เปิดหอศิลป์ร่วมสมัยโชว์ผลงานศิลปิน รุกเผยแพร่องค์ความรู้ผ้าบาติกแดนใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/663326

เปิดหอศิลป์ร่วมสมัยโชว์ผลงานศิลปิน  รุกเผยแพร่องค์ความรู้ผ้าบาติกแดนใต้

วันพุธ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายโกวิท ผกามาศ ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) กระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า ภายหลังจากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย ได้มีนโยบาย เปิดพื้นที่หอศิลป์ร่วมสมัย ราชดำเนิน เพื่อใช้การจัดแสดงนิทรรศการ การสร้างสรรค์ผลงานของศิลปิน รวมถึงเป็นสถานที่จัดกิจกรรมต่างๆ เต็ม 100% เพื่อเผยแพร่ผลงาน และเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย อย่างรอบด้าน โดยจะมีนิทรรศการที่น่าสนใจ

อาทิ “ศิลปะเพื่อสายน้ำ” ผลงานสร้างสรรค์จากการศึกษาเรียนรู้วิถีชีวิตริมน้ำในกิจกรรมล่องเรือสำรวจคลองย่านคลองฝั่งธนเช่น คลองบางกอกใหญ่ (คลองบางหลวง) บางกอกน้อย คลองชักพระ คลองด่าน คลองบางขุนเทียน คลองมอญ และแม่น้ำเจ้าพระยา ตลอดจนวัดและชุมชนต่างๆ เช่น ชุมชนกุฎีขาว มัสยิดบางหลวง วัดอินทารามวรวิหาร วัดจันทาราม
วรวิหาร วัดราชคฤห์วรวิหาร ฯลฯ

โดย กลุ่มศิลปินกลุ่มจิตรกรไทย จำนวน 40 คน ซึ่งได้สืบสานเจตนารมณ์ของโครงการศิลปะเพื่อสายน้ำ เพื่อให้ผู้คนเห็นถึงคุณค่าความงามของวิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรมไทย และตระหนักในปัญหาสิ่งแวดล้อม ที่โลกกำลังเผชิญดังเช่น แนวทางที่ท่านศ.เกียรติคุณ วิโชค มุกดามณี ศิลปินแห่งชาติ ผู้ล่วงลับ และโครงการ ตาวิเศษ ได้ริเริ่มไว้ กำหนดจัดระหว่างวันที่ 3-27 ก.ค. 2565 เวลา 10.00-19.00 น.

ส่วนอีกงานเป็นนิทรรศการเดี่ยว “SPIRITUAL ETERNITY” โดย นายฐากร ถาวรโชติวงศ์ ภาควิชาการออกแบบเครื่องแต่งกาย คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งเป็นการแสดงผลงานสร้างสรรค์จากการดำเนิน โครงการพัฒนามรดก ภูมิปัญญาผ้าบาติกแดนใต้ สู่ผลิตภัณฑ์เครื่องแต่งกายร่วมสมัย จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 มิ.ย.-16 ก.ค. 2565 ซึ่งเป็นการแสดงองค์ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาผ้าบาติก มรดกภูมิปัญญาแดนใต้ โดยเผยแพร่การทำงานวิจัยเรื่องกระบวนผลิต หรือเทคนิคการทำผ้าบาติก โดยการประยุกต์ใช้วัสดุที่มีอยู่รอบๆ ตัวมาผลิต เน้นการเรียนรู้กระบวนการผลิต เพื่อนำไปต่อยอดเรื่องการใช้สี และการพัฒนาลวดลายผ้าได้อย่างงดงาม

ด้าน นายฐากร อธิบายว่า ผลงานวิจัยและงานด้านสิ่งทอที่มีอยู่ทั้งหมด ได้นำมาจัดแสดงมีทั้งผลงานที่ไปพัฒนาให้ผู้ประกอบการ ผลงานเชิงทดลอง โมเดลที่ทำขึ้นเพื่อเป็นสื่อการเรียนการสอน และต่อยอดวัสดุ รวมกว่า 40 ชิ้น ซึ่งผู้ประกอบการผ้าบาติกภาคใต้ในประเทศไทย สามารถนำไปใช้เพื่อการพัฒนาต่อยอดได้อย่างครอบคลุมทั้งกระบวนการผลิต

ทั้งนี้ เป็นที่ทราบกันดีว่า การทำผ้าบาติกอาศัยการวาดเทียนเป็นหลัก และในยุคปัจจุบันมีเรื่องของ Sustainable นิเวศวิทยาและความยั่งยืนเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งการที่ผู้ประกอบการอยู่กับหม้อต้มเทียนนานๆ ก็จะเป็นห่วงเรื่องของสุขภาพ และในช่วงฤดูฝนจะมีความชื้นสูง ก็จะไม่สามารถเขียนลวดลายที่มีความละเอียดได้มากนัก เพราะเทียนจะเย็นตัวเร็วกว่าปกติ ตนจึงหาเทคนิคที่ช่วยให้ผู้ประกอบการพึ่งพาเทียนน้อยลง แต่ยังคงทำให้เกิดลวดลายบนผืนผ้าที่เกิดจากการเพ้นท์และการย้อม

