‘คุณหญิงโค้ดดิ้ง’เปิดตัวโครงการ‘คนละเครื่อง พี่แบ่งให้…น้องได้เรียน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/682906

‘คุณหญิงโค้ดดิ้ง’เปิดตัวโครงการ‘คนละเครื่อง พี่แบ่งให้...น้องได้เรียน’

‘คุณหญิงโค้ดดิ้ง’เปิดตัวโครงการ‘คนละเครื่อง พี่แบ่งให้…น้องได้เรียน’

วันอังคาร ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2565, 20.07 น.

คุณหญิงโค้ดดิ้ง รมช.ศึกษา ดร.กัลยา โสภณพนิช ต่อยอดโค้ดดิ้งเปิดตัวโครงการ “คนละเครื่อง พี่แบ่งให้…น้องได้เรียน”

27 กันยายน 2565 ดร.คุณหญิง กัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะรองประธานคณะกรรมการ CODING แห่งชาติ นำทีมคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และนโยบายส่งเสริมภาษาคอมพิวเตอร์ (CODING) แห่งชาติ จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “คนละเครื่อง พี่แบ่งให้…น้องได้เรียน”

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เจ้าของฉายา คุณหญิงโค้ดดิ้ง กล่าวว่า โครงการ “คนละเครื่อง พี่แบ่งให้…น้องได้เรียน” ได้เกิดขึ้นจากการเล็งเห็นถึงความสำคัญของการใช้อุปกรณ์แพลตฟอร์มสำหรับการเรียนบนโลกออนไลน์ ในการสร้างโอกาสในการเรียนรู้ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้กับเด็กไทย กระทรวงศึกษาธิการ จึงเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการขับเคลื่อนโครงการรับบริจาค เพื่อสนับสนุนอุปกรณ์สำหรับใช้ในการเรียนของนักเรียน โดยมีระยะเวลาในการดำเนินงานใน ปีงบประมาณ 2566 – 2570 ซึ่งคาดว่าจะสามารถช่วยให้สถานศึกษามีอุปกรณ์การเรียนออนไลน์ และสามารถจัดสรรให้แก่นักเรียน นักศึกษาที่ขาดแคลนอุปกรณ์การเรียนได้อย่างทั่วถึง ไปจนถึงได้พัฒนาศักยภาพจนสามารถ Re Skill – Up Skill และสร้าง New Skill ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยปัจจุบัน มียอดสนับสนุนเป็นจำนวนเงินแล้วกว่า 6,000,000 บาท หรือกว่า 7,000 เครื่อง และคาดว่าถึงสิ้นปีนี้จะมียอดสนับสนุน Smart Device  ไม่น้อยกว่า 10,000  เครื่อง ตั้งเป้าปีหน้าเด็กทุกคนต้องได้เรียนอย่างทั่วถึง

“การศึกษาต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนจากแบบเดิม ซึ่งได้ปรับมาใช้ในรูแบบออนไลน์  จึงเป็นหน้าที่สำคัญของผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ ที่จะทำให้ผู้เรียนได้เข้าถึงเทคโนโลยี นั่นคือ อุปกรณ์เทคโนโลยีที่สามารถเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ค หรือมือถือ ที่จะทำให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงความรู้ออนไลน์ได้อย่างทั่วถึง และที่สำคัญเทคโนโลยีนำพาโอกาสที่เท่าเทียมเพื่อให้ผู้เรียนในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างเท่าเทียม” ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว

นายสมใจ วิเศษทักษิณ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ ได้คำนึงถึงการเตรียมคนไทยในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะทักษะด้านการสื่อสาร สารสนเทศ และการรู้เท่าทันสื่อ ทักษะด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อสนับสนุนการจัดการศึกษาที่หลากหลาย ตอบสนองความต้องการของผู้เรียน ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ได้โดยไม่จำกัดเวลาและสถานที่ ต้องขอขอบคุณคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ โครงการ “คนละเครื่อง พี่แบ่งให้…น้องได้เรียน” จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้กับเด็กที่ขาดแคลนอุปกรณ์สำหรับใช้ในการเรียนออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันมีนักเรียนในเรียนของรัฐที่ยังขาดแคลนอุปกรณ์ Smart Device ประมาณ 1,400,000 คน และคาดว่าจะลดลงอย่างต่อเนื่อง จากที่ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน รวมไปถึงองค์กรต่างๆ พร้อมให้การสนับสนุนช่วยกันแบ่งปัน Smart Device ให้นักเรียนสามารถเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รองศาสตราจารย์ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กล่าวว่า เทคโนโลยีมีความสำคัญอย่างมากต่อการศึกษาในยุคปัจจุบัน ซึ่งคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช เล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องดังกล่าว และพร้อมสนับสนุนในการจัดหาอุปกรณ์ในการเรียน เพื่อให้ทันต่อเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งการมีอุปกรณ์ หรือ Smart Device ให้แก่นักเรียนได้ใช้งาน ถือเป็นการมอบโอกาสในการเรียนรู้ให้นักเรียนทุกคนได้มีโอกาสพัฒนาตนเองอย่างเต็มศักยภาพ เป็นการช่วยลดความเหลื่อมล้ำให้แก่ผู้เรียนในอนาคตได้เป็นอย่างมาก

ในงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการฯ มีภาคเอกชนได้ร่วมสนับสนุนบริจาคเงินเข้าร่วมโครงการ “คนละเครื่อง พี่แบ่งให้…น้องได้เรียน” รวมจำนวน 250,000 บาท

งานแถลงข่าวนี้ นอกจากจะมี คุณหญิงโค้ดดิ้ง คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะรองประธานคณะกรรมการ CODING แห่งชาติ เป็นประธานในพิธีแล้ว ยังมี

นายสมใจ วิเศษทักษิณ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงศึกษาธิการ , รองศาสตราจารย์ ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) , นายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ที่ปรึกษาและประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์ และนโยบาย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช), นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย โฆษกประจำรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช), พร้อมด้วยตัวแทนศิลปิน และสื่อมวลชนร่วมงาน ณ พิพิธภัณฑ์การศึกษาไทย อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

-005

อาชีวะโชว์ 20 ผลงานเด่น จากศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการ ผลักดันสู่ตลาดต่างประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/682865

อาชีวะโชว์ 20 ผลงานเด่น จากศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการ ผลักดันสู่ตลาดต่างประเทศ

อาชีวะโชว์ 20 ผลงานเด่น จากศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการ ผลักดันสู่ตลาดต่างประเทศ

วันอังคาร ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2565, 18.31 น.

อาชีวะโชว์ 20 ผลงานเด่น จากศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการ ผลักดันสู่ตลาดต่างประเทศ

