฒนาทักษะการฉีดยาของตนให้ดีขึ้นจากคำแนะนำที่ได้รับ รวมถึงการฝึกด้วยหุ่นฝึกฯ ยังสามารถทำให้เกิดความมั่นใจในการฉีดยา จนสามารถฉีดยาอย่างถูกต้องและเกิดความมั่นใจกับผู้ป่วยจริงได้ นอกจากนี้ ผลงานชิ้นนี้ใช้วัสดุอุปกรณ์ที่มีราคาไม่แพง และหาได้ง่ายในชุมชน แต่สามารถให้ประโยชน์ได้ใกล้เคียงกับนวัตกรรมที่จำหน่ายในท้องตลาดที่มี่ราคาสูง จึงนับว่าเป็นข้อดีของการพัฒนาผลงานชิ้นนี้ขึ้นมาเป็นสื่อการเรียนการสอนเรื่องการฉีดยาทารกแรกเกิด ให้กับกลุ่มนักศึกษาพยาบาลในประเทศไทย 

ซึ่งกลุ่มเป้าหมายที่จะได้รับประโยชน์จากหุ่นยนต์ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อทารกแรกเกิดด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์นี้ คือ สถานศึกษา และบุคลากรสาธารณสุข ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในการฝึกอบรมบุคลากรให้เกิดความมั่นใจและการฉีดยาที่ถูกต้อง ทั้งนี้ได้มีการนำไปนวัตกรรมดังกล่าวไปทดลองใช้กับพยาบาลวิชาชีพที่มีความชำนาญในการฉีดยาทารกแรกเกิดและได้ลงความเห็นว่าสิ่งประดิษฐ์นี้มีประโยชน์ต่อวงการแพทย์เป็นอย่างมากในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อมนุษย์ในด้านการแพทย์อย่างสูงสุด

กิจกรรมแถลงข่าว “เปิดบ้านงานวิจัยและนวัตกรรม By NRCT ภายใต้ชื่อ NRCT TALK : ผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ครั้งที่ 1” จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมผ่านสื่อมวลชน ตลอดจนการผลิตและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลงานวิจัย ผลงานประดิษฐ์คิดค้น กิจกรรม ภารกิจ และผลการดำเนินงาน ของ วช. เพื่อให้สื่อมวลชนเป็นสื่อกลางในการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ผลงานและกิจกรรมของ วช. ไปสู่ชุมชนและสาธารณชนเพื่อให้ได้ทราบและนำไปสู่การใช้ประโยชน์ต่อไป

โพลเผยคนไทยตั้งใจเป็นเจ้าของธุรกิจ หลังโควิด แต่ไม่กล้าเพราะทุนไม่พอ-น้ำมันเชื้อเพลิงแพง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/679634

โพลเผยคนไทยตั้งใจเป็นเจ้าของธุรกิจ หลังโควิด แต่ไม่กล้าเพราะทุนไม่พอ-น้ำมันเชื้อเพลิงแพง

โพลเผยคนไทยตั้งใจเป็นเจ้าของธุรกิจ หลังโควิด แต่ไม่กล้าเพราะทุนไม่พอ-น้ำมันเชื้อเพลิงแพง

วันอังคาร ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2565, 08.47 น.

วันที่ 13 กันยายน 2565 กรุงเทพโพลล์ร่วมกับคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารกิจการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ สำรวจความเห็นประชาชนเรื่อง “คนไทยคิดอย่างไรกับโอกาสในการเป็นเจ้าของธุรกิจ หลังสถานการณ์โควิด- 19 คลี่คลาย (ครั้งที่ 4)”โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,184 คน พบว่า

จากการสำรวจความเห็นเกี่ยวกับจิตวิญญาณของการเป็นผู้ประกอบการ (เจ้าของธุรกิจ) ครั้งที่ 4 โดยได้ทำการเปรียบเทียบกับการสำรวจครั้งที่ 3 (ช่วงเดือน มิ.ย. 2565) ในประเด็นต่างๆ พบว่า มีความตั้งใจที่จะประกอบธุรกิจ ในอนาคตข้างหน้ามากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 56.6 (โดยเพิ่มขึ้นจากการสำรวจครั้งที่ 3 ร้อยละ 3.5) รองลงมาคือ เห็นโอกาสหรือความพร้อมสำหรับการริเริ่มธุรกิจในอนาคตมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 55.7 (ลดลงร้อยละ 2.0) และเห็นว่าตนเองมีความรู้ความสามารถรวมถึงทักษะและประสบการณ์ที่จำเป็นในการที่จะเริ่มทำธุรกิจใหม่ คิดเป็นร้อยละ 50.4 (ลดลงร้อยละ 1.3) ขณะที่เห็นว่าไม่อยากลงทุนทำธุรกิจเพราะกลัวความล้มเหลว คิดเป็นร้อยละ 68.8 (เพิ่มขึ้น ร้อยละ 4.6)