“ตัวอย่างเช่น เทคนิคการเพ้นท์ไล่สี โดยการเพ้นท์สีให้ทั่วทั้งผืนผ้าเสียก่อน แล้วนำน้ำแข็งไปวางในบางจุดของผ้า เมื่อน้ำแข็งละลายก็จะเหมือนการ (Osmosis) ให้น้ำเป็นตัวทำละลายสีผ่านใยผ้า นอกจากนี้ยังมีการใช้เทคนิคการโรยสีย้อมลงบนผ้าแห้ง แล้วฉีด Foggy ลงบนผ้าที่โรยสี ซึ่งสามารถควบคุมความชื้นของผ้าในแต่ละจุดได้ พอเราได้จุดสีที่สวยแล้วก็หยุด เราก็จะได้ พื้นผิว (Texture) ที่เหมือนคลื่นน้ำ” นายฐากร ระบุ

นายฐากร ยังกล่าวอีกว่า ส่วนเทคนิคที่ได้รับความสนใจ คือ การวาดเส้นเทียนน้อยลงแต่เน้น Texture สีมากขึ้น โดยการวาดเส้นเทียนใหญ่ๆ ลักษณะเป็นเส้นตรงกราฟิกธรรมดา แต่ใช้เทคนิคโรยผงสีและเพ้นท์น้ำแข็งลงไปในช่องเทียน และเทคนิคยอดนิยมได้แก่ การปั๊มแม่พิมพ์ทองแดงลงบนผ้าบาติก ซึ่งผู้ประกอบการแต่ละแห่งจะมีแม่พิมพ์แบบนี้อยู่เยอะมาก ตามออเดอร์จึงคัดเลือกลวดลายที่ร่วมสมัย นำมาจัดวางเรียงแบบลวดลายโดยเน้นเรื่องของการสะท้อนหน้าหลัง เกิดเป็นองค์ประกอบของลวดลายร่วมสมัย ใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างน่าสนใจ

สำหรับนิทรรศการครั้งนี้ได้นำเสนอความสำคัญ 2 ประการหลัก ได้แก่ ประการที่หนึ่ง เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้และผลงานจากการวิจัยเพื่อพัฒนามรดกผ้าบาติกแดนใต้ของประเทศไทยด้านกระบวนการผลิต และประการที่สอง การผลิตชิ้นงานแบบส่วนตัว ที่ได้เกิดจากกระบวนการเรียนการสอนนักศึกษาในพื้นที่ต่างๆ และนำมาจัดแสดงให้คนรุ่นใหม่และผู้ที่มีความสนใจเรื่องสิ่งทอและแฟชั่นได้ชม เพื่อเป็นความรู้และสร้างแรงบันดาลใจในการต่อยอด ทั้งทางด้านการศึกษาและการพัฒนาไปสู่อาชีพที่ยั่งยืน

“ทั้งนี้เนื่องสถานการณ์ต่างๆ เริ่มจะคลี่คลาย จึงอยากเชิญชวนให้นักศึกษาและผู้ประกอบการที่สนใจมาเยี่ยมชมนิทรรศการ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการพัฒนาต่อไป เพราะยังมีผู้ประกอบการอีกหลายๆ ศาสตร์ที่ต้องพึ่งพานักออกแบบยุคใหม่ๆ ที่สำเร็จการศึกษาและสนใจการทำงานด้านสิ่งทอและผ้าบาติก มาช่วยกันสร้างสรรค์กระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับยุคสมัยและตอบโจทย์ความต้องการด้านการตลาดในอนาคต”นายฐากร กล่าวทิ้งท้าย

‘True School Partner Education Forum 2022’ ติวเข้มคนรุ่นใหม่สร้างความเปลี่ยนแปลงการศึกษาไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/663325

‘True School Partner Education Forum 2022’  ติวเข้มคนรุ่นใหม่สร้างความเปลี่ยนแปลงการศึกษาไทย

วันพุธ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผ่านพ้นไปแล้วกับงานสัมมนาออนไลน์ “True School Partner Education Forum 2022 : พลังสร้างสรรค์จากผู้นำรุ่นใหม่ เพื่อการศึกษาไทยเท่าเทียม” จัดโดย บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2565 ที่ผ่านมา มีกลุ่มเป้าหมายคือผู้นำรุ่นใหม่ซึ่งเป็นพนักงานจิตอาสาทรู รวมถึงผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา (ICT Talent) ด้วยความเชื่อมั่นว่าคนรุ่นใหม่ จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับการศึกษาไทยได้

