สพฐ.สั่ง‘เปิดโรงเรียน’เป็นที่พัก รองรับประชาชนเดือดร้อนน้ำท่วม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/684068

สพฐ.สั่ง‘เปิดโรงเรียน’เป็นที่พัก รองรับประชาชนเดือดร้อนน้ำท่วม

สพฐ.สั่ง‘เปิดโรงเรียน’เป็นที่พัก รองรับประชาชนเดือดร้อนน้ำท่วม

วันจันทร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 13.41 น.

สพฐ.สั่ง‘เปิดโรงเรียน’เป็นที่พัก รองรับประชาชนเดือดร้อนน้ำท่วม

3 ตุลาคม 2565 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ทั่วประเทศนั้น ตนได้เน้นย้ำให้สถานศึกษาในพื้นที่เสี่ยงเฝ้าระวังป้องกัน ติดตามสถานการณ์น้ำอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้สถานศึกษาเกิดความเสียหาย และขณะนี้อยู่ระหว่างปิดภาคเรียนที่ 1 จึงสั่งการให้สถานศึกษาเปิดเป็นที่พัก เพื่อให้ประชาชนที่เดือดร้อนจากน้ำท่วม เข้ามาพักอาศัยรอน้ำลด 

สำหรับสถานการณ์ล่าสุดของสถานศึกษาและนักเรียนในสังกัด สพฐ. ที่ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วม จากข้อมูลวันที่ 3 ตุลาคม 2565 พบว่า มี 23 เขตพื้นที่การศึกษา และ 116 โรงเรียน ที่ได้รับผลกระทบ แบ่งเป็น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) 16 เขต จำนวน 89 โรงเรียน และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.)  7 เขต จำนวน 27 โรงเรียน รวมนักเรียน ครู และบุคลากร ที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งสิ้น 3,720 คน

‘Social Movement’สังคมตื่นตัว‘สิทธิ’ เคลื่อนไหวเรียกร้อง‘กรอบกฎหมาย’ก็ต้องรู้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/683884

‘Social Movement’สังคมตื่นตัว‘สิทธิ’ เคลื่อนไหวเรียกร้อง‘กรอบกฎหมาย’ก็ต้องรู้

‘Social Movement’สังคมตื่นตัว‘สิทธิ’ เคลื่อนไหวเรียกร้อง‘กรอบกฎหมาย’ก็ต้องรู้

วันจันทร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 07.45 น.

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จัดอบรมหลักสูตร “สื่อสังคมยุคใหม่กับการเคลื่อนไหวทางสังคมในประเทศไทย” ให้กับบุคลากรในแวดวงสื่อสารมวลชน โดยแบ่งการอบรมเป็น 2 รุ่น รุ่นละ 1 วัน ระหว่างวันที่ 28-29 ก.ย. 2565 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ ซ.สุขุมวิท 22 ถ.สุขุมวิท กรุงเทพฯ

โดยการอบรมเมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2565 ซึ่งทีมงาน “นสพ.แนวหน้า” ได้เข้าร่วมสังเกตการณ์นั้น แบ่งเป็น 3 ช่วง โดยมีวิทยากร 3 ท่าน ได้แก่ ดร.สังกมา สารวัตร อาจารย์คณะเทคโนโลยีสารสนเทศเเละการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร (วิทยาเขตซิตี้แคมปัสเมืองทองธานี) บรรยายหัวข้อ “สื่อสังคมยุคใหม่กับการเคลื่อนไหวทางสังคมในประเทศไทย” ฉายภาพของ “การเคลื่อนไหวทางสังคม (Social Movement)” ว่าเป็น “คำใหม่” สำหรับสังคมไทย

ซึ่งคำคำนี้น่าจะเริ่มถูกพูดถึงกันในช่วงที่มีการประกวดนางงามเวทีระดับโลกอย่าง Miss Universe ประจำปี 2017 (พ.ศ.2560) โดยพิธีกรได้ถามคำถามว่า “อะไรคือแรงขับเคลื่อนทางสังคมที่สำคัญที่สุดในรุ่นของคุณ?” กับตัวแทนสาวงามแต่ละชาติที่ได้เข้ารอบ 5 คนสุดท้าย และหนึ่งในนั้นคือมารีญา พูลเลิศลาภ จากประเทศไทย ในครั้งนั้น มารีญา ตอบว่า “สังคมสูงวัย (Aging Society)” และแม้ท้ายที่สุด ตัวแทนจากประเทศไทยจะไม่ได้ “มงลง” หรือคว้าตำแหน่ง Miss Universe มาได้ แต่ก็ปลุกกระแสให้คนไทยสนใจค้นหาความหมายของคำว่า Social Movement

ทั้งนี้ Social Movement จะประกอบด้วยอีก 2 คำ คือ 1.สิทธิในการสื่อสาร (Communication Rights) หมายถึงผลกระทบหรือความเดือดร้อนของคนทุกกลุ่มล้วนมีความหมาย จึงมีสิทธิที่เรื่องราวนั้นจะถูกตีแผ่เผยแพร่ผ่านสื่อ เช่น ในขณะที่สื่อส่วนใหญ่รายงานข่าวผู้เสียหายจากคดีแชร์ FOREX-3Dแต่อีกด้านหนึ่งยังมีประเด็นชาวประมงกับการจับสัตว์น้ำวัยอ่อน หรือประเด็นชาวสวนยางกับราคายางพารา เป็นต้น ซึ่งก็อาจจะมีสื่อที่รายงานข่าวเรื่องเหล่านี้ด้วย กับ 2.ความเป็นธรรมในสังคม (Social Justice) หมายถึงการเรียกร้องเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมขึ้น

วิวัฒนาการของหลักคิดเกี่ยวกับ Social Movement นั้นเริ่มตั้งแต่แบบดั้งเดิมคือการสังคมสงเคราะห์ หมายถึงการระดมเงินบริจาค ต่อมาเป็นการจัดตั้งองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ขึ้นมาทำงานคู่ขนาน กระทั่งมาระยะหลังๆ เริ่มมีแนวคิดใหม่ว่า หลักคิดแบบสังคมสงเคราะห์เพียงอย่างเดียวไม่ทำให้เป้าหมายรู้สึกถึงความเป็นมนุษย์ จึงเกิดหลักคิดที่มุ่งเน้นการทำให้กลุ่มเป้าหมายตระหนักรู้ในเรื่องสิทธิมากขึ้น เช่น มีการจุดประเด็นขึ้นมาว่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ในฐานะประชาชนคนไทย ควรเป็นสิทธินับตั้งแต่เกิดมาเลยหรือไม่

องค์ประกอบของ Social Movement คือ “ต้องมีการรวมกลุ่มและแสดงออกร่วมกัน (Collective Action)” ตั้งแต่ร่วมลงชื่อไปจนถึงชุมนุมประท้วง แต่หากไม่มีการเคลื่อนไหวอะไร มีเพียงการรวมกลุ่มบ่นเรื่องต่างๆ นานา จะเป็นเพียงฝูงชน (Mass) เท่านั้น โดยที่ผ่านมา มีตัวอย่าง Social Movement หลายเรื่องทั้งในไทย เช่น สมัชชาคนจนที่เป็นกลุ่มเกษตรกร หรือในต่างประเทศ เช่น Blacklivesmatter เรียกร้องสิทธิคนผิวสีในสหรัฐอเมริกา หลังมีเหตุชายผิวสี จอร์จ ฟลอยด์เสียชีวิตขณะถูกตำรวจควบคุมตัว หรือกลุ่ม PETA ที่เรียกร้องยุติการใช้สัตว์ทดลอง ฯลฯ

“งานวิจัยบางอันก็บอกว่า ถ้าถามเรื่องสื่อ สื่อมวลชนบ้านเรากระแสหลักส่วนใหญ่ก็จะเอาเรื่องที่ขายได้ไว้ก่อน อันนี้ไม่ได้เป็นคนพูดนะ ข่าวชาวบ้านขายไว้ก่อน ข่าวบันเทิง ข่าวการเมืองทะเลาะกัน แล้วก็จะสัมภาษณ์เฉพาะผู้มีอำนาจ จ่อไมค์รู้อยู่แล้วท่านก็ไม่รู้ ไปถามท่านทุกเรื่องเลย ก็จะถามแต่คนพวกนี้ แต่ชาวบ้านที่เดือดร้อนล่ะ? น้ำท่วมอยุธยา2 เดือนแบบนี้ทำไมไม่ถาม อะไรอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเขาก็เลยบอกว่า Social Movement คือขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม มักจะไปปรากฏตรงสื่อทางเลือก” ดร.สังกมา กล่าว

