ร.ร.กรุงเทพคริสเตียนฯระส่ำ นร.-บุคลากรติดโควิดกว่า 700 คน สั่งปิด 9 วัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/665317

ร.ร.กรุงเทพคริสเตียนฯระส่ำ นร.-บุคลากรติดโควิดกว่า 700 คน สั่งปิด 9 วัน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 18.40 น.

ร.ร.กรุงเทพคริสเตียนฯระส่ำ พบในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา พบนักเรียน-บุคลากรติดโควิด-19 กว่า 700 คน ต้องสั่งปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ 11-19 ก.ค.ยกระดับฉีดยาฆ่าเชื้อทุกห้องเรียน  โดยให้เรียนทางออนไลน์แทน พร้อมขอความร่วมมือจากท่านผู้ปกครองงดเดินทางในช่วงหยุดยาว

7 ก.ค.65 มีรายงานว่า โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ได้ออกประกาศ เรื่องการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเรียนการสอนในช่วงวันที่ 11-19 ก.ค.65 โดยระบุว่า ด้วยตลอดระยะเวลา 8 สัปดาห์ที่โรงเรียนเริ่มเปิดทำการเรียนการสอนจนถึงปัจจุบัน สถานการณ์ การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ในโรงเรียนนั้น ยังปรากฏจำนวนนักเรียนและบุคลากรติดเชื้อใหม่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

กล่าวคือ มีนักเรียนติดเชื้อไปแล้วจำนวน 688 ราย และบุคลากรในโรงเรียนติดเชื้อไปแล้วจำนวน 70 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 5 ก.ค.65) ถึงแม้ว่าทางโรงเรียนได้มีมาตรการปิดห้องเรียนเป็นเวลา 5 วัน สำหรับห้องเรียนที่มีนักเรียนติดเชื้อมากกว่าร้อยละ 10 ของจำนวนนักเรียนเพื่อเป็นการควบคุมการแพร่ระบาด ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง

แต่ก็ยังพบว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ ยอดผู้ติดเชื้อยังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนเป็นที่น่ากังวลถึงผลกระทบต่อการเรียนการสอน เนื่องจากมีนักเรียนและบุคลากรจำนวนหนึ่งต้องพักรักษาตัวที่บ้าน ดังนั้น ทางโรงเรียน จึงขอประกาศเปลี่ยนแปลงการเรียนการสอน ในช่วงวันที่ 11-19 ก.ค.65 ดังนี้

1.วันจันทร์ที่ 11 ถึง วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม 2565 ทำการเรียนการสอนรูปแบบออนไลน์ ทุกระดับชั้น ทุกหลักสูตร รวม 2 วันทำการ
2.วันพุธที่ 13 ถึง วันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม 2565 หยุดพิเศษตามประกาศของทางรัฐบาล
3.วันจันทร์ที่ 18 ถึง วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม 2565 ทำการเรียนการสอนรูปแบบออนไลน์ ทุกระดับชั้นทุกหลักสูตร รวม 2 วันทำการ เพื่อเป็นช่วงสังเกตอาการหลังจากช่วงวันหยุด พิเศษ และจะเปิดทำการเรียนการสอนที่โรงเรียนตามปกติ ในวันพุธที่ 20 กรกฎาคม 2565

อย่างไรก็ตาม ในช่วงวันหยุดพิเศษดังกล่าวจะเป็นเวลาที่นักเรียนได้หยุดพักผ่อนกับครอบครัว และอาจมีการวางแผนเดินทางไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งอาจจะเกิดความเสี่ยงต่อการรับเชื้อ ดังนั้น เพื่อเป็นการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดในโรงเรียนหลังจากช่วงวันหยุดพิเศษ ทางโรงเรียนขอความร่วมมือจากท่านผู้ปกครองในการพิจารณาทบทวนยกเลิกแผนการเดินทาง หรือ หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขอความร่วมมือในการป้องกันตนเองของนักเรียนและท่านผู้ปกครองอย่างเคร่งครัด เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ภายในโรงเรียนหลังจากช่วงวันหยุดพิเศษ

ส่วนทางโรงเรียนนั้นได้มีการยกระดับมาตรการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ โดยจัดให้มีการพ่นยาฆ่าเชื้อโรคในทุกห้องเรียนทุกวัน รวมไปถึงการลดกิจกรรมการเรียนการสอน หรือกิจกรรมนอกเวลาเรียนที่มีการรวมกลุ่ม และกวดขันให้ทุกคนเข้มงวดต่อมาตรการป้องกันและควบคุมดังกล่าวให้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ครูทุกคนจะกำชับนักเรียน ให้ปฏิบัติตนตามมาตรการอย่างสม่ำเสมอ อนึ่ง สำหรับการส่งผลการตรวจหาเชื้อด้วยวิธี ATK นั้น ทางโรงเรียนขอความร่วมมือจากท่านผู้ปกครอง ดังนี้

1.งดส่งผลตรวจในวันอาทิตย์ที่ 10 และ วันพุธที่ 13 กรกฎาคม 2565
2.ให้ส่งผลตรวจ 2 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 วันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม 2565 ภายในเวลา 18:00 น.และครั้งที่ 2 วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม 2565 ภายในเวลา 18.00 น.

‘ตรีนุช’โชว์ภาพรวม 6 เดือนแรก ปรับโครงสร้างหนี้แล้ว 3,623 ราย วงเงินกว่า 5.6 พันล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/665269

'ตรีนุช'โชว์ภาพรวม 6 เดือนแรก ปรับโครงสร้างหนี้แล้ว 3,623 ราย วงเงินกว่า 5.6 พันล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 16.27 น.