ในงานนี้ นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ ในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิสานอนาคตการศึกษาคอนเน็กซ์อีดี ได้มาสร้างแรงบันดาลใจและบรรยายพิเศษ ให้ความรู้ในหัวข้อ “ผู้นำรุ่นใหม่กับการพัฒนาการศึกษาไทย” โดยเน้นย้ำบทบาทสำคัญของ School Partner ในฐานะผู้นำตัวอย่างที่มีความตั้งใจจริงและมีส่วนช่วยปฏิรูปการศึกษาของเยาวชนไทยได้ โดยต้องยึด 3 วงกลมแห่งความยั่งยืน (เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม) และอยู่บนพื้นฐานคุณค่าของวัฒนธรรมองค์กร 4C ควบคู่กับการดำเนินงานที่สอดคล้องกับ 5 ยุทธศาสตร์หลัก

เพื่อบรรลุเป้าหมายในการยกระดับการศึกษาไทย ซึ่งปัจจุบัน มูลนิธิฯ มีโครงการสำคัญที่ต้องร่วมกันขับเคลื่อน ได้แก่ “คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คเพื่อการศึกษา” ที่จะทำให้เยาวชนได้เรียนรู้อย่างก้าวกระโดด เข้าถึงองค์ความรู้ต่างๆ ได้อย่างทัดเทียม อีกทั้ง ยังได้มอบเกียรติบัตรให้แก่เหล่า School Partner กลุ่มทรู รุ่นที่ 3 เพื่อเป็นกำลังใจและแสดงความขอบคุณสำหรับความทุ่มเทตลอดการปฏิบัติหน้าที่ที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ นักวางยุทธศาสตร์ ตลอดจนผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์และกลุ่มทรู มาร่วมให้ความรู้อีกด้วย

อาทิ นายนพปฎล เดชอุดม ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กร เครือเจริญโภคภัณฑ์ และกรรมการมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี นายศิริพจน์ คุณากรพันธุ์ ที่ปรึกษาและรักษาการหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น และ ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านความเป็นเลิศทางธุรกิจและการศึกษา บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น และกรรมการและเลขานุการมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี

งานสัมมนาครั้งนี้ จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแนะแนวการดำเนินงาน พัฒนาทักษะ ความรู้ความสามารถ ตลอดจนเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ ให้แก่ผู้นำรุ่นใหม่ (School Partner) ของกลุ่มทรู จำนวน 330 คน ที่จะลงพื้นที่ปฏิบัติงานร่วมกับผู้บริหารและครู เพื่อร่วมผลักดันยุทธศาสตร์การดำเนินงานสู่โรงเรียนคอนเน็กซ์ อีดีที่อยู่ในความดูแลของกลุ่มทรู จำนวน 1,050 โรงเรียนทั่วประเทศ ซึ่งตลอดทั้ง 3 วันของการอบรมอัดแน่นไปด้วยความรู้หลากหลาย อาทิ Project Management กับการเขียนโครงการตามแผนพัฒนาคุณภาพโรงเรียน

และการศึกษาการเตรียมตัวพร้อมรับมือโลกที่เปลี่ยนไป กับแนวทางพัฒนาการศึกษาไทย ยิ่งไปกว่านั้น ยังเปิดเวทีให้ School Partner รุ่นพี่ได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา จนประสบความสำเร็จ ซึ่งการเสริมแกร่งผู้นำรุ่นใหม่กลุ่มทรู จะเป็นส่วนสำคัญในการสานต่อเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นของมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี ที่ต้องการร่วมพัฒนาศึกษาไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน พร้อมเดินหน้าสร้างวัฒนธรรมการมีส่วนรวมให้ทุกคนได้มีโอกาสเข้ามาส่งเสริมการศึกษาเยาวชนไทย

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเวทีรับความเห็น “กองทุนบัตรทอง” ระดับประเทศ ประจำปี 2565 ถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊คแฟนเพจ “สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” ในวันที่ 30 มิ.ย. 2565 ตั้งแต่เวลา 13.00-15.30 น. ชวนผู้ให้บริการ ผู้รับบริการ ประชาชนและทุกภาคส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น พร้อมเปิด 3 ประเด็นเพิ่ม ระบบบริการรองรับโควิด ต่อยอดบัตรทองรักษาทุกที่ และสร้างเสริมสุขภาพทุกที่ เร่งพัฒนาสอดคล้องและรองรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง

นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ประธานอนุกรรมการสื่อสารสังคมและรับฟังความคิดเห็นจากผู้ให้และผู้รับบริการ สปสช. เปิดเผยว่า การจัดการรับฟังความเห็นทั่วไปในระดับประเทศฯ ครั้งนี้เป็นการดำเนินการภายหลังจากที่ สปสช.ได้มีการเปิดรับฟังความเห็นในระดับเขตพื้นที่มาแล้วครบทั้ง13 เขตบริการสุขภาพแล้ว และได้รวบรวมความเห็นและข้อเสนอต่างๆ ที่ได้รับจากผู้ให้บริการ ผู้รับบริการและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง มากลั่นกรองและเปิดรับฟังความเห็นเพิ่มเติมเพื่อจัดทำเป็นข้อสรุป