ดร.สังกมา กล่าวต่อไปถึงบทบาทของสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ว่า ด้านหนึ่งเป็นประโยชน์ในการช่วยเหลือชาวบ้านแต่อีกด้านหนึ่งจะรู้ได้อย่างไรว่าข้อมูลในโลกออนไลน์นั้นจริงหรือเท็จ ขณะที่การเคลื่อนไหวทางสังคมก็มีทั้งมุมมองแบบ “ซ้าย-ขวา” ถกเถียงกัน เช่น ลูกต้องมีหน้าที่ดูแลพ่อแม่ยามแก่เฒ่าหรือไม่ หรือควรให้เป็นหน้าที่ของรัฐ หรือนักเรียน-นักศึกษา ต้องเคารพนบไหว้ครูบาอาจารย์หรือไม่ หรือครู-อาจารย์ก็เป็นเพียงอาชีพหนึ่งเท่านั้น ฯลฯ การถกเถียงจากวิธีคิดแบบซ้ายและขวาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลก แต่จุดสมดุลอยู่ตรงไหนก็ต้องคุยกัน

อย่างไรก็ตาม “สิทธิก็มีขอบเขต” ซึ่งก็มีการกำกับดูแลที่หลากหลาย เช่น การกำกับดูแลโดยรัฐ อาทิ สื่อประเภทวิทยุ-โทรทัศน์ อยู่ในกำกับดูแลของ กสทช. หรือการกำกับดูแลกันเอง อาทิ องค์กรวิชาชีพสื่อ ตลอดจนมาตรฐานชุมชนของแต่ละแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ แต่สื่อสังคมออนไลน์นั้นก็ค่อนข้างกำกับดูแลได้ยาก ขณะที่อีกประเด็นสำคัญคือ “การสื่อสารแบบมีส่วนร่วม” หมายถึงดึงผู้รับสารเข้ามามีส่วนร่วมกับการนำเสนอข่าว

ยังมีการแบ่ง “รูปแบบการเคลื่อนใหม่ยุคเก่ากับยุคใหม่”โดยรูปแบบเก่ามักผูกโยงกับประเด็นระหว่างชนชั้น (เช่น คนเมือง-คนชนบท) มุ่งเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจ (เช่น เปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนผู้บริหารท้องถิ่น) เชื่อมโยงกับประเด็นแนวทางของพรรคการเมือง และพรรคการเมืองมีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหว ส่วนรูปแบบใหม่ ไม่ผูกพันกับชนชั้นหรือชนชาติขอเพียงเป็นมนุษย์ด้วยกันก็ร่วมขับเคลื่อนประเด็นนั้นได้ ไม่จำเป็นต้องมุ่งสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงอำนาจ มุ่งเน้นประเด็นคุณภาพชีวิตและมองประเด็นที่เป็นสากลมากขึ้น

“อันนี้เป็นอะไรที่ท้าทายพวกเรามาก อาจารย์ก็จะติดเดินเจอนักศึกษา ก็ทักว่าวันนี้ดูอ้วนขึ้น ทำไมวันนี้ไว้ผมทรงนี้ ปรากฏเด็กก็บอกว่าอาจารย์นี่คือละเมิด เราละเมิดตรงไหน? ก็ทักของเราปกติ อันนี้คือประเด็นสากลที่ก็ต้องมาชวนคุยว่าตรงไหนมันเหมาะสม สมัยนี้เขาไม่ให้ทักรูปร่างภายนอกกันแล้ว สมัยเราทุกวันนี้ยังจำกันเฉพาะชื่อพ่อชื่อแม่ เด็กสมัยนี้ก็จะเป็นประเด็นสากล เราก็จะรู้สึกว่ามีอะไรใหม่ๆ

อย่าง Beauty Standard (มาตรฐานความงาม) อาจารย์อึ้งไปเลย ไม่ให้ประกวดดาวมหา’ลัย ในยุคเรานี่คือแบบเป็นอีเว้นท์ใหญ่ แต่เด็กวัยรุ่นนี้ยังมีอยู่ไหม? Beauty Standard คืออย่างนี้ท่าทางต้องสวย อย่างนี้เป็นประเด็นสากล ต้องขาว สวย หมวย เอ็กซ์ ต้องดูเป็นเกาหลี อย่างนี้เป็นต้น” ดร.สังกมา ยกตัวอย่างประเด็นการเคลื่อนไหวทางสังคมที่เป็นสากลในยุคปัจจุบัน

ช่วงต่อมา ดร.ใยแก้ว ศีลรักษ์ อาจารย์ภาควิชามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ สจล.ในฐานะนักวิชาการด้านกฎหมายธุรกิจ แอดมินเพจ “กฎหมายสำหรับผู้ประกอบการ” บรรยายหัวข้อ “กฎหมาย ประกาศที่เกี่ยวข้องกับสื่อยุคใหม่และการเคลื่อนไหวทางสังคม” อธิบายที่มาที่ไปและขอบเขตทางกฎหมายในการเคลื่อนไหวทางสังคม ที่กฎหมายกำหนดสิทธิต่างๆ ไว้ แต่ความผิดจะเกิดขึ้นต่อเมื่อไปทำในสิ่งที่กฎหมายห้าม เช่น รัฐธรรมนูญกำหนดเรื่องของสิทธิไว้

แต่ก็มีข้อยกเว้น เช่น โดยระบุว่า เว้นแต่เป็นเรื่องที่กระทบต่อความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี เป็นต้น แต่การดูกฎหมาย นอกจากดูตัวบทหลัก เช่น เมื่อดูพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ยังต้องดูประกาศหรือระเบียบต่างๆ ที่ออกมาโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ. นั้นด้วย ซึ่งจะเป็นส่วนอธิบายกฎหมายให้ชัดเจนและครอบคลุมมากขึ้นว่าอะไรเข้าข่ายทำถูก-ทำผิดตามกฎหมายนั้น “วิธีคิดของนักกฎหมายจะไม่คิดจากจุดเริ่มต้น..แต่คิดจากปลายทาง” หากเห็นว่าทำได้ก็ตาม แต่หากดูแล้วก้ำกึ่งก็อาจจะไม่ควรทำ เพราะกฎหมายมีเรื่องเชิงเทคนิคมากซึ่งอาจรู้ไม่เท่าทัน

“เราแค่จำไว้ว่าเรามีสิทธิ์ตรงนั้นจริงๆ แต่อย่าลืม..เว้นแต่..เว้นแต่นี่สำคัญมาก เว้นแต่ความมั่นคง เว้นแต่ความสงบเรียบร้อย ต้องดูอันนี้ก่อน แล้วถามตัวเองว่าสิ่งที่เราทำมันกระทบแบบนี้หรือเปล่า? เคยได้ยินคำที่ศาลพูดไหม? ใช้ตามหลักวิญญูชน ใครเคยได้ยินไหมวิญญูชน? คนทั่วไป! วิญญูชนหมายความว่าถ้าเรื่องแบบนี้คน 100 คนคิดเหมือนกัน แปลว่าอันนี้คือกระทบแล้ว คือวิธีการคิดง่ายๆ สมมุติเราไม่ใช่ศาล เราก็คงบอกไม่ได้ว่าท่านจะคิดใช้ดุลพินิจอย่างไร แต่วันที่ใช้ดุลพินิจให้คิดวิธีแบบนี้” ดร.ใยแก้วอธิบาย

ประเทศไทยกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมหรือเคลื่อนไหวทางสังคมหลายฉบับ เช่น “รัฐธรรมนูญ” อาทิ มาตรา 25 ว่าด้วยสิทธิในการทำสิ่งต่างๆ ตราบเท่าที่ไม่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และไม่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น, มาตรา 34 ว่าด้วยสิทธิในการแสดงความคิดเห็น เว้นแต่เพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน, มาตรา 44 ว่าด้วยสิทธิในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ

“ประมวลกฎหมายอาญา” เช่น มาตรา 112หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์, มาตรา 116 แสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะที่จะทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐในเชิงยุยงปลุกปั่น,มาตรา 215 มั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป แสดงพฤติกรรมที่ทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง, มาตรา 216 เมื่อเจ้าพนักงานสั่งผู้ที่มั่วสุมที่กระทำความผิดตามมาตรา 215 ให้เลิกกระทำแต่ไม่เลิก, มาตรา 385 กระทำการกีดขวางทางสาธารณะจนอาจเป็นอุปสรรคต่อความปลอดภัยหรือ ความสะดวกในการจราจร โดยวาง หรือทอดทิ้งสิ่งของ นอกจากข้างต้นแล้ว ประมวลกฎหมายอาญา ยังมีในส่วนดูหมิ่นเจ้าพนักงาน (มาตรา 136) ดูหมิ่นศาล (มาตรา 198)หมิ่นประมาท (มาตรา 326) หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา (มาตรา 328) ไปจนถึงกฎหมายอื่นๆ เช่น พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ไปจนถึงกฎหมายพิเศษ อย่างในสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ที่มีการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ.โรคติดต่อ ออกประกาศข้อจำกัดต่างๆ

ขณะที่ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือกฎหมาย PDPA แบ่งความรับผิดไว้ 2 ระดับ โดย มาตรา 4 ระบุว่าไม่ใช้บังคับกับหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ หรือสื่อมวลชนที่กระทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ และไม่ผิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ซึ่งสื่อมวลชนในที่นี้หมายถึงสื่อที่เป็นองค์กรวิชาชีพ ไม่ใช่บุคคลทั่วไปที่กระทำการในลักษณะเป็นผู้เผยแพร่สื่อ ส่วนบุคคลทั่วไปนั้น ให้ระวังการกระทำที่เข้าข่ายการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ในทางที่ทำให้ผู้อื่นเกิดความเสียหาย เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย (มาตรา 79) และการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปเปิดเผยแก่ผู้อื่นเพื่อหารายได้ (มาตรา 80)

อนึ่ง ดร.ใยแก้ว ยังฝากเตือนความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 ว่าอยากให้ระมัดระวังการแสดงความคิดเห็นในสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) เพราะเมื่อมีการฟ้องร้องเกิดขึ้น จะมีความผิดทั้งคนโพสต์ แชร์ รวมถึงคนที่ไปร่วมคอมเมนต์ด้วย หากผู้ฟ้องเห็นว่าเข้าข่ายทำให้ตนเองเสียชื่อเสียงและถูกดูหมิ่นเกลียดชัง โดยผู้ที่ต้องการฟ้องสามารถทำได้โดยแคปภาพข้อความที่เป็นปัญหาเก็บไว้เป็นหลักฐาน จากนั้นจะมี 2 ช่องทางในการดำเนินคดี คือ 1.แต่งตั้งทนายฟ้องศาลเอง กับ 2.แจ้งความกับตำรวจ ณ ท้องที่ที่ทราบเรื่อง

“อยากจะบอกว่าถ้าเรารู้สึกว่าที่เราเขียน แล้วคู่กรณีเขามาแล้วเราทำให้เกิดความเกลียดชังหรือเขาเสื่อมเสียจริงๆ ยอมไปเถอะ เราก็อาจจะดีกว่า เพราะอันนี้มันเป็นโทษทางอาญา มันไม่คุ้ม เพราะถ้าสมมุติเราไม่ยอม เราดื้อแพ่งไป เราอาจจะถูกจำคุก ซึ่งประวัติมันก็ไม่ดี อันนี้ก็เลยอยากจะบอกฝากว่าเกลียดใครก็เก็บไว้ในใจหรือมาฝากข้างนอก ก็ไม่ต้องไปโพสต์ในเฟซบุ๊ค คือถ้าโพสต์ในเฟซบุ๊ค ชีวิตเราวันนี้มันอาจจะฆ่าชีวิตเราในอนาคต เรียนมาตั้งเยอะ เราเรียนหนังสือมาตั้งสูง มันอาจจะตกม้าตายเพราะแค่เรื่อง
วันนี้ที่เราโกรธนิดเดียว” ดร.ใยแก้ว กล่าว

ด้าน พิมพ์ประไพ จิตหาญ นักวิจัย สำนักบริหารงานวิจัยและนวัตกรรมพระจอมเกล้าลาดกระบัง (KRiS) เปิดเผยผลสำรวจ “ทัศนคติและพฤติกรรมในการเคลื่อนไหวทางสังคมในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2565” มีกลุ่มตัวอย่าง 2,000 คน แบ่งเป็น 4 ภาค ภาคละ 500 คน ครอบคลุมช่วงวัยตั้งแต่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาไปจนถึงผู้สูงอายุ ซึ่งพบข้อน่าสนใจ อาทิ 1.ยิ่งอายุมากกลับยิ่งไม่ค่อยออกมาร่วมเคลื่อนไหวทางสังคม โดยกลุ่มตัวอย่างวัยมัธยม-มหาวิทยาลัย ตอบว่าเคยร่วมการเคลื่อนไหวทางสังคมมากกว่าไม่เคยเข้าร่วม ซึ่งตรงข้ามกับผู้สูงอายุ

2.ผู้สูงอายุสนใจเคลื่อนไหวทางสังคมบนพื้นที่ออนไลน์ค่อนข้างน้อย แม้กลุ่มตัวอย่างในภาพรวมตอบเลือกการเคลื่อนไหวบนพื้นที่ออนไลน์มาเป็นอันดับ 2 ก็ตาม (อันดับ 1 คือไม่แสดงความคิดเห็น/ไม่ตอบคำถามนี้) อย่างไรก็ตาม ผู้สูงอายุที่เป็นกลุ่มตัวอย่างในการสำรวจครั้งนี้ มองว่าในอนาคตตนเองอาจแสดงออกทางออนไลน์มากขึ้นกว่าปัจจุบันก็เป็นได้ 3.ครอบครัวมีผลกับการเคลื่อนไหวของเด็ก (วัยมัธยม) และผู้สูงอายุ ในขณะที่วัยทำงานมีแนวโน้มเคลื่อนไหวโดยไม่ได้รับอิทธิพลจากคนรอบข้าง ซึ่งก็เข้าใจได้เพราะเด็กวัยมัธยมและผู้สูงอายุเป็นวัยพึ่งพิง

“ปัจจัยด้านคุณภาพชีวิตเป็นสิ่งที่ทุกระดับพูดเหมือนกันหมดมาว่าเขาสนใจติดตามเรื่องนี้ ตรงนี้เราอาจจะต้องประเมินกันว่าทุกวันนี้ระดับคุณภาพชีวิตของเราเป็นอย่างไร เราสนใจกันมากกว่าปัจจัยทางการเมืองด้วยซ้ำ เศรษฐกิจเป็นปัจจัยที่รองลงมาที่ทำให้คนสนใจเรื่องของ Social Movement แต่ว่าก็มีสิ่งที่เรียกว่าน่าสนใจ สำหรับสิ่งที่ต้องพิจารณาว่าเรื่องของสิทธิและเสรีภาพ เยาวชนสนใจมากแต่พอมาดูฝั่งผู้สูงอายุสนใจน้อยมากรวมถึงขั้นไม่สนใจเลย เพราะฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจว่าจะมีกระแสการขัดแย้งระหว่าง 2 ช่วงอายุนี้อยู่ตลอดเวลา” พิมพ์ประไพ ระบุ

เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์! ‘พล.ต.อ.วิระชัย’บวชทดแทนคุณพ่อแม่ ได้ฉายา’เมตตาธีโร’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/683931

เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์! 'พล.ต.อ.วิระชัย'บวชทดแทนคุณพ่อแม่ ได้ฉายา'เมตตาธีโร'

เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์! ‘พล.ต.อ.วิระชัย’บวชทดแทนคุณพ่อแม่ ได้ฉายา’เมตตาธีโร’

วันอาทิตย์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 18.47 น.

เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์! “พล.ต.อ.วิระชัย”บวชหลังเกษียณ ทดแทนคุณพ่อแม่ ได้ฉายา”เมตตาธีโร”

เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 2 ตุลาคม 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.ดร.วิระชัย ทรงเมตตา อดีตรอง ผบ.ตร.หลังเกษียนราชการ 2 วัน ได้เข้าอุปสมบทอย่างเรียบง่าย ณ พระอุโบสถวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร หรือวัดโพธิ์ ท่าเตียน ได้ ฉายาทางธรรมว่า “เมตตาธีโร” (ผู้มีเมตตาธรรม) โดยมี เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรรมการมหาเถรสมาคม เป็นพระอุปัชฌาย์ ซึ่งบรรยากาศภายในงานก็มีเพื่อนๆ และคนสนิท คนในครอบครัวได้เดินทางมาร่วมอนุโมทนาบุญใดครั้งนี้เป็นจำนวนมาก

หลังจากอุปสมบทเสร็จ หลวงพี่วิระชัย ได้กล่าวว่า “การบวชในครั้งนี้มีความประสงค์และตั้งใจจริงที่จะเข้าอุปสมบทเพื่อทดแทนบุญคุณบิดามารดา และครูบาอาจารย์ รวมถึงผู้มีพระคุณต่อผมทุกท่าน ก็จะบวชไปเลื่อยๆ ก่อน ยังไม่มีกำหนดสึก และในโอกาสนี้ขออโหสิกรรมต่อทุกท่าน ด้วยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่ข้าพเจ้าเคยประมาทพลาดพลั้งล่วงเกินต่อท่านใด ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม ขอทุกท่านโปรดจงอโหสิกรรมแก่ข้าพเจ้า และขอให้ทุกท่าน จงร่วมกันอนุโมทนาบุญกับการบวชในครั้งนี้ของข้าพเจ้าด้วยเถิด”

– 006

‘ม.เกริก’จัดเวทีเสวนานักวิชาการรุ่นเยาว์ด้านการศึกษาภาษาจีนนานาชาติในประเทศไทย ครั้งที่ 1

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/683893

'ม.เกริก'จัดเวทีเสวนานักวิชาการรุ่นเยาว์ด้านการศึกษาภาษาจีนนานาชาติในประเทศไทย ครั้งที่ 1

‘ม.เกริก’จัดเวทีเสวนานักวิชาการรุ่นเยาว์ด้านการศึกษาภาษาจีนนานาชาติในประเทศไทย ครั้งที่ 1

วันอาทิตย์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 16.37 น.

ม.เกริก จัดเวทีเสวนานักวิชาการรุ่นเยาว์ด้านการศึกษาภาษาจีนนานาชาติในประเทศไทย ครั้งที่ 1 ประจำปี 256

(วันที่ 30 กันยายน 2565) ดร.พัชรินรุจา จันทโรนานนท์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรม ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดงานในการจัดเวทีเสวนานักวิชาการรุ่นเยาว์ด้านการศึกษาภาษาจีนนานาชาติในประเทศไทย ครั้งที่ 1 ประจำปี 2565 ภายใต้หัวข้อ “อนาคตของการศึกษาภาษาจีนนานาชาติในอาเซียน” โดยมี ศ.ดร.นพ.กระแส  ชนะวงศ์  อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกริก ให้เกียรติกล่าวต้อนรับ พร้อมทั้ง รศ.สุพัฒน์ ธีรเวชเจริญชัย รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ พร้อมคณะผู้บริหารและคณาจารย์ร่วมให้การต้อนรับ ณ ศูนย์ประชุมวิชาการนานาชาติมหาวิทยาลัยเกริก ศูนย์วิจัยการศึกษานานาชาติจีน-อาเซียน มหาวิทยาลัยเกริก โดยเวทีเสนาครั้งนี้จัดในรูปแบบออนไซต์และออนไลน์ ณ ศูนย์ประชุมวิชาการนานาชาติมหาวิทยาลัยเกริก

ดร.พัชรินรุจา จันทโรนานนท์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรม ได้ร่วมแสดงความยินดี พร้อมทั้งกล่าวว่า สึกยินดีความยินดีในความสำเร็จของ ศูนย์วิจัยการศึกษานานาชาติจีน-อาเซียนมหาวิทยาลัยเกริก รวมถึงการจัดเวทีเสวนาในครั้งนี้ เพราะที่จริงแล้วการศึกษาภาษาจีนนานาชาติเป็นที่สนใจของภาครัฐและภาคสังคม ทั้งของประเทศไทยและในประเทศกลุ่มอาเซียนอยู่แล้ว รัฐบาลเองก็ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการศึกษาภาษาจีนและการผลิตผู้มีความสามารถด้านภาษาจีนในประเทศไทย จึงได้กำหนดนโยบายและมาตรการต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการศึกษาภาษาจีนในประเทศไทย นับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งเป็นทั้งวิกฤติและโอกาสที่เป็นความท้าทายใหม่ ๆ ให้ได้เผชิญ โดยเฉพาะในด้านครูผู้สอน

ตรงนี้จะเห็นได้ว่า มหาวิทยาลัยเกริก มีความพร้อมและมีข้อได้เปรียบด้านทรัพยากรด้านการศึกษาภาษาจีนเป็นอย่างมาก เพราะมีต้นทุนบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะทาง เพื่อการถ่ายทอด ฝึกอบรม จนสามารถผลิตบุคลากรให้มีความสามารถได้เป็นอย่างดี รวมถึงการจัดเวทีเสวนาในครั้งนี้ก็นับว่าเป็นประโยชน์อย่างมากในการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวิชาการและการฝึกอบรมเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรด้านภาษาจีนในประเทศไทยให้มีคุณภาพยิ่งๆขึ้นไป อีกทั้งจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมเป็นอย่างมาก ในการการเสริมสร้างประสบการณ์ให้กับเยาวชน และสามารถต่อยอด หรือ อัพเดตความรู้ให้เยาวชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ  และเชื่อว่าการศึกษาภาษาจีนในประเทศไทยจะเดินหน้าพัฒนาไปข้างหน้าต่อไปได้อีกอย่างแน่นอน

ศ.ดร.นพ.กระแส ชนะวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกริก กล่าวว่า เวทีเสวนานักวิชาการรุ่นเยาว์ฯ ครั้งนี้ ภายใต้หัวข้อ “อนาคตของการศึกษาภาษาจีนนานาชาติในอาเซียน” นอกจากวิทยาลัยนานาชาติภาษาและวัฒนธรรมจีน มหาวิทยาลัยเกริก (มหาวิทยาลัยเกริกและมหาวิทยาลัยภาษาและวัฒนธรรมปักกิ่งร่วมกันก่อตั้ง)ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มการจัดงานแล้วยังได้รับความความร่วมมือจากหลายองค์กร หลายสถาบัน ได้แก่ มหาวิทยาลัยเซี่ยเหมิน มหาวิทยาลัยครุศาสตร์แห่งภาคตะวันออก มหาวิทยาลัยครุศาสตร์เสิ่นหยาง สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยภาษาและวัฒนธรรมปักกิ่ง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยราชภัฏนครพนม และสถาบันขงจื่อแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ซึ่งทางมหาวิทยาลัยเกริกได้เล็งเห็นความสำคัญของการศึกษาภาษาจีน ไม่ว่าจะด้านการพัฒนาหลักสูตร การอบรมผู้มีความรู้ความสามารถ ตลอดจนการแลกเปลี่ยนทางการศึกษาระหว่างไทย-จีน มั่นใจอย่างมากว่าเวทีเสวนานี้จะสามารถส่งเสริมการพัฒนาการศึกษาภาษาจีนในประเทศไทย รวมไปถึงความร่วมมือระหว่างไทย-จีนในด้านการศึกษาและการพัฒนาบุคลากรเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกำลังในการพัฒนาประเทศในอนาคตได้อย่างแน่นอน

