ประชุมหารือ ความก้าวหน้า จัดสร้าง ‘พระพุทธเมตตา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/655430

ประชุมหารือ ความก้าวหน้า จัดสร้าง ‘พระพุทธเมตตา’

วันอังคาร ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

พลอากาศเอกชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ประธานจัดสร้างพระสมเด็จองค์ปฐม “พระพุทธเมตตา” เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการ เพื่อรับทราบผลความก้าวหน้า และพิจารณาแนวทางจัดหาผู้สนับสนุนการจัดสร้างพระฯ เพิ่มเติมโดยมีผู้เข้าร่วมประชุม อาทิ ผู้แทนปลัดกระทรวงมหาดไทย (อธิบดีสมคิด จันทมฤก) อัญชลี ชวนิชย์ พลอากาศเอกอิทธพร ศุภวงศ์ อภินันท์ จันทรังษีพลตำรวจเอกนิสสัย บุญศิริ จิรวรรณ เพ็ญพาส (อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย) ดร.พรชัย มงคลวนิช และกรรณภรณ์ วงศ์ปิยะกุล ที่ทำเนียบองคมนตรี  

พระสมเด็จองค์ปฐม จัดสร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ พ.ศ.๒๕๕๔ จะประดิษฐานที่วัดเทพประทาน อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี

คณะกรรมการจัดสร้างพระสมเด็จองค์ปฐม “พระพุทธเมตตา” จะจัดทอดผ้าป่าสามัคคีมหากุศลฯ ในวันอาทิตย์ที่29 พฤษภาคม 2565 สนใจร่วมทำบุญได้ที่ร้าน 7-ELEVEN ทุกแห่งทั่วประเทศ

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดทำเป็น Dashboard เพื่อนำมาใช้ในการบริหาร วางแผนตัดสินใจ ติดตามงาน และนำเสนอข้อมูลสรุปผลการดำเนินงานและสถิติต่างๆของมหาวิทยาลัย คณะ และหน่วยงาน ทำให้ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องในคณะ สถาบัน หน่วยงานต่างๆ ได้รับทราบข้อมูลได้โดยง่ายและรวดเร็ว อีกทั้งยังช่วยสื่อสารให้ประชาคมจุฬาฯ ได้เห็นเป้าหมาย ทิศทางการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยร่วมกัน ซึ่งจุฬาฯ ถือเป็นมหาวิทยาลัยแรกที่ริเริ่มนำข้อมูลมาใช้ขับเคลื่อนมหาวิทยาลัย (Data-Driven Organization) อย่างจริงจัง

รศ.ภก.ดร.วันชัย ตรียะประเสริฐผู้ช่วยอธิการบดี งานด้านกิจการพิเศษ จุฬาฯเปิดเผยว่า Dashboard เป็นเครื่องมือที่นำเสนอข้อมูลในด้านต่างๆ ของมหาวิทยาลัยคณะ สถาบัน และหน่วยงานภายใน โดยนำมาวิเคราะห์และสรุปให้เห็นเป็นภาพกราฟิกที่เข้าใจง่ายในหน้าจอเดียว โดย Dashboard มีฟิลเตอร์ตัวเลือกที่ทำให้ผู้ใช้งานเห็นมุมมองข้อมูลในระดับต่างๆ ตามความต้องการในการใช้งานของผู้ใช้งานแต่ละกลุ่ม แต่ละระดับสายงาน ตั้งแต่กลุ่มผู้บริหารระดับมหาวิทยาลัย กลุ่มผู้บริหารระดับคณะ/สถาบัน/หน่วยงาน กลุ่มหัวหน้าภาควิชา กลุ่มอาจารย์ และกลุ่มเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน ทุกคนจะเห็นข้อมูลที่แตกต่างกันตามกลุ่มของผู้ใช้งาน ทั้งนี้ ทุกคนในมหาวิทยาลัยสามารถเข้ามาดูและเข้ามาใช้งาน Dashboardจุฬาฯ ได้ทุกที่ทุกเวลา ช่วยในการวางแผนการบริหารจัดการตามแผนยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยได้ตลอดเวลา รวมทั้งช่วยในการติดตามวัดผลงานในช่วงเวลาต่างๆ ว่าเป็นไปเป้าหมายที่ตั้งไว้ หรือไม่อย่างไร สอดคล้องกับแนวคิดในการวัดผลแบบ OKR

ม.สวนดุสิต ร่วมกับ พัฒนาสังคมฯ จัดอบรม บัตเลอร์มืออาชีพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/655431

ม.สวนดุสิต ร่วมกับ พัฒนาสังคมฯ จัดอบรม บัตเลอร์มืออาชีพ

วันอังคาร ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผศ.ดร.พิมพ์มาดา วิชาศิลป์ คณบดีโรงเรียนการท่องเที่ยวและการบริการ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวถึงโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการบัตเลอร์(Butler) มืออาชีพ ที่ร่วมมือกับกองคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่า บัตเลอร์ เป็นอาชีพที่มีความต้องการขยายวงกว้างในตลาดแรงงาน และเป็นอาชีพที่ได้รับการยอมรับกันในกลุ่มชนชั้นสูงชาวยุโรป แต่ในประเทศไทยยังถือเป็นวิชาชีพใหม่และต้องการกำลังคนอีกเป็นจำนวนมาก ดังนั้น การพัฒนาสมรรถนะของบัตเลอร์ จึงต้องได้รับการฝึกฝนอย่างเข้มข้นให้ครบทุกด้าน อาทิ การพัฒนาบุคลิกภาพภายนอก สู่มืออาชีพ มารยาทสังคมและการเข้าสังคมชั้นสูง อาหารและเครื่องดื่มและการบริการอาหารสำหรับชนชั้นสูง การดูแล Luxury Brand ตลอดจนการดูแลเสื้อผ้า และเครื่องแต่งกายและเทคโนโลยีที่จำเป็นสำหรับงานบัตเลอร์ จึงได้จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการบัตเลอร์มืออาชีพขึ้น เมื่อกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

สำหรับพิธีมอบประกาศนียบัตรการอบรมเชิงปฏิบัติการบัตเลอร์ (Butler) มืออาชีพ ครั้งนี้ นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) ได้เป็นประธานมอบประกาศนียบัตรและถุงมือบัตเลอร์ให้กับผู้สำเร็จการอบรม จำนวน 20 คน โดยมี นางจินตนา จันทร์บำรุง อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ผศ.ดร.อังค์ริสา แสงจำนงค์ ประธานกรรมการบริหารหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาธุรกิจการบิน และ รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ประธานที่ปรึกษาอธิการบดี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร คณาจารย์ ร่วมงาน

จุฬาฯ พัฒนา เครื่องมือ Dashboard วิเคราะห์การบริหารงานหน่วยงานภายใน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/655435

จุฬาฯ พัฒนา เครื่องมือ Dashboard วิเคราะห์การบริหารงานหน่วยงานภายใน

วันอังคาร ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดทำเป็น Dashboard เพื่อนำมาใช้ในการบริหาร วางแผนตัดสินใจ ติดตามงาน และนำเสนอข้อมูลสรุปผลการดำเนินงานและสถิติต่างๆของมหาวิทยาลัย คณะ และหน่วยงาน ทำให้ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องในคณะ สถาบัน หน่วยงานต่างๆ ได้รับทราบข้อมูลได้โดยง่ายและรวดเร็ว อีกทั้งยังช่วยสื่อสารให้ประชาคมจุฬาฯ ได้เห็นเป้าหมาย ทิศทางการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยร่วมกัน ซึ่งจุฬาฯ ถือเป็นมหาวิทยาลัยแรกที่ริเริ่มนำข้อมูลมาใช้ขับเคลื่อนมหาวิทยาลัย (Data-Driven Organization) อย่างจริงจัง

รศ.ภก.ดร.วันชัย ตรียะประเสริฐผู้ช่วยอธิการบดี งานด้านกิจการพิเศษ จุฬาฯเปิดเผยว่า Dashboard เป็นเครื่องมือที่นำเสนอข้อมูลในด้านต่างๆ ของมหาวิทยาลัยคณะ สถาบัน และหน่วยงานภายใน โดยนำมาวิเคราะห์และสรุปให้เห็นเป็นภาพกราฟิกที่เข้าใจง่ายในหน้าจอเดียว โดย Dashboard มีฟิลเตอร์ตัวเลือกที่ทำให้ผู้ใช้งานเห็นมุมมองข้อมูลในระดับต่างๆ ตามความต้องการในการใช้งานของผู้ใช้งานแต่ละกลุ่ม แต่ละระดับสายงาน ตั้งแต่กลุ่มผู้บริหารระดับมหาวิทยาลัย กลุ่มผู้บริหารระดับคณะ/สถาบัน/หน่วยงาน กลุ่มหัวหน้าภาควิชา กลุ่มอาจารย์ และกลุ่มเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน ทุกคนจะเห็นข้อมูลที่แตกต่างกันตามกลุ่มของผู้ใช้งาน ทั้งนี้ ทุกคนในมหาวิทยาลัยสามารถเข้ามาดูและเข้ามาใช้งาน Dashboardจุฬาฯ ได้ทุกที่ทุกเวลา ช่วยในการวางแผนการบริหารจัดการตามแผนยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยได้ตลอดเวลา รวมทั้งช่วยในการติดตามวัดผลงานในช่วงเวลาต่างๆ ว่าเป็นไปเป้าหมายที่ตั้งไว้ หรือไม่อย่างไร สอดคล้องกับแนวคิดในการวัดผลแบบ OKR

มจธ.พัฒนา ‘วัสดุนาโนสีเขียว’ จำแนกหมึกปากกาพิสูจน์เอกสาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/655429

มจธ.พัฒนา ‘วัสดุนาโนสีเขียว’  จำแนกหมึกปากกาพิสูจน์เอกสาร

วันอังคาร ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผศ.ดร.เขมฤทัย ถามะพัฒน์ อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ หัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์ประยุกต์และวิศวกรรมศาสตร์เพื่อคำตอบของสังคม (ASESS) กับงานวิจัยด้านการพิสูจน์หลักฐาน (Applied Scienceand Engineeringfor Social SolutionResearch Center : ASESS) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า การพัฒนานวัตกรรมวัสดุนาโนสีเขียว สำหรับตรวจพิสูจน์การปลอมแปลงเอกสาร (Green colloidalSERS) สารขยายสัญญาณ สำหรับจำแนกหมึกปากกาในงานตรวจพิสูจน์เอกสารต้องสงสัย มีราคาถูก สามารถผลิตขึ้นเองได้อย่างง่ายและรวดเร็ว โดยใช้วัสดุจากธรรมชาติภายในประเทศไทย และมีอายุการใช้งานนานกว่า 6 เดือน สามารถนำไปหยดลงบนหมึกปากกาบนวัตถุพยานประเภทเอกสารที่ตำแหน่งต้องสงสัยได้โดยตรง ไม่ทำละลายหมึก ตัวอักษรที่อ่านได้ยังคงลักษณะเดิม และไม่จำเป็นต้องทำลายสภาพเอกสารเพื่อสกัดหมึกออกมาตรวจวัด สามารถขยายสัญญาณรามานได้มากกว่า 10 เท่าของสัญญาณรบกวน ทำให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับองค์ประกอบทางเคมีของหมึกปากกาสามารถนำข้อมูลไปใช้ในการจำแนกโมเลกุลองค์ประกอบ สีของหมึกปากกาและประเภทของตัวทำละลาย ซึ่งจะบ่งบอกถึงชนิดของหัวปากกา เช่น ปากกาลูกลื่น ปากกาหมึกซึม และปากกาโรลเลอร์บอล ได้

“การที่เราสามารถผลิตสารเพิ่มระดับสัญญาณ เพื่อการตรวจสารให้แสงในน้ำหมึกด้วยวิธี Raman Spectroscopy ได้เองนี้ จะทำให้เพิ่มศักยภาพในการตรวจพิสูจน์หลักฐานของหน่วยงานได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นสารที่ผลิตในประเทศ ทำให้ลดปัญหาเรื่องอายุการเก็บ อีกทั้งใช้วัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติจึงมีความปลอดภัยต่อผู้ใช้ในระดับสูง ซึ่งขณะนี้ได้รับทุนสนับสนุนเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการตรวจพิสูจน์การปลอมแปลงเอกสารให้กับกองพิสูจน์หลักฐานกลาง และศูนย์พิสูจน์หลักฐานทั้ง 10 ศูนย์ทั่วประเทศ รวมถึงสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายเครื่องมือวิทยาศาสตร์ประเทศไทยเพื่อรองรับการตรวจพิสูจน์โดยใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์อย่างยั่งยืน และยังได้นำองค์ความรู้นี้ไปต่อยอดพัฒนาเป็น “นวัตกรรมการพิสูจน์หลักฐานจากวัตถุระเบิดหรือสะเก็ดระเบิด” เพื่อค้นหาสารระเบิด ได้อีกด้วย” ผศ.ดร.เขมฤทัย กล่าว

ผลงาน “นวัตกรรมวัสดุนาโนสีเขียว สำหรับตรวจพิสูจน์การปลอมแปลงเอกสาร” (Green colloidal SERS) ของศูนย์ฯ ได้รับรางวัลการวิจัยแห่งชาติ รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช ประจำปี 2564 รวมถึงได้รับทุนอุดหนุนการทำกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม การยกระดับศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยการจัดการความรู้การวิจัยเพื่อการใช้ประโยชน์ ประจำปี 2565 การใช้ประโยชน์เชิงความมั่นคง จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

กทม. ร่วมกับ กสศ. อุดหนุนเงินทุน ป้องกันเด็กหลุดนอกระบบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/655428

กทม. ร่วมกับ กสศ. อุดหนุนเงินทุน ป้องกันเด็กหลุดนอกระบบ

วันอังคาร ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยว่า โควิด-19 ได้ตอกย้ำปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมไทยให้ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยและคนจนสูงที่สุดในประเทศไทย ห่างกันถึง 12 เท่า ด้วยเหตุนี้ กสศ. จึงได้ร่วมมือกับสำนักการศึกษากรุงเทพมหานครวางระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (CCT) ให้ครูประจำชั้นทุกโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพฯ มีเครื่องมือเยี่ยมบ้าน และคัดกรองสถานะความยากจนเป็นรายครัวเรือน เพื่อใช้ประกอบการประเมินความเสี่ยงในการหลุดออกจากระบบการศึกษา รวมทั้งประกอบการพิจารณาสนับสนุนมาตรการสำคัญต่างๆ ที่ กสศ. ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาล เช่น โครงการจัดสรรเงินอุดหนุนอย่างมีเงื่อนไข หรือทุนเสมอภาค ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน การเฝ้าระวัง และติดตามความเสี่ยงอื่นๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่ออนาคตทางการศึกษาของเด็กและเยาวชน

“ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการบูรณาการและเชื่อมส่งต่อฐานข้อมูลจากสถานศึกษาสังกัดกรุงเทพฯ เพื่อนำไปสู่การสนับสนุนทุนการศึกษาจากแหล่งอื่น เช่น การเชื่อมโยงข้อมูลนักเรียนด้อยโอกาสในการเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) รวมถึงทุนการศึกษาจากภาคเอกชน และการดำเนินงานภายใต้เครือข่ายความร่วมมือทั้งหมดนี้ มีเป้าหมายเพื่อยกระดับอัตราการเข้าเรียนของเด็กปฐมวัยและวัยเรียน รักษาอัตราการคงอยู่ของนักเรียนเพิ่มขึ้น รวมถึงเพิ่มโอกาสการศึกษาต่อสูงกว่าภาคบังคับทั้งในและนอกระบบตามศักยภาพของผู้เรียนให้สูงขึ้น” ดร.ไกรยส กล่าว

นายเกรียงไกร จงเจริญ ผู้อำนวยการสำนักการศึกษา กทม. กล่าวว่า ได้ติดตามข้อมูลนักเรียน 261,160 คน จาก 437 โรงเรียน เพื่อประเมินความเสี่ยงในการหลุดออกจากระบบให้ได้กลับมาเรียนต่ออีกครั้ง นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการศึกษานอกระบบ เช่น การจัดการเรียนรู้แบบศูนย์การเรียน ที่ กสศ. จะเข้ามาสนับสนุนนักเรียนที่มีข้อจำกัดด้านต่างๆ เป็นการศึกษาทางเลือกที่ตอบโจทย์เด็กมากขึ้น

“สำหรับกรณีวิกฤตเร่งด่วน ได้ร่วมมือกับ กสศ. ดำเนินงานเชิงรุกผ่าน “ศูนย์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตการศึกษา กรุงเทพฯ” บรรเทาปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กและเยาวชนได้รับผลกระทบที่รุนแรงจากภาวะวิกฤตทางการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ ปัจจัย หรือสภาวะอื่นใดที่ส่งผลกระทบให้กระบวนการอุปการะทางด้านการศึกษาของเด็กและเยาวชนไม่สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง จนอาจเป็นเหตุให้เด็กและเยาวชนมีความเสี่ยงที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษา หรือขาดโอกาสที่จะได้รับการศึกษาอย่างต่อเนื่องและเสมอภาค” นายเกรียงไกร กล่าว

อาชีวะอุบลฯภูมิใจตัดเย็บชุดผ้าไหมไทยให้กับตัวแทนสถานทูตประเทศคูเวต-มองโกเลีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/655492

อาชีวะอุบลฯภูมิใจตัดเย็บชุดผ้าไหมไทยให้กับตัวแทนสถานทูตประเทศคูเวต-มองโกเลีย

วันจันทร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 19.04 น.

วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานีภูมิใจตัดเย็บชุดผ้าไหมไทยให้กับตัวแทนสถานทูตประเทศคูเวตและมองโกเลียประจำประเทศไทย งดงามพร้อมอวดโฉมแล้วในงานแฟชั่นผ้าไหมไทยระดับโลก “มหกรรมผ้าไหม ไหมไทยสู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 11” 

นางลฎาภา  แสวงทรัพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี เปิดเผยว่า วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ขอเชิญชวน ประชาชนทุกท่านร่วมรับชมพิธีเปิดงานแฟชั่นโชว์ผ้าไหมไทย อลังการระดับโลก ในโครงการมหกรรมผ้าไหม ไหมไทยสู่เส้นทางโลกครั้งที่ 11 ผ่านช่องทาง Facebook Live NBT ในวันเสาร์ที่ 28 พฤษภาคม 2565 ตั้งแต่เวลา 16.30 น. เป็นต้นไป ถ่ายทอดสดจาก หอประชุมกองทัพเรือ กรุงเทพมหานคร โดยจัดแสดงแฟชั่นโชว์ชุดผ้าไหมจากฝีมือการออกแบบและตัดเย็บของนักเรียน นักศึกษา จากสถาบันการศึกษาทางด้านออกแบบแฟชั่นและสิ่งทอ จากสถาบันการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน กว่า 63 สถาบัน ออกแบบตัดเย็บชุดผ้าไหมที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละประเทศกว่า 100 ประเทศ

ในส่วนของวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ที่นักเรียน นักศึกษา สาขาวิชาแฟชั่นและสิ่งทอ ได้แสดงศักยภาพพัฒนาทักษะวิชาชีพในสาขาที่เรียน ด้วยรังสรรค์ผลงานตัดเย็บชุดผ้าไหมไทยให้กับ นางสาวนัสรียา เย็นอังกูร ตำแหน่ง เลขานุการฝ่ายบัญชี ตัวแทนสถานทูตประเทศคูเวตประจำประเทศไทย 1 ชุด  และ ตัวแทนสถานทูตประเทศมองโกเลีย 2 ชุด  ได้แก่ ตัดเย็บให้กับ Mrs. Orkhon Lkhamsuren- Spouse of Ambassador ภริยาเอกอัคราชทูตมองโกเลีย  และตัดเย็บให้กับ Mr. Anand Tumur Son of Ambassador บุตรชายเอกอัคราชทูตมองโกเลีย ใช้สวมใส่เพื่อเดินแบบในงานแฟชั่นโชว์ผ้าไหมไทย อลังการระดับโลก ในครั้งนี้ 

โดยประเทศคูเวต มีแนวคิดในการออกแบบชุดผ้าไหมไทย คือ Kuwait City สื่อถึงความเจริญรุ่งเรืองของประเทศคูเวต ด้วยการถ่ายทอดผ่านผ้าไหมไทยนำมาตัดเย็บชุดของสตรีชาวมุสลิม ผสมผสานกับผ้าไทยให้มีความแปลกใหม่และสวยงาม  ส่วนแนวคิดในการออกแบบของประเทศมองโกเลีย คือ อูลานบาตาร์ สื่อถึง ชุดผ้าไทยที่ผสมผสานกลิ่นอายชุดพื้นเมืองของชาวมองโกเลีย แรงบันดาลใจจาก อูลานบาตาร์ เมืองที่ผสมผสานความเก่าแก่และความทันสมัยเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว  ซึ่งใช้เวลาในการจัดทำทั้ง 3 ชุด เป็นระยะดเวลา 4 เดือน ทั้งนี้ได้รับการสนับสนุนผ้าไหมสำหรับตัดเย็บจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

นับเป็นความภาคภูมิใจที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี โดยเฉพาะ นักเรียน นักศึกษา สาขาแฟชั่นและสิ่งทอ ได้มีโอกาสพัฒนาทักษะวิชาชีพในสาขาที่เรียน นำมาโชว์ศักยภาพเผยแพร่ผ้าไหมไทย สู่สายตาชาวโลก เกิดสันติไมตรีและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมไทยสู่สายตานานาประเทศทั่วโลก

‘ตรีนุช’เผยภาพรวมเปิดเรียนออนไซต์ 1 สัปดาห์ เรียบร้อยดี นักเรียนมีความสุข

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/655398

‘ตรีนุช’เผยภาพรวมเปิดเรียนออนไซต์ 1 สัปดาห์ เรียบร้อยดี นักเรียนมีความสุข

วันจันทร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 15.51 น.

‘ตรีนุช’เผยภาพรวมเปิดเรียนออนไซต์ 1 สัปดาห์ เรียบร้อยดี นักเรียนมีความสุข

23 พฤษภาคม 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า ภาพรวมการเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ในรูปแบบออนไซต์ ผ่านมา 1 สัปดาห์แล้ว พบว่า การดำเนินการต่างๆ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โรงเรียนดำเนินการตามมาตรการป้องกันการแพร่เชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 และแผนเผชิญเหตุที่ ศธ.กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด เช่น ปฏิบัติตามมาตรการ 6-6-7 มีสถานที่กักตัวในโรงเรียน (School Isolation) และกำหนดพื้นที่ให้เด็กในกลุ่มเสี่ยงสูงเข้ามาเรียนในโรงเรียนได้ เป็นต้น ซึ่งจะสร้างความมั่นใจให้กับผู้ปกครอง และนักเรียนมากขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่านักเรียนมีความสุขที่ได้กลับเข้ามาเรียนในโรงเรียนอีกด้วย

‘กุลวลี’ร่วมพิธีฉลองสมโภชโบราณสถานวัดอรัญญิกาวาสแหล่งท่องเที่ยว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/655338

‘กุลวลี’ร่วมพิธีฉลองสมโภชโบราณสถานวัดอรัญญิกาวาสแหล่งท่องเที่ยว

วันจันทร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 13.03 น.

“ส.ส.กุลวลี”จับมือผู้ว่าราชบุรีและกรมศิลปากรร่วมพิธีฉลองสมโภชโบราณสถานวัดอรัญญิกาวาส หวังพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ภายหลัง ครม.อนุมัติงบบูรณะซ่อมแซม

น.ส.กุลวลี นพอมรบดี ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ พร้อมด้วย นายรณภพ เหลืองไพโรจน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี, นางสาววิลาสินี สุพานิชวรภาชน์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเจดีย์หัก, นางศาริสา จินดาวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี,

นายนภสร โศรกศรี วัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี, นายวิวัฒน์ วันกุมภา ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดราชบุรี และพี่น้องประชาชน ร่วมพิธีฉลองสมโภชโบราณสถานของวัดอรัญญิกาวาส  โดยมีพระพรหมมงคลวัชราจารย์ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 14 15 ( ฝ่ายธรรมยุต ) เจ้าอาวาสวัดศรีสุริยวงศาราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์  โดยจัดให้มีพิธีพระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา และพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายแต่อดีตเจ้าอาวาสและบูรพาจารย์ ณ อุโบสถ วัดอรัญญกาวาส ตำบลเจดีย์หัก อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี

นางสาวกุลวลี  กล่าวว่า วัดอรัญญกาวาส เป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุต ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองราชบุรีไปทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ในที่ราบของของท้องทุ่งเขางู ซึ่งเป็นสมรภูมิรบ ระหว่างทัพพม่าและกรุงศรีอยุธยาหลายครั้ง ในตำบลเจดีย์หัก อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี มีเนื้อที่ 73 ไร่ 2 งาน 48 วา  วัดอรัญญิกาวาส เดิมมีชื่อ วัดเจริญธรรมวิหาร สร้างมาตั้งแต่สมัยขอม ช่วงประมาณศตวรรษที่ 10 ถึง 16  มีพระปรางค์เป็นปรางค์ใหญ่และปรางค์เล็ก 4 มุม ปรางค์ใหญ่อยู่กลางสูงประมาณ 1 เส้น เศษ ( 40 เมตร) หลังพระปรางค์มีพระนอนทำด้วยหินแดงก้อนใหญ่ ๆ เรียงก่อเป็นรูปพุทธบรรทมตะแคงขวา ยาวประมาณ 12 ศอกเศษ ( 6 เมตร) ส่วนพระพุทธไสยาสน์สร้างเมื่อ พ.ศ.2030 – 2035 มีความยาว 15 วา ที่ผ่านมามีการบูรณะซ่อมแชม โดยการสร้างครอบองค์จริง มีความยาว 30 วา รอบองค์พระปรางค์ ยังล้อมรอบไปด้วยระเบียงคด ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปหินทราย พุทธศิลปะอยุธยา ประดิษฐานอยู่โดยรอบ เป็นพระพุทธรูปหินแดงสมัยลพบุรี ประดิษฐานอยู่จำนวน 41 องค์ วัดยังมีเจดีย์ทรงระฆังกลมอีกสององค์ อยู่ทางด้านหน้าของวัด เป็นเจดีย์ศิลปะแบบลังกาในปี พ.ศ. 2438 พระยาธรรมจรัญญานุกูลมนตรี (จำเริญ บุรณศิริ) ได้มาบูรณวัดเก่าแก่แห่งนี้และได้สร้างอุโบสถหลังนี้ขึ้น พร้อมกับเปลี่ยนนามวัดใหม่เป็น วัดอรัญญิกาวาส นับเป็นเวลา ถึง 127 ปีที่วัดแห่งนี้ ขาดการดูแลบูรณปฎิสังขร จนกระทั้งเมื่อวันที่ 11 – 12 พ.ย.  62 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะรัฐมนตรี ได้มีการประชุม ครม.สัญจร ที่จังหวัดกาญจนบุรี-ราชบุรี โดยได้เล็งเห็นถึงความสำคัญ และเพื่อที่จะพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ทั้งเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ให้แก่นักเรียน นักศึกษาและผู้สนใจทั่วไป

 นางสาวกุลวลี กล่าวด้วยว่า ได้นำเรื่องการบูรณะโบราณสถานวัดอรัญญกาวาส เสนอต่อคณะรัฐมนตรี และได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ในงบประมาณประจำปี พ.ศ.2563 เป็นเงิน 19,400,000 บาท ดำเนินการโดยสำนักศิลปากรที่  1 ราชบุรี กรมศิลปากรใช้เวลาในการบูรณะโบราณสถานเกือบ  2 ปี ซึ่ง ณ ขณะนี้ได้ดำเนินการบูรณปฏิสังขรณ์ พระปรางค์ -วิหารคด และลานพระพุทธไสยาสน์ เสร็จเป็นที่เรียบร้อยจึงทำพิธีฉลองสมโภชอย่างเป็นทางการ

‘#TikTokUni’ยกระดับการเรียนรู้ สู่การพัฒนาตนเองของคนGenใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/655165

‘#TikTokUni’ยกระดับการเรียนรู้ สู่การพัฒนาตนเองของคนGenใหม่

วันจันทร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

จากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ระบบการเรียนการสอนทั่วโลกได้รับผลกระทบ สถานการณ์ล็อกดาวน์ประเทศ ส่งผลให้เกิดการปิดโรงเรียนชั่วคราว จากสถิติของไทยพบว่ามีจำนวนนักเรียนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาในปี 2564 มากถึง 238,707 คน นอกจากนี้การเรียนรูปแบบออนไลน์ในช่วงล็อกดาวน์ยังทำให้เด็กและเยาวชนต้องเผชิญปัญหาความรู้ถดถอย (Learning Loss) แต่อย่างไรก็ตามโลกออนไลน์ก็ได้เปิดโอกาสใหม่ให้แก่เด็กๆ รวมถึงผู้คนที่ใฝ่หาความรู้ทั่วโลก และสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในการพัฒนาเพิ่มพูนองค์ความรู้ได้อย่างรวดเร็ว

“เพราะการเรียนในรูปแบบออนไลน์สามารถเรียนที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ สะดวก รวดเร็วและเชื่อมโยงองค์ความรู้จากทั่วโลกมาสู่ดีไวซ์ที่มี จึงสามารถเลือกเรียนได้ตามความสนใจ โดยสถิติการเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์จาก Globish Kids พบว่าจำนวนนักเรียนในเดือนมีนาคม 2563 เพียงเดือนเดียวเพิ่มขึ้น 140% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นถึงโอกาส และการปรับตัวของผู้คนที่มีต่อระบบการเรียนการสอนในปัจจุบัน”

ด้วยเหตุนี้แพลตฟอร์มอย่าง “TikTok” จึงเล็งเห็นถึงโอกาสจึงสร้างพื้นที่เพื่อเป็นสื่อกลางที่เอื้อต่อการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างไร้ขีดจำกัดให้เกิดขึ้น ในอีกมุมหนึ่ง TikTok ได้กลายเป็นแพลตฟอร์มที่เป็นแหล่งรวมคอนเทนต์ด้านการเรียนรู้ที่ครบทุกมิติด้านการศึกษา และทุกสายอาชีพ ทำให้เกิด “Edutainment” หรือการเรียนรู้คู่ความบันเทิง ด้วยความโดดเด่นและเป็นที่นิยมของวีดีโอสั้น รวมทั้งฟีเจอร์ที่ช่วยทำให้ผู้คนเปลี่ยนความคิดได้ว่าบทเรียนมีความน่ารู้และสนุกได้กว่าที่คิด

ซึ่งในขณะนี้ผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆก็หันมาทำคอนเทนต์เพื่อนำเสนอทักษะ ความถนัด ของตัวเองแบ่งปันองค์ความรู้ผ่าน TikTok มากขึ้น เช่น สอนภาษา สอนอาหาร สอนเต้น สอนเขียนโค้ด ไปจนถึงการสอนภาษามือที่กำลังเป็นที่รู้จักมากขึ้นในโลกออนไลน์ นอกจากนี้องค์ความรู้บน TikTok ไม่ได้ถูกจำกัดไว้เฉพาะผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น แต่ไม่ว่าใครก็สามารถแบ่งปันความรู้ ทักษะ และความถนัดของตัวเองได้ในขณะเดียวกันทุกคนก็สามารถเรียนรู้ และส่งต่อความรู้ใหม่ๆ ให้กันได้ในคอมมูนิตี้แห่งนี้เช่นกัน

โดย TikTok ได้มีการพัฒนาและสนับสนุน ผลักดันคอนเทนต์ทางการศึกษาให้มีความสนุกและมีสีสันมากยิ่งขึ้นภายใต้  “#TikTokUni” และ “#สอนให้รู้ว่า” โดยมุ่งเน้นนำเสนอมิติใหม่ของการเรียนรู้ที่กว้างขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนได้นำเสนอคอนเทนต์ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้คนและเรียนรู้คอนเทนต์ที่ตนเองสนใจ ซึ่ง #TikTokUni กลายเป็นจุดเริ่มต้นพัฒนาการใหม่ของการศึกษาไทย สร้างสังคมอุดมความรู้อย่างเปิดกว้างสมกับที่ TikTok เป็น Trusted Entertainment Platform Power by Our Community

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา #TikTokUni เปิดโลกการเรียนรู้ให้ผู้คนอย่างมากมาย มียอดวิวรวมทะลุมากกว่า 1 แสนล้านวิว (ข้อมูลเมื่อวันที่ 9 พ.ค. 2565) ร่วมด้วยแฮชแท็กน่ารู้อย่าง #TikTokแนะแนว ที่ยอดวิวมากกว่า 6.8 พันล้าน #เก่งภาษากับTikTok ยอดวิวมากกว่า 3.8 พันล้าน #วิทย์ที่คุณไม่รู้ ยอดวิวกว่า 3.3 พันล้าน ที่แสดงถึงเทรนด์คอนเทนต์การศึกษากำลังมาแรงของคนเจนใหม่

ซึ่งไม่เพียงแค่แฮชแท็กน่ารู้เท่านั้น แต่ยังมีครีเอเตอร์อีกจำนวนมากที่ประสบความสำเร็จจาก #TikTokUni อาทิ @turk_tk, @nuna88999, @eve_tsu, @dr.nuiz,@sirawit_it, @guywarpkeng ซึ่ง TikTok เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยทำให้คอนเทนต์ที่บางครั้งเป็นเรื่องยากให้สามารถเข้าใจได้ง่าย ไม่เครียดและสนุก ทำให้คนที่อาจจะรู้สึกว่าคอนเทนต์การศึกษาเป็นเรื่องน่าเบื่อหันมาสนใจมากขึ้นสิ่งเหล่านี้จึงเป็นโอกาสหรือช่องทางใหม่ๆ สำหรับครู ที่สามารถนำแนวทางไปพัฒนาหรือไปสอนในห้องเรียนได้

“จะเห็นว่า ในปัจจุบันนี้ว่ามีครูไทยจำนวนมากที่สร้างคอนเทนต์อย่างสนุกสนานในห้องเรียนบน TikTok สิ่งเหล่านี้เองจะทำให้เกิดแรงบันดาลในการเรียนรู้และส่งเสริมให้เกิดการต่อยอดและบูรณาการการเรียนการสอนอย่างไร้ขีดจำกัด นอกจากนี้ TikTok ยังมีบทบาทในการเป็นพื้นที่สื่อกลางในการมอบความรู้และทักษะที่ไม่มีในห้องเรียน เช่น เรื่องภาษี เรื่องข่าวสารต่างประเทศ วิธีการพูดอย่างไรให้น่าฟังหรือการพัฒนาบุคลิกภาพเป็นต้น”

เนื่องในโอกาสครบรอบ 2 ปีของ #TikTokUni ที่ได้สร้างพื้นที่เปิดกว้างทางการเรียนรู้ ผ่าน 3 กิจกรรม #สอนให้รู้ว่า #TK แนะแนว และ #เรียนแบบครู ที่จะจัดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม แบบจัดเต็มทั้งออฟไลน์และออนไลน์ ให้ทุกคนได้สัมผัสประสบการณ์ความรู้คู่ความสนุกกับครีเอเตอร์ของ #TikTokUni โดยหัวใจสำคัญของกิจกรรมคู่ความสนุกของการครบรอบ 2 ปี TikTokUni คือการจับมือกันระหว่าง TikTok มิวเซียมสยาม ท้องฟ้าจำลองและ TK Park

ที่ชวนให้ทุกคนร่วมสร้างสรรค์คอนเทนต์ใหม่ๆ ที่ทำให้การเรียนรู้สนุกและสร้างสรรค์ขึ้นกว่าเดิม พร้อมลุ้นรับรางวัลรวมมูลค่ากว่า 100,000 บาท เพียงแค่เล่นเอฟเฟกท์สุดพิเศษบน TikTok และทำวีดีโอแชร์ความรู้ในแบบฉบับ TikTokUni พร้อมติดแฮชแท็ก #สอนให้รู้ว่า เพื่อรับ TikTokUni Premium Gift Set กว่า 300 รางวัล และเตรียมรับรูปถ่ายสุดพิเศษไม่เหมือนใครจาก Photo Booth ที่ตั้งบริเวณ 3 แหล่งการเรียนรู้ ทุกวันเสาร์และอาทิตย์ในวันและสถานที่ ดังนี้ 21-22 พ.ค. 2565 ที่ TK Park ชั้น 8 เซ็นทรัลเวิลด์, 21-22 และ 28 พ.ค. 2565 ที่ ท้องฟ้าจําลองกรุงเทพ, 28-29 พ.ค. และ 4-5 มิ.ย. ที่มิวเซียมสยาม

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีกิจกรรม #TK แนะแนว ที่ TikTokUni ได้ร่วมมือกับ TK Park สร้างกิจกรรมเปิดตำราวิชาแนะแนว เชิญชวนครีเอเตอร์ทั้งรุ่นเก๋าและรุ่นใหม่มาร่วมแชร์ความรู้และประสบการณ์ในแง่มุมเฉพาะอาชีพ หรือเรื่องราววิชาเรียนของตัวเอง ที่ไม่เคยบอกใครมาก่อน เคล็ดลับที่ทำให้ประสบความสำเร็จ พร้อมเมนชั่น @tkpark และติด #TKแนะแนว #สอนให้รู้ว่า เพื่อลุ้นรับเงินรางวัลและลุ้นเป็น Career Ambassadors TK Park แนะแนวในเดือนก.ค. 2565

อีกหนึ่งกิจกรรมร่วมมือกับ Inskru ได้แก่#เรียนแบบครู ซึ่งจะเชิญชวนเหล่าครีเอเตอร์รุ่นใหม่มาระดมพลังไอเดียการสอนให้ความรู้คู่ความสนุกเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้อาชีพครู ด้วยคอนเทนต์การเรียนมิติใหม่ที่น่าสนใจ เพื่อส่งเสริมและสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ให้กับครูไทย เพียงแค่ร่วมเสนอชื่อครีเอเตอร์ที่สร้างคอนเทนต์การเรียนรู้ที่น่าสนใจบนแพลตฟอร์ม เพื่อตามหา 1,000ไอเดีย พลิกโฉมการเรียนรู้ของเด็กไทยนับล้าน และมาแบ่งปันไอเดียของเราเพื่อส่งต่อโอกาสสู่ห้องเรียนอื่นๆ ได้บน TikTokในเดือนสิงหาคม

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ไปพร้อมกับ TikTok ได้แล้ว วันนี้เป็นต้นไป ทาง TikTokUni #สอนให้รู้ว่า

บพท.รุกใช้ทุนวัฒนธรรมกู้วิกฤต หนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นโต200ล้านบ.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/655164

บพท.รุกใช้ทุนวัฒนธรรมกู้วิกฤต หนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นโต200ล้านบ.

วันจันทร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“การเปลี่ยนผ่านของไทยจะต้องใช้เวลานานเพราะเป็นเรื่องประชากร การศึกษา แต่ประเทศไทยมีความร่ำรวยทางวัฒนธรรม ชุมชนมีความหวงแหน จึงเป็นบรรยากาศที่เหมาะสมที่ บพท.จะใช้ทุนวัฒนธรรมเหล่านี้มาช่วยแก้ปัญหาของประเทศ”

นายกิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กล่าวถึงภารกิจของ บพท. ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ และชุมชนระดับท้องถิ่น วิจัยและพัฒนาเศรษฐกิจบนทุนวัฒนธรรม และพบว่าได้ผลดี เกิดผู้ประกอบการวัฒนธรรมขึ้นมาแล้ว 6,000 ราย ทำให้ชุมชนมีรายได้ถึง 200 ล้านบาท

โดยแนวทางของ บพท.จะเป็นไปในแบบการอนุรักษ์แล้วต่อยอด ขับเคลื่อนด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งจะทำให้เติบโตได้อย่างมั่นคงมากกว่าการมุ่งเชิงการค้าเพียงด้านเดียว เช่น พื้นที่วัฒนธรรมที่ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ได้เห็นความหวงแหน ความมุ่งมั่นของชุมชน ซึ่งนี่คือสิ่งที่ บพท. อยากให้เกิดขึ้นทุกหนแห่ง ให้ทุนวัฒนธรรมเป็นมวลขนาดใหญ่ขับเคลื่อนประเทศ

ปัจจุบัน บพท. ดำเนินงานพัฒนาพื้นที่ในหลายระดับ ทั้งการแก้ปัญหาความยากจนเบ็ดเสร็จแม่นยำ การสร้างชุมชนนวัตกรรม การสร้างธุรกิจชุมชน การส่งเสริมทุนวัฒนธรรมไปจนถึงการพัฒนาเมืองและงานวิจัยเพื่อบรรเทาปัญหาประชาชนในภาวะวิกฤต งานวิจัยต่างๆ ดังกล่าวดำเนินการอยู่ใน 62 จังหวัด ผ่านมหาวิทยาลัยกว่า 90 แห่ง มุ่งเน้นการสร้างความรู้และนวัตกรรมให้ประชาชน ตลอดจนพัฒนาระบบการทำงานในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนมีความรู้เพื่อพัฒนาตนเอง และเกิดกลไก กระบวนการต่อยอดโดยภาคีรัฐและเอกชนในพื้นที่เพื่อให้เกิดความยั่งยืน

“บพท. ส่งเสริมงานวิจัยเพื่อแก้ปัญหาทั้งในเชิง Issue (ประเด็น) และ Area (พื้นที่) เช่น การพัฒนาธุรกิจชุมชนเพื่อส่งเสริมธุรกิจอย่างใดอย่างหนึ่ง และการพัฒนาภาพรวมของพื้นที่ เช่น Smart City (เมืองอัจฉริยะ) หรืออย่างเมืองไผ่ที่ปราจีนบุรี เป็นการยกระดับศักยภาพของทั้งพื้นที่ ทำให้เรามั่นใจว่าแนวทางที่ยึดโยงความต้องการในพื้นที่ เป็นทางออกสำหรับการเปลี่ยนผ่านประเทศไทย

โปรแกรมพัฒนาเมืองของ บพท.เข้าไปมีบทบาทในการจัดตั้งบริษัทพัฒนาเมืองขึ้นมาแล้ว 19 แห่ง เกิดเป็นกระบวนการออกแบบเมืองโดยชุมชน เช่น wellness city ที่เชียงใหม่และภูเก็ต smart city ที่ตำบลแม่เหียะเชียงใหม่ learning city พะเยา และเมืองปลอดคาร์บอน นครราชสีมา เป็นต้น แกนหลักของงานวิจัยคือสร้างความเข้มแข็งจากพื้นที่เพื่อตอบโจทย์ของตัวเอง พอทำต่อไปเรื่อยๆ ก็จะเกิดความเข้มแข็งทั่วประเทศ เป็นหนทางที่ดีของไทย” นายกิตติ กล่าว

ผอ.บพท. กล่าวต่อไปว่า ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่บรรยายสรุปแก่คณะกรรมการ บพท. พบว่า จากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจในเดือนมีนาคม ทำให้ปีนี้ (2565) คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ราวร้อยละ 3.2 เนื่องจากการเปิดประเทศทำให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และสภาพการณ์ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวดีขึ้น ซึ่งทำให้คาดด้วยว่าเศรษฐกิจในปีหน้า(2566) จะขยายตัวได้ในระดับร้อยละ 4.4

อย่างไรก็ตาม ภาวะเงินเฟ้อที่เริ่มต้นจากปีที่แล้วถูกซ้ำเติมจากความขัดแย้งในยูเครน ทำให้ราคาวัตถุดิบ เช่น ปุ๋ย อาหารสัตว์ ตลอดจนราคาน้ำมัน ผลักดันให้เงินเฟ้อจะรุนแรงขึ้น นอกจากนี้ ประเทศไทยยังพบกับปัญหาในเชิงโครงสร้างกล่าวคือในจำนวนแรงงาน 40 ล้านคน เป็นเกษตรกร 13 ล้านคน ซึ่งเป็นคนชราประมาณครึ่งหนึ่ง มีผลผลิตต่ำ รายได้ต่ำ ขณะที่สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ส่งผลให้เกิดการเลิกจ้างแรงงานนอกภาคเกษตรอีกจำนวนมาก

ดังนั้นแล้ว ประเทศไทยควรหันมาให้ความสนใจกับการขยายเศรษฐกิจบนจุดแข็งของไทยที่ตอบสนองกับ Mega Trend ได้แก่ การพัฒนาเมืองตามแนว Urbanization ของโลก การพัฒนาทุนมนุษย์ให้ตอบสนองความต้องการของพื้นที่ต่างๆ การพัฒนาเศรษฐกิจบนฐานสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรมอาหารบนฐานสิ่งแวดล้อม และพัฒนาอุตสาหกรรมการแพทย์

ทั้งนี้ กระบวนการพัฒนาประเทศควรเน้นการพัฒนาที่ยึดโยงปัญหาและเป้าหมายของแต่ละพื้นที่ มีกลไกรวบรวมทรัพยากรจากภาคส่วนต่างๆ มาร่วมกันในลักษณะ One Thailand จะช่วยให้การพัฒนาตรงตามความต้องการและมีโอกาสประสบความสำเร็จสูง!!!