27 กันยายน 2565 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้จัดการประเมินศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษา ระดับชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 (รอบการประเมินปีการศึกษา 2564) ซึ่งเป็นการจัดแสดงผลงานธุรกิจของผู้เรียนอาชีวศึกษา การจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ของศูนย์บ่มเพราะผู้ประกอบการอาชีวศึกษาในรูปแบบนิทรรศการเปิด โดยมี นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานมอบโล่รางวัลเชิดชูเกียรติแก่สถานศึกษาที่มีผลการประเมินศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษาโดดเด่นที่สุด ระดับ 5 จำนวน 20 แห่ง และสถานศึกษาที่มีผลการประเมินศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษาโดดเด่นที่สุด ระดับ 4 จำนวน 37 แห่ง รวมทั้งสิ้น 57 แห่ง มีเรืออากาศโท สมพร ปานดำ  รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และคณะผู้บริหาร ให้การต้อนรับพร้อมนำชมผลงาน ณ วิทยาลัยการอาชีวศึกษาปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบหมายให้ สอศ. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการผลิตและพัฒนากำลังคนในสายอาชีพ ให้มุ่งเสริมสร้างทักษะการเป็นผู้ประกอบการแก่นักศึกษาโดยเน้นการฝึกประกอบอาชีพจริงตามบริบทในแต่ละพื้นที่ที่แตกต่างกัน โดย สอศ. ได้ดำเนินการพัฒนาผู้เรียนอาชีวศึกษาให้มีความรู้ทางด้านการจัดการธุรกิจ ตลอดจนพัฒนาทักษะในการคิดเชิงสร้างสรรค์ ด้วยการสร้างชิ้นงานสิ่งประดิษฐ์ หรือนวัตกรรมใหม่ ตามสาขาวิชาชีพและนำมาต่อยอดในเชิงพาณิชย์ ผ่านการดำเนินงานของ “ศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษา” ในทุกสถานศึกษาอาชีวศึกษา รวมถึงการเชื่อมโยงการทำงานกับ “ศูนย์พัฒนาอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการ” และหน่วยงานเครือข่ายอื่น ๆ อย่างเข้มแข็ง เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการใหม่ให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งตนมองว่า การศึกษาสายอาชีพในปัจจุบันต้องสร้างให้นักศึกษาทำงานได้จริงหรือสร้างอาชีพได้ และจากผลงานการประกวดในวันนี้มีหลายทีมที่โดดเด่นสามารถต่อยอดไปสู่ระดับชาติได้

ด้าน เรืออากาศโท สมพร กล่าวว่า สอศ. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียนด้านวิชาชีพและด้านการเป็นผู้ประกอบการ โดยมีกระบวนการส่งเสริมกลุ่มผู้เรียนที่มีความสนใจและมีความพร้อมให้ได้รับการพัฒนาความรู้ในเชิงลึกด้านธุรกิจ ผ่านกระบวนการอบรม และการทดลองทำธุรกิจภายใต้ศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษาในสถานศึกษา ซึ่งองค์ความรู้ทางธุรกิจจะสามารถช่วยให้รับมือกับความเสี่ยงต่าง ๆที่ส่งผลกระทบต่อรายได้ของผู้เรียนและผู้สำเร็จการศึกษา ตลอดจนเป็นแนวทางในการสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ให้เกิดขึ้น โดยได้จัดตั้งศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษาในสถานศึกษาสังกัด สอศ. ภาครัฐทุกแห่ง เพื่อเป็นแหล่งฝึกประสบการณ์และมีที่ปรึกษาด้านธุรกิจแก่ผู้เรียน ผู้เรียนได้ทำธุรกิจทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษา

ทั้งนี้ มีการติดตามผลการดำเนินงานของศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษาทุกปี ภายใต้กระบวนการประเมินตามเครื่องมือและตัวชี้วัดการประเมินที่ สอศ. กำหนด โดยแบ่งการประเมินอออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับจังหวัด  ระดับภาค  และระดับชาติ ซึ่งกระบวนการสร้างผู้ประกอบการในสถานศึกษาอาชีวศึกษา ประกอบด้วย กระบวนการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรในรายวิชาการเป็นผู้ประกอบการ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและทัศนคติในการเป็นผู้ประกอบการให้แก่ผู้เรียนอาชีวศึกษา และการสร้างเสริมทักษะการเป็นผู้ประกอบการภายใต้การบริหารจัดการของศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษา โดยมุ่งเน้นการสร้างแรงบันดาลใจและการกระตุ้นให้ผู้เรียนมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ประยุกต์ใช้ความรู้และทักษะทางวิชาชีพจากหลักสูตร สู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่มีความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ และทดลองดำเนินธุรกิจจริงในสถานศึกษาและชุมชน ภายใต้กระบวนการให้คำปรึกษาแนะนำจากครูที่ปรึกษาธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญและผู้ที่มีประสบการณ์ทางธุรกิจ รวมทั้งมีการรวบรวมและเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ rproduct.net เพื่อเป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์ให้ผู้สนใจได้เข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการของผู้เรียนอาชีวศึกษาอย่างกว้างขวาง

เรืออากาศโท สมพร กล่าวต่อว่า  มีการประเมินผลการดำเนินงานของศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษาทุกแห่ง เพื่อให้ทราบถึงความก้าวหน้าของการปฏิบัติงานในระดับสถานศึกษาระดับจังหวัด ระดับภาค และระดับชาติ พร้อมทั้งมีการเสริมแรงให้กับสถานศึกษาที่สามารถดำเนินงานตามภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีผลสัมฤทธิ์ตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดต่อไป นอกจากนี้ ยังมีการต่อยอดธุรกิจที่ดำเนินการต่อเนื่องในสถานศึกษา ภายใต้กิจกรรมโครงการอาชีวะสร้างสรรค์แปรฝันสู่ธุรกิจ หรือ RRR Awards “Reach the Dream, Ready for Business, Rcheewa Sangsan” เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้นักเรียนนักศึกษาก้าวไปเป็นผู้ประกอบการใหม่ที่ประสบความสำเร็จและนำแผนธุรกิจไปต่อยอดเป็นแนวทางในการทำเป็นธุรกิจของตนเองได้ต่อไปในอนาคต

รองเลขาธิการ กอศ. กล่าวอีกว่า  สำหรับสถานศึกษาที่มีผลการประเมินศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษาโดดเด่นที่สุด หรือ ระดับ 5 ดาว มีจำนวน 20 แห่ง ได้แก่ 1.ธุรกิจฟู้ดเฟื่องฟ้า ออนไลน์. วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น 2.หน่อไม้เส้นตากแห้งพร้อมผงปรุงรส ( Sun-dried Bamboo Shoot) วิทยาลัยการอาชีพโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด 3.พอเพียง วิทยาลัยอาชีวศึกษาสกลนคร 4.น้ำพริกอัญชันคั่วแห้ง วิทยาลัยเทคนิครัตนบุรี 5.ไรท์หรีด วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุรินทร์ 6.Handy Cute วิทยาลัยสารพัดช่างอุดรธานี 7.Proud Shampoo  วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี  8.บ้านสวนSahaphon Cactus วิทยาลัยอาชีวศึกษาพิษณุโลก 9.Chawa วิทยาลัยอาชีวศึกษาพระนครศรีอยุธยา 10. Sees Travel and Tour วิทยาลัยการอาชีพวังไกลกังวล2

11.ลาบปูซี๊ด วิทยาลัยการอาชีพบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี 12.เครื่องประดับผสมดินปั้นจากเปลือกหอยแครง  พาณิชยการธนบุรี 13.ศิลปะประยุกต์ภาพพระปกบฏประดับฝาผนัง วิทยาลัยอาชีวศึกษาเอี่ยมละออ 14.อินทนิลจันท์ วิทยาลัยสารพัดช่างจันทบุรี 15.ร้อยล้านไม้เสียบ วิทยาลัยการอาชีพบางปะกง  จังหวัดฉะเชิงเทรา 16.น้ำพริกตะไคร้ปลากะตัก วิทยาลัยเทคนิคสัตหับ 17.R Roma เจลหอมปรับอากาศ วิทยาลัยเทคนิคพัทลุง 18.ศรีคราม จานรองแก้วดูดน้ำ วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี 19.ผงโรยข้าวไตปลาเห็ดแครง วิทยาลัยอาชีวศึกษาชุมพร 20.ไก่จิ๋ว 3 รส วิทยาลัยการอาชีพเบตง จังหวัดยะลา

-005

สอวช. เปิดข้อมูลการจ้างงานบุคลากรทักษะสูงด้านสะเต็มเกือบ 900 ตำแหน่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/682745

สอวช. เปิดข้อมูลการจ้างงานบุคลากรทักษะสูงด้านสะเต็มเกือบ 900 ตำแหน่ง

สอวช. เปิดข้อมูลการจ้างงานบุคลากรทักษะสูงด้านสะเต็มเกือบ 900 ตำแหน่ง

วันอังคาร ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2565, 14.00 น.

