‘ตรีนุช’เคาะเกณฑ์เฟ้นบิ๊กคุรุสภา เร่งประกาศรับสมัคร คาดได้เลขาฯใหม่ ก.ย.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/664498

‘ตรีนุช’เคาะเกณฑ์เฟ้นบิ๊กคุรุสภา เร่งประกาศรับสมัคร คาดได้เลขาฯใหม่ ก.ย.นี้

วันจันทร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 14.31 น.

วันที่ 4 กรกฎาคม 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ว่า ที่ประชุมเห็นชอบร่างหลักเกณฑ์ และตั้งคณะกรรมการสรรหาเลขาธิการคุรุสภา จากนี้ ตนจะลงนามในรายละเอียดและประกาศปฏิทินการรับสมัคร ก่อนเริ่มกระบวนการสรรหาต่อไป คาดว่าจะได้เลขาธิการคุรุสภาคนใหม่ภายในเดือนกันยายนนี้ ส่วนการสรรหาเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) นั้น นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดศธ. ได้ยกร่างหลักเกณฑ์การสรรหาฯเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างปรับแก้รายละเอียด หากดำเนินการเรียบร้อย ก็สามารถประกาศรับการสรรหาได้เช่นเดียวกับคุรุสภา ส่วนการสรรหาผู้อำนวยการองค์การค้า ของสกสค. นั้น คาดว่าจะสามารถดำเนินการยกร่างหลักเกณฑ์การสรรหาได้ในเวลาใกล้เคียงกัน 

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า ที่ประชุมเห็นชอบรับรองปริญญา และประกาศนียบัตรทางการศึกษา จำนวน 5 แห่ง รวมจำนวน 15 หลักสูตร และเปลี่ยนแปลงรายละเอียด การรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา จำนวน 4 แห่ง รวมจำนวน 4 หลักสูตร  ที่คุรุสภาให้การรับรองแล้ว ของสถาบันอุดมศึกษา ที่เป็นไปตามมาตรฐานที่คุรุสภากำหนด ซึ่งผ่านการประเมินจากคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว และมีมติแต่งตั้ง นายสุภัทร  จำปาทอง ปลัดศธ. เป็นประธานอนุกรรมการจัดงานวันครู ครั้งที่ 67 ปี 2566 และมอบประธานพิจารณาบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นอนุกรรมการร่วมคณะตามที่เห็นสมควร เพื่อทำหน้าที่กำหนดแนวทางการจัดงานวันครู ครั้งที่ 67 ปี 2566 ต่อไป

โควิดลุกลาม! ‘รร.บุญวาทย์วิทยาลัย ลำปาง’ประกาศปิด สั่งเรียนออนไลน์ 100 เปอร์เซ็นต์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/664478

โควิดลุกลาม! ‘รร.บุญวาทย์วิทยาลัย ลำปาง’ประกาศปิด สั่งเรียนออนไลน์ 100 เปอร์เซ็นต์

วันจันทร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 13.14 น.

วันที่ 4 มิถุนายน 2565 โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย จ.ลำปาง ประกาศแจ้งเรื่องการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเรียนให้เปลี่ยนเป็นรูปแบบออนไลน์ 100%  ระหว่างวันที่ 4 -6 ก.ค. 2565 

ประกาศแจ้งนักเรียนโรงเรียนบุญวาทวิทยาลัย ลำปาง ทุกคนเรื่องการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเรียน ตั้งแต่วันที่ 4 ถึงวันที่ 6 ก.ค. ให้เปลี่ยนเป็นรูปแบบออนไลน์ 100% เนื่องจากสถานการณ์การแพร่กระจายของโรคโควิช 19 ที่กำลังระบาดหนักทั้งบุคลากรครู และนักเรียนดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของทุกๆคนในโรงเรียนจึงขอให้นักเรียนปรับรูปแบบเป็นการเรียนออนไลน์ตามวันเวลาดังกล่าว

เรื่อง การจัดการเรียนการสอนในรูปแบบ Online ด้วย สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COMID 19) ในโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย มีการแพร่ระบาดในกลุ่มนักเรียน ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา เป็นจำนวนมาก ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย ตระหนักถึงความปลอดภัย

เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ อันอาจจะเกิดขึ้นกับชีวิต และร่างกายของ นักเรียน คณะครู และบุคลากรทางการศึกษา ที่จะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา boak (COMID 19) อาศัยอำนาจตามมาตรา ๔๕ วรรคหนึ่ง (5) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และข้อ 4(1) ของระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการเปิด และปิดสถานศึกษา พ.ศ.๒๕๔๙ และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย จึง ขอแจ้งประกาศแนวปฏิบัติ ดังนี้

1. จัดการเรียนการสอน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6ในรูปแบบ Online ระหว่างวันที่ 4-6 ก.ค.

2.ข้าราชการครู ครูอัตราจ้าง ลงชื่อปฏิบัติงานในระบบ Online และปฏิบัติการสอนในรูปแบบ Online

3.เจ้าหน้าที่ และลูกจ้าง ให้มาปฏิบัติหน้าที่ และลงชื่อปฏิบัติงานที่โรงเรียนตามปกติ โรงเรียนมีความห่วงใยข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษา นักเรียนและผู้ปกครอง จึงขอความ ร่วมมือทุกท่านได้ดูแลและป้องกันตนเอง หากมีอาการป่วยหรือมีอาการบ่งชี้การติดเชื้อให้ตรวจด้วย Antigen Test Kit (AT) หรือพบแพทย์ทันที ทั้งนี้ หากโรงเรียนมีการเปลี่ยนแปลงอื่นจะประกาศให้ทราบอีกครั้ง จึงประกาศให้ทราบและถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด ประกาศ ณ วันที่ 3 ก.ค. 65 ลงชื่อ นายนิรันดร หมื่นสุข ผอ .รร บุญวาทวิทยาลัย

สำหรับสถานการณ์คือ 19 ในจังหวัดลำปางวันนี้มีรายงานจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลำปางว่า โดยนายแพทย์ประเสริฐ กิจสุวรรณรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดลำปาง กล่าวว่า ประจำวันที่ 4 ก.ค.ณ เวลา 09.00 น. พบผู้ป่วยรายใหม่ 438 ราย

นศ.ป.โท‘มจธ.’หวังช่วยชาวเนาเกลือ คิดค้น‘หุ่นยนต์ปรับหน้าดินอัตโนมัติ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/664360

นศ.ป.โท‘มจธ.’หวังช่วยชาวเนาเกลือ คิดค้น‘หุ่นยนต์ปรับหน้าดินอัตโนมัติ’

วันจันทร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ปัจจุบันมีการนำหุ่นยนต์ และยานยนต์พลังงานไฟฟ้ามาใช้งานในชีวิตประจำวันของมนุษย์เพิ่มมากขึ้นในหลายด้านและหลายภาคส่วน ล่าสุด มีความพยายามในการนำเทคโนโลยีทั้ง 2 มาประยุกต์ใช้กับภาคการเกษตรโดยเฉพาะเกษตรกรชาวนาเกลือ โดย นายนรวิศว์ หนังสือ นักศึกษาปริญญาโท สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม หรือ ฟีโบ้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ได้คิดค้นและพัฒนา “หุ่นยนต์ปรับหน้าดินอัตโนมัติ 5G Zero Carbon สำหรับเกษตรกรชาวนาเกลือ” เพื่อช่วยชาวนาเกลือประหยัดแรงงาน

