สพม.สุโขทัย และโรงเรียนในสังกัด เตรียมจัดงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/679512

สพม.สุโขทัย และโรงเรียนในสังกัด  เตรียมจัดงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน

สพม.สุโขทัย และโรงเรียนในสังกัด เตรียมจัดงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน

วันอังคาร ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ศิริวรรณ ขวัญมุก รักษาการฅผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุโขทัย (สพม.สุโขทัย) พร้อมด้วยผู้บริหารสถานศึกษาจำนวน 27 โรงเรียน และคณะครูในสังกัดจำนวน 500 คน ร่วมประชุมเตรียมความพร้อมการจัดงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ครั้งที่ 70ประจำปีการศึกษา 2565 ระดับเขตพื้นที่การศึกษา ภาคเหนือ ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-14 กันยายน 2565 ณ โรงเรียนสุโขทัยวิทยาคม

การจัดงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ครั้งที่ 70 ประจำปีการศึกษา 2565 เพื่อสืบสานพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ที่มุ่งหวังให้เยาวชนไทยหันมาเอาใจใส่ในการเรียนวิชาชีพฝึกฝนทักษะฝีมือให้มีความเป็นเลิศ และรอบรู้ในวิชาชีพที่ตนเองถนัด เป็นเวทีให้นักเรียนได้แสดงออกถึงความรู้ ความสามารถได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้และเผยแพร่ผลงานด้านการจัดการศึกษาสู่สาธารณชนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) กำหนดจัดในเดือนธันวาคม2565 โดยมีเจ้าภาพจัดการแข่งขัน 4 ภาค คือ ร้อยเอ็ด น่าน ราชบุรี และสตูล

สเปซ เกมเมอร์ และ สปอร์ตไลซ์ MOU ม.รังสิต ส่งเสริมแข่งขันอีสปอร์ต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/679506

สเปซ เกมเมอร์ และ สปอร์ตไลซ์ MOU ม.รังสิต ส่งเสริมแข่งขันอีสปอร์ต

สเปซ เกมเมอร์ และ สปอร์ตไลซ์ MOU ม.รังสิต ส่งเสริมแข่งขันอีสปอร์ต

วันอังคาร ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายจักรพันธ์ ศรีจันทร์ทัพ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สเปซ เกมเมอร์ จำกัด กล่าวว่า บริษัทซึ่งเป็นผู้ให้บริการจัดการแข่งขันอีสปอร์ตทั้งระบบออนไลน์และออฟไลน์แบบครบวงจร และบริษัท สปอร์ตไลซ์ จำกัด บริษัท Tech Startup ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสำหรับ Sport & Esports Analytic ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับมหาวิทยาลัยรังสิต เพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนด้านการจัดการและบริหารการแข่งขันอีสปอร์ตของนักศึกษาในหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต

การลงนามในครั้งนี้ จะเป็นการสนับสนุนการเรียนการสอนของนักศึกษาในหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาคอมพิวเตอร์เกมและอีสปอร์ต วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยรังสิต ระดับปริญญาตรี ในรายวิชา Esports Event Organization And Administration (การจัดการและบริหารการแข่งขันอีสปอร์ต) เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับธุรกิจการจัดการแข่งขันอีสปอร์ต ว่ามีจุดเริ่มต้นความเป็นมาอย่างไร รวมถึงมีทักษะอาชีพและการดำเนินงานอย่างไรบ้างในอุตสาหกรรมนี้ อีกทั้งนักศึกษาจะได้ร่วมกันจัดงานการแข่งขันอีสปอร์ตด้วยตัวเองอย่างมืออาชีพพร้อมก้าวไปสู่การทำงานในอุตสาหกรรมอีสปอร์ตอย่างมีความรู้ที่ถูกต้องและเชี่ยวชาญในสาขาอาชีพที่เกี่ยวข้องต่อไป

ในส่วนของการสนับสนุนด้านการเรียนการสอนในสาขาที่เกี่ยวข้องกับอีสปอร์ตหรือกิจกรรมให้ความรู้ด้านอีสปอร์ตหากสถาบันการศึกษาใดสนใจสามารถติดต่อเพื่อขอรับการสนับสนุนการเรียนการสอนได้ที่ Facebook : Space Gamer

ม.ศรีปทุม ต้อนรับ มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ ตรวจเยี่ยมนักศึกษาทุนพระราชทานฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/679510

ม.ศรีปทุม ต้อนรับ มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ ตรวจเยี่ยมนักศึกษาทุนพระราชทานฯ

ม.ศรีปทุม ต้อนรับ มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ ตรวจเยี่ยมนักศึกษาทุนพระราชทานฯ

วันอังคาร ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.โสภิต ภาโนมัย รองอธิการบดี เป็นผู้แทนมหาวิทยาลัยศรีปทุม ต้อนรับคณะกรรมการฝ่ายการสังคมสงเคราะห์ มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในการตรวจเยี่ยมและติดตามผลการศึกษา ตลอดจนชีวิตความเป็นอยู่ของนักเรียนทุนพระราชทานเพื่อการศึกษาสงเคราะห์ ที่ได้ศึกษาอยู่มหาวิทยาลัยศรีปทุม จำนวน 15 คนโดยมี นางลัดดา เบญจเตชะ กรรมการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ เป็นประธานมอบถุงพระราชทานให้กับนักศึกษาผู้ได้รับทุนการศึกษา ณ มหาวิทยาลัยศรีปทุม กทม. (บางเขน) เร็วๆ นี้