ด้าน ดร.หลัว หย่ง คณบดีวิทยาลัยนานาชาติภาษาและวัฒนธรรมจีน มหาวิทยาลัยเกริก กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอขอบคุณนักวิชาการตลอดจนแขกผู้เกียรติที่มาร่วมงาน ทำให้เวทีเสวนาในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี โดยเวทีเสวนาครั้งนี้แม้จัดเป็นครั้งแรก แต่ก็ได้รับความร่วมมือจากการนักวิชาในการนำเสนอบทความจากสถาบันอุดมศึกษาทั่วโลก รวม 38แห่ง และ นักวิชาการจำนวนถึง 85 ท่าน อาทิ จากประเทศจีน สิงคโปร์ เวียดนาม แอลจีเรีย ฯลฯ ตลอดจนผู้เข้าร่วมงานเวทีเสวนาในรูปแบบออนไลน์ 400 กว่าคน โดยบทความนำเสนอที่ดีเยี่ยมจะได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือรวมบทความ นับเป็นเวทีเริ่มต้นเพื่อให้นักวิชาการรุ่นเยาว์ด้านการศึกษาภาษาจีนนานาชาติได้มาแลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกัน และต่อจากนี้จะมีการจัดขึ้นในทุกๆปี ปีละครั้ง ว่าจะมีความร่วมมือกันในการสนับสนุนการศึกษาภาษาจีนนานาชาติในประเทศไทย

คุณคิดอย่างไร!เปิดมุมมอง ปชช. ‘เห็นด้วย’หรือไม่ ‘กยศ.’ไม่มีดอกเบี้ย-ยกเลิกหนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/683823

คุณคิดอย่างไร!เปิดมุมมอง ปชช. ‘เห็นด้วย’หรือไม่ ‘กยศ.’ไม่มีดอกเบี้ย-ยกเลิกหนี้

คุณคิดอย่างไร!เปิดมุมมอง ปชช. ‘เห็นด้วย’หรือไม่ ‘กยศ.’ไม่มีดอกเบี้ย-ยกเลิกหนี้

วันอาทิตย์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 07.15 น.

‘นิด้าโพล’ เปิดมุมมองประชาชน ‘เห็นด้วย-ไม่เห็นด้วย’ กยศ.‘ไม่มีดอกเบี้ย ไม่มีเบี้ยปรับ ยกเลิกหนี้’

2 ตุลาคม 2565 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “หนี้ กยศ. ไม่มีดอกเบี้ย ไม่มีเบี้ยปรับ หรือ ยกเลิกหนี้” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 26-29 กันยายน 2565 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,312 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับหนี้ กยศ. ไม่มีดอกเบี้ย ไม่มีเบี้ยปรับ หรือยกเลิกหนี้ การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่าง ด้วยวิธีแบบง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อมติของสภาผู้แทนราษฎร ในการยกเลิกเก็บดอกเบี้ยผู้กู้ยืมเงินจากกองทุนเงิน ให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 55.18 ระบุว่า เห็นด้วยมาก เพราะ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ที่กู้ยืมเงินจาก กยศ. เป็นการช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้น้อย ขณะที่บางส่วนระบุว่า เป็นการช่วยลดภาระสำหรับผู้ที่ตกงานหรือว่างงาน รองลงมา ร้อยละ 18.22 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย เพราะ เป็นการให้โอกาสกับผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ให้สามารถเข้าถึงการศึกษา และการกู้ยืมเงินจาก กยศ. ไม่ควรมีการเก็บดอกเบี้ย

ร้อยละ 17.61 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย เพราะ เป็นการทำให้เด็กรุ่นใหม่ขาดวินัยทางการเงิน ขาดความรับผิดชอบ และไม่เป็นธรรมสำหรับผู้ที่ได้ชำระหนี้หมดแล้ว ขณะที่บางส่วนระบุว่า การยกเลิกเก็บดอกเบี้ยอาจทำให้ กยศ. ขาดสภาพคล่องทางการเงิน และร้อยละ 8.99 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะ เป็นการเอาเปรียบผู้ที่จ่ายเงินพร้อมดอกเบี้ยครบแล้ว และผู้กู้ยืมเงินต้องมีความรับผิดชอบกับหนี้ที่ตนเองก่อขึ้น

ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อมติของสภาผู้แทนราษฎร ในการยกเลิกการคิดเบี้ยปรับผิดนัดชำระหนี้ของผู้กู้ยืมเงินจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 42.76 ระบุว่า เห็นด้วยมาก เพราะ เป็นการช่วยลดภาระด้านค่าใช้จ่ายให้กับผู้ที่กู้ยืมเงิน จาก กยศ. เป็นการช่วยเหลือผู้กู้ยืมเงินที่กำลังว่างงาน หรือมีรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย รองลงมา ร้อยละ 23.32 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย เพราะ ควรทำตามเงื่อนไขที่ได้ระบุไว้ในสัญญา ทำให้ผู้กู้ยืมเงินขาดวินัยในการชำระหนี้

ร้อยละ 19.06 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย เพราะ เป็นการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่หมุนเงินไม่ทัน ขณะที่บางส่วนระบุว่า การคิดดอกเบี้ยปรับผิดนัดชำระหนี้เป็นการซ้ำเติมผู้กู้ที่มีรายได้น้อย , ร้อยละ 14.48 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะ ผู้กู้ยืมเงินควรมีความรับผิดชอบ ควรปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ระบุไว้สัญญาการกู้ยืมเงิน ขณะที่บางส่วนระบุว่า ไม่เป็นธรรมกับผู้กู้ยืมเงินที่ชำระหนี้ตรงตามกำหนด และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ส่วนความคิดเห็นของประชาชนต่อข้อเรียกร้องให้ล้างหนี้ (ยกเลิกหนี้) ของผู้กู้ยืมเงินจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 59.91 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย เพราะ เป็นการส่งเสริมให้ประชาชนขาดความรับผิดชอบ อาจทำให้เกิดปัญหาและความวุ่นวาย เช่น ผู้กู้ยืมเงินที่ชำระหนี้ครบแล้วจะได้รับเงินคืนหรือไม่ รองลงมา ร้อยละ 16.62 ระบุว่า เห็นด้วยมาก เพราะ ต้องการให้การศึกษาเป็นสิ่งที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เป็นการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้ผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ขณะที่บางส่วนระบุว่า เศรษฐกิจ ไม่ดีถึงไม่ยกเลิกหนี้ให้ก็ไม่สามารถชำระหนี้ได้อยู่ดี

ร้อยละ 14.48 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะ ในช่วงที่ผ่านมา กยศ. มีการออกมาตรการ ต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือผู้กู้ยืมเงินอย่างต่อเนื่อง เช่น การลดดอกเบี้ยเงินกู้ยืม การลดเบี้ยปรับ เป็นต้น ขณะที่บางส่วนระบุว่า ผู้กู้ยืมเงิน ควรทำตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ , ร้อยละ 8.08 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย เพราะ เป็นการช่วยเหลือด้านการศึกษา และเป็นการช่วยเหลือผู้กู้ยืมเงิน ที่มีรายได้น้อย และร้อยละ 0.91 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

สำหรับประโยชน์ของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ต่อการให้โอกาสทางการศึกษากับผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 84.53 ระบุว่า มีประโยชน์มาก รองลงมา ร้อยละ 13.72 ระบุว่า ค่อนข้างมีประโยชน์ , ร้อยละ 0.76 ระบุว่า ไม่ค่อยมีประโยชน์ , ร้อยละ 0.69 ระบุว่า ไม่มีประโยชน์เลย และร้อยละ 0.30 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความเกี่ยวข้องกับกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ของประชาชน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 61.28 ระบุว่า ไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับ กยศ. รองลงมา ร้อยละ 21.95 ระบุว่า มีลูก/หลานในการปกครอง ที่เป็นผู้กู้ยืมเงินจาก กยศ. , ร้อยละ 9.83 ระบุว่า เป็นผู้กู้ยืมเงินจาก กยศ. ที่ยังชำระคืนไม่หมด , ร้อยละ 4.88 ระบุว่า เป็นผู้กู้ยืมเงินจาก กยศ. ที่ชำระคืนหมดแล้ว , ร้อยละ 1.75 ระบุว่า เป็นผู้กู้ยืมเงินจาก กยศ. ที่กำลังศึกษาอยู่ , ร้อยละ 0.23 ระบุว่า เป็นผู้กู้ยืมเงินจาก กยศ. ที่อยู่ระหว่างการเจรจาแก้หนี้ และร้อยละ 0.08 ระบุว่า เป็นผู้กู้ยืมเงิน จาก กยศ. ที่อยู่ระหว่างการถูกฟ้องร้องจาก กยศ.