ลดต้นทุนค่าเชื้อเพลิง สามารถปรับหน้าดินในนาเกลือให้เรียบและแน่นขึ้นและยังช่วยลดมลภาวะรักษาสิ่งแวดล้อมโดยมี รศ.ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ดร.ปราการเกียรติยังคง และ ผศ.ดร.ถวิดา มณีวรรณ์เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ผลงานวิจัยนี้ได้รับการสนับสนุนในส่วนของตัวรถที่เอาไว้ใช้ในการดัดแปลงจากนายอาภรณ์ หนังสือ และได้รับเงินทุนสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน)

นายนรวิศว์ เปิดเผยว่า หุ่นยนต์ที่พัฒนาขึ้นนี้ เป็นรถหุ่นยนต์ไร้คนขับ เพื่อตอบโจทย์นวัตกรรมการปรับหน้าดินนาเกลือของคุณพ่อ โดยได้ดัดแปลงมาจากรถปรับหน้าดินหรือรถกลิ้งนาเกลือเดิมที่เป็นเครื่องยนต์สันดาปภายในและใช้แรงงานคนในการขับ เบื้องต้นรถหุ่นยนต์คันนี้เป็นรถขับเคลื่อนด้วยล้อหน้า โดยเปลี่ยนจากเครื่องยนต์มาเป็นมอเตอร์ที่ใช้พลังงงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่

โดยกระบวนการทำงานของรถหุ่นยนต์ตัวนี้จะแบ่งได้เป็น 2 ส่วนหลักๆ คือกระบวนการวางแผนซึ่งจะทำหน้าที่วางเส้นทางการเคลื่อนที่สำหรับรถโดยคำนึงถึงกลศาสตร์ที่สอดคล้องกับรถ รวมถึงการสร้างเส้นทางเพื่อให้เกิดรัศมีการเลี้ยวที่สั้นที่สุด ส่วนกระบวนการถัดมาคือกระบวนการควบคุมรถหุ่นยนต์ให้เคลื่อนที่ไปตามเส้นที่กำหนดไว้(จากกระบวนการที่แล้ว)

ซึ่งตัวควบคุมจะค่อยๆ ทำการปรับความเร็วเพื่อป้องกันการกระชาก นอกจากนี้ยังนำเทคโนโลยี RTK (Real Time Kinematic Positioning) มาประยุกต์ใช้สำหรับการระบุตำแหน่งที่มีความแม่นยำสูง และ Inertial Measurement Unit (IMU) สำหรับการระบุทิศทางของรถรถหุ่นยนต์คันนี้มีหน้ากว้าง 1.5 เมตรน้ำหนักรวมประมาณ 240 กิโลกรัม (น้ำหนักโครงรถ 160 กก.+ น้ำหนักแบตเตอรี่80 กก.) และมีความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 1 เมตรต่อวินาที (ระดับความเร็วขึ้นอยู่กับมอเตอร์ที่ใช้)

นายนรวิศว์ เล่าต่อไปว่า ครอบครัวประกอบอาชีพทำนาเกลืออยู่ในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี และมีการประกอบกิจการตั้งแต่รุ่นปู่ ปัจจุบันครอบครัวก็ยังทำนาเกลืออยู่ สำหรับกระบวนการถ่ายโอนน้ำทะเลในนาเกลือจะมีอยู่ 4 นาตามลำดับ คือ นาขัง นาแผ่ นาเชื้อ และนาวาง เมื่อน้ำที่เค็มจนถึงจุดอิ่มตัวถูกแดดเผาในนาวางก็จะเกิดผลึกเกลือบนผิวดิน เมื่อผลึกเกลือมีความหนา 1-3 ซม. ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้

หลังจากการเก็บเกี่ยวจะต้องทำการชะล้างหน้าดินและปรับหน้าดินให้แน่นและเรียบก่อนเริ่มทำการถ่ายน้ำจากนาเชื้อเข้าสู่นาวางอีกครั้ง สาเหตุที่ต้องทำการปรับหน้าดิน เนื่องจากพื้นที่ในนาวางหลังเก็บเกี่ยวแล้วจะมีความขรุขระไม่แน่น ไม่สม่ำเสมอ หากปล่อยไว้จะทำให้เกลือที่เก็บเกี่ยวขึ้นมามีเศษดินปะปนอยู่จำนวนมาก โดยวิธีการปรับหน้าดินที่ชาวนาเกลือใช้กันมานาน คือ การกลิ้งนาเกลือ

โดยแต่เดิมชาวนาจะใช้แรงงานคนจำนวน 2-4 คนต่อการลากลูกกลิ้งหนึ่งลูกต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นการใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในโดยใช้คนขับหนึ่งคนนั่งอยู่บนรถ ซึ่งโดยปกติจะใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงต่อรอบการกลิ้งที่ครอบคลุมทั่วกระทงนา (1 กระทงนา มีขนาดพื้นที่ประมาณ 100 x 50 เมตร หรือเท่ากับ 5,000 ตารางเมตร) จึงมองว่าปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ

“หากสามารถพัฒนารถปรับหน้าดินนาเกลือด้วยเทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ก็น่าจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายให้กับชาวนาเกลือซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภาคการเกษตรของไทย นอกจากจะช่วยลดแรงงานคน และลดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงแล้ว ยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมโดยการไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ออกสู่บรรยากาศและไม่มีการรั่วไหลของน้ำมันหล่อลื่นและน้ำมันเชื้อเพลิงลงสู่กระทงนาอีกด้วย” นายนรวิศว์ กล่าว

ทั้งนี้ หุ่นยนต์ปรับหน้าดินอัตโนมัติ 5G Zero Carbon ได้มีการทดสอบวิ่งบนพื้นที่นาเกลือ พบว่า สามารถใช้งานขับเคลื่อนถอยหลังเดินหน้าได้เหมือนรถทั่วไปแต่ไร้คนขับ และสามารถดูการทำงานได้ผ่านโทรศัพท์มือถือ อย่างไรก็ตาม ผลงานชิ้นนี้ ยังถือเป็นหุ่นยนต์ต้นแบบตัวแรกที่ถูกคิดค้นและพัฒนาขึ้น เพื่อตอบโจทย์ชาวนาเกลือ จากไอเดียของคุณพ่อและการพัฒนาโดยนักศึกษารุ่นใหม่ที่ไม่ทิ้งอาชีพดั้งเดิมของครอบครัว นำมาต่อยอดขยายผลเพิ่มมูลค่าโดยใช้องค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติมาประยุกต์ใช้

กสศ. เดินหน้า‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’ปีที่4 ลดเหลื่อมลํ้าการศึกษาในพื้นที่ห่างไกล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/664361