สอวช. เปิดข้อมูลการจ้างงานบุคลากรทักษะสูงด้านสะเต็มเกือบ 900 ตำแหน่ง เผยตัวเลขประมาณการรายได้รวมของลูกจ้าง สร้างเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจกว่า 360 ล้านบาท

27 กันยายน 2565 ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวว่า ตามที่ สอวช. ร่วมกับ สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สป.อว.) จัดทำแพลตฟอร์มบริการเชื่อมโยงข้อมูลด้านการพัฒนากำลังคนสำหรับภาคอุตสาหกรรมขึ้นมา ผ่านเว็บไซต์ https://stemplus.or.th/ ปัจจุบันแพลตฟอร์มดังกล่าวได้ให้บริการการรับรองการจ้างงานบุคลากรที่มีทักษะสูงและการรับรองหลักสูตรฝึกอบรมด้าน “วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์” หรือ สะเต็ม (STEM) ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการสนับสนุนทางภาษีภายใต้โครงการ Thailand Plus Package ที่ส่งเสริมให้เกิดการยกระดับและพัฒนาทักษะของบุคลากรผ่านรูปแบบการฝึกอบรมในหลักสูตรฝึกอบรมที่ผ่านการรับรองจากกระทรวง อว. รวมทั้งการส่งเสริมการให้เกิดการจ้างงานบุคลากรตำแหน่งงานทักษะสูง

ดร.กิติพงค์ กล่าวว่า มาตรการทางภาษีที่สนับสนุนประกอบด้วย มาตรการที่ 1 การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 250% สำหรับการส่งลูกจ้างเข้ารับการศึกษาหรือฝึกอบรมหรือการจัดฝึกอบรมให้แก่ลูกจ้างเพื่อพัฒนาบุคลากรด้านสะเต็ม ที่ผ่านการรับรองโดยกระทรวง อว. และมาตรการที่ 2 การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 150% สำหรับการจ้างแรงงานลูกจ้างที่มีทักษะสูงด้านสะเต็ม ให้แก่ผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย

สำหรับการจ้างแรงงานลูกจ้างที่มีทักษะสูงด้านสะเต็ม ในมาตรการ Thailand Plus Package นั้น ปัจจุบันบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่ได้จ้างพนักงานใหม่ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 เป็นต้นมา สามารถนำค่าใช้จ่ายที่เป็น “เงินเดือน” พนักงานตั้งแต่ วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2564 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2565 ไปขอยกเว้นภาษีเงินได้ 150% จากกรมสรรพากร โดยขณะนี้มีการรับรองแล้ว 894 ตำแหน่งงาน จาก 46 บริษัท ประมาณการรายได้รวมของลูกจ้างซึ่งเป็นเม็ดเงินที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจราว 360 ล้านบาท

สำหรับการพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะสูงด้านสะเต็ม บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ส่งลูกจ้างเข้ารับการฝึกอบรมในหลักสูตรที่ได้รับการรับรองจาก อว. สามารถนำค่าใช้จ่ายตั้งแต่ วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2564 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2565 ไปขอยกเว้นภาษีเงินได้ 250% จากกรมสรรพากร มีการรับรองหลักสูตรไปแล้ว 472 หลักสูตร จาก 46 หน่วยฝึกอบรม จำนวนผู้ผ่านการฝึกอบรมทั้งหมด ในหลักสูตรที่ผ่านการรับรองตามมาตรการ Thailand Plus Package ล่าสุดมีจำนวน 15,388 คน จาก 608 องค์กร โดยผู้ประกอบการที่ส่งลูกจ้างเข้ารับการฝึกอบรมสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้  ประมาณการค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมคิดเป็น 173 ล้านบาท จำนวนเงินรวมที่ผู้ประกอบการจะขอลดหย่อนภาษีจากการส่งลูกจ้างเข้ารับการฝึกอบรมในหลักสูตรที่ได้รับการรับรอง ได้เพิ่มขึ้น 150% คิดเป็นมูลค่ากว่า 51.9 ล้านบาท และบริษัทยังได้พนักงานที่มีทักษะในการปฏิบัติงานเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

-005

ยกเลิกประกาศ ศธ. มาตรการป้องกันและควบคุมโควิด ในสถานศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/682720

ยกเลิกประกาศ ศธ. มาตรการป้องกันและควบคุมโควิด ในสถานศึกษา

ยกเลิกประกาศ ศธ. มาตรการป้องกันและควบคุมโควิด ในสถานศึกษา

วันอังคาร ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2565, 11.25 น.

ศธ.ยกเลิกประกาศมาตรการป้องกันและควบคุมโควิด-19  และหลักเกณฑ์การเปิดสถานศึกษา ให้ปฏิบัติตามแนวทางคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกำหนด เริ่ม 1 ตุลาคมนี้

วันที่ 27 กันยายน 2565 นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ลงนามยกเลิกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องมาตรการป้องกันและควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง หลักเกณฑ์การเปิดโรงเรียนหรือสถานบันการศึกษาตามข้อกำหนด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

เนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ในประเทศไทยมีแนวโน้มคลี่คลายลงตามลำดับ ประกอบกับกระทรวงสาธารณสุขได้มีการประกาศยกเลิกโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จากโรคติดต่ออันตรายเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 เป็นต้นไปและในการประชุม ศบค.เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2565 ได้มีมติยกเลิกประกาศการบังคับใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เพื่อกลับไปใช้พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2565 เป็นต้นไป

กระทรวงศึกษาธิการ จึงออกประกาศ ดังนี้

1. ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง มาตรการป้องกันและควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2564 และประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง มาตรการป้องกันและควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของกระทรวงศึกษาธิการ (เพิ่มเติมครั้งที่ 1) ลงวันที่ 3 มกราคม 2565 

2. ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง หลักเกณฑ์การเปิดโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 37) ลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2565 

3. ให้หน่วยงานและสถานศึกษาในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการปฏิบัติตามแนวทางที่คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดหรือกระทรวงสาธารณสุขกำหนด 

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 เป็นต้นไป

‘สมาคมศูนย์ข่าวเยาวชนไทย’ร่วมกับ’กระทรวงศึกษาธิการ’และองค์กรภาคี จัดงานประกวด’ยุวทูตสันติภาพ’สู่ยุโรป เป็นครั้งแรก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/682684

'สมาคมศูนย์ข่าวเยาวชนไทย'ร่วมกับ'กระทรวงศึกษาธิการ'และองค์กรภาคี จัดงานประกวด'ยุวทูตสันติภาพ'สู่ยุโรป เป็นครั้งแรก

‘สมาคมศูนย์ข่าวเยาวชนไทย’ร่วมกับ’กระทรวงศึกษาธิการ’และองค์กรภาคี จัดงานประกวด’ยุวทูตสันติภาพ’สู่ยุโรป เป็นครั้งแรก

วันจันทร์ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2565, 22.31 น.

กระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะเจ้าภาพ ร่วมกับ มูลนิธิปฏิจจสมุปบาท โดย พระครูใบฎีกา โอภาโส พระผู้ริเริ่มโครงการสร้างประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสันติภาพโลก , สมาคมศูนย์ข่าวเยาวชนไทย และภาคีเครือข่ายด้านสันติภาพ ร่วมจัดโครงการประกวด ยุวทูตสันติภาพ (Youth Ambassador for Peace of Mankind) เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนเป็นนักสื่อสารด้านสันติภาพอย่างสร้างสรรค์ นําไปสู่การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในตัวบุคคล เกิดการพัฒนาวิถีแห่งสันติภาพแบบองค์รวมในพื้นที่ชุมชน องค์กร และประเทศชาติอย่างยั่งยืน โดยมีการประกวดเยาวชนใน 3 กิจกรรมได้แก่ การประกวดภาพวาด , การประกวดการนําเสนอแนวคิดเป็นภาษาอังกฤษ และการประกวดภาพยนตร์สั้น รวมถึงรางวัลพิเศษสำหรับการโหวตขวัญใจมหาชน โดยนักเรียนผู้ชนะเลิศทั้ง 4 กิจกรรม จะได้เดินทางไปร่วมกิจกรรมด้านสันติภาพในประเทศยุโรป เช่น วัดเพื่อพระนิพพาน เมือง Borken-Dillich ประเทศเยอรมนี ของหลวงพ่อพระครูใบฎีกา โอภาโส พระผู้ริเริ่มโครงการนี้ รวมถึงประเทศอื่นๆ ในยุโรปอีกด้วย

นายปรีดี ภูสีน้ำ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ทุกภาคส่วนและภาคีเครือข่ายด้านสันติภาพได้ให้ความสำคัญกับน้อง ๆ นักเรียนนักศึกษา ระดับ ม.1-4 และ ปวช. ในการผลักดันสร้างยุวทูตสันติภาพ ผ่านการแข่งขัน เพื่อสนับสนุนภารกิจดำเนินงานสร้างประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสันติภาพโลก

โดยนักเรียนนักศึกษา ผู้สมัครเข้าร่วมแข่งขันทุกคน จะได้เข้ารับการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างและพัฒนาความรู้ความเข้าใจเรื่องสันติภาพภายในบุคคลและสันติภาพของโลกในบริบทของศาสนาพุทธ คริสต์ และอิสลาม พร้อมพัฒนาทักษะและศักยภาพของผู้เรียนให้มีความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในโลกดิจิทัล ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้นอกห้องเรียน ได้แก่ ทักษะการสร้างสรรค์ภาพวาดสันติภาพ ทักษะการผลิตและสร้างสรรค์ภาพยนตร์สั้นเพื่อสื่อสันติภาพ และ ทักษะการถ่ายทอดแนวความคิดสันติภาพนำเสนอเป็นภาษาอังกฤษ

ซึ่งภายหลังจากนักเรียน นักศึกษาได้รับการฝึกอบรม จะได้ใช้รู้ ความสามารถ ประสบการณ์ที่ได้รับจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ สร้างสรรค์ผลงานเข้าแข่งขันตามเงื่อนไขที่กำหนดของแต่ละทักษะกิจกรรม โดยคาดหวังว่าผลที่จะได้รับจากโครงการนี้อย่างต่อเนื่องในระยะยาวนั้น จะก่อให้เกิดกระบวนการพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ ของกลุ่มเด็กและเยาวชนให้เป็นนักสื่อสารด้านสันติภาพอย่างสร้างสรรค์ อันนําไปสู่การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในตัวบุคคล และเกิดการพัฒนาวิถีแห่งสันติภาพแบบองค์รวมในพื้นที่ชุมชน สถาบันการศึกษา องค์กร และประเทศชาติอย่างยั่งยืนสืบไป” นายปรีดีกล่าว

นายรัชพล สุวรรณโชติ นายกสมาคมศูนย์ข่าวเยาวชนไทย ประธานการดำเนินการประกวดภาพยนตร์สั้นสันติภาพ กล่าวว่า “ตัวผมและ คุณจุลภควัฒน์ ศรีสุวรรณ (อุปนายกสมาคมศูนย์ข่าวเยาวชนไทย และกรรมการผู้จัดการบริษัท ฟิล์ม 96 ที่ร่วมเป็นกรรมการ) เราเคยได้รับเลือกให้เข้าร่วมใน การประชุมเยาวชนสันติภาพโลก ณ องค์การสหประชาชาติสำนักงานใหญ่ นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา พร้อมกับทีม

คุณแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต มาก่อน ทำให้เข้าใจกระบวนการ แนวคิด และการส่งเสริมเรื่องสันติภาพในเยาวชนทั้งในระดับชาติและในระดับนานาชาติเป็นอย่างดี การได้มารับผิดชอบการดำเนินการการประกวดภาพยนตร์สั้นสันติภาพ ให้กับเยาวชนในโครงการของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ร่วมกับภาคีต่างๆ นี้ จึงนับเป็นเกียรติและเป็นโอกาสอันดีในการนำความรู้ด้านการผลิตสื่อเยาวชนกว่า 30 ปีที่เราทำต่อเนื่องมา ผนวกกับการที่เรามีประสบการณ์ด้านการทำงานกับทีมสันติภาพระดับนานาชาติมาถ่ายทอดให้กับเยาวชนไทย และจะร่วมส่งเสริมให้ได้รับรางวัลยุวทูตสันติภาพของไทย และผู้เข้าร่วมโครงการได้ผลิตงานด้านสื่อเพื่อสันติภาพต่อเนื่อง และประสานเครือข่ายไปยังประเทศต่างๆ ในเครือข่ายของศูนย์ข่าวเยาวชนไทยเองซึ่งมีประสบการณ์ในการเดินทางไปทำงานร่วมกับประเทศต่างๆ มากกว่า 50 ประเทศทั่วโลกอีกด้วย” นายรัชพลกล่าว

นอกจากภาพยนตร์สั้นที่ทีมสมาคมศูนย์ข่าวเยาวชนไทย รับผิดชอบดูแลแล้ว ในส่วนของการประกวดการนำเสนอและพูดเป็นภาษาอังกฤษ ทีมผู้ดูแลคือทีมของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ปิยนารถ ฟักทองพรรณ (ประธาน) อดีตรองผู้อำนวยการสถาบันภาษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , Mr.James R.Haft  อดีตอาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นต้น ในส่วนการของการประกวดภาพวาด ดูแลโดยทีมของ คุณพิมพ์ณัฐชยา บุณยมาลิก (ประธาน) , อาจารย์สุเทพ จันทน ประธานหลักสูตรศิลปบัณฑิต สาขาวิชาศิลปประยุกต์และออกแบบผลิตภัณฑ์ คณะสถาปัตยกรรมและการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เป็นต้น

สำหรับรางวัลชนะเลิศนอกจากจะได้ตำแหน่ง “ยุวทูตสันติภาพ” แล้ว ยังจะได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณ พร้อมเกียรติบัตร จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ทุนการศึกษา 20,000 บาท และได้เดินทางไปถ่ายทำสารคดีและศึกษาเรื่องสันติภาพในประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรป เช่นเยอรมันนี , สวิสเซอร์แลนด์ ,ฝรั่งเศล, อิตาลี ฯลฯ(ทางกระทรวงจะแจ้งยืนยันเรื่องประเทศอีกครั้ง)

สำหรับผลการแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศมีดังนี้

กิจกรรมการนําเสนอผลงานภาพวาด (แข่งขันระดับ ม.1-3) ผู้ชนะเลิศได้แก่ ด.ญ.ปุญญิศา สดใส โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่

กิจกรรมการนําเสนอแนวคิดเป็นภาษาอังกฤษ (แข่งขันระดับ ม.3-4) ผู้ชนะเลิศได้แก่ น.ส.ภิงค์กันย์ ฤกษ์พัฒนาพิพัฒน์ โรงเรียนสารสาสน์เอกตรา กรุงเทพฯ

กิจกรรมการนําเสนอผลงานภาพยนตร์สั้น (แข่งขันระดับ ปวช.) ผู้ชนะเลิศได้แก่ นายวรัญญู ชัยวิเศษ และนายอนุพงษ์ ดวงพิชัย วิทยาลัยพาณิชยการธนบุรี กรุงเทพฯ

