มมส บายศรีสู่ขวัญน้องใหม่ ผูกข้อต่อแขนรับขวัญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/666071

มมส บายศรีสู่ขวัญน้องใหม่  ผูกข้อต่อแขนรับขวัญ

วันอังคาร ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

องค์การนิสิต ร่วมกับสโมสรนิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) จัดพิธีบายศรีสู่ขวัญนิสิตใหม่ ปีการศึกษา 2564-2565  ภายใต้แนวคิด “ผูกข้อฮับน้อง ปัดป้องบวงศรี พิธีสู่ขวัญ”  โดยมี รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นประธานเปิดงาน 

นายอิทธินันท์ แผ่นสุวรรณ นายกองค์การนิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ประธานคณะกรรมการดำเนินงานโครงการพิธีบายศรีสู่ขวัญนิสิตใหม่ ประจำปีการศึกษา 2565 กล่าวว่างานนี้จัดขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่นิสิตใหม่ มีขวัญและกำลังใจที่ดี ในการใช้ชีวิตและการศึกษาเล่าเรียน สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างนิสิตใหม่ นิสิตรุ่นพี่ คณาจารย์ และบุคลากร รวมทั้งให้นิสิตใหม่ได้เรียนรู้วิถีวัฒนธรรม พิธีบายศรีสู่ขวัญและร่วมสืบสานขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของชาวอีสาน 

สำหรับกิจกรรมภายในงาน มีการแสดงหมอลำต้อนรับนิสิตใหม่ โดย ดร.ฉวีวรรณ พันธุ (ดำเนิน) ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดงหมอลำ ประจำปี 2536 จากนั้นขบวนพิธีอัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ประกอบด้วย ริ้วขบวนนางฟ้อน นางรำ ริ้วขบวนอัญเชิญตราโรจนากร ริ้วขบวนเชิญธงมหาวิทยาลัยธง 17 คณะ 2 วิทยาลัยริ้วขบวนอัญเชิญพระพุทธกันทรวิชัยอภิสมัยธรรมนายก ริ้วขบวนอัญเชิญเทียนประจำรุ่นเสือดาว 12 ริ้วขบวนอัญเชิญพานบายศรีสู่ขวัญทั้ง17 คณะ 2 วิทยาลัย เข้าสู่บริเวณพิธี  

ชมการแสดงชุด “ฟ้อนบายศรีสู่ขวัญ” โดยนิสิตภาควิชาศิลปะการแสดง คณะศิลปกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมศาสตร์ ประธานในพิธีจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธกันทรวิชัย อภิสมัยธรรมนายก และจุดเทียนชัยยอดบายศรีสู่ขวัญ เพื่อความเป็นสิริมงคล หมอพราหมณ์ทำพิธีบายศรีสู่ขวัญนิสิตใหม่ โดย ป.ฉลาดน้อย ส่งเสริม ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดงหมอลำ ประจำปี 2549 ก่อนที่คณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร ผูกข้อต่อแขนรับขวัญนิสิตใหม่ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม อีกทั้งเพื่อให้นิสิตใหม่เรียนรู้วัฒนธรรมการบายศรีสู่ขวัญและสืบสานวัฒนธรรมอันดีงาม และเพื่อเป็นการต้อนรับนิสิตใหม่เข้าศึกษาต่อในรั้วมหาวิทยาลัยมหาสารคาม 

๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๕ ‘วันผ้าไทยแห่งชาติ’ วธ. เตรียมจัดงาน‘ภูษาศิลป์ จากท้องถิ่นสู่สากล’ยิ่งใหญ่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/666074

๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๕ ‘วันผ้าไทยแห่งชาติ’  วธ. เตรียมจัดงาน‘ภูษาศิลป์ จากท้องถิ่นสู่สากล’ยิ่งใหญ่

วันอังคาร ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๙๐ พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในวันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๕ รัฐบาลกำหนดให้มีการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ ให้เป็นไปอย่างสมพระเกียรติ โดยให้มีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้เกี่ยวกับโครงการต่างๆ เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ แสดงออกถึงความจงรักภักดี ที่ทรงมีพระราชวิริยอุตสาหะปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ในการส่งเสริมเรื่อง“ผ้าไทย” จากสิ่งทอท้องถิ่นที่กำลังจะสูญหายไป ให้กลับมาได้รับความนิยมจากประชาชนอีกครั้ง และทรงมีพระวิสัยทัศน์กว้างไกลยกระดับผ้าไทยให้มีความโดดเด่นและมีชื่อเสียงในเวทีโลก รัฐบาลโดยกระทรวงวัฒนธรรม จึงมีมติเห็นชอบให้วันที่ ๑๒ สิงหาคมของทุกปี เป็น วันผ้าไทยแห่งชาติ