กสศ. เดินหน้า‘ครูรัก(ษ์)ถิ่น’ปีที่4  ลดเหลื่อมลํ้าการศึกษาในพื้นที่ห่างไกล

วันจันทร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผ่านพ้นไปแล้วกับการประชุมชี้แจงการเปิดรับข้อเสนอโครงการเพื่อร่วมเป็นสถาบันผลิตและพัฒนาครู “โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น” รุ่นที่ 4ปีการศึกษา 2566 จัดโดย กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เมื่อช่วงปลายเดือน มิ.ย. 2565 ที่ผ่านมา ณ รร.ทีเค พาเลซ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ มุ่งพัฒนานวัตกรรมกระบวนการผลิตและพัฒนาครูสำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลอย่างเป็นระบบ

และสร้างโอกาสทางการศึกษาให้นักเรียนในพื้นที่ห่างไกลที่มีจิตวิญญาณของความเป็นครูได้เรียนครูจนจบปริญญาตรี และได้รับการบรรจุเป็นครูคุณภาพสูงในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลซึ่งเป็นบ้านเกิดของตนเองทั้งหมดโดยมีเป้าหมายผลิตครูให้ได้จำนวน 1,500 คน ภายในระยะเวลา 9 ปี และเกิดการยกระดับการศึกษาและพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลมากกว่า 600 โรงเรียน

รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กสศ.กล่าวว่า ปัจจุบันระบบการผลิตครูของประเทศยังไม่ตอบสนองต่อปัญหาการขาดแคลนครูในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลอีกทั้งระบบการบรรจุครูของโรงเรียนในพื้นที่ทำให้ได้ครูที่ไม่ใช่คนท้องถิ่นมากถึงร้อยละ 80จนเกิดปัญหาครูย้ายออกจากโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลจำนวนมากส่งผลกระทบโดยตรงต่อโอกาสและคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนในโรงเรียนเหล่านี้

กสศ. จึงได้ดำเนิน โครงการ ครูรัก(ษ์)ถิ่น โดยร่วมกับ 6 หน่วยงานประกอบด้วย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัย และนวัตกรรม (อว.), กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.), สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ. ), สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) และสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา พัฒนานวัตกรรมกระบวนการผลิตและพัฒนาครูสำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลอย่างเป็นระบบ และช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนครู ครูไม่ครบชั้น

รวมถึงพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนในพื้นที่ห่างไกลตามพื้นฐานและศักยภาพที่แตกต่างกันซึ่งจะนำไปสู่ข้อเสนอเพื่อเปลี่ยนแปลงระบบและนโยบายสถาบันต้นแบบในการผลิตและพัฒนาครูของประเทศไทยที่มีอัตลักษณ์สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่และความต้องการของประเทศ โดยโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นมุ่งทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษาต้นแบบที่ร่วมโครงการในลักษณะเครือข่าย ร่วมพัฒนาหลักสูตรสร้างครูรุ่นใหม่ที่มีอัตลักษณ์ สอดคล้องกับบริบทและความต้องการของชุมชนแต่ละภูมิภาค

และสร้างโอกาสทางการศึกษาให้นักเรียนในพื้นที่ห่างไกลที่มีจิตวิญญาณของความเป็นครูให้ได้เรียนครูจนจบปริญญาตรีและได้รับการบรรจุเป็นครูในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลซึ่งเป็นบ้านเกิดของตนเองทั้งหมด โดยนักศึกษาจะได้รับการบ่มเพาะให้เป็นครูของชุมชนที่มีคุณภาพสูงมีสมรรถนะทั้งทางวิชาการ และวิชาชีพ มีความสามารถพัฒนาผู้เรียนและชุมชนเพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในโรงเรียนได้ถือเป็นการลงทุนแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ตรงจุดสอดคล้องกับปัญหาของประเทศ

“โครงการนี้มีระยะเวลาดำเนินงานผลิตและพัฒนาครูตั้งแต่ปี 2563-2571 มีเป้าหมายผลิตครูให้ได้จำนวน 1,500 คน ปัจจุบันเป็นปีที่ 4 มีนักเรียนที่ได้รับโอกาสเข้าศึกษาต่อเข้าเรียนครูในสาขาประถมศึกษาและปฐมวัยรวมทั้งสิ้น 861 คน และมีเป้าหมายในการพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลจำนวน 696 แห่ง โดยมีสถาบันผลิตและพัฒนาครูเข้าร่วมโครงการจำนวน 16 สถาบัน” รศ.ดร.ดารณี กล่าว

ขณะที่ ผศ.ดร.อนุชา พิมศักดิ์ รองคณบดี คณะศึกษาศาสตร์และนวัตกรรมการศึกษา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นหนึ่งใน 16 สถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมกับ กสศ. ในการพัฒนาครูรัก(ษ์)ถิ่นมาตั้งแต่เริ่มต้น กล่าวว่า ในอดีตการผลิตครูจะเป็นไปตามหลักสูตรของคุรุสภาแต่ในโครงการนี้เริ่มจากต้องปรับกระบวนการคิดและทำงานโดยเข้าไปค้นหาตัวเด็กแทนและต้องปรับหลักสูตรให้ตอบโจทย์กับพื้นที่ของชุมชน

โดยครูจะต้องมีทักษะการสอนที่หลากหลาย สามารถสอนได้ทุกระดับชั้นเพราะในพื้นที่ห่างไกลมีครูน้อย และหลักสูตรที่ได้พัฒนาร่วมกับ กสศ.นั้นยังมีความแตกต่างจากเดิมเพราะเกิดจากการลงพื้นที่สอบถามทางโรงเรียนและชุมชนว่าต้องการครูที่มีคุณสมบัติแบบไหนแล้วสถาบันก็จะพัฒนาครูให้มีทักษะตรงกับที่ชุมชนนั้นๆ ต้องการ โดยสิ่งที่แตกต่าง คือการเป็นครูของท้องถิ่นจากคนในท้องถิ่นจริงๆ มีทักษะในการเป็นนักพัฒนาชุมชน

“สภาพพื้นที่ในจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นภาคการเกษตรที่หลากหลาย ดังนั้น ครูรัก(ษ์)ถิ่น จึงต้องมีความรู้เรื่องการเกษตรที่ยั่งยืน มีความเข้าใจในศาสตร์ของพระราชา มีความรู้เรื่องหลักเศรษฐกิจพอเพียง มีทักษะการเกษตรที่สามารถประยุกต์ใช้ในท้องถิ่น และนำเข้าสู่ชุมชนและสร้างความเปลี่ยนแปลงในโรงเรียนและชุมชนได้จริง” ผศ.ดร.อนุชา กล่าว

ทั้งนี้ โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ปีการศึกษา 2566 กำลังเปิดรับสถาบันการศึกษาที่เปิดสอนหลักสูตรระดับปริญญาตรีคณะครุศาสตร์หรือคณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาการประถมศึกษา หรือการศึกษาปฐมวัยและมีแนวคิดในการสร้างโอกาสทางการศึกษาสำหรับเยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาสรวมถึงส่งเสริมและพัฒนาครูให้มีความสามารถในการจัดการเรียนการสอนพัฒนาเด็กและเยาวชนได้ตามพื้นฐานและศักยภาพที่แตกต่างกัน