“ตรีนุช”ตามผลงานสถานีแก้หนี้ครูพื้นที่ภาคกลาง-ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โชว์ภาพรวมทั่วประเทศ 6 เดือนแรก ปรับโครงสร้างหนี้แล้ว 3,623 ราย วงเงินกว่า 5.6 พันล้านบาท
 
วันที่ 7 กรกฎาคม 2565 ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีการประชุมติดตามผลการดำเนินงานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาเขตพื้นที่การศึกษา หน่วยงานทางการศึกษา ของสถานีแก้หนี้ครู ในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านระบบ Zoom รวมทั้งถ่ายทอดสดทาง Facebook ศธ. 360 องศา โดย นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ได้กล่าวผ่านระบบ Video Conference มอบนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ ว่า การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯเป็นนโยบายที่สำคัญ และจริงจังของรัฐบาล ช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ศธ.ได้วิเคราะห์ถึงปัญหา พบว่า ภาพรวมของหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา มีสหกรณ์ออมทรัพย์ครูเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ จึงนำมาสู่การวางแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินครู โดยใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูเป็นฐาน และบูรณาการความร่วมมือร่วมกับกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย  สถาบันการเงินต่าง ๆ ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นต้น โดยได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการกำกับการแก้ไขปัญหาหนี้สินของประชาชนรายย่อยเป็นอย่างดี จนนำมาสู่ 4 มาตรการหลัก ซึ่งรวมถึงการจัดตั้งสถานีแก้หนี้ ทั้งในระดับเขตพื้นที่การศึกษา 558 สถานี และระดับจังหวัด ให้เป็นกลไกหลักระดับพื้นที่ เพื่อทำหน้าที่เป็นคนกลางในการช่วยเจรจาไกล่เกลี่ย ประนอมหนี้ และปรับโครงสร้างหนี้ให้กับคุณครู

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกัน ศธ.ก็ได้เร่งดำเนินการในระดับนโยบายและแก้ไขปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ รวมถึงการสร้างเครื่องมือทางการเงินเป็นปัจจัยเสริม เพื่อสนับสนุนให้การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูดำเนินการได้รวดเร็ว ไม่ติดขัด ได้แก่ การหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อใช้สนับสนุนสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ในฐานะเจ้าหนี้เงินกู้ของคุณครู ที่ต้องการนำเงินไปแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและเสริมสภาพคล่องทางการเงิน โดยเจรจากับสถาบันการเงินและชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งได้ให้การสนับสนุนเบื้องต้นแล้ว เป็นเงิน 33,000 ล้านบาท ธนาคารออมสิน สนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เป็นเงิน 5,000 ล้านบาท นอกจากนี้มีการปลดล็อคข้อจำกัด เพื่อเป็นกลไกสนับสนุนการแก้ไข เช่น การเจรจากับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ( กบข.) เพื่อให้ครูที่ลงทะเบียนแก้หนี้ สามารถกู้เงินสะสมจาก กบข.เพื่อมาลดยอดหนี้ได้ มีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สวัสดิการของข้าราชการไม่ให้สูงเกินค่าเฉลี่ย MLR มีการปรับแนวปฏิบัติการหักเงินเดือน เงินบำเหน็จบำนาญ จ่ายสวัสดิการ ช.พ.ค. / ช.พ.ส. ของทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวง และมีการผลักดันให้ครูสามารถเลือกสมัครเป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนอกพื้นที่จังหวัดได้ ซึ่งจะนำไปสู่การแข่งขันและการกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรมแก่ครูและสมาชิกสหกรณ์ เป็นต้น

“ การดำเนินงานดังกล่าวบางเรื่องยังไม่สำเร็จ และไม่สามารถกล่าวได้ว่า การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูจะสำเร็จได้ทั้งหมดโดยเร็ว แต่สิ่งที่ ศธ.ดำเนินการอยู่เป็นจุดเริ่มต้น ที่ต้องขยายผลให้กว้างขวางและลงลึกมากยิ่งขึ้น เพื่อผลักดันให้เกิดความสำเร็จให้ได้ อย่างไรก็ตามดิฉันได้รับทราบข้อมูลเบื้องต้นว่า ทางสหรณ์ออมทรัพย์ครูฯ ได้มีการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูร่วมกับสถานีแก้หนี้ได้สำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว โดยตั้งแต่เดือน มกราคม – มิถุนายน 2565 มีคุณครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่ได้รับการปรับโครงสร้างหนี้แล้ว จำนวน 3,623 ราย งบประมาณที่ใช้ในการปรับโครงสร้างหนี้ 5,615,671,101 บาท ซึ่งการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ เพื่อคืนศักดิ์ศรีให้แก่เพื่อนครูทั่วประเทศ จะไม่ประสบผลสำเร็จเลย หากขาดกลไกหลักอย่าง สถานีแก้หนี้ครู ทั้ง 558 แห่ง ซึ่งทำหน้าที่สำคัญในการเป็นคนกลางระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ ตลอดจนประสานเชื่อมต่อระหว่างนโยบายและการปฏิบัติเพราะท่านสามารถเข้าถึง  ใกล้ชิด และรับรู้สภาพปัญหาของเพื่อนครูได้ดีที่สุด ดิฉันเชื่อมั่นว่าหากสถานีแก้หนี้ครูทุกแห่ง รวมพลังมุ่งมั่นทำงานแก้ไขปัญหาหนี้สินครูอย่างจริงจัง จะสามารถพลิกเปลี่ยนชีวิตของเพื่อนครู และครอบครัวให้ดีขึ้นได้อย่างแน่นอน ทั้งนี้ หากมีความคิดเห็น ข้อเสนอต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ ดิฉันยินดีรับฟังและจะนำสิ่งที่เป็นประโยชน์ในภาพรวม มาปรับใช้เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาต่อไป” นางสาวตรีนุช กล่าว

‘Choice is Yours’จัดประกวด โครงการด้านความยั่งยืนสิ่งแวดล้อม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/665008

‘Choice is Yours’จัดประกวด โครงการด้านความยั่งยืนสิ่งแวดล้อม

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

องค์กร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย มูลนิธิชัยพัฒนา ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย และเอสซีจี ส่งเสริมและผลักดันให้นิสิต นักศึกษาไทยได้แสดงศักยภาพการออกแบบแนวคิดด้านความยั่งยืนที่จะสร้างผลกระทบเชิงบวกแก่สิ่งแวดล้อมและสังคมจัดประกวดโครงการ Choice is Yours โดยเปิดรับสมัครเปิดรับทีมนิสิต นักศึกษาไม่จำกัดคณะหรือชั้นปี เปิดรับตั้งแต่วันนี้-22 กรกฎาคม 2565 ประกาศผลผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ 20 ทีมในวันที่ 5 สิงหาคม 2565 และประกาศรางวัลชนะเลิศในเดือนพฤศจิกายน 2565

