แนวทางปฏิบัติ! ช่วงการร่วมถวายความอาลัย’สมเด็จพระพันปีหลวง’

แนวทางปฏิบัติ! ช่วงการร่วมถวายความอาลัย'สมเด็จพระพันปีหลวง'

แนวทางปฏิบัติ! ช่วงการร่วมถวายความอาลัย’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.13 น.

สำนักงานตำรวจแห่งชาติแนะนำชาวไทยและชาวต่างชาติในช่วงการร่วมถวายความอาลัย “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” และพิธีเคลื่อนขบวนพระบรมศพฯ

วันนี้ (26 ตุลาคม 2568) พล.ต.ต.จตุรภัทร์ ภิรมย์แก้ว ผู้บังคับการกองการต่างประเทศ ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายที่ปฏิบัติภารกิจสำคัญในการดำเนินการดูแลความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนที่มาร่วมถวายความอาลัยตลอดเส้นทางขบวนเชิญพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร รวมถึงให้อำนวยความสะดวกด้านการจราจรในเส้นทางต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มกำลัง ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติขอยืนยันความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยระเบียบวินัย เกียรติ และความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนในช่วงเวลาสำคัญยิ่งของประเทศ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอความร่วมมือจากประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติทุกท่าน ที่ร่วมถวายความอาลัยในการเชิญพระบรมศพ และพระราชพิธีต่างๆ ให้ปฏิบัติตามแนวทาง ดังต่อไปนี้

1. แต่งกายสุภาพไว้ทุกข์ – สวมใส่เสื้อผ้าสีดำ สีขาว หรือสีสุภาพ ไม่ควรสวมใส่เสื้อผ้าสีฉูดฉาด

2. ประพฤติตนอย่างสำรวม – งดเว้นการจัดงานรื่นเริงหรือการแสดงออกที่ไม่เหมาะสมในช่วงไว้ทุกข์

3. ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง – เจ้าหน้าที่จะประจำการตามจุดต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัย

4. พกพาสิ่งของเท่าที่จำเป็น และให้ความร่วมมือในการตรวจความปลอดภัยตามจุดคัดกรองต่างๆ

5. แสดงความเคารพเมื่อขบวนผ่าน – ยืนสำรวมและสงบนิ่งเมื่อขบวนรถพระบรมศพเคลื่อนผ่าน

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอขอบคุณประชาชนชาวไทยและชาวต่างชาติทุกท่าน ที่ได้ร่วมแสดงความอาลัย พร้อมให้ความร่วมมือในการปฏิบัติในช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้านี้ และขอเชิญทุกท่านร่วมกันถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นที่รักและเทิดทูนยิ่งของปวงชนชาวไทย ด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้

ต้อนรับรัฐบาลใหม่!‘นิด้าโพล’เปิดมุมมองปชช. แนะแก้ปัญหาการศึกษา รื้อ‘หลักสูตร’ล้าสมัย

ต้อนรับรัฐบาลใหม่!‘นิด้าโพล’เปิดมุมมองปชช. แนะแก้ปัญหาการศึกษา รื้อ‘หลักสูตร’ล้าสมัย

ต้อนรับรัฐบาลใหม่!‘นิด้าโพล’เปิดมุมมองปชช. แนะแก้ปัญหาการศึกษา รื้อ‘หลักสูตร’ล้าสมัย

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 08.02 น.

ต้อนรับรัฐบาลใหม่!‘นิด้าโพล’เปิดมุมมองปชช. แนะแก้ปัญหาการศึกษา รื้อ‘หลักสูตร’ล้าสมัย

26 ตุลาคม 2568 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ร่วมกับ ภาคีเครือข่ายเพื่อการศึกษาไทย Thailand Education Partnership (TEP) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “ต้อนรับรัฐบาลใหม่ แก้ปัญหาการศึกษาไทย” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 17-21 ตุลาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการแก้ปัญหาการศึกษาไทย เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์

เมื่อถามถึงปัญหาในระบบการศึกษาไทยที่ประชาชนต้องการให้กระทรวงศึกษาธิการรีบแก้ไข พบว่า

+ ร้อยละ 49.31 ระบุว่า หลักสูตรล้าสมัย ไม่ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน

+ ร้อยละ 48.09 ระบุว่า หลักสูตรการเรียนขาดการฝึกทักษะและประสบการณ์ที่จำเป็นต่อการทำงานจริงในอนาคต

+ ร้อยละ 38.78 ระบุว่า ปัญหาความปลอดภัยในโรงเรียน เช่น การบูลลี่ การล่วงละเมิด ยาเสพติด แก๊งเด็กเกเร

+ ร้อยละ 37.33 ระบุว่า คุณภาพโรงเรียน/ ครู ไม่เท่ากันในแต่ละโรงเรียน

+ ร้อยละ 31.30 ระบุว่า เรียนฟรีไม่มีจริง เพราะมีค่าใช้จ่ายแอบแฝง

+ ร้อยละ 26.49 ระบุว่า ครูมีภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักของครูมากเกินไป

+ ร้อยละ 17.33 ระบุว่า ผู้บริหารโรงเรียนขาดความโปร่งใสในการบริหาร

+ ร้อยละ 16.49 ระบุว่า การเรียนเพื่อสอบมากกว่าการได้ความรู้ไปใช้จริง

+ ร้อยละ 16.41 ระบุว่า ระบบการวัดผล เน้นที่คะแนนสอบมากเกินไป ไม่ให้ความสำคัญกับความสามารถอื่น ๆ

+ ร้อยละ 14.35 ระบุว่า การแข่งขันกันทำให้ยิ่งเรียน ยิ่งเครียด และส่งผลต่อสุขภาพจิตนักเรียน

+ ร้อยละ 14.27 ระบุว่า ผู้บริหารโรงเรียนที่ไม่มีสมรรถนะในการบริหารและพัฒนาโรงเรียน

+ ร้อยละ 8.78 ระบุว่า หลักสูตรจากส่วนกลางไม่สอดคล้องกับลักษณะนักเรียนและพื้นที่ตั้งของโรงเรียน

+ ร้อยละ 5.95 ระบุว่า คนเก่งไม่อยากมาเป็นครู

+ ร้อยละ 2.29 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

ด้านประเด็นการศึกษาที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลชุดใหม่ทำทันที พบว่า

+ ร้อยละ 44.27 ระบุว่า ปรับหลักสูตรและการเรียนรู้ให้ทันสมัย สามารถนำไปใช้ได้จริง

+ ร้อยละ 44.05 ระบุว่า ลดค่าใช้จ่ายทางการศึกษา เรียนฟรีจริงถึง ม.6

+ ร้อยละ 37.86 ระบุว่า ปรับหลักสูตรให้นักเรียนได้ฝึกทักษะและมีประสบการณ์ ที่จำเป็นต่อการทำงานจริงในอนาคต

+ ร้อยละ 35.95 ระบุว่า เพิ่มโอกาสและความเท่าเทียมทางการศึกษาให้เด็กทุกกลุ่ม

+ ร้อยละ 24.05 ระบุว่า ทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก รวมถึงการดูแลสุขภาพจิตของนักเรียน และยกระดับคุณภาพครูและผู้อำนวยการโรงเรียน รวมถึงสมรรถนะและความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ในสัดส่วนที่เท่ากัน

+ ร้อยละ 21.60 ระบุว่า ลดภาระที่ไม่จำเป็นของครู รวมถึงเพิ่มแรงจูงใจให้คนเก่งอยากเป็นครูมากขึ้น

+ ร้อยละ 14.66 ระบุว่า ปรับระบบการวัดผล ไม่เน้นคะแนนจากการสอบ

+ ร้อยละ 9.92 ระบุว่า สนับสนุนให้โรงเรียนในแต่ละพื้นที่มีอิสระในการออกแบบการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง

+ ร้อยละ 5.88 ระบุว่า ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต Re-skill Up-skill และ New skill สำหรับคนทุกวัย