โดยสามารถยื่นข้อเสนอโครงการผ่านระบบออนไลน์ได้ที่ http://www.eef.or.th

‘ร้อยพลังการศึกษา’จับมือ‘ไบเออร์สด๊อรฟ-อโชก้า’ ร่วมพัฒนา‘ห้องสมุดยุคใหม่’เพิ่มศักยภาพการเรียนรู้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/664359

‘ร้อยพลังการศึกษา’จับมือ‘ไบเออร์สด๊อรฟ-อโชก้า’  ร่วมพัฒนา‘ห้องสมุดยุคใหม่’เพิ่มศักยภาพการเรียนรู้

วันจันทร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

โครงการ “ร้อยพลังการศึกษา” จับมือกับ บริษัท ไบเออร์สด๊อรฟ (ประเทศไทย) และ มูลนิธิอโชก้า ผู้ริเริ่มสร้างสรรค์เพื่อสังคม (ประเทศไทย) พัฒนาโครงการ “ห้องสมุดยุคใหม่ เพิ่มศักยภาพการเรียนรู้” ปรับปรุงห้องสมุดเพื่อเด็กด้อยโอกาส 11 แห่งในประเทศไทย สร้างห้องสมุดยุคใหม่ โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับปรุงห้องสมุด เพื่อให้เด็กๆ สามารถเข้าถึงระบบการศึกษาได้อย่างเท่าเทียมและเกิดความสนใจในการเรียนรู้ด้วยตนเองยิ่งขึ้น

พัดชา มหาทุมะรัตน์ ผู้อำนวยการโครงการร้อยพลังการศึกษา โดยมูลนิธิยุวพัฒน์ กล่าวว่า โครงการห้องสมุดยุคใหม่ เพิ่มศักยภาพการเรียนรู้ นับว่าเป็นอีกหนึ่งพลังความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ ที่เข้ามาช่วยเสริมการดำเนินการของร้อยพลังการศึกษาได้เป็นอย่างดี เพราะนอกจากเป็นการช่วยพัฒนาศักยภาพนักเรียนผ่านห้องสมุดและสื่อการเรียนรู้ออนไลน์แล้ว โครงการนี้ยังเป็นหนึ่งในตัวอย่างของการทำงานแบบความร่วมมือ เพื่อให้เกิดประโยชน์หลายเท่าทวีคูณแก่เด็กๆ ที่เป็นอนาคตของชาติต่อไป

โดยทั้ง 3 องค์กรจะช่วยกันพัฒนาห้องสมุดทั้งหมด 11 แห่งให้แก่โรงเรียนในชุมชนที่ขาดแคลนงบประมาณในการปรับปรุง โดยนอกจากจะช่วยซ่อมแซมหรือปรับปรุงบรรยากาศของห้องสมุดให้สวยงามแล้ว ยังมีการนำหนังสือและสื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสมและทันสมัยอย่างสื่อการเรียนรู้แบบอินเตอร์แอ๊กทีฟ, อี-บุ๊ค, คอมพิวเตอร์ และระบบการยืม-คืนหนังสือในห้องสมุดเข้าไปติดตั้ง เพื่อกระตุ้นให้เด็กและเยาวชนเกิดความสนใจในการเข้าไปค้นคว้าหาข้อมูลด้วยตนเอง ผ่านการเรียนรู้ใหม่ๆ ในโลกดิจิทัลที่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการศึกษาในปัจจุบัน

สเตฟานี แบร์โรล รองประธานกรรมการอาวุโส ภูมิภาคอาเซียน บริษัท ไบเออร์สด๊อรฟ กล่าวว่า บริษัท ไบเออร์สด๊อรฟ (ประเทศไทย) ได้ตระหนักถึงความสำคัญด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตของสมาชิกในสังคมโดยหนึ่งในสิ่งที่ให้ความสำคัญคือเรื่องของการศึกษา ที่นับว่าเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศแบบยั่งยืน รวมถึงความสามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ที่ดีได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

ซึ่งการมีแหล่งเรียนรู้อย่างห้องสมุดที่มีคุณภาพและทันสมัยไม่เพียงแต่เป็นสถานที่ที่เยาวชนได้มาศึกษาหาความรู้นอกห้องเรียน ยังเป็นสถานที่ทำกิจกรรมร่วมกัน ได้ฝึกฝนทักษะ และพัฒนาศักยภาพด้านเทคโนโลยี เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ทรงคุณค่าแก่สังคมอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคตอีกด้วย จึงนับเป็นเรื่องน่ายินดีที่เราได้ร่วมมือกับพันธมิตรที่แข็งแกร่งอย่างมูลนิธิอโชก้า ผู้ริเริ่มสร้างสรรค์เพื่อสังคม (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นองค์กรระดับโลก

และโครงการร้อยพลังการศึกษาโดยมูลนิธิยุวพัฒน์ ซึ่งเป็นองค์กรที่มุ่งมั่นแก้ปัญหาการศึกษาในประเทศอย่างจริงจัง พวกเราล้วนมีอุดมการณ์ร่วมกันในการสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพ ด้วยการวางรากฐานทางการศึกษาที่ดี เพื่อให้พวกเขาเหล่านั้นเกิดทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง ได้ใช้ชีวิตที่มีคุณภาพ สามารถเลี้ยงดูตนเอง พัฒนาชุมชน และต่อยอดสู่การสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงการพัฒนาที่ยั่งยืนให้แก่ประเทศต่อไป

สินี จักรธรานนท์ ประธานมูลนิธิอโชก้า ผู้ริเริ่มสร้างสรรค์เพื่อสังคม (ประเทศไทย) กล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับทั้งสององค์กรภาคีเพื่อพัฒนาโครงการที่นำแนวคิดใหม่และเทคโนโลยีทางด้านการศึกษามาพัฒนาการเรียนรู้และทักษะชีวิตของเด็กและเยาวชนในชุมชนให้เติบโตเป็นประชาชนที่มคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุข มีความรับผิดชอบและเป็นกำลังอันเข้มแข็งของสังคมไทยในอนาคต

ซึ่งโครงการห้องสมุดยุคใหม่ เพิ่มศักยภาพการเรียนรู้ ยังมุ่งมั่นที่สร้างโอกาสทางการศึกษาเรียนรู้ให้แก่ครู พ่อแม่ผู้ปกครองและสมาชิกในชุมชน โดยเฉพาะเด็กหญิงและสตรีเพื่อให้พวกเขามีพลังความสามารถและร่วมกันพัฒนาชุมชนของตนเองให้เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยที่ก้าวหน้าอย่างยั่งยืนต่อไป ทั้งนี้ โครงการห้องสมุดยุคใหม่ เพิ่มศักยภาพการเรียนรู้มีแผนการดำเนินงานปรับปรุงห้องสมุดให้กับเด็กด้อยโอกาส ในระยะแรก จำนวน 11 แห่ง

ได้แก่ 1.รร.บ้านคลองโต๊ะนุ้ย นนทบุรี 2.รร.วัดคอลาด สมุทรปราการ 3.รร.วัดสีล้ง สมุทรปราการ 4.รร.วัดเหนือราชบุรี 5.รร.วัดไผ่ล้อม พระนครศรีอยุธยา 6.รร.วัดสบกเขียว นครนายก 7.มูลนิธิอนุเคราะห์เด็กหญิงบ้านราชวิถี กรุงเทพมหานคร 8.มูลนิธิสงเคราะห์เด็กชายบ้านปากเกร็ด นนทบุรี 9.สถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านมหาเมฆ กรุงเทพมหานคร 10.มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก กรุงเทพมหานคร 11.สถานแรกรับเด็กชาย บ้านภูมิเวทมูลนิธิสงเคราะห์เด็กชายบ้านปากเกร็ดนนทบุรี

‘รมว.วัฒนธรรม-ศิลปินเชียงราย’ร่วมวางศิลาฤกษ์หอศิลป์ร่วมสมัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/664375

‘รมว.วัฒนธรรม-ศิลปินเชียงราย’ร่วมวางศิลาฤกษ์หอศิลป์ร่วมสมัย

วันอาทิตย์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 16.49 น.