ทั้งนี้สาเหตุที่ไม่กล้าเริ่มต้นธุรกิจของตัวเองมากที่สุดคือ ไม่มีเงินทุนมากพอ คิดเป็นร้อยละ 47.6 รองลงมาคือ น้ำมันเชื้อเพลิงต่างๆ ราคาสูงขึ้น คิดเป็นร้อยละ 46.0 กลัวล้มเหลว กลัวขาดทุน คิดเป็นร้อยละ 41.4 ปัญหาเงินเฟ้อในปัจจุบัน คิดเป็นร้อยละ 35.7 และกลัวทำแล้วเกิดสถานการณ์ไม่คาดฝัน เช่น โรคระบาด ภัยธรรมชาติ คิดเป็นร้อยละ 33.5

สุดท้ายเมื่อถามความเห็นต่อสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายจะทำให้อยากเริ่มต้นธุรกิจใหม่มากน้อยเพียงใด ส่วนใหญ่ร้อยละ 60.5 ทำให้อยากเริ่มต้นธุรกิจใหม่ค่อนข้างมากถึงมากที่สุด ขณะที่ร้อยละ 39.5 ทำให้อยากเริ่มต้นธุรกิจใหม่ค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด

ไทยยูเนี่ยน บริจาคผลิตภัณฑ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/679511

ไทยยูเนี่ยน บริจาคผลิตภัณฑ์

ไทยยูเนี่ยน บริจาคผลิตภัณฑ์

วันอังคาร ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) โดยนายปีเตอร์ กัลลี่ ผู้อำนวยการกลุ่มสื่อสารองค์กร บริจาคผลิตภัณฑ์ซีเล็คจำนวน 5,000 กระป๋อง ให้กับมูลนิธิโรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ ประเทศไทย หนึ่งในโครงการไทยยูเนี่ยนแคร์ เพื่อช่วยเหลือครอบครัวผู้ป่วยเด็กที่พักพิงอยู่ในบ้านพักพิงโรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ ทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และโรงพยาบาลศิริราช โดยมี นางสาวกฤตยา อุ่นสากล กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิโรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ ประเทศไทย รับมอบ ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เมื่อเร็วๆ นี้

ม.วลัยลักษณ์ เป็นเจ้าภาพงาน ประชุมวิชาการ-นิทรรศการอพ.สธ.ครั้งที่ 11

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/679508

ม.วลัยลักษณ์ เป็นเจ้าภาพงาน  ประชุมวิชาการ-นิทรรศการอพ.สธ.ครั้งที่ 11

ม.วลัยลักษณ์ เป็นเจ้าภาพงาน ประชุมวิชาการ-นิทรรศการอพ.สธ.ครั้งที่ 11

วันอังคาร ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.โสภิต ภาโนมัย รองอธิการบดี เป็นผู้แทนมหาวิทยาลัยศรีปทุม ต้อนรับคณะกรรมการฝ่ายการสังคมสงเคราะห์ มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในการตรวจเยี่ยมและติดตามผลการศึกษา ตลอดจนชีวิตความเป็นอยู่ของนักเรียนทุนพระราชทานเพื่อการศึกษาสงเคราะห์ ที่ได้ศึกษาอยู่มหาวิทยาลัยศรีปทุม จำนวน 15 คนโดยมี นางลัดดา เบญจเตชะ กรรมการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ เป็นประธานมอบถุงพระราชทานให้กับนักศึกษาผู้ได้รับทุนการศึกษา ณ มหาวิทยาลัยศรีปทุม กทม. (บางเขน) เร็วๆ นี้

มหาวิทยาลัยศรีปทุมได้มอบทุนการศึกษาแก่มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ จำนวน 4 ทุน เป็นประจำทุกปีการศึกษา เริ่มตั้งแต่ปีการศึกษา 2550 เป็นต้นมา ซึ่งปัจจุบันมีนักศึกษามหาวิทยาลัยศรีปทุมที่ได้รับทุนการศึกษา จากมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี และกำลังศึกษาอยู่จำนวน 15 คน ได้แก่ นางสาวรัชดาพรชัยมุงคุณ, นางสาวสุภาภรณ์ คงหวาน,นางสาวชลธิชา ยิ้มแจ้ง, นางสาวปิยนาถสุริยะวงค์, นางสาวพนิตา บุญเลิศ,นางสาวบุษบา นสินกร, นางสาวรุ่งนภาศรีมะณี, นางสาวสริญนา สิงหา, นางสาวบัณฑิตา เลิศแก้ว, นางสาวอมลวรรณ ดีวัน,นางสาวมณีรัตน์ ทองสมุทร์, นางสาวมณีรัตน์ณรงค์ฉัตรแก้ว, นางสาวมณีรัตน์ ตุ่นฝั้น,นางสาวนันทรัตน์ มะโนมา และ นางสาวสุทธิกานต์ สุพรรณ์

นักศึกษา มจธ. ชนะรางวัล แข่งขันหุ่นยนต์ ถ้วยพระราชทานฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/679513