โครงการที่เข้าประกวด ต้องสามารถนำมาใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน และสามารถเลือกแนวคิดในการนำเสนอผลงาน ได้แก่ REduce โดย บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย แนวทางในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยมุ่งเน้นแนวคิด “ลดเพื่อเพิ่ม” ไม่ว่าจะเป็นการลดการใช้วัสดุ หรือทรัพยากรที่เกี่ยวข้อง หรือการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่จะสามารถลดการสร้างขยะ มลพิษ และของเสียต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้ยั่งยืนยิ่งขึ้น REuse โดย มูลนิธิชัยพัฒนา คือการนำทรัพยากรที่มีอยู่กลับมาใช้ใหม่เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและประโยชน์สูงสุด เพื่อรักษาทรัพยากรให้คงอยู่อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด เช่น การยืดอายุวงจรผลิตภัณฑ์ สิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ผ่านการใช้ซ้ำ หรือการนำทรัพยากรท้องถิ่นมาออกแบบและใช้งานใหม่ โดยที่ยังคงคุณค่าเดิมของทรัพยากรไว้เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด REthink โดยไมโครซอฟท์คือการนำเทคโนโลยีมาผสมผสาน ปรับเปลี่ยน หรือสร้างสรรค์แนวคิดใหม่ๆ ที่เสริมสร้างความยั่งยืน สร้างความรู้ความเข้าใจด้านผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อม และขับเคลื่อนให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ว่าในระดับบุคคล องค์กร หรือสังคมในภาพรวม REcycle โดย เอสซีจี คือการนำทรัพยากรที่ใช้งานแล้วมาผ่านกระบวนการแปรรูปเพื่อนำกลับมาใช้งานใหม่ โดยหัวใจสำคัญของการ Recycle ที่แตกต่างจากการ Reuse คือ เป็นการจัดการของเสียหรือวัสดุเหลือใช้ที่กำลังจะเป็นขยะ โดยนำไปผ่านกระบวนการแปรสภาพ หรือปรับปรุงคุณภาพ ให้กลับมามีคุณภาพเทียบเท่าหรือใกล้เคียงของเดิม หรือให้ได้วัตถุดิบใหม่ หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่อาจเปลี่ยนจุดประสงค์ในการใช้งาน เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ให้แก่ทรัพยากร และสร้างการหมุนเวียนทรัพยากรอย่างยั่งยืน

ระหว่างการเข้าร่วมโครงการ ทีมผู้เข้าแข่งขันจะได้เข้าร่วมเวิร์กช็อปพร้อมปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน และทัศนศึกษายังโรงงานและสถานที่ดำเนินกิจการของบีเอ็มดับเบิลยูและพาร์ทเนอร์ โดยทีมที่ชนะการแข่งขันจะได้รับโอกาสเข้าร่วมฝึกงานกับองค์กรผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ได้รับประกาศนียบัตร และการจัดแสดงผลงานการแข่งขันแก่สื่อมวลชน

นิสิตและนักศึกษาที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถสมัครได้ที่ https://forms.office.com/r/LyscnH6L7q

ยกระดับการศึกษาไทยด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล จากเวที‘THE EDUCATORS THAILAND’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/665013

ยกระดับการศึกษาไทยด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล  จากเวที‘THE EDUCATORS THAILAND’

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

กานติมา เลอเลิศยุติธรรม

AIS Academy เปิดพื้นที่ให้ครูไทยได้พัฒนาศักยภาพตัวเองและผลิตสื่อการเรียนการสอนรูปแบบใหม่เพื่อยกระดับการศึกษาผ่านโครงการ “THE EDUCATORS THAILAND” โดยร่วมมือกับ กระทรวงศึกษาธิการ และบุคลากรในวงการการศึกษาชั้นนำของประเทศ เพื่อเชื่อมต่อ ช่วยเหลือ เพื่อครูไทยยกระดับภาคการศึกษาสู่ดิจิทัลแบบครบวงจร โดยมีบุคลากรด้านการศึกษาให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการกว่า 1,000 คนในช่วงที่ผ่านมา และวันนี้เมื่อจบโครงการก็ทำให้มีถึง 10 ผลงาน จาก 10 คุณครูที่ชนะเลิศโครงการ “THE EDUCATORS THAILAND” ได้รับรางวัลถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้

ส่วนหนึ่งของผู้ได้รับรางวัล อ.กฤษณะ วงศ์ริน, อ.ศรัญธร พลสวัสดิกุล และ อ.สุรพจน์ บัวเขียว

นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล กลุ่มบริษัท AIS และ กลุ่มอินทัชกล่าวว่า เอไอเอสคำนึงถึงเรื่องการศึกษาซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ โดยเห็นผลกระทบที่เกิดจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ต้องปรับให้มีการเรียน การสอนออนไลน์ เราจึงมุ่งมั่นนำศักยภาพของโครงข่ายอัจฉริยะเข้ามายกระดับดิจิทัลไลฟ์สไตล์ ส่งเสริมให้คุณภาพชีวิตของคนไทยดีขึ้น รวมถึงสนับสนุนการทำงานของภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะภาคการศึกษาที่เป็นเสมือนกับรากฐานสำคัญของประเทศ ที่วันนี้การทำงานของ AIS Academy ได้เข้าไปทำงานร่วมกับภาคการศึกษาในมิติต่างๆ ผ่านโครงการ THE EDUCATORS THAILAND โครงการที่ส่งเสริมและมองไปที่บุคลากรต้นน้ำของระบบการศึกษาอย่างวิชาชีพครู ด้วยการทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ และบุคลากรวงการศึกษาชั้นนำของประเทศเพื่อเชื่อมต่อ ช่วยเหลือ เพื่อครูไทย พัฒนาหลักสูตรเสริมทักษะสื่อการเรียนการสอนยุคใหม่ที่มีความสร้างสรรค์ สอดรับกับการศึกษาในยุคดิจิทัลแบบครบวงจรตั้งแต่ การวางโครงสร้างหลักสูตร เครื่องมือสื่อการสอน และการวัดประเมินผลผู้เรียน