‘รมว.วัฒนธรรม-ศิลปินเชียงราย’ร่วมวางศิลาฤกษ์หอศิลป์ร่วมสมัย

3 กรกฎาคม 2565 ที่บริเวณพื้นที่การก่อสร้างหอศิลป์ร่วมสมัยเมืองเชียงราย นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมด้วย นายภาสกร บุญลักษม์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายดร.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ พระเมธี วชิโรดม (ว.วชิรเมธี) ตลอดจนศิลปินเชียงรายหัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน ได้ร่วมกันประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์หอศิลป์ร่วมสมัยเมืองเชียงราย บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก โดยในพิธีจัดให้มีขบวนแห่แผ่นศิลาฤกษ์ของกลุ่มศิลปินเชียงรายเข้าสู่บริเวณพิธีเพื่อนำแผ่นศิลาฤกษ์นำไปวางลงแท่นพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ ปะพรมน้ำมนต์ โปรยดอกไม้สด เป็นอันเสร็จพิธี

สำหรับสถานที่แห่งนี้ จะเป็นหอศิลป์ร่วมสมัยเมืองเชียงราย International Art Museum อันเป็นมงคลยิ่งบนพื้นที่กว่า 10 ไร่ ของโครงการก่อสร้างหอศิลป์ร่วมสมัยเมืองเชียงราย ซึ่งเป็นที่ดินที่ได้รับบริจาคจากคุณทวี อร่ามรัศมีกุล จำนวนกว่า 10 ไร่ และ คุณมงคล จงสุทนามณี จำนวน 3 ไร่ ในพื้นที่ตำบลริมกกอำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงราย

หอศิลป์แห่งนี้จะใช้เป็นสถานที่จัดพิธี มหกรรม Thailand binale chingrai 2023 ซึ่งถือเป็นการเปิดใช้งานอาคารหอศิลป์ร่วมสมัยเมืองเชียงรายเป็นครั้งแรกด้วย สำหรับผลงานศิลปกรรมธงสัญลักษณ์ของศิลปินที่เข้าร่วมโครงการครั้งนี้จะถูกนำไปจัดแสดงในพื้นที่ 18 อำเภอ ทั่วทั้งจังหวัดเชียงราย เช่น ที่สมาคมขัวศิลปะ สนามบินแม่ฟ้าหลวงเชียงราย สถานที่สำคัญทางศาสนา แหล่งเรียนรู้ต่างๆ ตลอดจนสถานที่ราชการ และมหาวิทยาลัย เพื่อสร้างการรับรู้อย่างแพร่หลายให้กับคนในพื้นที่จังหวัดเชียงรายและนักท่องเที่ยวทั่วไป

นอกจากนี้งานมหกรรมศิลปะนานาชาติ Thailand Benelli Chiangrai 2023 ครั้งนี้ นับเป็นโอกาสอันดีในการเพิ่มช่องทางการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ด้วยทุนทางศิลปวัฒนธรรมให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ด้วยการส่งเสริมให้ภันฑารักษ์ชาวไทย ผู้มีประสบการณ์และความสามารถในการทำงานร่วมกับเครือข่ายศิลปินอย่างกว้างขวาง ทั้งในและต่างประเทศมาร่วมสร้างสรรค์มหกรรมศิลปะนานาชาติในครั้งนี้ ที่จังหวัดเชียงรายเป็นเจ้าภาพจัดงาน

-005

ม.รามฯยุติสอบ’สามารถ เจนชัยจิตรวนิช’แล้ว จ่อยื่น’บิ๊กป้อม’คืนความเป็นธรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/664241

ม.รามฯยุติสอบ'สามารถ เจนชัยจิตรวนิช'แล้ว จ่อยื่น'บิ๊กป้อม'คืนความเป็นธรรม

วันเสาร์ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 17.55 น.

วันที่ 2 กรกฎาคม 2565 นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า วันนี้ผมได้รับความยุติธรรมแล้ว จากกรณีที่ได้แสดงสปิริตลาออกจากตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม เนื่องมาจากถูกร้องเรียนส่งลูกน้องไปเรียน-สอบหลักสูตรภาษาอังกฤษระดับปริญญาเอก มหาวิทยาลัยรามคำแหงนั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด โดยกองกิจการนักศึกษา งานวินัยนักศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้ส่งหนังสือมาถึงตนเองวานนี้(1ก.ค.) ) แจ้งผลการพิจารณาสอบวินัยนักศึกษา โดยส่งหนังสือบันทึกข้อความ อว.0601.0101/งปพ.734 ลงนามโดย ผศ.เตมีย์ ระเบียบโลก รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา ประธานกรรมการสอบวินัยนักศึกษา ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2565  มีเนื้อหาว่า ตามคำสั่งมหาวิทยาลัยรามคำแหงที่ 3437/2564ลงวันที่28ตุลาคม2564 เรื่องการแต่งตั้งกรรมการสอบวินัยนักศึกษานั้น  บัดนี้ คณะกรรมการสอบวินัยนักศึกษา ได้พิจารณาและรายงานผลการสอบวินัยนักศึกษาต่อมหาวิทยาลัยรามคำแหงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และมหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้มีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการสอบวินัยนักศึกษา เสนอให้ยุติเรื่อง ตามนัยมติที่ประชุม ก.บ.ม.ร.ครั้งที่14/2556 วาระที่ 5.53 วันที่ 8 มิถุนายน 2565

นายสามารถ กล่าวว่า จากกรณีที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงได้มีหนังสือส่งมาแจ้งให้ทราบถึงผลการสอบ ว่าตนเองไม่มีความผิดทางวินัยนักศึกษาและไม่ถูกตัดสิทธิ์อะไรทั้งสิ้น เพราะไม่มีมูล จึงยุติเรื่อง ส่วนขั้นตอนการตรวจสอบของมหาวิทยาลัย ที่ใช้เวลานาน เนื่องมาจากทางคณะกรรมการสอบสวนได้สืบข้อมูลจากหลายบุคคลหลายสิบปากเพื่อให้เกิดความกระจ่างและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย มีทั้งเจ้าหน้าที่ อาจารย์ ตำรวจที่ปรากฏชื่อในข่าวและทุกคนที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น ต่อจากนี้ตนก็ใช้สิทธิ​ตามนักศึกษา​ปริญญาเอกทุกประการเหมือนไม่เคยมีเรื่องเกิดขึ้น​

