คุรุสภา จัดอบรมมาตรฐานความรู้วิชาชีพครูภาคภาษาจีน เปิดรับรุ่นแรกภายใน 27 มี.ค.

คุรุสภา จัดอบรมมาตรฐานความรู้วิชาชีพครูภาคภาษาจีน เปิดรับรุ่นแรกภายใน 27 มี.ค.

คุรุสภา จัดอบรมมาตรฐานความรู้วิชาชีพครูภาคภาษาจีน เปิดรับรุ่นแรกภายใน 27 มี.ค.

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.47 น.

ครูจีนเฮ! คุรุสภาจับมือสมาคมครูจีน จัดอบรมมาตรฐานความรู้วิชาชีพครู ภาคภาษาจีน เปิดรับสมัครรุ่นแรก ภายใน 27 มี.ค. และรุ่นต่อไปภายในเดือน เม.ย.69
 
ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตนได้มอบหมายให้ ผศ.ดร.พลรพี ทุมมาพันธ์ รองเลขาธิการคุรุสภา เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการในการดำเนินงานอบรมหลักสูตรมาตรฐานความรู้วิชาชีพครูภาคภาษาจีนกับสมาคมครูจีน (ประเทศไทย) โดยมีดร.วรรณา ลอลือเลิศ นายกสมาคมครูจีน (ประเทศไทย) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สมาคมครูจีน (ประเทศไทย) และคณะผู้บริหารและพนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาสภา เข้าร่วมในพิธี โดยสำนักงานเลขาธิการคุรุสภากับสมาคมครูจีน (ประเทศไทย)ได้กำหนดระยะเวลาความร่วมมือเป็นเวลา 3 ปี ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 – มีนาคม 2572 โดยคุรุสภาจะสนับสนุนบทเรียนและสื่อประกอบที่เกี่ยวข้องในหลักสูตรอบรมมาตรฐานความรู้วิชาชีพครู จำนวน 7 หน่วยการเรียนรู้ และสนับสนุนแพลตฟอร์มสำหรับใช้ในการจัดอบรมหลักสูตรอบรมมาตรฐานความรู้วิชาชีพครู จำนวน 7 หน่วยการเรียนรู้ ภาคภาษาจีน รวมทั้งสนับสนุนและดำเนินการอบรมมาตรฐานความรู้วิชาชีพครูสำหรับครูที่ใช้ภาษาจีน ส่วนสมาคมครูจีนก็จะดำเนินการแปลบทเรียนและสื่อประกอบที่เกี่ยวข้องในหลักสูตรการอบรม และประสานงานกับหน่วยงานในประเทศจีน และสนับสนุนบุคลากรในการแปลบทเรียนและสื่อประกอบที่เกี่ยวข้อง

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวต่อว่า ความร่วมมือทางวิชาการของคุรุสภากับสมาคมครูจีน (ประเทศไทย) ในครั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันการสอนภาษาจีนในประเทศไทยมีความสำคัญขึ้นอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาการเรียนการสอนภาษาจีนจึงไม่ใช่เพียงเรื่องทักษะภาษาเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความเข้าใจอันดีในเชิงวัฒนธรรมระหว่างกัน ประเทศไทย จึงมีความต้องการครูผู้สอนภาษาจีนที่มีคุณภาพและมาตรฐานวิชาชีพสูง การร่วมมือกับสมาคมครูจีนถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยลดอุปสรรคด้านภาษา การแปลบทเรียนและสื่อประกอบ รวมถึงการประสานงานกับหน่วยงานในสาธารณรัฐประชาชนจีนและจะช่วยให้ครูจีนที่ปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทยสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ด้านวิชาชีพครูตามบริบทของสังคมไทยอย่างถ่องแท้

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวอีกว่า  ขณะนี้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา โดยสถาบันคุรุพัฒนากำลังเปิดรับสมัครเข้ารับการอบรมหลักสูตรมาตรฐานความรู้วิชาชีพครู (KSP 7 Module) ภาคภาษาจีน หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 “การเปลี่ยนแปลงบริบทของโลก สังคม และแนวคิดของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อพัฒนาสมรรถนะด้านความรู้วิชาชีพของครูให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ รับสมัครตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 27 มีนาคม 2569 ซึ่งรุ่นที่ 001 ภาคภาษาจีน จะอบรมระหว่างเดือนมีนาคม – กรกฎาคม 2569 โดยผู้ที่จะเข้าอบรมต้องเป็นผู้ได้รับหนังสือยกเว้นไม่ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพควบคุมเป็นการชั่วคราวที่ยังไม่หมดอายุ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ นอกจากนี้คุรุสภายังได้เตรียมการเปิดการอบรมหลักสูตรมาตรฐานความรู้วิชาชีพครู (KSP 7 Module) ภาคภาษาจีน ในหน่วยการเรียนรู้ ที่ 2 – 7 ครบทั้ง 7 หน่วยการเรียนรู้ โดยจะเปิดรับลงทะเบียนในเดือนเมษายน 2569 และกำหนดเปิดอบรมในเดือนพฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตามขอเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมอบรม เข้าดูขั้นตอนการสมัครและตรวจสอบสิทธิได้ที่ https://www.ksp.or.th/service/license_search.php แล้วสมัครเข้าใช้งานผ่านคุรุแพลตฟอร์ม https://khuruplatform.ksp.or.th/_/login จากนั้นกดเลือกที่ “หลักสูตร 7Module” เลือกคอร์สอบรมภาคภาษาจีน และกดสมัครคอร์สภาษาจีนเพื่อชำระเงิน โดยสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ https://sites.google.com/kurupatana.ac.th/ksptpdi-7-module/ชาวไทย และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่อีเมล: info@kurupatana.ac.th

ในหลวง โปรดเกล้าฯให้ราชเลขานุการในพระองค์ฯ เป็นประธานเปิดร้านโกลเด้น คอฟฟี่

ในหลวง โปรดเกล้าฯให้ราชเลขานุการในพระองค์ฯ เป็นประธานเปิดร้านโกลเด้น คอฟฟี่

ในหลวง โปรดเกล้าฯให้ราชเลขานุการในพระองค์ฯ เป็นประธานเปิดร้านโกลเด้น คอฟฟี่

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.34 น.

“ในหลวง” โปรดเกล้าฯให้ราชเลขานุการในพระองค์ ฯ เป็นประธานเปิดร้านโกลเด้น คอฟฟี่ สาขาอาคารเมืองไทย-ภัทร คอมเพล็กซ์

23 มีนาคม 2569 เวลา 09.55 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นประธานเปิดร้านโกลเด้น คอฟฟี่ สาขาอาคารเมืองไทย-ภัทร คอมเพล็กซ์ ภายใต้แบรนด์โกลเด้น เพลซ ซึ่งดำเนินงาน

โดย บริษัท สุวรรณชาด จำกัด ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยเริ่มทดลองเปิดให้บริการมาตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ให้บริการกาแฟและเครื่องดื่มประเภทต่างๆที่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และมีความโดดเด่นของโกลเด้น คอฟฟี่ คือ เมล็ดกาแฟสายพันธุ์อาราบิก้า ที่ผ่านกรรมวิธีการผลิตแบบเปียก และผ่านการคั่วอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ได้กลิ่นที่หอมละมุน คงรสชาติความเป็นกรดคล้ายผลไม้อย่างชัดเจน และมีการพัฒนาคิดค้นเมนูใหม่ๆ

โดยผสมผสานกับวัตถุดิบท้องถิ่นในแต่ละสาขาอย่างมีเอกลักษณ์ ด้วยส่วนผสมหลักจากโครงการหลวง อาทิ เมล็ดกาแฟ  น้ำผลไม้เข้มข้น และน้ำผึ้งจากดอยคำ รวมทั้งยังจำหน่ายสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือ OTOP จากกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรต่าง ๆ  ผลิตภัณฑ์จากโครงการหลวง ขนมไทยโบราณ และอาหารพร้อมทาน 

ร้านโกลเด้น เพลซ เป็นร้านค้าที่บริหารงานโดยบริษัท สุวรรณชาด จำกัด ในพระบรมราชูปถัมภ์ ก่อตั้งโดยพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2544 ที่มีพระราชประสงค์ที่จะสร้างต้นแบบร้านค้าปลีกของคนไทย เพื่อจำหน่ายสินค้าจากโครงการส่วนพระองค์ ตลอดจนผลิตผลทางการเกษตรจากกลุ่มเกษตรกรไทย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสืบสานพระราชปณิธาน และทรงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาร้านค้า โกลเด้น เพลซ ให้ทำหน้าที่เสมือน “ตู้เย็นของประชาชน”  ปัจจุบันมีสาขาทั้งหมด 21 แห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ

สกร.เปิดตลาดนัดการเรียนรู้ สร้างอาชีพ ส่งเสริมวิถีสุขภาพที่ยั่งยืน

สกร.เปิดตลาดนัดการเรียนรู้ สร้างอาชีพ ส่งเสริมวิถีสุขภาพที่ยั่งยืน

สกร.เปิดตลาดนัดการเรียนรู้ สร้างอาชีพ ส่งเสริมวิถีสุขภาพที่ยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.23 น.

กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เชิญชวนประชาชน นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจ เข้าร่วมงาน “Learn & Earn Health Market : ตลาดนัดการเรียนรู้ คู่เกษตรธรรมชาติ” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ สร้างโอกาสต่อยอดอาชีพ และส่งเสริมวิถีสุขภาพที่ยั่งยืน ผ่านแนวคิด เรียนรู้เพื่อสร้างรายได้ (Learn & Earn)

ภายในงานพบกับกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การอบรมและสาธิตอาชีพด้านเกษตรธรรมชาติระยะสั้น , ตลาดนัดสินค้าและผลิตภัณฑ์เกษตรธรรมชาติจากเครือข่ายทั่วประเทศ , กิจกรรมศิลปวัฒนธรรม งานฝีมือ และอาหารไทย , นิทรรศการองค์ความรู้ด้านเกษตรธรรมชาติ , เวที Health & Nature Talks แลกเปลี่ยนประสบการณ์และแรงบันดาลใจจากผู้เชี่ยวชาญ โดยงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 – 29 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 – 17.00 น. (วันเสาร์) และ 09.00 – 15.00 น. (วันอาทิตย์) ณ ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ

จุฬาฯ สืบสานปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ คงสำเนียงเสียงทุ้ม นุ่มละมุน ตามแบบฉบับดั้งเดิม

จุฬาฯ สืบสานปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ คงสำเนียงเสียงทุ้ม นุ่มละมุน ตามแบบฉบับดั้งเดิม

จุฬาฯ สืบสานปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ คงสำเนียงเสียงทุ้ม นุ่มละมุน ตามแบบฉบับดั้งเดิม

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.22 น.

ดนตรีไทยเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของชาติที่ผ่านการเวลามาอย่างยาวนาน จนเกิดเป็นองค์ความรู้และสอดแทรกอยู่ในสังคมและวิถีชีวิตไทยอย่างไม่สามารถแยกออกได้ สุ้มเสียงและท่วงทำนองของดนตรีไทยแต่ละประเภทมีที่มา เอกลักษณ์ และโอกาสในการใช้งานแตกต่างกันไป ทั้งวงมโหรี วงเครื่องสาย วงปี่พาทย์ เสียงระนาดและเครื่องดนตรีหลายชิ้นในวงปี่พาทย์อาจคุ้นหูหลายคน ที่มักได้ยินในงานพิธีกรรมต่างๆ และการแสดง เช่น ละคร โขน เป็นต้น แต่เมื่อกล่าวถึง ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ หลายคนอาจจะไม่คุ้นชื่อและไม่เคยได้รับฟัง

ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์เป็นการแสดงดนตรีที่เป็นนวัตกรรมสำคัญในสมัยรัชกาลที่ 5 ผ่านการผสมผสานแนวคิดอย่างยุโรป แต่บรรเลงและขับร้องอย่างดนตรีไทยแท้ เฟื่องฟูอย่างมากในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นการแสดงดนตรีเพื่อต้อนรับอาคันตุกะที่มาเยือนราชอาณาจักรสยามในสมัยนั้น แต่การเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยและสังคมทำให้เสียงของปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์แผ่วลงจนแทบจะหายไปโดยสิ้นเชิง กระทั่งเมื่อ 40 ปีที่แล้ว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยริเริ่มโครงการดนตรีไทยปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ขึ้น ด้วยความตั้งใจที่จะฟื้นฟูและสืบสานสำเนียงเสียงทุ้มนุ่มละมุนนี้ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เพื่อให้คนในชาติได้สัมผัสและชื่นชมมรดกทางวัฒนธรรมนี้ 

วิธีการอนุรักษ์ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ที่ดีที่สุดคือการที่มหาวิทยาลัยนำเอาวิชาปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์มาบรรจุอยู่ในหลักสูตรของคณะศิลปกรรมศาสตร์เป็นรายวิชา นิสิตที่เรียนดุริยางคศิลป์ไทยทุกคนต้องเรียนและฝึกซ้อมเพื่อนำไปแสดงในวันที่ 26 มีนาคม ของทุกปี ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรรชิต จิตระทาน ผู้อำนวยการสำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาฯ กล่าว

กรรชิตย้อนความทรงจำราว 40 ปีก่อนเมื่อครั้งเป็นนิสิตรุ่นที่ 2 ของภาควิชาดุริยางคศิลป์ไทย คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ว่า ตอนนั้น นิสิตต้องเข้าค่ายปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ ผมต้องอยู่ในมหาวิทยาลัย 3 เดือน ทุกเช้าอาจารย์จะตีฆ้องโหม่งตอนตี 5 ให้ตื่นมาซ้อมเพลงและต่อเพลงจนถึง 7 โมงครึ่ง แล้วค่อยอาบน้ำแต่งตัวมาเรียนหนังสือ เย็นลงก็กลับไปซ้อมดนตรีต่อเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการแสดงที่หอประชุมจุฬาฯ

แม้ปัจจุบันจะไม่มีค่ายปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ แต่นิสิตปัจจุบันและนิสิตเก่าด้านดุริยางคศิลป์ไทยก็ยังคงฝึกฝนการบรรเลงดนตรีอย่างจริงจังเพื่อการแสดงในวันสถาปนามหาวิทยาลัยครบรอบ 109 ปี ในวันที่ 26 มีนาคม 2569 ที่จะถึงนี้ โดยจะมีนักดนตรีและผู้ขับร้องกว่า 150 ชีวิต ร่วมในรายการแสดงดนตรีไทยปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ที่หาฟังและชมได้ยากยิ่ง

ปี่พาทย์เป็นวงดนตรีไทยที่มีมาแต่โบราณ ส่วน ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ นั้น เป็นนวัตกรรมที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ราวปี พ.ศ.2441 ภายหลังการเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 1 ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในคณะผู้ติดตามการเสด็จประพาสยุโรปครั้งนั้น มีบุคคลสำคัญในราชสำนัก 2 ท่านโดยเสด็จพระราชดำเนินด้วย คือ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ผู้ทรงพระปรีชาด้านศิลปะหลายแขนง รวมถึงดนตรีไทย นอกเหนือไปจากพระปรีชาสามารถด้านสถาปัตยกรรมและศิลปกรรม ที่ทำให้พระองค์ได้รับการรับการยกย่องว่าเป็น นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม ส่วนเจ้านายอีกท่าน คือ เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (หม่อมราชวงศ์หลาน กุญชร) ผู้ที่มีความสนใจในศิลปวิทยา และได้รับมอบหมายให้ควบคุมกรมที่เกี่ยวกับการแสดง ได้แก่ กรมมหรสพ กรมโขน กรมพิณพาทย์ กรมหุ่น กรมรำโคม 

ทั้ง 2 ท่านได้ชมการแสดงโอเปร่า ซึ่งมีลักษณะเด่น คือ เล่นเอง ร้องเอง ฉากเปลี่ยนตามท้องเรื่อง ลักษณะเช่นนี้แตกต่างจากละครไทย ที่ตัวละครจะรำ แสดงท่าทาง แต่ไม่ได้ร้องเอง เมื่อกลับมาเมืองไทย ทั้งสองท่านจึงดำริที่จะทำละครไทยตามลักษณะการแสดงอย่างโอเปร่าฝรั่งบ้าง ซึ่งในสมัยรัชกาลที่ 5 มีพระราชวงศ์และขุนนางต่างประเทศมาเข้าเฝ้าฯ เพื่อเจริญพระราชไมตรีบ่อยครั้ง ทางราชสำนักจำเป็นต้องจัดการแสดงต้อนรับราชอาคันตุกะอยู่เสมอ

สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงดำริว่าวงปี่พาทย์ไทยที่มีอยู่ไม่เหมาะกับการต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองที่จัดขึ้นภายในอาคาร จึงทรงปรับวงปี่พาทย์ของไทยเสียใหม่ โดยตัดเครื่องดนตรีที่มีเสียงแหลมและดังออก เช่น ไม้ตีระนาดให้เปลี่ยนจากไม้แข็งเป็นไม้ทุ้ม เอาปี่ที่มีเสียงแหลมออกใช้ขลุ่ยแทน กลองทัดเปลี่ยนเป็นกลองตะโพน และทรงคิดเครื่องดนตรีใหม่ คือ ฆ้องหุ่ย 7 ใบ ที่ทำให้เกิดเสียงทุ้มน่าฟังในจังหวะที่เหมาะสม เพิ่มความไพเราะให้กับวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์” กรรชิต กล่าวและว่า เสียงทุ้มละมุนและนุ่มนวลคือเอกลักษณ์ของวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ ที่มาจากองค์ประกอบของเครื่องดนตรี ได้แก่ ระนาดเอก (ตีด้วยไม้นวม), ระนาดทุ้มไม้ (ตีด้วยไม้นวม), ระนาดทุ้มเหล็ก (ตีด้วยไม้นวม), ฆ้องวงใหญ่ (ตีด้วยไม้นวม), ขลุ่ยเพียงออ, ขลุ่ยอู้, กลองตะโพน , ฆ้องหุ่ย 7 เสียง, ตะโพน, ซออู้, ฉิ่ง และกรับพวง นอกจากมีการปรับเสียงวงปี่พาทย์ให้รื่นหูสำหรับราชอาคันตุกะแล้ว ยังมีการสร้างสรรค์ละครรูปแบบใหม่อีกด้วย 

เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์คิดการแสดงและดนตรีแบบใหม่ โดยนำเรื่องรามเกียรติ์ อุณรุท จันทกินรี มาเล่าใหม่ ตัวละครจะไม่ได้รำอย่างเดียวแล้ว แต่มีการขับร้องบทละครเองด้วยเหมือนการแสดงโอเปร่า

เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์เป็นผู้มีความสนใจด้านการละครฟ้อนรำและการขับร้องเป็นทุนเดิม ท่านมีคณะละครที่เป็นมรดกตกทอดมาแต่บรรพบุรุษสายราชสกุลกุญชร และท่านก็ได้สร้างโรงละครโดยตั้งชื่อว่า โรงละครดึกดำบรรพ์ จึงทำให้การบรรเลงปี่พาทย์และการแสดงละครร้องแบบโอเปร่าที่จัดแสดงในโรงละครแห่งนี้ได้ชื่อตามโรงละครไปด้วยว่า ละครปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ โดย กรรชิต อธิบายว่าวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์และละครปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์นับได้ว่าเป็นของหลวง มักเล่นในเวลาที่มีพระมหากษัตริย์ประทับอยู่ ในโอกาสต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง แต่ไม่ได้อยู่ในวิถีชีวิตและการรับรู้ของประชาชนทั่วไป ผู้รู้และเล่นดนตรีและละครดึกดำบรรพ์จึงอยู่ในวงจำกัด

สมัยรัชกาลที่ 6 เป็นยุคเฟื่องฟูของการดนตรี พระองค์ทรงจัดตั้งวงเครื่องสายฝรั่งหลวง มีกรมโขน กรมมหรสพ กรมปี่พาทย์ ต่อมาเมื่อวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ไม่ค่อยได้บรรเลงกันเท่าไร คนเล่นก็น้อยลงไปเรื่อยๆ การที่ต้องเล่นเอง ร้องเอง นักแสดงหน้าตาดี ร้องได้ ฝึกรำมาตั้งแต่เด็ก คุณสมบัติครบเครื่องอย่างนี้ หาคนที่พอเหมาะสมก็ยาก นานวันเข้า เมื่อไม่ได้เล่น คนก็ลืมไป

เมื่อมาถึงสมัยรัชกาลที่ เป็นยุคสงครามโลก ข้าวยากหมากแพง ผู้คนย่อมคิดเรื่องปากท้องก่อนเรื่องงานดนตรีและศิลปะ และยิ่งเมื่อเข้าสู่ยุคเปลี่ยนแปลงการปกครองและสมัยรัฐนิยมที่มีการควบคุมการเล่นดนตรีไทย ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์จึงสร่างซาลงไปมาก

เสียงวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์และการแสดงละครดึกดำบรรพ์เงียบหายไปหลายทศวรรษ จนกระทั่งปี พ.ศ.2528 เมื่อจุฬาฯ ก่อตั้งคณะศิลปกรรมศาสตร์มาได้ 3 ปีเสียงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

ในช่วงนั้นใกล้กับวาระโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบในปี พ.ศ. 2530 ทางมหาวิทยาลัยจึงคิดจะทำเรื่องศิลปวัฒนธรรมถวายในโอกาสครบ 60 พรรษา จึงริเริ่มโครงการดนตรีไทยปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ขึ้น โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเป็นองค์ประธานกิตติมศักดิ์

ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์เปิดการแสดงครั้งแรกใน พ.ศ.2530 มีการแสดง 2 วัน โดยสมเด็จพระกนิษฐาฯ เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรในวันแรก และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถฯ เสด็จฯ ทอดพระเนตรในวันที่สอง

จากปี พ.ศ. 2530 จนปัจจุบัน จุฬาฯยังคงจัดการแสดงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์เป็นประจำทุกปีในวันที่ 26 มีนาคม ซึ่งเป็นวันสถาปนามหาวิทยาลัย

การอนุรักษ์ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ให้คงอยู่ต่อไปได้นั้นขึ้นกับ ปัจจัยหลัก” กรรชิตกล่าว อย่างแรก จะต้องมีคนเล่นดนตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์จึงได้บรรจุวิชาปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์เป็นหลักสูตรให้นิสิตในคณะได้เรียน และเมื่อจบการศึกษาแล้วก็สามารถนำไปถ่ายทอดต่อที่อื่น ประการที่สอง ต้องมีผู้สนับสนุน มีงบประมาณ มีหน่วยงานนำไปสานต่อ และสุดท้าย ต้องมีผู้ฟัง

กรรชิตกล่าวถึงรูปแบบการแสดงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ที่จัดแสดงในวันสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยปีนี้ มีการแสดงประกอบด้วย 3 รายการ ได้แก่ 1.การบรรเลงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ “เพลงโหมโรงมหาจุฬาลงกรณ์” โดยนิสิตจากวงมหาดุริยางค์ไทยเยาวชนแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งประกอบด้วยนิสิตจากคณะครุศาสตร์และศิลปกรรมศาสตร์ 2.การอ่านทำนองเสนาะเนื่องในโอกาสครบ 109 ปีแห่งการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยนิสิตคณะอักษรศาสตร์ การขับร้อง-บรรเลงเพลงโอ้ลาว สามชั้น และระบำนพรัตน์ โดยวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ และ 3.การขับร้องและบรรเลงดนตรีไทย รำลึกพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เรื่อง “พระผู้ให้” บทเพลงพระราชนิพนธ์และการแสดงพระราชทานในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี

การแสดงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ในวันที่ 26 มีนาคมนี้ เป็นการแสดงที่หาชมได้ยาก นอกจากการบรรเลงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์แล้ว รายการแสดงสุดพิเศษ คือการได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ ทรงพระราชนิพนธ์เนื้อร้องและพระราชทานให้อาจารย์ ดร.สิริชัยชาญ ฟักจำรูญ ศิลปินแห่งชาติและศิลปินของมหาวิทยาลัย ประพันธ์และบรรจุเพลง โดยพระองค์ท่านจะทรงดนตรีและทรงขับร้องร่วมกับวงสายใยจามจุรี ผสมผสานกับวงดนตรีสากลสโมสรนิสิต (CU Band) วงดนตรีพื้นเมืองล้านนา ร่วมด้วยการแสดงประกอบพระราชนิพนธ์ โดยภาควิชานาฏยศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ด้วย นับเป็นการปิดท้ายรายการปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ประจำปีที่มีความโดดเด่นและน่าสนใจ

ณ วันนี้ เสียงดนตรีจากวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ยังคงอยู่ แต่จะอีกนานเท่าไรจะต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไปอย่างไรคุณกรรชิตกล่าวอย่างมีความหวังว่า โลกปัจจุบัน ความคลาสิกกลับมาได้รับนิยม จึงน่าจะเป็นโอกาสอันดีที่ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์จะกลับมาอยู่ในกระแสนิยมอีกครั้ง

ชุดไทยพระราชนิยม ขึ้นบิลบอร์ดทั่วเมืองกรุง ประกาศความพร้อม สู่สายตาชาวโลก

ชุดไทยพระราชนิยม ขึ้นบิลบอร์ดทั่วเมืองกรุง ประกาศความพร้อม สู่สายตาชาวโลก

ชุดไทยพระราชนิยม ขึ้นบิลบอร์ดทั่วเมืองกรุง ประกาศความพร้อม สู่สายตาชาวโลก

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.12 น.

ชุดไทยพระราชนิยม ขึ้นบิลบอร์ดทั่วเมืองกรุง ประกาศความพร้อม สู่สายตาชาวโลก ก่อนยูเนสโกเคาะขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ  (UNESCO) ปลายปี 2569 นี้

เมื่อวันที่ 22 มี.ค.2569 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เดินหน้าประสานความร่วมมือ ผลักดัน “ชุดไทยพระราชนิยม” ผ่านแคมเปญ “ชุดไทย” (CHUD THAI) สู่สายตาชาวโลกอย่างสง่างาม ภายใต้พระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ต่อการสืบสาน ต่อยอด และเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรมไทย อันมีรากฐานจากพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ล่าสุดได้รับการร่วมมือกับภาคเอกชน อย่าง  Plan B (แพลน บี มีเดีย) ที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ในหน้าประวัติศาสตร์ เผยแพร่ “ชุดไทย” สู่สาธารณะ ผ่านป้ายโฆษณาบิลบอร์ด ทั่วกรุงเทพมหานคร ตามแนวทางที่กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม จะผลักดัน “ชุดไทย” สู่การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (UNESCO)

โดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์ และสร้างการตระหนักรู้ ถึงคุณค่าของสิ่งที่พวกเราคนไทยทั้งชาติ กำลังจะผลักดัน ก่อนที่ยูเนสโก (UNESCO) จะพิจารณา “ชุดไทยพระราชนิยม”  ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ในช่วงปลายปี 2569 นี้ ดังนั้นขอเชิญชวน สื่อทุกแขนง หน่วยงานทุกภาคส่วน และประชาชนทุกคน ร่วมกันมีส่วนร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับความภาคภูมิใจนี้  ด้วยการสนับสนุนความเป็นไทย ไม่ว่าจะเป็นการเลือกสวมใส่ชุดไทย และงานหัตถศิลป์ ในชีวิตประจำวัน การบอกเล่าเรื่องราวผ่านโซเชียลมีเดีย ประกาศศักดิ์ศรีงานฝีมือไทยสู่สายตาชาวโลก

นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ รับรางวัล โพธิพุทธคยา รางวัลเกียรติยศผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคม

นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ รับรางวัล โพธิพุทธคยา  รางวัลเกียรติยศผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคม

นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ รับรางวัล โพธิพุทธคยา รางวัลเกียรติยศผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคม

วันเสาร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.38 น.

วันที่ 21 มีนาคม 2569 นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ ประธานกรรมการ บริษัทบางกอกเชน ฮอสปิทอล จำกัด(มหาชน)เข้ารับรางวัลโพธิพุทธคยา ประจำปี 2569 ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้กับผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา สังคมและประเทศชาติ จากสมเด็จพระมหามงคลรัชมุนี เจ้าคณะใหญ่หนกลาง

รัฐบาลปลื้ม ทีมไทยแลนด์โชว์ศักยภาพบนเวทีโลก ร่วมงาน Hong Kong International Film and TV Market

รัฐบาลปลื้ม ทีมไทยแลนด์โชว์ศักยภาพบนเวทีโลก ร่วมงาน Hong Kong International Film and TV Market

รัฐบาลปลื้ม ทีมไทยแลนด์โชว์ศักยภาพบนเวทีโลก ร่วมงาน Hong Kong International Film and TV Market

วันเสาร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.44 น.

รัฐบาลปลื้ม ทีมไทยแลนด์โชว์ศักยภาพบนเวทีโลก! ร่วมงาน Hong Kong International Film and TV Market (FILMART) 2026 ดึงกองถ่ายต่างชาติลงทุนทะลุ 1,600 ล้านบาท

21 มีนาคม 2569 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลสำเร็จของทีมไทยแลนด์ในการเข้าร่วมงาน Hong Kong International Film and TV Market (FILMART) 2026 ระหว่างวันที่ 17–20 มีนาคม 2569 ณ Hong Kong Convention and Exhibition Centre เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อประชาสัมพันธ์ศักยภาพของประเทศไทยในฐานะแหล่งถ่ายทำภาพยนตร์ระดับนานาชาติ

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า ระยะเวลา 2 วันแรกของการเข้าร่วมงาน (17–18 มีนาคม 2569) ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากผู้ผลิตภาพยนตร์และสื่อบันเทิงระดับนานาชาติ โดยมีผู้ผลิตรายใหญ่จำนวน 16 ราย จากจีน ฮ่องกง ไต้หวัน และนิวซีแลนด์ แสดงความประสงค์จะเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยในช่วงปลายปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570 คาดการณ์มูลค่าการลงทุนรวมกว่า 1,600 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาตั้งไว้

ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการต่างประเทศที่มีต่อประเทศไทย ทั้งในด้านความหลากหลายของสถานที่ถ่ายทำ ความพร้อมของบุคลากรในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ รวมถึงมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ (Incentive Measures) ของรัฐบาลไทย ที่ให้สิทธิประโยชน์คืนเงิน (Cash Rebate) สูงสุดถึง 30%  ทั้งนี้ จากการพูดคุยกับผู้ผลิตภาพยนตร์ พบว่า กระแสการผลิตภาพยนตร์แนวตั้ง (Vertical Content) กำลังมาแรงในประเทศจีน โดยเป็นการผลิตที่ใช้เงินลงทุนน้อย แต่รูปแบบคอนเทนต์ตอบโจทย์ความต้องการของพฤติกรรมผู้ชมยุคดิจิทัล สะท้อนโอกาสใหม่ของประเทศไทยที่ต้องมีนโยบายส่งเสริมและรองรับเพื่อดึงดูดผู้ผลิตภาพยนตร์รูปแบบดังกล่าวตามกระแสที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วต่อไป

องค์การค้า ของ สกสค. ลงนามสัญญาผู้ชนะ 5 ราย จัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนปี 69

องค์การค้า ของ สกสค. ลงนามสัญญาผู้ชนะ 5 ราย จัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนปี 69

องค์การค้า ของ สกสค. ลงนามสัญญาผู้ชนะ 5 ราย จัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนปี 69

วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.13 น.

“องค์การค้า ของ สกสค.” ลงนามสัญญาผู้ชนะ 5 ราย จัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนปี 69 

วันที่ 20 มีนาคม 2569 องค์การค้า ของ สกสค. ลงนามสัญญาผู้ชนะ 5 ราย จัดพิมพ์หนังสือทันตามกำหนด พร้อมรับคำชื่นชมด้านความโปร่งใส ประหยัดงบกว่า 255 ล้านบาท
องค์การค้า ของ สกสค. เดินหน้าโครงการจัดจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียน ประจำปีการศึกษา 2569 โดยได้ประกาศผลผู้ชนะการเสนอราคาเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 และได้เชิญผู้ชนะการเสนอราคาทั้ง 5 ราย ได้แก่ 1) ห้างหุ้นส่วนจำกัด ฟิสิกส์เซ็นเตอร์ 2) บริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์ (1977) จำกัด 3) บริษัท วรรณชาติ เพรส จำกัด 4) บริษัท สยามเพลส จำกัด และ 5) บริษัท อุดมศึกษา จำกัด เข้าร่วมลงนามในสัญญาในวันนี้ (20 มีนาคม 2569) เพื่อเริ่มดำเนินการผลิตหนังสือแบบเรียนตามแผนงานที่กำหนด

ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. ได้มอบหมายให้ ดร.ดิศกุล เกษมสวัสดิ์  รองเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. เป็นประธานในการลงนามข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) ร่วมกันระหว่างผู้ชนะการเสนอราคา ผู้สังเกตการณ์ และองค์การค้าของ สกสค. เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้

ขณะเดียวกัน นางสาวชนนิกานต์ สืบชนะ รองเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการร่างขอบเขตของงาน (TOR) และประธานคณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ของโครงการ เพื่อกำกับและติดตามการดำเนินงานให้เป็นไปตามระเบียบ กฎหมาย และหลักธรรมาภิบาล โดยผลการประกวดราคาพบว่า โครงการนี้สามารถ ประหยัดงบประมาณได้รวมทั้งสิ้น 255,637,700 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 25.31 ของงบประมาณโครงการ 

ในวันเดียวกันนี้ ยังได้มีการประชุมบริหารสัญญา โดยมี ดร.สุชาติ กลัดสุข รองเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. เป็นประธานคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ กำกับและติดตามกระบวนการผลิตอย่างใกล้ชิด พร้อมขอความร่วมมือให้ผู้รับจ้างทั้ง 5 ราย ดำเนินการจัดพิมพ์ให้แล้วเสร็จ และสามารถส่งมอบหนังสือแบบเรียนแก่สถานศึกษาทั่วประเทศตามกำหนดการ ก่อนเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2569 โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการเรียนการสอน  สร้างความมั่นใจ ลดความกังวลของตัวแทนจำหน่าย และสถานศึกษาว่าการจัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนจะแล้วเสร็จทันตามกำหนดเวลา

การลงนามในสัญญาครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากผู้สังเกตการณ์ภายใต้ข้อตกลงคุณธรรมทั้ง 3 ท่าน และคุณวาสนา สุทธิเดชัย คณะกรรมการส่งเสริมโครงการข้อตกลงคุณธรรม เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน 

โดย ดร.มานะ นิมิตมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ได้กล่าวชื่นชม ว่า “การดำเนินโครงการว่าการปรับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของ สกสค. ในครั้งนี้ ได้นำ “ข้อตกลงคุณธรรม” มาใช้ เปิดให้ผู้สังเกตการณ์จากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เข้าร่วมสังเกตการณ์ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่จัดทำ TOR กำหนดราคากลางไปจนถึงประกวดราคา และแบบ (e-bidding) และกำหนดให้ผู้เสนอราคาสามารถยื่นข้อเสนอได้ในทุกรายการ ส่งผลให้เกิดการแข่งขันอย่างเปิดกว้าง ทำให้สามารถจัดซื้อได้ในราคาที่เป็นธรรม ได้ราคาต่ำกว่าราคากลาง และประหยัดงบประมาณ”

อธ.อัยการ สคช แนะ หญิงโดนล่วงละเมิดรีบยื่นออนไลน์ขอศาลสั่งลบภาพ

อธ.อัยการ สคช แนะ หญิงโดนล่วงละเมิดรีบยื่นออนไลน์ขอศาลสั่งลบภาพ

อธ.อัยการ สคช แนะ หญิงโดนล่วงละเมิดรีบยื่นออนไลน์ขอศาลสั่งลบภาพ

วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.38 น.

อธ.อัยการ สคช.  แนะ หญิงโดนล่วงละเมิดรีบยื่นออนไลน์ ขอให้ศาลลบภาพโดนประจานลดความเสียหาย หากยื่นไม่ได้ อัยการสคช.ยินดีช่วยเหลือ โทรสายด่วน1157

วันที่ 20 มีนาคม 2569 นาย โกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง อธิบดีอัยการคุ้มครองสิทธิ และช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน  (สคช.) โพสต์เฟซบุ๊คเเนวทาง การช่วยเหลือเหยื่อถูก  ข่มขืน  ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์  ถูกประจาน ว่าการ ปล่อยคลิปล่วงละเมิดทางเพศ ทั้งเจ็บ ทั้งอายอัยการขอบอกวิธีแก้ เมื่อวานนี้ตนเห็นคลิปคนส่งต่อกันมา แล้วส่งมาให้ผมด้วย เป็นผู้หญิงถูกข่มเหงล่วงละเมิดทางเพศอยู่ในห้องน้ำ ถูกละเมิดศักดิ์ศรี ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ข่มเหงรังแก ข่มขู่  บังคับขืนใจ ภาพคลิปวิดีโอถูกส่งต่อกันไปทั่ว  

อยากเเจ้งว่าตอนนี้ศาล ยุติธรรมได้เปิดระบบออนไลน์ ขอให้ศาลสั่งลบภาพ ที่ถูกคุกคามทางเพศออนไลน์โดยไม่ต้องไปศาลได้แล้ว เพราะศาล เพิ่มช่องทางคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชนตามกฎหมายใหม่ ให้ทันกับภัยคุกคามยุคดิจิทัล ลดปัญหาความล่าช้าในการฟ้องคดีต่อศาล จึงได้เพิ่มมาตรา 284/4 เพื่อให้ประชาชนที่เสียหายจากการคุกคามทางเพศบนโลกออนไลน์ สามารถร้องขอให้ศาลใช้มาตรการ Take it down ได้ ถือเป็นการเพิ่มสิทธิให้ประชาชนที่จะเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้รวดเร็วขึ้น ระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม หรือ ระบบ CIOS เป็นช่องทางในการที่ประชาชนจะยื่นคำร้องขอ Take it down ต่อศาลทางออนไลน์ โดยที่ไม่จำเป็นต้องเดินทางมายื่นคำร้องหรือไต่สวนที่ โดยสามารถดำเนินการได้ด้วยตนเองตลอดเวลา การยื่นคำร้อง Take it down ระบบ CIOS ที่เปิดใช้ระบบวันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมา

ขอให้ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องออนไลน์ได้เลย ถ้ายื่นไม่ได้ ให้เข้าไปที่สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิฯ ใกล้บ้าน หรือโทรสายด่วน 1157 เพื่อขอให้สคช.ช่วย ดำเนินการ เพื่อให้ศาลสั่งลบภาพออกจาก โซเชียล มาตรการทางกฎหมาย ที่ศาล ได้ ให้โอกาสผู้เสียหาย ยื่นคำร้องออนไลน์โดยไม่ต้องเดินทางมาศาล ผู้เสียหายจึงต้องรีบใช้สิทธิ์ของตน เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะลุกลามโดยเร็ว ยื่นออนไลน์ได้ทันที หากท่านใดไม่มีความรู้ หรือไม่อยู่ในฐานะช่วยเหลือตนเองได้ อัยการสคช.สามารถช่วยเหลือได้ โทรสายด่วน 1157 เพื่อแนะนำท่านดำเนินการเพื่อได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย.

สอวช. – TFGI เปิดเวทีเสวนา ‘The Evolution of Tech Governance in Southeast Asia’ เปิดตัวรายงานปี 2026

สอวช. - TFGI เปิดเวทีเสวนา 'The Evolution of Tech Governance in Southeast Asia' เปิดตัวรายงานปี 2026

สอวช. – TFGI เปิดเวทีเสวนา ‘The Evolution of Tech Governance in Southeast Asia’ เปิดตัวรายงานปี 2026

วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.08 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับ Tech for Good Institute (TFGI) ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเชิงนโยบายชั้นนำระดับภูมิภาคที่มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดเวทีเสวนานโยบาย “The Evolution of Tech Governance in Southeast Asia” ณ ห้องประชุมหว้ากอ 2 สอวช. อาคารจัตุรัสจามจุรี กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และภาควิชาการเข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการกำกับดูแลเทคโนโลยีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ภายในงานมีการเปิดตัวรายงานประจำปีฉบับที่ 3 ของ TFGI เรื่อง “The Evolution of Tech Governance in Southeast Asia (2026)” ซึ่งนำเสนอพัฒนาการของกรอบนโยบายและการกำกับดูแลเทคโนโลยีใน 6 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม พร้อมทั้งสะท้อนแนวโน้มสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาค และต่อยอดสู่การหารือเชิงลึกในบริบทของประเทศไทย

ดร.กรัณฑรัตน์ นาขวา ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า สอวช. มุ่งส่งเสริมการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมของไทยและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเกิดใหม่ ควบคู่กับการพัฒนากรอบการกำกับดูแลที่เหมาะสม โดยให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรม การสร้างความเชื่อมั่น และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศอย่าง TFGI

Mr. Keith Detros, Programme Manager จาก Tech for Good Institute กล่าวว่า การกำกับดูแลดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังมุ่งไปสู่การส่งเสริมนวัตกรรมและขีดความสามารถในการแข่งขันควบคู่กับการบริหารจัดการอธิปไตยทางดิจิทัล ซึ่งไม่ใช่ประเด็นที่ขัดแย้งกัน แต่เป็นสิ่งที่ต้องดำเนินไปพร้อมกัน โดยเฉพาะการสร้างความยืดหยุ่นของระบบในบริบทที่เผชิญกับความเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยภายนอก

ภายหลังการเปิดตัวรายงาน ได้มีการเสวนาโต๊ะกลมในหัวข้อ “Governing Frontier Technologies in Southeast Asia” โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากหลายภาคส่วนร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ได้แก่ นายทยา นาวานุเคราะห์ จากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ดร.อภิวดี ปิยธรรมรงค์ จากสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) ดร.สลิลธร ทองมีนสุข จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TRDI) ผศ.ดร.ภูมิศิริ ดำรงวุฒิ จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายจิระวัฒน์ ภูมิศรีแก้ว จากสมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย (TDPA) ผู้เข้าร่วมเสวนาเห็นพ้องว่า แม้ประเทศไทยยังอยู่ระหว่างการพัฒนากฎหมายด้าน AI อย่างครอบคลุม แต่ปัจจุบันมีกฎหมายและกรอบกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องรองรับอยู่แล้ว โดยในระยะต่อไปควรมุ่งสู่แนวทางการกำกับดูแลเชิงหลักการที่มีความยืดหยุ่น พร้อมทั้งพัฒนาแนวทางการจัดระดับความเสี่ยงที่เหมาะสม และคำนึงถึงความแตกต่างของแต่ละภาคอุตสาหกรรม

อีกประเด็นสำคัญคือแนวคิดเรื่อง Digital Sovereignty ซึ่งถูกตีความในมิติของความสามารถในการกำกับดูแลเทคโนโลยี มากกว่าการเป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด โดยประเทศไทยควรมุ่งเน้นการกำหนดเงื่อนไขการเข้าถึงเทคโนโลยี การสร้างความยืดหยุ่นของระบบ และการลดการพึ่งพิงผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่ง

นอกจากนี้ ยังมีการสะท้อนถึงความท้าทายด้านข้อมูลที่ยังคงกระจัดกระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน ซึ่งส่งผลต่อการกำหนดนโยบายและการตัดสินใจเชิงหลักฐาน โดยผู้เข้าร่วมเห็นว่าการพัฒนากลไกการแบ่งปันข้อมูลที่มีมาตรฐานและปลอดภัย รวมถึงการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน จะเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับการกำกับดูแลเทคโนโลยีของประเทศ ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีเกิดใหม่จำนวนมากมีลักษณะข้ามหลายภาคส่วนและกรอบกฎหมาย จึงจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานและการออกแบบนโยบายที่สอดคล้องกัน

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมเห็นพ้องว่าการเพิ่มความชัดเจนของกฎระเบียบ การเสริมสร้างการประสานงานระหว่างหน่วยงาน และการยกระดับระบบการแบ่งปันข้อมูล จะเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การกำกับดูแลเทคโนโลยีขั้นแนวหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

Governing Frontier Technologies in Thailand: Managing Sovereignty and Resilience by the Office of National Higher Education Science Research and Innovation Policy Council (NXPO) and the Tech for Good Institute (TFGI)

Government officials, industry leaders, and policy researchers convened today for a high-level roundtable on “Governing Frontier Technologies in Southeast Asia”, jointly organised by the Office of National Higher Education Science Research and Innovation Policy Council (NXPO) and the Tech for Good Institute (TFGI).

The event marked the launch of the third edition of TFGI’s annual report, The Evolution of Tech Governance in Southeast Asia (2026), which examines how governance frameworks are evolving across Indonesia, Malaysia, the Philippines, Singapore, Thailand, and Vietnam. The report outlines key policy priorities and emerging trends shaping the region’s digital economy, followed by a focused conversation on Thailand’s policy landscape.

“Digital governance across Southeast Asia increasingly seeks to enable innovation and competitiveness while managing digital sovereignty. These are not competing interests, but issues that go hand-in-hand. Governing technology by ensuring resilience, especially in times of external shocks, are key considerations for the region”. Keith Detros, Programme Manager, Tech for Good Institute. “TFGI is grateful to NXPO for its partnership in exploring what that means for Thailand and for the region.”

“NXPO is committed to strengthening Thailand’s innovation ecosystem by supporting the development and adoption of emerging technologies, while ensuring appropriate governance frameworks are in place. Through continued collaboration with partners such as the Tech for Good Institute, we aim to advance balanced policy approaches that support innovation, build trust, and enhance the country’s digital competitiveness,” said Dr Karantarat Nakwa, Assistant to the President, NXPO. Following the launch of the report, a roundtable discussion brought together experts from government, academia, and industry to discuss AI governance, data policy, and regional cooperation.

Key experts, including: Thaya Navanugraha, Digital Economy Promotion Agency (depa); Apivadee Piyatumrong, Big Data Institute (BDI); Poomsiri Dumrongvute, Chulalongkorn University; Dr Saliltorn Thongmeensuk, Thailand Development Research Institute (TDRI); Jirawat Poomsrikaew, Thai Digital Platform Trade Association (TDPA), shared their perspectives on what policy directions for 2026.

On AI governance, participants noted that while a comprehensive law is still under development, existing legislation currently governs AI applications. These include frameworks on data protection, cybersecurity, electronic transactions, and sector-specific regulation. Pending the comprehensive law, participants emphasised the need for clearer guidance, alongside a shift towards a principles-based framework. In addition, discussion on risk classification approaches should be co-developed with industry, civil society, and technical experts. It is also important to ensure that sector-specific guidelines are considered, given that different sectors such as health, transport, and finance, for example, would face varying risks.

Digital sovereignty was also a key theme. Participants framed sovereignty as the capacity to govern, rather than necessarily owning, technological infrastructure. Given the limitations and constraints of developing the full technology stack nationally, the focus should be on governing access, setting terms with external providers, and building resilience. This approach would enable Thailand to benefit from innovation while reducing reliance on any single provider or stakeholder.

Discussions also highlighted gaps in foundational capabilities. While regulatory sandboxes are valued, their effectiveness is constrained by limited data sharing across government agencies. Key datasets remain siloed, limiting evidence-based policymaking and investment signalling. Establishing clear and secure data-sharing standards was identified as a priority. Participants further noted that emerging technologies often span multiple regulatory domains. Applications such as autonomous vehicles, AI-enabled drones, and agentic AI systems require coordination across ministries and legal frameworks. Stronger inter-agency and public-private coordination will be essential to support effective policy implementation. Participants agreed that Thailand’s primary governance priorities include improving regulatory clarity, strengthening coordination across agencies, and enhancing data sharing frameworks would go a long way in Thailand’s journey towards governing frontier technologies.