ลดเจ็บ-ตายบนท้องถนน เสริมพลังครู-เซฟชีวิตเด็กไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/665860

ลดเจ็บ-ตายบนท้องถนน  เสริมพลังครู-เซฟชีวิตเด็กไทย

วันจันทร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.55 น.

ถึงวันนี้ การเรียนการสอนได้กลับมาสู่ภาวะปกติแบบ “ออนไซต์ (Onsite)” หรือการเรียนการสอนในโรงเรียนอย่างเต็มรูปแบบ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ปิดบ้าง-เปิดบ้าง ตามความรุนแรงของสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ที่ยาวนานกว่า2 ปี ซึ่งเมื่อกลับมาเรียนแบบออนไซต์ “อุบัติเหตุบนท้องถนน” ดูจะกลับมาเป็นภัยคุกคามกับเด็กและเยาวชนไทย ไม่ต่างจากที่เมื่อผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ คนไทยกลับมาเดินทางมากขึ้น ก็มีรายงานพบการกลับมาเพิ่มขึ้นของอุบัติเหตุบนท้องถนนอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน

ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) เผยแพร่รายงานเมื่อวันที่ 6 ก.ค. 2565 ระบุ “สถิติอุบัติเหตุบนท้องถนนที่เกิดกับรถรับ-ส่งนักเรียน ในช่วงครึ่งแรกของปี 2565” พบว่า ในเดือน มิ.ย. 2565 ที่สถาบันการศึกษาต่างๆกลับมาเปิดการเรียนการสอนออนไซต์เต็มรูปแบบ จำนวนอุบัติเหตุรถรับ-ส่งนักเรียน อยู่ที่ 8 ครั้ง มากที่สุดในรอบ 6 เดือน ขณะที่เดือนม.ค. 2565 เกิด 1 ครั้ง ก.พ. 2565 ไม่มีอุบัติเหตุ มี.ค.-เม.ย. 2565 เกิด 2 ครั้ง ซึ่งเป็นช่วงที่โรงเรียนบางแห่งเปิดสอนชดเชยสถานการณ์โควิด-19 และเดือน พ.ค. 2565 เกิด 5 ครั้ง

ก่อนหน้าการเผยแพร่รายงานของ ศวปถ. ไม่นานนัก แผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด (สอจร.) จัดเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง“เด็กเล็กต้องปลอดภัยบนถนน …เจ้าทำได้บ่”โดย พรทิพภา สุริยะ ผู้จัดการโครงการขยายผลศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสู่โรงเรียนต้นแบบด้านความปลอดภัยทางถนน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า แกนหลักความสำคัญการทำงาน คือ “สร้างคนเก่ง สร้างคนดี ให้ชุมชนคือคุณครู” ซึ่งครูจะเป็นต้นแบบที่ดีให้เด็กได้หรือไม่ จะต้องมีกระบวนการให้ความรู้กับครู

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวินัยการขับขี่ปลอดภัย รวมถึงออกแบบสื่อการเรียนการสอน โดยสิ่งที่จะทำให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่มีความปลอดภัยในการเดินทางจะมี 3 รูปแบบ ได้แก่ การจัดการจุดเสี่ยง การจัดการพฤติกรรมเสี่ยง และการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับช่วงวัย จากเดิมที่ครูมองตนเองว่ามีหน้าที่แค่ดูแลเด็ก แต่หลังจากที่ใช้กระบวนการวิเคราะห์ปัญหา การค้นหาจุดเสี่ยง และการค้นหาพฤติกรรมเสี่ยง ทำให้ครูมีความคิดที่เปลี่ยนแปลง

จึงทำให้เห็นว่านอกจากมีจิตวิญญาณในการเป็นครูแล้ว ยังมีจิตวิญญาณของความเป็นแม่ด้วย เพราะสามารถที่จะดูแลเด็กและทำให้เด็กเชื่อฟังได้ ซึ่งทำให้เด็กสามารถบอกผู้ปกครองได้ว่า การที่ผู้ปกครองไม่สวมหมวกนิรภัย จะทำให้ผู้ปกครองเป็นอันตรายได้ จึงทำให้ผู้ปกครองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและวินัยการขับขี่รถ ซึ่งพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงของครูเกิดจาก “พลังบวก”ที่อยากให้เด็กมีวินัย จิตสำนึกดี และพฤติกรรมที่ดีนอกจากนี้ยังส่งต่อสิ่งเหล่านี้ให้ผู้ปกครองด้วย

พรทิพภา เล่าต่อไปว่า หากดูข้อมูล 10 ปีย้อนหลังตั้งแต่ปี 2554-2564 พบว่าคนไทยเสียชีวิตจากจักรยานยนต์เป็นอันดับ 1 สูงถึงร้อยละ 80.4 โดยอยู่ในช่วงอายุ 15-19 ปี จากการเสียชีวิตดังกล่าวจะทำให้จำนวนเยาวชนหายไป จึงทำให้หลายหน่วยงานทำเรื่องของความปลอดภัยทางถนนซึ่งศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเป็นส่วนหนึ่งที่ทำเรื่องนี้ เนื่องจากเด็กและเยาวชนเสียชีวิตจากจักรยานยนต์ คิดเป็น 1 ใน 4 ของเด็กและเยาวชน หรือเสียชีวิตประมาณ 700-2,600 คนต่อปี

“เส้นทางการดำเนินงานแบ่งเป็น 3 เฟส ได้แก่ เฟสที่ 1 พ.ศ.2560-2561 พัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กให้เป็นต้นแบบด้านความปลอดภัยทางถนน 8 จังหวัด เฟสที่ 2 พ.ศ.2562-2563 ขยายศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสู่โรงเรียนประถมถึงมัธยมต้น 8 จังหวัดเดิม โดยการพัฒนาศูนย์เด็กเล็ก เฟสที่ 1 เป็นแหล่งเรียนรู้ และขยายผลศูนย์พัฒนาเด็กเล็กใหม่ และ เฟสที่ 3 พ.ศ.2564-2565 ขยายศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบในการสร้างกลไกป้องกันทางสังคม โดยการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชน” พรทิพภา กล่าว

พรทิพภา กล่าวต่อไปว่า ข้อค้นพบจากการทำงานคือ “จะทำอย่างไรไม่ให้ครูรู้สึกโดดเดี่ยว” เนื่องจากความสำเร็จอยู่แค่เด็กและผู้ปกครองในชุมชนเท่านั้น แต่ถ้าหากสร้างการเปลี่ยนแปลงให้มีความต่อเนื่องและยั่งยืน จะต้องมีหน่วยงานในพื้นที่และภาคีเครือข่าย เข้ามาช่วยกันสนับสนุนการขับเคลื่อนเรื่องนี้ จึงได้มีข้อเสนอเชิงนโยบายไปที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หากให้การสนับสนุนการจัดการเรียนรู้และสื่อการเรียนการสอนเรื่องความปลอดภัยทางถนนให้เด็ก จะสร้างการเปลี่ยนแปลงของผู้ปกครองและเป็นการปลูกฝังวินัยให้กับเด็กด้วย

รวมไปถึงการบรรจุเรื่องของความปลอดภัยในศูนย์ฯเข้าไปในเทศบัญญัติ เพื่อที่จะใช้งบประมาณของท้องถิ่น ซึ่งสิ่งที่ทำจะเป็นการทำให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดี โดยเด็กเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดี นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอให้กำหนดมาตรการให้เด็กที่ได้เรียนหนังสือจะต้องสวมหมวกนิรภัยทุกคน จนในที่สุดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้เห็นความสำคัญจึงได้มีข้อสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ จึงเกิดนโยบาย “ตำบลขับขี่ปลอดภัย” ขึ้นมาเมื่อปี พ.ศ.2562 โดยภาคีเครือข่ายมาขับเคลื่อนด้วยกัน

ซึ่งมีแนวทางตัวชี้วัด 4 ข้อ ได้แก่ 1.ผลักดันให้เกิดการใส่หมวกนิรภัย 100% เพื่อลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากรถจักรยานยนต์ให้ลดลงร้อยละ 20 2.ผลักดันให้เกิดถนนปลอดภัย พร้อมการกำจัดจุดเสี่ยงและจุดอันตราย 3.พัฒนาศูนย์เด็กเล็กและโรงเรียน เพื่อความปลอดภัยทางถนน และ 4.การตั้งด่านสกัดพฤติกรรมเสี่ยงที่ได้ผล คัดแยกคนขับเสี่ยงและรถเสี่ยง มาดำเนินการกับเครือข่ายอื่นต่อไป

ด้าน ผศ.(พิเศษ) กาญจนา ทองทั่ว หัวหน้าโครงการฯ ภาคอีสาน กล่าวเสริมว่าในพื้นที่ภาคอีสาน หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ทำโครงการฯเฟสที่ 1 และเฟสที่ 2 ที่จังหวัดอุบลราชธานี และอำนาจเจริญ และในเฟสที่ 3 ได้ขยายโครงการไปจังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งโครงการทำทั้งหมด 4 ภาค โดยที่มีกระบวนการคล้ายกันคือ“นำมาจากงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น” เนื่องจากเวลาคิดอะไรจะต้องอยู่บนฐานข้อมูล จึงทำให้งานปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม คนในพื้นที่ต้องเป็นคนปฏิบัติการเองทั้งหมด

ซึ่งเมื่อทำแล้วจะเห็นได้ว่า กระบวนการที่ใช้ส่งผลต่อโครงการในระยะยาว ทำให้คนในพื้นที่รู้สึกมีความเป็นเจ้าของร่วมสูง แต่การขยายผลเข้าไปสู่โรงเรียนเป็นเรื่องที่ยากกว่าศูนย์เด็กเล็ก เพราะว่าเมื่ออยู่ในศูนย์เด็กเล็กครูจะสอดแทรกเรื่องความปลอดภัยทางถนนเข้าในหลักสูตรการเรียนการสอนและทำอย่างต่อเนื่อง เมื่อเด็กเรียนรู้จนเห็นความอันตรายที่เกิดขึ้น จึงทำให้ส่งต่อความรู้ให้ผู้ปกครองอย่างง่ายดาย

ผศ.(พิเศษ) กาญจนา ยกตัวอย่างโครงการที่ทำในช่วงแรก ได้แก่ “ธนาคารหมวกนิรภัย” เนื่องจากเป็นโรงเรียนในชนบท ผู้ปกครองส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีเงิน และผู้ปกครองส่วนใหญ่มองว่าขี่ในหมู่บ้านไม่อันตราย หลังได้ทำโครงการเด็กบางคนใส่หมวกนิรภัยจนเคยชิน และทำให้เด็กขอร้องให้ผู้ปกครองซื้อให้ จึงทำให้เห็นได้ว่า ครูสามารถเปลี่ยนความคิดของเด็ก ผู้ปกครอง และคนในชุมชนได้

“การพัฒนาครูจึงเป็นหัวใจสำคัญของโครงการนี้ โดยให้ครูเข้าใจว่าทำไมถึงต้องมาทำโดยการที่ใช้เครื่องมืองานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ซึ่งให้ครูวิเคราะห์ปัญหาสถานการณ์ในพื้นที่นั้นมีอะไรบ้าง หลังจากนั้นให้ดูสาเหตุของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเกิดจากอะไร ดูว่าส่งผลกระทบอย่างไร และหาแนวทางแก้ปัญหา นอกจากนี้มีการให้ครูหาต้นทุนในพื้นที่เข้ามาในการจัดการจุดเสี่ยง ในส่วนของการพัฒนาการเรียนการสอน จะมีอาจารย์เอกปฐมวัยเข้ามาสอนในเรื่องของการเขียนแผน การจัดการเรียนการสอน และผลิตสื่อการสอน เพื่อให้สอดคล้องกับแผน” ผศ.(พิเศษ) กาญจนา กล่าว

มข.วิจัย‘หมอลำ’นำ‘Soft Power’ ผลักดันเศรษฐกิจ-สังคม-สุขภาพ‘ชาวอีสาน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/665861

มข.วิจัย‘หมอลำ’นำ‘Soft Power’  ผลักดันเศรษฐกิจ-สังคม-สุขภาพ‘ชาวอีสาน’

วันจันทร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม ร่วมมือกับนักวิจัยคณะเศรษฐศาสตร์ และวิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) จัดกิจกรรม “The Soft Power of Molam 4.0” ภายใต้การดำเนินโครงการวิจัย เรื่อง “หมอลำกับเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพของคนอีสาน” ตามแผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมาย (Spearhead) ด้านสังคม แผนงานคนไทย 4.0 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ โดยมีพิธีเปิดไปเมื่อเร็วๆ นี้ ศูนย์ประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยขอนแก่น

รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมาย ด้านสังคม แผนงานคนไทย 4.0 ที่ได้ให้การสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อศึกษาและยกระดับพัฒนาทุนทางวัฒนธรรมสู่ความเป็นสากล นับเป็นความภาคภูมิใจของชาว มข. ที่มีทีมนักวิจัยที่มุ่งมั่นศึกษา และสร้างงานวิจัยเพื่อพัฒนาสังคมตามปณิธานของมหาวิทยาลัยขอนแก่น และหวังว่าการจัดงาน The Soft Power of Molam 4.0 นอกจากความสนุกสนานที่จะเกิดขึ้นแล้ว ยังก่อให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ทางด้านวัฒนธรรม และมีส่วนช่วยผลักดันให้หมอลำเป็น Soft Power ได้ในอนาคตต่อไป

รศ.ดร.นิยม วงศ์พงษ์คำ รองอธิการบดีฝ่ายศิลปวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มข. กล่าวว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่นมีภารกิจสำคัญในการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมที่เป็นทุนทางวัฒนธรรม เพื่อใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยศูนย์ศิลปวัฒนธรรม และนักวิจัยคณะเศรษฐศาสตร์ และวิทยาลัยการปกครองส่วนท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมมือกันดำเนินโครงการวิจัย เรื่อง หมอลำกับเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพของคนอีสาน ภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมาย (Spearhead) ด้านสังคม แผนงานคนไทย 4.0 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาวัฒนธรรมการแสดงพื้นบ้านของภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือหมอลำ ในการเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี และการปรับเปลี่ยนเชิงธุรกิจของหมอลำให้อยู่รอดในสังคมปัจจุบัน รวมถึงการวิเคราะห์ความต้องการของผู้ชมหมอลำ และนำมาปรับใช้ในการออกแบบการให้บริการ และการดำเนินธุรกิจหมอลำเพื่อให้สามารถแข่งขัน และต่อยอดจนสามารถเป็น Soft Power ได้ในอนาคต

ดร.ดนุช ตันเทอดทิตย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ซึ่งให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงานครั้งนี้ กล่าวว่า งาน The Soft Power of Molam 4.0 ระเบียบวาทะศิลป์ ซึ่งเป็นการเผยแพร่ผลการศึกษาโครงการ หมอลำกับเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพของคนอีสาน ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ได้รับการสนับสนุนจากภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมายด้านสังคม แผนงานคนไทย 4.0 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

นับเป็นความภาคภูมิใจและชื่นชมยินดีอย่างยิ่งในการศึกษาวิจัยในมิติทางด้านวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ เพื่อก่อให้เกิดนวัตกรรมมิติใหม่ที่สามารถนำไปต่อยอดพัฒนาหมอลำสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และต่อยอดการเป็น Soft Power ของทุนวัฒนธรรมอีสานสู่สากล ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญของกระทรวงในการต่อยอดองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ๆในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทย

สำหรับโครงการวิจัย เรื่อง หมอลำกับเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพของคนอีสาน สามารถนำข้อมูลที่ได้จากการศึกษาไปใช้ประโยชน์ โดยคณะผู้วิจัยได้นำต้นแบบการแสดง (Prototype) ที่เหมาะกับกลุ่มผู้ชมเดิม และ สร้างความต้องการใหม่ (New Demand) ถ่ายทอดให้กับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมหมอลำ ได้แก่ ผู้บริหารคณะหมอลำผู้เชี่ยวชาญทางด้านออกแบบการแสดง ผู้เชี่ยวชาญทางด้านดนตรี ผู้เชี่ยวชาญทางด้านวัฒนธรรม และผู้มีอิทธิพลทางสื่อโซเชียลเกี่ยวกับหมอลำ

เพื่อเป็นแนวคิดในการออกแบบรูปแบบการแสดงของคณะหมอลำในฤดูกาลปี 2565-2566 นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอแนะ ให้คณะหมอลำประยุกต์ใช้ดิจิทัลและเทคโนโลยีใหม่ เพื่อให้เกิดความสะดวกกับผู้ชมหมอลำในยุคปัจจุบันให้มากที่สุด ยกตัวอย่างเช่น การถ่ายทอดสดการแสดง (Live Streaming) ควบคู่กับการแสดงหน้าเวที การเปิดจำหน่ายตั๋วล่วงหน้าทางออนไลน์เพื่อให้สะดวกต่อการรับชมหน้าเวทีมากขึ้น

รวมไปถึงการนำเทคนิคและนวัตกรรมมาต่อยอดเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ อาทิ การใช้Studio ถ่ายทำ หรือการทำภาพสามมิติในการแสดงหมอลำซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการต่อยอด นอกจากการแสดงหน้าเวทีอย่างเดียว ซึ่งข้อมูลนี้จะนำไปสู่การปรับรูปแบบการให้บริการ และการดำเนินธุรกิจหมอลำเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในอนาคต!!!

ขอเชิญชวนร่วมลงนามถวายพระพร ‘พระองค์เจ้าโสมสวลี’วันคล้ายวันประสูติ13ก.ค.65

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/665791

ขอเชิญชวนร่วมลงนามถวายพระพร 'พระองค์เจ้าโสมสวลี'วันคล้ายวันประสูติ13ก.ค.65

วันอาทิตย์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 11.45 น.

เชิญชวนประชาชนร่วมลงนามถวายพระพร “พระองค์เจ้าโสมสวลี” เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 13 กรกฎาคม 2565  ผ่านระบบออนไลน์

10 กรกฎาคม 2565 สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนประชาชนร่วมลงนามถวายพระพร พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ วันที่ 13 กรกฎาคม 2565 ผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ www.royaloffice.th. ระหว่างวันที่  12 –  14  กรกฎาคม 2565

ทบ.ยันปรับหลักสูตร รด.ภาคสนาม เรียนแบบเช้าไป-เย็นกลับ สอดรับสถานการณ์โควิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/665662

ทบ.ยันปรับหลักสูตร รด.ภาคสนาม เรียนแบบเช้าไป-เย็นกลับ สอดรับสถานการณ์โควิด

วันเสาร์ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 15.46 น.

ทบ. ยันปรับหลักสูตรฝึก รด. เป็นกิจกรรมภาคสนาม เช้าไปเย็นกลับ สอดรับสถานการณ์โควิด – แจงดราม่าโซเชียล ติดเชื้อหลังฝึกรด. ขอตรวจสอบก่อน ย้ำทุกองค์กรปฏิบัติตามมาตรการสธ.อยู่แล้ว

พันเอกหญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก ชี้แจงถึงกรณีการวิพากษ์วิจารณ์ ในสังคมออนไลน์ถึงความเป็นห่วง ต่อการฝึกของนักศึกษาวิชาทหารหรือ รด. ใน ที่มีการแพร่ระบาด โควิด-19 พร้อมแฮชแท็ก #ยกเลิกเขาชนไก่ ว่า การฝึกภาคสนามของนักศึกษาวิชาทหารในปีนี้ กองทัพบกได้ปรับห้วงเวลา และ ลักษณะการฝึก ซึ่งเราจัดเป็นลักษณะกิจกรรมภาคสนาม ของนักศึกษาวิชาทหารชั้นปีที่ 3 และสามารถเลือกเวลาที่จะเข้ารับการฝึกได้ ซึ่งเป็นการลดจำนวนวันลง และเป็นการฝึกแบบไป-กลับด้วย โดยย้ำว่าช่วงนี้ ได้เข้มงวดมาตรการป้องกันการแพร่ระบาด โควิด-19อย่างเต็มที่

พันเอกหญิง ศิริจันทร์ ยังกล่าวถึงการฝึกของนักศึกษาวิชาทหารชั้นปีที่ 4-5 ก็ได้จัดระบบต่างๆไว้อย่างเรียบร้อย ขอให้มั่นใจว่า ทัพบกเอง ให้ความสำคัญกับน้องนักศึกษาวิชาทหาร เราดูแลทุกอย่าง ทั้งสถานที่ ทั้งหลักสูตรที่มีการปรับลด ปรับกิจกรรมต่างๆให้สอดคล้องกับสถานการณ์ พร้อมย้ำว่า การฝึกภาคสนามเราได้ปรับเป็นในลักษณะรูปแบบกิจกรรม ส่วนเนื้อหาความรู้มีลักษณะคล้ายเดิม แต่การปฏิบัติก็จะให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ยืนยันว่าจะดูแลให้ดีที่สุด 

ส่วนกรณีที่ ในโซเชียล ออกมาระบุว่า  มีการติดโควิด-19 จากการฝึกภาคสนามนักศึกษาวิชาทหาร จะตรวจสอบหรือปรับมาตรการอย่างไรนั้น รองโฆษกกองทัพบกกล่าวว่า  อันดับแรกต้องไปตรวจสอบก่อน ว่าเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ /  และ 2 การแพร่ระบาดของ โควิด-19 ภาครัฐและกระทรวงสาธารณสุข ก็มีมาตรการที่ให้ทุกองค์กร และบุคคลปฏิบัติอยู่แล้ว 

‘ม.ธรรมศาสตร์’เผยแพร่เอกสารชี้แจงเรื่องการใช้เพลงมหาวิทยาลัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/665550

'ม.ธรรมศาสตร์'เผยแพร่เอกสารชี้แจงเรื่องการใช้เพลงมหาวิทยาลัย

วันศุกร์ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 18.17 น.

8 ก.ค.65  จากกรณีองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ได้อ้างผลสำรวจความคิดเห็นประชาคมคนธรรมศาสตร์ ประกาศใช้เพลงประจำมหาวิทยาลัยทำนอง “มอญดูดาว”แทนเพลงพระราชนิพนธ์”ยูงทอง”ในทุกกิจกรรมที่จัดขึ้นโดย อมธ. ขณะที่ทางสมาคมธรรมศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ก็ออกหนังสือยืนยันที่จะใช้เพลงพระราชนิพนธ์’ยูงทอง’ในกิจกรรมหลักของสมาคมฯเช่นเดิมนั้น ( อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘สมาคมธรรมศาสตร์’ประกาศใช้เพลงพระราชนิพนธ์’ยูงทอง’ในกิจกรรมเช่นเดิม)

ล่าสุด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เผยแพร่เอกสารเรื่อง คำชี้แจงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่องการใช้เพลงมหาวิทยาลัย โดยมีรายละเอียดดังนี้..

เพลงพระราชนิพนธ์ ยูงทอง เป็นเพลงที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้คุณค่าและความสำคัญสำหรับ งานพิธี พิธีการ และงานที่เป็นทางการของมหาวิทยาลัย และยังคงถือปฏิบัติเช่นนั้นโดยมิได้มีการเปลี่ยนแปลง

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีเพลงที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัย ทั้งสิ้น 20 บทเพลง (เรียงลำดับตามที่ปรากฏในอัลบั้มโดมในดวงใจ รวมเพลงธรรมศาสตร์)ดังนี้ 1. เพลงพระราชนิพนธ์ ยูงทอง 2. โดมในดวงใจ 3. ขวัญโดม 4. โดมร่มใจ 5. อาลัยโดม 6. โดมรอเธอ 7. จำจากโดม 8. นี่หรือธรรม 9. เธอชื่อยูงทอง 10. โดมในอดีต 11. โดมเริงใจ 12. เงาโดม 13. สีเหลืองแดง 14. เอื้องฟ้า 15. ธรรมศาสตร์รักกัน 16. ธรรมศาสตร์เกรียงไกร 17. เพลงประจำมหาวิทยาลัย (ทำนองมอญดูดาว) 18.  มาร์ช มธก. 19. เดิน และ 20.ปรีดี พนมยงค์

ทั้งนี้ องค์การนักศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) สภานักศึกษา และกลุ่มชุมนุมกิจกรรมนักศึกษาทั้งหมดอีก 59 ชุมนุม สามารถเลือกใช้เพลงต่าง ๆ ข้างต้นในการดำเนินกิจกรรมของนักศึกษาได้ตามโอกาสและความเหมาะสม

ปลัด ศธ.จี้สถานศึกษาเข้มมาตรการโควิด หลังพบโรงเรียนหลายแห่งการ์ดตก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/665452

ปลัด ศธ.จี้สถานศึกษาเข้มมาตรการโควิด หลังพบโรงเรียนหลายแห่งการ์ดตก

วันศุกร์ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 15.20 น.

‘ปลัด ศธ.’ แจงกรณีเด็กกรุงเทพคริสเตียนฯติดโควิดฯเป็นยอดสะสมตั้งแต่เปิดเทอม ย้ำทุกโรงเรียนเข้มงวดมาตรการ 6-6-7 “นายกฯ”กำชับสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ เว้นระยะห่าง

วันที่ 8 กรกฎาคม 2565 นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) เปิดเผยหลังจากการประชุม ศบค.ชุดใหญ่ ว่า กระทรวงสาธารณสุขรายงานการติดเชื้อมากขึ้นในผู้เรียน โดยสถานการณ์ภาพรวมของประเทศตั้งแต่เปิดเทอมช่วงวันแรก ๆ มีเด็กติดเชื้อประมาณเกือบ 200 คน/วัน แล้วก็ลดลงเรื่อย ๆ ซึ่งก่อนวันที่ 15 มิ.ย. มีตัวเลขติดเชื้อหลักสิบคนต่อวัน เมื่อสัปดาห์ที่แล้วขึ้นมาเป็นหลักร้อยต้น จนพุ่งขึ้นมาเป็นเกือบ 200 คน/วัน ในวันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งจะเห็นได้ว่าเด็กติดเชื้อกันมากขึ้นเป็น 2 เท่า/วัน 

ปลัดศธ. กล่าวว่า ในกรณีของโรงเรียนบุญวาทย์ จ.ลำปาง ไม่ได้เป็นการแพร่ระบาดที่เกิดระหว่างการเรียนในห้องเรียน แต่เป็นการแพร่ระบาดในการทำกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าเป็นกิจกรรมกลางแจ้งหรือกิจกรรมในห้องแอร์ มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมมากกว่า 200 คน มีนักเรียนติดเชื้อ 84 คน ครูติดเชื้อ 18 คน รวมเป็น 102 คน ซึ่งในจำนวนนี้มีครู 1 คนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล นอกนั้นไม่มีอาการรุนแรง สามารถพักรักษาตัวที่บ้านได้ เป็นผลของการได้รับวัคซีน ซึ่งหากได้รับวัคซีน 3 เข็มขึ้นไป จะสามารถลดการป่วยรุนแรงได้มาก โดยข้อมูลขณะนี้เด็กอายุ 12-17 ปี ได้รับวัคซีนเข็ม 3 ไปแล้ว 20.7% 

ปลัดศธ. กล่าวต่อว่า ในส่วนของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ข้อมูลที่ถูกต้องคือยอดสะสมของผู้ติดเชื้อตั้งแต่วันที่ 17 พ.ค. 2565 จำนวนประมาณ 700 คน เป็นการติดเชื้อทุกวัน จำนวนไม่เกิน 20 คน/วัน จนกระทั่งสัปดาห์ที่ผ่านมายอดนักเรียนติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็น 25 คน/วัน ทางโรงเรียนจึงได้มีการสอบสวนโรคร่วมกับกรมอนามัย พบว่าจุดแพร่ระบาดเชื้ออยู่ที่โรงอาหาร ซึ่งการจัดการยังไม่รัดกุมเท่าที่ควร ขณะเดียวกันการดำเนินตามแนวทาง Sealed Route ยังมีความหย่อนยานอยู่ ทั้งนี้ เข้าใจได้ว่าระหว่างเดินทางกลับบ้าน นักเรียนได้มีการทำกิจกรรมรวมกลุ่มหลายรูปแบบ หรือเดินทางไปสถานที่อื่นก่อนกลับบ้าน เมื่อติดเชื้อแล้วจึงมาแพร่ระบาดในโรงเรียน รวมถึงนำไปติดคนในครอบครัวที่บ้านด้วย

นายสุภัทร กล่าวต่อว่า สิ่งที่กระทรวงศึกษาธิการ จะเน้นย้ำกับผู้บริหารสถานศึกษา ผู้ปกครอง นักเรียน ในสถานการณ์ที่มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นนี้ คือ ให้ดำเนินการตามมาตรการ 6-6-7 อย่างเข้มงวด โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กำชับเป็นพิเศษในเรื่องการสวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา ล้างมือบ่อย ๆ และเว้นระยะห่างจากผู้อื่น ในส่วนของโรงอาหาร ขอให้ใช้อุปกรณ์ส่วนตัวทั้งหมด ลดการพูดคุยระหว่างรับประทานอาหาร และสวมหน้ากากอนามัยทันทีที่รับประทานอาหารเสร็จ ตลอดจนขอความร่วมมือผู้ปกครองดูแลการเดินทางไป-กลับของนักเรียน ให้เป็นระบบปิดมากที่สุด

“สำหรับการจัดการเรียนการสอนนั้น ขณะนี้เป็นการเปิดเรียน on site ตามปกติทั่วประเทศ ส่วนการเรียนออนไลน์หรือการเรียนทางไกล ถือเป็นแผนสำรอง ซึ่งกรณีของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยประกาศให้เรียนออนไลน์นั้น เนื่องจากมีการติดเชื้อแบบกระจายและเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ จึงใช้ช่วงวันหยุดยาวปิดเรียนตัดตอนโรคก่อน แล้วจึงจะเริ่มนับหนึ่งใหม่หลังจากนั้น ซึ่งมีหลายโรงเรียนที่ใช้วิธีนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งของแผนบริหารจัดการของโรงเรียนที่สามารถทำได้” ปลัด ศธ. กล่าว 

นายสุภัทร กล่าวด้วยว่า ขอเชิญชวนผู้ปกครองพานักเรียนมารับวัคซีน จะเป็นการป้องกันไม่ให้เด็กป่วยหนักเมื่อติดเชื้อ เนื่องจากสถานการณ์ขณะนี้จัดเป็นการแพร่ระบาดแบบคลื่นลูกสุดท้ายก่อนจะทยอยลดลง ทำให้ยังคงต้องดูแลกันอย่างเข้มงวดอยู่ รวมถึงเข็มบูสเตอร์โดสก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคน และในช่วงวันหยุดยาวที่จะถึงนี้ ขอความร่วมมือผู้ปกครองดูแลบุตรหลานอย่างเข้มข้น การไปสันทนาการต่าง ๆ ให้พึงระมัดระวังเรื่องความแออัด และขอความร่วมมือน้องนักเรียน เยาวชนทุกคน ใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อย ๆ เว้นระยะห่างจากคนอื่น ซึ่งหากเราทำแบบนี้อย่างเคร่งครัด โอกาสเป็นผู้มีความเสี่ยงสูงก็จะน้อยลง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : รร.กรุงเทพคริสเตียนฯ แจงยอดติดเชื้ออยู่ที่ 200 รายไม่ใช่ 700 คน เตรียมเปิดเรียน 20 ก.ค.นี้

รร.กรุงเทพคริสเตียนฯ แจงยอดติดเชื้ออยู่ที่ 200 รายไม่ใช่ 700 คน เตรียมเปิดเรียน 20 ก.ค.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/665402

รร.กรุงเทพคริสเตียนฯ แจงยอดติดเชื้ออยู่ที่ 200 รายไม่ใช่ 700 คน เตรียมเปิดเรียน 20 ก.ค.นี้

วันศุกร์ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 11.52 น.

วันที่ 8 กรกฎาคม 2565 ที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย นางวราภรณ์ ทรัพย์สมบูรณ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการและมาตรฐานคุณภาพ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการและผู้จัดการโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ได้แถลงข่าวชี้แจงถึงกรณีที่โรงเรียนมีการออกประกาศหยุดการเรียนการสอนโรงเรียน 5 วัน เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 กลับมาระบาดหนักอีกครั้ง ว่า เราต้องขอทำความเข้าใจให้สังคมรับทราบ เพราะมีการสื่อสารเข้าใจคลาดเคลื่อนถึงตัวเลขนักเรียนที่ติดเชื้อ ซึ่งตัวเลขครูและนักเรียนติดเชื้อกว่า 700 คนนั้น เป็นตัวเลขติดเชื้อสะสมตั้งแต่เปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 และเมื่อเทียบจำนวนผู้ติดเชื้อกับจำนวนนักเรียนและบุคลากรจะพบว่ามีเพียงราวๆ ร้อยละ 10 จากบุคคลทั้งหมดในโรงเรียน จำนวน 5,000 คน โดยขณะนี้ยอดจริงของนักเรียนและครูที่ติดเชื้อโควิดสะสมอยู่ 200 คน และผู้ติดเชื้ออยู่ระหว่างการรักษาตัว ทั้งนี้โรงเรียนจึงต้องออกมาชี้แจงทำความเข้าใจใหม่ เพราะอาจสร้างความเข้าใจผิดเนื่องจากการสื่อสารที่ไม่ครบถ้วนได้ จนเกิดความกังวลให้แก่บุคคลบางกลุ่ม

นางวราภรณ์ กล่าวต่อว่า มาตรการของโรงเรียนขณะนี้เราต้องการใช้วันหยุดของรัฐบาลให้เกิดประโยชน์และเป็นการตัดวงจรโควิด จึงปรับการเรียนการสอนในรูปแบบออนไลน์ ในวันที่ 11-12 กรกฎาคม และจะกลับมาจัดการเรียนการสอนออนไซต์ในรูปแบบปกติในวันที่ 20 กรกฎาคม อีกทั้งโรงเรียนยังได้ปฏิบัติตามมาตรการแผนเผชิญเหตุของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) อย่างเคร่งคัด คือ หากพบนักเรียนติดเชื้อให้ปิดเฉพาะชั้นเรียน หรือโรงเรียนสามารถประเมินสถานการณ์ได้เองตามความเหมาะสม สวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา และการตรวจคัดกรอง ATK ทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 ครั้ง คือ ทุกวันอาทิตย์ และวันพุธ ซึ่งมาตรการเผชิญเหตุของโรงเรียนผู้ปกครองทุกคนมีความพอใจอย่างมาก

ทั้งนี้หากยังมียอดการติดเชื้อของนักเรียนและครูอยู่โรงเรียนจะประเมินสถานการณ์เป็นระยะ แต่อย่างไรก็ตาม โรงเรียนยืนยันว่าการเรียนที่ดีที่สุดคือการเรียนที่โรงเรียนกับครูผู้สอนโดยตรง ทั้งนี้ในส่วนของผู้ปกครองส่วนใหญ่ก็มีความประสงค์ที่จะส่งบุตร หลานให้มาเรียนที่โรงเรียนตามปกติ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ร.ร.กรุงเทพคริสเตียนฯระส่ำ นร.-บุคลากรติดโควิดกว่า 700 คน สั่งปิด 9 วัน

ตามติดๆ ‘สาธิตเกษตรฯ-สาธิต มศว.’ประกาศเรียนออนไลน์ ลดความเสี่ยงติดโควิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/665397

ตามติดๆ 'สาธิตเกษตรฯ-สาธิต มศว.'ประกาศเรียนออนไลน์ ลดความเสี่ยงติดโควิด

วันศุกร์ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 10.35 น.

วันที่ 8 กรกฎาคม 2565 จากกรณี โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ออกหนังสือประกาศ เรื่องการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเรียนการสอนช่วงวันที่ 11-19 ก.ค. หลังระยะเวลา 8 สัปดาห์ที่ผ่านมาสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ในโรงเรียนส่งผลให้มีนักเรียนและบุคลากรโรงเรียนติดเชื้อโควิดไปแล้วกว่า 700 คน โดยประกาศลงวันที่ 6 ก.ค.และมีการเผยแพร่วันที่ 7 ก.ค. นั้น

ล่าสุด โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ออกประกาศเมื่อวันที่ 7 ก.ค. โดยระบุว่า เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 มีแนวโน้มสูงขึ้น ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยง การแพร่กระจายของเชื้อโรคและตัดวงจรการแพร่ระบาด โรงเรียนจึงพิจารณาจัดรูปแบบการเรียนการสอนในรูปแบบออนไลน์ ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 11 – 12 ก.ค.65 และกลับมาเรียนปกติในวันจันทร์ที่ 18 ก.ค.65

ขณะเดียวกัน โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน ก็ได้ออกประกาศการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเรียนการสอนตามมาเป็นการเรียนการสอนแบบออนไลน์ โดยประกาศระบุว่า เนื่องจากมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรค จึงกำหนดให้ดำเนินการจัดการเรียนการสอนและปฏิบัติหน้าที่ในรูปแบบออนไลน์ ระหว่างวันที่ 8-12 ก.ค.65 โดยโรงเรียนกำหนดการเรียนและการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติที่โรงเรียนตั้งแต่วันที่ 18 ก.ค.65 เป็นต้นไป

สกสค.จับมือองค์การคลังสินค้า ช่วยเพื่อนครู-ประชาชน ลดภาระค่าใช้จ่าย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/665274

สกสค.จับมือองค์การคลังสินค้า ช่วยเพื่อนครู-ประชาชน ลดภาระค่าใช้จ่าย

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 22.02 น.

เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2565 นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค.กล่าวว่า “สำนักงานคณะกรรมการ สกสค.ตระหนักถึงภาระค่าใช้จ่ายของเพื่อนครูในภาวะที่มีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ราคาน้ำมันแพงขึ้น สกสค.จึงพร้อมที่จะช่วยจัดสวัสดิการ โดยร่วมมือกับ องค์การคลังสินค้า กระทรวงพาณิชย์ จำหน่ายข้าวสารบรรจุถุง ทั้งข้าวหอมมะลิ และข้าวเสาไห้ราคาถูก มีทั้งชนิดบรรจุถุง 1 กิโลกรัม และ 5 กิโลกรัม ซึ่งจะเริ่มจำหน่ายเฉพาะวันที่ 7 กรกฎาคม 2565 วันที่ 10 สิงหาคม 2565 และวันที่ 9 กันยายน 2565 เวลา 09.00 – 15.00 น. ณ บริเวณด้านข้างร้านศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ สำนักงานคณะกรรมการ สกสค. กระทรวงศึกษาธิการ”

สำหรับการจำหน่ายข้าวสารในครั้งแรกมีโปรโมชั่น ข้าวหอมมะลิ 100% บรรจุถุง 1 กิโลกรัม ราคา 43 บาท ซื้อ 6 ถุงแถม 1 ถุง ข้าวหอมมะลิ 100% บรรจุถุง 5 กิโลกรัม ราคา 205 บาท ซื้อ 6 ถุงแถม 1 ถุง ข้าวหอมมะลิลพบุรี บรรจุถุง 2 กิโลกรัม ราคา 100 บาท ซื้อ 3 ถุง แถม 1 ถุง และข้าวเสาไห้บรรจุถุง 5 กิโลกรัม ราคา 99 บาท

ส่วนในครั้งถัดไปได้จัดเตรียมคาราวานสินค้าราคาถูกมาช่วยเหลือเพื่อนครูและประชาชนทั่วไป โดยสามารถ เตรียมถุงผ้ามาใส่ ช่วยกันลดโลกด้วยนะครับ นายพิเชฐกล่าวทิ้งท้ายว่า “ข่าวดีอย่างนี้ต้องบอกต่อนะครับ มาช้า อดได้ของดี” สามารถติดตามข่าวดีและข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0 2280 2906 ทางเว็บไซต์ http://www.otep.go.th และอย่าลืมกดติดตาม Facebook Fanpage : Otep welfare จะได้ไม่พลาดข่าวสารของสำนักงานคณะกรรมการ สกสค.

– 006

‘สมาคมธรรมศาสตร์’ประกาศใช้เพลงพระราชนิพนธ์’ยูงทอง’ในกิจกรรมเช่นเดิม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/665329

'สมาคมธรรมศาสตร์'ประกาศใช้เพลงพระราชนิพนธ์'ยูงทอง'ในกิจกรรมเช่นเดิม

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 19.07 น.

7 ก.ค.65 จากกรณีองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ได้อ้างผลสำรวจความคิดเห็นประชาคมคนธรรมศาสตร์ ประกาศใช้เพลงประจำมหาวิทยาลัยทำนอง”มอญดูดาว”แทนเพลงพระราชนิพนธ์”ยูงทอง”ในทุกกิจกรรมที่จัดขึ้นโดย อมธ.นั้น (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘อมธ.’อ้างผลโพล ประกาศเปลี่ยนเพลงประจำมหาวิทยาลัยแทนเพลง’ยูงทอง’)

ล่าสุด ได้มีการเผยแพร่จดหมายของ สมาคมธรรมศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ แจ้งว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถือเป็นมหาวิทยาลัยที่เคียงคู่สังคมไทยมาอย่างยาวนาน ผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ความสามารถ มีจิตวิญญาณในการรับใช้สังคม ผ่านกระบวนการอันหลากหลาย เพลงทุกเพลงของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ล้วนสะท้อนให้เห็นความเป็นมา และประวัติศาสตร์ความสำคัญจากอดีต จวบจนปัจจุบัน

ในนามของสมาคมธรรมศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางของสมาชิกสมาคม ทำหน้าที่ในการสนับสนุนและพัฒนากิจกรรมของมหาวิทยาลัย ขอแสดงเจตนารมณ์ว่า เพลงพระราชนิพนธ์ยูงทอง เป็นเพลงหลักในการจัดกิจกรรมต่างๆ ของสมาคมต่อไป