อว.เดินหน้าลดก๊าซเรือนกระจก นำร่อง‘สระบุรีแซนด์บ็อกซ์-แม่เมาะโมเดล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/683638

อว.เดินหน้าลดก๊าซเรือนกระจก นำร่อง‘สระบุรีแซนด์บ็อกซ์-แม่เมาะโมเดล’

อว.เดินหน้าลดก๊าซเรือนกระจก นำร่อง‘สระบุรีแซนด์บ็อกซ์-แม่เมาะโมเดล’

วันศุกร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2565, 18.50 น.

อว.เดินหน้าลดก๊าซเรือนกระจก นำร่อง‘สระบุรีแซนด์บ็อกซ์-แม่เมาะโมเดล’

30 กันยายน 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 28 กันยายน ที่ผ่านมา สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) จัดประชุมคณะกรรมการอํานวยการ สอวช. ครั้งที่ 5/2565 ณ ห้องประชุมชั้น 4 อาคารพระจอมเกล้า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และผ่านระบบออนไลน์ โดยมี ศาสตราจารยพิเศษ ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานการประชุม

การประชุมครั้งนี้ ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สอวช. ได้นำเสนอ กลไกเชิงยุทธศาสตร์ อววน. เพื่อบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Greenhouse Gas Net Zero) รวมถึงการขับเคลื่อนนวัตกรรมและกําลังคนเพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ และกรอบทิศทางการดำเนินงาน 5 ปี ของ สอวช.

สำหรับกลไกเชิงยุทธศาสตร์ อววน. เพื่อบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน และก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ตามที่ประเทศไทยโดยนายกรัฐมนตรี ได้ร่วมกล่าวถ้อยแถลงเพื่อแสดงเจตนารมณ์ว่า ประเทศไทยจะยกระดับการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศอย่างเต็มที่และด้วยทุกวิถีทาง เพื่อให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี 2050 และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2065 สอวช. ได้วางแนวทางข้อริเริ่มในการทำงานเชิงพื้นที่ร่วมกับภาคอุตสาหกรรม ได้แก่ พื้นที่จังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นแหล่งอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยทำเป็นสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ ร่วมกับภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร และชุมชน ให้เป็นจังหวัดต้นแบบที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ และพื้นที่เขตอำเภอแม่เมาะ เป็นแม่เมาะโมเดล สร้างระบบเมืองน่าอยู่เชิงนิเวศน์ เพื่อลดปัญหาหมอกควันไฟป่า และสนับสนุนการทำงานของวิสาหกิจชุมชน

ดร.เอนก กล่าวว่า โครงการดังกล่าวจะช่วยเสริมให้เห็นภาพการดำเนินงานที่เกี่ยวโยงกับบีซีจีโมเดลได้ชัดเจนและสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ประเทศไทยจะต้องมียุทธศาสตร์ของเราเองให้มากขึ้น ต้องมองหาแนวทางอะไรที่เป็นแผนเร่งรัด (Quick Win) เป็นหมัดหนักๆ ที่จะทะลุทะลวงไปสู่เป้าหมายได้ โดยมองถึงแนวทางการจัดตั้งมหาวิทยาลัยของบริษัทหรือองค์กร (Corporate University) ที่เน้นทำในเรื่องเศรษฐกิจหมนุเวียนและเศรษฐกิจสีเขียว หาแนวทางความร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อเสริมพลังในการขับเคลื่อน อีกทั้งยังต้องวิเคราะห์ถึงแนวทางการทำงานร่วมกับเครือข่ายในต่างประเทศ ควรต้องร่วมมือกับประเทศใด ไม่ว่าจะเป็นประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย ในเอเชียอย่าง ญี่ปุ่น เกาหลี จีน หรือประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว พม่า กัมพูชา ต้องคำนึงถึงโอกาสในการทำงานร่วมกันกับประเทศเหล่านี้เพื่อให้เกิดเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ขึ้นในการดำเนินงาน

ดร.เอนก ยังได้กล่าวเสริมว่า สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และ สอวช. เป็นสองหน่วยงานหลักที่มีทั้งความรู้ ประสบการณ์ เครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ และงบประมาณ ต้องทำงานเคียงคู่กันไปและเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับรัฐมนตรี เพื่อให้งานเดินหน้าได้เร็วขึ้น และยังให้ข้อเสนอให้มหาวิทยาลัยจัดตั้งเป็นกลุ่มเครือข่าย (Consortium) ในเรื่องความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือในด้านบีซีจี โดยทำงานร่วมกับ สกสว. หรือหน่วยบริหารและจัดการทุน (PMUs) ที่จะมีบทบาทเข้ามาช่วยกำหนดทิศทางการทำงาน หรือสรรหาคนมาทำงานร่วมกัน ซึ่งมหาวิทยาลัยอาจปรับรูปแบบให้มีการสอนน้อยลง แต่เพิ่มการทำวิจัยที่มีเป้าหมายชัดเจนลงไปมากขึ้น รวมถึงการมองแนวทางดึงนักศึกษาจากประเทศกัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม (CLMV) เข้ามาศึกษาในประเทศไทย มีกลไกต่างๆ เข้ามารองรับ และดึงภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องโดยตรงเข้ามาด้วย

นอกจากนี้ สอวช. ยังได้นำเสนอการขับเคลื่อนนวัตกรรมและกําลังคนเพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ โดยระบุว่า หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) และ สอวช. ได้มุ่งสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ และวางแผนเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมและกำลังคนในการรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ในรูปแบบของการตอบโจทย์ความต้องการจริง (demand-driven) ในด้านที่มีศักยภาพ ประกอบด้วย ภาพยนตร์และวิดีทัศน์ ผ้าไทยและการออกแบบ แฟชั่น และการอนุรักษ์และขับเคลื่อน เทศกาล ประเพณีสู่ระดับโลก ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่านี้มีโอกาสในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยแต่ยังขาดกำลังคน นวัตกรรม และระบบนิเวศเพื่อยกระดับอุตสาหกรรม

“โลกปัจจุบัน ทุกคนสามารถเป็นสื่อมวลชน สามารถนำเสนอ แสดงความคิดเห็นได้อย่างกว้างขวาง อาจขาดการกลั่นกรอง ทำให้สารที่ส่งออกไปมีความหลากหลาย ถ้าเป็นการสื่อสารที่ดีก็จะพาสังคมไปสู่สังคมที่ดี แต่ถ้าไม่ดีก็จะนำไปสู่สังคมที่อ่อนแอลง สอวช. จึงควรจะจัดเวทีพูดคุยกันในแวดวงผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการผลิตสื่อสร้างสรรค์ขึ้นมา เราจำเป็นต้องทำเป็นเชิงก้าวหน้าเพราะสังคมเปลี่ยนไปเร็วมาก ต้องทำให้เกิดเป็นสังคมสร้างสรรค์ให้ได้ ภายใน 3 ปี ผ่านทางการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยมี บพค. คอยให้คำแนะนำ และให้มหาวิทยาลัยเป็นผู้ริเริ่มทำ เพื่อให้เกิดเป็นแนวทางสร้างจิตใจที่ดี (Good Mind), ชุมชนที่ดี (Good Community) และสังคมที่ดี (Good Society)” ดร.เอนก กล่าว