ทั้งนี้ ในส่วนของ วธ. ได้กำหนดจัดกิจกรรม โครงการเฉลิมพระเกียรติฯ โดยการจัดงาน “ภูษาศิลป์ จากท้องถิ่นสู่สากล” อย่างยิ่งใหญ่ ที่ได้จัดขึ้นโดยความร่วมมือของภาคีเครือข่ายทางวัฒนธรรมต่างๆ ระหว่างวันที่ ๑๑-๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๕ ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น ๕ ศูนย์การค้าสยามพารากอน กิจกรรมในงานล้วนแล้วแต่น่าสนใจ อาทิ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา๙๐ พรรษา ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๕ นิทรรศการผ้าไทยลายอัตลักษณ์ ๗๖ จังหวัด จัดแสดงผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย (Cultural Product of Thailand : CPOT) นิทรรศการผ้าไทยร่วมสมัย การเสวนาวิชาการ การสาธิตการจำหน่ายผ้าไทยและผลิตภัณฑ์จากผ้า การออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าไทย การเจรจาทางธุรกิจทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เป็นต้น

หน่วยงานภาคีเครือข่ายต่างๆ ได้แก่ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สำนักนายกรัฐมนตรี กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตร
และสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และบริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด พร้อมจัดนิทรรศการ สาธิต ออกร้านจำหน่ายผ้าไทยผลิตภัณฑ์จากผ้าไทย ส่วนกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมประชาสัมพันธ์การจัดงาน ไปยังสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลต่างประเทศในประเทศไทย

วธ.จึงใคร่ขอเชิญชวนประชาชนเข้าร่วมชมงาน “ภูษาศิลป์ จากท้องถิ่นสู่สากล” เพื่อเรียนรู้วิถีผ้าไทยจากอดีตจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งสนับสนุนสินค้าผลิตภัณฑ์ CPOT และคาดว่าจะเกิดการเจรจาธุรกิจระหว่างชุมชนผู้ประกอบการกับนักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างชาติจำนวนมากถ้าเป็นตามคาด ก็จะสามารถสร้างงาน สร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากแก่ชุมชนและประเทศ ยกระดับผ้าไทยสู่สากล ทั้งยังเป็นการสืบสาน ต่อยอดผ้าไทยและร่วมให้กำลังใจให้ชุมชนกลุ่มทอผ้าให้ผลิตผ้าไทยที่ทรงคุณค่าความเป็นไทยสืบต่อไป

ชนิตร ภู่กาญจน์

ม.ศรีปทุม ร่วมแถลงจัดการแข่งขัน วอลเลย์บอลอุดมศึกษาครั้งแรก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/666066

ม.ศรีปทุม ร่วมแถลงจัดการแข่งขัน  วอลเลย์บอลอุดมศึกษาครั้งแรก

วันอังคาร ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.โสภิต ภาโนมัย รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยศรีปทุม (คนที่ 3 จากซ้ายแถวนั่ง) พร้อมด้วย อาจารย์สุรศักดิ์ ทรัพย์เพิ่ม ผู้อำนวยการกลุ่มงานกิจการนักศึกษาและผู้อำนวยการสำนักงานการกีฬา SPU เข้าร่วมงานพิธีแถลงข่าวจัดการแข่งขันวอลเลย์บอลระดับอุดมศึกษาครั้งแรกในประเทศไทย “Est Cola Volleyball U Champion Cup 2022” 

ในงานแถลงข่าวการจัดการแข่งขันครั้งนี้ มี รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี พร้อมด้วย นายสุรพล อุทินทุ ผู้บริหารสำนักประสานงานภายนอก บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และนางสาวสุภรณ์ เด่นไพศาล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานการตลาด บริษัท ไทยดริ้งค์ จำกัด นายสมพร ใช้บางยาง นายกสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย ร่วมพูดคุยเกี่ยวกับการแข่งขันวอลเลย์บอลรายการดังกล่าว ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี จ.ปทุมธานี เมื่อปลายอาทิตย์ที่ผ่านมา

ม.บูรพา จัดเสวนาการถอดบทเรียน ‘weSAFE@Home by BUU’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/666067

ม.บูรพา จัดเสวนาการถอดบทเรียน  ‘weSAFE@Home by BUU’

วันอังคาร ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รศ.ดร.วัชรินทร์ กาสลัก อธิการบดีมหาวิทยาลัยบูรพา เป็นประธานเปิดงานเสวนาการถอดบทเรียนความสำเร็จ โดยมหาวิทยาลัยบูรพา คว้ารางวัลอันดับ 1 ของเอเชียและของโลก จาก THE Awards Asia 2022 และ WURI Ranking 2022 จากผลงานการพัฒนาแพลตฟอร์ม “weSAFE@Home by BUU”