“กรณีที่เกิดขึ้นผมไม่ทราบว่าเป็นเรื่องของความเข้าใจผิดหรือเป็นเรื่องหวังผลทางการเมือง โดยมีคนเขียนข่าวขึ้นมาแล้วยัดใส่มือนักข่าว ซึ่งมีการเสนอข่าวไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้องและเกิดผลเสียกับผม แต่ผมก็เลือกที่จะเงียบและไม่ได้มีการชี้แจงเพราะคิดว่าความจริงก็คือความจริง ซึ่งครั้งนั้นผมได้แสดงสปิริตลาออกเองจากตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม ตั้งแต่วันที่1พ.ค.64 และพรรคพลังประชารัฐไม่ได้มีหนังสือปลดผมจากผอ.ศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์พรรคฯ แต่เป็นมติคณะกรรมการสอบสวน ซึ่งไม่ใช่มติพรรค ผมไม่ได้รู้สึกเสียดายตำแหน่ง แต่เสียดายโอกาส1ปี1เดือนที่ควรจะสามารถช่วยเหลือพ่อแม่พี่น้องประชาชนที่ถูกหลอกลวงฉ้อโกงจากมิจฉาชีพแชร์ลูกโซ่ แก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ที่ระบาดเพิ่มขึ้นมากมายทุกวัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่คะแนนนิยมพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ลดลงด้วยเช่นกัน” นายสามารถกล่าว

และว่า“จากเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีตผมอโหสิกรรมให้ทุกคน แต่หลังจากนี้สื่อไหนที่ลงเผยแพร่เรื่องดังกล่าวขอให้ลบข้อมูลทิ้งให้หมด และถ้ามีใครพูดถึงเรื่องนี้อีก ผมก็จะให้ทีมกฎหมายดำเนินคดีตามกฎหมายฟ้องทั้งแพ่งและอาญา ซึ่งข้อมูลที่ปรากฏในโซเชียลและมีการแชร์นั้นเป็นการนำข้อมูลอันเป็นเท็จ ซึ่งผิดพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และผิดหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาอย่างชัดเจน ดังนั้น จึงอยากให้สื่อทุกฉบับที่เคยเข้าใจผิดให้ลบข้อมูลนี้ทิ้งด้วย  เพราะผมคิดว่าคงเป็นเรื่องการเมือง ณ เวลานั้น ซึ่งผมไม่ติดใจและก็ไม่อยากจะเอาผิดใคร”

นายสามารถ กล่าวอีกว่า  หลังจากนี้ตนก็จะทำหนังสือเรียนท่านพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ แจ้งให้ท่านทราบข้อมูล ซึ่งมองว่าวันนี้ความบริสุทธิ์เกิดขึ้นกับผม หลังจากใช้เวลาต่อสู้มาถึง 13 เดือนต่อสู้ในฐานะประชาชนและไม่ได้ใช้อำนาจในทางการเมืองเพราะลาออกจากตำแหน่งแล้ว เพื่อต้องการให้กระบวนการยุติธรรมโปร่งใสและเป็นธรรม โดยสู้ในฐานะนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง และความจริงก็ปรากฏแล้ว  ผมมองว่าในมางการเมืองพลเอกประวิตร ท่านเป็นผู้ใหญ่ที่มีความเมตตาและให้ความเป็นธรรมกับทุกคนอยู่แล้ว ดังนั้น หลังจากนี้ผมคิดว่าท่านพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้อง ต้องให้ความเป็นธรรมและคืนความชอบธรรมให้กับผม เพราะพรรคพลังประชารัฐเป็นสถาบันทางการเมืองที่เป็นที่พึ่งของประชาชน

นายสามารถ กล่าวว่า ตลอดช่วง13เดือนที่ผ่านมา ผมก็ทำงานช่วยเหลือพ่อแม่พี่น้องประชาชนมาโดยตลอด และยังทำหน้าที่ในกรรมาธิการที่ได้รับการแต่งตั้งจนแล้วเสร็จ อย่างเช่น กรรมาธิการศึกษาปัญหายาเสพติด  ได้พิจารณาจบ และเสนอสภาฯแล้ว ซึ่งถือว่าตนเองได้ทำภารกิจให้กับพ่อแม่พี่น้องประชาชนจนเสร็จสิ้น รวมทั้งการทำงานในอนุกรรมาธิการในคณะต่างๆตามที่ได้รับมอบหมาย  ตนมองว่าพลเอกประยุทธ์ และพลเอกประวิตร เป็นคนหวังดีต่อบ้านเมือง ซึ่งผมคิดว่าบ้านเมืองมีหลายเรื่องที่ต้องแก้ไขปัญหา และหากเห็นว่าผมมีคุณสมบัติก็ยินดี เพราะว่าเรื่องใหญ่ให้ใช้คนเยอะ เรื่องไหนปัญหายากให้ใช้คนเก่ง   สำหรับปัญหาการหลอกลวง ฉ้อโกงประชาชนที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบตลอดเพื่อล้วงเงินจากกระเป๋าประชาชนนั้น ตนเชื่อว่าสุดเท้ายนั้นเป้าหมายของมิจฉาชีพคือเงิน ซึ่งผลลัพธ์ไม่เปลี่ยน ซึ่งการแก้ปัญหานั้นจะต้องมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาทำงาน และแก้กฎหมายให้มีความทันสมัยในการดำเนินจัดการกับอาชญากรทางการเงินทุกรูปแบบ เพราะกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันบทลงโทษไม่รุนแรงและฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็ทำงานช้าจึงทำให้ไม่เกรงกลัวกฎหมาย

‘เอนก’ เปิดโครงการ U2T for BCG ชู BCG ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/664058

‘เอนก’ เปิดโครงการ U2T for BCG ชู BCG ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก

วันศุกร์ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 17.06 น.

U2T for BCG เริ่มแล้ววันนี้  1 ก.ค. ส่งบัณฑิตจบใหม่-ประชาชน 68,350 คนลงไปทำงานร่วมกับชุมชน 7,435 ตำบลทั่วประเทศ “เอนก” เปิดโครงการ ชู BCG ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก พร้อมพาผู้นำเอเปคชมโครงการ ลั่น 3 เดือนสร้างคนเก่ง-ดี-มีความสามารถ ขณะที่ ปลัด อว.ชี้ 3 เดือน U2T for BCG  ตั้งเป้าตำบลละ 2 โครงการ ต้องขายได้จริง มีคนอยากจะซื้อจริง พร้อมสร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกันขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมไปทั้งประเทศ  

1 กรกฎาคม 2565 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว) เปิดตัวโครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล U2T for BCG ผ่านระบบออนไลน์ โดยมี ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธาน พร้อมกับ ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัด อว. ดร.ดนุช ตันเทอดทิตย์ ผช.รมว.อว. พร้อมด้วยอธิการบดีและผู้บริหารของ อว. และมีผู้เข้าร่วมโครงการ U2T for BCG  จำนวน 68,350 คน เข้าร่วม ซึ่งมีทั้งบัณฑิตจบใหม่และประชาชนที่จะลงไปทำงานกับชุมชนเพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากเป็นรายตำบลใน 7,435 ตำบล ครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศ   

ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก กล่าวว่า โครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล U2T for BCG เป็นสิ่งที่ทุกคนรอคอย หลังจากโครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศ หรือ U2T เพิ่งเสร็จสิ้นไปเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ต้องขอขอบคุณ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ที่ผลักดันงบกลางมาให้ อว.ได้ดำเนินโครงการนี้ในระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่ ก.ค.- ก.ย.2565 โดย U2T for BCG เป็นการสานต่อโครงการ U2T แต่จะแตกต่างตรงที่โฟกัสและชูในเรื่องของ BCG เป็นหลัก ซึ่งเป็นโมเดลเศรษฐกิจใหม่ของไทยที่สามารถนำไปยกระดับเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตและบริการด้าน BCG ในพื้นที่ได้ และยังเป็นวาระสำคัญของประเทศไทยที่จะเชื่อมโยงไปถึงการประชุมเอเปคที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในเดือน พ.ย. นี้  

“หมู่บ้านไหนตำบลใดมีอะไรที่น่าสนใจ อว.ก็จะเสนอรัฐบาลให้พาแขกต่างประเทศมาเยี่ยมชม ที่สำคัญ U2T for BCG จะทำให้ตลอด 3 เดือนของโครงการ เป็นช่วงเวลาที่จะทำให้ผู้เข้าร่วมโครงการทุกคนเป็นคนที่นอกจากจะเก่งและดีแล้ว ยังเป็นคนที่สามารถ หลุดจากการเป็นแค่นักศึกษาให้ก้าวไปสู่การเป็นผู้ใหญ่ที่พร้อมทั้งการศึกษา สติปัญญา ประสบการณ์ เป็นคนโชคดีที่ได้มีโอกาสเรียนรู้กับประชาชน” รมว.อว.กล่าว 

ขณะที่ ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ กล่าวว่า  ระบบเศรษฐกิจแบบ BCG จะเป็นฐานที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยฟื้นตัวขึ้นจากโควิด-19 แล้วเติบโตอย่างยั่งยืน โดย U2T for BCG จะขยายครอบคลุมไปถึง 7,435 ตำบล ก็คือทุกตำบล ทุกแขวง ในทุกจังหวัดของประเทศไทย รวมทั้งกรุงเทพมหานครด้วย โดย อว.จะมุ่งนำกำลังของมหาวิทยาลัยทุกแห่งและสถาบันวิจัยไปทำงานร่วมกับพื้นที่ ทำให้เกิดผลงาน เกิดชิ้นงานหรือเกิดสินค้าที่สามารถขายได้จริง มีคนอยากจะซื้อจริง และถ้าเป็นการบริการก็เป็นการบริการที่สามารถเอามาใช้งานได้จริง มีคนที่อยากจะรับบริการจริงๆ โดยเราตั้งเป้าว่าแต่ละตำบลจะมีสินค้าหรือชิ้นงานอย่างน้อยก็ตำบลละ 2 ชิ้น รวมแล้วประมาณ 15,000 ชิ้น ส่งผลให้มูลค่าต่างๆ จะขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 10% ที่สำคัญ คนที่ร่วมโครงการ 68,350 คน จะได้ทำงานร่วมกับประชาคมของ อว.  ซึ่งมีทั้งมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย ตลอดจนทำงานร่วมกับทางอำเภอและจังหวัด ซึ่งรวมแล้วหลายแสนคน ทำให้เกิดเครือข่ายการทำงานร่วมกันขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมไปทั้งประเทศ  

ปลัด อว. กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการ U2T for BCG  เป็นการสร้างปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอีกครั้งของ อว. ในการเตรียมความพร้อมและพัฒนาทักษะให้กับประชาชนเพื่อรองรับการฟื้นตัวของประเทศหลังสถานการณ์โควิด โดยใช้โมเดลเศรษฐกิจ BCG ในการขับเคลื่อน ควบคู่ไปกับการจัดทำ Thailand Community Data (TCD) หรือข้อมูลชุมชนขนาดใหญ่ที่มีความสมบูรณ์ครบถ้วนในทุกพื้นที่อีกด้วย

-(016)

อว.จับมือ Times Higher Education จัดประชุมยกระดับคุณภาพมหาวิทยาลัยไทยสู่ระดับโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/663997

อว.จับมือ Times Higher Education จัดประชุมยกระดับคุณภาพมหาวิทยาลัยไทยสู่ระดับโลก

วันศุกร์ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 14.20 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จับมือ Times Higher Education (THE) สถาบันจัดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก จัดการประชุมวิชาการ Thailand and South East Asia Masterclass ให้กับผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ และเอกชน และสถาบันอุดมศึกษาในเอเชียตะวันออดเฉียงใต้ เพื่อชี้แจงเกณฑ์และตัวชี้วัดในการประเมิน และวิธีการนำเข้าข้อมูลเข้าสู่ระบบประเมินคุณภาพการจัดอันดับของ World University Rankings ในปีต่อไป เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนา ปรับปรุง สถาบันอุดมศึกษาให้ได้มาตรฐานเทียบเท่าระดับสากล

ศาสตราจารย์ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวในโอกาสเป็นประธานเปิดงานการประชุมสัมมนา Thailand and South East Asia Masterclass ว่า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เล็งเห็นความสำคัญของการจัดอันดับ World University Rankings เป็นแนวทางหนึ่งในการยกระดับคุณภาพสถาบันอุดมศึกษาไทยให้มีมาตรฐานเทียบเท่าระดับสากล เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้มุ่งสู่การเป็นสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำ สร้างชื่อเสียงให้กับสถาบันอุดมศึกษาไทย และสร้างความเชื่อมั่นให้เป็นหนึ่งในทางเลือกเข้าศึกษาต่อของนักเรียน นักศึกษาทั่วโลก

ในปี 2565 Times Higher Education (THE) จัดอันดับ World University Rankings สถาบันอุดมศึกษามากกว่า 1,600 แห่ง จาก 99 ประเทศทั่วโลก โดยมีเกณฑ์ชี้วัดที่สำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ 1.) ด้านการเรียนการสอน 2.) ด้านการวิจัย 3.) ด้านการอ้างอิงในผลงานวิจัย 4.) ด้านความเป็นนานาชาติ และ 5.) ด้านรายได้ทางอุตสาหกรรม โดยประเทศไทยได้รับการจัดอันดับ จำนวน 17 แห่ง มีอันดับที่ดีที่สุดคืออันดับที่ 601-800 โดยได้รับการจัดอันดับ 8 สาขาจาก 10 สาขา ประกอบไปด้วย Business and Economics, Clinical and Health, Computer Science, Education, Engineering, Life Sciences, Physical Sciences, Social Sciences ซึ่ง อว. คาดหวังจะได้เห็นสถาบันอุดมศึกษาไทยได้รับการจัดอันดับจำนวนมากขึ้น และอยู่ในอันดับที่ดีขึ้น