+ ร้อยละ 1.15 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

ด้านความต้องการของประชาชนต่อการมีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 30.76 ระบุว่า ให้ความร่วมมือในการฝึกทักษะและเสริมสร้างประสบการณ์ที่จำเป็นต่อการทำงานจริงในอนาคตรองลงมา ร้อยละ 26.95 ระบุว่า ร่วมในการตัดสินใจพัฒนารูปแบบและกลไกการจัดการเรียนการสอน รวมถึงการประเมินและติดตามผลลัพธ์การเรียนรู้ ร้อยละ 23.82 ระบุว่า บริจาคเพื่อสนับสนุนกิจกรรมและการพัฒนาโรงเรียนในด้านต่าง ๆ ร้อยละ 22.75 ระบุว่า ร่วมผลักดันนโยบาย กฏหมาย และระเบียบที่จำเป็นต่อการพัฒนาการศึกษา ร้อยละ 19.47 ระบุว่า ร่วมในการดูแลสวัสดิภาพและสุขภาวะของนักเรียน ร้อยละ 17.63 ระบุว่า ไม่อยากมีส่วนร่วมใด ๆ และร้อยละ 0.69 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักของครูในปัจจุบัน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 57.40 ระบุว่า ครูมีภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักมากเกินไป รองลงมา ร้อยละ 29.62 ระบุว่า ครูมีภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักบ้าง แต่ก็ไม่มากเกินไป ร้อยละ 10.31 ระบุว่า ครูไม่มีภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักเลย และร้อยละ 2.67 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ

สำหรับความคิดเห็นของประชาชนต่อการลดภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักของครู จะช่วยทำให้การศึกษาไทยพัฒนามากขึ้น พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 55.19 ระบุว่า ช่วยทำให้การศึกษาไทยพัฒนามากขึ้นแน่นอน รองลงมา ร้อยละ 25.50 ระบุว่า ค่อนข้างช่วยทำให้การศึกษาไทยพัฒนามากขึ้น ร้อยละ 10.99 ระบุว่า ไม่ค่อยช่วยทำให้การศึกษาไทยพัฒนาขึ้นเท่าไร ร้อยละ 7.10 ระบุว่า ไม่ช่วยทำให้การศึกษาไทยพัฒนามากขึ้นเลย และร้อยละ 1.22ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความกังวลและความหวังของประชาชนต่อรัฐบาลชุดใหม่ในการแก้ไขปัญหาการศึกษาไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 30.84 ระบุว่า กังวล แต่ก็มีความหวัง รองลงมา ร้อยละ 25.11 ระบุว่า ไม่กังวล แต่ไม่มีความหวัง ร้อยละ 21.99 ระบุว่า ไม่กังวล และมีความหวัง ร้อยละ 20.38 ระบุว่า กังวล และไม่มีความหวัง และร้อยละ 1.68 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ

สกู๊ปพิเศษ : Gistda เผยเหตุผล…ทำไม? ไทยต้องมี ‘ดาวเทียม’ สำรวจโลก

สกู๊ปพิเศษ : Gistda เผยเหตุผล…ทำไม? ไทยต้องมี ‘ดาวเทียม’ สำรวจโลก

สกู๊ปพิเศษ : Gistda เผยเหตุผล…ทำไม? ไทยต้องมี ‘ดาวเทียม’ สำรวจโลก

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 07.15 น.

ในอดีตกว่า 20 ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีดาวเทียม ถือว่าเป็นเรื่องใหม่มากสำหรับประเทศไทย แม้จะมีการการตื่นตัวและให้ความสำคัญกับการนำข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมมาใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านภัยพิบัติมากขึ้น แต่ประเทศไทยยังคงอยู่ในบทบาทของ ผู้รับข้อมูลดาวเทียม จากต่างประเทศเป็นหลัก และยังขาดองค์ความรู้หรือประสบการณ์ในด้านการพัฒนาดาวเทียมและเทคโนโลยีอวกาศด้วยตนเอง

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ซึ่งได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2543 เพื่อให้บริการภาพถ่ายจากดาวเทียมในขณะนั้นได้ริเริ่มโครงการพัฒนา ดาวเทียม THOES-1” หรือ ดาวเทียมไทยโชต ขึ้น ด้วยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลฝรั่งเศส โดยเป็นดาวเทียมสำรวจทรัพยากรดวงแรกของไทยที่ขึ้นสู่วงโคจรครั้งแรกเมื่อ 1 ตุลาคม 2551 และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศครั้งแรกในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม

หลังจากดาวเทียมไทยโชตผ่านการปฏิบัติภารกิจมาแล้วมากมาย ในการติดตามและสำรวจเชิงพื้นที่ร่วมกับดาวเทียมสำรวจจากทั่วโลก โดยเฉพาะการติดตามพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ อย่างเช่น ในช่วงเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2554 และการติดตามสถานการณ์ไฟป่าหมอกควันตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน

15 ปีต่อมา… ดาวเทียม THOES – 2 ดาวเทียมสำรวจทรัพยากรดวงที่ 2 ของประเทศไทย ถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรเมื่อ 9 ตุลาคม 2566 เพื่อทดแทนดาวเทียม ไทยโชตที่ปฏิบัติงานมานานจนใกล้จะหมดอายุการใช้งาน โดย THOES- 2 เป็นดาวเทียมที่ติดตั้งกล้องแบบออปติคัล “สามารถถ่ายภาพที่มีความละเอียดสูงมากในระดับ 50 เซนติเมตร รองรับการใช้งานที่หลากหลาย โดยเฉพาะการติดตามสถานการณ์ต่างๆ ที่ต้องการข้อมูลเชิงพื้นที่ที่มีรายละเอียดสูง” และในโครงการ THOES- 2 นี้เอง ได้มีการพัฒนา ดาวเทียม THOES- 2A” ดาวเทียมขนาดเล็ก ควบคู่ไปด้วย โดยเปิดโอกาสให้ทีมวิศวกรชาวไทย ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาและรับการถ่ายทอดองค์ความรู้ในการจัดสร้างดาวเทียม ปัจจุบันการสร้างดาวเทียม THOES- 2A แล้วเสร็จ และอยู่ระหว่างรอการนำส่งขึ้นสู่วงโคจรในเร็วๆนี้

ขณะเดียวกัน GISTDA กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาดาวเทียม THOES- 3 ซึ่งเป็นดาวเทียมสำรวจทรัพยากรขนาดเล็ก ดวงที่ 4 ของประเทศไทย เพื่อมุ่งเน้นสนับสนุนภารกิจด้านการเกษตร โดยเป็นดาวเทียมดวงแรกที่ประกอบขึ้นในประเทศไทย ด้วยฝีมือการออกแบบของทีมวิศวกรไทยที่ต่อยอดองค์ความรู้จากการร่วมพัฒนา THOES- 2A อีกทั้งยังมีการใช้ชิ้นส่วนบางส่วนที่ผลิตโดยผู้ประกอบการไทย คาดว่าดาวเทียม THOES- 3 นี้จะสามารถพัฒนาแล้วเสร็จ พร้อมขึ้นสู่วงโคจรได้ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า

เรียกว่าเกือบ 20 ปี กับการที่ประเทศไทยเป็นเจ้าของดาวเทียม 3 ดวง ทั้งดาวเทียมหลัก ดาวเทียมขนาดเล็ก และดาวเทียมที่ใกล้หมดอายุ รวมถึงยังมีดาวเทียมที่อยู่ระหว่างการพัฒนาอีก 1 ดวง

แต่ด้วย ความต้องการในการนำข้อมูลจากดาวเทียมไปใช้งานที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งภาครัฐและเอกชน ดาวเทียมที่มีอยู่ในปัจจุบัน ถือว่ายัง ไม่เพียงพอ ที่จะตอบสนองต่อความจำเป็นในการใช้ประโยชน์ของประเทศทั้งในเชิงพื้นที่และเชิงเวลา นอกจากนี้ดาวเทียมที่มีอยู่ยังมีข้อจำกัดด้านการถ่ายภาพ เช่น ถ่ายภาพได้เฉพาะเวลากลางวัน และไม่สามารถถ่ายทะลุเมฆได้ ทำให้ประเทศไทยยังต้องพึ่งพาข้อมูลจากดาวเทียมต่างประเทศ เช่น เรดาร์ (SAR Sensors ) ซึ่งอาจไม่ตอบโจทย์ด้านความต่อเนื่องและทันท่วงที

เพื่อตอบโจทย์ปัญหาเหล่านี้ จำเป็นต้องมีการพัฒนา ดาวเทียมสํารวจโลกของประเทศไทย GISTDA จึง ขับเคลื่อน โครงการพัฒนากลุ่มดาวเทียมสำรวจโลกของประเทศไทย” หรือ “THAILAND’S EARTH OBSERVATION SATELLITE CONSTELLATION” ขึ้น โดยมีเป้าหมาย ประเทศไทยควรมีกลุ่มดาวเทียมเพิ่มขึ้นอีก 12 ดวง ในระยะเวลา 6 ปี 

ดร.พรเทพ นวกิจกนก ผู้อำนวยการศูนย์ผลิตดาวเทียมแห่งชาติ GISTDA กล่าวว่า โครงการดังกล่าวจัดทำขึ้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการเก็บข้อมูลเชิงพื้นที่ที่มีความละเอียดสูง เพิ่มประสิทธิภาพ ครอบคลุม ภารกิจ และเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรมใน 3 มิติ คือ Industrial Economy , Empowering Knowledge Economy และ Smart Data Economy

ทั้งนี้การพัฒนา ดาวเทียม 12 ดวงใน 6 ปีนับจากวันอนุมัติโครงการ ได้ผ่านการวางแผนที่พิจารณาภาพรวมการทำงานเป็นกลุ่มร่วมกับดาวเทียมที่มีอยู่ ณ เวลานั้นๆ ทั้งดาวเทียมของไทยและต่างประเทศ อย่างเช่น กลุ่มดาวเทียม THOES- 3 ซึ่งมีประมาณ 5 ดวง ถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกับดาวเทียมกลุ่มอื่น ๆ เช่น ดาวเทียม Sentinel เพื่อให้ทำงานเสริมกัน ทำให้สามารถถ่ายภาพได้ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น

ด้วยข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ การออกแบบกลุ่มดาวเทียมดังกล่าว จึงเน้นที่ภารกิจเป้าหมายในแต่ละกลุ่มที่ชัดเจน โดยมีทั้งกลุ่มดาวเทียม แบบ ออปติคัล แบบเรดาร์และแบบตรวจจับความร้อน ขณะเดียวกันที่มาของดาวเทียมก็มีทั้งแบบทีมวิศวกรไทยเข้าร่วมพัฒนา เช่นเดียวกับดาวเทียม THOES- 2 การออกแบบเองแล้วจ้างผลิต และแบบจัดซื้อดาวเทียมจากต่างประเทศ ซึ่งจะมีเงื่อนไขต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาบุคลากรและอุตสาหกรรมอวกาศของประเทศไทย ดร.พรเทพ กล่าว

สำหรับดาวเทียมทั้ง 12 ดวง ถูกออกแบบเพื่อตอบโจทย์ 3 เรื่องหลักของประเทศ โดยกลุ่มดาวเทียม THOES-3 จำนวน 5 ดวงตอบโจทย์ภารกิจด้านการเกษตร กลุ่มดาวเทียม THOES-4 จำนวน 2 ดวง และ THOES-5 จำนวน 4 ดวงตอบโจทย์ภารกิจด้านภัยพิบัติและความมั่นคง ส่วนดาวเทียม THOES- 6 จำนวน 1 ดวง ตอบโจทย์ภารกิจด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ดร.พรเทพ บอกอีกว่า ภายใต้โครงการนี้วงเงินงบประมาณ อาจจะดูเหมือนสูงมาก เนื่องจากเป็นการพัฒนาพร้อมๆ กันทั้งระบบ ซึ่งในโครงการจะมีทั้งการจัดหากลุ่มดาวเทียมและปรับปรุงระบบสถานีรับสัญญาณ การเพิ่มศักยภาพของบุคลากรไทยผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาและส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมของประเทศในด้านดาวเทียม และเทคโนโลยีอวกาศ และการพัฒนาระบบประยุกต์ใช้ประโยชน์ภูมิสารสนเทศจากภาพถ่ายดาวเทียม

หากแผนการพัฒนาโครงการเป็นไปตามเป้าหมาย ดร.พรเทพ บอกว่า ประเทศไทยนอกจากจะได้กลุ่มดาวเทียมสำรวจโลกและโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีอวกาศแล้ว บุคลากรไทยจะได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีในการร่วมสร้างดาวเทียมสมัยใหม่ สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ต่ำกว่า 3,000 คน ผู้ประกอบการในประเทศสามารถผลิตชิ้นส่วนหรือพัฒนาระบบย่อยเพื่อใช้งานในระบบ ดาวเทียมตาม มาตรฐานสากล ไม่น้อยกว่า 100 บริษัท ทำให้เกิดระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ และประยุกต์ใช้ประโยชน์ภูมิสารสนเทศจากภาพถ่ายดาวเทียมของหน่วยปฏิบัติตามภารกิจต่างๆ ได้อย่างประสิทธิภาพ และที่สำคัญ คือ การเป็นเจ้าของข้อมูลจากดาวเทียม ซึ่งเป็นหลักประกันได้ว่าประเทศไทย จะสามารถเข้าถึงข้อมูลในพื้นที่ที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที เพิ่มขีดความสามารถด้านอุตสาหกรรมอวกาศด้วยการเป็นเจ้าของเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน ซึ่งจะสร้างโอกาสให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นผู้นําด้านการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

รายงานพิเศษ : มช.ชูหลักสูตร ‘NSE’ ยกระดับความปลอดภัยไซเบอร์ เร่งปั้นบุคลากรทักษะสูงตอบโจทย์อุตสาหกรรมสากล

รายงานพิเศษ : มช.ชูหลักสูตร ‘NSE’ ยกระดับความปลอดภัยไซเบอร์ เร่งปั้นบุคลากรทักษะสูงตอบโจทย์อุตสาหกรรมสากล

รายงานพิเศษ : มช.ชูหลักสูตร ‘NSE’ ยกระดับความปลอดภัยไซเบอร์ เร่งปั้นบุคลากรทักษะสูงตอบโจทย์อุตสาหกรรมสากล

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ฟอร์ติเน็ต ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) เข้าร่วมเป็นพันธมิตรทางวิชาการ (Academic Partner) ภายใต้หลักสูตร Fortinet Network Security Expert (NSE) เพื่อยกระดับองค์ความรู้และทักษะด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้แก่นักศึกษาและบุคลากร

ดร.ศุภกร กังพิศดาร ผู้จัดการประจำประเทศไทย และลาว ฟอร์ติเน็ต กล่าวว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือครั้งนี้ ในฐานะพันธมิตรทางวิชาการระหว่างฟอร์ติเน็ตและมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อยกระดับองค์ความรู้และทักษะด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ รวมถึงเทคโนโลยีสารสนเทศให้แก่บุคลากรและนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพื่อให้มีทักษะตอบโจทย์กับความต้องการของอุตสาหกรรมในระดับสากล ซึ่งเป็นการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคธุรกิจในการผลิตบุคลากรคุณภาพสูงออกสู่ตลาดแรงงานทักษะด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์

ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดี มช. กล่าวว่า ความร่วมมือนี้มีเป้าหมายหลักคือการนำมาตรฐานการฝึกอบรมระดับโลกของหลักสูตร Fortinet Network Security Expert บูรณาการเข้ากับหลักสูตรของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเน้นเนื้อหาด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้และระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ทั้งในหลักสูตรของคณะวิศวกรรมศาสตร์ โดยเปิดกลุ่มวิชาเลือก Cybersecurity Engineering Track สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ขึ้นไป รวมทั้งยังได้ปรับปรุงหลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาระบบสารสนเทศและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานทักษะสูง นอกจากนี้ยังได้บูรณาการเนื้อหาด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ภายในกระบวนวิชาที่เกี่ยวข้องกับระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์เพื่อให้นักศึกษาได้รับทั้งความรู้เชิงทฤษฎีและทักษะเชิงปฏิบัติในการรับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งได้จัดหลักสูตรอบรมออนไลน์ระยะสั้นด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity Literacy) ผ่านวิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิตเพื่อขยายโอกาสการเรียนรู้ด้านนี้ให้แก่บุคคลทั่วไป

ทั้งนี้การเข้าร่วมเป็นพันธมิตรทางวิชาการกับฟอร์ติเน็ตนั้น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เชื่อว่าจะเป็นการเสริมความสามารถให้กับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ไม่เพียงแต่หลักสูตรความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แต่รวมถึงหลักสูตรอื่นที่เกี่ยวข้องให้ทันสมัยตามมาตรฐานสากล โดยจะเร่งพัฒนาศักยภาพของคณาจารย์และบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีของฟอร์ติเน็ต พร้อมทั้งมีแผนจัดตั้งห้องปฏิบัติการด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ หรือ ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ที่ใช้เทคโนโลยีจริงของภาคอุตสาหกรรมเพื่อให้นักศึกษาได้ฝึกปฏิบัติในสถานการณ์จำลองเสมือนจริงและส่งเสริมให้มีโครงงานร่วมกับภาคเอกชนและหน่วยงานอุตสาหกรรม

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ถือเป็นแหล่งผลิตบุคลากรด้านคอมพิวเตอร์ ไอทีและเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่สำคัญของประเทศ โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ผลิตผู้สำเร็จการศึกษาใน 6 หลักสูตรหลัก ได้แก่ 1.หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ 2.หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมระบบสารสนเทศและเครือข่าย (หลักสูตรนานาชาติ)    3.หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ 4.หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ 5.หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ และ 6.หลักสูตรปรัชญาดุษฏีบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ รวมทั้งสิ้น 733 คน

โดยทั้งนี้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เปิดหลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมระบบสารสนเทศและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (หลักสูตรนานาชาติ) เพื่อรองรับตลาดแรงงานทั้งในปัจจุบันและอนาคต ที่มีความสามารถ มีทักษะ ที่โดดเด่นในระดับสากล

‘กรมศิลปากร’ เตรียมพร้อมจัดสร้างพระเมรุมาศ บูรณะราชรถ ราชยาน พระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

'กรมศิลปากร' เตรียมพร้อมจัดสร้างพระเมรุมาศ บูรณะราชรถ ราชยาน พระบรมศพ'สมเด็จพระพันปีหลวง'

‘กรมศิลปากร’ เตรียมพร้อมจัดสร้างพระเมรุมาศ บูรณะราชรถ ราชยาน พระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันเสาร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.13 น.

วันที่ 25 ตุลาคม 2568  นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า กรมศิลปากรเป็นหน่วยงานหลักในเรื่องการออกแบบและการก่อสร้างพระเมรุมาศ และอาคารประกอบ ซึ่งได้มีการเตรียมความพร้อมผู้ปฏิบัติงานในการถวายความจงรักภักดีแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงอย่างสมพระเกียรติและความสง่างามเป็นไปตามโบราณราชประเพณี

นอกจากนี้ ยังจัดเตรียมการดำเนินงานบูรณะราชรถ ราชยาน เพื่อใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ส่วนงานหนังสือจดหมายเหตุจะดำเนินการจดบันทึกเหตุการณ์ตั้งแต่มีประกาศสำนักพระราชวัง เรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต ภารกิจที่ได้รับมอบหมายจะเป็นการรวมพลังและหัวใจของข้าราชการ เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรทุกฝ่าย มาร่วมกันทำงานอย่างสุดความสามารถ และให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างดีที่สุด ทั้งนี้ เป็นไปตามข้อสั่งการจากรัฐบาล

“กรมศิลปากรมีบุคลากรที่เคยถวายงานพระเมรุมาศมาหลายยุคสมัย ซึ่งแม้ว่าจะเกษียณอายุ ราชการไปแล้ว ยังเป็นที่ปรึกษาของกรมศิลปากร โดยจะทำงานร่วมกับบุคลากรของสำนักช่างสิบหมู่ สำนักสถาปัตยกรรม สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ และสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จึงมั่นใจว่า การดำเนินงานจะเป็นไปตามโบราณราชประเพณีและอนุรักษ์ศิลปกรรมไทยไว้อย่างดีที่สุด อย่างไรก็ตาม จะมีการประชุมผู้ที่เกี่ยวข้องของกรมศิลปากรในวันที่ 26 ต.ค. นี้” นายพนมบุตร กล่าว

ไทยพีบีเอสชวนคนรักหนังสารคดี ร่วมงาน ‘VIPA FILM FEST 2025’ 8 พ.ย.นี้

ไทยพีบีเอสชวนคนรักหนังสารคดี ร่วมงาน 'VIPA FILM FEST 2025' 8 พ.ย.นี้

ไทยพีบีเอสชวนคนรักหนังสารคดี ร่วมงาน ‘VIPA FILM FEST 2025’ 8 พ.ย.นี้

วันศุกร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.06 น.

ไทยพีบีเอสชวนคนรักหนังสารคดี ร่วมงาน “VIPA FILM FEST 2025” 8 พ.ย.นี้ ลุ้นผลตัดสิน Pitching ฟังเสวนาคนหลังเลนส์ ชมสารคดีพรีเมียมฟรี !

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส โดย สำนักสื่อดิจิทัล จัดกิจกรรม “VIPA FILM FEST 2025” เทศกาลภาพยนตร์สารคดีที่จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เพื่อขับเคลื่อนวงการสารคดีไทย โดยปี 2568 นี้ เปิดพื้นที่ให้เยาวชนและนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ อายุระหว่าง 18 – 25 ปี ได้แสดงศักยภาพด้านการเล่าเรื่องผ่านสื่อภาพยนตร์สารคดีที่ผลิตขึ้นใหม่กับ VIPA Pitching Project 2025 ภายใต้แนวคิด A Day in a Life – The Power of Human หนึ่งวันคนธรรมดา…ที่ไม่ธรรมดา ชิงรางวัลรวมกว่า 140,000 บาท และคว้าโอกาสในการร่วมสร้างสรรค์ผลงานสารคดีกับไทยพีบีเอส และ VIPA แพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิงสื่อสาธารณะ โดย สำนักสื่อดิจิทัล ซึ่งผลงานสารคดีของเยาวชนทั้ง 10 ทีมผ่านการคัดสรร เวิร์กชอป และขับเคี่ยวไอเดียจากคณะกรรมการมาอย่างเข้มข้น พร้อมสู่สายตาผู้ชมในงาน VIPA FILM FEST 2025 เพื่อร่วมลุ้นผลงานใดจะคว้ารางวัลไปครอง

พบกัน เสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ตั้งแต่เวลา 12.00 – 19.00 น. ณ โรงภาพยนตร์เฮาส์ สามย่าน (House Samyan) ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพฯ

ห้ามพลาด 3 ไฮไลต์ร่วมงานฟรี !

เปิดโลกสารคดีในมุมมองใหม่ที่คุณไม่เคยเห็น ร่วมด้วย Keynote Speech โดย คุณอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. และไฮไลต์กิจกรรมที่ทุกคนต้องประทับใจ

1.Talk Session & Awards Ceremony : พบกับ 2 วงเวทีทอล์กที่จะมาเผยมุมมองที่มีต่อการแวดวงสารคดีไทย กับการก้าวไปอีกขั้นของแพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมิงในไทย VIPA ที่ไม่หยุดยั้งในการพัฒนาเทคโนโลยีไปสู่สายตาชาวโลก

VIPA 2026: Empowering Thai Stories for the World โดย คุณกนกพร ประสิทธิ์ผล ผู้อำนวยการสำนักสื่อดิจิทัล ไทยพีบีเอส

Panel Discussion: The Power of Human Through the Lens of Documentary คนหลังเลนส์ สู่พลังเปลี่ยนโลกผ่านสารคดี โดย คุณวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์, คุณชนินทร์ ชมะโชติ, คุณเอกพงษ์ สราญเศรษฐ์, คุณอรากร ฤกษ์เกษม 

2.ประกาศผลรางวัล VIPA Pitching Project 2025 : ร่วมลุ้นผลการตัดสิน ผลงานใดจากทั้ง 10 ทีมจะคว้าแชมป์และมีโอกาสได้โชว์ศักยภาพร่วมงานบนเส้นทางสายอาชีพคนผลิตสารคดี พร้อมชมรอบ Premiere ของ 3 ผลงานสารคดีสั้นจากทีมผู้ชนะในปีนี้

3.ชมฟรี ! ภาพยนตร์สารคดีต่างประเทศระดับนานาชาติสุด Exclusive จาก VIPA : รอบฉาย 16.00 น. เรื่อง Black Box Diaries และ รอบฉาย 18.00 น. เรื่อง Allihopa: The Dalkurd Story

ที่นั่งจำกัด ลงทะเบียนสำรองที่นั่งได้แล้ววันนี้ ทาง http://www.VIPA.me/FilmFest2025 หรือทาง http://www.thaipbs.or.th/EventTicket

ทุกยอดวิว คือหนึ่งเสียงที่ร่วมตัดสิน Popular Views

VIPA Pitching Project 2025 เปิดพื้นที่ให้ประชาชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการตามหาหนังสารคดีสั้นที่ “ใช่” ผ่านการชม “ตัวอย่างหนังสารคดีสั้น” จากผลงานของนักสร้างสรรค์หน้าใหม่ทั้ง 10 ทีม ที่จะพาทุกคนไปสัมผัสเรื่องราวหลากหลาย ทั้งป่า ธรรมชาติ ชีวิตคนรุ่นใหม่ ไปจนถึงความเชื่อและแรงบันดาลใจจากทั่วไทย ร่วมโหวตง่าย ๆ  เพียงแค่เข้าไปรับชมตัวอย่างหนังสารคดีสั้นที่ http://www.VIPA.me/PitchingProject2025 แล้วเลือกดูเรื่องที่คุณชอบ 1 ยอดวิว = 1 เสียงโหวต ทีมใดมียอดวิวสูงสุด รับไปเลย ! รางวัล Popular Views ซึ่งจะประกาศผลในงาน VIPA Film Fest 2025 (8 พ.ย. 68) ณ House Samyan ร่วมรับชมและโหวตได้ตั้งแต่ วันนี้ – 3 พ.ย. 68 ผู้ร่วมโหวตมีสิทธิ์ลุ้นรับเสื้อ VIPA สุดพิเศษ จำนวน 10 รางวัล ประกาศรายชื่อผู้โชคดี 4 พ.ย. 68 ทาง Facebook @VIPAdotMe

“VIPA FILM FEST 2025” ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญภายใต้พันธกิจของไทยพีบีเอส ในการเป็นพื้นที่สาธารณะของทุกคน (Public Service Platform) ที่มุ่งส่งเสริมการผลิตเนื้อหาที่มีคุณภาพ หลากหลาย และมีคุณค่าทางสังคม พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ชมเห็นถึงพลังของ “เรื่องจริง” จากการถ่ายทอดมุมมอง ความคิด เรื่องราวจากสังคมรอบตัว ที่สามารถเปลี่ยนมุมมองชีวิตและขับเคลื่อนสังคมได้อย่างสร้างสรรค์ ติดตามความเคลื่อนไหวและผลงานจากทั้ง 10 ทีม ได้ทาง http://www.VIPA.me/PitchingProject2025 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมการร่วมงานได้ที่ โทร. 02-790-2389 (จันทร์ – ศุกร์ เวลา 10.00 – 17.00 น.)

VIPA ทุกความสุข… ดูฟรี ไม่มีโฆษณา

Website: http://www.VIPA.me

Mobile Application: ดาวน์โหลดฟรี  https://download.vipa.me

และ App. สำหรับ Android TV (ค้นหาคำว่า VIPA)

LINE @VIPAdotMe: https://lin.ee/hVUc5OJ

วุฒิสภาไทยโชว์วิสัยทัศน์ที่ลาว! นำเสนอ 4 กลไก ‘รัฐสภาเปิดเผยและรับผิดชอบ’

วุฒิสภาไทยโชว์วิสัยทัศน์ที่ลาว! นำเสนอ 4 กลไก ‘รัฐสภาเปิดเผยและรับผิดชอบ’

วุฒิสภาไทยโชว์วิสัยทัศน์ที่ลาว! นำเสนอ 4 กลไก ‘รัฐสภาเปิดเผยและรับผิดชอบ’

วันศุกร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.16 น.

วุฒิสภาไทยโชว์วิสัยทัศน์ที่ลาว! นำเสนอ 4 กลไก ‘รัฐสภาเปิดเผยและรับผิดชอบ’ พร้อมชูแอปฯ ‘จันทรา’ รับเรื่องร้องเรียน และ Hackathon AI รับใช้ประชาชน

วันที่ 24 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วุฒิสภาไทยได้ส่งตัวแทนเข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการระดับภูมิภาค เรื่อง ‘Open and Responsive Parliament: Parliamentary Experiences’ ณ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม ที่ผ่านมา เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติในการสร้างรัฐสภาที่โปร่งใสและเปิดรับการมีส่วนร่วมของประชาชน

การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างสภาแห่งชาติ สปป.ลาว, Assemblée Parlementaire de la Francophonie (APF) และศูนย์ฝึกอบรมรัฐสภาแห่งเอเชีย (PCAsia) โดยมี นายชิบ จิตนิยม สมาชิกวุฒิสภาและรองประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ และ นาย นรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ เป็นตัวแทนจากวุฒิสภาไทย

นายชิบ จิตนิยม ได้นำเสนอแนวทางการดำเนินงานของวุฒิสภาไทยภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ที่มุ่งเน้นการเป็น ‘รัฐสภาที่เปิดเผยและรับผิดชอบต่อสังคม’ ผ่านกลไกสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ 1.การประชุมเปิดเผยต่อสาธารณะ โดยประชาชนสามารถเข้าฟังหรือรับชมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น YouTube, Facebook และวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา 2.การรับฟังความคิดเห็นก่อนการตรากฎหมายต้องเปิดรับฟังและวิเคราะห์ผลกระทบจากประชาชนทุกภาคส่วน 3.สิทธิการเสนอกฎหมายของประชาชน โดยกำหนดจำนวนผู้มีสิทธิเสนอร่างกฎหมาย (10,000 คน) และแก้ไขรัฐธรรมนูญ (50,000 คน) และ 4.ความโปร่งใสผ่านการเปิดเผยข้อมูล (Open Data) โดยเผยแพร่ข้อมูลการประชุม ผลการดำเนินงาน และงบประมาณ รวมถึงมีแอปพลิเคชัน ‘จันทรา’ สำหรับรับเรื่องร้องเรียนและข้อเสนอแนะจากประชาชน

นายชิบ กล่าวเพิ่มเติมว่า วุฒิสภาไทยยังดำเนินโครงการเชิงรุกเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการ สมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน, โครงการเสริมสร้างผู้นำนักประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม และการจัด OPEN Parliament Hackathon 2024 ซึ่งเป็นการเปิดข้อมูลรัฐสภาให้ประชาชนและเยาวชนร่วมออกแบบระบบโปร่งใสด้วยเทคโนโลยี AI, Big Data และ Machine Learning

‘สมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบันของไทย มาจากการเลือกกันเองของ 20 กลุ่มอาชีพ ซึ่งสะท้อนหลักการการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง…วุฒิสภาไทยมุ่งมั่นทำงานด้วยความโปร่งใส เปิดเผย และตอบสนองต่อประชาชนในทุกมิติ เพื่อให้รัฐสภาเป็นสถาบันที่ประชาชนเชื่อมั่น’ นายชิบ กล่าวทิ้งท้าย

////-026

เปิดมุมมอง รมว.ศึกษาฯ‘ศ.ดร.นฤมล’เมื่อ ศธ. มีนโยบาย ภาคเอกชนมีนวัตกรรม ซีพีเดินหน้าร่วมพัฒนาการศึกษา ส่งเยาวชนไทยร่วมประชุม‘สุดยอดผู้นำเยาวชนโลก 2025’

เปิดมุมมอง รมว.ศึกษาฯ‘ศ.ดร.นฤมล’เมื่อ ศธ. มีนโยบาย ภาคเอกชนมีนวัตกรรม  ซีพีเดินหน้าร่วมพัฒนาการศึกษา ส่งเยาวชนไทยร่วมประชุม‘สุดยอดผู้นำเยาวชนโลก 2025’

เปิดมุมมอง รมว.ศึกษาฯ‘ศ.ดร.นฤมล’เมื่อ ศธ. มีนโยบาย ภาคเอกชนมีนวัตกรรม ซีพีเดินหน้าร่วมพัฒนาการศึกษา ส่งเยาวชนไทยร่วมประชุม‘สุดยอดผู้นำเยาวชนโลก 2025’

วันศุกร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

ปัจจุบันถึงแม้ว่า “การศึกษาไทย” จะก้าวหน้าขึ้นมาก แต่ยังคงเผชิญปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะเรื่องของ “คุณภาพการศึกษาต่ำ” และ “ความเหลื่อมล้ำ”ยิ่งไปกว่านั้นปัญหา “เด็กหลุดจากระบบ” เพิ่มขึ้นทุกปีเนื่องจากครอบครัวยากจน ซึ่งรัฐบาลก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ จัดทำนโยบายเพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างเร่งด่วนเป็นอันดับต้นๆ ซึ่งในยุครัฐบาลของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ส่งนักวิชาการ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หรือ “อาจารย์แหม่ม” มานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นับว่าเป็นความหวังของระบบการศึกษาไทยที่จะได้รับการแก้ไขอย่างตรงจุด

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เผยมุมมอง “อนาคตการศึกษาของไทย” ว่าการศึกษาควรปราศจากการเมือง เพราะเรื่องของเด็กและเยาวชนถือเป็นเรื่องใหญ่ที่พวกเขาจะต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่ช่วยพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต และในฐานะรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาฯจะต้องรับฟังปัญหาจากทุกฝ่าย เพื่อนำเสียงสะท้อนจากครู ผู้ปกครอง
มาสอดรับกับความเห็นของ ศธ. เพื่อแก้ไขไปด้วยกัน

“ครูเปรียบเสมือนพ่อแม่คนที่สองของเด็กๆ ถ้าครูมีปัญหาแล้วจะดูแลนักเรียนเต็มที่ได้อย่างไร” ความห่วงใยจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ถึงคุณครูทั้งประเทศ ที่ต้องการผลักดัน “สวัสดิการครู”เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ครูทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแก้ปัญหาหนี้ครู, บ้านพักครู รวมถึงวิทยฐานะ เพราะเกี่ยวกับรายได้ของครูด้วย เพราะถ้าครูได้รับการดูแลที่ดี ก็จะมีความกังวลน้อยลงและดูแลเด็กๆ ได้เต็มที่

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบัน ศธ. ได้จัดหลักสูตรอบรมพัฒนาศักยภาพครู โดยครูต้องปรับการเรียนการสอนให้ทันต่อสถานการณ์ โดยบทบาทหน้าที่ครูไม่ใช่แค่เรื่องวิชาการเท่านั้น แต่ต้องบ่มเพาะกล่อมเกลาจิตใจเด็กและใส่ใจเด็กในด้านอื่นๆ ด้วย เพราะเด็กๆ สามารถเรียนรู้และหาคำตอบได้เองจากสื่อออนไลน์ถ้าเทียบกับสมัยก่อนแล้วถือว่าพัฒนามาไกลมาก

แต่อย่างไรก็ตาม อนาคตการศึกษาจะเป็นอย่างไรนั้น ไม่ได้อยู่ที่ กระทรวงศึกษาธิการอย่างเดียว แต่อยู่ที่คนไทยทุกคน และทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ในการเข้ามามีส่วนร่วมพัฒนาการศึกษาไปด้วยกัน โดยกระทรวงศึกษาธิการมีนโยบาย ส่วนภาคเอกชนมีนวัตกรรม ถ้าร่วมมือกันก็จะพัฒนาการศึกษาไทยไปแบบก้าวกระโดด เพราะจะลดช่องว่างการเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้มาก อย่างเวที One Young World Summit 2025 ที่ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (ซีพี) สนับสนุนคนรุ่นใหม่ ส่งตัวแทนไปเวทีนานาชาติ นั่นเป็นตัวชี้แล้วว่า “เด็กไทย..ไม่แพ้ชาติใดในโลก” เพียงแต่ขอแค่มีโอกาสให้เขาได้โชว์ฝีมือ และเวทีดังกล่าวเป็นเวทีระดับนานาชาติที่รวมสุดยอดผู้นำเยาวชนโลก มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง และหนึ่งในนั้นคือเรื่องของการศึกษาไทยคาดว่าเด็กรุ่นใหม่ที่ถูกคัดเลือกไปร่วมเวทีฯ เมื่อกลับมาแล้วจะสามารถพัฒนาการศึกษาไทยให้ก้าวหน้าไปอีกระดับได้อย่างแน่นอน

“เด็กสมัยนี้เก่งกว่าเด็กสมัยก่อนเยอะ เพราะมีโอกาสมากกว่า โรงเรียนมีคุณภาพมากขึ้น แต่โรงเรียนขนาดเล็กที่ได้รับการจัดสรรแบบรายหัวทำให้ทรัพยากรน้อยจึงเกิดความเหลื่อมล้ำ เราจึงต้องแก้ไขเรื่องนี้เป็นอันดับต้นๆ ดังนั้น อนาคตการศึกษาจะเป็นอย่างไรนั้น ไม่ได้อยู่ที่ ศธ. อย่างเดียว แต่อยู่ที่คนไทยทุกคนหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษา และเข้ามามีส่วนร่วม เช่น เรียนฟรีแล้วมันไม่ฟรีจริงเพราะอะไร ถ้าเข้ามาดูจริงๆ โรงเรียนก็ต้องลงทุน และใช้ช่องว่างที่มี เพื่อจะหารายได้ เพื่อที่จะนำมาบริหารให้คุณภาพการเรียนการสอนดีขึ้น เพราะเงินรายหัวที่โรงเรียนได้ไป ก็อาจจะทำอะไรไม่ได้มากกว่านั้น ไม่เช่นนั้นโรงเรียนก็ไม่ได้รับการพัฒนาคุณภาพ จึงนำไปสู่สิ่งที่โรงเรียนจำเป็น ถ้าผู้ปกครองมีศักยภาพ โรงเรียนก็อาจจะเก็บบางส่วนเพื่อช่วยเติมเต็มให้เกิดการพัฒนา” รมว.ศธ. ระบุ

และในเร็วๆ นี้ ที่เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนีจะมีการจัดประชุมสุดยอดผู้นำเยาวชนโลก “One Young World Summit 2025” โดยเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) และบริษัทในเครือ ได้ส่ง 20 พนักงานรุ่นใหม่ เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ด้วย ซึ่ง 1 ในตัวแทนคนรุ่นใหม่ได้มีการเตรียมนำเรื่อง “การศึกษาเพื่อความเสมอภาค (Education)” เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและร่วมกันหาทางออกบนเวทีนานาชาติครั้งนี้อีกด้วย

แพรวา อัครภูษิต Senior Associate, True Next Gen เปิดเผยว่า ในฐานะตัวแทนเยาวชนจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่เข้าร่วม “One Young World Summit 2025” ได้เตรียมข้อมูลและมุมมองในหัวข้อ “การเข้าถึงการศึกษาและทักษะการเรียนรู้ของเยาวชนไทย” เพราะเชื่อว่าการเรียนรู้ที่เท่าเทียมไม่ใช่แค่เรื่องของโรงเรียน แต่คือ “สิทธิพื้นฐานในการมีอนาคต” โดยตนเองได้มีการศึกษาเรื่องราวจากพื้นที่จริง ทั้งในโรงเรียนชนบทที่ขาดสื่อการสอนทักษะที่จำเป็น ไปจนถึงชุมชนที่ต้องพึ่งการเรียนรู้จากอาสาสมัคร เพื่อเข้าใจปัญหาเชิงโครงสร้างและความไม่เท่าเทียมทางการศึกษา พร้อมรวบรวมแนวทางจากโครงการในเครือฯ ไม่ว่าจะเป็น True Digital Academy ทรูปลูกปัญญา และ CONNEXT ED ที่เป็นตัวอย่างของการสร้างระบบการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Hybrid Learning) ให้เยาวชนทั่วประเทศสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ได้ทั้งรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือเปิดโอกาส ไม่ใช่สิ่งที่เพิ่มช่องว่าง ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของเครือฯ ที่ได้ช่วยให้ประชาชนกว่า 33 ล้านคนเข้าถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต และกำลังเดินหน้าสู่50 ล้านคน ภายในปี 2573

“ที่เลือกประเด็นการเข้าถึงการศึกษา เพราะมันไม่ใช่เพียงปัญหาด้านทรัพยากร แต่คือเรื่องของ ความหวังและโอกาสในการเปลี่ยนชีวิต เด็กไทยจำนวนมากไม่ได้ขาดศักยภาพ แต่ขาด “ทางเดิน” ที่จะเดินไปสู่โอกาสนั้น หากเราสามารถสร้างระบบการเรียนรู้ที่เปิดกว้างทั้งออนไลน์และออฟไลน์ให้กับทุกคนได้จริง ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ในเมืองหรือในหมู่บ้านห่างไกล เราจะได้เห็นประเทศที่เต็มไปด้วยคนรุ่นใหม่ที่“มีทางเลือกในชีวิตมากขึ้น” และพร้อมเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจในอนาคต เพราะเชื่อว่า “การศึกษาที่ดีไม่ใช่สิ่งที่สอนให้เด็กจำเก่งขึ้น แต่สอนให้เขามีทางเลือกมากขึ้น” และนั่นคือการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนที่สุดที่เราทำได้ในฐานะคนรุ่นใหม่” แพรวา กล่าว

สำหรับการได้เป็นตัวแทนประเทศไทยและเครือเจริญโภคภัณฑ์ในเวทีระดับโลก แพรวา กล่าวว่า คือเกียรติที่มาพร้อมความรับผิดชอบ ดังนั้น จึงตั้งใจจะนำแรงบันดาลใจและแนวทางจากการแลกเปลี่ยนครั้งนี้กลับมาต่อยอดในโครงการจริง และใช้โอกาสนี้สร้าง “สะพานความร่วมมือ” ระหว่างภาคเอกชน ภาครัฐและเยาวชน เพื่อให้เกิดโครงการที่ต่อยอดได้จริง เช่นแนวคิด “Digital Learning Hub” ที่จะเป็นพื้นที่กลางสำหรับเยาวชนไทยในการเรียนรู้ทักษะดิจิทัลจากผู้เชี่ยวชาญจริง เชื่อมต่อกับ Mentor จากภาครัฐและเอกชน และเปิดโอกาสให้เข้าถึงการฝึกงานในเครือฯ หรือหน่วยงานพันธมิตร เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ตลาดแรงงานในอนาคต สิ่งนี้ไม่เพียงช่วยพัฒนาเยาวชน แต่ยังเป็นการเชื่อมต่อระบบ “การเรียนรู้-การทำงาน-การเติบโต” เข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม เพราะสิ่งที่ประเทศเราขาดไม่ใช่คนเก่ง แต่คือ “คนที่มีโอกาสได้เก่ง”

“ปัจจุบันถึงแม้ว่า “การศึกษาไทย” จะก้าวหน้าขึ้นมาก แต่ยังคงเผชิญปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะเรื่องของ “คุณภาพการศึกษาต่ำ” และ “ความเหลื่อมล้ำ”ยิ่งไปกว่านั้นปัญหา “เด็กหลุดจากระบบ” เพิ่มขึ้นทุกปี เนื่องจากครอบครัวยากจน ซึ่งรัฐบาลก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ จัดทำนโยบายเพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างเร่งด่วนเป็นอันดับต้นๆ ซึ่งในยุครัฐบาลของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ส่งนักวิชาการ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หรือ “อาจารย์แหม่ม” มานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นับว่าเป็นความหวังของระบบการศึกษาไทยที่จะได้รับการแก้ไขอย่างตรงจุด”

“จุดแข็งของเราคือการเชื่อมโยง “ความคิดเชิงกลยุทธ์” เข้ากับ “ความเข้าใจมนุษย์” จากประสบการณ์ทำงานในหลายบริบท ทั้งสายธุรกิจ การตลาดดิจิทัลและโครงการเพื่อสังคม แฟร์เวย์เคยฝึกงานในสตาร์ทอัพ EdTech ที่สิงคโปร์ และเป็นอาสาสมัครใน NGO ที่นำอาสาสมัครต่างชาติเข้าไปสอนเด็กในชนบท ซึ่งทำให้ได้เห็นทั้งมุมของเทคโนโลยีและความจริงของพื้นที่หน้างานทำให้เข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงเริ่มจาก “การฟัง”เข้าใจ และออกแบบการเรียนรู้ให้เหมาะกับบริบทของแต่ละพื้นที่ เพราะความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดจากแนวคิดใหญ่ แต่เกิดจากการทำที่ถูกจุดและต่อเนื่อง “ไม่มองปัญหาแค่จากตัวเลข แต่มองจากชีวิตของคนที่อยู่ข้างในมัน” แพรวา อัครภูษิต กล่าว

ทั้งนี้ Senior Associate, True Next Gen ยังกล่าวอีกว่า ระบบการศึกษาไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ตนเองเห็นความพยายามของภาครัฐในการ ผลักดันนโยบายการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) และการส่งเสริม ทักษะดิจิทัลในโรงเรียน ผ่านโครงการต่างๆ ที่ช่วยเปิดโลกการเรียนรู้ให้กว้างขึ้น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างคนรุ่นใหม่ที่พร้อมกับโลกอนาคต

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อมีการร่วมมือระหว่างภาครัฐภาคเอกชน และภาคชุมชน เพราะแต่ละภาคส่วนต่างมีจุดแข็งเฉพาะที่สามารถเกื้อหนุนกันได้ โดยที่ภาครัฐมีนโยบายและโครงสร้างระดับชาติ ภาคเอกชนมีนวัตกรรม เทคโนโลยี และระบบการจัดการที่คล่องตัวส่วนภาคชุมชนเข้าใจปัญหาและบริบทของพื้นที่จริง หากเราสามารถผสานพลังกันในแนวทาง “Education Partnership for the Future” จะทำให้ประเทศไทยสร้างระบบการเรียนรู้ที่เปิดกว้าง เท่าเทียม และยั่งยืนได้จริง อีกทั้ง ระบบที่ไม่เพียงผลิต “คนเก่ง” แต่หล่อหลอม “คนดีที่เข้าใจบทบาทของตนเองต่อโลก” ตามแนวคิด Sustainable Intelligence (SI Model) ที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ยึดเป็นหลักในการพัฒนาคน

“เพราะการศึกษาไม่ควรเป็นภาระของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นภารกิจร่วมของทั้งประเทศ เพื่อสร้างอนาคตที่ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ซึ่งเชื่อว่าพลังของคนรุ่นใหม่จะมีความหมายมากขึ้น เมื่อได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนในการสร้างระบบการเรียนรู้ที่เท่าเทียมและยั่งยืน เพราะการศึกษาไม่ได้เปลี่ยนเพียงชีวิตของคนคนหนึ่ง แต่เปลี่ยนอนาคตของประเทศได้ และนี่คือเหตุผลที่ดิฉันอยากเป็นหนึ่งในพลังเล็กๆ ที่ช่วยให้ประเทศไทยก้าวสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ที่เปิดกว้าง เท่าทันโลก และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” แพรวา อัครภูษิต Senior Associate, True Next Gen กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับการประชุมสุดยอดผู้นำเยาวชนโลก One Young World Summit 2025 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17–20 พฤศจิกายน 2568 นี้ ณ เมืองมิวนิก เยอรมนี ร่วมกับเยาวชนกว่า 190 ประเทศ ภายใต้แนวคิด “Brave the Future, For a Better Tomorrow – กล้าก้าวสู่อนาคต เพื่อวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า” เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและร่วมกันหาทางออก ทั้งนี้ ในที่ประชุมไม่ได้มีเพียงเรื่องการศึกษาเท่านั้น ยังมีวาระสำคัญอื่นๆ อีกด้วย อาทิ เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy), การต่อต้านความเกลียดชังและการแบ่งแยก (Anti-Hate), การพัฒนาและใช้เทคโนโลยีอย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible Tech) และ สันติภาพและความมั่นคงของโลก (Peace & Security) เป็นต้น

​มวล. จับมือ 71 โรงเรียน สร้างครูคุณภาพสูง สู่มาตรฐานสากล

​มวล. จับมือ 71 โรงเรียน สร้างครูคุณภาพสูง สู่มาตรฐานสากล

​มวล. จับมือ 71 โรงเรียน สร้างครูคุณภาพสูง สู่มาตรฐานสากล

วันพฤหัสบดี ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.)  และ ดร.สุภาพ เต็มรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช (สพม.นศ.) ดร.ภาวินทร์ ณ พัทลุง รองนายกเทศมนตรีนครนครศรีธรรมราช นายณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่และผู้อำนวยการโรงเรียน จำนวน 71 แห่งในสังกัดสพม.นศ. ร่วมกันลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการด้านการศึกษา เพื่อร่วมกันพัฒนาทางวิชาการ การวิจัย การจัดการเรียนการสอน และการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมร่วมกัน ตลอดจนสนับสนุนนักศึกษาทั้งระดับปริญญาตรี โทและเอก ในการฝึกปฏิบัติวิชาชีพและฝึกปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา โดยมีผู้บริหาร คณาจารย์ นักศึกษา และแขกผู้มีเกียรติร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุมศรีธรรมราช อาคารปฏิบัติการสถาปัตยกรรมและการออกแบบ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดี มวล. กล่าวว่า สำนักวิชาศึกษาศาสตร์ เป็นสำนักวิชาใหม่ล่าสุดของ มวล. ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมและพัฒนานักศึกษาครุศาสตร์ที่มีความรู้ ความสามารถและทักษะระดับสากล สู่การเป็นบุคลากรทางการศึกษาที่มีคุณภาพสูงให้แก่ประเทศ  โดยปัจจุบันเปิดการเรียนการสอน ใน 10 วิชาเอก ปัจจุบันมีนักศึกษาคุณภาพสนใจมาเรียนในหลักสูตรนี้เป็นจำนวนมากและมั่นใจว่าหลักสูตรดังกล่าวจะเป็นหลักสูตรที่มีคุณภาพตามมาตรฐานของมหาวิทยาลัย

“ขอให้มั่นใจว่า ม.วลัยลักษณ์ เป็นมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่มีความครบถ้วนสมบูรณ์ในทุกมิติ มีคนเก่งมาเป็นอาจารย์สอนนักศึกษา มีคนเก่งมาสมัครเรียนกับเราในทุกสาขาวิชา และเราเป็นมหาวิทยาลัยอันดับต้น ๆ ของประเทศ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัยและครอบคลุมทั้งด้านการเรียนการสอนและการใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย” ศ.ดร.สมบัติ กล่าว

ด้าน ศ.ดร.นรินทร์ สังข์รักษา คณบดีสำนักวิชาศึกษาศาสตร์ มวล. กล่าวว่า สำนักวิชาศึกษาศาสตร์ มวล. เปิดการเรียนการสอนมาแล้ว 3 ปี มี 10 วิชาเอก ได้แก่ วิชาเอกภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคมศึกษา พลศึกษา นาฏศิลป์ การศึกษาปฐมวัย คณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์ศึกษาและเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์-ชีววิทยา และวิทยาศาสตร์ทั่วไป โดยในปีการศึกษานี้จะเปิดหลักสูตรใหม่ ได้แก่ หลักสูตรปฐมวัย หลักสูตรการบริหารการศึกษาและหลักสูตรนวัตกรรมและการสอนอีกด้วย

อย่างไรก็ตามในปีที่ผ่านมา สำนักวิชาศึกษาศาสตร์ได้รับความสนใจจากนักเรียนจากโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศมาสมัครเข้ามาเป็นจำนวนมาก และเป็นนักเรียนเรียนดี เกรดเฉลี่ยรวม 3.33 และการรับสมัคร TCAS1 ในปีนี้มีผู้สนใจเข้ามาสมัคร กว่า 4,000 คน ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในคุณภาพของหลักสูตร

“การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ นอกจากการส่งนักศึกษาไปฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูกับโรงเรียนและหน่วยงานต่าง ๆ แล้ว สำนักวิชายังมีการส่งนักศึกษาไปต่างประเทศ เช่น ประเทศอินโดนีเซีย และมีโครงการผลิตครูพรีเมียม เน้นทักษะภาษาอังกฤษ และการเป็นครูที่ได้การรับรองความเป็นมืออาชีพตามกรอบมาตรฐานวิชาชีพด้านการเรียนการสอนของประเทศอังกฤษ (UKPSF) และทักษะในการสร้างนวัตกรรม เน้นคุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณความเป็นครูอย่างแท้จริง” ศ.ดร. นรินทร์ กล่าว

​อว.เดินหน้าจัดตั้ง ‘KOSEN Education Center’ เสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมไทย-ญี่ปุ่น

​อว.เดินหน้าจัดตั้ง ‘KOSEN Education Center’ เสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมไทย-ญี่ปุ่น

​อว.เดินหน้าจัดตั้ง ‘KOSEN Education Center’ เสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมไทย-ญี่ปุ่น

วันพฤหัสบดี ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย น.ส.พิมพ์พร ชีวานันท์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. น.ส.วราภรณ์ รุ่งตระการ รองปลัดกระทรวง อว. ให้การต้อนรับและหารือร่วมกับ Mr.TANAKA Akihiko ประธานองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (Japan International Cooperation Agency: JICA) โฮตากะ มาชาโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย และคณะ ในโอกาสเยือนประเทศไทย ณ ห้องประชุม 3B อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวง อว. (โยธี)

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.อว. กล่าวว่า ประเทศไทยและญี่ปุ่นมีการดำเนินความร่วมมือทางวิชาการมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในปี พ.ศ.2570 ที่จะครบรอบ 140 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและญี่ปุ่นซึ่งจะเป็นโอกาสอันดีที่จะได้กระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและญี่ปุ่นให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ในฐานะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมรอบด้าน ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลญี่ปุ่น JICA และสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นได้ส่งเสริมและสนับสนุนความร่วมมือกับประเทศไทยมาโตยตลอด โดยเฉพาะความร่วมมือในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี ภายใต้โครงการจัดตั้งสถาบันโคเซ็นในประเทศไทย ทั้งสถาบันโคเซ็นแห่งสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และสถาบันโคเซ็นแห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ที่มุ่งจัดการศึกษาเชิงปฏิบัติการเพื่อผลิตกำลังคนด้านวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งนักศึกษาโคเซ็นสองรุ่นที่สำเร็จการศึกษาไปแล้ว ได้เข้าทำงานในภาคอุตสาหกรรมและได้รับทุนศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าระบบการศึกษาแบบโคเซ็นได้ช่วยผลิตกำลังคนที่มีคุณภาพให้แก่ประเทศไทย

โครงการนี้ควรจะขยายผลไปยังสถาบันอุดมศึกษาอื่นๆ และจัดตั้ง KOSEN Education Center (KEC) เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ในการขยายการศึกษาแบบโคเช็นออกไปอย่างกว้างขวาง รวมถึงการพัฒนาหลักสูตรเพื่อผลิตกำลังคนสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมเซมิคอนตักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง (Semi-conductor & Advanced Electronics) อีกโครงการหนึ่งคือ AUN/SEED-Net ที่รัฐบาลญี่ปุ่นและ JICA ได้มุ่งมั่นให้การสนับสนุนโครงการอย่างต่อเนื่องมากว่า 20 ปี ซึ่งช่วยสร้างบุคลากรด้านวิศวกรรมศาสตร์ของไทยให้มีศักยภาพ และยังช่วยสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านวิศวกรรมศาสตร์ระหว่างสถาบันอุดมศึกษาของไทยแลยและประเทศสมาชิกอาเซียน กับสถาบันอุดมศึกษาของญี่ปุ่นอีกด้วย นอกจากนี้ยังมี โครงการสร้างเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอน ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor of Innovation – EEC) ซึ่งน่ายินดีที่รัฐบาลญี่ปุ่นและ JICA จะช่วยสนับสนุนและให้ความร่วมมือในโครงการนี้เพื่อพัฒนาการวิจัย และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีขั้นสูงของไทย ขณะนี้ฝ่ายไทยอยู่ระหว่างเตรียมเสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา และทาง อว. จะได้แจ้งความคืบหน้าให้ทาง JICA และสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นทราบต่อไป

ด้าน น.ส.วราภรณ์ รุ่งตระการ รองปลัดกระทรวง อว. กล่าวว่า การจัดตั้ง KOSEN Education Center (KEC) ซึ่งเป็นส่วนต่อขยายของโครงการจัดตั้งสถาบันไทยโคเซ็น มีจุดประสงค์เพื่อให้สามารถผลิตกําลังคนที่มีปริมาณสอดคล้องกับความต้องการภาคอุตสาหกรรม และรักษาคุณภาพมาตรฐานในการผลิตกําลังคน โดยต่อยอดการจัดการศึกษาเฉพาะทางร่วมกับภาคอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการในประเทศไทยและภูมิภาค ทั้งในรูปแบบของการเป็นศูนย์อบรมบุคลากรทางการศึกษา ศูนย์อบรมบุคลากรในภาคอุตสาหกรรม ศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อภาคอุตสาหกรรมและภาคการศึกษา และศูนย์ที่รับผิดชอบการพัฒนาหลักสูตรและการจัดตั้งสถาบันการศึกษา/ห้องเรียนที่ใช้การศึกษาที่ร่วมกับภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงการสร้างเครือข่ายเพื่อเป็นช่องทางในการถ่ายทอด องค์ความรู้อย่างทั่วถึงในประเทศไทยและพัฒนาสู่ภูมิภาคอาเซียน โดยการจัดตั้ง KEC เป็นวัตถุประสงค์หลักในการดำเนินโครงการระยะที่ 2 ซึ่งในปัจจุบันนี้สำนักงานปลัดกระทรวง อว. ได้เร่งประเมินผลการดําเนินงานโครงการระยะที่ 1 และศึกษาความเหมาะสมในการดําเนินงานและความสอดคล้องต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรม โดยจะนําเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อเห็นชอบการขยายโครงการและขอเสนอรับการสนับสนุนโครงการด้านความร่วมมือกับรัฐบาลญี่ปุ่นต่อไป