แพลตฟอร์ม “weSAFE@Home by BUU” เป็นระบบ Virtual Clinic ดูแลผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ทางไกลอย่างครบวงจร ด้วยทีมพยาบาล Cloud Nurse บุคลากรจากสหสาขาวิชาชีพ ดูแลให้คำปรึกษา-พูดคุย สามารถช่วยลดความเครียดระหว่างกักตัว พร้อมระบบในการแจ้งเตือนความผิดปกติผ่านการวิเคราะห์ด้วยปัญญาประดิษฐ์แบบ Real Time ช่วยติดตามอาการและส่งต่อผู้ป่วยอาการหนัก ให้ได้รับการรักษาที่ทันท่วงที ให้การดูแลที่เป็นมาตรฐาน

ปัจจุบันแพลตฟอร์มดังกล่าว มีทีมบุคลากรทางการแพทย์ในระบบกว่า 3,000 คน และถูกนำมาใช้งานในโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ เช่น โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และโรงพยาบาลในจังหวัดเชียงราย ระยอง นครศรีธรรมราช สุพรรณบุรี เป็นต้น รวมทั้งยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยเหลือสถานพยาบาลภูมิภาคที่ขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์อีกด้วย มีผู้ใช้บริการจำนวนรวมกว่า 250,000 คน และมีผู้ป่วยหายสะสมจากแพลตฟอร์มนี้รวมกว่า 180,000 คน

จุฬาฯ ขยายเวลาให้ใช้ อักขราวิสุทธิ์ ออกไปอีก 5 ปี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/666073

จุฬาฯ ขยายเวลาให้ใช้ อักขราวิสุทธิ์  ออกไปอีก 5 ปี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

วันอังคาร ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับสถาบันอุดมศึกษา หน่วยงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจต่างๆ ลงนามขยายเวลาในการใช้โปรแกรม อักขราวิสุทธิ์ในการตรวจสอบการลอกเลียนวรรณกรรมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ออกไปอีกเป็นเวลา 5 ปี จัดขึ้นในรูปแบบออนไลน์ผ่านทางโปรแกรม Zoom เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้วโดยมี นายวันนี นนท์ศิริ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธาน

นายวันนี นนท์ศิริ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายทางวิชาการที่ใช้งานโปรแกรมอักขราวิสุทธิ์ในการตรวจสอบการลอกเลียนวรรณกรรมแล้ว ยังเป็นการแสดงจุดยืน เจตนารมณ์ และความมุ่งมั่นของสถาบันการศึกษาต่างๆ หน่วยงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจต่อการแก้ไขปัญหาการลอกเลียนวรรณกรรมที่กำลังเป็นปัญหาคุกคามอยู่ในแวดวงวิชาการในปัจจุบัน และยังเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญในการปลูกฝังความซื่อสัตย์ ซึ่งเป็นคุณธรรมสำคัญของนิสิตนักศึกษา นักวิชาการทั้งในแวดวงการศึกษาและวงวิชาการต่างๆ รวมถึงการร่วมมือกันส่งเสริมและผลักดันเพื่อสร้างและขยายฐานข้อมูลอ้างอิง เพื่อการตรวจสอบการลอกเลียนวรรณกรรมของประเทศไทยให้มีความแข็งแกร่งและเกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

รศ.ดร.ยุทธนา ฉัพพรรณรัตน์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาฯ กล่าวว่า บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาฯไม่หยุดนิ่งที่จะพัฒนาปรับปรุงระบบโปรแกรมอักขราวิสุทธิ์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อต่อยอดไปสู่ความเป็น “อักขราวิสุทธิ์ (พลัส)” โดยมีการขยายฐาน
ข้อมูลต่างๆ เช่น ฐานข้อมูลงานวิจัยกับศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai-Journal Citation Index Centre) หรือ TCI รวมไปถึงฐานข้อมูลสำคัญอื่นๆ เพื่อเป็นแหล่งอ้างอิงในการตรวจสอบการลอกเลียนวรรณกรรมที่กว้างขวางยิ่งขึ้น และได้ขยายเวลาสถาบันอุดมศึกษาหน่วยงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจ จำนวน 87 แห่ง ในการใช้โปรแกรมอักขราวิสุทธิ์โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ออกไปอีกเป็นเวลา 5 ปี เพื่อให้เกิดคลังข้อมูลขนาดใหญ่ด้านวิชาการของประเทศไทย