ดังนั้น ทาง อว. จึงร่วมกับ Times Higher Education (THE) สถาบันจัดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก จัดการประชุมสัมมนา Thailand and South East Asia Masterclass ให้กับผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ และเอกชน และสถาบันในภูมิภาคเอเชีย เพื่อชี้แจงเกณฑ์และตัวชี้วัดในการประเมิน และวิธีการนำเข้าข้อมูลเข้าสู่ระบบประเมินคุณภาพการจัดอันดับของ World University Rankings ในปีต่อไป เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนา ปรับปรุง สถาบันอุดมศึกษาให้ได้มาตรฐานเทียบเท่าระดับสากล

นายพันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี หัวหน้ากลุ่มภารกิจบริหารยุทธศาสตร์ สป.อว. กล่าวว่า ทาง อว. สนับสนุนให้สถาบันอุดมศึกษาของไทยเข้าสู่ระบบการจัดอันดับ World University Rankings ผ่านโปรแกรมการอบรม The Datapoints ของ THE มาใช้เป็นเป้าหมายในการพัฒนา และเป็นตัวสะท้อนความสำเร็จของการดำเนินงานพัฒนาตามเป้าหมาย หรือการพัฒนาตามกฎกระทรวงการจัดกลุ่มสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2564 ได้ เช่น กลุ่มสถาบันอุดมศึกษากลุ่มการวิจัยระดับแนวหน้าของโลกสามารถใช้ตัวชี้วัดหมวดการวิจัยมาใช้เป็นตัวสะท้อนความสำเร็จของสถาบันอุดมศึกษาได้  กลุ่มการพัฒนาเทคโนโลยีและส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมสามารถใช้ตัวชี้วัดหมวดรายได้จากภาคอุตสาหกรรมในการเป็นตัวสะท้อนความสำเร็จของสถาบันอุดมศึกษาได้ และกลุ่มผลิตและพัฒนาบุคลากรวิชาชีพและสาขาจำเพาะสามารถใช้ตัวชี้วัดหมวดการเรียนการสอนในการเป็นตัวสะท้อนความสำเร็จของสถาบันอุดมศึกษาได้ เป็นต้น

สถาบันอุดมศึกษาไทยแต่ละแห่งล้วนแต่มีศักยภาพในการเข้าสู่ระบบการจัดอันดับ World University Rankings ได้แต่อาจขาดคุณสมบัติบางประการที่เข้าตามเกณฑ์ชี้วัด ซึ่ง The Datapoints ของ THE เป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่จะช่วยวิเคราะห์ ประเมินผลการดำเนินงาน ศึกษาจุดแข็ง จุดด้อยที่ต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไข เพื่อพัฒนาคุณภาพของสถาบันอุดมศึกษาไทยให้ได้มาตรฐานระดับโลก และสามารถติดอันดับ World University Rankings ได้ ทาง อว. จึงได้สนับสนุนให้สถาบันอุดมศึกษาไทยทุกแห่งเข้าร่วมการจัดอันดับ World University Rankings เพื่อให้เกิดการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาไทยอยู่เสมอ และพัฒนาระบบการศึกษาไทยให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป

-005

ธุรกิจบัณฑิตย์ เผยหลังเปิดประเทศ ผู้ปกครองหนุนเด็กเรียนการบินเพิ่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/663577

ธุรกิจบัณฑิตย์ เผยหลังเปิดประเทศ  ผู้ปกครองหนุนเด็กเรียนการบินเพิ่ม

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ต.ดร.วัฒนา มานนท์ คณบดีวิทยาลัยการพัฒนา และฝึกอบรมด้านการบิน (CADT) และผู้อำนวยการสถาบันการบิน (DAA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) เปิดเผยว่า โครงการชมรมเยาวชนคนการบิน (Youth Flying Club) รุ่นที่ 2 ที่มหาวิทยาลัยได้จัดร่วมกับ บริษัท ตั้งใจเรียน จำกัด จัดขึ้น ได้รับผลตอบรับค่อนข้างดี มีผู้สมัครเข้าร่วมกิจกรรมจากทั่วประเทศตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวนกว่า 140 คน

โครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อให้นักเรียนมีความรู้และความเข้าใจในวิชาชีพต่างๆ ในอุตสาหกรรมการบิน และเปิดโอกาสให้นักเรียนสมัครเข้าศึกษาในหลักสูตรที่ตนเองสนใจและตอบโจทย์ในการประกอบอาชีพในอนาคต โดยนักเรียนที่เข้าร่วมการอบรมจะได้เรียนรู้ถึงสายอาชีพในอุตสาหกรรมการบินและได้ประสบการณ์ในการเตรียมตัวก่อนเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี

กิจกรรมครั้งนี้ได้แบ่งฐานความรู้ออกเป็น6 ฐาน ได้แก่ ฐานปฏิบัติการการฝึกบินจำลอง(Flight Simulators), ฐานปฏิบัติการการบริการผู้โดยสารบนเครื่องบิน (In-flight Service),ฐานปฏิบัติการการสาธิตการดับเพลิง (Fire Drill),ฐานปฏิบัติการการควบคุมจราจรทางอากาศ (Aerodrome),ฐานปฏิบัติการการอพยพฉุกเฉินด้วยสไลด์(Slide Drill) และฐานสอบสัมภาษณ์คัดตัวนักศึกษา(Interview Session) ในกรณีที่สอบผ่านจะได้รับโควตาและทุนการศึกษา (เฉพาะ DEK66) ค่ายนี้เหมาะสำหรับนักเรียนที่อยากเป็นนักบิน (Pilot),พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน (Cabin Crew),เจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศ (Air Traffic Controller), พนักงานต้อนรับภาคพื้น (Ground Attendant) และเจ้าหน้าที่ภาคพื้นในส่วนงานอื่นๆ(Other Relevant Ground Operations) ซึ่งทุกฐานการอบรมจะมีนักบิน ลูกเรือ และอาจารย์ด้านการบินผู้มีประสบการณ์ตรงคอยให้คำแนะนำ พร้อมทีมงานมืออาชีพคอยดูแล ภายใต้มาตรการความปลอดภัยระดับโลก

“จากการสอบถามผู้ปกครองส่วนใหญ่สนับสนุนให้เด็กเข้าร่วมโครงการฯ เพราะมองว่าสถานการณ์โควิด-19 เริ่มคลี่คลาย ไทยรวมถึงหลายประเทศทั่วโลกเริ่มเปิดรับนักท่องเที่ยวส่งผลให้อุตสาหกรรมการบินฟื้นตัวตาม ดังนั้น จึงเกิดความมั่นใจและส่งเสริมให้บุตรหลานเข้าอบรมเพื่อค้นหาตนเองและสมัครเรียนในสายอาชีพที่ชอบ อย่างไรก็ตามอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมการบินเป็นของคู่กัน เมื่อทุกอย่างฟื้นตัวบุคลากรที่ประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมดังกล่าวจะฟื้นตัวตาม จึงขอให้ผู้ปกครองสบายใจได้ว่าในอนาคต ความต้องการแรงงานด้านนี้จะมีมากขึ้นเมื่อลูกหลานเรียนและจบออกไปจะมีงานทำแน่นอน” น.ต.ดร.วัฒนา กล่าว