ผลงาน “วิทย์ชิดทุ่ง Science in the field” ของ อ.สุรพจน์ บัวเขียว

อ.สุรพจน์ บัวเขียว อาจารย์วิชาชีววิทยา จากโรงเรียนคำเตยวิทยา จ.ยโสธร หนึ่งในผู้ชนะการประกวด เผยว่า “โครงการนี้ทำให้ได้พัฒนาศักยภาพของตัวเอง ที่ต้องการสอนวิชาชีววิทยาให้เด็กเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายหลุดออกจากตัวหนังสือและการจดบันทึก ผ่านเรียนรู้จากการทดลองบนสถานที่จริง รวมถึงออกแบบการเรียนรู้ที่มีความหมาย ภายใต้ความหลากหลายของทรัพยากรสิ่งแวดล้อมท้องถิ่น บนความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียน สำหรับผลงาน “วิทย์ชิดทุ่ง Science in the field”ไม่เพียงแต่ประเมินผลจากนักเรียนที่มีความเข้าใจและมีส่วนร่วมอย่างดีแล้วยังเปิดกว้างให้นักเรียนทั่วประเทศได้เรียนรู้ผ่านทางออนไลน์ ครูไทยยุคดิจิทัลต้องเป็นทั้งครูและครีเอเตอร์ครบในคนเดียว ซึ่งตนพร้อมนำความรู้ที่ได้รับจากการอบรมไปพัฒนาต่อยอดในการทำสื่อการสอน ในการนำไอเดียผสานเข้ากับเทคโนโลยี ไม่เพียงเด็กๆ เท่านั้นที่ต้องเรียนรู้ ครูไทยก็ต้องพัฒนาตัวเองเช่นกัน ดังเช่นที่ว่า Lifelong Learning ต้องเป็นนักเรียนรู้ตลอดชีวิต”

อ.ศรัญธร พลสวัสดิกุล โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย จ.เชียงราย ได้ถ่ายทอดความรู้ในวิชาคณิตศาสตร์ให้เข้าใจง่ายขึ้นผ่านผลงาน Coding กล่าวว่า “สื่อการสอนนั้นต้องมีการประยุกต์สิ่งต่างๆ เข้ามาเพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจได้ง่าย ยิ่งในวิชาที่มีความซับซ้อนอย่างการเขียน Code ตนได้นำเกมส์เข้ามาสอดแทรกให้เกิดการเรียนรู้อย่างกระตือรือร้นและมีการแข่งขันกับตัวเอง อีกทั้งเป็นการฝึกแนวคิดการคำนวณไปในตัว สื่อการสอนออนไลน์มีข้อดีสำหรับผู้เรียนที่สามารถทบทวนบทเรียนซ้ำๆ ได้จนกว่าจะเกิดความเข้าใจ สามารถเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา ตอบโจทย์เด็กที่อาจจะเรียนไม่ทันเพื่อน การได้ร่วมโครงการในครั้งนี้เสมือนได้พบปะครูที่มีอุดมการณ์เดียวกันที่ต้องการสร้างสื่อดีๆ ให้กับเด็กๆ และสะท้อนแง่คิดที่ว่า ครูต้องไม่เป็นน้ำเต็มแก้ว ต้องมีการเติมน้ำซึ่งหมายถึงความรู้ตลอดเวลา และที่สำคัญต้องวิ่งตามเทคโนโลยีให้ทัน โครงการ THE EDUCATORS THAILAND จึงเรียกได้ว่าช่วยพัฒนาทักษะต่างๆ อย่างครบถ้วนเพื่อนำไปต่อยอดในการสอนยุคดิจิทัล”

ผลงาน Coding ของ อ.ศรัญธร พลสวัสดิกุล

โครงการ “THE EDUCATORS THAILAND” ถือเป็นครั้งแรกที่ภาคเอกชนทำงานร่วมกับภาครัฐในการเปิดเวทีให้บุคลากรด้านการศึกษากว่า 1,000 คน ทั้งจากภาครัฐและเอกชน เข้าร่วม Unlearn และ Relearn ทักษะการสอน ผ่านหลักสูตรที่ถูกออกแบบและพัฒนาโดย AIS Academy ร่วมกับ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภากระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยบุคลากรชั้นนำในวงการ ที่มีเนื้อหาในการพัฒนาทักษะ การสร้างนวัตกรรมการสอน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของภาคการศึกษายุคใหม่ให้สอดคล้องกับการบ่มเพาะนักเรียนยุค LFH (Learn From Home) ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของบุคลากรที่ร่วมสร้างประเทศในอนาคตโดยผู้เข้าร่วมโครงการต้องออกแบบหลักสูตร เครื่องมือสื่อการสอน ผลิตสื่อการสอนรูปแบบใหม่และการวัดประเมินผลผู้เรียน

สามารถรับชมผลงานเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนารูปแบบการเรียน การสอนได้ที่ https://learndi.aisacademy.com/และพร้อมแล้วสำหรับบุคลากรทางการศึกษาที่สนใจเข้าร่วมโครงการ THE EDUCATORS THAILAND สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.aisacademy.com/theeducatorsthailand https://learndi.aisacademy.com

จุฬาฯ สอนหลักสูตรระยะสั้น ด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/665006

จุฬาฯ สอนหลักสูตรระยะสั้น ด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ศูนย์การศึกษาทั่วไป จุฬาฯ ขอเชิญผู้สนใจร่วมกิจกรรมเสริมหลักสูตรการศึกษาทั่วไประยะสั้น (CUVIP) เดือนกรกฎาคม ในรูปแบบการเรียนการสอนออนไลน์ ในหลักสูตรต่างๆ ที่น่าสนใจ โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ หลักสูตร พลเมืองดิจิทัลกับการรับมือข้อมูลข่าวสาร การนำเสนออัตลักษณ์ผ่านสื่อดิจิทัล ทำอย่างไรเมื่อซื้อของออนไลน์ ไม่ตรงปก การเคารพสิทธิบนโลก
ออนไลน์ การใช้โปรแกรม MS Excel เบื้องต้น ปัญญาประดิษฐ์เบื้องต้น และอื่นๆอีกหลายหลักสูตร นิสิต นิสิตเก่า และบุคลากร สมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ http://www.cuvip.gened.chula.ac.th/Timetable.php บุคคลทั่วไป สมัครได้ที่ http://www.cuvip.gened.chula.ac.th/Member.php

อว.จับมือ Times Higher Education นำมหาวิทยาลัยไทยสู่ระดับโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/665011

อว.จับมือ Times Higher Education นำมหาวิทยาลัยไทยสู่ระดับโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ศาสตราจารย์ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงการอุดมศึกษา กล่าวว่า ได้จับมือ Times Higher Education (THE) สถาบันจัดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก จัดการประชุมวิชาการ Thailand and South East Asia Masterclass ให้กับผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ และเอกชน และสถาบันอุดมศึกษาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อชี้แจงเกณฑ์และตัวชี้วัดในการประเมิน และวิธีการนำเข้าข้อมูลเข้าสู่ระบบประเมินคุณภาพการจัดอันดับของ World University Rankings ในปีต่อไป และเป็นแนวทางในการพัฒนา ปรับปรุง สถาบันอุดมศึกษาให้ได้มาตรฐานเทียบเท่าระดับสากล โดยในปี 2565 Times Higher Education (THE) จัดอันดับ World University Rankings สถาบันอุดมศึกษามากกว่า 1,600 แห่ง จาก 99 ประเทศทั่วโลก โดยมีเกณฑ์ชี้วัดที่สำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านการเรียนการสอน 2.ด้านการวิจัย 3.ด้านการอ้างอิงในผลงานวิจัย 4.ด้านความเป็นนานาชาติ และ 5.ด้านรายได้ทางอุตสาหกรรม โดยประเทศไทยได้รับการจัดอันดับ จำนวน 17 แห่งมีอันดับที่ดีที่สุดคืออันดับที่ 601-800ซึ่ง อว. คาดหวังจะได้เห็นสถาบันอุดมศึกษาไทยได้รับการจัดอันดับจำนวนมากขึ้นและอยู่ในอันดับที่ดีขึ้น

นายพันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี หัวหน้ากลุ่มภารกิจบริหารยุทธศาสตร์ สป.อว. กล่าวว่า ทาง อว. สนับสนุนให้สถาบันอุดมศึกษาของไทยเข้าสู่ระบบการจัดอันดับดังกล่าว ผ่านโปรแกรมการอบรม The Datapoints ของ THE มาใช้เป็นเป้าหมายในการพัฒนา และเป็นตัวสะท้อนความสำเร็จของการดำเนินงานพัฒนาตามเป้าหมาย หรือการพัฒนาตามกฎกระทรวงการจัดกลุ่มสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2564 เช่น กลุ่มสถาบันอุดมศึกษากลุ่มการวิจัยระดับแนวหน้าของโลกสามารถใช้ตัวชี้วัดหมวดการวิจัยมาใช้เป็นตัวสะท้อนความสำเร็จของสถาบันอุดมศึกษาได้ กลุ่มการพัฒนาเทคโนโลยีและส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมสามารถใช้ตัวชี้วัดหมวดรายได้จากภาคอุตสาหกรรมในการเป็นตัวสะท้อนความสำเร็จของสถาบันอุดมศึกษาได้ และกลุ่มผลิตและพัฒนาบุคลากรวิชาชีพและสาขาจำเพาะสามารถใช้ตัวชี้วัดหมวดการเรียนการสอนในการเป็นตัวสะท้อนความสำเร็จของสถาบันอุดมศึกษาได้ เป็นต้น

“สถาบันอุดมศึกษาไทยแต่ละแห่งล้วนแต่มีศักยภาพในการเข้าสู่ระบบการจัดอันดับ World University Rankings ได้แต่อาจขาดคุณสมบัติบางประการที่เข้าตามเกณฑ์ชี้วัด ซึ่ง The Datapoints ของ THE เป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่จะช่วยวิเคราะห์ ประเมินผลการดำเนินงานศึกษาจุดแข็ง จุดด้อยที่ต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไข เพื่อพัฒนาคุณภาพของสถาบันอุดมศึกษาไทยให้ได้มาตรฐานระดับโลก และสามารถติดอันดับ World University Rankings ได้ ทาง อว. จึงได้สนับสนุนให้สถาบันอุดมศึกษาไทยทุกแห่งเข้าร่วมการจัดอันดับ World University Rankings เพื่อให้เกิดการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาไทยอยู่เสมอ และพัฒนาระบบการศึกษาไทยให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป”นายพันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

นักวิจัยม.วลัยลักษณ์ ชนะเลิศ 2 รางวัล AIC Award กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/665009

นักวิจัยม.วลัยลักษณ์ ชนะเลิศ 2 รางวัล  AIC Award กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รองศาสตราจารย์ ดร.วาริน อินทนา ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (Agritech and Innovation Center หรือ AIC มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า หลังจากที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดโครงการประกวด AIC Award 2022 Agritech and Innovation Center เพื่อค้นหาโครงการหรือผลงานวิจัยที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ทางศูนย์ฯ ได้ส่งผลงานเข้าร่วมการประกวดดังกล่าว ผลปรากฏว่าได้รับรางวัลชนะเลิศมา 2 รางวัล คือ รางวัลชนะเลิศประเภทนวัตกรรมยอดเยี่ยม สาขานวัตกรรมเกษตรเพื่อเศรษฐกิจ ได้แก่ งานวิจัยและบริการวิชาการเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรปูม้า และยกระดับเศรษฐกิจของชุมชนประมงชายฝั่ง โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อมรศักดิ์ สวัสดี และคณะ และรางวัลชนะเลิศ ประเภทนวัตกรรมยอดเยี่ยม สาขานวัตกรรมเพื่อสังคมการเกษตร ได้แก่ผลงานวิจัยนวัตกรรมไตรโคเดอร์มา5+ ชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืชมาตรฐานสากล โดย รองศาสตราจารย์ ดร.วาริน อินทนา และคณะ โดยได้เดินทางเข้ารับโล่รางวัลจากดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานคณะกรรมการบริหารAIC และที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สิ้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

สำหรับงานวิจัยและบริการวิชาการเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรปูม้า ม.วลัยลักษณ์ ดำเนินการในพื้นที่ประมงชายฝั่งจังหวัดนครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี ตั้งแต่ พ.ศ. 2561 ปัจจุบันได้สร้างศูนย์เรียนรู้ธนาคารปูม้าไปแล้ว จำนวน 87 แห่ง โดยโครงการดังกล่าวทำให้จำนวนปูม้าในพื้นที่ดังกล่าวมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และสามารถเพิ่มรายได้ให้ชุมชนจากการประมงจับปูม้ากว่าเท่าตัว ทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้มีความยั่งยืน สร้างความรักความสามัคคีให้เกิดขึ้นในชุมชน อีกทั้งยังสามารถสร้างกิจกรรมเพื่อต่อยอดการท่องเที่ยวอีกด้วย

ส่วนผลงานวิจัยไตรโคเดอร์มา5+ เป็นนวัตกรรมงานวิจัยที่รวมองค์ประกอบ 6 องค์ประกอบเข้าด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย เชื้อราไตรโคเดอร์มา NST-009 ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการควบคุมโรคพืชเชื้อราเมธาไรเซียม WU-003 ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการควบคุมหนอนและด้วงศัตรูพืช เชื้อราบิวเวอร์เรีย WU-002 ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการควบคุมเพลี้ยและหนอนศัตรูพืช ธาตุอาหารแคลเซียมที่เพิ่มความแข็งแรงและระบบการป้องกันตนเองของเซลล์พืช ธาตุอาหารแมกนีเซียมที่เพิ่มการเจริญเติบโตและองค์ประกอบของคลอโรฟิลล์ และสารเสริมความแข็งแรงและกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของเซลล์พืช ทำให้เกษตรกรประหยัดค่าใช้จ่ายและแรงงานเพราะออกฤทธิ์ครอบคลุมได้หลายด้าน

ทั้งนี้ ศูนย์ AIC มีเป้าหมายในการขับเคลื่อนและพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันภาคการเกษตรของจังหวัดด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม สนับสนุน และส่งเสริมเทคโนโลยีเกษตร การประดิษฐ์และพัฒนานวัตกรรม รวมทั้งเครื่องจักรกลเกษตร เป็นศูนย์อบรมบ่มเพาะเกษตรกร และสนับสนุน Smart Farmer รวมถึง Young Smart Farmer ตลอดจนผลักดันงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมผ่านการวิจัย การพัฒนา การลงทุน การแปรรูป และการบริหารจัดการเชิงพาณิชย์ ภายใต้วิสัยทัศน์ “แหล่งอาหารมาตรฐานปลอดภัยก้าวไกลคุณภาพชีวิตขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเกษตรนวัตกรรมสู่ผู้นำครัวโลก” ผู้อำนวยการศูนย์กล่าว

‘อมธ.’อ้างผลโพล ประกาศเปลี่ยนเพลงประจำมหาวิทยาลัยแทนเพลง’ยูงทอง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/665119

'อมธ.'อ้างผลโพล ประกาศเปลี่ยนเพลงประจำมหาวิทยาลัยแทนเพลง'ยูงทอง'

วันพุธ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 21.06 น.

องค์การนักศึกษา มธ.อ้างผลสำรวจความคิดเห็นประชาคมคนธรรมศาสตร์ ประกาศใช้ “เพลงประจำมหาวิทยาลัยทำนองมอญดูดาว” แทนเพลงพระราชนิพนธ์ยูงทอง ในทุกกิจกรรมที่จัดขึ้นโดย อมธ.

วันที่ 6 ก.ค.65 องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ประกาศผ่านเฟซบุ๊กว่า เพื่อให้นักศึกษาได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการจัดกิจกรรม โดยเฉพาะในการเลือกเพลงประจำมหาวิทยาลัยอันเป็นการแสดงออกที่สำคัญถึงอัตลักษณ์ การก่อกำเนิด และการเชิดชูประวัติศาสตร์การต่อสู้ของมหาวิทยาลัย

อมธ. จึงได้จัดทำแบบสำรวจประชามติของประชาคมธรรมศาสตร์ โดยเพลงที่เข้ารับการคัดเลือกมีจำนวนทั้งหมด 3 เพลง คือ เพลงประจำมหาวิทยาลัยทำนองมอญดูดาว, มาร์ช มธก. และเพลงพระราชนิพนธ์ยูงทอง โดยจากผู้ตอบแบบสำรวจกว่า 5,168 คน ได้เลือกเพลงประจำมหาวิทยาลัยทำนองมอญดูดาว กว่า 51.9%

อมธ. จึงเห็นควรประกาศให้ใช้ “เพลงประจำมหาวิทยาลัยทำนองมอญดูดาว” แทนเพลงพระราชนิพนธ์ยูงทอง ในทุกกิจกรรมที่จัดขึ้นโดย อมธ.ตามเจตนารมณ์ของประชาคมธรรมศาสตร์ นับแต่นี้ต่อไป จึงขอประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้บรรดาศิษย์เก่า มธ. หลายคน ได้ออกมาประกาศคัดค้านการเคลื่อนไหวของ อมธ.ที่พยายามจะเปลี่ยนแปลงประจำมหาวิทยาลัยจากทำนองเพลงยูงทอง มาเป็นมอญดูดาว อาทิ ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เตยโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ข้าพเจ้า นายอานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ ในฐานะนักศึกษาเก่า คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ข้าพเจ้ายังขอสนับสนุนและยืนยันว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ต้องใช้เพลงพระราชนิพนธ์ยูงทองเป็นเพลงประจำมหาวิทยาลัยต่อไป

นอกจากนี้ยังมี รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ให้ข้อเท็จจริงถึงความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น พร้อมย้ำอีกครั้งว่า การเปลี่ยนเพลงประจำมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการ ไม่ได้ทำได้งายๆ และเชื่อว่า จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงตามที่นักศึกษา พคธ. เสนออย่างแน่นอน (อ่านต้นฉบับที่นี่)

สำหรับเพลงมอญดูดาว คำร้อง : ขุนวิจิตรมาตรา / ทำนอง : เพลงมอญดูดาว มีเนื้อหาดังนี้

สำนักไหนหมายชูเอ๋ยประเทศชาติ
สำนักไหนหมายชูเอ๋ยประเทศชาติ
ด้วยอำนาจปกครองให้ผ่องเฟื่องเอย
เอ๋ยเราเป็นไทย เรารักไทย บูชาไทย
ไม่ยอมให้..ใครผู้ใดมาล้างเสรีไทย

สำนักนั้นธรรมศาสตร์เอ๋ยและการเมือง
สำนักนั้นธรรมศาสตร์เอ๋ยและการเมือง
ก่อรุ่งเรืองสมบูรณ์เขตประเทศไทยเอย
เอ๋ยธรรมศาสตร ธรรมศาสตร์การเมือง
ไทยจะเฟื่่อง ไทยจะรุ่งเรืองก็เพราะการเมืองดี

เหลืองของเราคือธรรมเอ๋ยประจำจิต
เหลืองของเราคือธรรมเอ๋ยประจำจิต
แดงของเราคือโลหิตอุทิศให้เอย
เอ๋ยเหลืองกับแดง เหลืองกับแดง เหลืองกับแดง
ทุกๆแห่ง..ทุกๆแห่ง แต่ล้วนเหลืองกับแดง

ชื่อว่าธรรมแล้วเราเทิด เอ๋ยให้สมไทย
ชื่อว่าธรรมแล้วเราเทิิด เอ๋ยให้สมไทย
ทุกอย่างไปงานหรือเล่นต้องเป็นธรรมเอย
เอ๋ยใครรักชาติ ใครรักธรรมเหมือนกับเรา
จงมาเข้าและโปรดเอา..ใจช่วยเหลืองกับแดง

โควิดคร่า ‘ส.พลายน้อย’ ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ เสียชีวิตอย่างสงบสิริอายุ 93 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/665025

โควิดคร่า ‘ส.พลายน้อย’ ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ เสียชีวิตอย่างสงบสิริอายุ 93 ปี

วันพุธ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 16.38 น.

วันที่ 6 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมบัติ พลายน้อย หรือ ส.พลายน้อย ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ พ.ศ.2553 เสียชีวิตลงอย่างสงบในช่วงเช้าวันนี้จากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 หลังเข้ารับรักษาตัวในโรงพยาบาลราว 3 วัน สิริอายุได้ 93 ปี

ซึ่งทายาทแจ้งว่ามีกำหนดการเผาศพ วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม 2565 เวลาประมาณ 12.00 น. ณ วัดอนงคารามวรวิหาร ถนนสมเด็จเจ้าพระยา แขวงสมเด็จเจ้าพระยา เขตคลองสาน กรุงเทพฯ

ประวัติส่วนตัว ส.พลายน้อย เป็นนามปากกาที่รู้จักกันดีและใช้อย่างแพร่หลายของ สมบัติ พลายน้อย เป็นนักเขียนสารคดีเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย วัฒนธรรม ภูมิศาสตร์ ประเพณี สังคมไทยด้านต่าง ๆ ได้รับยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ในปี พ.ศ. 2553

เกิดเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2472 ที่อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนประชาบาล วัดประดู่ทรงธรรม มัธยมศึกษาที่โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย และประกาศนียบัตรวิชาครูพิเศษประถม (พ.ป.)

รับราชการครั้งแรกเป็นเสมียนสรรพากรและเปลี่ยนอาชีพไปรับราชการครูเป็นเวลา 5 ปี มีความสนใจในงานด้านการเขียนมาตั้งแต่ครั้งเรียนชั้นมัธยมศึกษา โดยได้สมัครเรียนวิชาการประพันธ์และการหนังสือพิมพ์ทางไปรษณีย์ของ อาจารย์เปลื้อง ณ นคร จึงงานเริ่มเขียนอย่างจริงจังนับแต่นั้นเป็นต้นมา

ต่อมาได้รับการชวนจาก อ.เปลื้อง มาทำงานด้านวารสารของกระทรวงศึกษาธิการหลายฉบับ มีผลงานเขียน ประเภทบทความ บทละคร สารคดี และเรื่องสั้นพิมพ์เผยแพร่ในวารสารต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็ได้จัดรายการวิทยุศึกษาไปพร้อม ๆ กันด้วย

เคยดำรงตำแหน่งหัวหน้างานโสตทัศนูปกรณ์และเอกสารสิ่งพิมพ์ กองส่งเสริมและเผยแพร่วัฒนธรรม สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ และเป็นบรรณาธิการวารสารวัฒนธรรมไทย

พ.ศ. 2528 ก่อนที่จะเกษียณอายุราชการ 2 ปี ได้ลาออกจากราชการ เพื่อเขียนหนังสือแต่เพียงอย่างเดียว

ถือเป็นนักเขียนที่มีความสามารถเขียนหนังสือได้หลายประเภท ปัจจุบันมีงานเขียนรวมเล่มแล้ว ประมาณ 100 เล่ม ส่วนใหญ่เป็นงานเขียนประเภทสารคดี นิทาน ชีวประวัติบุคคลสำคัญ สารานุกรม และปกิณกะอื่น ๆ จำนวนมาก อาทิ เจ้าพระยาวิชาเยนทร์, พระเจ้าตากสินมหาราชแห่งชาติไทย, สารคดีน่ารู้สารพัดนึก, เล่าเรื่องบางกอก, เล่าเรื่องพม่ารามัญ, สารานุกรมประวัติศาสตร์ไทย 

วช.ดันผลงานวิจัย’กากน้ำตาล’ วัตถุดิบเหลือใช้0kdเกษตร ยกระดับอุตฯทางเคมีชีวภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/664913

วช.ดันผลงานวิจัย'กากน้ำตาล' วัตถุดิบเหลือใช้0kdเกษตร ยกระดับอุตฯทางเคมีชีวภาพ

วันพุธ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 09.07 น.

วช. ดัน ผลงานวิจัย “กากน้ำตาล” วัตถุดิบเหลือใช้จากการเกษตร ยกระดับ อุตสาหกรรมทางเคมีชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน อย่างยั่งยืน

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมสนับสนุนทุนวิจัย แก่ รองศาสตราจารย์ ดร.เขมวิทย์ จันต๊ะมา และคณะ แห่ง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จากผลงานโครงการวิจัย เรื่อง “การใช้ประโยชน์จากกากน้ำตาลที่เป็นผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมน้ำตาลของประเทศไทยเพื่อการผลิต 2,3-บิวเทนไดออล (2,3-BD)” เพื่อการใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบกากน้ำตาลที่เหลือใช้จากภาคการเกษตร ยกระดับผลิตภัณฑ์และต่อยอดทางธุรกิจเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมทางเคมีชีวภาพในการคิดค้นและพัฒนาองค์ความรู้ งานวิจัยและนวัตกรรมสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ  กล่าวว่า วช. ส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมในการคิดค้น พัฒนา เพื่อสร้างพื้นฐานองค์ความรู้ ในการต่อยอดและพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นของไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมทางเคมีชีวภาพ โดยการนำวัตถุดิบที่เหลือใช้จากภาคการเกษตร กากน้ำตาล สู่การยกระดับผลิตภัณฑ์ของไทย ลดการนำเข้า 2,3-บิวเทนไดออลที่มีราคาสูงจากต่างประเทศ ด้วยผลงานวิจัยจากการศึกษาการผลิต 2,3-บิวเทนไดออล เพื่อจัดการกับปัญหาท้าทายเร่งด่วนสำคัญของประเทศในด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การเกษตร เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ซึ่งการวิจัยและพัฒนากระบวนการดังกล่าวจะมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างขีดความสามารถ และความเข้มแข็งทางเทคโนโลยีให้กับประเทศไทย สู่การต่อยอดทางธุรกิจ เพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมทางชีวภาพ ชุมชนเข้มแข็ง และพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สร้างฐานรากของการพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศได้อย่างยั่งยืน

รองศาสตราจารย์ ดร.เขมวิทย์ จันต๊ะมา หัวหน้าโครงการวิจัย เปิดเผยว่า จากการศึกษาค้นคว้าและวิจัยทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพ 2,3-บิวเทนไดออล  เป็นสารเคมีสำคัญที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมเคมีเพื่อใช้เป็นตัวทำละลาย ตัวประสาน สีทาบ้าน สีทารถยนต์ เม็ดพลาสติก สารเติมแต่งที่ใช้ในผลิตภัณฑ์อาหาร และยา รวมถึงสารเคมีอื่น ๆ ที่ใช้ในครัวเรือนเพื่อการอุปโภค และบริโภค หรือแม้กระทั่งผสมในสารพอลิเมอร์พลาสติกให้มีความแข็งแรงมากขึ้น อีกทั้งในอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพ 2,3-บิวเทนไดออล ยังถูกนำไปใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยาน (bio-jet fuel) อีกด้วย กากน้ำตาล (sugarcane molasses) เป็นผลพลอยได้ในอุตสาหกรรมผลิตน้ำตาลทราย โดยการผลิตน้ำตาลทราย 1 ตัน จะใช้น้ำอ้อยดิบ 10 ตัน และเกิดผลพลอยได้ของกากน้ำตาล ประมาณ 50 กิโลกรัม กากน้ำตาลมีองค์ประกอบของน้ำตาลรวมประมาณ 50% (น้ำหนักต่อปริมาตร)

โดยที่จะเป็นซูโครสประมาณ 13% (w/v) (น้ำหนักต่อปริมาตร)  และกลูโคสรวมกับฟรุคโตสประมาณ 15% (น้ำหนักต่อปริมาตร) ดังนั้น​ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล กากน้ำตาลที่เป็นของเหลือใช้จากอุตสาหกรรมการผลิตน้ำตาลที่เกือบไม่มีมูลค่าควรจะถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด​ เช่น​ นำมาผลิต 2,3-บิวเทนไดออล จาก K. oxytoca KMS005 (Jantama et al., 2015) ที่พัฒนาขึ้นเองด้วยเทคนิควิศวกรรมเมทาบอลิกของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ซึ่งจะเป็นการยกระดับผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจากกากน้ำตาลไปเป็น 2,3-บิวเทนไดออล (มูลค่าในตลาดโลกที่ $US9.12-250/kg ขึ้นกับความบริสุทธิ์) ที่มีการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่กว้างขวางกว่า เอทานอลที่ถูกผลิตขึ้นจากกากน้ำตาลด้วยยีสต์ในปัจจุบัน ดังนั้น​ การผลิต 2,3-บิวเทนไดออล จากกระบวนการหมักโดยใช้เชื้อ K. oxytoca KMS005 ด้วยกากน้ำตาลอ้อย น่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะเพิ่มมูลค่าในห่วงโซ่ธุรกิจอุตสาหกรรมน้ำตาลให้เพิ่มเติม และยังนำไปสู่การพัฒนากลุ่มธุรกิจ New S-curve ของอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพ และเคมีชีวภาพ ตามนโยบายรัฐบาลไทยแลนด์ 4.0 กระบวนการดังกล่าวนำไปสู่การลดของเหลือใช้ทางการเกษตรที่มีส่วนประกอบของน้ำตาลซูโครส กลูโคส และฟรุคโต และเป็นการลดการนำเข้า 2,3-บิวเทนไดออลที่มีราคาสูงจากต่างประเทศ เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ และยังสามารถส่งขายต่างประเทศ ทำให้เกิดการพัฒนาและต่อยอดทางธุรกิจของอุตสาหกรรมเคมีชีวภาพที่ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ของประเทศไทย

ทั้งนี้​ เพื่อให้เกิดความร่วมมือจากทุกภาคส่วนโครงการวิจัยดังกล่าวจะช่วยยกระดับและตอบโจทย์การเข้ามามีส่วนร่วมของภาคอุตสาหกรรมให้เพิ่มขึ้น เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียน ยกระดับอุตสาหกรรมทางเคมีชีวภาพ สร้างแนวทางต้นแบบการใช้พลังงานชีวภาพ พลังงานแบบหมุนเวียน รวมถึงตอบโจทย์สิ่งแวดล้อมให้สำเร็จ เป็นกลไกขับเคลื่อนประเทศไทยอย่างยั่งยืนต่อไป