ดร.กิติพงค์ ยังได้นำเสนอ กรอบทิศทางการดำเนินงาน 5 ปี ของ สอวช. โดยระบุว่า สอวช. มุ่งให้เกิดการใช้ประโยชน์จากการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) มาเสริมและเร่งให้ไทยเปลี่ยนผ่านไปสู่ประเทศพัฒนาแล้วได้สำเร็จ โดยได้กำหนดกรอบแนวทางการดำเนินงาน ที่จะขับเคลื่อนภายในปี 2570 ในมิติที่สำคัญ 5 เรื่อง ได้แก่ 1. การผลักดันให้ประเทศหลุดจากกับดักรายได้ปานกลาง ผ่านการสร้างผู้ประกอบการฐาน นวัตกรรม 1,000 ล้านบาทให้ได้1,000 บริษัท โดยใช้องค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อปลดล็อค ศักยภาพความเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรมของคนในพื้นที่ ควบคู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและ อุตสาหกรรม 2. การขยับสถานะทางสังคมของคนในกลุ่มฐานราก (Social Mobility) 1 ล้านคน ผ่านการใช้กลไก อววน. ช่วยยกระดับรายได้ให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พัฒนาผู้ประกอบการฐานราก สร้างหลักประกันโอกาส การเข้าถึงการศึกษาสร้างและยกระดับผู้ประกอบการชุมชน และเกษตรอัจฉริยะ ในห่วงโซ่อุปทาน 3. การมีฐานกำลังคนสมรรถนะสูงเพียงพอรองรับการพัฒนาในอนาคต 20,000 คน/ปี เพื่อดึงดูด และรักษาการลงทุนในประเทศ และพัฒนาการเรียนรู้สำหรับคนทุกช่วงวัย (Lifelong Learning) ตอบโจทย์ โลกอนาคตและตรงตามความต้องการของอุตสาหกรรม (Industrial need) 4. การพัฒนาที่ยั่งยืน เร่งสร้างนวัตกรรมเพื่อการปล่อยก๊าฐเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ผ่านรูปแบบของกลุ่มเครือข่ายด้านอุตสาหกรรมและการศึกษา (Industrial and Academic Consortium) รวมถึงการพัฒนาแผนที่นำทางการสร้างนวัตกรรมที่ช่วยลดการ ปล่อยคาร์บอนที่ดีที่สุดมาใช้ในประเทศไทย (Innovation Roadmap for Decarbonization) ปี 2570 เพื่อให้ บริษัทส่งออกร้อยละ 50 มีแผนบรรลุคาร์บอนสุทธิศูนย์ภายใน ค.ศ. 2065 และ 5. การปฏิรูประบบ อววน. ที่เน้นการปรับปรุงเชิงโครงสร้าง องค์กร ระบบงบประมาณภาครัฐ ระบบข้อมูล และการวิเคราะห์และประเมินผลนโยบาย อววน. เพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพการบริหารจัดการ

-005

‘มฟล.’ เปิดนิทรรศการยุคมนุษย์สมัย พลิกพื้นคืนสมดุลปั้นศิลปินรุ่นใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/683618

'มฟล.' เปิดนิทรรศการยุคมนุษย์สมัย พลิกพื้นคืนสมดุลปั้นศิลปินรุ่นใหม่

‘มฟล.’ เปิดนิทรรศการยุคมนุษย์สมัย พลิกพื้นคืนสมดุลปั้นศิลปินรุ่นใหม่

วันศุกร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2565, 18.16 น.

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) เปิดนิทรรศการยุคมนุษย์สมัย พลิกพื้นคืนสมดุลปั้นศิลปินรุ่นใหม่

วันที่ 30 ก.ย.65 ที่พิพิธภัณฑ์อารยธรรมลุ่มน้ำโขง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงจังหวัดเชียงราย นายภาสกร บุญลักษม์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วย รศ.ดร.ชยาพร วัฒนศิริอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ดร.กมล ทัศนาญวลี ศิลปินแห่งชาติ และนางสาวสุวิมล วิมลกาญจนาผู้อำนวยการศูนย์หอศิลป์ สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ร่วมงานนิทรรศการ Re-Anthropocene ยุคมนุษย์สมัย พลิกฟื้น คืนสมดุล ซึ่งทางสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรงวัฒนธรรมร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงจัดให้มีขึ้น เพื่อพัฒนาศักยภาพศิลปินรุ่นใหม่ประจำปี 2565 โดยมีศิลปินที่มีชื่อเสียงของ จ.เชียงราย และศิลปินรุ่นใหม่เข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

โดย รศ.ดร.ชยาพร กล่าวว่า ภายในนิทรรศการ Re-Anthropocene ยุคมนุษย์สมัย พลิกฟื้น คืนสมดุล ได้มีการรวบรวมเอาศิลปะของศิลปินรุ่นใหม่จากทั่วประเทศ ซึ่งได้ส่งผลงานเข้าประกวด โดยตัดให้เหลือผู้ผ่านเข้ารอบจำนวน 35 คน ซึ่งที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) มีการจัดค่ายศิลปะด้านดนตรีการแสดงและวัฒนธรรมพื้นบ้านมาโดยตลอด ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้จัดค่ายเพื่อพัฒนาศิลปินรุ่นใหม่ทางด้านทัศนศิลป์ โดยมีศิลปินแห่งชาติจำนวน 3 ท่าน ได้มาร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และปรเมินคุณค่าผลงาน มีการผลงานด้านศิลปะมาจัดแสดง ของผู้ผ่านเข้ารอบทั้งหมด ตลอดจนผลงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศรองอันอันที่ 1 อับอันดับที่ 2 และรางวัลชมเชยด้วย โดยผู้ที่สนใจจะสามารถเข้าเยี่ยมชมได้ไปจนถึงวันที่ 8 ตุลาคม 2565

ด้านนายภาสกร กล่าวว่า โครงการออกค่ายและนิทรรศการครั้งนี้ถือเป็นโครงการที่ดี เพราะเชียงรายขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองศิลปะ ซึ่งมีศิลปินอยู่ในจังหวัดถึงกว่า 300 คน และมีศิลปินแห่งชาติถึง 2 คนคืออาจารย์ถวัลย์ ดัชนี และอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ โครงการที่จัดขึ้นนอกจากจะเป็นพัฒนาศิลปินรุ่นใหม่ให้มีฝีมือก้าวหน้าและมีเวทีแสดงออกผลงานด้านศิลปะแล้ว ยังเป็นกิจกรรมที่จะรองรับและการเตรียมความพร้อมเข้าสู่งาน“การแสดงศิลปกรรมร่วมสมัยนานาชาติ Thailand Biennale, Chiang Rai 2023 ซึ่งจังหวัดเชียงรายจะเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นในปี 2566 ที่จะถึงนี้อีกด้วย

ด้านนางสาวอรัญญา ยอดศรี นักศึกษามหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตสงขลา เจ้าของผลงานศิลปะชื่อร่องรอยเท้าพ่อ เทคนิคเย็บปักบนกระสอบป่าน หนึ่งในศิลปินรุ่นใหม่ที่เข้าร่วมโครงการฯและผลงานได้รางวัลชนะเลิศ กล่าวว่าตนเพิ่งเคยเข้าร่วมกิจกรรมค่ายศิลปินลักษณะนี้เป็นครั้งแรก โดยตนเป็นหลานเกษตรกร เห็นพ่อทำงานด้านเกษตรกรรมาด้วยความลำบาก จึงอยากถ่ายทอดความลำบากนั้นออกมาผ่านผลงานด้านศิลปะ จึงใช้ชื่อผลงานว่าร่องรอยเท่าพ่อ โดยนำกระสอบป่านมาเป็นงานศิลปะ สะท้อนรอยเท้าออกมาเป็นรอยหยักซึ่งแสดงให้เห็นถึงความลำบาก ซึ่งตนรูธ้สึกดีใจที่ได้เข้าร่วมโครงการเพระาเป็นโครงการที่ดีที่จะมีโอกาสพัฒนาฝีมือศิลปินรุ่นใหม่ให้เติบโตในวงการได้ ซึ่งอยากให้กิจกรรมและเวทีลักษณะต่อเนื่องและหลากหลายเพื่อศิลปินรุ่นใหม่จะได้มีการโอกาสเข้าถึงและแสดงผลงานด้านศิลปะของตนเอง – 003 

‘ปลัดศธ.’ประสานศึกษาธิการจังหวัด เปิดโรงเรียนให้ชาวบ้านพักชั่วคราวช่วงน้ำท่วม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/683509

'ปลัดศธ.'ประสานศึกษาธิการจังหวัด เปิดโรงเรียนให้ชาวบ้านพักชั่วคราวช่วงน้ำท่วม

‘ปลัดศธ.’ประสานศึกษาธิการจังหวัด เปิดโรงเรียนให้ชาวบ้านพักชั่วคราวช่วงน้ำท่วม

วันศุกร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2565, 14.25 น.

“ปลัดศธ.” ประสาน ศธจ.-โรงเรียน เปิดโรงเรียนให้ชาวบ้านเข้าพักอาศัยชั่วคราวบรรเทาความเดือดร้อน

30 กันยายน 2565 นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ตนได้สื่อสารไปยังศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ที่พายุดีเปรสชั่นโนรูเคลื่อนผ่านและได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขังในบางพื้นที่ เนื่องจากน้ำมาแรงและเร็วมาก ดังนั้น ในช่วงเวลาที่ชาวบ้านได้รับความยากลำบาก เพราะน้ำท่วมสูงมากไม่มีที่อยู่อาศัย จะเห็นได้ว่าเวลาน้ำท่วมบางพื้นที่จะมีชาวบ้านต้องอพยพไปอาศัยอยู่บนถนน จึงขอให้โรงเรียนที่นักเรียนสอบเสร็จแล้วและโรงเรียนพอมีที่ว่างเพียงพอขอให้เปิดพื้นที่โรงเรียนให้ชาวบ้านได้เข้าไปพักอาศัยเป็นการชั่วคราวเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านที่อยู่ไกล้เคียง คาดว่า ไม่เกินวันที่ 5 ต.ค.นี้ น้ำก็จะลดและกลับเข้าสู่สภาพปกติ ชาวบ้านก็จะกลับบ้านพักของตนเอง  -009

‘โนรู’ฟาด 374 โรงเรียน กระทบนักเรียน-บุคลากร 8,090 คน สพฐ.เตือนเฝ้าระวัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/683317

‘โนรู’ฟาด 374 โรงเรียน กระทบนักเรียน-บุคลากร 8,090 คน สพฐ.เตือนเฝ้าระวัง

‘โนรู’ฟาด 374 โรงเรียน กระทบนักเรียน-บุคลากร 8,090 คน สพฐ.เตือนเฝ้าระวัง

วันพฤหัสบดี ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2565, 16.55 น.

‘โนรู’ฟาด 374 โรงเรียน กระทบนักเรียน-บุคลากร 8,090 คน สพฐ.เตือนเฝ้าระวัง

29 กันยายน 2565 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ส่งหนังสือแจ้งเตือนสถานการณ์พายุ “โนรู” ถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศ สืบเนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยา ได้รายงานและแจ้งเตือนสถานการณ์สาธารณภัยในหลายพื้นที่ อาจสร้างความเสียหายต่อสถานศึกษา และเป็นอันตรายต่อนักเรียน ครู และบุคลากรในสังกัด

ทั้งนี้ สพฐ. มีความห่วงใยในสถานการณ์ดังกล่าว จึงขอให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำชับสถานศึกษาในสังกัด เฝ้าระวังและปฏิบัติตามคู่มือการดำเนินงานความปลอดภัยสถานศึกษาและแนวทางปฏิบัติ และมาตรการรักษาความปลอดภัยของสถานศึกษา ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2556 เพื่อความปลอดภัยของนักเรียน ครู และบุคลากร และป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินทางราชการ หากมีสถานศึกษาในสังกัดได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติดังกล่าว ให้ สพท. รายงานความเสียหายตามแบบรายงานสรุปข้อมูลความเสียหายที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย วาตภัย ดินถล่ม ให้เป็นปัจจุบันและทันต่อเหตุการณ์อยู่เสมอ

“สำหรับสถานการณ์ล่าสุดของสถานศึกษาและนักเรียนในสังกัด สพฐ. ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ข้อมูลล่าสุดวันนี้ (29 ก.ย.65) พบว่า มีจำนวน 120 เขตพื้นที่การศึกษา และ 374 โรงเรียน แบ่งเป็น สพป. 88 เขต จำนวน 285 โรงเรียน และ สพม. 32 เขต จำนวน 89 โรงเรียน รวมนักเรียน ครู และบุคลากร ที่ได้รับผลกระทบ ทั้งหมด 8,090 คน ในจำนวนนี้มีโรงเรียนที่ไม่สามารถเปิดเรียนได้ตามปกติ 4 โรงเรียน เป็นโรงเรียนในสังกัด สพป. 3 โรงเรียน และ สพม. 1 โรงเรียน” นายอัมพร กล่าว

จุฬาฯ ร่วม เอกชน เปิดหลักสูตรใหม่ เร่งผลิตนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/683052

จุฬาฯ ร่วม เอกชน เปิดหลักสูตรใหม่ เร่งผลิตนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล

จุฬาฯ ร่วม เอกชน เปิดหลักสูตรใหม่ เร่งผลิตนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล

วันพฤหัสบดี ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย xLab Digital บริษัทในกลุ่ม บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์จำกัด (มหาชน) และ iBOTNOI ร่วมมือผลิตหลักสูตร “The Data Master” หลักสูตรการเรียนการสอนที่เร่งผลิตและพัฒนานักวิทยาศาสตร์ข้อมูล หลักสูตรที่จัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ รวบรวมจุดแข็งในเชิงวิชาการของจุฬาฯ ผสานเข้ากับประสบการณ์จริงจากผู้เชี่ยวชาญในสาขาอาชีพจากทีม iBOTNOI ผนวกกับความเชี่ยวชาญภาคธุรกิจจาก xLab Digital

ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาฯ เปิดเผยว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยินดีสนับสนุนและพร้อมที่จะร่วมมือกับทั้งสองพันธมิตรในการเปิดหลักสูตร “The Data Master”

ครั้งนี้ ด้วยการทำงานภายใต้ CU NEX ซึ่งเป็นโครงการที่ตั้งใจผลักดันให้จุฬาฯ เป็น Digital University ที่มีเป้าชัดในการนำเทคโนโลยีมาใช้จริงให้เกิดประโยชน์กับนิสิตและบุคลากร และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการร่วมมือกับพันธมิตรในภาคเอกชนจะช่วยนำประสบการณ์จริงในโลกธุรกิจมาเชื่อมกับความรู้ทางวิชาการจากจุฬาฯ พัฒนาเป็นหลักสูตรเพื่อผลิต Data Scientists ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและรองรับความต้องการของตลาดไทยและตลาดโลกได้จริง

ดร.วินน์ วรวุฒิคุณชัย ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BOTNOI Group กล่าวว่า “หลักสูตร The Data Master นับเป็นภารกิจระดับประเทศที่จะช่วยปลูกต้นกล้าให้เป็นนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ การเรียนรู้ในแต่ละคอร์สเป็นการเรียนรู้แบบบูรณาการที่ครบวงจรที่ออกแบบการสอนให้ผู้เรียนสามารถทำความเข้าใจตั้งแต่พื้นฐานวิทยาศาสตร์ข้อมูล ผู้เรียนไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลมาก่อน นอกจากนี้ การเรียนรู้จากการฝึกงานในภาคเอกชนจริงๆ จะทำให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนและสามารถนำทักษะดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ได้จริง รวมถึงการสร้างโอกาสทางธุรกิจในอนาคต สำหรับรูปแบบการเรียนจะเน้นการสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างผู้สอนและผู้เรียนผ่านการทำโปรเจกท์และเวิร์กช็อปทั้งออฟไลน์และออนไลน์ จุดเด่นของหลักสูตรนี้คือผู้เรียนมีโอกาสได้รับเข้าทำงานในฐานะนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลในบริษัทชั้นนำผ่านเครือข่ายของทีม BOTNOI อีกด้วย”

นายชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร xLab Digital Company Limited บริษัทในกลุ่ม บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเปิดหลักสูตร “The Data Master” ในครั้งนี้บริษัทฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญของบุคลากรด้านนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลที่มีบทบาทสำคัญมากต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการพิจารณาและการตัดสินใจ เพื่อสร้างข้อได้เปรียบในการพัฒนาธุรกิจ สินค้า และการบริการต่างๆ รวมทั้งการแสดงแนวโน้มและการคาดการณ์ต่างๆ โดยการสรุปข้อมูลที่มีประโยชน์เหล่านั้นจะสามารถช่วยให้ผู้ประกอบการนำผลลัพธ์ไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ในปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ข้อมูลกำลังเป็นที่ต้องการในตลาดโลก ในขณะที่หลายๆ ภาคอุตสาหกรรมไทยยังประสบปัญหาการขาดแคลนบุคลากรในด้านนี้เป็นอย่างมาก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศไทย