‘วิศวะมหิดล’ออกแบบแผงกั้น ลดแรงเฉื่อยถังรถบรรทุกนํ้ามัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/655163

‘วิศวะมหิดล’ออกแบบแผงกั้น  ลดแรงเฉื่อยถังรถบรรทุกนํ้ามัน

วันจันทร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เป็นธรรมดาของผู้ใช้รถใช้ถนนหลายราย ในเวลาที่ต้องร่วมทางกับ “รถบรรทุกน้ำมัน” ขนาดมหึมาด้วยแล้ว อาจเกิดความรู้สึกไม่มั่นใจในความปลอดภัย เนื่องจากข่าวอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง จนต้องพยายามหลีกเลี่ยงไปขับในเส้นทางอื่น และยังมีบางรายที่ไม่ทราบว่าภายในถังรถบรรทุกน้ำมันขนาดประมาณ 80,000 ลิตร ที่เราเห็นกันโดยทั่วไปบนท้องถนนนั้น ประกอบด้วย “แผงกั้น” ซึ่งได้มีการออกแบบให้แต่ละแผ่นมีรูตรงกลางขนาดใหญ่ติดตั้งไว้เรียงรายภายในถัง เพื่อคอยทำหน้าที่ “ลดแรงเฉื่อย”ไม่ให้รถบรรทุกน้ำมันเกิดเหตุพลิกคว่ำ

รศ.ดร.ชาคริต สุวรรณจำรัส อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดลผู้ประพันธ์ตำรา MU PRESS E-Book “พลศาสตร์ของไหล” เจ้าของผลงานนวัตกรรมการออกแบบแผงกั้น (Baffle) เพื่อลดแรงเฉื่อยในถังรถบรรทุกน้ำมัน และอีกหลากหลายผลงานคุณภาพ ด้วยหลักการพลศาสตร์ของไหล ได้อธิบายถึงคำจำกัดความของ “ของไหล” ว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นน้ำและอากาศ แต่ได้แก่สสารซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างได้ตามแรงที่ถูกกระทำ โดยขึ้นอยู่กับ “ความดัน” และ “ความเร็ว” เป็นสำคัญ

“เมื่อรถเบรก แต่ของเหลวไม่ได้เบรกตามซึ่งมักเป็นเหตุให้รถบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ต้องสูญเสียการควบคุม จนอาจพลิกคว่ำเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน ทำให้เกิดการสูญเสียชีวิต และทรัพย์สิน ตลอดจนส่งผลกระทบต่อบริเวณโดยรอบจากเหตุอัคคีภัยได้ ซึ่งการใช้แผงกั้นภายในถังรถบรรทุกน้ำมันจะช่วยจัดระเบียบการไหล เพื่อให้เวลาเกิดแรงเฉื่อย หรือแรงกระเพื่อมจากการเลี้ยวหรือหยุดรถ น้ำมันที่อยู่ภายในถังจะได้ไหลผ่านลอดรูของแผ่นกั้นที่อยู่เรียงรายภายในถัง ซึ่งจะทำให้แรงเฉื่อย หรือแรงกระเพื่อมของน้ำมันที่อยู่ภายในถังเกิดขึ้นได้น้อยลง” รศ.ดร.ชาคริต อธิบาย

อนึ่ง นอกจาก ตำรา E-Book “พลศาสตร์ของไหล” แล้ว ยังมีเรื่องน่ารู้อื่นๆ ที่ควรค่าแก่การดาวน์โหลดไว้เพื่อศึกษาหาความรู้และฝึกทักษะด้วยตัวเองได้ทุกที่ทุกเวลาเช่นกันอีกมากมายได้ทางแอปพลิเคชั่น MU PRESS ทั้งในระบบ Android และ iOS และติดตามข่าวสารที่น่าสนใจจากมหาวิทยาลัยมหิดลได้ที่เว็บไซต์ http://www.mahidol.ac.th

‘เด็ก-ผู้ปกครอง’อ่านโดยพลัน ‘รมว.ศธ.’กางระเบียบเคลียร์ ‘กล้อนผมนร.’ทำได้หรือไม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/655139

‘เด็ก-ผู้ปกครอง’อ่านโดยพลัน ‘รมว.ศธ.’กางระเบียบเคลียร์ ‘กล้อนผมนร.’ทำได้หรือไม่

วันอาทิตย์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 13.26 น.

‘เด็ก-ผู้ปกครอง’อ่านโดยพลัน ‘รมว.ศธ.’กางระเบียบเคลียร์ ‘กล้อนผมนร.’ทำได้หรือไม่

22 พ.ค.65 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงการลงโทษโดยตัดผมนักเรียน ว่า ไม่มีระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ฉบับใดที่ให้อำนาจครูลงโทษนักเรียนด้วยการตัดผม ซึ่งระเบียบ ศธ.ว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ.2563 ในข้อ 7 ก็กำหนดให้สถานศึกษาโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสถานศึกษา หรือ คณะกรรมการบริหารโรงเรียน วางระเบียบเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียนที่มีความเฉพาะเจาะจงได้ เช่น โรงเรียนที่สอนเกี่ยวกับนาฏศิลป์ ซึ่งมีการจัดการเรียนการสอนที่ต้องการไว้ทรงผมนักเรียนในรูปแบบเฉพาะ เป็นต้น ทั้งนี้ หลักการที่ต้องยึดถือในการวางระเบียบ คือ ความเหมาะสมในการพัฒนาบุคลิกภาพที่ดีของนักเรียน และการมีส่วนร่วมของนักเรียน สถานศึกษา ผู้ปกครอง และชุมชนท้องถิ่น ดังนั้น ตราบใดที่การไว้ทรงผมของนักเรียนไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามระเบียบของสถานศึกษา หรือ ของกระทรวงฯ แล้วการลงโทษนักเรียนย่อมไม่สามารถทำได้

“เมื่อพิจารณาถึงวิธีการลงโทษที่เป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่า ด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ.2548 แล้ว ก็ยิ่งไม่พบว่ามีข้อไหนที่ให้คุณครูสามารถลงโทษนักเรียนด้วยการตัดผมแม้แต่ข้อเดียว” นางสาวตรีนุช กล่าว

นางสาวตรีนุช ระบุว่า ตามข้อ 5 ของระเบียบฯ มีโทษเพียง 4 สถานเท่านั้น คือ  ว่ากล่าวตักเตือน, ทำทัณฑ์บน, ตัดคะแนนความประพฤติ และทำกิจกรรมเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม อีกทั้งการลงโทษตามระเบียบฯดังกล่าวก็มีเจตนาเพียงเพื่อให้ครูใช้แก้นิสัยและความประพฤติไม่ดีของนักเรียน หรือ นักศึกษา ให้รู้สำนึกในความผิด และกลับมาประพฤติตนในทางที่ดีต่อไป ไม่ใช่การลงโทษด้วยวิธีรุนแรง หรือ แบบกลั่นแกล้ง หรือลงโทษด้วยความโกรธ หรือด้วยความพยาบาท  ตามที่ข้อ 6 ของระเบียบฯ นี้ ได้บัญญัติห้ามไว้อยู่ ดังนั้นขอให้ทุกท่านเข้าใจตรงกันว่า การลงโทษนักเรียนด้วยการตัดผม รวมถึงการใช้ความรุนแรงอื่น เช่น การใช้ไม้เรียว การหยิก ตบ ตีร่างกาย หรือ การประจานให้อับอาย ฯลฯ นอกจากจะเป็นการละเมิดสิทธิทั้งทางร่างกายและจิตใจของนักเรียนแล้ว การลงโทษด้วยวิธีการเหล่านั้นไม่สามารถทำได้ เพราะขัดต่อระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการและผิดกฎหมายด้วย

 “แม้การสร้างระเบียบวินัยจะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนักเรียน และเป็นหน้าที่ที่ครูจะต้องทำให้เกิดขึ้น แต่ดิฉันไม่คิดว่าการลงโทษนักเรียนด้วยการตัดผม หรือ การใช้ความรุนแรงอื่นที่กระทำต่อเนื้อตัวร่างกาย หรือ จิตใจของนักเรียน จะช่วยให้เด็ก ๆเกิดความตระหนักรู้ในบทบาทและหน้าที่ที่ตัวเอง  ยิ่งถ้าเราเข้าใจว่า ‘ระเบียบวินัย’ นั้น ไม่ได้หมายถึง การทำให้ทุกคนมีลักษณะเหมือนกัน แต่หมายถึง การทำให้ ‘แต่ละคน’  รู้จักวางตัว และเลือกใช้พฤติกรรมที่เหมาะสมกับบุคคลอื่นในสังคม การลงโทษนักเรียนด้วยความรุนแรง ยิ่งไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการสร้างระเบียบวินัย ทั้งนี้ หากพ่อ แม่ ผู้ปกครอง หรือนักเรียน พบเห็นการลงโทษนักเรียนที่ไม่ถูกต้อง สามารถแจ้งมาที่ระบบ MOE Safety Center  ผ่าน 4 ช่องทาง ดังนี้  Application MOE Safety Center ,  http://www.MOESafetyCenter.com , LINE @MOESafetyCenter  หรือที่ call center โทร. 0-2126-6565” นางสาวตรีนุช กล่าว

‘วช.-มธ.’​เปิดงาน​เสวนา ความหวังทุเรียน​ไทย​ ผ่านการวิจัยและนวัตกรรม​ สู่ทุเรียนโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/654986

'วช.-มธ.'​เปิดงาน​เสวนา ความหวังทุเรียน​ไทย​ ผ่านการวิจัยและนวัตกรรม​ สู่ทุเรียนโลก

วันเสาร์ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 14.35 น.

วันที่ 21 พฤษภาคม 2565สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา​ วิทยาศาสตร์​ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดการเสวนาวิชาการ​ เรื่อง “ความหวังทุเรียนไทย ผ่านการวิจัยและนวัตกรรม”  โดย  ดร.วิภารัตน์  ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ  และนายสุพจน์ ภูติเกียรติขจร รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี  พร้อมด้วย ศ.ดร.ทพญ.ศิริวรรณ สืบนุการณ์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์​ เป็นประธานเปิดงาน และเยี่ยมชมนิทรรศการผลงานวิจัย 

รศ.ดร.วรภัทร วชิรยากรณ์ ผู้บริหารจัดการโครงการวิจัย กล่าวรายงาน พร้อมด้วย​ ผศ.ดร.สุมิตร คุณเจตน์ ผอ.กองส่งเสริมการอารักขาพืชฯ กรมส่งเสริมการเกษตร​ นางปัทมา นามวงษ์ เกษตรจังหวัดจันทบุรี​ นายกสมาคมทุเรียนไทย นายกสมาคมผู้ส่งออกทุเรียนไทย เครือข่ายเกษตรกร และสื่อมวลชน ให้เกียรติเข้าร่วมงานเสวนาฯ ณ โรงแรมมณีจันทร์รีสอร์ท ตำบลพลับพลา อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี โดยการจัดเสวนาวิชาการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานในโครงการวิจัย เรื่อง “การพัฒนาเกษตรกรไทยสู่ smart farmer (กรณีศึกษาการพัฒนาเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนเพื่อการส่งออก)” ซึ่งมี รศ.ดร.วรภัทร วชิรยากรณ์ สาขาวิชาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้บริหารจัดการโครงการวิจัย 

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช.  เป็นหน่วยงานภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  มีภารกิจหลักในการให้ทุนวิจัยและนวัตกรรมแก่นักวิจัย หน่วยงานในระบบวิจัยและนวัตกรรม ในประเด็นสำคัญของประเทศ ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ รวมทั้งสหสาขาวิชาการ โดยมุ่งเน้นผลงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์และแก้ไขปัญหาได้จริงอย่างทันท่วงที ทั้งเชิงวิชาการ เชิงเศรษฐกิจ เชิงสังคมชุมชน และเชิงนโยบาย เพื่อใช้เป็นกลไกในการพัฒนาและแก้ปัญหาเร่งด่วนที่สำคัญของประเทศ การพัฒนาด้านการเกษตรโดยเฉพาะทุเรียน ซึ่งเป็นผลไม้เศรษฐกิจหลักของ จังหวัดจันทบุรี และของประเทศ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยเราประสบปัญหาภาวการณ์แข่งขันที่มีข้อกำหนดและเงื่อนไขทางการค้าที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงการควบคุมสินค้าให้มีคุณภาพ ดังนั้น แนวทางที่จะพัฒนาภาคเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุเรียน จึงต้องพัฒนาทั้งระบบด้วยความร่วมมือของทุกฝ่ายบูรณาการทำงานร่วมกันทั้งภาควิชาการ หน่วยงานภาครัฐ จังหวัด เกษตรกร ภาคเอกชน ตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เน้นการผลิตที่สอดคล้องกับตลาดโดยยึดหลักตลาดนำการผลิต สร้างความมั่นคงของตลาดในประเทศและขยายตลาดต่างประเทศที่เป็นตลาดคุณภาพมากขึ้น

ซึ่งปัจจัยสำคัญคือการวิจัย พัฒนา ตลอดจนการใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมการจัดการสมัยใหม่ ในการบริหารจัดการสวนทุเรียน การจัดการผลผลิต การเพิ่มคุณภาพการส่งออก เพื่อเป็นตัวหนุนเสริมให้การทำการเกษตรมีคุณภาพสูง รวมถึงการจัดการองค์ความรู้ผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ที่อำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรสามารถเข้าถึงนำองค์ความรู้และนวัตกรรมไปใช้ในการบริหารจัดการให้ได้ผลผลิต​ที่มีคุณภาพนับเป็นช่องทางในการผลักดันการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในวงกว้าง การจัดประชุมเสวนาเชิงวิชาการในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการเน้นย้ำความร่วมมือของทุกฝ่ายบูรณาการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนเพื่อพัฒนาคุณภาพของทุเรียนที่เป็นสินค้าเกษตรให้เป็นที่เชื่อมั่นของผู้บริโภค ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่มุ่งมั่นความร่วมมือของทุกฝ่าย ถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจที่ วช. ได้เข้ามาช่วยสนับสนุนผ่านความร่วมมือจากทีมนักวิจัย ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และหน่วยงานอื่น ๆ​ ที่เกี่ยวข้องได้ให้ความสำคัญต่องานวิจัย และนวัตกรรม พร้อมร่วมผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การพัฒนาเกษตรกร โดยผสานความรู้ร่วมผนึกกำลังเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนจังหวัดจันทบุรี สู่การพัฒนาเศรษฐกิจทั้งในพื้นที่ และเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ วช. หวังเป็นอย่างยิ่งว่ากิจกรรมนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อทุกภาคส่วน และเป็นต้นแบบการทำงานวิจัยแบบบูรณาการให้กับนักวิจัย  เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์และพัฒนาประเทศไทยให้เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

นายสุพจน์ ภูติเกียรติขจร​ รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า จังหวัด​จันทบุรี​ มีลักษณะภูมิประเทศ ป่าไม้ ภูเขา และเนินเขาสูง มีแหล่งท่องเที่ยว​ที่สำคั​ญของประเทศ​ร่วมทั้งยังมีอัญมณี​ที่สำคั​ญที่เหมาะแก่การศึกษา​และทำการวิจัยในอนาคต​ และมีผลไม้ที่ขึ้นชื่อหลากหลาย​ชนิด​ เช่น​ เงาะ​ มังคุด​ และพืชเศรษฐกิจ​หลักอย่างทุเรียนเป็นผลไม้ที่ขึ้นชื่อ​ของจังหวัดจันทบุรีนับเป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่เกษตรกรนิยมปลูกทุเรียนเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน พ.ศ.​2565​ งานวิจัยในครั้งนี้จะมีส่วนช่วยในการเพิ่มปริมาณผลผลิตและสร้างรายได้ให้กลุ่มชาวเกษตรกร​ผู้ปลูกทุเรียนในพื้นที่สู่การพัฒนาเกษตรกรไทยสู่เกษตรกร​ smart farmer​ ได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

ด้านรศ. ดร.วรภัทร วชิรยากรณ์ ผู้บริหารจัดการโครงการวิจัย เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการจัดสรรทุนการวิจัยโครงการวิจัย จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ การพัฒนาเกษตรกรไทยสู่ smart farmer (กรณีศึกษาการพัฒนาเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียน เพื่อการส่งออก) ภายใต้กรอบการวิจัยหลักการเพิ่มผลผลิตด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี พัฒนางานวิจัยต่อยอดเป็น knowledge platform ที่เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนสามารถเข้าถึงและนำไปใช้ในการเพิ่มคุณภาพการผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐาน ลดต้นทุนการผลิต และลดการใช้แรงงานด้วยการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีต่าง ๆ เชิงบูรณาการ รองรับมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี มุ่งเน้นทำให้เกษตรกรเข้าถึงองค์ความรู้ และแก้ไขปัญหาการผลิต เพื่อให้เกษตรกรพัฒนาผลผลิตที่มีคุณภาพให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลบนมาตรฐาน GAP ด้วยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยี smart farmer เข้ามามีส่วนช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลผ่านระบบปฏิบัติทางการเกษตร Good agricultural Practice: GAP ที่ให้เกษตรกรสามารถกรอกข้อมูลผ่านการพูดผ่าน application ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ application ดังกล่าวจะมีส่วนช่วยในการประเมินสถานะของแปลงปลูกพืชในด้านต่าง ๆ รวมไปถึงการประเมินการใช้สารเคมีเกษตร ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช และการปรับฮอร์โมนให้เหมาะสมกับพืชที่ผลิต พร้อมทั้งระบบตรวจติดตามสภาพแปลงปลูกพืชแบบ real-time และนวัตกรรม Basin fertigation model เพื่อเพิ่มผลผลิตให้ทุเรียนมีคุณภาพสูง (premium grade) ระบบ GIS-smart farming-iOT นวัตกรรมการจัดการโรครากเน่าโคนเน่า (Phytophthora sp) ทดสอบโรคหลังการเก็บเกี่ยว และนวัตกรรมการส่งออกทุเรียน​ผลสด​ ภายใต้อุณหภูมิต่ำด้วยนวัตกรรมภาชนะเก็บกลิ่นทุเรียนแกะเนื้อสดเพื่อการส่งออก ด้วยนวัตกรรมต่าง ๆ ก่อให้เกิดประโยชน์กับเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนทั่วทุกภูมิภาคและผู้ประกอบการส่งออกของไทยในระดับประเทศให้มีรายได้เพิ่มขึ้นต่อยอดสู่คุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ภายในงานมีการจัดนิทรรศการ​และการนำเสนอผลงานนวัตกรรมการวิจัยโดยนักวิจัยร่วมเสวนากับเกษตรกรในแต่ละพื้นที่​ ที่ได้นำนวัตกรรมไปทดลองใช้งาน รวมทั้งผู้เข้าร่วมสัมมนา ณ สถานที่จัดงาน และ online ผ่านระบบ zoom meeting ซึ่งในอนาคตมีแนวโน้มที่จะขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มมากขึ้นเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคและการส่งออกแบบครบวงจรเป็นการส่งเสริมและขับเคลื่อนการพัฒนา​เศรษฐกิจของประเทศอย่าง​ยั่งยืน​ต่อไป

‘ลูกหนี้ กยศ.’อ่านโดยพลัน!เปิดมติกมธ.ฯเสียงข้างมาก ไม่คิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/654772

‘ลูกหนี้ กยศ.’อ่านโดยพลัน!เปิดมติกมธ.ฯเสียงข้างมาก ไม่คิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระ

วันศุกร์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 14.12 น.

‘บัญญัติ’ เผยมติ กมธ.เงินกู้ กยศ.เสียงข้างมากไม่คิดดอกเบี้ยลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ จ่อยกเลิกผู้ค้ำประกัน ยกเว้นระดับโท- เอก

20 พ.ค.2565 ที่รัฐสภา นพ.บัญญัติ เจตนจันทร์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ( ฉบับที่ .. ) พ.ศ. …. แถลงว่า ที่ประชุมกมธ.เสียงข้างมาก  12 ต่อ 11 เสียง ไม่คิดเบี้ยปรับ กรณีลูกหนี้ กยศ. ผิดนัดชำระหนี้คืนกองทุน เพื่อเป็นการลดภาระให้กับลูกหนี้กองทุน กยศ. ที่มีปัญหาด้านเศรษฐกิจ ส่วนเหตุผลของ กมธ.เสียงข้างน้อย ที่สงวนความเห็นให้คิดเบี้ยปรับร้อยละ 1 ต่อปี เพื่อเป็นการรักษาวินัยทางการเงินของผู้กู้   เกรงว่าถ้าไม่มีการปรับเบี้ยเลย ผู้กู้จะปล่อยปละละเลยการชำระหนี้เงินกู้ ซึ่งจะกระทบต่อผู้กู้ที่เป็นรุ่นต่อไป จะไม่มีเงินให้กู้เพื่อเรียนต่อ ซึ่งร่างพ.ร.บ. ฉบับของครม. และร่าง พ.ร.บ. ฉบับของพรรคประชาธิปัตย์ ได้ปรับลดเบี้ยปรับจากร้อยละ 18 ต่อปี ในกฎหมายปัจจุบัน เหลือเพียงร้อยละ 1 ต่อปี ถือว่าเป็นการลดภาระเบี้ยปรับค่อนข้างมากอยู่แล้ว

นอกจากนี้กมธ. ยังได้มีมติให้ผู้กู้เงินกองทุน กยศ. มีสิทธิประโยชน์ จากระยะเวลาปลอดหนี้ เป็นเวลา 2 ปี นับตั้งแต่วันที่สำเร็จการศึกษา เลิกการศึกษา หรือพ้นสภาพการศึกษา

สำหรับดอกเบี้ยเงินกู้กยศ. กมธ.มีมติให้ปรับลดดอกเบี้ยจากกฎหมายปัจจุบันที่คิดดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี เหลือเพียงไม่เกินร้อยละ 0.25 ต่อปีไปแล้ว โดยปรับลดจากร่าง พ.ร.บ.ฉบับของครม. และร่าง พ.ร.บ.ฉบับของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ระบุไว้ ร้อยละ 2 ต่อปี เพื่อบรรเทาภาระทางเศรษฐกิจของผู้กู้

ส่วนผู้ค้ำประกันเงินกู้ กยศ.กมธ. อยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะยกเลิกไม่ต้องมีผู้ค้ำประกัน เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ผู้ค้ำประกัน เช่น บิดา มารดา คุณครู โดยให้นักเรียนนักศึกษาค้ำประกันตนเอง

“แต่อาจจะให้มีผู้ค้ำประกันเฉพาะกรณีกู้เพื่อเรียนต่อปริญญาโท ปริญญาเอก ที่มีวงเงินกู้ค่อนข้างสูงเท่านั้น ซึ่งคณะ กมธ.ได้พิจารณาร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้บนพื้นฐานของการส่งเสริมให้การศึกษา เป็นมาตรการแก้ไขความเหลื่อมล้ำของประชาชนเนื่องจากการศึกษาเป็นการสร้างทุนมนุษย์ ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เป็นการสร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่ตนเอง ครอบครัวและประเทศชาติ  หากผลการพิจารณาเป็นเช่นใด จะนำมาแถลงข่าวในครั้งต่อไป” โฆษก กมธ.เงินกู้กยศ.กล่าว   

‘ตรีนุช’เร่งเครื่อง! ปฏิรูป’อาชีวะ’ ผลิตกำลังคนทันสมัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/654716

'ตรีนุช'เร่งเครื่อง! ปฏิรูป'อาชีวะ' ผลิตกำลังคนทันสมัย

วันศุกร์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 10.05 น.

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตนได้ประชุมร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เพื่อติดตามผลการดำเนินงานการปฏิรูปการอาชีวศึกษา ของ สอศ.ในประเด็นหลักที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้เร่งรัดให้เห็นผลโดยด่วน ซึ่งพบว่าทุกโครงการดำเนินการได้ดี โดยในด้านการผลิตพัฒนากำลังคน เพื่อตอบสนองความต้องการ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย พบว่า สอศ. มีแผนการผลิตและพัฒนากำลังคน ทั้งระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และปริญญาตรี ที่ชัดเจน ซึ่งตนได้ขอให้ สอศ.เพิ่มผู้เรียนให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะในสาขาที่เป็นความจำเป็นของประเทศ และให้ สอศ.นำเสียงสะท้อนจากผู้ใช้กำลังคนมาปรับปรุงหลักสูตรและการผลิตกำลังคนให้ทันสมัย สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน รวมถึงเร่งรณรงค์เพิ่มผู้เรียนในโครงการอาชีวะสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชน เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนของประเทศ หรือ “อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ” เพื่อให้เด็กด้อยโอกาสได้กลับเข้ามาเรียนในระบบ ซึ่งขณะนี้ยังมีที่รองรับนักเรียน นักศึกษาเข้ามาร่วมโครงการฯได้อีก โดยมุ่งเป้าหมายไปยังผู้เรียนบางกลุ่ม บางพื้นที่ ผ่านผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และองค์การบริหารส่วนตำบล

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า ส่วนโครงการอาชีวศึกษาทวิภาคี ได้ย้ำในการเพิ่มสถานประกอบการที่มีคุณภาพมาตรฐานมาร่วมจัดการศึกษาเพิ่มขึ้น และเร่งเพิ่มจำนวนผู้เรียนในระบบทวิภาคีทั้งในวิทยาลัยของรัฐและเอกชน โดยต้องมีแผนบูรณาการเชื่อมโยงระหว่างการศึกษาขั้นพื้นฐานกับอาชีวศึกษา , ทำให้เกิดความยืดหยุ่นในเรื่องวิชาชีพ , เพิ่มบทบาทภาคเอกชน/สถานประกอบการ ให้มาช่วยวางแผนการผลิตและพัฒนาคุณภาพการอาชีวศึกษา เพื่อตอบโจทย์ให้ตรงตามความต้องการที่แท้จริง ซึ่งการดำเนินโครงการอาชีวศึกษาทวิภาคีให้สอดคล้องกับตัวชี้วัด ขั้นตอน และวิธีการดำเนินการของแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษานั้น สอศ.จะต้องทำแผนเพิ่มเป้าหมายผู้เรียนให้มากขึ้น รวมถึงช่วยสนับสนุน แก้ไขและขจัดปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นด้วย

น.ส.ตรีนุช กล่าวอีกว่า สำหรับโครงการศูนย์ความเป็นเลิศทางการอาชีวศึกษา หรือ Excellent Center และศูนย์บริหารเครือข่ายการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา หรือ Center of Vocational Manpower Networking Management (CVM) ตนได้ขอให้มีการเร่งใช้ประโยชน์จาก Excellent Center และ CVM ทุกที่ทั้งการผลิตนักศึกษา ฝึกอบรมและพัฒนากำลังคน ในสาขานั้นๆ ส่วนโครงการเกษตรอัจฉริยะ หรือ Smart Farmer ได้มีการปรับปรุงการเรียนการสอนในวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี โดยมุ่งเน้นผู้เรียนให้มีความสามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาบริหารจัดการและลดต้นทุนการผลิต ซึ่งตนได้ขอให้มีการพัฒนาต่อยอดจากสิ่งที่ได้ดำเนินการไว้แล้ว และที่สำคัญได้ฝากให้ทุกคนช่วยสร้างภาพลักษณ์อาชีวะให้เป็นที่ต้องการของนักเรียน นักศึกษา โดยเชื่อมโยงกับทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในการแนะแนวให้เห็นความสำคัญของการเรียนสายอาชีพให้มากยิ่งขึ้น

ม.นเรศวรฯค้นพบวิธีการผลิตเลซิตินเกรดอาหารจากรำข้าวเพื่อเพิ่มมูลค่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/654639

ม.นเรศวรฯค้นพบวิธีการผลิตเลซิตินเกรดอาหารจากรำข้าวเพื่อเพิ่มมูลค่า

วันพฤหัสบดี ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 19.15 น.

มหาวิทยาลัยนเรศวร แถลงผลงานวิจัยกรรมวิธีการผลิตเลซิตินเกรดอาหารจากรำข้าวหรือถั่วเหลืองเป็นวัตถุดิบหลักเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมน้ำมันรำข้าวหรือน้ำมันถั่วเหลืองที่มีประโยชน์ในการช่วยลดคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอร์ อีกทั้งเป็นสารประกอบโคลีน ซึ่งเป็นสารตั้งต้น สร้างสารสื่อประสาท ดูแลระบบการทำงานของสมองและประสาท  

วันที่ 19 พ.ค.65 ที่ภาควิชาอุตสาหกรรมเกษตรคณะเกษตรศาสตร์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เหรียญทอง สิงห์จานุสงค์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรวรรณ กฤตสุนันท์กุล และนายชินกฤต ศรีนวล คณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยนเรศวร ได้แถลงข่าว ค้นพบกรรมวิธีการผลิตเลซิตินเกรดอาหารจากรำข้าวหรือถั่วเหลือง โดยใช้ผลิตผลพลอยได้ที่เรียกว่า “กัม” ที่มีปริมาณมากจากอุตสาหกรรมน้ำมันรำข้าวหรือน้ำมันถั่วเหลืองเป็นวัตถุดิบหลัก ทั้งนี้เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมน้ำมันรำข้าวหรือน้ำมันถั่วเหลืองซึ่งเดิมทีจำหน่ายเป็นอาหารสัตว์ในราคาต่ำ จนได้รับการจดอนุสิทธิบัตรและพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญาแก่ผู้ประกอบการและประชาชน  โดยอนุสิทธิบัตรเรื่อง “กรรมวิธีการผลิตเลซิตินเกรดอาหารจากรําข้าวหรือถั่วเหลือง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เหรียญทอง สิงห์จานุสงค์ อาจารย์ประจำภาควิชาอุตสาหกรรมเกษตร  คณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า เลซิติน (lecithin) คือ สารประกอบของไขมัน และฟอสฟอรัส หรือเรียกว่า ฟอสโฟลิปิด เลซิตินมีลักษณะทั้งที่เป็นของเหลว ข้น เหนียว และเป็นของแข็ง  สามารถพบได้ตามธรรมชาติทั้งในพืชและสัตว์ ซึ่งจะพบมากในไข่แดง (9%) ถั่วเหลือง (4%) รำข้าว (2%) เมล็ดเรพสีด (2%) เมล็ดฝ้าย (1.5%) เมล็ดทานตะวัน (1%) อย่างไรก็ตาม ร่างกายมนุษย์สามารถผลิตเลซิตินขึ้นได้เองจากตับ โดยมีสารตั้งต้นที่ร่างกายใช้ผลิตเลซิติน 

เช่น กรดไขมันจําเป็น วิตามินบี และสารอาหารสําคัญอื่น ๆ  หากร่างกายได้รับสารอาหารต่าง ๆ เหล่านี้ไม่เพียงพอจะส่งผลให้ร่างกายสร้างเลซิตินได้ไม่เพียงพอ นอกจากนี้ เลซิตินยังเป็นส่วนประกอบของผนังเซลล์ทุกชนิดและอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะในสมองมีเลซิตินเป็นส่วนประกอบมากถึง 30% ซึ่งเลซิตินจําเป็นต่อการควบคุมกระบวนการต่าง ๆ ภายในเซลล์ ให้ดําเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้เลซิติน ยังมีประโยชน์ในการช่วยลดคอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอร์ อีกทั้งเป็นสารประกอบโคลีน ซึ่งเป็นสารตั้งต้น สร้างสารสื่อประสาท ดูแลระบบการทำงานของสมองและประสาท ขณะที่ในด้านของอุตสาหกรรม ยังเป็น อิมัลซิไฟเออร์ ที่ทำให้น้ำและน้ำมัน สามารถรวมตัวกันได้ โดยไม่แยกชั้น และใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร อาหารสัตว์ และเครื่องสำอาง เป็นต้น

กรรมวิธีการผลิตเลซิตินเกรดอาหารจากรําข้าวหรือถั่วเหลือง มีขั้นตอนการผลิต ดังนี้ นํากัมที่ได้จากอุตสาหกรรมน้ำมันรําข้าวหรือน้ำมันถั่วเหลืองมาแยกสิ่งปลอมปนออกด้วยตัวทําละลายเฮกเซน โดยใช้วิธีการปั่นเหวี่ยง จากนั้นนํากัมที่ได้มากําจัดน้ำมันออกด้วยตัวทําละลาย อะซิโตน โดยใช้วิธีการตกตะกอน จะได้กัมที่มีปริมาณน้ำมันน้อย นํากัมที่ผ่านกระบวนการกําจัดน้ำมันมาทําให้บริสุทธิ์ด้วย ตัวทําละลายเอทานอล โดยให้ความร้อนเพื่อให้กัมละลาย เขย่าให้เข้ากัน และนําไปปั่นเหวี่ยง จากนั้นแยกเอาเฉพาะส่วน  ที่ละลายในเอทานอลไประเหยเอทานอลออก จะได้เลซิตินบริสุทธิ์ ซึ่งในปัจจุบันเลซิตินเกรดอาหารมีจําหน่ายเชิงพาณิชย์ในราคา 600 – 4,000 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ และแหล่งที่มา ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีมูลค่าเพิ่มสูงมากถึง 30 – 200 เท่าของราคากัม (20 บาทต่อกิโลกรัม) ปัจจุบัน ยังไม่มีเลซิตินจากข้าวที่จําหน่ายเชิงพาณิชย์

ดังนั้น จึงเป็น อิมัลซิไฟเออร์ชนิดหนึ่งที่น่าสนใจ และสามารถพัฒนากรรมวิธีการผลิตให้มีศักยภาพเชิงพาณิชย์ จนได้รับการจดอนุสิทธิบัตรโดยมหาวิทยาลัยนเรศวร “มหาวิทยาลัยเพื่อสังคมของผู้ประกอบการ” พร้อมส่งเสริมการวิจัยเพื่อสร้างเกษตรมูลค่าสูง และพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญาแก่ผู้ประกอบการและประชาชน อันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสร้างความยั่งยืนให้กับประเทศชาติ ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่คณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โทรศัพท์ 0 5596 2379 ได้ – 003 

รร.บางปะกอกฯ เร่งหาทางออก หลัง นร.ร้องไม่พร้อมเปิดเทอม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/654519

รร.บางปะกอกฯ เร่งหาทางออก หลัง นร.ร้องไม่พร้อมเปิดเทอม

วันพฤหัสบดี ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 13.34 น.

รร.บางปะกอกฯ เร่งประชุมหาทางออก หลัง นร.ร้องไม่พร้อมเปิดเทอม เผยจ้างผู้รับเหมามาปรับปรุง แต่ดำเนินการไม่แล้วเสร็จทันตามเวลาที่กำหนด

19 พ.ค.65 นายนิยม ไผ่โสภา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 กรุงเทพมหานคร (สพม.เขต 1 กทม.) เปิดเผยกรณี เพจ  “อยากดังเดี๋ยวจัดให้ รีเทริน์ part 3”  เผยแพร่ภาพห้องเรียนของโรงเรียนแห่งหนึ่งย่านบางปะกอก ที่ไม่พร้อมเนื่องจากอยู่ระหว่างการปรับปรุงก่อสร้าง โต๊ะและห้องเรียนไม่ได้ทำความสะอาด แอร์ที่เปลี่ยนใหม่ยังไม่ได้เดินสายไฟ โรงอาหารก็อยู่ระหว่างปรับปรุง ไม่มีที่เพียงพอให้นักเรียนนั่งรับประทานอาหาร ซึ่งสะท้อนว่าโรงเรียนแห่งนี้ไม่มีความพร้อมสำหรับการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบออนไซต์นั้น ว่า ตนทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว เบื้องต้นทราบว่าทางโรงเรียนอยู่ระหว่างการปรับปรุงอาคาร โดยได้จ้างผู้รับเหมามาปรับปรุง แต่ดำเนินการไม่แล้วเสร็จทันตามเวลาที่กำหนด ก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องที่นี่ : นี่หรือโรงเรียน? เปิดภาพฝันร้ายของ นร. สภาพไม่พร้อมเปิดเทอม

อย่างไรก็ตาม ในเวลา 13.00 น. ทางโรงเรียนจะประชุมหาทางออกในเรื่องนี้ โดยมีผู้รับเหมา คณะกรรมการสถานศึกษา มาหารือร่วมกัน คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในวันนี้ ส่วนแนวทางช่วยเหลือเบื้องต้นก็จะต้องสอบถามระยะเวลาการก่อสร้างจากผู้รับเหมาก่อนว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อใด ทั้งนี้ ต้องดูความพร้อมของโรงเรียนด้วยว่ามีความพร้อมให้นักเรียนมาเรียนออนไซต์หรือไม่ ถ้ายังไม่พร้อมก็อาจจะให้นักเรียนสลับวันมาเรียน หรือให้เรียนออนไลน์ไปก่อน เป็นต้น

“ทั้งนี้ สพม. เขต 1 กทม. ได้ดำเนินการตรวจสอบว่ามีโรงเรียนในเขตพื้นที่ฯ ที่ไม่มีความพร้อมในเรื่องอาคารสถานที่เหมือนกับโรงเรียนบางปะกอกวิทยาคมหรือไม่ เบื้องต้นพบว่ามีเพียงโรงเรียนบางปะกอกวิทยาคม เพียง 1 แห่งเท่านั้น ที่ไม่มีความพร้อมด้านอาคารสถานที่ เพราะโรงเรียนส่วนใหญ่ในสังกัด สพม. เขต 1 กทม.  เป็นโรงเรียนที่พื้นที่กว้าง ต่างจากโรงเรียนบางปะกอกวิทยาคมที่มีพื้นที่แคบ และมีอาคารจำนวนมาก” นายนิยม กล่าว. -008 

‘ครูโอ๊ะ’ประชุมขับเคลื่อนการจัดการศึกษา’กัญชาและกัญชงสร้างสุขภาพสร้างรายได้’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/654518

'ครูโอ๊ะ'ประชุมขับเคลื่อนการจัดการศึกษา'กัญชาและกัญชงสร้างสุขภาพสร้างรายได้'

วันพฤหัสบดี ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 13.33 น.

“ครูโอ๊ะ”ประชุมขับเคลื่อนการจัดการศึกษา”กัญชาและกัญชงสร้างสุขภาพสร้างรายได้” ดัน กศน.ให้ความรู้เรื่องกัญชาและกัญชงอย่างถูกต้อง

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2565 ที่หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนการจัดการศึกษา “กัญชาและกัญชงสร้างสุขภาพสร้างรายได้” โดยมีผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ผู้อำนวยการ กศน.จังหวัด และ กศน.อำเภอ ภญ.ผกากรอง ขวัญข้าว ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร นายสมคิด ดำน้อย ผู้อำนวยการศูนย์การวิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเชียงราย ผู้แทนจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ผู้แทนจากภาควิชาอาชีวศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เข้าร่วม

นางกนกวรรณ กล่าวว่า ถือเป็นการจัดประชุมเพื่อขับเคลื่อนการศึกษากัญชาและกัญชงสร้างรายได้ให้ประชาชน ซึ่งก่อนหน้านี้ กศน.เคยมีการประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนงานนี้อย่างจริงจัง แต่เมื่อเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ทำให้ต้องหยุดไป ปัจจุบันประชาชนเรียกร้องมาตลอดว่าเมื่อไหร่จะมีการจัดสัมนาประชุมเชิงปฏิบัติการฯ เพราะประชาชนเฝ้ารออยากนำกัญชามาสร้างรายได้ รวมถึงการดูแลสุขภาพ ดังนั้น เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 คลี่คลายลง กศน.จึงสานต่อเพื่อขับเคลื่อนให้ความรู้เกี่ยวกับกัญชาและกัญชงอย่างถูกต้อง

นางกนกวรรณ กล่าวต่อว่า กศน.ถือเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทโดยตรงในการให้ความรู้เรื่องกัญชาและกัญชงกับผู้เรียนอย่างถูกต้องทั้งในเชิงวิชาการและในเชิงอาชีพ ซึ่งที่ผ่านมา กศน.ได้จัดทำหลักสูตรการศึกษาเกี่ยวกับกัญชาและกัญชง ให้เป็นวิชาเลือกในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ขณะนี้ กศน.ได้ขยายหลักสูตรกัญชาและกัญชงให้มีถึงระดับมัธยมต้นแล้ว ทั้งนี้ กศน.ไม่ได้มองว่าจะต้องให้ความรู้กับผู้เรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานเท่านั้น มองว่าควรให้ความรู้ประชาชนทุกช่วงวัยให้มารับความรู้ ได้รับประโยชน์ ได้อบรมด้านอาชีพและสามารถพัฒนาต่อยอดขายสินค้าเกี่ยวกับกัญชาและกัญชงได้จริง รู้กลไกทางการตลาด และประชาชนในระดับรากหญ้าจะต้องได้รับการคุ้มครองภูมิปัญญา คุ้มครองสิทธิประโยชน์ที่เป็นของคนไทย

“วันนี้ดิฉันได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการ กศน.จังหวัด วางแนวทางและทำแผนปฏิบัติงานให้ชัดเจนว่าต่อไปจะทำอย่างไรให้ประชาชนได้เข้าถึงความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับกัญชาและกัญชง โดยต้องให้ความรู้ทั้งผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และให้ความรู้กับประชาชนทั่วไป พร้อมกับให้แต่ละพื้นที่สำรวจว่าในพื้นที่ของตนมีผู้ที่ขออนุญาตปลูกกัญชาอย่างถูกต้องมีจำนวนเท่าใด พร้อมกับวางแผนอบรมเชิงวิชาการให้ประชาชนได้มีความรู้ สามารถนำกัญชาและกัญชงไปใช้อย่างถูกต้อง ไม่เป็นอันตรายและปลอดภัยต่อไป” นางกนกวรรณ กล่าว

– 006

‘กทม.’ ประกาศสั่งปิดเรียนทำความสะอาด หลังเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.-ส.ก. 23 พ.ค.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/654472

'กทม.' ประกาศสั่งปิดเรียนทำความสะอาด หลังเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.-ส.ก. 23 พ.ค.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 11.14 น.

‘กทม.’ ประกาศสั่งปิดเรียนทำความสะอาดอุปกรณ์ที่ใช้ในการเรียน-อาคารสถานที่ ให้ปลอดเชื้อโควิด หลังเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.-ส.ก. 23 พ.ค.นี้

19 พ.ค.65 เพจเฟซบุ๊ก “สำนักงานยุทธศาสตร์การศึกษา สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร” ได้ประกาศแจ้งปิดโรงเรียนในสังกัด กทม. ในวันที่ 23 พ.ค.65 เพื่อป้องกันการแพร่ระบาตของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVD-19) ตามข้อกำหนด 6 มาตรการหลัก (DMHT- RC) 6 มาตรการเสริม (SSET.CQ) และแนวทาง 7 มาตรการเข้มสำหรับสถานศึกษา 

โดยข้อความระบุว่า “ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโศโรนา 2019 (COV0-19) มีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตอย่างต่อเนื่อง และคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีประกำศ ลงวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2565 กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานครและผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีประกาศให้มีการเลือกตั้ง และผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร ได้มีประกาศ ลงวันที่ 24 มีนาคม พ ศ. 2565 กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานครและผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในวันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2565 ในการปฏิบัติงานในวันดังกล่าวได้มีการใช้วัสดุอุปกรณ์และอาคารสถานที่ของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครรวมทั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากรุงเทพมหานครได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งมีความเสี่ยงในการสัมผัสเชื้อไววัสโคโรนา 2019 (COVD-19)

เพื่อป้องกันการแพร่ระบาตของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVD-19) ตามข้อกำหนด 6 มาตรการหลัก (DMHT- RC) 6 มาตรการเสริม (SSET.CQ) และแนวทาง 7 มาตรการเข้มสำหรับสถานศึกษา

จึงให้โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครจัดการค้านอนามัยสิ่งแวล้อมให้ได้ตามเกณฑ์มาตรฐานและทำความสะอาดอาคารสถานที่และวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการเรียนการสอนให้ปลอดเชื้อและปลอดภัยก่อนการจัดการเรียนการสอนปกติ อาศัยอำนาจตามระเบียบกรุงเทพมหานคร ว่าด้วยการสั่งปิดสถานศึกษาชั่วคราวเนื่องจากเหตุพิเศษ พ.ศ. 2543 ข้อ 5 (3) จึงให้ปิตโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร ในวันจันทร์ที่ 23 พฤษภาคม 2565 และให้จัดการสอนชดเชยในภายหลัง” .-008 

‘ตรีนุช’ให้ความมั่นใจมีงบฯจ้างครู-ธุรการโรงเรียนต่อเนื่อง กำชับ สพฐ.จ่ายเงินตรงเวลา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/654466

'ตรีนุช'ให้ความมั่นใจมีงบฯจ้างครู-ธุรการโรงเรียนต่อเนื่อง กำชับ สพฐ.จ่ายเงินตรงเวลา

วันพฤหัสบดี ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 10.34 น.

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า จากการที่ตนได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการจัดการเรียนการสอนที่จังหวัดสมุทรปราการ และได้รับฟังปัญหาของครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่ต้องการให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ช่วยเหลือ ซึ่งพบว่า ครูธุรการ มีความมั่นใจว่าสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะจ้างต่อถึงสิ้นปีงบประมาณ 2565 หรือ ถึงวันที่ 30 กันยายน 2565 หรือไม่ พร้อมทั้งบอกด้วยว่าไม่ได้รับเงินเดือนค่าจ้างประจำทุกเดือน บางเดือนไม่ได้รับ แต่ไปรวมจ่าย 2 เดือน ซึ่งตนได้สอบถามไปยัง ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) แล้วพบว่า ที่ผ่านมามีปัญหาในการได้รับจัดสรรงบประมาณที่ไม่เป็นไปตามแผน และขณะนี้ได้แก้ไขแล้ว อีกทั้งเมื่อวันที่ 15 มี.ค.2565 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็ได้มีมติอนุมัติจัดสรรงบประมาณ 1,800 ล้านบาท เพื่อมาดูแลครูทั้งหมด ซึ่งเป็นกลุ่มหลัก ได้แก่ ครูผู้สอน กลุ่มครูขาดแคลน กลุ่มครูคลังสมอง ครูวิทย์-คณิต กลุ่มครูที่ดูแลน้องเด็กพิเศษ บุคลากรด้านธุรการ และนักการภารโรงแล้ว จึงขอให้มั่นใจได้ว่า สพฐ.จะจ้างต่อเนื่องถึงวันที่ 30 กันยายนแน่นอน และตนได้กำชับไปด้วยว่าให้จ่ายเงินเดือนครูตรงเวลา

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า สำหรับในปีงบประมาณ 2566 ศธ.ได้เสนอโครงการสนับสนุนนโยบายและจุดเน้นของ ศธ.ในส่วนของการจ้างครูและธุรการ โรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 3 โครงการ วงเงินทั้งสิ้น 6,108 ล้านบาท โดยจะจ้างต่อเนื่องทุกคน จำแนกเป็น โครงการครูผู้ทรงคุณค่าของแผ่นดิน จำนวน 610 คน วงเงิน 104 ล้านบาท โครงการครูคลังสมอง จำนวน 1,757 คน กับ โครงการจ้างเหมาครูและบุคลากรต่างๆสำหรับโรงเรียนปกติ จำนวน 44,291 คน วงเงินรวม 6,004 ล้านบาท ซึ่ง ครม.ได้ให้ความเห็นชอบ และนำเสนอต่อรัฐสภาซึ่งมีมติรับหลักการในวาระ 1 แล้ว และขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2566 ขอให้มั่นใจได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และกระทรวงศึกษาธิการ ได้ให้ความสำคัญกับบุคลากรทุกกลุ่ม ทั้งนี้ ตนขอขอบคุณครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคน ที่มุ่งมั่น ให้การศึกษาที่มีคุณภาพแก่เยาวชนของชาติ