“จุฬาฯ ได้พันธมิตรสำคัญมากมายในการสร้างความร่วมมือใช้โปรแกรมอักขราวิสุทธิ์ (พลัส) การได้
ฐานข้อมูลสำคัญของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai Journal Citation Index Centre หรือ TCI) จะทำให้เกิดความแม่นยำสูงในการตรวจจับการทำซ้ำ ลอกเลียนวรรณกรรมได้ดียิ่งขึ้น หวังว่าโปรแกรมอักขราวิสุทธิ์ (พลัส) จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการให้บริการกลางในการเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลด้านวิชาการระหว่างกระทรวงต่างๆ ให้เกิดเป็น Academic Public Service เพื่อให้บริการทั้งประเทศไทยในอนาคต”รศ.ดร.ยุทธนา กล่าวทิ้งท้าย

MOU ยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/666064

MOU ยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา

วันอังคาร ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ผกาภรณ์ พลายสังข์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 จัดทำบันทึกข้อตกลง
กับผู้บริหารสถานศึกษา 123 โรงเรียน ในการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ตามนโยบาย จุดเน้นของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 และข้อตกลงในการพัฒนางานปีการศึกษา 2565 

ประธานมูลนิธิธรรมกาย ถวายเทียนพรรษา อัญเชิญพระธาตุถวายวัดเถรวาทเวียดนาม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/666088

ประธานมูลนิธิธรรมกาย ถวายเทียนพรรษา อัญเชิญพระธาตุถวายวัดเถรวาทเวียดนาม

วันจันทร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 19.26 น.

ประธานมูลนิธิธรรมกาย ถวายเทียนพรรษา อัญเชิญพระธาตุถวายวัดเถรวาทเวียดนาม

11 กรกฎาคม 2565 พระเดชพระคุณพระวิเทศธรรมาภรณ์ ประธานมูลนิธิธรรมกาย นำคณะสงฆ์และศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย เดินทางไปประกอบพิธีถวายเทียนพรรษา จตุปัจจัยไทยธรรมและอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุเพื่อประดิษฐาน ณ วัดโฝ่มินห์ (Pho Minh) หรือ วัดวิชชาวัฒนาวิหาร เขตก่อวัป นครโฮจิมินห์ ซึ่งเป็นวัดพุทธฝ่ายเถรวาท โดยได้รับความเมตตาจาก พระเถราจารย์ ทิก เถี่ยน เติม (กุสลจิตฺโต) รองประธานคณะกรรมการบริหารพุทธสมาคมแห่งชาติเวียดนาม เจ้าอาวาสวัดโฝ่มินห์ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และได้กราบอาราธนาพระเถรานุเถระชั้นผู้ใหญ่ อาทิ เจ้าอาวาสและพระเถระจาก วัดกี่เวียน (วัดเชตวัน) วัดเฟื๊อก หาย วัดเถี่ยน เลิม วัดเหวียน ถวี๋ วัดบู๋กวางและวัดเถรวาทอื่นๆ ในนครโฮจิมินห์และจังหวัดใกล้เคียง เข้ารับถวายเทียนพรรษาและไทยธรรมในครั้งนี้กว่า 30 วัด ซึ่งได้รับเกียรติจากพุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธา ทั้งชาวไทยและเวียดนาม ร่วมเป็นเจ้าภาพเป็นจำนวนมาก ท่ามกลางบรรยากาศพุทธประเพณีที่สงบ เรียบง่ายและศักดิ์สิทธิ์

พระวิเทศธรรมาภรณ์ ประธานมูลนิธิธรรมกายเปิดเผยว่า บุญพิธีในครั้งนี้เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นของคณะสงฆ์และองค์กรพุทธทั้ง 2 ประเทศ ที่มีความปรารถนาจะรักษาพุทธประเพณีการถวายเทียนพรรษาและส่งเสริมกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาของคณะสงฆ์เถรวาทในภูมิภาคอาเซียน

การถวายเทียนพรรษา เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล โดยการนำรังผึ้งร้างมาต้มเพื่อแยกขี้ผึ้ง จากนั้นฟั่นเป็นเล่มเทียนมีความยาวตามต้องการ แล้วนำไปถวายพระภิกษุในช่วงเข้าพรรษาเพื่อให้พระภิกษุที่อธิษฐานพรรษาในอารามต่างๆใช้จุดบูชาพระรัตนตรัยและศึกษาพระธรรม โดยตั้งจิตปรารถนาให้ตนเองเป็นผู้เฉลียวฉลาด ดังความปรากฏในพระไตรปิฎกและในคัมภีร์อรรถกถา ว่าพระอนุรุทธะเถระ เคยถวายประทีปโคมไฟทำให้ได้รับอานิสงส์เป็นผู้มีจักษุอันเป็นทิพย์ และมีไหวพริบปฏิภาณประดุจแสงสว่างของดวงเทียน

ในประเทศไทย การถวายเทียนเข้าพรรษาจัดเป็นพิธีใหญ่มาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ในสมัยรัตนโกสินทร์การถวายเทียนเข้าพรรษาถือเป็นพระราชกรณียกิจสำคัญ โดยจะเรียกว่าพุ่มเทียน มีการพระราชทานถวายพุ่มเทียนรวมทั้งโคมเพื่อจุดบูชาตามอารามต่าง ๆ ทั้งในพระนครและหัวเมือง ซึ่งพิธีนี้ยังคงมีมาจนปัจจุบัน

-005

มส.มีมติแต่งตั้ง ‘พระพรหมโมลี’ เป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/666080

มส.มีมติแต่งตั้ง 'พระพรหมโมลี' เป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ

วันจันทร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 18.43 น.

วันที่ 11 กรกฎาคม 2565 ที่วัดบวรนิเวศวิหาร นายสิทธา มูลหงษ์ โฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) แถลงผลการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ครั้งที่ 18/2565 ว่า ที่ประชุมมส.มีมติตามที่สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (ธงชัย ธัมมธโช) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม กรรมการมส. เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ได้มีหนังสือขอเสนอแต่งตั้งเจ้าอาวาสพระอารามหลวง วัดปากน้ำ ระบุว่า พระธรรมวชิรเมธี (มีชัย วีรปัญโญ) เจ้าอาวาสวัดหงส์รัตนารามเจ้าคณะภาค 1 แจ้งว่า สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ มรณภาพเมื่อวันที่ 9 ธ.ค.2564 เป็นเหตุให้ผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ว่างลง นั้น เพื่อให้การคณะสงฆ์วัดปากน้ำ ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย

เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร จึงเสนอแต่งตั้ง พระพรหมโมลี (สุชาติ ธัมมรตโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ แขวงปากคลองภาษีเจริญ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ เจ้าคณะภาค 5 ผู้รักษาการแทนเจ้าคณะใหญ่หนเหนือ และผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ

สศท.จัดประกวด SACIT Award 2022 ‘ผ้าไทยใส่ได้ทุก Gen’ ชิงรางวัลรวมกว่า 7.3 แสน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/666040

สศท.จัดประกวด SACIT Award 2022 'ผ้าไทยใส่ได้ทุก Gen' ชิงรางวัลรวมกว่า 7.3 แสน

วันจันทร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 16.35 น.

สศท. จัดประกวด SACIT Award 2022 “ผ้าไทยใส่ได้ทุก Gen” หวังปลุกปั้นนักออกแบบแฟชั่นชุดจากผ้าไทยที่ใส่ในชีวิตประจำวันได้จริง ชิงรางวัลรวมกว่า 7.3 แสนบาท พร้อมโอกาสร่วมงานกับแบรนด์แฟชั่นชั้นนำ เพื่อสร้างค่านิยมการใช้ผ้าไทยในอุตสาหกรรมแฟชั่น

เมื่อวันที่ 11 ก.ค.65 สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ สศท. จัดการประกวดผลงานศิลปหัตถกรรมเชิงสร้างสรรค์ (SACIT Award 2022) ภายใต้แนวคิด “ผ้าไทยใส่ได้ทุก Gen” เป็นการออกแบบเสื้อผ้าแฟชั่นในรูปแบบ Ready to wear จากผ้าไทยที่สะท้อนภูมิปัญญา และอัตลักษณ์ความงามของผ้าไทยใน 4 ภูมิภาคได้อย่างร่วมสมัย มุ่งเน้นต่อยอดงานผ้าไทยประเภทต่างๆ จากผลงานการสร้างสรรค์ของผู้ประกอบการผู้เป็นสมาชิก สศท. นำมาประยุกต์ใช้เป็นวัตถุดิบ/วัสดุหลักในการออกแบบให้เกิดเป็นเสื้อผ้า และเครื่องแต่งกาย ที่ตรงกับความต้องการของทุกเจนเนอเรชั่น ในแต่ละภูมิภาค เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมการประกวดได้นำเสนอรูปแบบ และกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานการออกแบบ และตัดเย็บเสื้อผ้าแฟชั่นในรูปแบบ Ready to wear ที่แสดงให้เห็นถึงการต่อยอดคุณค่าของผ้าไทย โดยมุ่งเน้นให้สวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน ด้วยการผสมผสานองค์ความรู้ และภูมิปัญญางานศิลปหัตถกรรมไทยเข้ากับทักษะการออกแบบเสื้อผ้าให้สอดรับกับวิถีชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน และนำไปสู่การเชื่อมโยงผลงานสู่ภาคอุตสาหกรรมแฟชั่นและโอกาสในการร่วมงานกับแบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำ

นายพรพล เอกอรรถพร รักษาการแทนผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการจัดประกวดครั้งนี้ว่า SACIT ต้องการเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความสามารถด้านการออกแบบแฟชั่นและเครื่องแต่งกายได้นำเสนอแนวคิดสร้างสรรค์ผลงานที่สื่อถึงกระบวนการ และเทคนิคเชิงช่างดั้งเดิมผสมผสานกับเทคโนโลยี นวัตกรรม ในการพัฒนาลวดลาย เทคนิค รูปแบบแพทเทิร์นชุดจากผ้าไทยให้มีความร่วมสมัย ส่งเสริมให้เกิดประโยชน์ใช้สอยที่สอดรับกับวิถีชีวิตคนในยุคปัจจุบันมากขึ้น รวมถึงเป็นการนำเรื่องราวจากภูมิปัญญาท้องถิ่นมาถ่ายทอดสู่คนรุ่นใหม่ ให้เกิดแรงบันดาลใจในการอนุรักษ์ทักษะฝีมือผลงานศิลปหัตถกรรม ทั้งนี้ผลงานรางวัลชนะเลิศ จำนวน 14 ผลงาน จะได้รับโอกาสในการพัฒนาทักษะแผนธุรกิจโดยการสนับสนุนให้มีการผลิตผลงานเพื่อจำหน่ายจริงร่วมกับแบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำ ภายใต้แนวคิด Brand X SACIT Award รวมถึงได้เผยแพร่ผลงาน และมีโอกาสเข้าร่วมในงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ ทั้งนี้ผ้าไทยในแต่ละภูมิภาคมีอัตลักษณ์และคุณค่าที่แตกต่างกันไป ผ้าแต่ละผืนมีเรื่องราวและภูมิปัญญาท้องถิ่นอยู่ในนั้น การประกวดในครั้งนี้จึงได้แบ่งการประกวดในแต่ละหัวข้อ ให้เป็นการประกวดในแต่ละภูมิภาค ประกอบด้วย ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ เพื่อให้ได้ตัวแทนที่เหมาะกับคนในแต่ละเจนเนอเรชั่น เพื่อเกิดเป็นค่านิยมให้คนทั่วไปหันมาสวมใส่ผ้าไทยมากขึ้น”

การประกวด SACIT Award 2022 “ผ้าไทยใส่ได้ทุก Gen” ในปีนี้ มีโจทย์หลักคือการนำผ้าไทยมาออกแบบ ตัดเย็บเป็นชุดเครื่องแต่งกายแฟชั่นผ้าไทยร่วมสมัย ตาม lifestyle ของคนในแต่ละ Generation และสามารถสวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน มีโอกาสพัฒนาต่อยอดในเชิงพาณิชย์ โดยแบ่งการประกวดออกเป็น ออกเป็น 2 ประเภท ภายใต้หัวข้อการประกวดต่างๆ ดังนี้

1. “ประเภทบุคคลทั่วไป” มีการประกวดใน 4 ภูมิภาค โดยกําหนดหัวข้อการประกวด ออกเป็นภูมิภาคละ 3 หัวข้อ ได้แก่
1.1 Baby Boomer ชุดผ้าไทยที่เหมาะสำหรับผู้สูงวัย ที่มีอายุระหว่าง 58-76 ปี
1.2 Gen-X ชุดผ้าไทยที่เหมาะสำหรับวัยพี่ใหญ่ ที่มีอายุระหว่าง 42-57 ปี
1.3 Gen-Y ชุดผ้าไทยที่เหมาะสำหรับวัยทำงานรุ่น Millennials ที่มีอายุระหว่าง 26-41 ปี
2. “ประเภทนิสิต/นักศึกษา” มีการคัดเลือกผลงานการประกวดจาก 4 ภูมิภาค มาชิงชนะเลิศระดับประเทศ โดยกําหนด หัวข้อการประกวด ออกเป็น 2 หัวข้อ ได้แก่
2.1 Gen-Y ชุดผ้าไทยที่เหมาะสำหรับวัยทำงานรุ่น Millennials ที่มีอายุระหว่าง 26-41 ปี วัยทำงาน (Gen-Y โดย Gen-Z)
2.2 Gen-Z ชุดผ้าไทยที่เหมาะสำหรับวัยแรกรุ่นยุค Digital ที่มีอายุระหว่าง 10-25 ปี (Gen-Z โดย Gen-Z)