ขวัญใจมหาชน(จากการโหวตผ่านสื่อโซเซียล) ได้แก่ ด.ช.อุกกฤศฎ์ เดลกาดาร์ โรงเรียนสารสาสน์เอกตรา กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ ผลรางวัลในส่วนของการประกวดยุวทูตสันติภาพ ประเภทภาพยนตร์สั้น ระดับอาชีวศึกษา รอบชิงชนะเลิศ 5 ทีมสุดท้าย ได้แก่

1.ชนะเลิศ ทีม วิทยาลัยพณิชยการธนบุรี กรุงเทพฯ

2.รองชนะเลิศ อันดับ 1 ทีม วิทยาลัยพณิชยการสันติราษฎร์ ในพระอุปถัมภ์ฯ กรุงเทพฯ

3.รองชนะเลิศ อันดับ 2 ทีม วิทยาลัยอาชีวศึกษาภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต

4.ชมเชย ทีม วิทยาลัยการอาชีพพนมทวน จังหวัดกาญจบุรี

5.ชมเชย ทีม วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ ในพระอุปถัมภ์ฯ กรุงเทพฯ

‘ปลัดมท.’เปิดประกวด‘ผ้าลายขิดนารีรัตนราชกัญญา’รอบตัดสินระดับภาค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/682610

‘ปลัดมท.’เปิดประกวด‘ผ้าลายขิดนารีรัตนราชกัญญา’รอบตัดสินระดับภาค

‘ปลัดมท.’เปิดประกวด‘ผ้าลายขิดนารีรัตนราชกัญญา’รอบตัดสินระดับภาค

วันจันทร์ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2565, 18.08 น.

‘ปลัดมท.’เปิดประกวด‘ผ้าลายขิดนารีรัตนราชกัญญา’รอบตัดสินระดับภาค คัดผลงานโดดเด่น 150 ชิ้น จากกว่า 3,000 ชิ้น ทั่วประเทศ เพื่อประกวดต่อรอบ Semi Final ต.ค.นี้

26 กันยายน 2565 ที่ศูนย์การค้าไอคอนสยาม กรุงเทพมหานคร นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในโครงการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายขิดนารีรัตนราชกัญญา” และงานหัตถกรรม กิจกรรมที่ 1 ประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายขิดนารีรัตนราชกัญญา” และงานหัตถกรรม รอบคัดเลือก พร้อมด้วย นายธีระพันธ์ วรรณรัตน์ ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ การออกแบบแฟชั่น ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายสมคิด จันทมฤก อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายวิฑูรย์ นวลนุกูล รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายสุรศักดิ์ อักษรกุล รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายวรงค์ แสงเมือง ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชน โดยได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย

รวมถึงดีไซน์เนอร์ที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ ร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสินการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายขิดนารีรัตนราชกัญญา” ระดับภาค อาทิ นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทยและผู้เชี่ยวชาญการย้อมสีธรรมชาติ นางสาวรติรส จุลชาต รองประธานกรรมการ บริษัท ไอริส 2005 จำกัด นายกรกลด คำสุข รองคณะบดีฝ่ายนวัตกรรมทางปัญญาและวิจัย วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ นางสาวศรินดา จามรมาน นักวิชาการอิสระ นายศมิสสร สุทธิสังข์ อาจารย์ประจำคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายรวิเทพ มุสิกะปาน ประธานหลักสูตรแฟชั่นสิ่งทอและเครื่องตกแต่ง วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ นายอนุชา ทีรคานนท์ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายนุวัฒน์ พรมจันทึก ช่างต้นแบบสิ่งทอ กรมหม่อนไหม นายภูภวิศ กฤตพลนารา นักออกแบบและเจ้าของแบรนด์ ISSUE และ นายศิริชัย ทหรานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย และเจ้าของแบรนด์ THEATRE พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการและแขกผู้มีเกียรติร่วมงานคับคั่ง

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อวงการผ้าไทยที่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้มีพระดำริพระราชทานโครงการแก่วงการผ้าไทย คือ โครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” หมายถึง ความสุขที่ได้เลือกใช้ศิลปะ หัตถกรรมไทย เพื่อให้รายได้กลับเข้าสู่ชุมชน เป็นวงจรเศรษฐกิจเชิงมหภาค อีกทั้งเป็นการสานต่อพระราชปณิธานแห่ง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อสืบสานภูมิปัญญาและอนุรักษ์ผ้าไทยให้คงอยู่คู่แผ่นดิน รวมถึงสานต่อแนวพระราชดำริของสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาประชาราษฎร์ โดยความสำเร็จของโครงการนี้ ประการที่ 1 คือ ผ้าไทยได้รับการพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญา ทำให้ผ้าไทยมีสีสันลวดลายที่สวยงาม และที่สำคัญล้วนเป็นสีที่มาจากธรรมชาติทั้งสิ้น ประการที่ 2 คือการขับเคลื่อนการพัฒนาไปสู่พี่น้องประชาชน ในเรื่องของการสร้างสรรค์ลวดลาย รูปแบบ เพื่อผ่าทางตันของลวดลายผ้าไทยที่มีมาเนิ่นนาน ทำให้ผู้สวมใส่มีความสุข ดูดี มีชีวิตชีวา เต็มไปด้วยศิลปะ ความประณีต และรูปลักษณ์ที่เตะตาต้องใจ โครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ที่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้ทรงขับเคลื่อนนั้น กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันเป็นโซ่ข้อกลางในการนำเอาข้อมูล ความรู้ต่างๆ เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ไปสู่พี่น้องประชาชน เพื่อให้ประชาชนได้พัฒนาศักยภาพของตนเอง ดังตัวอย่างของกลุ่มผ้าท้องถิ่นต่างๆ ที่ประสบความสำเร็จ เช่น กลุ่มผ้าบาติกภาคใต้ กลุ่มทอผ้าย้อมครามบ้านดอนกอย จ.สกลนคร เป็นต้น

นายสุทธิพงษ์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมุ่งมั่นตั้งพระราชหฤทัย คือ ทรงมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของประชาชนในทุกหนแห่ง ว่าทุกคนมีศักยภาพในการที่จะพัฒนาฝีมือ พัฒนาชิ้นงาน ภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เป็นชิ้นงานที่มีคุณภาพได้ ดังนั้น กระทรวงมหาดไทย เป็นหน่วยงานที่มีความใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชนและมีความสามารถที่จะสนองต่อพระราชปณิธาณดังกล่าว เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้แก่พี่น้องประชาชน และนำเอาองค์ความรู้ที่ถูกต้องไปสู่พี่น้องประชาชนได้ และตรงกับที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้ทรงพระราชทานแนวคิดไว้ว่า การจะช่วยคนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ปากยิ้ม ท้องอิ่ม มีความสุขได้นั้น ไม่ใช่หยิบยื่นเอาสิ่งของ หรือเงินทองไปให้ แต่ต้องติดอาวุธทางปัญญา หรือให้เครื่องมือในการ ประกอบอาชีพให้ประชาชน และตรงกับสิ่งที่องค์การสหประชาชาติ (UN) ได้กำหนดเป็นเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน คือ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ให้มีความเข้าใจ มีความสามารถในการที่จะพัฒนาตนเอง โดยปีนี้ทั้ง 4 ภูมิภาค มีจำนวนผลของผ้าไทยที่ส่งเข้าประกวดมากกว่า 3,000 ชิ้น ถือว่าเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาและประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ซึ่ง “ผ้าลายขิดนารีรัตนราชกัญญา” รายละเอียดนั้นจะมีความยากกว่า “ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” แต่ก็ยังมีผู้ที่ส่งผลงานเข้าประกวดเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ถือว่าโครงการนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ที่สามารถทำให้มีคนมาสืบสานภูมิปัญญาผ้าไทยเพิ่มมากขึ้น อนุรักษ์ผ้าไทยเพิ่มมากขึ้น ช่างทำผ้ามีฝีมือมีผลงานการทำผ้าที่มากขึ้น โดยคำนึงถึงการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน ที่ส่วนหนึ่งเกิดจากการใช้สารเคมีในการย้อมผ้า และหันมาใช้สีธรรมชาติทั้งสิ้น ทั้งหมดนี้ล้วนมาจาก แนวคิดของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ได้พระราชทานไว้เพื่อให้คนมีความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง และนำมาปฏิบัติ และเกิดผลลัพธ์ที่ดี และยิ่งไปกว่านั้น “โครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก” ทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ จำนวนกว่าหลายแสนล้านบาท นับเป็นคุณค่าที่ทุกคนภาคภูมิใจ และนำไปสู่เป้าหมายในการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ประชาชนทุกคนมีสุขภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวด้วยว่า หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา” และงานหัตถกรรม รอบคัดเลือก ที่ได้จัดขึ้นนี้ จะทำให้มีการตื่นตัวในการพัฒนาฝีมือการทอผ้า ทุกเทคนิคของผู้ประกอบการ OTOP และช่างทอผ้าทุกคน ให้มีคุณภาพมีความหลากหลายและมีการประยุกต์รูปแบบลวดลาย สีสันที่ร่วมสมัยสามารถสวมใส่ ได้ทุกเพศ ทุกวัย ทุกโอกาส ตามแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา สืบไป