ซึ่ง สปสช. จะนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เพื่อพิจารณาดำเนินการให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป โดยนอกจากประเด็นการรับฟังความเห็นตามข้อบังคับ 4 (1) – (4) และข้อเสนอจากการบูรณาการงานประจำของระบบงานใน สปสช. ยกระดับเป็นข้อเสนอประจำปี 2565 แล้ว บอร์ด สปสช. ได้เห็นชอบให้เพิ่มเติมหัวข้อที่สอดคล้องและทันต่อสถานการณ์ในการรับฟังความเห็น ได้แก่ การบริหารจัดการหลังสถานการณ์โควิด ระบบบริการรองรับที่จำเป็น, บัตรทองรักษาทุกที่ ต่อยอดให้ดีขึ้นได้อย่างไร และประเด็นคนไทยใช้สิทธิสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคได้ทุกที่ อีกทั้งยังมีการเสวนาหัวข้อ “ดอก ใบ ผล ความงดงามของการรับฟังความคิดเห็นประจำปี” มีผู้ร่วมเสวนา น.ส.ศิรินทิพย์ ขัติยะกาญจน์ ประธานมูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง ผู้แทนเครือข่ายภาคประชาชน นพ.ศักดิ์ชาย ธนะรัชต์ ผอ.รพ.สต.บ้านฉาง ผู้แทนผู้ให้บริการ และเรือตรีปราโมทย์ ทับทิม ปลัดเมืองพัทยา ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งจะมาร่วมสะท้อนแง่มุมต่างๆ ในการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติให้ยั่งยืน

“สปสช.ขอเชิญชวนผู้ให้บริการ ผู้รับบริการ องค์กรวิชาชีพทางการแพทย์ เครือข่ายภาคประชาชน ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน มาร่วมกันแสดงความเห็นต่อระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งทุกๆ ความคิดเห็นของท่านจะเป็นประโยชน์ต่อ สปสช. อย่างยิ่งในการดำเนินงานระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่คนไทยทุกคนร่วมเป็นเจ้าของ” นพ.เจษฎา กล่าว

ประธานอนุกรรมการสื่อสารสังคมและรับฟังความคิดเห็นฯ ยังกล่าวอีกว่า การรับฟังความคิดเห็นฯ สปสช.ได้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 มาตรา 18 (10) ที่ให้ บอร์ด สปสช. กำหนดให้จัดการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ให้บริการและผู้รับบริการเป็นประจำทุกปี นับเป็นกลไกสำคัญในระบบที่ก่อให้เกิดประโยชน์เพื่อปรับปรุงคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุขมาตลอด และที่สำคัญได้สร้างการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย สะท้อนถึงความเป็นเจ้าของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติอย่างแท้จริง

30มิถุนานี้‘สปสช.’ชวนทุกฝ่าย ร่วมให้ความเห็น‘กองทุนบัตรทอง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/663323

30มิถุนานี้‘สปสช.’ชวนทุกฝ่าย  ร่วมให้ความเห็น‘กองทุนบัตรทอง’

วันพุธ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเวทีรับความเห็น “กองทุนบัตรทอง” ระดับประเทศ ประจำปี 2565 ถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊คแฟนเพจ “สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” ในวันที่ 30 มิ.ย. 2565 ตั้งแต่เวลา 13.00-15.30 น. ชวนผู้ให้บริการ ผู้รับบริการ ประชาชนและทุกภาคส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น พร้อมเปิด 3 ประเด็นเพิ่ม ระบบบริการรองรับโควิด ต่อยอดบัตรทองรักษาทุกที่ และสร้างเสริมสุขภาพทุกที่ เร่งพัฒนาสอดคล้องและรองรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง

นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ประธานอนุกรรมการสื่อสารสังคมและรับฟังความคิดเห็นจากผู้ให้และผู้รับบริการ สปสช. เปิดเผยว่า การจัดการรับฟังความเห็นทั่วไปในระดับประเทศฯ ครั้งนี้เป็นการดำเนินการภายหลังจากที่ สปสช.ได้มีการเปิดรับฟังความเห็นในระดับเขตพื้นที่มาแล้วครบทั้ง 13 เขตบริการสุขภาพแล้ว และได้รวบรวมความเห็นและข้อเสนอต่างๆ ที่ได้รับจากผู้ให้บริการ ผู้รับบริการและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง มากลั่นกรองและเปิดรับฟังความเห็นเพิ่มเติมเพื่อจัดทำเป็นข้อสรุป

ซึ่ง สปสช. จะนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เพื่อพิจารณาดำเนินการให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป โดยนอกจากประเด็นการรับฟังความเห็นตามข้อบังคับ 4 (1) – (4) และข้อเสนอจากการบูรณาการงานประจำของระบบงานใน สปสช. ยกระดับเป็นข้อเสนอประจำปี 2565 แล้ว บอร์ด สปสช. ได้เห็นชอบให้เพิ่มเติมหัวข้อที่สอดคล้องและทันต่อสถานการณ์ในการรับฟังความเห็น ได้แก่ การบริหารจัดการหลังสถานการณ์โควิด ระบบบริการรองรับที่จำเป็น, บัตรทองรักษาทุกที่ ต่อยอดให้ดีขึ้นได้อย่างไร และประเด็นคนไทยใช้สิทธิสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคได้ทุกที่ อีกทั้งยังมีการเสวนาหัวข้อ “ดอก ใบ ผล ความงดงามของการรับฟังความคิดเห็นประจำปี” มีผู้ร่วมเสวนา น.ส.ศิรินทิพย์ ขัติยะกาญจน์ ประธานมูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง ผู้แทนเครือข่ายภาคประชาชน นพ.ศักดิ์ชาย ธนะรัชต์ ผอ.รพ.สต.บ้านฉาง ผู้แทนผู้ให้บริการ และเรือตรีปราโมทย์ ทับทิม ปลัดเมืองพัทยา ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งจะมาร่วมสะท้อนแง่มุมต่างๆ ในการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติให้ยั่งยืน

“สปสช.ขอเชิญชวนผู้ให้บริการ ผู้รับบริการ องค์กรวิชาชีพทางการแพทย์ เครือข่ายภาคประชาชน ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน มาร่วมกันแสดงความเห็นต่อระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งทุกๆ ความคิดเห็นของท่านจะเป็นประโยชน์ต่อ สปสช. อย่างยิ่งในการดำเนินงานระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่คนไทยทุกคนร่วมเป็นเจ้าของ” นพ.เจษฎา กล่าว

ประธานอนุกรรมการสื่อสารสังคมและรับฟังความคิดเห็นฯ ยังกล่าวอีกว่า การรับฟังความคิดเห็นฯ สปสช.ได้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 มาตรา 18 (10) ที่ให้ บอร์ด สปสช. กำหนดให้จัดการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ให้บริการและผู้รับบริการเป็นประจำทุกปี นับเป็นกลไกสำคัญในระบบที่ก่อให้เกิดประโยชน์เพื่อปรับปรุงคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุขมาตลอด และที่สำคัญได้สร้างการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย สะท้อนถึงความเป็นเจ้าของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติอย่างแท้จริง

วช. โชว์ผลงานวิจัย ในงานครบรอบ 90 ปี รัฐสภาไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/663264

วช. โชว์ผลงานวิจัย ในงานครบรอบ 90 ปี รัฐสภาไทย

วันอังคาร ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 14.30 น.

ดร.วิภารัตน์  ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้นำคณะนักวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) นำผลงานเข้าร่วมแสดงนิทรรศการเนื่องในโอกาสครบรอบ 90 ปี รัฐสภาไทย ระหว่างวันที่ 27 มิถุนายน – 5 กรกฎาคม 2565 ณ อาคารรัฐสภา  พร้อมกันนี้ วช. ได้มอบผลงานการพัฒนานวัตกรรม “เครื่องวัดฝุ่น PM2.5 ระบบเซ็นเซอร์ DustyBoy” จำนวน 3 เครื่อง ให้แก่รัฐสภา เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการเฝ้าระวังและเตือนภัยฝุ่น PM2.5

ดร.วิภารัตน์  ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เปิดเผยว่า สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นเครือข่ายความร่วมมือที่สำคัญกับรัฐสภาไทย โดยการนำองค์ความรู้จากงานวิจัยเชิงนโยบายไปใช้ประโยชน์ ตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการส่งเสริมการวิจัยและการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในกระบวนการนิติบัญญัติ  และเนื่องในโอกาสครบรอบ 90 ปี รัฐสภาไทย  วช. ได้รับเชิญจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเข้าร่วมในพิธีเปิดโครงการกิจกรรมบรรยายพิเศษ เสวนาทางวิชาการ และร่วมจัดแสดงนิทรรศการ  โดยผลงานที่ วช. นำไปร่วมแสดงนิทรรศการนั้น เป็นโครงการที่ วช. ให้ทุนสนับสนุนการวิจัยในเชิงนโยบายและนิติบัญญัติ เช่น

แผนงานวิจัยเรื่อง “ต้นแบบการสร้างเครื่องมือป้องกันปัญหาการข่มขืนกระทำชำเราในครอบครัว โรงเรียน และชุมชน”  แผนงานวิจัยท้าทายไทย : สังคมไทยไร้ความรุนแรง  งานวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ “เครื่องวัดฝุ่นระบบเซ็นเซอร์ DustyBoy” ภายใต้โครงการ “การเฝ้าระวังและเตือนภัยปัญหาหมอกควัน โดยเครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศระบบเซ็นเซอร์ DustyBoy” และ  โครงการระบบข้อมูลสารสนเทศวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (NRIIS) รวมถึงโครงการวิจัยที่ วช. ได้ร่วมมือกับรัฐสภาตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ คือ งานวิจัยเชิงนโยบายเพื่องานนิติบัญญัติ ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนงานวิจัยเพื่อตอบโจทย์ด้านสังคมคุณภาพและผู้สูงอายุ

DEK SPUIC! เรียนกับตัวจริ’ประสบการณ์จริงร่วมงานการประชุมสุดยอดผู้นำสตรีโลก ‘Global Summit of Women 2022’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/663193

DEK SPUIC! เรียนกับตัวจริ'ประสบการณ์จริงร่วมงานการประชุมสุดยอดผู้นำสตรีโลก 'Global Summit of Women 2022'

วันอังคาร ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 10.28 น.

อาจารย์สุภาภรณ์ เป๋รัตนสำราญ หัวหน้าสาขาวิชาธุรกิจการบิน SPUIC นำนักศึกษาวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยศรีปทุม (Sripatum University International College) เรียนกับตัวจริง ประสบการณ์จริง กับโอกาสสุดว๊าว!! ได้เข้าร่วมงานการประชุมสุดยอดผู้นำสตรีโลก (Global Summit of Women 2022) ณ โรงแรม เซ็นทาราแกรนด์แอทเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร ซึ่งการได้เข้าร่วมงานในครั้งนี้ นอกจากจะได้รับประสบการณ์ดีๆจากการรับฟังการเสวนาในหัวข้อ “ความท้าทายของเจ้าของธุรกิจรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติ” แล้ว นักศึกษายังได้รับความรู้และแรงบันดาลใจในการจะก้าวไปสู่จุดหมายที่ทุกคนใฝ่ฝันจากเจ้าของธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรงสุดปัง ที่เข้าร่วมเสวนาจากประเทศเม็กซิโก เวียดนาม และประเทศไทย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมา

A great opportunity for International College students(International Airline Business and International Business Management)to participate the Global Summit of Women 2022 at Centara Grand hotel on 24th Jun.

The youth session topic: How to overcome challenges facing young entrepreneurs to become successful in international level. They not only experienced the world class event, but also broaden their knowledge in terms  of how to become an entrepreneur which get inspired by the 4 young entrepreneurs from Thailand, Mexico and Vietnam.

ม.ศิลปากร เปิดบริหารเทคโนฯ รับเทรนด์ ทักษะมัลติสกิล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/663068

ม.ศิลปากร เปิดบริหารเทคโนฯ  รับเทรนด์ ทักษะมัลติสกิล

วันอังคาร ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผศ.ดร.สมพิศ ขัตติยพิกุล คณบดีวิทยาลัยนานาชาติ ม.ศิลปากร กล่าวว่า หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต (สาขาวิชาธุรกิจและเทคโนโลยี) นี้เป็นการบูรณาการระหว่างภาคทฤษฎีและการปฏิบัติแบบพหุวิทยาการทางด้านธุรกิจผสมผสานกับเทคโนโลยี โดยความร่วมมือระหว่างคณะของมหาวิทยาลัยศิลปากร ประกอบด้วย วิทยาลัยนานาชาติ คณะวิทยาการจัดการ และคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ร่วมกันกับ Paris School of Technology and Business (PST&B) สาธารณรัฐฝรั่งเศส ในการร่วมพัฒนาหลักสูตร และจัดการเรียนการสอนร่วมกัน

ผศ.ดร. สมพิศ กล่าวต่อไปว่า การเรียนในหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิตสาขาวิชาธุรกิจและเทคโนโลยี (หลักสูตรนานาชาติ) นักศึกษาสามารถจบการศึกษาได้ภายใน 3 ปี และได้รับปริญญาตรี 2 ใบ จากวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยศิลปากร และ Paris School of Technology and Business สาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยจะได้รับความรู้ความเข้าใจทางด้านการจัดการธุรกิจและเทคโนโลยี หลักสูตรสอนเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาในหลักสูตรนี้จะสามารถทำงานได้ทั้งภายในประเทศและนอกประเทศ และสามารถทำงานร่วมกับชาวต่างชาติได้ พร้อมกันนี้นักศึกษายังมีโอกาสในการเดินทางไปศึกษาแลกเปลี่ยนที่สาธารณรัฐฝรั่งเศสเป็นเวลา 1 เทอม ซึ่งนักศึกษาสามารถใช้สิ่งสนับสนุนการเรียนรู้จากสถาบันร่วมและยังเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านภาษาและวัฒนธรรม พร้อมยังเป็นการเพิ่มประสบการณ์ระดับนานาชาติให้แก่นักศึกษาในหลักสูตรอีกด้วย

รร.บ้านใหม่เจริญผลฯ สืบสานเศรษฐกิจพอเพียง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/663062

รร.บ้านใหม่เจริญผลฯ สืบสานเศรษฐกิจพอเพียง

วันอังคาร ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายกฤษณธรรม ถาพันธุ์  ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านใหม่เจริญผลพิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุโขทัย (สพม.สุโขทัย) นำนักเรียนศึกษาและเรียนรู้ทักษะการดำรงชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ณ ศูนย์การเรียนรู้วัดใหม่เจริญผล ตำบลหนองจิก อำเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย เพื่อให้นักเรียนได้มีทักษะในการดำรงชีวิต อยู่อย่างพอเพียง
โดยได้เรียนรู้จากภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น การปลูกข้าว การทอพรมเช็ดเท้าการสานสุ่มไก่ การทำไม้กวาดดอกหญ้า   

นักวิจัย ม.กาฬสินธุ์ ใช้ ‘ดีเอ็นเอบาร์โค้ด’ แยกชนิดปลาที่ทำปลาร้าเขื่อนลำปาว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/663070

นักวิจัย ม.กาฬสินธุ์ ใช้ ‘ดีเอ็นเอบาร์โค้ด’  แยกชนิดปลาที่ทำปลาร้าเขื่อนลำปาว

วันอังคาร ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผศ.ดร.สันต์ นามตะคุ รองคณบดีงานบริการการศึกษาและวิจัย คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสุขภาพ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ เล่าถึง ที่มางานวิจัย การประยุกต์ใช้ดีเอ็นเอบาร์โค้ดเพื่อการจำแนกชนิดปลาวัตถุดิบ ปลาร้าเขื่อนลำปาว ว่า การแปรรูปปลาเป็นผลิตภัณฑ์ปลาร้าองค์ความรู้ที่สำคัญคือการจำแนกชนิดปลาที่นำมาเป็นวัตถุดิบปลาร้า ซึ่งผู้วิจัยเห็นว่าการประยุกต์ใช้ดีเอ็นเอบาร์โค้ดเพื่อการจำแนกชนิดปลาวัตถุดิบปลาร้าเป็นการศึกษาวิจัยที่จะช่วยให้เกิดการจำแนกชนิดปลา เป็นการศึกษาความหลากหลายทางพันธุกรรม ซึ่งการใช้เป็นเครื่องหมายโมเลกุล (molecular marker)

สำหรับการระบุสปีชีส์ของปลาวัตถุดิบผลิตปลาร้าจากเขื่อนลำปาวนั้น ข้อมูลที่ได้จะทำให้ทราบถึงแบบแผนของความหลากหลายทางพันธุกรรมของปลาในเขื่อนลำปาว ข้อมูลที่ได้จะเป็นประโยชน์สำหรับการวางแผนบริหารจัดการปลาของเขื่อน ตลอดจนสร้างความตระหนักและปลูกจิตสำนึกให้ผู้ประกอบอาชีพประมง และคนในชุมชนแวดล้อมเขื่อนลำปาว ช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรปลาอย่างยั่งยืน

การวิจัยพบว่า ปลาที่ใช้เป็นวัตถุดิบผลิตปลาร้าที่ได้จากบริเวณพื้นที่แวดล้อมเขื่อนลำปาว มีทั้งหมด 38 สปีชีส์ จำแนกเป็นปลาเกล็ด 25 สปีชีส์ จำนวน 186 ตัวอย่าง และปลาหนัง 13 สปีชีส์ จำนวน 86 ตัวอย่าง โดยเก็บรวบรวมตัวอย่างปลาจากสะพานปลารอบๆ เขื่อน มาทำการสกัดดีเอ็นเอจากตับของปลา และวิเคราะห์ความแปรผันทางพันธุกรรม เพื่อหาค่าสายสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการตรงกับที่ชาวบ้านระบุหรือไม่โดยการตรวจความแม่นยำนั้น ค่าเฉลี่ยของปลาและชนิด จะอยู่ที่ประมาณ 97% ซึ่งถือว่ามีประสิทธิภาพในการตรวจอย่างมาก โดยขณะนี้ทีมวิจัยได้ถ่ายทอดข้อมูลสู่ชุมชน ซึ่งได้รับการตอบที่ดีทำให้ชาวบ้านในพื้นที่รู้จักชื่อที่เป็นทางการของปลาแต่ชนิดมากขึ้น

ผศ.ดร.สันต์ กล่าวทิ้งท้ายว่า เครื่องหมายทางพันธุกรรมดีเอ็นเอบาร์โค้ดสามารถใช้ในการระบุสปีชีส์ของปลาวัตถุดิบผลิตปลาร้าเขื่อนลำปาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ สายลำดับนิวคลีโอไทด์ของดีเอ็นเอบาร์โค้ดที่รายงานในผลการวิจัยครั้งนี้ จะเป็นข้อมูลพื้นฐานที่นำไปสู่การศึกษาเชื่อมโยงสปีชีส์ของปลาน้ำจืดทั่วไปได้ โดยการศึกษาปลาน้ำจืดต่อไปในอนาคต ควรแยกศึกษาตามกลุ่มของอันดับ (Order) หรือวงศ์(Family) เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดของเครื่องหมายทางพันธุกรรมดีเอ็นเอบาร์โค้ด

รร.บ้านน้ำพรม คว้า 4 เหรียญเงิน มวยปลํ้าระดับประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/663067

รร.บ้านน้ำพรม คว้า 4 เหรียญเงิน  มวยปลํ้าระดับประเทศ

วันอังคาร ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายเจษฎา แสงจันทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านน้ำพรม เปิดเผยว่า โรงเรียนบ้านน้ำพรม ได้ส่งนักกีฬามวยปล้ำเข้าร่วมการแข่งขัน กีฬามวยปล้ำและมวยปล้ำชายหาด ชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทยประจำปี 2565 ณ จังหวัดอุตรดิตถ์ครั้งแรก สามารถคว้า 4 เหรียญเงิน โดยชัยชนะครั้งนี้มาจากการฝึกสอนของนายพรเทพ วงศ์ประดิพัทธ์ อดีตนักกีฬามวยปล้ำทีมชาติไทย และ นายภิญโญ โออุไร ซึ่งเป็นครูโรงเรียนบ้านน้ำพรม

โรงเรียนบ้านน้ำพรม เป็นโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา และมีนักเรียนโรงเรียนบ้านป่ามะกรูด มาเรียนรวม เป็นโรงเรียนที่อยู่ห่างไกล ท่ามกลางภูเขาล้อมรอบ นักเรียนส่วนใหญ่ ไม่รู้จักกีฬามวยปล้ำ ดีนัก ครูพรเทพ จึงได้จัดตั้งชมรมกีฬามวยปล้ำ โดยได้ฝึกซ้อมนักกีฬามวยปล้ำ มาประมาณ14 วัน และทราบข่าวมีการแข่งขันกีฬากีฬามวยปล้ำและมวยปล้ำชายหาดชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ประจำปี 2565 ณ จังหวัดอุตรดิตถ์ จึงได้ส่งนักกีฬามวยปล้ำ จำนวน 11 คน เข้าร่วมการแข่งขันในระหว่างวันที่ 11-18 มิถุนายน 2565 โดยได้รับการสนับสนุนจาก ดร.ผกาภรณ์ พลายสังข์ ผอ.สพป.พิษณุโลก เขต 2 ผู้นำชุมชน คณะครูและ ผู้ใหญ่ใจดีอีกหลายท่าน เพื่อเป็นเวทีให้นักเรียนได้แสดงออกความสามารถและเป็นประสบการณ์ในการแข่งขัน ผอ.โรงเรียนบ้านน้ำพรม กล่าว

ผลการแข่งขัน ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จำนวน 4 รุ่น 4 เหรียญเงิน ดังนี้ 1.ด.ช.อนุชิต ศรีมหานาม ประเภท เกรกโก – โรมัน – ชาย รุ่นน้ำหนัก 62 กก. รุ่นอายุไม่เกิน15 ปี 2. นายนพคุณ อุดหนุน ประเภทเกรกโก – โรมัน – ชาย รุ่นน้ำหนัก 38 กก. รุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี 3.ด.ช.รัฐศาสตร์ พรหมทอง ประเภท Touch Wrestling – ชาย รุ่นน้ำหนัก 35 กก. รุ่นอายุไม่เกิน11 ปี (พิเศษ) 4.ด.ช.โฆษิต จันดา ประเภทฟรีสไตล์ – ชาย รุ่นน้ำหนัก 28 กก. รุ่นอายุ 13 ปี

ม.ศรีปทุม อบรม ‘เมนูเบเกอรี่อบ’ ครู รร.บางบัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/663063

ม.ศรีปทุม อบรม ‘เมนูเบเกอรี่อบ’ ครู รร.บางบัว

วันอังคาร ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยศรีปทุม จัดอบรม “โครงการเบเกอรี่สร้างรายได้เสริมอาชีพตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง” ครั้งที่ 2 ให้แก่คณะครูโรงเรียนบางบัว (เพ่งตั้งตรงจิตรวิทยาคาร) นำโดย คุณครูสุภาวดี อึ้งพานิช ผู้อำนวยการโรงเรียนบางบัว พร้อมคณะครู เข้าร่วมการอบรมรวม 25 คน โดยมี อาจารย์ณัฐกฤตา นันทะสิน อาจารย์วิทยาลัยการท่องเที่ยวและการบริการ SPU เป็นอาจารย์พี่เลี้ยงถ่ายทอดความรู้ตลอดจนเทคนิคต่างๆ และมีทีมนักศึกษาของวิทยาลัยการท่องเที่ยวและการบริการเป็นผู้ช่วยสอน ณ มหาวิทยาลัยศรีปทุม กทม.(บางเขน)