มหาวิทยาลัยศรีปทุมได้มอบทุนการศึกษาแก่มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ จำนวน 4 ทุน เป็นประจำทุกปีการศึกษา เริ่มตั้งแต่ปีการศึกษา 2550 เป็นต้นมา ซึ่งปัจจุบันมีนักศึกษามหาวิทยาลัยศรีปทุมที่ได้รับทุนการศึกษา จากมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี และกำลังศึกษาอยู่จำนวน 15 คน ได้แก่ นางสาวรัชดาพรชัยมุงคุณ, นางสาวสุภาภรณ์ คงหวาน,นางสาวชลธิชา ยิ้มแจ้ง, นางสาวปิยนาถ สุริยะวงค์, นางสาวพนิตา บุญเลิศ, นางสาวบุษบา นสินกร, นางสาวรุ่งนภา ศรีมะณี, นางสาวสริญนา สิงหา, นางสาวบัณฑิตา เลิศแก้ว, นางสาวอมลวรรณ ดีวัน, นางสาวมณีรัตน์ ทองสมุทร์, นางสาวมณีรัตน์ ณรงค์ฉัตรแก้ว, นางสาวมณีรัตน์ ตุ่นฝั้น, นางสาวนันทรัตน์ มะโนมา และ นางสาวสุทธิกานต์ สุพรรณ์

อว.ปลดล็อกข้อจำกัดทางการศึกษา อนุมัติ 4 หลักสูตรแซนด์บ็อกซ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/679525

อว.ปลดล็อกข้อจำกัดทางการศึกษา อนุมัติ 4 หลักสูตรแซนด์บ็อกซ์

อว.ปลดล็อกข้อจำกัดทางการศึกษา อนุมัติ 4 หลักสูตรแซนด์บ็อกซ์

วันจันทร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2565, 17.08 น.

อว.ปลดล็อกข้อจำกัดทางการศึกษา อนุมัติ 4 หลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ ตั้งเป้าผลิตบุคลากรตอบโจทย์สำคัญของประเทศรวมมากกว่า 17,000 คน

12 กันยายน 2565 คณะกรรมการพิเศษเฉพาะเรื่อง ด้านการส่งเสริมนวัตกรรมการอุดมศึกษา ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ได้จัดประชุมคณะกรรมการพิเศษเฉพาะเรื่อง ด้านการส่งเสริมนวัตกรรมการอุดมศึกษา ครั้งที่ 1/2565 ณ ห้องประชุมสภามหาวิทยาลัย ชั้น 3 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 50 พรรษา มหาวชิราลงกรณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม และผ่านระบบออนไลน์ โดยมี ศาสตราจารยพิเศษ ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานการประชุม

ดร. เอนก กล่าวว่า ที่ผ่านมา กระทรวง อว. ได้ขับเคลื่อนและผลักดันให้มีแนวทาง ทั้งด้านกฎหมาย นโยบาย มาตรการที่หลากหลาย เพื่อปฏิรูประบบการอุดมศึกษาให้เท่าทันโลกและความต้องการกำลังคนที่เปลี่ยนแปลงไป หนึ่งในแนวทางสำคัญที่คณะทำงานในกระทรวง อว. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันขับเคลื่อนอย่างแข็งขัน คือการจัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานการอุดมศึกษา (Higher Education Sandbox) ที่เป็นการก้าวข้ามขีดจำกัดของการจัดการศึกษาตามเกณฑ์มาตรฐานเดิม เพื่อจัดการศึกษารูปแบบใหม่ สร้างนวัตกรรมการอุดมศึกษา มุ่งเน้นผลิตคนให้ตอบโจทย์ความต้องการของภาคการผลิต (Demand Driven) เท่าทันความต้องการของประเทศและยุทธศาสตร์ชาติ

ในการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมมีมติอนุมัติ 4 หลักสูตรแรก ที่จะเริ่มนำร่องจัดการเรียนการสอนตามแนวทางการจัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานการอุดมศึกษา ได้แก่ 1) หลักสูตรการผลิตและพัฒนากำลังคนสาขาฉุกเฉินการแพทย์ นำโดยวิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยอีก 6 แห่ง และสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ สถาบันพระบรมราชชนก ตั้งเป้าผลิตกำลังคนสาขาฉุกเฉินการแพทย์ ระดับผู้ประกอบโรคศิลปะ จำนวน 15,000 คน ภายใน 10 ปี 2) หลักสูตรการผลิตบุคลากร High-tech Entrepreneur นำโดย International School of Management (ISM) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ร่วมกับ Harbour.Space University ประเทศสเปน หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย (Thaichamber) และบริษัทต่างๆ ตั้งเป้าผลิตกำลังคนที่มีความรู้ขั้นแนวหน้า (frontier knowledge) ด้านเทคโนโลยี จำนวน 400 คน ภายใน 7 ปี 3) หลักสูตรการผลิตบุคลากรด้านวิศวกรรมปัญญาประดิษฐ์และดิจิทัล นำโดยมหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล และสถาบันวิศวกรรมปัญญาประดิษฐ์ ร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยอีก 6 แห่ง ตั้งเป้าผลิตบุคลากรด้านวิศวกรรมปัญญาประดิษฐ์และดิจิทัล 1,880 คน ภายใน 8 ปี และ 4) หลักสูตรการผลิตกําลังคนศักยภาพสูงที่มีความรู้เชิงลึกด้านวิทยาศาสตร์และแนวคิดเชิงนวัตกรรม นำโดยวิทยสถานวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย (ธัชวิทย์) สำนักงานปลัดกระทรวง อว. ร่วมกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และสถาบันอุดมศึกษา ตั้งเป้าผลิตกําลังคนทักษะสูงที่มีความรู้เชิงลึกด้านวิทยาศาสตร์ และแนวคิดเชิงนวัตกรรม 175 คน ภายใน 9 ปี โดยรวมแล้วจะสร้างบุคลากรที่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศในด้านต่างๆ ได้ทั้งสิ้นกว่า 17,455 คน

“ในการจัดการศึกษาแบบแซนด์บ็อกซ์ที่มุ่งเน้นให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาควรต้องมีแนวทางการทำงานที่เป็น Top-down จากบนลงล่างมากขึ้น ต้องมองในประเด็นที่สำคัญที่ควรเร่งดำเนินการและทำในเรื่องนั้นอย่างจริงจัง รวดเร็ว ขจัดข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาการทำงานแบบเดิม การออกแบบหลักสูตร เราต้องออกแบบจากจุดแข็งของเรา เป้าหมายต้องชั้นเจนว่าจะผลิตคนชั้นเลิศ ให้สามารถออกไปทำงานได้ ผลิตคนเก่งได้ในระยะเวลาสั้นลง ที่สำคัญต้องเอาเด็กเข้ามาเรียนให้เร็วที่สุด เพราะในปัจจุบัน นวัตกรรมต่างๆ เกิดขึ้นจากเด็ก ดังนั้นการจะฝึกด้านการวิจัย ก็ควรต้องฝึกตั้งแต่เด็ก ให้มีระยะเวลาในการเรียนที่สั้นกว่าการเรียนตามระบบปกติ เน้นการเรียนกับการปฏิบัติจริง และผลงานที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในการวิจัยจะต้องสร้างผลกระทบให้เกิดความก้าวหน้ากับบ้านเมืองได้จริง” ดร. เอนก กล่าว

ดร. เอนก ยังได้เน้นย้ำว่า ทั้ง 4 หลักสูตรที่ได้รับการอนุมัติ เป็นหลักสูตรการจัดการศึกษาที่เน้นการผลิตกำลังคนในสาขาที่ประเทศไทยขาดแคลน โดยมุ่งผลิตกำลังคนสมรรถนะสูงในหลายด้าน ที่นอกจากจะช่วยรองรับและตอบโจทย์ความต้องการกำลังคนในการพัฒนาประเทศแล้ว ยังตอบโจทย์โลกของธุรกิจสมัยใหม่ด้วย ซึ่งการจัดหลักสูตรเหล่านี้ในรูปแบบแซนด์บ็อกซ์จะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดในการจัดการศึกษาได้ เพื่อนำไปสู่การจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นสมรรถนะของผู้เรียนอย่างแท้จริง

ด้าน ดร. กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สอวช. ในฐานะเลขานุการการประชุมฯ ได้กล่าวสรุปถึง ความก้าวหน้าการพิจารณาข้อเสนอการจัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานการอุดมศึกษา ซึ่งล่าสุดมีข้อเสนอฯ ที่ได้รับการอนุมัติข้อเสนอเชิงหลักการ จากคณะทำงานเพื่อส่งเสริมการจัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานการอุดมศึกษา นำโดย ศาสตราจารย์ ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล ประธานคณะทำงานฯ รวมแล้ว 8 ข้อเสนอ ได้แก่ 1) ข้อเสนอการผลิตและพัฒนากำลังคนสาขาฉุกเฉินการแพทย์ 2) ข้อเสนอการผลิตบุคลากรด้านวิศวกรรมปัญญาประดิษฐ์และดิจิทัล (AI) 3) ข้อเสนอการผลิตบุคลากร High-tech Entrepreneur (Harbour.Space) 4) ข้อเสนอแพลตฟอร์มส่งเสริมการผลิตกำลังคนในอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 5) ข้อเสนอการจัดการศึกษาฯ หลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมบูรณาการระบบการผลิต (SI) 6) ข้อเสนอการจัดการศึกษาฯ หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) 7) ข้อเสนอการจัดการศึกษาฯ หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาการจัดการการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพแบบองค์รวม (หลักสูตรสองภาษา) และ 8) ข้อเสนอการจัดการศึกษาฯ หลักสูตรการจัดการบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการธุรกิจการบินนานาชาติ

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอการจัดการศึกษาที่เสนอเข้ามาอีกรวมกว่า 169 ข้อเสนอ ที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาจากคณะทำงานฯ ทั้งในรูปแบบความร่วมมือระหว่างเครือข่ายมหาวิทยาลัย ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคเอกชนผู้ใช้บัณฑิต ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในด้านวิชาชีพ รวมถึงความร่วมมือกับหน่วยงานในต่างประเทศด้วย ซึ่งในอนาคตจะมีข้อเสนอฯ หลักสูตรอื่นๆ ที่เริ่มทยอยอนุมัติการนำไปใช้จริง เพื่อให้ครอบคลุมการผลิตและพัฒนากำลังคน ปลดล็อกข้อจำกัดทางการศึกษาในแง่มุมต่างๆ ได้อย่างหลากหลายมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ที่ประชุมฯ โดยรวมให้ความเห็นว่า ในการจัดทำหลักสูตรจะต้องมุ่งเป้าไปที่ประสิทธิผลของหลักสูตรให้เห็นผลอย่างรวดเร็วในเวลาอันสั้น เพื่อให้สามารถผลิตกำลังคนให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงได้ อีกส่วนหนึ่งคือตัวชี้วัดความสำเร็จของหลักสูตรควรมีความเชื่อมโยงกับเป้าหมายของประเทศ เพื่อให้เห็นว่าหลักสูตรที่เกิดขึ้นใหม่จะมีส่วนช่วยขับเคลื่อนให้ประเทศก้าวหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ควรมองถึงการทำหลักสูตรร่วมกับผู้เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วนอย่างครอบคลุม ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงหน่วยงานในต่างประเทศด้วย

‘ตรีนุช’นำทีมผู้บริหารตรวจเยี่ยม’รร.ราชประชานุเคราะห์ 37’ ยกเป็นต้นแบบลดความยากจน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/679308

'ตรีนุช'นำทีมผู้บริหารตรวจเยี่ยม'รร.ราชประชานุเคราะห์ 37' ยกเป็นต้นแบบลดความยากจน

‘ตรีนุช’นำทีมผู้บริหารตรวจเยี่ยม’รร.ราชประชานุเคราะห์ 37’ ยกเป็นต้นแบบลดความยากจน

วันจันทร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“ตรีนุช”นำทีมผู้บริหารตรวจเยี่ยม”รร.ราชประชานุเคราะห์ 37” ยกเป็นต้นแบบลดความยากจน ดัน สพฐ.-สอศ.สร้างมิติใหม่การศึกษา

เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2565 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 37 จังหวัดกระบี่ พบว่าโรงเรียนมีเป้าหมายในการจัดการเรียนการสอนให้เด็กด้อยโอกาส เด็กยากจน ได้รับโอกาสและได้รับความเท่าเทียมในด้านการศึกษาเท่ากับเด็กทั่วไป และพบว่าโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 37 มีวิธีการบริหารจัดการเรียนการสอนที่สามารถลดความเหลื่อมล้ำได้ ทางโรงเรียนได้ให้โอกาสกับเด็กด้อยโอกาสในเขตพื้นที่บริการตั้งแต่เด็กระดับประถมศึกษาไปจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลายให้เข้ามาเรียนได้ รวมถึงให้โอกาสทางการศึกษากับนักเรียนที่เคยต้องโทษในสถานพินิจให้ได้มีโอกาสกลับเข้ามาเรียนเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตตนเองด้วยซึ่งเป็นมิติให้โอกาส

นายอัมพร กล่าวต่อว่า ส่วนมิติการจัดการศึกษา พบว่าโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 37 ได้มุ่งเน้นจัดการเรียนการสอนให้เด็กมีทักษะชีวิตและทักษะอาชีพ มากกว่าทักษะวิชาการ ทั้งนี้ เพื่อตอบโจทย์ให้เด็กเรียนจบไปแล้วมีงานทำมีอาชีพ และตอบโจทย์สังคม รวมถึงเรื่องการปรับสภาพแวดล้อมให้โรงเรียนเป็นโรงเรียนแห่งความสุข ซึ่งพบว่าทางโรงเรียนสามารถออกแบบบ้านพักที่ดีสำหรับเด็ก มีอาหารกลางวันถูกหลักโภชนาการ การดูแลชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี เพราะมีการดูแลระหว่างนักเรียนกับนักเรียน รุ่นพี่กับรุ่นน้อง ระหว่างครูกับนักเรียน และระหว่างผู้บริหารกับครูที่ดี จึงกลายเป็นโรงเรียนแห่งความสุข เมื่อเห็นภาพนี้แล้ว จึงคิดว่าหากเราทำโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ และโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ ที่สอนเด็กด้อยโอกาส เด็กที่ขาดโอกาส ให้มีคุณภาพและมาตรฐานเดียวกัน ประเทศไทยก็จะลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาได้เป็นอย่างดี

“รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ได้มอบหมายให้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) นำการบริหารจัดการของโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 37 มาถอดบทเรียน เพื่อไปขยายผลให้กับโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ และโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์อื่นๆ ไปปฏิบัติตาม ดังนั้น ผมจะนำหลักการที่รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ได้มอบให้ไว้มาปฏิบัติ ซึ่งต่อไป ผู้อำนวยการโรงเรียนคนใหม่ ที่จะมาดูแลโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ และโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ อาจจะต้องมาอบรมในโรงเรียนต้นแบบนี้ เพื่อดูว่าโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 37 เขาบริหารจัดหารอย่างไรถึงประสบความสำเร็จ แล้วนำสิ่งที่ได้กลับไปพัฒนาโรงเรียนของตนเอง และผมมองว่า ทิศทางการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ และโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ ในอนาค จะไม่เน้นให้นักเรียน เรียนในห้องเรียนเท่านั้น แต่จะเน้นสอนทฤษฎีที่จำเป็น ให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติ ก็จะทำให้ตอบโจทย์การเรียนการสอนแบบ Active Learning ให้เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น และตอบโจทย์เรื่องลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาส และพัฒนาเด็กให้มีทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ ซึ่งเด็กเหล่านี้จะเป็นต้นแบบหลุดพ้นจากความยากจน” นายอัมพร กล่าว

นายอัมพร กล่าวต่อว่า การสร้างทักษะอาชีพ และทักษะชีวิต ให้นักเรียนในโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ และโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์นั้น รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ได้เน้นย้ำว่าต่อไป สพฐ.และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ต้องสร้างสะพานเชื่อมโยงกันและต้องไม่มีพรมแดนระหว่างกัน ต้องทำ MOU ร่วมกัน ใช้ทรัพยากรร่วมกันก็จะเป็นมิติใหม่ของการจัดการศึกษาระหว่าง สพฐ.กับ สอศ.ตนจึงได้หารือกับ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา รองเลขาธิการ กพฐ.ที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ว่า ควรสร้างมิติใหม่ในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ สอศ.ให้สามารถทำงานเชื่อมต่อกันได้อย่างแท้จริงต่อไป สพฐ.จะเตรียมคนให้มีต้นทุน และพร้อมที่จะเรียนรู้ ส่วน สอศ.ก็ไปต่อยอดให้ผู้เรียนมีอาชีพ มีงานทำ มีรายได้ หากคนสมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ มีอาชีพ มีงานทำ มีรายได้ก็จะมีความสุข

– 006

‘วิทยาลัยดุสิตธานี’ปักธง 4 พันธกิจ ขับเคลื่อนการศึกษาหนุนอุตสาหกรรมบริการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/679310

‘วิทยาลัยดุสิตธานี’ปักธง 4 พันธกิจ ขับเคลื่อนการศึกษาหนุนอุตสาหกรรมบริการ

‘วิทยาลัยดุสิตธานี’ปักธง 4 พันธกิจ ขับเคลื่อนการศึกษาหนุนอุตสาหกรรมบริการ

วันจันทร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการมีภาวะชะลอตัวตั้งแต่ไวรัสโควิด-19 เริ่มระบาด แต่หลังจากที่นานาประเทศทุ่มเทกำลังในการต่อสู้กับวิกฤตการณ์ที่ขยายไปทั่วโลก ทำให้ประชากรโลกสามารถเข้าถึงวัคซีนต้านโควิดได้อย่างทั่วถึง ช่วยลดการแพร่ระบาดและบรรเทาการเจ็บป่วยรุนแรง อีกทั้งถึงแม้เชื้อโควิด-19 จะยังคงกลายพันธุ์อยู่เรื่อยๆ แต่ก็มีแนวโน้มว่าความรุนแรงค่อยๆ ลดลง ผู้คนจึงเริ่มกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติมากขึ้นในรูปแบบ New Normal

เช่นเดียวกับประเทศไทยที่ทยอยผ่อนปรนมาตรการต่างๆ เช่น การยกเลิกไทยแลนด์พาส การประกาศให้พื้นที่ 77 จังหวัดเป็นพื้นที่เฝ้าระวัง (สีเขียว) ทำให้ภาคธุรกิจสามารถเปิดบริการได้ตามปกติมาตั้งแค่วันที่ 1 ก.ค. 2565ที่ผ่านมา รวมถึงล่าสุดคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติได้พิจารณาปรับโควิด-19 จากโรคติดต่ออันตรายเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง นโยบายเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการกำลังมีทิศทางที่ดีขึ้นตามลำดับ

ทั้งนี้ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบีคาดการณ์ไว้ว่า ปีนี้จำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางท่องเที่ยวในประเทศจะขยายตัวราว 160% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งจะส่งผลให้รายได้จากการท่องเที่ยวของไทยขยายตัวมากกว่า 200% ขณะเดียวกันก็มีผลสำรวจว่า ครึ่งปีแรกของปี 2565 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเยือนไทยราว2 ล้านคน ทำให้มีรายได้สะพัดกว่า 1.14 แสนล้านบาท

“วิทยาลัยดุสิตธานี” ในฐานะสถาบันในเครือโรงแรมดุสิตธานี (Dusit International) ซึ่งสอนด้านธุรกิจบริการโดยตรงทั้งระดับปริญญาตรีและปริญญาโท จึงเตรียมพัฒนาองค์กรให้พร้อมรับการกลับมาเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ และสานต่อความมุ่งมั่นในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านนี้ ด้วยการปักธงพันธกิจหลัก 4 ข้อ ได้แก่ Sustainability, Integration, Digitalization และ International โดยมุ่งสร้างความพร้อมให้กับทั้งนักศึกษาและบุคลากรของวิทยาลัย

ฟราวเกอะ เกอร์เบนส์ อธิการบดีวิทยาลัยดุสิตธานี กล่าวว่า จากผลสำรวจของหลายๆ สำนัก พบว่าประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ภาคการศึกษาจึงเป็นส่วนสำคัญยิ่งในการสร้างผู้ที่มีทักษะรอบด้าน มีความรู้ที่ทันสมัย และได้มาตรฐานสากล เพื่อให้พวกเขาเหล่านี้กลายเป็นฟันเฟืองที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการของไทยให้ก้าวหน้า ดังนั้น วิทยาลัยดุสิตธานีจึงมุ่งมั่นพัฒนาสู่ความเป็นเลิศ และเป็นศูนย์กลางการศึกษาด้านธุรกิจการท่องเที่ยว โรงแรม และบริการในภูมิภาคอาเซียน

โดยยึดมั่นใน 4 พันธกิจหลักคือ 1.Sustainability หรือการพัฒนาแบบยั่งยืน ซึ่งไม่เพียงคำนึงถึงการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด แต่ยังรวมถึงการพัฒนาบุคลากรด้วย 2.Integration หรือการบูรณาการสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกัน ทั้งระหว่างหลักสูตรหน่วยงานภายใน ไปจนถึงระดับองค์กรกับพันธมิตร ภายนอก 3.Digitalization หรือการนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ทั้งในการเรียนการสอนและการทำงาน

และข้อสุดท้ายคือ 4.Internationalization หรือความเป็นสากล ด้วยการพัฒนาหลักสูตรสองภาษาและหลักสูตรนานาชาติ ปลูกฝัง international mindset ให้ทุกคน โดยตั้งเป้าให้วิทยาลัยดุสิตธานีเป็นผู้นำในระดับอาเซียน ซึ่งพันธกิจทั้งหมดนี้ไม่เพียงส่งเสริมคุณภาพการเรียนการสอน แต่ยังเป็นส่วนพัฒนาองค์กรในระดับองค์รวม ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาหรือบุคลากร

“วิทยาลัยดุสิตธานีเล็งเห็นว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการให้พร้อมรับการกลับมาของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ จำเป็นต้องพัฒนาตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำอย่างยั่งยืนดังนั้นจึงต้องสร้างทุนมนุษย์ให้มีคุณภาพตั้งแต่รากฐาน นั่นหมายถึงการศึกษา โดยพัฒนาอาจารย์และบุคลากรให้มีความสามารถ เพื่อบ่มเพาะให้นักศึกษามีความรู้ความเชี่ยวชาญทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ อันจะนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการทั้งในระดับชาติและนานาชาติอย่างยั่งยืนต่อไป” อธิการบดีวิทยาลัยดุสิตธานี กล่าว

‘คณะเกษตรฯมข.’จัดอบรม ‘การฟอกกาวและย้อมสีเส้นไหม’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/679311

‘คณะเกษตรฯมข.’จัดอบรม  ‘การฟอกกาวและย้อมสีเส้นไหม’

‘คณะเกษตรฯมข.’จัดอบรม ‘การฟอกกาวและย้อมสีเส้นไหม’

วันจันทร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) จัดอบรมเชิงปฏิบัติ เกี่ยวกับ “การฟอกกาวและย้อมสีเส้นไหม” โดยการย้อมสีจากวัตถุดิบตามธรรมชาติภายในชุมชน ภายใต้การดำเนินโครงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมฐานรากหลังโควิดด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียน BCG (U2T for BCG) โดยมี รศ.ดร.ภาณุพล หงษ์ภักดี และ ผศ.ดร ศุภัชญา นามพิลา อาจารย์จากสาขาวิชาพืชสวน คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นผู้รับผิดชอบดูแลโครงการในพื้นที่ตำบลป่ามะนาว

นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจากนายปรมัตถ์ เหล่าวอ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานด้านมาตรฐานหม่อนไหม และ น.ส.พัชรา วงษ์คำอุด นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ จากกลุ่มงานบริการวิชาการและเทคโนโลยี ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ขอนแก่น มาเป็นวิทยากรในการอบรม ณ วัดโนนศิลาอาสน์ต.ป่ามะนาว อ.บ้านฝาง จ.ขอนแก่น เมื่อช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2565ที่ผ่านมา

สำหรับการจัดอบรมเชิงปฏิบัติ เกี่ยวกับการฟอกกาวและย้อมสีเส้นไหมโดยการย้อมสีจากวัตถุดิบตามธรรมชาติภายในชุมชน มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตและบริการด้าน BCG ในการนำสินค้าและบริการในชุมชนมาพัฒนาและต่อยอดโดยการใช้องค์ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาเพิ่มมูลค่าของสินค้าในชุมชนอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งการจัดงานอบรมครั้งนี้ เป็นการลงมือปฏิบัติจริงในการสกัดและย้อมสีเส้นไหมจากวัตถุดิบที่หาได้ตามธรรมชาติ

มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมเป็นผู้เลี้ยงไหมและทอผ้าไหมภายในชุมชนป่ามะนาวอยู่แล้ว ที่สนใจพัฒนาการย้อมสีเส้นไหมจากวัตถุดิบในธรรมชาติ เพื่อช่วยเพิ่มและยกระดับคุณภาพรวมถึงเพิ่มมูลค่าให้กับผ้าไหมพื้นบ้านที่ผลิตในชุมชนป่ามะนาว จากเดิมที่ทอผ้าด้วยมือ ใช้สีเคมีและมีการซื้อขายแค่ในชุมชนเท่านั้น ให้ได้มีการยกระดับการทอผ้าไหมพื้นบ้าน ให้มีเอกลักษณ์และสร้างมูลค่าจากการย้อมธรรมชาติ ทำให้สามารถขยายตลาดสู่กลุ่มลูกค้าชั้นสูงซึ่งให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สำหรับการอบรมในครั้งนี้แบ่งเป็นสองวัน ในวันแรกเป็นการลงมือต้มฟอกกาวจากเส้นไหมด้วยน้ำด่างและต้มสกัดสีจากวัตถุดิบจากธรรมชาติ คือ ดอกดาวเรือง, เหง้ากล้วย, ใบสาบเสือ และเปลือกประดู่ ส่วนวันที่ 2 เป็นการนำเส้นไหมที่ฟอกกาวแล้วมาจุ่มย้อมสีที่ได้สกัดเตรียมไว้ หลังจากนั้นใช้สารติดสี (mordant) คือ สนิมเหล็ก, สารส้ม,ปูนขาว และโคลน เพื่อให้สีติดแน่นกับเส้นไหมที่ย้อมและช่วยเปลี่ยนเฉดสีให้มีความหลากหลายเพิ่มขึ้น

และในช่วงท้ายมีการสอบถามและให้คำแนะนำเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ที่ชุมชนเจอเกี่ยวกับขั้นตอนการผลิตและเลี้ยงหนอนไหม เพื่อให้สามารถแนะนำแนวทางและการแก้ปัญหาการเลี้ยงหนอนไหมได้เหมาะสมกับชุมชน และมีการแนะนำเทคนิคการทอผ้าไหมที่ได้รับความนิยม การส่งเสริมเลี้ยงหนอนไหมเผื่อผลิตผ้าไหมที่ได้มาตรฐานเพิ่มเติมอีกด้วย

ซึ่งคณะผู้จัดงานเชื่อว่า การอบรมครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อคนในชุมชนป่ามะนาว ในการผลิตผ้าไหมทอมือด้วยสีย้อมจากธรรมชาติ ให้บรรลุตามความต้องการในการนำเอาองค์ความรู้เกี่ยวกับการย้อมสีธรรมชาติมาเพิ่มมูลค่าของผ้าไหมทอมือและได้รับมาตรฐานตรานกยูงพระราชทานเพื่อเป็นมาตรฐานและช่วยขยายตลาดเพิ่มมูลค่าของผ้าไหมได้ต่อไป!!!

‘Nextgov’และ‘Convergov’ แพลตฟอร์มพลิกโฉมการบริหารราชการไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/679309

‘Nextgov’และ‘Convergov’ แพลตฟอร์มพลิกโฉมการบริหารราชการไทย

‘Nextgov’และ‘Convergov’ แพลตฟอร์มพลิกโฉมการบริหารราชการไทย

วันจันทร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“งบประมาณประเทศทำแบบหนึ่งงบประมาณของท้องถิ่นทำในอีกโมเดลหนึ่ง การทำให้สองโมเดลนี้มาคุยกันได้ คือเป้าหมายสำคัญของงานชิ้นนี้ นั่นจึงเป็นที่มาของการพัฒนาแพลตฟอร์ม Nextgov ที่เป็นระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหารงบประมาณเชิงพื้นที่ และ Convergov หรือระบบจัดทำแผนพัฒนาและการจัดทำคำของบประมาณระดับพื้นที่ที่มีจุดเด่นคือสามารถเชื่อมต่อให้ใช้งานร่วมกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เดิมที่หน่วยงานต่างๆ ใช้อยู่ตามวัตถุประสงค์เฉพาะของหน่วยงานนั้นๆ”

กฤษณา ประกอบชีพ จากสมาคมเครือข่ายไอซีทีเพื่อการพัฒนาสังคมกล่าวถึงจุดประสงค์ในการพัฒนาแพลตฟอร์มทั้งสองในช่วงปี 2563-2564 ดังนั้น เพื่อให้เกิดการนำแพลตฟอร์มทั้งสองไปทดลองใช้กับข้อมูลจริงและการปฏิบัติงานจริง รวมถึงการสื่อสารกับหน่วยงานทั้งในส่วนกลางและในระดับพื้นที่ จึงเป็นที่มาของโครงการนำร่องระบบเทคโนโลยีเพื่อการบริหารจัดการงบประมาณเชิงพื้นที่ ที่ดำเนินการโดยสมาคมเครือข่ายไอซีทีเพื่อการพัฒนาสังคม ภายใต้การสนับสนุนของแผนงานการพัฒนาภูมิภาคและจังหวัด 4.0 (SIP4.0)

ตลอด 1 ปีของการดำเนินการ (พ.ศ.2564-2565) มีทั้งการทดสอบระบบและการอบรมการใช้งานให้กับหน่วยงานส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ของจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดนครนายก มากกว่า 200 แห่ง สิ่งที่สร้างความประทับใจให้กับผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ ที่ร่วมในการทดสอบระบบ ก็คือ แพลตฟอร์มนี้สามารถทำให้ข้อมูลต่างๆ ที่จัดทำหรือนำเข้าด้วยระบบเดิม ทั้ง e-budgeting ของสำนักงบประมาณ e-GP และ GF-MIS ของกรมบัญชีกลาง รวมถึง e-LAAS และ SOLA ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้รู้จักและเชื่อมต่อข้อมูลถึงกันได้

ทำให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถทำงานตาม Format หรือข้อกำหนดของหน่วยงานเหล่านี้ได้พร้อมกันโดยใช้เพียง Platform เดียว ซึ่งการนำแพลตฟอร์มนี้ไปใช้กับระบบราชการ นอกจากจะทำให้หน่วยงานในพื้นที่ มีระบบการบริหารจัดการงบประมาณที่มีประสิทธิภาพขึ้นแล้ว หน่วยงานในส่วนกลางทั้งกระทรวงมหาดไทย สภาพัฒน์ และหน่วยงานอื่นๆยังสามารถเข้าถึงข้อมูลในระดับพื้นที่ได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว ตรงนี้จะเป็นการพลิกโฉมการบริหารของภาครัฐอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม การจะนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้จริง ต้องอาศัยการยอมรับและการผลักดันอย่างจริงจังจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกฤษณากล่าวว่ากรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้ส่งทีมงานมาร่วมลงพื้นที่ สังเกตการณ์และให้ข้อคิดเห็นตลอดการดำเนินโครงการนอกจากนี้ทีมวิจัยยังนำผลงานวิจัยไปเสนอกับคณะกรรมการยกร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่ 13 หมุดหมายที่ 8 และได้รับการบรรจุเป็น Flagship Project แล้ว

เสียงสะท้อนจากผู้ใช้งาน อาทิ พัสตร์รดา ดาแย้ม นักวิเคราะห์นโยบายและแผน สำนักงานปลัด อบต.สาริกาจ.นครนายก เล่าว่า แต่เดิมนั้น เจ้าหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) จะต้องทำงานกับระบบข้อมูลอย่างน้อย 3 ระบบ ทั้ง e-LASS e-Plan และระบบจัดซื้อจัดจ้างงานภาครัฐ (e-GP) แต่แพลตฟอร์มใหม่นี้สามารถที่จะรวมทุกระบบเข้ามาใช้ด้วยกันได้ ทำให้เราทำงานเพียงครั้งเดียว ข้อมูลก็จะถูกส่งระหว่างแต่ละระบบโดยอัตโนมัติ

เช่นเดียวกับ กนกจิตร โชติสวัสดิ์ผู้อำนวยการกองคลัง อบต.โคกกรวด จ.นครนายก ที่ให้ความเห็นว่า นอกจากลดระยะเวลาในการทำข้อมูลที่บางเรื่องอาจต้องใช้เวลา 3-4 วัน ให้เหลือเพียง 1-2 วันแล้ว แพลตฟอร์มนี้ยังออกแบบให้ใช้งานได้ง่าย ใช้คนน้อย และเน้นการทำงานในขั้นตอนเดียว ซึ่งจะช่วยลดความผิดพลาดที่เกิดจากคนได้เป็นอย่างดี

นอกจากการพิสูจน์ประสิทธิภาพNextgov และ Convergov ในพื้นที่จริงแล้วโครงการวิจัยยังมีการพัฒนาในส่วน MobileApplication เพื่อรองรับการบริหารจัดการข้อมูลให้กับภาคประชาชนอีกด้วย ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนในพื้นที่สามารถติดตามความก้าวหน้าโครงการหรือการใช้จ่ายงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในโครงการต่างๆ ผ่านมือถือของตนเอง นอกจากนี้ในอนาคตจะมีการเพิ่มหัวข้อใหม่ๆ เข้ามาอีก

เช่น การเปิดให้แสดงความคิดเห็นหรือลงมติเกี่ยวกับโครงการต่างๆ รวมถึงมีช่องทางแจ้งความประสงค์การขอรับสวัสดิการแห่งรัฐต่างๆ ตามกฎหมาย และเป็นช่องทางสื่อสารข้อมูลเพื่อประชาสัมพันธ์ หรือการแจ้งเตือนเหตุการณ์ฉุกเฉิน ได้อีกด้วย!!!

แผนงานการพัฒนาภูมิภาคและจังหวัด 4.0 (SIP4.0)

เปิดภาพน้ำท่วม‘สจล.’ เร่งสูบน้ำออก ประกาศเรียนออนไลน์ 12-16 ก.ย.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/679273

เปิดภาพน้ำท่วม‘สจล.’ เร่งสูบน้ำออก ประกาศเรียนออนไลน์ 12-16 ก.ย.

เปิดภาพน้ำท่วม‘สจล.’ เร่งสูบน้ำออก ประกาศเรียนออนไลน์ 12-16 ก.ย.

วันอาทิตย์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2565, 13.58 น.

เปิดภาพน้ำท่วม‘สจล.’ เร่งสูบน้ำออก ประกาศเรียนออนไลน์ 12-16 ก.ย.

11 กันยายน 2565 สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) โพสต์ภาพสถานการณ์น้ำท่วม และข้อความผ่านเฟซบุ๊ก KMITL ระบุว่า “เช้านี้ 07.40 น.  สจล. มีน้ำท่วมขัง นักศึกษา และบุคลากร ควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปทำกิจกรรมในสถาบัน หรือ หากมีความจำเป็นโปรดระมัดระวังตนเอง ทั้งนี้ทีมสจล. ลุยเต็มที่ สำรวจทุกจุด เร่งสูบน้ำออกอย่างเต็มกำลัง เพื่อลดปริมาณน้ำขัง ตลอดทั้งวัน”

“ด้วยสถานการณ์ฝนตก น้ำท่วมขัง สจล. จึงปรับให้จัดการเรียนการสอนวิชาบรรยาย และกิจกรรมวิชาการอื่น ๆ ในรูปแบบออนไลน์ ตั้งแต่วันที่ 12 – 16 กันยายน 2565 ทั้งนี้ รายวิชาปฏิบัติ และกิจกรรมอื่นที่มีความจำเป็นต้องเข้ามาจัดกิจกรรม ให้ดำเนินการตามดุลยพินิจของคณบดี โดยคำนึงถึงความปลอดภัย และสุขภาพของนักศึกษาเป็นหลัก”

ขอบคุณภาพ-ข้อมูล เฟซบุ๊ก KMITL

-005

‘ตรีนุช’รุดเยี่ยมให้กำลังใจมอบเงินช่วยเหลือครอบครัว 3 นร.เหยื่อคลั่งยาบ้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/679038

'ตรีนุช'รุดเยี่ยมให้กำลังใจมอบเงินช่วยเหลือครอบครัว 3 นร.เหยื่อคลั่งยาบ้า

‘ตรีนุช’รุดเยี่ยมให้กำลังใจมอบเงินช่วยเหลือครอบครัว 3 นร.เหยื่อคลั่งยาบ้า

วันศุกร์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2565, 18.38 น.

“ตรีนุช” ลงพื้นที่ จ.กระบี่ ให้กำลังใจครอบครัว 3 นักเรียน ม.6 เหยื่อคลั่งยาบ้า “ บิ๊กป้อม” กำชับดูแลความปลอดภัยนร.

วันที่ 9 กันยายน 2565 ที่อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วย ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)  และ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา รองเลขาธิการ กพฐ. ลงพื้นที่ร่วมงานบำเพ็ญกุศลและให้กำลังใจพร้อมมอบเงินช่วยเหลือครอบครัวของ  น.ส.ณัฐณิชา พันเส้ง ที่วัดห้วยเสียด อ.เขาพนม จังหวัดกระบี่, นายนนทพัทธ์  อุดมศรี  วัดถ้ำโกบ ต.บลหน้าเขา อ.เขาพนม จังหวัดกระบี่ และ น.ส.ภัณธิรา ชูทอง  วัดห้วยเสียด ตำบลเขาพนม จ.กระบี่  3 นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนพนมเบญจา จ.กระบี่ ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ชายเมายาบ้าก่อเหตุขับรถยนต์พุ่งชนรถมอเตอร์ไซค์ของนักเรียนก่อนใช้ปืนยิงน้องทั้ง 3 จนเสียชีวิต กลางดึกวันที่ 6 กันยายนที่ผ่านมา 

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า ตนมาให้กำลังใจและร่วมไว้อาลัยกับทั้ง 3 ครอบครัวที่ได้สูญเสียจากเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิด โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ตนได้กำชับผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และผู้บริหารสถานศึกษา ดูแลเรื่องมาตรการความปลอดภัย ทั้งในรั้วโรงเรียน และเรื่องการเดินทางของนักเรียนโดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืน ขณะเดียวกันให้ผู้บริหารสถานศึกษาให้ขวัญกำลังใจแก่นักเรียนของโรงเรียน เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ทำให้นักเรียนเสียขวัญกำลังใจ ตลอดจนขอให้ดูแลพี่น้องของนักเรียนที่เสียชีวิตด้วยในเรื่องการเรียน และค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา เช่น กรณีของนายนนทพัทธ์ อุดมศรี ทราบว่าอาศัยอยู่กับยาย และขณะนี้ยังมีน้องที่เรียนอยู่ชั้น ป.4 อีกหนึ่งคน ซึ่งต้องช่วยกันดูแล 

“เรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษาไม่ได้หมายถึงโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดกระบี่เท่านั้น แต่หมายถึงโรงเรียนทั่วประเทศ ที่ต้องดูแลนักเรียนให้มีความปลอดภัยตามบริบทแต่ละพื้นที่ ซึ่งแต่ละพื้นที่จะทราบดีว่า โรงเรียนของตนมีความเสี่ยงด้านใดบ้าง สำหรับเรื่องยาเสพติดชนิดนั้น มีระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการอยู่แล้ว และที่ผ่านมาดิฉันก็ได้เน้นย้ำกับทุกโรงเรียนว่าจะต้อง ไม่ให้มียาเสพติดทุกประเภทในสถานศึกษา และได้กำชับกับเขตพื้นที่ฯว่าต้องประสานกับหน่วยงานอื่น ๆที่เกี่ยวข้อง และครอบครัวของนักเรียนเพื่อให้ร่วมกันดูแลบุตรหลานให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้น “ รมว.ศธ. กล่าว 

นางสาวตรีนุช กล่าวด้วยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการนายกรัฐมนตรี  ได้โทรศัพท์มาแสดงความเป็นห่วงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งเน้นย้ำให้ดูแลครอบครัวของน้อง ๆอย่างเต็มที่และให้มีมาตรการที่เข้มข้นในการดูแลความปลอดภัยของนักเรียนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่เสี่ยง 

ด้าน ดร.อัมพร กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนนโยบายของรมว.ศธ.ในเรื่องความปลอดภัยว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้มีการถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และพบว่าความปลอดภัยของนักเรียนจะเกิดขึ้นแค่ในสถานศึกษาอย่างเดียวไม่ได้ จะต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งในมิติของสังคม ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำหรับเรื่องคดีความ รมว.ศธ.ได้มอบหมายให้สพฐ. ส่งนิติกรของสำนักงานเขตพื้นที่ฯ มาเป็นพี่เลี้ยงในการติดตามคดีความร่วมกันเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างใกล้ชิดเพื่อช่วยเหลือผู้ปกครองของนักเรียนด้วย