ด้านอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า กรมการพัฒนาชุมชนได้ดำเนินกิจกรรมประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา” และงานหัตถกรรม ระดับภาค จำนวน 4 จุดดำเนินการ ในพื้นที่ 4 ภูมิภาค เรียบร้อยแล้ว มีผ้าที่ผ่านการประกวดระดับภาค จำนวน 567  ผืน และงานหัตถกรรม จำนวน 83 ชิ้น แยกเป็น ภาคใต้ ประเภทผ้า จำนวน 56 ผืน  ประเภทงานหัตถกรรม จำนวน  27  ชิ้น ภาคกลาง ประเภทผ้า จำนวน 33 ผืน ประเภทงานหัตถกรรม จำนวน  23  ชิ้น ภาคเหนือ ประเภทผ้า จำนวน 84 ผืน  ประเภทงานหัตถกรรม จำนวน 18 ชิ้น และ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประเภทผ้า จำนวน 394  ผืน ประเภทงานหัตถกรรมจำนวน 15 ชิ้น และในวันนี้เป็นการประกวดรอบคัดเลือก โดยคัดเลือกผลงานให้คงเหลือ 150 ผืน/ชิ้น เพื่อประกวดในรอบ Semi Final วันที่ 19 ตุลาคม 2565 และรอบ Final ระดับประเทศ วันที่ 31 ตุลาคม 2565 นี้ โดย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเสด็จเป็นประธานการตัดสิน ดังกล่าว

ทั้งนี้ โครงการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา” และงานหัตถกรรม ได้เปิดรับสมัครผู้ที่สนใจตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน – 19 สิงหาคม 2565 ณ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดและอำเภอทั่วประเทศ ซึ่งมีผู้สมัครส่งผลงานเข้าประกวด จำนวนทั้งสิ้น 2,946 ผืน และงานหัตถกรรม จำนวนทั้งสิ้น 298 ชิ้น โดยได้กำหนดดำเนินการกิจกรรมประกวดผ้าลายพระราชทาน และงานหัตถกรรม ระดับภาค จำนวน 4 จุดดำเนินการ ในพื้นที่ 4 ภูมิภาค ได้แก่ จุดดำเนินการที่ 1 ภาคใต้ จังหวัดสงขลา มีผู้สมัครส่งผลงานเข้าประกวด ประเภทผ้า จำนวน 240 ผืน ประเภทงานหัตถกรรม จำนวน 84 ชิ้น จุดดำเนินการที่ 2 ภาคกลาง จังหวัดชัยนาท มีผู้สมัครส่งผลงานเข้าประกวด ประเภทผ้า จำนวน 232 ผืน ประเภทงานหัตถกรรม จำนวน 67 ชิ้น จุดดำเนินการที่ 3 ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ มีผู้สมัครส่งผลงานเข้าประกวด ประเภทผ้า จำนวน 456 ผืน ประเภทงานหัตถกรรม จำนวน 69 ชิ้น และจุดดำเนินการที่ 4 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดอุดรธานี มีผู้สมัครส่งผลงานเข้าประกวด ประเภทผ้า จำนวน 2,018 ผืน ประเภทงานหัตถกรรม จำนวน 78 ชิ้น 

-005

‘บอร์ด กช.’ เห็นชอบออกระเบียบ จ่ายเงินอุดหนุนรายหัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/682557

‘บอร์ด กช.’ เห็นชอบออกระเบียบ จ่ายเงินอุดหนุนรายหัว

‘บอร์ด กช.’ เห็นชอบออกระเบียบ จ่ายเงินอุดหนุนรายหัว

วันจันทร์ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2565, 16.36 น.

“บอร์ด กช.” เห็นชอบเสนอ รมว.ศธ.ออกระเบียบ ศธ.ช่วยเหลือ นร.ในโรงเรียนเอกชน และอุดหนุนพัฒนาโรงเรียนเอกชน จ.ชายแดนภาคใต้ 

วันที่ 26 กันยายน 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) ว่า ที่ประชุมเห็นชอบเสนอให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ​. ออกร่างระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการกำหนดมาตรการช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนเอกชน เป็นเงินอุดหนุนรายบุคคล (ฉบับที่ …) พ.ศ. … ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เห็นชอบให้ปรับเพิ่มอัตราเงินอุดหนุนรายบุคคลสำหรับนักเรียนพิการในโรงเรียนเอกชน ประเภทสามัญศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และโรงเรียนประเภทอาชีวศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ในปีงบประมาณ 2566 เพิ่มเป็นเงินจำนวน 118,739,045 บาท และอนุมัติในหลักการปรับอัตราเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัว สำหรับผู้เรียนการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในลักษณะงบฯผูกพันต่อเนื่อง 4 ปี ซึ่งครอบคลุมการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งในและนอกระบบ ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลง ร่วมถึงช่วยลดค่าใช้จ่ายของผู้เรียนและผู้ปกครอง และเพื่อเพิ่มศักยภาพในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีงบประมาณ 2566 

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบ การออกร่างระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ว่าด้วยการอุดหนุนพัฒนาประสิทธิภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนเอกชนในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. … เพื่อปรับอัตราเงินอุดหนุนให้สอดคล้องกับมติ ครม. และให้สามารถดำเนินการเบิกจ่ายเงินอุดหนุนให้แก่โรงเรียนเอกชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 เป็นต้นไป 

ภาษาไทย-ภาษาถิ่น กับการเรียนรู้อ่านออกเขียนได้ ของเด็กนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/682533

ภาษาไทย-ภาษาถิ่น กับการเรียนรู้อ่านออกเขียนได้ ของเด็กนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์

ภาษาไทย-ภาษาถิ่น กับการเรียนรู้อ่านออกเขียนได้ ของเด็กนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์

วันจันทร์ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2565, 15.32 น.

ภาษาไทย-ภาษาถิ่น กับการเรียนรู้อ่านออกเขียนได้ ของเด็กนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์

เดินทางมาถึงครึ่งทางแล้ว สำหรับการประกวดเรียงความหัวข้อ “ครูใหญ่ในใจเรา” ที่ทางมูลนิธิเอเชีย ได้ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศและการค้าออสเตรเลีย (DFAT) และสมาคมครูภาษาไทยแห่งประเทศไทย ได้จัดขึ้น ล่าสุดได้เดินทางมาจัดกิจกรรมรณรงค์ให้ความรู้ที่ รร.บ้านห้วยต้มชัยยะวงศาอุปถัมภ์ จ.ลำพูน ซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ หรือกะเหรี่ยง หลักสูตรการเรียนการสอนจะใช้ภาษาไทย-ภาษาถิ่น เรียนรู้ควบคู่กันไป ซึ่งประเด็นดังกล่าวทางสมาคมครูภาษาไทยแห่งประเทศไทย มองว่าไม่เป็นปัญหา แถมยังเป็นประโยชน์เพราะได้เปรียบทางสังคม ส่งเสริมการเรียนรู้ และช่วยรักษาวัฒนธรรมให้ดำรงอยู่ตลอดไป

ดร.พัชรี สินิฐฎา อุปนายกสมาคมครูภาษาไทยแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติ ทุกคนที่เป็นคนไทยจึงต้องเรียนรู้ภาษาไทย เพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสาร โดยเฉพาะนักเรียนไม่ว่าจะอยู่ภาคไหนก็ตามต้องเรียนภาษาไทยที่เป็นภาษากลาง เพราะจะเป็นพื้นฐานความรู้ การอ่านตำราต่างๆ ก็จะพัฒนาไปสู่ความรู้ขั้นสูงได้โดยง่าย สำหรับภาษาถิ่นนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่า เพราะแสดงถึงสภาพแวด ล้อม พื้นที่ ความเป็นอยู่ และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของผู้คน หากเราละทิ้งไป, อับอาย หรือเห็นว่าไม่สมควรนำมาใช้ และไม่สืบทอด ก็จะสูญหายไปได้ คนที่มีทั้งภาษาถิ่นและศึกษาภาษาไทยควบคู่กันไป ถือว่าเป็นผู้ที่ได้เปรียบทางสังคม เพราะมีทั้งหมู่พวกพ้องเดียวกัน และยังเจริญก้าวหน้าทางการเรียนรู้เพิ่มเติมมากขึ้นไปอีก นอกจากนี้ภาษายังเป็นวัฒนธรรมที่แสดงตัวตน ที่ไม่ว่าจะไปพูดที่ไหนก็แสดงความเป็นตัวตน กลุ่มก้อนหรือชาติพันธุ์เดียวกัน และเมื่อมาอยู่ในประเทศไทยก็ต้องถือว่าทุกคนเป็นคนไทย มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน การที่เราได้ทั้งภาษาถิ่นและภาษาไทยภาคกลาง เมื่อได้เรียนรู้เพิ่มเติมมากขึ้นไปเรื่อยๆ ก็จะทำให้สามารถนำความรู้ไปพัฒนากลุ่มหรือชาติพันธุ์ตนเอง ให้ก้าวหน้าได้อย่างแน่นอน”       

ด้าน ดร.ธราธร ตันวิพงษ์ตระกูล ผู้อำนวยการ รร.บ้านห้วยต้มชัยยะวงศาอุปถัมภ์ อ.ลี้ จ.ลำพูน ได้กล่าวว่า “การจัดกิจกรรมรณรงค์ให้ความรู้เรื่องการเขียนเรียงความ และการประกวดในหัวข้อครูใหญ่ในใจเรา ถือเป็นกิจกรรมที่ดี และมีประโยชน์ต่อโรงเรียนของเรามาก เพราะเด็กนักเรียนที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มชนเผ่า เขาจะสื่อสารพูดคุยกันในโรงเรียนด้วยภาษาปกาเกอะญอ หรือกะเหรี่ยงเป็นส่วนใหญ่ ทำให้การพูดภาษาไทยจึงไม่ค่อยชัดเจน เมื่อพูดไม่ชัดจึงทำให้เขียนไม่ชัดเจนตามไปด้วย การที่มีกิจกรรมประกวดเรียงความขึ้นมาก็จะทำให้เด็กนักเรียนได้ไปแก้ไขในจุดนี้ และจะทำให้เขาแตกฉานในเรื่องการใช้ภาษาไทยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาทางโรงเรียนก็มีนโยบายเน้นในเรื่องการอ่านออกเขียนได้  หากนักเรียนมีแค่ความ 
คิด แต่ไม่สามารถนำไปสื่อสารให้คนอื่นเข้าใจได้ ก็จะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งครับ” 

สำหรับกิจกรรมการประกวดเรียงความหัวข้อ “ครูใหญ่ในใจเรา” เป็นการแข่งขันในระดับชั้น ม.1-ม.6 โดยนักเรียนทั่วทุกภาคของประเทศไทย สามารถส่งผลงานเข้าร่วมประกวด หลักเกณฑ์การตัดสินประกอบด้วยรูปแบบ, เนื้อเรื่อง, การใช้ภาษา และลายมือ โดยจะต้องเขียนด้วยลายมือตนเอง ลงบนกระดาษมีเส้นบรรทัด ด้วยปากกาสีน้ำเงินหรือสีดำ ซึ่งผู้ชนะการประกวดจะได้รับเงินรางวัล 20,000 บาท (2 รางวัล), รองชนะเลิศอันดับหนึ่ง 15,000 บาท (2 รางวัล), รองชนะเลิศอันดับสอง 10,000 บาท (2 รางวัล) และรางวัลชมเชย 3,000 บาท (60 รางวัล) พร้อมได้รับเกียรติบัตรจากมูลนิธิฯ ทุกรางวัล สามารถดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ https://drive.google.com/file/d/1epOuWZLmRGAVicZlKVbjz1lajjZjUH_N/view?usp=sharing  และส่งใบสมัครพร้อมผลงานมาทางไปรษณีย์ไปที่ ดร.รัตนา แซ่เล้า มูลนิธิเอเชีย ประเทศไทย เลขที่ 38 อาคารชลันทิพย์ ชั้น 6 ถนนคอนแวนต์ แขวงสีลม เขตบางรัก กทม. 10500 ได้ตั้งแต่วันนี้-31 ต.ค.65 โดยสามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ Facebook : โรงเรียนดีมีทุกที่ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ โทร. 062-7341267 

รัฐบาลหนุนเพิ่มมูลค่าพืชสมุนไพรสู่เวชสำอาง ศูนย์นาโนเทคสกัดสารเห็ดหลินจือ ลดริ้วรอย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/682273

รัฐบาลหนุนเพิ่มมูลค่าพืชสมุนไพรสู่เวชสำอาง ศูนย์นาโนเทคสกัดสารเห็ดหลินจือ ลดริ้วรอย

รัฐบาลหนุนเพิ่มมูลค่าพืชสมุนไพรสู่เวชสำอาง ศูนย์นาโนเทคสกัดสารเห็ดหลินจือ ลดริ้วรอย

วันอาทิตย์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2565, 08.44 น.

รัฐบาลหนุนเพิ่มมูลค่าพืชสมุนไพรสู่เวชสำอาง ศูนย์นาโนเทคสกัดสารเห็ดหลินจือ ลดริ้วรอย

25 กันยายน 2565 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายใต้นโยบายเศรษฐกิจ BCG ส่วนหนึ่งในนั้นคือการส่งเสริมสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการพัฒนาสินค้าพืชและสมุนไพร โดยรัฐบาลให้การสนับสนุนทั้งทางตรงและทางอ้อมผ่านอาทิ สถาบันวิจัยของรัฐ กองทุนสนับสนุนภาคเอกชน และการทำงานร่วมภาครัฐและเอกชน ล่าสุดอีกหนึ่งความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ผลงานจากศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งได้รับงบสนับสนุนจากโครงการ INNOVATIVE HOUSE ภายใต้สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) คือการสกัดสารจากเห็ดหลินจือเพื่อทำเวชสำอางสรรพคุณสูง ลดริ้วรอย กระจ่างใส

การสกัดสารสำคัญจากดอกเห็ดหลินจือ จนได้สารออกฤทธิ์ทางเครื่องสำอางสูง และพัฒนาระบบห่อหุ้มที่เพิ่มความคงตัวและความปลอดภัย สามารถสกัดสารจากเห็ดหลินจือได้ 2 ชนิด คือ Ganoderic acid A และ Ganoderic acid C2 โดยได้ต่อยอดพัฒนาระบบอนุภาคนิโอโซม เพื่อกักเก็บสารสกัดเห็ดหลินจือดังกล่าวให้ยังคงสภาพ กระจายตัวได้ดี มีความปลอดภัยเมื่อสัมผัสผิวมนุษย์ และที่สำคัญ สามารถนำสารสกัดซึมเข้าสู่ผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นางสาวรัชดาฯ กล่าวต่อไปว่า การพัฒนากรรมวิธีสกัดสารสำคัญจากดอกและสปอร์เห็ดหลินจือและระบบอนุภาคนาโนเพื่ออุตสาหกรรมเวชสำอาง ถือเป็นการเสริมจุดแข็งของประเทศในด้านพืชสมุนไพรและสารสกัดธรรมชาติที่หลากหลายให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น โดยอาศัยกลไกวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สอดรับกับโมเดลเศรษฐกิจใหม่ตามนโยบายรัฐบาลอย่าง Bio-Circular-Green Economy หรือ BCG ซึ่งจะเป็นการต่อยอดนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ประเทศสู่ความยั่งยืนใน 3 ด้าน ได้แก่ เกษตรและอาหาร การแพทย์และสุขภาพ วัสดุและพลังงาน

สำหรับอนุภาคสารสกัดเห็ดหลินจือที่ทีมวิจัยนาโนเทคพัฒนาขึ้นนี้ ได้ยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของอนุภาคในชื่อ ริชโอโซม (REISHOSOME) และพัฒนาผลิตภัณฑ์เซรั่มบำรุงผิวหน้าที่มีส่วนผสมของริชโอโซมที่มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ซึ่งได้ผ่านการทดสอบในอาสาสมัครแล้ว ทั้งการระคายเคืองผิวหนังและคุณสมบัติ โดยผลการทดสอบพบว่า ผลิตภัณฑ์เซรั่มบำรุงผิวสามารถช่วยลดเลือนริ้วรอย ทำให้ผิวหน้ากระจ่างใส และมีความชุ่มชื่นเพิ่มขึ้น ปัจจุบัน ได้ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยร่วมผลิตกับภาคเอกชน ตั้งเป้ายอดขาย 30 ล้านบาท ใน 3 ปีแรก  และจะต่อยอดการใช้อนุภาคสารสกัดเห็ดหลินจือในผลิตภัณฑ์อื่นๆ โดยเริ่มจากกลุ่มผลิตภัณฑ์กันแดดด้วย

‘ตรีนุช’เผยมติเห็นชอบ ลดเวลา4ปีเหลือ3ปี ปรับเกณฑ์’ครูพื้นที่ห่างไกล’ มีผล1ตุ.ค.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/682153

'ตรีนุช'เผยมติเห็นชอบ ลดเวลา4ปีเหลือ3ปี ปรับเกณฑ์'ครูพื้นที่ห่างไกล' มีผล1ตุ.ค.นี้

‘ตรีนุช’เผยมติเห็นชอบ ลดเวลา4ปีเหลือ3ปี ปรับเกณฑ์’ครูพื้นที่ห่างไกล’ มีผล1ตุ.ค.นี้

วันเสาร์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2565, 12.18 น.

ปรับเกณฑ์ขอวิทยฐานะครูพื้นที่ห่างไกล -อันตราย ลดเวลา 4 ปี เหลือ 3 ปี เสริมกำลังใจครูทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 24 กันยายน นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงการสนับสนุนแผนดำเนินงานเพื่อยกระดับคุณภาพทางการศึกษา ว่า ในที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)  ครั้งล่าสุด มีการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตามที่ ก.ค.ศ.เสนอ โดยมีมติเห็นชอบให้ลดระยะเวลาในการเสนอขอมีวิทยฐานะ หรือเลื่อนวิทยะฐานะของครูในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร หรือพื้นที่อันตราย จากเดิม 4 ปี เหลือเพียง 3 ปี โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม นี้ เป็นต้นไป

“มีจำนวนสถานศึกษาในปี 2565 จำนวน 3,490 แห่ง ที่คุณครูปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียนเหล่านี้ สามารถใช้เงื่อนไขสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษ มาร่นระยะเวลา เพื่อยื่นขอมีวิทยฐานะ หรือขอเลื่อนได้เร็วขึ้น 1 ปี ถือเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ ศธ.ต้องการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับครู โดยเฉพาะครูที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ที่ยากลำบาก หรือมีความอันตราย มีความเสี่ยง แต่ยินดีที่จะทุ่มเทให้กับการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนของเราให้เติบโตเป็นคนดี และเป็นคนเก่ง” นางสาวตรีนุช กล่าว

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า สถานศึกษาในพื้นที่พิเศษตามหลักเกณฑ์ใหม่นี้ ได้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ สถานศึกษาที่ได้รับการประกาศเป็นสำนักงานในพื้นที่พิเศษตามประกาศกระทรวงการคลัง สถานศึกษาในพื้นที่พิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ จังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสงขลา 4 อำเภอ และกลุ่มสถานศึกษาที่มีความยากลำบากของการคมนาคมและมีความยุ่งยากในการบริหารจัดการศึกษา เช่น เป็นสถานศึกษาที่อยู่ในพื้นที่สูง พื้นที่เกาะ พื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร หรือสถานศึกษาที่รองรับกลุ่มชาติพันธุ์ แยกตามต้นสังกัด ได้แก่ สถานศึกษาในสังกัด สพฐ. 2,633 แห่ง กศน. 842 แห่ง และ สอศ. 15 แห่ง โดยผู้ขอเลื่อนวิทยฐานะ สามารถเสนอผลงานผ่านระบบประเมินวิทยฐานะดิจิทัล (DPA) ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 นี้

รมว.ศธ. กล่าวอีกว่า สำหรับข้อกังวลในการขอวิทยฐานะและเลื่อนวิทยฐานะผ่านระบบ DPA ในช่วงเปลี่ยนผ่าน จากการกำหนดให้มีอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา แทนคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ตามที่รัฐสภาลงมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2560 เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2565 นั้น ครูยังสามารถยื่นเรื่องเพื่อขอมี หรือเลื่อนวิทยฐานะผ่านระบบ DPA ได้ตามปกติโดยไม่กระทบสิทธิ์แต่อย่างใด

นางสาวตรีนุช กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า นอกจากนี้ ที่ประชุม ก.ค.ศ. ยังเห็นชอบการปรับปรุงเกณฑ์มาตรฐานวิชาเอกในสถานศึกษา ตามที่ สพฐ.เสนอ โดยมีการปรับแก้ไขเป็นสาขาวิชาเอกในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ และปลดล็อคเรื่องการเรียงลำดับการบรรจุครูตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาเอกระดับประถมศึกษา เพื่อให้สถานศึกษามีความยืดหยุ่น และมีความคล่องตัวในการบริหารอัตรากำลังสายงานการสอน

“ทั้งนี้ เพื่อให้โรงเรียนสามารถจัดครูได้ครบชั้น ครบวิชา ได้ครูครบตามเกณฑ์ เป็นไปตามความต้องการตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน และหลักสูตรสถานศึกษาตามความต้องการจำเป็น เป็นการลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กที่จะช่วยให้มีครูครบทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น” นางสาวตรีนุช กล่าว  -009