การประกวดในครั้งนี้จะมีเงินรางวัลรวมกว่า 730,000 บาท โดยผู้ชนะการประกวดในประเภท “บุคคลทั่วไป” ของแต่ละหัวข้อในแต่ละภาคจะได้รับเงินรางวัล 50,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติยศ ส่วนผู้ชนะการประกวดประเภท “นิสิต/นักศึกษา” ของแต่ละหัวข้อจะได้รับเงินรางวัล 50,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติยศ และรางวัล Popular Vote จะได้รับเงินรางวัล 30,000  บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติยศ โดยผู้ชนะในแต่ละหัวข้อการประกวดจะได้รับการส่งเสริมเพื่อนำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ รวมทั้งได้รับโอกาสในการร่วมงานกับแบรนด์แฟชั่นชั้นนำ

ทั้งนี้จะเปิดรับสมัครแบบร่างผลงานเข้าร่วมโครงการฯ ตั้งแต่วันนี้ ถึง 24 กรกฎาคม 2565 โดยผู้ที่สนใจสามารถสมัคร และติดตามรายละเอียดได้ที่ http://www.sacitaward2022.com และสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง FACEBOOK : SACIT Award 2022 http://www.facebook.com/Sacitaward2022 หรือ โทร 064-2905514 และ 084-4247464

‘เสมาโพล’เผยปชช.70.5%ระบุบุตรหลานไม่เจอปัญหาความไม่ปลอดภัยในสถานศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/666004

‘เสมาโพล’เผยปชช.70.5%ระบุบุตรหลานไม่เจอปัญหาความไม่ปลอดภัยในสถานศึกษา

วันจันทร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 14.44 น.

‘เสมาโพล’เผยปชช.70.5%ระบุบุตรหลานไม่เจอปัญหาความไม่ปลอดภัยในสถานศึกษา

11 กรกฎาคม 2565 นายวีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ (โฆษก ศธ.) เปิดเผยว่า จากการที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ตระหนักถึงเรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษาว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียน จึงได้มีการกำหนดให้เรื่องดังกล่าวเป็นหนึ่งในนโยบายหลักของ ศธ. พร้อมทั้งมีการขับเคลื่อนการดำเนินงานรอบด้านภายใต้นโยบาย “MOE Safety Center สถานศึกษาปลอดภัย” ในหน่วยงานทุกระดับมาอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ “เสมาโพล” ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อนโยบาย “MOE Safety Center สถานศึกษาปลอดภัย” ซึ่งทำการสำรวจจากประชาชนทุกจังหวัดทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 3,378 หน่วยตัวอย่าง โดยเก็บรวบรวมข้อมูลในรูปแบบการสำรวจออนไลน์ ระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน – 4 กรกฎาคม 2565 ผลการสำรวจพบว่า

1. การรับทราบถึงนโยบาย “MOE Safety Center สถานศึกษาปลอดภัย” ของประชาชน : ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 76.7 ระบุว่า ทราบถึงนโยบาย MOE Safety Center สถานศึกษาปลอดภัย ของกระทรวงศึกษาธิการ โดยร้อยละ 31.20 ได้รับทราบข้อมูลผ่านการประชาสัมพันธ์ของสถานศึกษาหรือหน่วยงานทางการศึกษา เช่น การติดป้ายหน้าหน่วยงาน การอบรม และการรณรงค์ ฯลฯ รองลงมา ร้อยละ  21.55 ได้รับทราบผ่านทางเว็บไซต์ของกระทรวงศึกษาธิการ (www.moe.go.th) ร้อยละ 19.66 ได้รับทราบผ่านสื่อออนไลน์ เช่น YouTube, Facebook, Line, Twitter ฯลฯ ร้อยละ 3.08 ได้รับทราบผ่านการบอกต่อระหว่างผู้ใช้งานระบบ MOE Safety Center และร้อยละ 1.21 ได้รับทราบผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ เช่น หนังสือพิมพ์  โปสเตอร์ แผ่นพับ คู่มือ วารสาร ฯลฯ ส่วนประชาชนร้อยละ 23.30 ระบุว่า ไม่ทราบนโยบายดังกล่าว

2. ประสบการณ์เกี่ยวกับ “ความไม่ปลอดภัยในสถานศึกษา” ของประชาชน  : ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 70.57 ระบุว่า ในห้วงปีที่ผ่านมา ตนเองหรือบุตรหลานวัยเรียนไม่เคยประสบกับปัญหาด้านความไม่ปลอดภัยในสถานศึกษา ส่วนอีกร้อยละ 29.43 ระบุว่า ตนเองหรือบุตรหลานวัยเรียนเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับความไม่ปลอดภัยในสถานศึกษา โดยส่วนใหญ่ร้อยละ 12.29 ระบุว่า เคยประสบภัยที่เกิดจากผลกระทบต่อสุขภาวะทางร่างกายและจิตใจ เช่น การกลั่นแกล้ง รังแก รองลงมา คือ ร้อยละ 8.61 ระบุว่าเคยประสบภัยที่เกิดจากอุบัติเหตุในสถานศึกษา ร้อยละ 5.92 ระบุว่าเคยประสบภัยที่เกิดจากการใช้ความรุนแรงของมนุษย์ เช่น การทะเลาะวิวาท และร้อยละ 2.61 ระบุว่าเคยประสบภัยที่เกิดจากการละเมิดสิทธิ์ เช่น การคุกคามทางเพศ การลงโทษแบบไร้เหตุผล ตามลำดับ

3. ความคิดเห็นต่อนโยบาย “MOE Safety Center สถานศึกษาปลอดภัย” ของกระทรวงศึกษาธิการ : ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 59.45 มีความเห็นว่าจุดเด่นของการดำเนินงานรอบด้านตามนโยบาย “MOE Safety Center สถานศึกษาปลอดภัย” ของกระทรวงศึกษาธิการ คือ เป็นการช่วยป้องกันความเสี่ยงในสถานศึกษาที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงต่อตัวบุคคลหรือต่ออาคารสถานที่ รองลงมาคือ ร้อยละ 33.45 มีความเห็นว่าจุดเด่นของการดำเนินงานคือ เป็นการช่วยปลูกฝังหรือสอนให้เด็ก ๆ รู้จักวิธีเอาตัวรอดในสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน เน้นการสอนวิชาชีวิตที่มีความสำคัญไม่น้อยกว่าการสอนวิชาการ และร้อยละ 7.10 มีความเห็นว่าจุดเด่นของการดำเนินงานคือ เป็นการปราบปรามการกระทำผิดอย่างจริงจัง เน้นเยียวยาแก่ผู้เสียหายเป็นสำคัญ ตามลำดับ

4. ความเชื่อมั่นต่อนโยบาย “MOE Safety Center สถานศึกษาปลอดภัย” ของกระทรวงศึกษาธิการ : ผลการสำรวจจำแนกตามกลุ่มผู้ให้ข้อมูล พบว่า 

– กลุ่มผู้ปกครองส่วนใหญ่ร้อยละ 56.34 ระบุว่ามีความเชื่อมั่น รองลงมา ร้อยละ 39.98 ระบุว่าไม่แน่ใจ ส่วนร้อยละ 3.68 ระบุว่าไม่เชื่อมั่น      

– กลุ่มนักเรียน นักศึกษาส่วนใหญ่ร้อยละ 59.88 ระบุว่ามีความเชื่อมั่น  รองลงมา ร้อยละ 36.19 ระบุว่าไม่แน่ใจ ส่วนร้อยละ 3.93 ระบุว่าไม่เชื่อมั่น     

– กลุ่มครู อาจารย์ บุคลากรทางการศึกษาส่วนใหญ่ร้อยละ 61.83 ระบุว่ามีความเชื่อมั่น รองลงมา ร้อยละ 31.30 ระบุว่าไม่แน่ใจ ส่วนร้อยละ 6.87 ระบุว่าไม่เชื่อมั่น     

– กลุ่มประชาชนทั่วไปส่วนใหญ่ร้อยละ 49.02 ระบุว่ามีความเชื่อมั่น รองลงมา ร้อยละ 39.22 ระบุว่าไม่แน่ใจ ส่วนร้อยละ 11.76 ระบุว่าไม่เชื่อมั่น ในภาพรวมของนโยบาย “MOE Safety Center สถานศึกษาปลอดภัย” ของกระทรวงศึกษาธิการ ประชาชนให้คะแนนความพึงพอใจ จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน ได้ 7.40 คะแนน

รองปลัด ศธ. กล่าวด้วยว่า สำหรับ “MOE Safety Center” เป็นโครงการสำคัญของรัฐบาล “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี” และกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ภายใต้การบริหารงานของ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ ซึ่งให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษา โดยกำหนดให้เป็นวาระแรกใน 7 วาระเร่งด่วนของกระทรวงศึกษาธิการ เพราะตระหนักดีว่าหากสถานศึกษาไม่มีความปลอดภัยแล้ว จะไม่สามารถจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพให้แก่ผู้เรียนได้ และยังส่งผลต่อการพัฒนาการศึกษาของไทย รวมถึงการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมด้วย

ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นความไม่ปลอดภัยที่เกิดขึ้นในสถานศึกษา สามารถแจ้งเหตุได้ 4 ช่องทาง ผ่านแอปพลิเคชัน MOE Safety Center, เว็บไซต์ http://www.MOESafetyCenter.com, ไลน์ @MOESafetyCenter หรือ Call Center โทร. 0-2126-6565