นักศึกษา มจธ. ชนะรางวัล  แข่งขันหุ่นยนต์ ถ้วยพระราชทานฯ

นักศึกษา มจธ. ชนะรางวัล แข่งขันหุ่นยนต์ ถ้วยพระราชทานฯ

วันอังคาร ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ทีมมดไฟ@FIET คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ได้รับรางวัลชนะเลิศในการแข่งขันหุ่นยนต์ชิงแชมป์ประเทศไทย ประจำปี2565 จัดโดยสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) หรือ ส.ส.ท. ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 การแข่งขันหุ่นยนต์ ABU ROBOT CONTEST THAILAND CHAMPIONSHIP 2022 จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา บริษัท อสมทจำกัด (มหาชน) และสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี(ไทย-ญี่ปุ่น)

การแข่งขันในครั้งนี้เป็นการแข่งขันออกแบบหุ่นยนต์ในภารกิจ พิชิตวัฏจักรหอคอย สู่แดนภารตะ ซึ่งเป็นเกมของอินเดีย สมาชิกในทีมมดไฟ@FIET ประกอบด้วย นายชนุดรเชื้อพราหมณ์ (เทล) นายณัฐพงศ์ เยี่ยมชัยภูมิ (ณัฐ) นายศิรสิทธิ์ ตัณฑะเตมีย์(เชค) นายธนภูมิ เรืองไพศาล (ภูมิ) นายสรวิชญ์ ศรีใหม่ (สอ) นายธนวัฒน์ เรืองอริยฉัตร (ปาล์ม) นายกำธร โทนสังข์อินทร์ (เอก) และ นายอนีส สายสลาม (อนีส)

พีไอเอ็ม ร่วมมือ รร.มัธยมศึกษา สร้างห้องเรียนพันธมิตร ปีที่4

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/679507

พีไอเอ็ม ร่วมมือ รร.มัธยมศึกษา สร้างห้องเรียนพันธมิตร ปีที่4

พีไอเอ็ม ร่วมมือ รร.มัธยมศึกษา สร้างห้องเรียนพันธมิตร ปีที่4

วันอังคาร ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (พีไอเอ็ม) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับโรงเรียนมัธยมศึกษาเครือข่ายทั่วประเทศ ต่อเนื่องปีที่ที่ 4ภายใต้ “โครงการห้องเรียนพันธมิตร” โดยรองศาสตราจารย์ ดร.สมภพ มานะรังสรรค์อธิการบดี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์เป็นประธานในพิธี ร่วมกับ ผู้อำนวยการและผู้แทนโรงเรียนมัธยมศึกษาเครือข่ายจากภูมิภาคต่างๆ ประกอบไปด้วย กรุงเทพฯ-ปริมณฑล ภาคกลางภาคตะวันออก ภาคตะวันตก ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ รวม 43 โรงเรียน ที่ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ถนนแจ้งวัฒนะ

โครงการห้องเรียนพันธมิตรมีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาแก่นักเรียนมัธยมปลาย ถ่ายทอดองค์ความรู้ ทักษะ ความเข้าใจด้านวิชาการนวัตกรรม ภาคปฏิบัติร่วมกัน สอดคล้องกับ Work-based Education รวมถึงแนะแนวอาชีพและศึกษาดูงานเพื่อให้นักเรียน เกิดความเข้าใจ ความชอบ และความถนัด สามารถค้นพบตัวตน สร้างแรงบันดาลใจการเลือกในการศึกษาต่อ พร้อมเข้าใจแนวทางการประกอบอาชีพได้ชัดเจน ภายใต้โครงการฯ พีไอเอ็มได้นำองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญของสถาบัน ถ่ายทอดเป็นหลักสูตรให้กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย 9 หลักสูตร ได้แก่ 1.หลักสูตรศิลป์การจัดการธุรกิจการค้าสมัยใหม่ คณะบริหารธุรกิจ 2.หลักสูตรศิลป์การจัดการธุรกิจอาหาร คณะการจัดการธุรกิจอาหาร 3.หลักสูตรวิทย์-คณิต (เตรียมวิศวกรรม) คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี 4.หลักสูตรศิลป์ภาษาจีนเพื่อธุรกิจ 4.0 คณะศิลปศาสตร์ 5.หลักสูตรศิลป์ภาษาญี่ปุ่นเพื่อธุรกิจ 4.0 คณะศิลปศาสตร์ 6.หลักสูตรศิลป์ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารทางธุรกิจ คณะศิลปศาสตร์ 7.หลักสูตรวิทย์-คณิต (นวัตกรรมการจัดการเกษตร) คณะเกษตรนวัตและการจัดการ 8.หลักสูตรศิลป์อุตสาหกรรมการบริการ คณะวิทยาการการจัดการ 9.หลักสูตรวิทย์-คณิต (วิทยาศาสตร์สุขภาพ) คณะพยาบาลศาสตร์ 

พร้อมทั้งมีกิจกรรมอบรมครูผู้สอนและมอบสื่อการสอน กิจกรรมศึกษาดูงานกับบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์และสถานประกอบการพันธมิตร โดยความร่วมมือเหล่านี้จะสามารถพัฒนาความรู้เพิ่มศักยภาพของผู้เรียน ให้มีความพร้อมในการศึกษาต่อและทราบแนวทางสู่การประกอบอาชีพของตนเองในอนาคต เพื่อกำลังหลักในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป