‘มข.- กระทรวงการต่างประเทศ’ ระดมสมอง‘เมืองอัจฉริยะ’รับ‘เอเปก’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/664801

‘มข.- กระทรวงการต่างประเทศ’ ระดมสมอง‘เมืองอัจฉริยะ’รับ‘เอเปก’

วันพุธ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) โดยวิทยาลัยนานาชาติ ร่วมกับ กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ และ Asia-Pacific Economic Cooperation (เอเปก-APEC) จัดการเสวนาระดมสมอง APEC Media Focus Group ครั้งที่ 4 ภายใต้แนวคิด Smart City and Connectivity ณ ห้องประชุมชั้น 3 อาคารเรียนรวมพื้นฐาน วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

นายเชิดชาย ใช้ไววิทย์ อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ขอนแก่นเป็นศูนย์กลางความเชื่อมโยงในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การเสวนาครั้งนี้จึงจะเป็นประโยชน์ในการเป็นเจ้าภาพเอเปกของประเทศโดยเฉพาะการแบ่งปันองค์ความรู้ประสบการณ์ด้านสมาร์ทซิตี้ของขอนแก่นให้สาธารณชนรับทราบในวงกว้างซึ่งจะช่วยส่งเสริมโอกาสและศักยภาพของภาคธุรกิจของประเทศไทยในภูมิภาคได้อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ในโอกาสที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพการจัดประชุม APEC ซึ่งถือเป็นวาระแห่งชาติและโอกาสสำคัญอย่างยิ่งที่ไทยได้แสดงบทบาทในเวทีสำคัญระดับโลกผ่านการเสวนาที่เน้นความมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่างๆ ขอนแก่นเป็นเมืองหลวงของการเจริญเติบโตในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เราจะพัฒนาเมืองได้ต้องมีทรัพยากรมนุษย์ที่ฉลาดมาก ท่ามกลางจุดแข็งที่ขอนแก่นมี

อาทิ พื้นที่ทางการเกษตร ผู้คนฉลาด เมืองที่พร้อมต่อการขยายการเจริญเติบโต ทุกภาคมีประเด็นที่ต้องขับเคลื่อนต่อ เช่น อุตสาหกรรมแปรรูปเกษตร การติดขัดข้องการเงิน การพัฒนาทักษะแรงงาน และที่สำคัญของการกระจายรายได้ เป็นเครื่องมือที่จะสร้างความเลื่อมล้ำของรายได้ เหล่านี้เป็นเรื่องที่ล้วนแต่ต้องอาศัย Smart City and Connectivity ทั้งสิ้น

ด้าน ผศ.สิริมนพร ทิพสิงห์ คณบดีวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้วางแผนผลิตงานวิจัยที่เอื้อต่อการเป็นเมืองอัจฉริยะ (Smart City) โดยงานวิจัยนี้พูดถึงการตลาดและการท่องเที่ยว ในเจนวาย (Gen Y) สอบถามไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยว 389 คน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังจ่ายสูง ทำการวิจัยเกี่ยวกับมุมมองนักท่องเที่ยวว่าหากต้องการไปเที่ยวในเมืองนั้น มีองค์ประกอบใดใน Smart City ที่เป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจเข้าเยี่ยมชมหรือท่องเที่ยวในเมืองนั้นๆ

โดยโครงการวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะ ขณะนี้อยู่ในระยะแรกที่สามารถระบุได้ว่ามี 3 ปัจจัยหลักที่นักท่องเที่ยวใช้พิจารณา คือ Smart People ต้องมีคนฉลาด Smart Mobility การเดินทางและขนส่ง ต้องสะดวกสบายมีระบบอัจฉริยะ เพื่อที่จะให้มี Smart Living การดำรงชีวิตอัจฉริยะ 3 ส่วนนี้เป็นปัจจัยแรกๆ ที่นักท่องเที่ยวจะตัดสินใจเพื่อท่องเที่ยวเมืองนั้นๆ

‘ชุมชนคนสู้หวย’ละครเปลี่ยนสังคม ‘ลด-ละ-เลิกพนัน’มีเงินเหลือเก็บออม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/664799

‘ชุมชนคนสู้หวย’ละครเปลี่ยนสังคม ‘ลด-ละ-เลิกพนัน’มีเงินเหลือเก็บออม

วันพุธ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

โครงการ “๙ สู่ชีวิตพอเพียง” เป็นภารกิจสำคัญที่มูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน (มรพ.) สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 โดยนำแนวคิด “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” มาเป็นหลักชัยในการใช้ชีวิตของประชาชน ภายใต้เครือข่ายชุมชนต้นแบบลด ละ เลิกการพนันเพื่อถวายเป็นปฏิบัติบูชาต่อ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวงรัชกาลที่ 9) และอาศัยแนวทางนี้รณรงค์ให้ลดละเลิกการพนัน

“ข้อมูลจากการสำรวจสถานการณ์การพนันในสังคมไทย ของศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประจำปี 2560 ที่ชี้ชัดว่าสลากกินแบ่งรัฐบาลและหวยใต้ดิน คือ การพนันสองอันดับแรกของคนไทยในทุกภูมิภาค” มีผู้เล่นทั้งสิ้นมากกว่า 25 ล้านคน (เป็นผู้ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล 21 ล้านคน และผู้ซื้อหวยใต้ดิน 17 ล้านคน และบางคนซื้อทั้งสองชนิด) และมีปริมาณเงินรวมของการซื้อหวยทั้งสองชนิด ถึง 250,000 ล้านบาท/ปี (จากรายงานของศูนย์ customer insight ธนาคาร TMB ปี 2561)

ทำให้การดำเนินการในระยะที่ 2 ของโครงการฯมุ่งไปที่การลดละเลิกการเล่นหวยในชุมชนเป็นประเด็นสำคัญ ด้วยแนวทางการรณรงค์ “เปลี่ยนเงินหวยเป็นเงินออม” ซึ่งจนถึงวันนี้ การทำงานตามโครงการ ๙ สู่ชีวิตพอเพียง ได้สร้างเมล็ดพันธุ์คนชุมชนที่เติบโตเป็น “ชุมชนคนสู้หวย” นับเป็นมิติของการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชุมชน ที่แต่ก่อนคนส่วนใหญ่จะเล่นพนันด้วยการแทงหวยมากที่สุด

จนกระทั่งได้เกิดกระบวนการเรียนรู้ “อย่าให้หวยเป็นปัญหา” เพื่อกระตุกเตือนให้ประชาชนในชุมชน ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ร่วมกันสร้าง “ถ้าไม่อยากมีปัญหาจากหวยและการพนัน ต้องทำอย่างไร?” ซึ่งหนึ่งในกระบวนการเรียนรู้นี้เอง ได้มีกิจกรรม “ละครสร้างการเรียนรู้” ซึ่งพัฒนาและสร้างสรรค์ขึ้นจากเครือข่ายละครหยุดพนัน มาเป็นพลังสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลง นำ “เรื่องเล่น” มาสู่ “เรื่องจริง” เพื่อสร้างสังคมลด ละ เลิก การพนัน ในที่สุด

นายบุญสืบ พันธ์ประเสริฐ รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ท่ามะปราง จ.สระบุรี ในฐานะผู้ประสานงานเครือข่ายรณรงค์หยุดพนัน จ.สระบุรี เล่าว่า แต่เดิมทำงานกับเครือข่ายครอบครัวอยู่แล้ว และมีการทำงานเชิงประเด็น ลด ละ เลิกการพนัน ใช้ละครในการพัฒนาคนร่วมกับกลุ่มชาวบ้านในประเด็นต่างๆอยู่แล้ว จึงเสนอทาง มรพ. ในการสร้างละครสะท้อนปัญหาชุมชนในประเด็นของการพนัน ซึ่งก็มีทั้งหวย ฟุตบอล ฯลฯ ภายใต้โครงการ ๙ สู่ชีวิตพอเพียง ซึ่งดำเนินการในพื้นที่ 10 จังหวัด

ทั้งนี้ ปัจจุบันสถานการณ์พนันต้องทำการรณรงค์ในทุกมิติและทุกช่วงวัย โดยรูปแบบการดำเนินงานจะแตกต่างออกไปตามแต่ละช่วงวัย ทั้งวัยเด็ก วัยรุ่น วัยผู้ใหญ่และผู้สูงวัย มีการขับเคลื่อนในทุกทิศทางและทุกวัย จะทำให้มองเห็นมุมที่แตกต่างของแต่ละวัยประเด็นของการขับเคลื่อนรณรงค์ก็จะเข้มแข็งขึ้น โดยการนำเสนอเนื้อเรื่องของละครจะสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน จะทำให้คนดูเข้าถึงและสนุกไปด้วย เพราะรู้สึกว่าใกล้ตัว

“ละครจะสะท้อนให้เห็นความน่ากลัวของพนัน ซึ่งการพนันดูเหมือนไม่มีอะไร เป็นเหมือนสิ่งสวยงามที่ยั่วยวนให้คนเข้าไป ดึงเราเข้าไปสู่กับดัก กว่าจะรู้ตัวก็อาจจะยากในการเอาตัวเองออกมา ในส่วนของน้องๆ ที่เข้ามาร่วมเล่นละครสะท้อนปัญหาเหล่านี้ผมมั่นใจว่าในกระบวนการทำงานสิ่งที่เขาได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรงนี้จะเป็นเมล็ดพันธุ์ฝังอยู่ตัวและเป็นภูมิคุ้มกันตัวเขาไปตลอด” นายบุญสืบ กล่าว

นางอรชร อุนัยบัน หรือ“ครูแจ๋ว” อดีตครูภาษาไทยที่ผันตัวมาเป็นผู้จัดทำละครหลังเกษียณ กล่าวว่าวิธีผสมผสานการละเล่นโดยสอดแทรกเนื้อหาการรณรงค์หยุดพนัน ชักชวน ลด ละ เลิกการพนัน โดยยังคงความบันเทิงด้วยนั้น อาศัยการเล่าเรื่องด้วยภาษาอีสานซึ่งเป็นภาษาท้องถิ่น เด็กๆ จะเข้าถึงบทละครได้มากกว่าและสื่อสารการแสดงออกมาได้ดี เมื่อตัวละครสมบทบาทโดยเยาวชน ก็พยายามส่งเสริมให้เขาสามารถสะท้อนปัญหาของชุมชนที่หลงเข้าไปสู่วงการพนันซึ่งบทละครจะสะท้อนให้เห็นว่าคนที่เข้าสู่วงการพนันแล้วยากที่ครอบครัวจะมีความสุขได้

“การดำเนินเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบละครจะสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้น วิธีการแก้ไขปัญหา เด็กๆ ที่มาร่วมถ่ายทอดและซึมซับเรื่องราวของละครว่าการพนันสร้างปัญหาอย่างไร เขาสามารถเสริมบทให้ครูได้ เพราะเขารู้วิถีชุมชนของตนเองเป็นอย่างไร เด็กๆ สามารถถ่ายทอดออกมาได้ว่าความสุขอยู่ที่ไหน เด็กๆ ที่เข้ามาร่วมแสดงละคร เขามีความมุ่งมั่นมาก ชวนผู้ปกครองมาดูพวกเขาเล่น ขณะเดียวกันภายใต้การสวมบทบาทของแต่ละตัวละคร เด็กๆ ยังได้ฝึกการใช้ภาษาและฝึกการเอนเตอร์เทนด้วย” ครูแจ๋ว ระบุ

ด้าน “น้องแม็ก” นายวัชรณัฐวรสิงห์ นักเรียนชั้น ม.4 และ“น้องเอิร์น” ด.ญ.เขมิกา เสาวรส นักเรียนชั้น ม.3 โรงเรียนท่าตูมประชาเสริมวิทย์ เยาวชนที่เข้าร่วมกับคณะละครของครูแจ๋ว กล่าวเสริม การเข้ามาเล่นละครทำให้พวกตนได้พัฒนาตนเองมากขึ้นในด้านทักษะการสื่อสารกับผู้อื่น มีความกล้าแสดงออก อีกทั้งเมื่อเห็นรอยยิ้มของผู้ชมแล้วก็ทำให้มีความสุขไปด้วย

นอกจากนี้ การเข้ามามีส่วนร่วมในการถ่ายทอดปัญหาของการหลงเข้าสู่วงการพนัน นอกจากสวมบทบาทในละครแล้ว ในชีวิตจริง ทั้งคู่ยังได้ชักชวนบุคคลใกล้ชิดไม่ว่าจะคนในครอบครัวหรือญาติพี่น้องให้ลด ละ เลิกการพนัน และนำเงินที่จะซื้อหวยนั้นนำกลับมาเป็นเงินออมแทน เมื่อเกิดการชักชวนอย่างต่อเนื่อง ผลปรากฏว่าผู้ปกครองของทั้งคู่ ค่อยๆ ลดการเล่นการพนัน การซื้อหวย และนำเงินมาเก็บออมแทน ทำให้มีเงินเก็บซึ่งแตกต่างเดิมที่ไม่มีเลย

นายศรีสุวรรณ ควรขจร กรรมการกองทุน สสส. ฝากข้อคิดว่า ปัญหาการเล่นพนันมีความร้ายแรงไม่ต่างจากบุหรี่และสุรา การสูบบุหรี่อันตรายทั้งสุขภาพต่อคนสูบและคนรอบข้างลูกหลาน สุราอาจทำให้กลายเป็นผู้พิการได้จากพฤติกรรมดื่มแล้วขับ ส่วนการพนันที่อาจทำให้ถึงขั้นสิ้นเนื้อประดาตัวได้ การเล่นพนันอาจกลายเป็นการเสพติดจนล้มเลิกความคิดไม่ได้ นำไปสู่การล้มเหลวด้านครอบครัว หน้าที่การงานความเชื่อถือ และส่งผลต่อรายได้ลดน้อยลงจนเกิดปัญหาหนี้สินตามมา ซึ่งถ้าลด ละ เลิกได้ คุณภาพชีวิตจะกลับมามีความสุข

“อยากให้กำลังใจคนที่ยืนหยัดและตั้งใจลดละเลิกพนัน และเปลี่ยนเงินซื้อหวยเป็นเงินออม” นายศรีสุวรรณ ฝากทิ้งท้าย

มูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน (มรพ.)

สำนักงานกองทุนสนับสนุน

การสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

‘ICTมหิดล’พัฒนาโปรแกรม ช่วยแพทย์คัดกรอง‘เบาหวานขึ้นตา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/664803

‘ICTมหิดล’พัฒนาโปรแกรม ช่วยแพทย์คัดกรอง‘เบาหวานขึ้นตา’

วันพุธ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

อาหารไทยที่เป็นอาหารคาวส่วนใหญ่มักมีรสชาติเผ็ด ทำให้มื้อปิดท้าย คนไทยมักนิยมรับประทานอาหารที่มีรสชาติหวานจัดเพื่อดับความเผ็ดร้อน ซึ่งเป็นพฤติกรรมการบริโภคที่ทำให้ต้องเสี่ยงต่อภาวะ “เบาหวาน” โดยไม่รู้ตัวและ “โรคเบาหวานยังสามารถทำให้เกิดการเจ็บป่วยต่อไปได้อีกหลายโรค” หนึ่งในผลกระทบจากโรคเบาหวานที่ทำให้ผู้ป่วยต้องกลับกลายเป็นผู้พิการ คือ “ภาวะเบาหวานขึ้นจอตา” ซึ่งอาจทำให้ต้องกลายเป็นผู้พิการทางสายตาได้ในที่สุด หากไม่ได้การตรวจพบเสียแต่เนิ่นๆ

รศ.ดร.วรพันธ์ คู่สกุลนิรันดร์ อาจารย์ประจำกลุ่มวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) มหาวิทยาลัยมหิดล ทำการวิจัย เรื่อง “การค้นหาอัตโนมัติของภาวะเบาหวานขึ้นจอตาจากภาพถ่ายจอประสาทตา (Automatic Detection of Diabetes Retinopathy based on Digital Retinal images)” จนสามารถพัฒนาโปรแกรมช่วยจักษุแพทย์คัดกรองผู้ป่วยในเบื้องต้น ประกอบการวินิจฉัย และติดตามอาการของโรค

ผลงานชิ้นนี้สามารถคว้ารางวัลผลงานวิจัย ระดับดีประจำปีงบประมาณ 2563 จาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) “จุดเด่นของโปรแกรมคัดกรองภาพถ่ายจอประสาทตาที่พัฒนาขึ้น คือ ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) สามารถเรียนรู้ได้จากข้อมูลภาพถ่ายจอประสาทตาของผู้ป่วยที่เป็นคนไทยโดยเฉพาะ” ไม่ใช่เพียงภาพที่มีอยู่แล้วทั่วไปในระบบ จึงช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้แม่นยำมากขึ้น

“การแก้ปัญหาด้วยการซื้อซอฟต์แวร์จากต่างประเทศ ไม่ยั่งยืนเท่ากับการนำความรู้ที่มีอยู่ พัฒนาขึ้นเป็นซอฟต์แวร์ใช้เองภายในประเทศ ซึ่งบางซอฟต์แวร์จากต่างประเทศอาจไม่เหมาะกับบริบทของคนไทย หรือใช้ได้ไม่ดีเท่าที่ควร และไม่ภูมิใจเท่าเราคิดได้เอง นอกจากนี้อาจขยายผลสู่เชิงพาณิชย์นำรายได้เข้าประเทศต่อไปได้อีกในอนาคต ซึ่งจะเป็นการพึ่งพาตัวเองที่ยั่งยืนที่สุด” รศ.ดร.วรพันธ์ กล่าว

มหาวิทยาลัยมหิดล

‘สมเด็จพระสังฆราช’ประทานพระวโรกาสให้’เอกอัครราชทูตเมียนมา-คณะ’เฝ้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/664892

'สมเด็จพระสังฆราช'ประทานพระวโรกาสให้'เอกอัครราชทูตเมียนมา-คณะ'เฝ้า

วันอังคาร ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 20.33 น.

“สมเด็จพระสังฆราช”ประทานพระวโรกาสให้ เอกอัครราชทูตเมียนมา และคณะ เฝ้าถวายเครื่องประกอบสมณศักดิ์ชั้นสูงสุด“อภิธชมหารัฏฐคุรุ”

เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2565 เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จลงพระวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ประทานพระวโรกาสให้ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และคณะ เฝ้าถวายเครื่องประกอบสมณศักดิ์ชั้นสูงสุด “อภิธชมหารัฏฐคุรุ” ซึ่งรัฐบาลสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาขอประทานถวาย

สมณศักดิ์ “อภิธชมหารัฏฐคุรุ” เป็นสมณศักดิ์ชั้นสูงสุดของคณะสงฆ์เมียนมา ซึ่งจะถวายแด่สมเด็จพระสังฆราช หรือสมเด็จพระราชาคณะ ผู้ทรงคุณูปการยิ่งใหญ่ต่อกิจการพระพุทธศาสนาและมีพระชนมายุหรือมีอายุ 80 ปีขึ้นไปเท่านั้น ทั้งนี้ รัฐบาลสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เคยถวายสมณศักดิ์อภิธชมหารัฏฐคุรุ แด่สมเด็จพระสังฆราชแห่งราชอาณาจักรไทยมาแล้ว 2 พระองค์ ได้แก่ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ สกลมหาสังฆปริณายกพระองค์ที่ 13 และสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร สกลมหาสังฆปริณายกพระองค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

โอกาสนี้ เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช ประทานพระสัมโมทนียกถา ความตอนหนึ่งว่า “นามของสมณศักดิ์ที่ว่า ‘อภิธชมหารัฏฐคุรุ’ ชวนให้อาตมภาพระลึกถึงพระสูตรหนึ่งในพระไตรปิฎก ได้แก่ ‘ธชัคคสูตร’ ซึ่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสอุปมาพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ ว่าเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจอันเลิศ ประเสริฐยิ่งกว่าธงชัยของแม่ทัพในการสงคราม เพราะเหตุว่าแม่ทัพนายกองทั้งหลาย ล้วนยังเป็นผู้มีกิเลส ธงประจำตำแหน่งของเขา จึงไม่อาจเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจได้อย่างแท้จริง ในขณะที่ ‘พระรัตนตรัย’ อันเป็นธงชัยแห่งพุทธบริษัท ย่อมก่อให้เกิดความมั่นใจ ไม่หวาดหวั่นครั่นคร้าม ในการบำเพ็ญคุณงามความดี

ดังที่สมเด็จพระบรมครู ทรงสอนไว้ว่า ‘พึงระลึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเถิด ความกลัวไม่พึงมีแก่เธอทั้งหลาย แต่ถ้าว่าเธอทั้งหลายไม่พึงระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้เจริญที่สุดในโลก ผู้องอาจกว่านรชนนั้น เธอทั้งหลายก็พึงระลึกถึงพระธรรมอันนำออกจากทุกข์ อันพระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ดีแล้ว หรือถ้าเธอทั้งหลายไม่ระลึกถึงพระธรรมอันนำออกจากทุกข์ อันพระพุทธเจ้าทรงแสดงดีแล้วนั้น เธอทั้งหลายก็พึงระลึกถึงพระสงฆ์ผู้เป็นบุญเขต ไม่มีบุญเขตอื่นยิ่งไปกว่า ครั้นเมื่อเธอทั้งหลายระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์อยู่ ความกลัวก็ดี ความหวาดสะดุ้งก็ดี ความขนพองสยองเกล้าก็ดี จักไม่มีเลย’

ทั้งพม่าและทั้งไทย ต่างก็มีประชากรส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนา นับได้ว่าเรามีธงชัยแห่งชีวิตร่วมกัน จึงขอพุทธบริษัททุกหมู่เหล่า ยึดมั่นในพระไตรสรณคมน์เป็นยอดธง เพียรหมั่นศึกษาอบรม ประพฤติปฏิบัติ และเผยแผ่พระพุทธธรรม เพื่อความผาสุกร่มเย็นของโลกนี้ และขอทุกท่านจงปราศจากความกลัว ความหวาดสะดุ้ง ความขนพองสยองเกล้า ในอันที่จะประกอบกรณียกิจ เพื่อจรรโลงเมตตาธรรม ไว้เป็นเครื่องค้ำจุนโลก ให้ดำรงคงมั่นอยู่ด้วยสันติภาพอันร่มเย็น ตลอดกาลนาน

ขออนุโมทนาสาธุการด้วยใจจริงอีกครั้งหนึ่งที่นำเกียรติยศมามอบให้ และขออำนวยพรให้ทุกท่าน จงเจริญงอกงามในพระบวรพุทธศาสนายิ่งๆ ขึ้นสืบไป เทอญ”

– 006

วธ.ปรับบทบาทเป็นกระทรวงสังคมกึ่งเศรษฐกิจ ดันพลังวัฒนธรรมพลิกโฉมหน้าเสริมเศรษฐกิจชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/664525

วธ.ปรับบทบาทเป็นกระทรวงสังคมกึ่งเศรษฐกิจ ดันพลังวัฒนธรรมพลิกโฉมหน้าเสริมเศรษฐกิจชาติ

วันอังคาร ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ใครที่ได้ไปชมนิทรรศการแสดงผลงานการขับเคลื่อนงานวัฒนธรรม ในงานประชุมเสวนา “ถามมา-ตอบไป เพื่อประเทศไทยที่ดีกว่าเดิม” ของ กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ที่ ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอนคงปฏิเสธไม่ได้ว่า พลังการขับเคลื่อนงานวัฒนธรรม เพื่อพลิกโฉมหน้าเศรษฐกิจชาติ ในการแข่งขันกับชาติอื่นๆ เป็นตัวจักรสำคัญอีกตัวหนึ่งที่จะนำมาใช้เพื่อการพัฒนาสังคมเศรษฐกิจชาติในยุคนี้ โดยปีนี้ วธ. ได้ปรับบทบาทและภารกิจให้เป็น กระทรวงสังคมกึ่งเศรษฐกิจ ภายใต้แนวคิด “ให้วัฒนธรรม ทำดี ทำงานทำเงิน” ส่งเสริมการใช้ทุนทางวัฒนธรรมและมรดกภูมิปัญญา สร้างเศรษฐกิจฐานราก สร้างงาน สร้างรายได้แก่ชุมชนและประเทศ เพื่อให้วัฒนธรรมเป็นเครื่องมือยกระดับเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

ในปีนี้ วธ. ได้เดินหน้าดึงทุกภาคส่วนมาร่วมใช้พลังวัฒนธรรมอย่างเป็นรูปธรรม โดยการผลักดันใช้ Soft Power ความเป็นไทย สร้างรายได้ สร้างภาพลักษณ์และเกียรติภูมิให้ประเทศไทย ด้วยการส่งเสริม 5F ได้แก่ อาหารไทย (Food) ผ้าไทย และการออกแบบแฟชั่น (Fashion) ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ (Film) มวยไทย และศิลปะการป้องกันตัวของไทย (Fighting) และเทศกาลประเพณีไทย (Festival) ในปี 2564 ไทยมีรายได้จากสินค้าวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์กว่า 1.45 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 8.93 ของ GDP เป็นรายได้จากอุตสาหกรรมคอนเทนต์อาทิ ภาพยนตร์ ละคร แอนิเมชั่นเกม คาแร็กเตอร์ กว่า 2 แสนล้านบาท เป็นอันดับ 1 ของอาเซียน รายได้จากการส่งออกอาหารไทยกว่า 1.1 พันล้านบาท รายได้จากผ้าไทยกว่า 8.5 พันล้านบาท ผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย (CPOT) และผลิตภัณฑ์ชุมชนไทย (CCPOT) กว่า 700 ล้านบาท และรายได้จากการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” กว่า 768 ล้านบาท

อีกความภาคภูมิใจหนึ่งก็คือสำนักข่าว U.S. News ได้จัดอันดับประเทศที่มีมรดกวัฒนธรรมที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2021 จากทั้งหมด 78 ประเทศ ปรากฏว่าไทยอยู่อันดับ 7 ของโลก การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยวัฒนธรรม จึงไม่ใช่เรื่องที่ยากและไกลตัว เพราะได้สร้างรายได้ สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยมิใช่น้อย โดยที่วธ. ก็เป็นหลักในการดูแลเรื่องดังกล่าว ทั้งๆ ที่ไม่มีการผลักดันเรื่องสร้างรายได้แนวคิด “ให้วัฒนธรรม ทำดี ทำงานทำเงิน” จึงไม่กว้างเกินไป หรือ เหนือบ่ากว่าแรง ที่กระทรวงวัฒนธรรมจะนำเพื่อ พัฒนา ส่งเสริม และสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจของสังคม เพราะที่ผ่านมาก็ได้ฝากฝีมือมาให้เห็นประจักษ์แล้ว ประกอบกับในยุคนี้ ที่สังคมโลกกำลังตื่นตัวในเรื่องของวัฒนธรรมกันอย่างจริงจัง การจะนำเอางานทางด้านวัฒนธรรมมาเพื่อพัฒนา ส่งเสริม สังคมและเศรษฐกิจ จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นและถูกที่ถูกเวลามากในเวลานี้ นับว่า เป็นเรื่องที่เหมาะสม ที่ กระทรวงวัฒนธรรม จะใช้งานทางด้านวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) โดยการปรับบทบาท วธ.เป็นกระทรวงสังคมกึ่งเศรษฐกิจ

มรภ.บ้านสมเด็จ วิจัยเพิ่มคุณภาพ ผ้ายกดอกพื้นบ้านด้วยระบบแจ๊คการ์ด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/664523

มรภ.บ้านสมเด็จ วิจัยเพิ่มคุณภาพ ผ้ายกดอกพื้นบ้านด้วยระบบแจ๊คการ์ด

วันอังคาร ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผศ.วชิรศักดิ์ เขียนวงศ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา กล่าวว่าได้ศึกษาวิจัยเรื่องการพัฒนากี่ทอผ้ายกดอกและจกพื้นบ้านด้วยระบบแจ็คการ์ด 400 เข็ม กรณีศึกษา กลุ่มทอผ้าไหมบ้านหนองตราดน้อย ตำบลชุมเห็ด อำเภอเมืองจังหวัดบุรีรัมย์

การวิจัยในครั้งนี้ คณะผู้วิจัยมุ่งพัฒนากลไกการเปิดตะกอ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทอยกดอกพื้นบ้าน ลดกระบวนการจก ยกดอกลายผ้าแบบดั้งเดิมที่ต้องใช้ทักษะ ความอดทน สมาธิสูง และเวลาใช้ระยะเวลาในการทอต่อผืนนาน รวมทั้งในกลุ่มทอผ้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มแรงงานผู้สูงอายุ ซึ่งมีปัญหาทางด้านสายตาทำให้เกิดการทอผิดลายได้ ในขณะที่ระบบอุตสาหกรรมเข้ามาแทนที่การทอผ้าแบบดั้งเดิม ผลิตภัณฑ์หาซื้อได้ง่ายราคาถูก ทำให้ส่งผลกระทบกับการผลิตแบบดั้งเดิมซบเซา คนรุ่นใหม่ไม่นิยมเข้าสืบทอด ดังนั้นการนำงานวิจัยเข้ามาช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นโจทย์ที่สำคัญ การพัฒนาประสิทธิภาพกี่ทอพื้นบ้านด้วยระบบการทอแบบแจ็คการ์ดสามารถทอลวดลายที่ซับซ้อนได้ง่ายขึ้น สะดวกสบายต่อการใช้งานมากขึ้น ช่วยให้ผู้ทอฝึกหัดใหม่สามารถทอได้ง่ายขึ้น นำลวดลายเดิมทอซ้ำๆ ได้หลายครั้ง มีคุณภาพมีมาตรฐานและสร้างลวดลายขึ้นเองได้โดยง่ายในท้องถิ่น

ผศ.วชิรศักดิ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับกี่ทอผ้ายกดอกและจกพื้นบ้านด้วยระบบแจ๊คการ์ด 400 เข็ม โดยการทดสอบในเวลา 8 ชั่วโมง พบว่ากี่ทอผ้าสามารถทอผ้าได้ระยะผ้าเฉลี่ย 45.72 เซนติเมตรต่อชั่วโมงเมื่อเปรียบเทียบกับการทอด้วยยกดอก และจกพื้นบ้าน ซึ่งจะทอได้ระยะผ้าเฉลี่ย 10-15 เซนติเมตรต่อชั่วโมง โดยขึ้นอยู่กับความชำนาญของผู้ที่ทำการทอผ้าการทดสอบประสิทธิภาพเครื่องเจาะรูแผ่นการ์ด วัดอัตราเฉลี่ยการเจาะโดยเฉลี่ย25 แผ่นต่อชั่วโมง และ 200 แผ่นต่อวัน และการทดสอบประสิทธิภาพเครื่องร้อยแผ่นการ์ด วัดอัตราเฉลี่ย 3.5 วินาทีต่อแผ่น

นอกจากนี้ การทอผ้ายกดอกและจกพื้นบ้านด้วยระบบแจ๊คการ์ด ยังช่วยลดต้นทุนค่าแรง เพิ่มประสิทธิการทอผ้ายกดอก สร้างโอกาสในการเพิ่มมูลค่าและยกระดับผลิตภัณฑ์ทอผ้ายกดอกในชุมชนอีกด้วย

สจล. เปิด 3 หลักสูตร ดับเบิ้ลดีกรี เรียนครั้งเดียวคว้า 2 ปริญญา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/664521

สจล. เปิด 3 หลักสูตร ดับเบิ้ลดีกรี เรียนครั้งเดียวคว้า 2 ปริญญา

วันอังคาร ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รองศาสตราจารย์ ดร.อนุวัฒน์ จางวนิชเลิศ รักษาการแทนอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เปิดเผยว่า สจล.ได้พัฒนาหลักสูตรดับเบิ้ลดีกรีขึ้นมาเพื่อให้ผู้เรียนเพื่อให้สามารถขมวดรวมสิ่งที่ได้เรียน มาวิเคราะห์เพื่อต่อยอดเป็นองค์ความรู้ที่ปรับใช้ได้จริงในโลกการทำงานแห่งศตวรรษที่ 21 ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังเป็นประตูในการก้าวไปสู่โลกแห่งการทำงานที่เปิดกว้างขึ้น

หลักสูตรดับเบิ้ลดีกรีที่เปิดสอนมี 3 หลักสูตรคือ ฟิสิกส์ไอโอทีดับเบิ้ลดีกรี จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะวิทยาศาสตร์ เป็นนักฟิสิกส์ไอโอที ที่พัฒนาเอไอก็ได้ วิเคราะห์บิ๊กดาต้าก็ดี จบครบในคนเดียว ซึ่งเป็นหลักสูตร 2 ปริญญาตรี ที่เรียนเพียง 4 ปี โดยวุฒิที่จะได้รับหลังเรียนจบ คือ วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมระบบไอโอทีและสารสนเทศ และวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาฟิสิกส์อุตสาหกรรม

หลักสูตรสถาปัตย์-วิศวะอินเตอร์ จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ จบแล้วสามารถออกแบบและก่อสร้างทำได้ในคนเดียว อยู่ภายใต้การเรียนการสอนในหลักสูตรนานาชาติ โดยวุฒิที่จะได้รับหลังเรียนจบ คือ วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมโยธา และวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาสถาปัตยกรรม นักศึกษาจากหลักสูตรดังกล่าว จะได้ไปฝึกงานเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ในทั้ง 2 ศาสตร์ที่ University of Newcastle ประเทศออสเตรเลีย

หลักสูตร Global Leader Development Program จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะบริหารธุรกิจ ฉีกกฎนักบริหารแบบเดิม ปั้นวิศวกรสายพันธุ์ CEO เรียน 5 ปี ได้วุฒิปริญญาตรีควบโท นักศึกษาในคณะทั้งหลักสูตรปกติ และหลักสูตรนานาชาติ สามารถเข้าร่วมหลักสูตรนี้ได้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความสนใจด้านธุรกิจได้ศึกษาต่อยอดเพิ่มเติม โดยมีเป้าหมายเพื่อผลิตวิศวกรรมศาสตรบัณฑิตที่เป็นได้มากกว่าวิศวกร มีความสามารถด้านดำเนินธุรกิจ เพื่อสร้างโอกาสในการเป็นผู้ประกอบการธุรกิจในอนาคต โดยวุฒิที่ได้รับคือ วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต และบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต จากคณะบริหารธุรกิจ ทั้งนี้ หลักสูตรดังกล่าวใช้เวลาเรียนเพียงแค่ 5 ปี โดยจะเริ่มเรียนรายวิชาทางด้านการบริหารธุรกิจตั้งแต่ชั้นปีที่ 3 เป็นต้นไป

ยูนิโคล่ ร่วมจุฬาฯวิชาการ แข่งขันแผนธุรกิจ ปรัชญา ‘ไลฟ์แวร์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/664516

ยูนิโคล่ ร่วมจุฬาฯวิชาการ แข่งขันแผนธุรกิจ ปรัชญา ‘ไลฟ์แวร์’

วันอังคาร ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ยูนิโคล่ (ประเทศไทย) ร่วมมือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้งานจุฬาฯ วิชาการ จัดการแข่งขัน “CHULA EXPO 2022’ Case Competition” การแข่งขัน Business Project Case ที่เกี่ยวข้องกับนำปรัชญาไลฟ์แวร์ (LifeWear) มาพัฒนาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs Goal) โดยครั้งนี้มีผู้ส่งผลงานเข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด 153 ทีมจากทั่วประเทศ เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ณ ศูนย์การค้า สามย่านมิตรทาวน์ โดยทีมผู้ชนะได้รับรางวัลเงิน 100,000 บาท และ ทีมรองผู้ชนะได้รับรางวัล 50,000 และ 30,000 บาท ตามลำดับ

ทีมผู้ชนะเลิศ ได้แก่ ทีม Powerpuff Consulting ประกอบด้วย มิ่งขวัญ ศรีวัฒนาเมฆินทร์, นภัส ฤทัยเจตน์เจริญ, กรวรรณ ตีรณจินดา นิสิตจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชั้นปีที่ 3 และปณิตา สิกขมาน นักศึกษาจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ชั้นปีที่ 3 โดยร่วมนำเสนอไอเดียนวัตกรรมพัฒนาเสื้อสำหรับผู้พิการที่จำเป็นต้องนั่งวีลแชร์เป็นระยะเวลานาน และการออกแบบป้ายอักษรเบรลล์ สำหรับผู้พิการทางสายตาเพื่อรับรู้รายละเอียดสีและไซส์ ทีมผู้ชนะรองอันดับ 1 ได้แก่ทีมแม่บุญธรรม ที่นำเสนอโปรเจกท์เกี่ยวกับการพัฒนานวัตกรรมเสื้อที่ทำจากเส้นใยวัสดุรีไซเคิลเพื่อป้องกันการปล่อยไมโครพลาสติกสู่มหาสมุทรและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และทีมผู้ชนะรองอันดับ 2 ได้แก่ ทีม KANGTAEMOOSHI ที่นำเสนอไอเดีย แต้มโปรแกรมการสะสม และจัดหลักสูตรสอนการผลิตเสื้อผ้าคุณภาพดีแก่ชุมชน ซึ่งต่อยอดนำเสนอออกมาเป็นคอลเลคชั่นจากผ้าท้องถิ่นในดีไซน์ทันสมัย

หารือพัฒนาการเรียนการสอน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/664517

หารือพัฒนาการเรียนการสอน

วันอังคาร ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ศูนย์สนับสนุนและพัฒนาการเรียนการสอน ร่วมกับ สำนักงานวิเทศสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม จัดประชุมแลกเปลี่ยนด้านการเรียนการสอน ในหัวข้อ “Role of AdvanceHE in working globally and helping higher education to shape its future” โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วราภรณ์ ไทยมา คณบดีคณะศิลปศาสตร์ และ พลอากาศเอกพิธพร กลิ่นเฟื่อง คณบดีวิทยาลัยการบินและคมนาคม มหาวิทยาลัยศรีปทุม และ Ms. Anne Moore, Assistant Director International, AdvanceHE เข้าร่วมประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนทำความเข้าใจและสร้างความร่วมมือในการพัฒนาการเรียนการสอน

สพป.พิษณุโลก เขต 2 อบรมครูแกนนำ ค่ายเยาวชน รักษ์พงไพร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/664518

สพป.พิษณุโลก เขต 2 อบรมครูแกนนำ ค่ายเยาวชน รักษ์พงไพร

วันอังคาร ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ผกาภรณ์ พลายสังข์ ผอ.สพป.พิษณุโลก เขต 2 ประธานพิธีเปิดบรรยายพิเศษการอบรมครูวิทยากรแกนนำโครงการค่าย “เยาวชน…รักษ์พงไพรเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ประจำปี 2565

การอบรมครั้งนี้ เพื่อให้ครูที่ผ่านการอบรม สามารถนำความรู้ความเข้าใจไปจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น พร้อมต่อยอดขยายผลในโรงเรียน ชุมชน และท้องถิ่นได้อย่างเข้มแข็ง และสามารถเป็นวิทยากรในการอบรมค่ายเยาวชน รักษ์พงไพรฯ แก่ครู นักเรียน ในเขตพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงตามวัตถุประสงค์ของโครงการ

ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาจาก สพป.นครสวรรค์เขต 1 สพป.อุทัยธานี เขต 1 และเขต 2 สพป.พิษณุโลก เขต 2 จำนวน 60 คนเข้ารับการอบรม ในวันที่ 29 มิถุนายน- 1 กรกฎาคม 2565 ณ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติ และสัตว์ป่าพิษณุโลก อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก