ประชุม‘รวมพลฅนพรรค์นอกกะลา’ โรงเรียนพัฒนาตนเอง TSQP

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/655914

ประชุม‘รวมพลฅนพรรค์นอกกะลา’  โรงเรียนพัฒนาตนเอง TSQP

วันพฤหัสบดี ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.บุญรักษ์ ยอดเพชร คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ปรึกษา สพฐ. อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษาและเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในฐานะตัวแทนท่านเลขาธิการ กพฐ. เปิดการประชุมวิชาการ “รวมพลฅนพรรค์นอกกะลา โรงเรียนพัฒนาตนเอง TSQP ครั้งที่ 4

พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการของโรงเรียน TSQPและ Workshop คลินิกตามกลุ่มสนใจ ณ โรงเรียนบ้านแก่งจูงนาง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2

ดร.ผกาภรณ์ พลายสังข์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 กล่าวว่ารวมพลฅนพรรค์นอกกะลา โรงเรียนพัฒนาตนเอง TSQPครั้งที่ 4 มีบุคลากรโรงเรียนในเครือข่าย และผู้สนใจจากหลายจังหวัดทั่วประเทศเข้าร่วมงานกว่า 400 คน นับเป็นการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ของโรงเรียน โครงการการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง (Teacher & School Quality Program : TSQP) หรือที่เรียกว่า “โรงเรียนพัฒนาตนเอง” ที่เข้มแข็ง

โครงการ TSQP เป็นการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ หรือ Whole School Approach ที่เป็นการพัฒนาตัวเอง พัฒนาเครือข่าย พัฒนาระบบ มีการจัดระบบบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะมีทีมโค้ช ทีมสนับสนุน โดยหัวใจสำคัญคือการพัฒนาเป็นทีม เพื่อให้ผลลัพธ์เกิดขึ้นกับเด็กนักเรียนอย่างแท้จริง ทั้งนี้ ในโครงการครูจะได้รับการพัฒนาทักษะที่จำเป็น ตามบริบทของแต่ละพื้นที่ของแต่ละโรงเรียนว่ามีสภาพปัญหาอย่างไร ครูต้องมีทักษะอย่างไรที่สอดรับกับทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 พร้อมนำไปสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน และสนับสนุนการศึกษาวิจัยประเมินผลเพื่อเป็นต้นแบบและขยายผลต่อไป

สพฐ.ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม หน่วยพัฒนาครู สพม.สุโขทัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/655913

สพฐ.ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม  หน่วยพัฒนาครู สพม.สุโขทัย

วันพฤหัสบดี ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.อนันต์ พันนึก ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา ตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษาและตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา ในรูปแบบออนไลน์ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ พร้อมบรรยายพิเศษให้กับผู้เข้ารับการพัฒนาฯ จำนวน 309 คน ในเขตภาคเหนือ ภาคใต้ภาคกลาง ภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อให้ผู้เข้ารับการพัฒนาได้นำแนวนโยบายการบริหารจัดการศึกษา และการพัฒนาตนเองไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการศึกษา ณ หน่วยพัฒนา สพม.สุโขทัย โดยมี ดร.ศิริวรรณ ขวัญมุข รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุโขทัย  รักษาราชการแทน ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุโขทัย (สพม.สุโขทัย) ในฐานะประธานหน่วยพัฒนาฯพร้อมด้วยคณะผู้บริหารในสังกัดต้อนรับ

การพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ ก.ค.ศ.กำหนดใช้วิธีการพัฒนาที่หลากหลายตามองค์ประกอบตัวชี้วัด รายละเอียดการประเมินผลและเกณฑ์การตัดสินการพัฒนาตามหลักการและวัตถุประสงค์ของการพัฒนา ให้ผู้เข้ารับการพัฒนาได้รับความรู้ในด้านวิชาการและงานในหน้าที่ เพื่อในการนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดประโยชน์สุงสุดต่อไป

เปิดผลงานเด่น 3 ปี สอวช.ปฏิรูประบบอุดมศึกษา-วิทยาศาสตร์ -วิจัย-นวัตกรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/655957

เปิดผลงานเด่น 3 ปี สอวช.ปฏิรูประบบอุดมศึกษา-วิทยาศาสตร์ -วิจัย-นวัตกรรม

วันพุธ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 17.06 น.

เปิดผลงานเด่น 3 ปี สอวช. ปฏิรูประบบอุดมศึกษา – วิทยาศาสตร์ -วิจัย – นวัตกรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม นำไทยสู่ประเทศรายได้สูง

25 พ.ค.65 ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวว่า  สอวช. ก่อตั้งมาเมื่อปี 2562 พร้อมกับการก่อตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) และสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ซึ่งสอวช. ได้ทำงานก้าวหน้าต่อเนื่องมาเป็นลำดับตลอด 3 ปี มีโครงการที่แล้วเสร็จหลายโครงการ โดยเฉพาะการปฏิรูประบบอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม ได้มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา เพื่อให้สถาบันอุดมศึกษาผลิตและพัฒนากำลังคนระดับสูงตามความต้องการของประเทศ และได้ดำเนินการจัดตั้งหน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมเฉพาะด้าน ทั้งด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) ด้านการพัฒนากำลังคนและการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา (บพค.) และด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.)

ดร.กิติพงค์ กล่าวว่า จากการดำเนินการจัดตั้งหน่วยบริหารและจัดการทุนดังกล่าว ก่อเกิดผลงานมากมาย ตั้งแต่การพัฒนาจนเกิดนวัตกรรมในอุตสาหกรรมต่าง ๆ อาทิ อุตสาหกรรมสุขภาพ ได้ทำเรื่องยาชีววัตถุสำเร็จ, การทำชุดตรวจต่าง ๆ ,การทำผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่เป็นสมุนไพรที่เป็นสารสกัด เช่น สารสกัดบริสุทธิ์จากเปลือกมังคุดราคากิโลกรัมละหลายแสนบาท และกำลังพัฒนาสกัดบริสุทธิ์เป็นเกรดที่เอาไปทำยา ได้ราคากิโลกรัมละกว่าล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีการทำต้นแบบรถไฟฟ้า ทั้งที่เป็นรถบรรทุก รถเก๋ง และรถไฟที่สามารถวิ่งบนรางได้จริงโดยฝีมือคนไทย ทั้งนี้เพื่อรองรับการขยายเมืองในอนาคต โดยจะเริ่มใช้ในแถบหัวเมืองต่าง ๆ  สำหรับการพัฒนากำลังคน มีโปรแกรม AI FOR ALL ที่สามารถสร้างคนได้นับแสนคนให้มีความรู้ในด้านปัญญาประดิษฐ์และนำไปใช้ได้ทั้งในภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม  ในส่วนของการพัฒนาเชิงพื้นที่ ได้ลงสำรวจเกือบทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อขยับคนที่อยู่ในกลุ่มฐานราก ให้มาอยู่ในกลุ่มรายได้ปานกลาง มีการส่งเสริมการสร้างตลาดวัฒนธรรม ส่งเสริมการนำสินค้าฐานวัฒนธรรมมาจำหน่าย ยกตัวอย่างตลาดทุ่งสง ที่มีการจัดตลาดวัฒนธรรมในทุกสัปดาห์ มีเงินหมุนเวียนครั้งละ 1 ล้านบาท ปัจจุบันทำมาแล้ว 100 ครั้ง มีเงินหมุนเวียนในชุมชนกว่า 100 ล้านบาท

ดร.กิติพงค์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ สอวช. ยังได้ดำเนินโครงการพลิกโฉมการอุดมศึกษาและพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงให้เพียงพอรองรับการพัฒนาในอนาคต โดยจัดทำมาตรการส่งเสริม สนับสนุนการผลิตและพัฒนากำลังคน ให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประเทศ อาทิ การดำเนินการจัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานการอุดมศึกษา หรือ Higher Education Sandbox  ซึ่งมหาวิทยาลัยและผู้ประกอบการสามารถออกแบบหลักสูตรร่วมกันได้ 100% นักศึกษาอาจไม่จำเป็นต้องเรียนถึง 4 ปี แต่สามารถเรียนจากสถานประกอบการจริง สร้างรายได้ได้ขณะเรียน อีกทั้งเมื่อเรียนจบไปแล้วสามารถทำงานได้ทันที ในขณะเดียวกันมองว่าการประกอบอาชีพไม่จำเป็นต้องทำแค่เพียงในบริษัทเอกชน หรือในภาครัฐเท่านั้น แต่มีการพัฒนาแพลตฟอร์มให้สามารถประกอบอาชีพส่วนตัวได้ด้วย นอกจากนี้ยังได้เพิ่มช่องทางการขอเลื่อนตำแหน่งทางวิชาการเฉพาะด้านให้กับกลุ่มอาจารย์หรือนักวิจัย อีก 5 ด้าน ประกอบด้วย 1) ด้านรับใช้ท้องถิ่นและสังคม 2) ด้านสุนทรียภาพ 3) ด้านการสอน 4) ด้านนวัตกรรม และ 5) ด้านศาสนาและปราชญา

ในส่วนของงบประมาณ ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า  ได้มีการพัฒนาระบบใหม่ โดยการตั้งกองทุนขึ้น มีระบบฐานข้อมูลที่ชัดเจน สามารถสืบค้นได้ว่าโครงการวิจัยอะไรอยู่ตรงไหน โดยกองทุนจะส่งเงินผ่านหน่วยบริหารจัดการทุน ซี่งมีหน้าที่ทั้งให้ทุนและบริหารจัดการให้เกิดนวัตกรรมขึ้นจากการให้ทุนนั้นๆ ด้วย

สำหรับการพัฒนาเชิงเทคโนโลยี สอวช. ได้จัดทำโปรแกรมการวิจัยขั้นแนวหน้า หรือ Frontier Research ขึ้น โดยได้จัดทำสมุดปกขาว ออกแบบว่ารัฐบาลต้องลงทุนในโปรแกรมดังกล่าวในด้านต่าง ๆ อาทิ จีโนมิกส์, ควอนตัม, อวกาศ, ฟิสิกส์พลังงานสูง เป็นต้น ซึ่งในทุกสาขาต้องใช้นักวิจัยและทำการศึกษาที่ล้ำหน้า สอดคล้องกับการพัฒนาแพลตฟอร์มพัฒนากำลังคนด้านวิศวกรรมศาสตร์และด้านวิทยาศาสตร์ ให้ตรงกับความต้องการภาคเอกชน ที่ได้มีการเชื่อมโยงความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI), สำนักงานปลัดกระทรวง อว., สภาคณบดีวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย, สภาคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย และภาคเอกชน ตั้งเป้าหมายการพัฒนากำลังคนในสาขาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ประมาณ 20,000 คนต่อปี เพื่อรองรับอุตสาหกรรมในอนาคตที่ประเทศไทยต้องริเริ่มทำเองและลดการพึ่งพาต่างประเทศ

ในการขับเคลื่อนการดำเนินงานในอนาคต ดร. กิติพงค์ กล่าวว่า เรามีเป้าหมายค่อนข้างชัดเจนทางด้าน อววน. ว่าต้องการขับเคลื่อนประเทศไทยไปเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยเริ่มต้นด้วยการทำให้เห็นว่า อววน. ของเราก้าวหน้าเทียบเคียงกับประเทศในแถบตะวันตกและตะวันออกที่พัฒนาไปแล้ว โดยตั้งเป้าไว้ในเชิงของรายได้ จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ซึ่งต้องมีรายได้ต่อคนต่อปีประมาณ 12,500 เหรียญสหรัฐ สิ่งที่ต้องทำคือพัฒนาผู้ประกอบการให้ประกอบธุรกิจที่มีฐานนวัตกรรม อีกส่วนหนึ่งคือการยกสถานะของคนกลุ่มฐานรากขึ้นไปให้เป็นชนชั้นกลาง โดยจะยกสถานะทั้งเชิงสังคม เชิงการศึกษาและเชิงรายได้ ในเรื่องการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมต่างๆได้มองไปที่อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ ที่จะมีการลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมเหล่านั้น เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งต่อไปจะเปลี่ยนเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และยานยนต์อัตโนมัติ มีการลงทุนทำวิจัยต้นแบบยานยนต์ไฟฟ้า การทำแบตเตอรี่ รวมถึงพลังงานรูปแบบใหม่ๆ

ดร.กิติพงค์ กล่าวว่า อีกหนึ่งงานที่ต้องดำเนินการคือ การขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในการแข่งขันทางการค้า ประเทศไทยเองจึงต้องสร้างคนหรือผู้ประกอบการให้เพียงพอรองรับในสิ่งเหล่านี้ ควบคู่ไปกับการสร้างนวัตกรรมขึ้นในประเทศด้วย นอกจากนี้สิ่งที่ รมว.อว. ให้ความสำคัญมากคือเรื่องของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่คนไทยมีศักยภาพสูงมาก และประเทศไทยมีต้นทุนทางวัฒนธรรม ทุนทางปัญญา ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ โดยการเติมนวัตกรรม และองค์ความรู้ลงไป ก็จะเป็นอีกกลไกที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศให้ไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้ในอนาคต

วช.หนุนทีมวิจัย มจธ. ถ่ายทอดเทคโนโลยีการตรวจพิสูจน์การปลอมแปลงเอกสาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/655907

วช.หนุนทีมวิจัย มจธ. ถ่ายทอดเทคโนโลยีการตรวจพิสูจน์การปลอมแปลงเอกสาร

วันพุธ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 15.27 น.

 วช.หนุนทีมวิจัย มจธ. ถ่ายทอดเทคโนโลยีการตรวจพิสูจน์การปลอมแปลงเอกสาร โดยใช้นวัตกรรมวัสดุนาโนสีเขียวแก่นักนิติวิทยาศาสตร์ทั่วประเทศ ชี้จุดเด่นราคาถูก สามารถผลิตขึ้นเองได้อย่างง่ายและรวดเร็ว  ช่วยลดการนำเข้า และไม่ทำลายชิ้นงานที่ตรวจสอบ

ดร.วิภารัตน์  ดีอ่อง  ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ  เปิดเผยว่า เอกสารที่ถูกปลอมแปลงจากแหล่งต้องสงสัย ถือเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่มีความเกี่ยวข้องกับหลายคดีความ และจากสถิติคดีศาลยุติธรรมทั่วราชอาณาจักร ประจำปี พ.ศ. 2558  ยังพบว่าความผิดเกี่ยวกับการปลอมแปลงเอกสารมีมากสุดถึง 95% ของความผิดที่เกี่ยวกับการปลอมแปลงในคดีอาญาทั้งหมด และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในทุกปี ดังนั้น สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จึงได้ให้ทุนสนับสนุนโครงการ “ การถ่ายทอดเทคโนโลยีการตรวจพิสูจน์การปลอมแปลงเอกสารแบบไม่ทำลายตัวอย่างโดยใช้นวัตกรรมวัสดุนาโนสีเขียวแก่นักนิติวิทยาศาสตร์ ” เพื่อให้เกิดการนำเอาองค์ความรู้ที่สมบูรณ์แล้วไปขยายผลอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว และยังช่วยลดงบประมาณในการนำเข้าเทคโนโลยีราคาแพงจากต่างประเทศอีกด้วย  

สำหรับเทคโนโลยีการตรวจพิสูจน์การปลอมแปลงเอกสารแบบไม่ทำลายตัวอย่างโดยใช้นวัตกรรมวัสดุนาโนสีเขียวที่เรียกว่า Green colloidal SERS เป็นผลงานที่ได้รับรางวัลการวิจัยแห่งชาติ : รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช ประจำปี 2564 โดยมี ผศ.ดร.เขมฤทัย ถามะพัฒน์ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เป็นหัวหน้าโครงการ และมีผู้ร่วมประดิษฐ์ประกอบด้วย ดร.นพดล นันทวงศ์ และ ดร.พิทักษ์ เอี่ยมชัย  จากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พ.ต.อ.หญิง ศิริพร จันทขันธ์  จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และนางสาวอภิญญา เกตุก้อง จาก มจธ.

ผศ.ดร.เขมฤทัย ถามะพัฒน์ อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ หัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์ประยุกต์และวิศวกรรมศาสตร์เพื่อคำตอบของสังคม  และรองคณบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เปิดเผยว่า   การปลอมแปลงเอกสารที่เป็นความผิดในคดีอาญาซึ่งมีลักษณะที่มีการต่อเติมหรือเขียนแทรก เช่น การปลอมแปลงเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเงินของธนาคาร โฉนดที่ดิน หนังสือเดินทาง และหนังสือพินัยกรรมนั้น ในบางกรณีจำเป็นต้องตรวจพิสูจน์การปลอมแปลงโดยการเปรียบเทียบชนิดของหมึกพิมพ์หรือหมึกปากกา  

ทั้งนี้ ด้วยข้อจำกัดของวิธีการตรวจแบบเดิม ๆ เช่น การใช้เครื่อง VSC ที่แสดงให้เห็นแค่ความแตกต่างในการตอบสนองต่อแสงระหว่างหมึกปากกาที่ถูกนำมาเปรียบเทียบ ไม่สามารถตรวจเปรียบเทียบชนิดของหมึกได้ หากหมึกปากกาในบริเวณต้องสงสัยเรืองแสงเหมือนกัน หรือไม่เรืองแสงเหมือนกัน  และแม้จะมีการนำเทคนิคต่าง ๆ มาใช้เพิ่มขึ้น แต่ยังมีต้องสกัดหมึกปากกาออกมาจากเอกสารเพื่อตรวจพิสูจน์ เป็นการทำลายสภาพเอกสาร ทำให้เกิดความยุ่งยากในขั้นตอนการตรวจพิสูจน์ อีกทั้ง ยังต้องทำการขออนุญาตจากศาลก่อนทำลายสภาพเอกสาร

ปัจจุบันหน่วยงานด้านการตรวจพิสูจน์เอกสาร จึงได้นำเทคนิครามานสเปกโทรสโกปี ( Raman spectroscopy หรือ RS )  มาประยุกต์ใช้ในการตรวจพิสูจน์หมึกปากกาบนเอกสารได้โดยตรง   โดยเป็นการตรวจพิสูจน์แบบไม่ทำลายตัวอย่างและสามารถให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับองค์ประกอบทางเคมีของหมึกปากกาได้

ผศ.ดร.เขมฤทัย กล่าวว่า เนื่องจากการใช้เทคนิค RS ในการตรวจพิสูจน์หมึกปากกา ยังมีความไวต่ำ จึงมีการนำเทคนิคพื้นผิวขยายสัญญาณรามาน ( SERS ) ด้วยการนำพื้นผิวของอนุภาคนาโนโลหะเข้ามาช่วยในการขยายสัญญาณรามานและลดสัญญาณรบกวน  ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมาในเชิงพาณิชย์มีการพัฒนาตัวขยายสัญญาณเป็น 2 รูปแบบคือ  รูปแบบแผ่นรองรับสำหรับขยายสัญญาณรามาน ( SERS – substrate ) และรูปแบบของคอลลอยด์สำหรับขยายสัญญาณรามาน ( colloidal SERS ) เพื่อออกมาจำหน่าย

สำหรับ SERS – substrate แม้จะสามารถขยายสัญญาณรามานได้ดี แต่มีข้อเสีย คือ ยุ่งยากในการสร้าง มีราคาแพง ในขณะที่ colloidal SERS สามารถเตรียมขึ้นโดยใช้กระบวนการที่ง่ายกว่าและมีราคาถูกกว่า แต่มีอายุการใช้งานที่สั้นและต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

“ทีมวิจัย จึงร่วมกันพัฒนานวัตกรรม Green colloidal SERS ขึ้น สำหรับจำแนกหมึกปากกาในงานตรวจพิสูจน์เอกสารต้องสงสัย โดยมีราคาถูก สามารถผลิตขึ้นเองได้อย่างง่ายและรวดเร็ว ด้วยเครื่องไมโครเวฟ โดยใช้เวลาในการเตรียมเพียงแค่ 3 นาที ใช้วัสดุจากธรรมชาติที่มีภายในประเทศไทย และมีอายุการใช้งานนานกว่า 6 เดือน สามารถนำ Green colloidal SERS ไปหยดลงบนหมึกปากกาบนวัตถุพยานประเภทเอกสาร ณ ตำแหน่งต้องสงสัยได้โดยตรง แล้วนำไปตรวจวัดด้วยเครื่องรามานสเปกโทรสโกปีได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้แห้ง   สารขยายสัญญาณรามานที่พัฒนาขึ้นนี้ จะไม่ทำละลายหมึก ตัวอักษร ที่อ่านได้ยังคงลักษณะเดิม จึงไม่จำเป็นต้องทำลายสภาพเอกสารเพื่อสกัดหมึกออกมาตรวจวัด โดยการตรวจหนึ่งตำแหน่งจะใช้สารในราคาเพียง 25 สตางค์ เท่านั้น”

นักวิจัย กล่าวว่า  นวัตกรรมดังกล่าวสามารถขยายสัญญาณรามานได้มากกว่า 10 เท่าของสัญญาณรบกวน ทำให้ได้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับองค์ประกอบทางเคมีของหมึกปากกา สามารถนำข้อมูลไปใช้ในการจำแนกโมเลกุลองค์ประกอบ สีของหมึกปากกา และประเภทของตัวทำละลายซึ่งจะบ่งบอกถึงชนิดของหัวปากกา เช่น ปากกาลูกลื่น ปากกาหมึกซึม และปากกาโรลเลอร์บอล ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถนำข้อมูลที่ได้มาเปรียบเทียบกัน เพื่อชี้ให้เห็นว่าเอกสารต้องสงสัยนั้นถูกปลอมแปลงหรือไม่ โดยการตรวจพิสูจน์จากหมึกปากกาการผลิต Green colloidal SERS หรือ สารสำหรับขยายสัญญาณเพื่อการตรวจพิสูจน์หมึกปากกาด้วยวิธีรามานสเปกโทรสโกปี ได้เองนี้ ถือเป็นเพิ่มศักยภาพในการตรวจพิสูจน์หลักฐานของหน่วยงานต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ จากการสนับสนุนของ วช. ทีมวิจัยจะมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต Green colloidal SERS และกระบวนการตรวจพิสูจน์หมึกปากกาแบบไม่ทำลายวัตถุพยานเอกสารและไม่ทำละลายหมึกปากกา ให้แก่ตัวแทนเจ้าหน้าที่กลุ่มงานตรวจเอกสารและกลุ่มงานตรวจทางเคมี ฟิสิกส์ กองพิสูจน์หลักฐานกลาง และศูนย์พิสูจน์หลักฐานทั้ง 10 ศูนย์ ทั่วประเทศไทย เพื่อประโยชน์เชิงความมั่นคง และยังเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือให้แก่สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจกับหน่วยงานที่มีเครื่องรามานสเปกโตรมิเตอร์ซึ่งกระจายอยู่ตามภูมิภาคต่าง ๆ ให้ผู้ปฏิบัติงานประจำเครื่องมือสามารถสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจได้ในอนาคต

ย้อนดู9ข้อเสนอ‘สมัชชาสุขภาพ กทม.’ แผนบริหาร‘แผงลอย’การบ้านถึง‘ผู้ว่าฯ’คนใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/655666

ย้อนดู9ข้อเสนอ‘สมัชชาสุขภาพ กทม.’ แผนบริหาร‘แผงลอย’การบ้านถึง‘ผู้ว่าฯ’คนใหม่

วันพุธ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“ปลายปี 2563 คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ขับเคลื่อนเรื่องสมัชชาสุขภาพ กทม.เป็นครั้งแรก ภาคีเครือข่ายสมัชชาสุขภาพกรุงเทพมหานคร เห็นตรงกันว่า การจัดการหาบเร่แผงลอยเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาให้กรุงเทพมหานครเป็นเมืองแห่งสุขภาวะเพื่อทุกคน กำหนดเป้าหมายว่าใน 5 ปีข้างหน้า การจัดการหาบเร่แผงลอยในทุกพื้นที่จะดำเนินการโดยใช้แนวทางการบริหารจัดการระดับพื้นที่โดยการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน คณะกรรมการติดตามการขับเคลื่อนมติที่เราก็นั่งอยู่ด้วย ขอให้ทำแซนด์บ็อกซ์ (Sandbox) ในแง่การบริหารจัดการหาบเร่แผงลอยในพื้นที่ แต่ต้องพักไว้ก่อน รอเลือกตั้งแล้วค่อยเคลื่อนต่อ

มันจะเป็น Sandbox ทั้งในแง่การจัดการพื้นที่ เอามิติต่างๆ ของหาบเร่แผงลอยขึ้นมาวาง แล้วดูว่าจะทำอะไรได้บ้าง ในเรื่องของการเป็น Model (ต้นแบบ) การเรียนรู้การจัดการ Sandbox อาจจะสำเร็จหรือไม่ก็ได้ แต่มันถูกดึงขึ้นมาเป็นข้อเสนออันหนึ่งแล้วที่ควรให้เกิดขึ้นให้ได้ เพราะถ้าปล่อยอย่างนี้ไปเรื่อยๆ มันก็จะคาอย่างนี้ไป ซึ่งไม่เป็นประโยชน์กับใครเลย ทำ Sandbox ขึ้นมา แล้วดูว่ามันจะเชื่อมต่อไปอย่างไร”

ศ.ดร.นฤมล นิราทร อาจารย์ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวกับทีมงาน “นสพ.แนวหน้า” ถึงการประชุม “สมัชชาสุขภาพกรุงเทพมหานคร” ซึ่งหนึ่งในหัวข้อสำคัญคือ “หาบเร่แผงลอย” ประเด็นที่มีวิวาทะกันมายาวนาน ระหว่างฝ่ายที่เห็นประโยชน์ของหาบเร่แผงลอยในฐานะตัวจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากกับฝ่ายที่มองว่าหาบเร่แผงลอยส่งผลกระทบต่อความสะอาด สะดวก และความเป็นระเบียบเรียบร้อยของเมืองโดยเฉพาะการกีดขวางทางเท้า (“เรียกร้อง” ไม่พอต้อง “ปรับตัว” มอง “แผงลอย” ยุคนิว นอร์มอล : สกู๊ปหน้า 5 นสพ.แนวหน้า ฉบับวันเสาร์ที่ 21 พ.ค. 2565)

สำหรับการประชุมที่ ศ.ดร.นฤมล กล่าวถึงนั้นคือ “สมัชชาสุขภาพกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 1” จัดขึ้นเมื่อ วันที่ 26 พ.ย. 2563 โดยมีข้อสรุปดังนี้ 1.ที่ประชุมภาคีเครือข่ายสมัชชาสุขภาพกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 1 เห็นตรงกันว่า “การจัดการหาบเร่แผงลอย” เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาให้กรุงเทพมหานครเป็น “เมืองแห่งสุขภาวะเพื่อทุกคน” (Inclusive and Healthy City) ที่สนับสนุนการดำรงชีวิตของผู้คนทุกกลุ่มในพื้นที่ชุมชนเมืองอย่างครอบคลุม และเปิดโอกาสให้ผู้คนทุกกลุ่มสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองไปสู่ศักยภาพสูงสุดได้อย่างมีศักดิ์ศรีและเท่าเทียม

2.ที่ประชุมภาคีเครือข่ายสมัชชาสุขภาพกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 1 ร่วมกันกำหนดเป้าหมายว่า ใน 5 ปีข้างหน้า (ภายใน พ.ศ.2568) การจัดการหาบเร่แผงลอยในทุกพื้นที่ สำนักงานเขตจะมีการดำเนินการโดยใช้แนวทางการบริหารจัดการระดับพื้นที่ โดยการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน และได้รับการรับรองและสนับสนุนจากกรุงเทพมหานครและหน่วยงานองค์กรที่เกี่ยวข้อง

3.ขอให้กรุงเทพมหานครชะลอเวลาการบังคับใช้และทบทวนรายละเอียดของ ประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง “หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกาหนดพื้นที่ทำการค้าและการขาย หรือจำหน่ายสินค้าในที่สาธารณะ” ลงวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2563 ดังนี้ 3.1 ชะลอเวลาการยกเลิกจุดผ่อนผันที่อยู่ระหว่างดำเนินการยกเลิกออกไปก่อนเป็นระยะเวลา 2 ปี เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่กำลังประสบปัญหาผลกระทบจากวิกฤตการระบาดของโรคโควิด-19

3.2 กำหนดระยะเวลาดำเนินการทบทวนพื้นที่ทำการค้าที่มีศักยภาพในด้านต่างๆ ทั้งการท่องเที่ยว วัฒนธรรม วิถีชีวิตชุมชน และอื่นๆ ที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ ประชาพิจารณ์ แจ้งความจำนงคัดเลือกผู้ทำการค้า โดยให้มีกรอบมีเวลาชัดเจนโดยไม่ชักช้า เพื่อให้ผู้ค้าได้ประกอบอาชีพโดยเร็ว 3.3 ทบทวน ประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง “หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข การกำหนดพื้นที่ทำการค้าและการขาย หรือจำหน่ายสินค้าในที่สาธารณะ” ลงวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2563 รายละเอียดในประเด็นหลักเกณฑ์การพิจารณาพื้นที่ทำการค้า

โดยเฉพาะคุณสมบัติของผู้ทำการค้าและผู้ช่วยจำหน่ายสินค้า วิธีการคัดเลือกผู้ทำการค้า เงื่อนไขการทำการค้าและข้อปฏิบัติในการขายหรือจำหน่ายสินค้าในพื้นที่ทำการค้า โดยคำนึงถึงความเป็นธรรมของผู้ค้ารายเดิมหรือรายเก่า และ 3.4 ให้ความสำคัญในการพิจารณาแนวทางหรือมาตรการในการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของผู้ค้าที่ถูกยกเลิกไปเป็นกรณีเร่งด่วน

4.ขอให้กรุงเทพมหานคร ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง ภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคธุรกิจเอกชน ภาคประชาสังคมและเครือข่ายผู้ค้าหาบเร่แผงลอย สนับสนุนกระบวนการมีส่วนร่วมใน การบริหารจัดการพื้นที่สาธารณะเพื่อการค้าหาบเร่แผงลอย ดังนี้ 4.1 จัดตั้งกลไกการบริหารจัดการระดับพื้นที่ขึ้นมาอย่างเป็นทางการโดยมีกฎหมายรองรับ เพื่อทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการร่วมบริหารจัดการพื้นที่สาธารณะระดับพื้นที่

โดยโครงสร้างของคณะกรรมการนี้ควรประกอบไปด้วย ผู้แทนของกรุงเทพมหานครภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคธุรกิจเอกชนภาคประชาสังคมผู้แทนผู้ทำการค้าในพื้นที่และหน่วยงานองค์กรที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เพื่อให้เกิดการจัดการหาบเร่แผงลอยและการใช้พื้นที่สาธารณะร่วมกันอย่างมีส่วนร่วมและคำนึงถึงบริบทและความต้องการเฉพาะของแต่ละพื้นที่และของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย 4.2 พัฒนากลไกกระจายอำนาจการตัดสินใจสู่คณะกรรมการระดับเขตและระดับพื้นที่มากขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นได้มีโอกาสกำหนดแนวทางการร่วมกันพัฒนาพื้นที่สาธารณะที่เหมาะสมกับบริบทและเงื่อนไขเชิงพื้นที่ได้ดียิ่งขึ้น

และ 4.3 ทบทวนโครงสร้างและองค์ประกอบของคณะกรรมการรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยของกรุงเทพมหานคร และคณะกรรมการ
จัดระเบียบหาบเร่แผงลอยระดับเขต โดยเสนอให้มีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นของผู้แทนผู้ทำการค้าในพื้นที่ ผู้แทนภาควิชาการ ภาคธุรกิจเอกชน ภาคประชาสังคม ที่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง หรือเป็นผู้ที่มีความรู้และความสามารถในการร่วมคิด ไตร่ตรอง มีประสบการณ์ และมีความสามารถร่วมพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมอย่างแท้จริง

5.ขอให้กรุงเทพมหานคร ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคธุรกิจเอกชน ภาคประชาสังคม และเครือข่ายผู้ค้าหาบเร่แผงลอยจัดทำแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการด้านการจัดการหาบเร่แผงลอยในกรุงเทพมหานคร และจัดทำผังแม่บทการใช้พื้นที่สาธารณะ อันจะทำให้เกิดการวางแผนพัฒนาพื้นที่สาธารณะระยะยาว

ที่เปิดโอกาสให้เกิดการใช้ประโยชน์ร่วมกันระหว่างกิจกรรมประเภทต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้พื้นที่สาธารณะเป็นที่ตั้ง โดยคำนึงถึงการออกแบบเพื่อทุกคนและการเชื่อมต่อพื้นที่ และทางสัญจร ได้แก่ ทางเท้า ตลอดจนกิจกรรมที่สนับสนุนความจำเป็นพื้นฐานในชีวิตประจำวัน เช่น วินมอเตอร์ไซค์ การค้าหาบเร่แผงลอย การจัดการขยะและสิ่งแวดล้อมและกิจกรรมประเภทอื่นๆ ที่สนับสนุน ความมีชีวิตชีวาของเมือง

6.ขอให้กรุงเทพมหานคร ร่วมกับกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) หน่วยงานและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ส่งเสริมการพัฒนาการค้าหาบเร่แผงลอยในเชิงบูรณาการ ให้ความสำคัญต่อมิติต่างๆ ของการประกอบอาชีพ ที่ชัดเจนกว่าการมุ่งเน้นการจัดระเบียบโดยรวมถึงการพัฒนาผู้ค้า โดยเฉพาะความรอบรู้ด้านสุขภาพการพัฒนาคุณภาพของสินค้าและบริการ

การจัดการโครงสร้างพื้นฐาน การรักษาความสะอาดและสิ่งแวดล้อม การประกอบการ สุขาภิบาลอาหาร การติดตามและประเมินผล โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีความรู้ความเข้าใจการค้าหาบเร่แผงลอยอย่างเป็นบูรณาการที่สามารถเชื่อมโยงกับแผนปฏิรูปประเทศด้านสุขภาพ ทั้งมิติทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และให้ความสาคัญต่อหลักธรรมาภิบาล

7.ขอให้กรมสรรพากร กระทรวงการคลังและกรุงเทพมหานคร ร่วมกันพัฒนาระเบียบทางการเงินการจัดเก็บค่าธรรมเนียมและเงินรายได้อื่นๆ เพื่อให้มีการจัดเก็บเงินรายได้จากการประกอบการของหาบเร่แผงลอยให้เป็นเงินรายได้กลับสู่ท้องถิ่น โดยควรพิจารณาความคุ้มค่าเป็นธรรมและประโยชน์ที่รัฐบาลและชุมชนพึงได้รับ ทั้งในเรื่องภาษีและค่าธรรมเนียมจากการใช้พื้นที่สาธารณะเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจของผู้ค้าหาบเร่แผงลอย กำหนดหลักเกณฑ์ในการประเมินรายได้ของผู้ค้า เพื่อนำไปคำนวณการจัดเก็บรายได้ให้กับท้องถิ่น และการเฝ้าระวังกลุ่มผลประโยชน์

8.ขอให้สถาบันการศึกษา สถาบันวิชาการและหน่วยงานด้านการวิจัยที่เกี่ยวข้องในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยการสนับสนุนของกรุงเทพมหานครและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการศึกษาวิจัยหาบเร่แผงลอย โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ในมิติด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม การออกแบบและพัฒนาเมือง และการบริหารจัดการการทำการค้าบนพื้นที่สาธารณะแบบมีส่วนร่วม

และ 9.ขอให้คณะกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน เขตพื้นที่ 13 (กรุงเทพมหานคร) เป็นกลไกติดตาม ประสานงาน และขับเคลื่อนมติการจัดการหาบเร่แผงลอยและการใช้พื้นที่สาธารณะร่วมกันของกรุงเทพมหานคร และให้รายงานความคืบหน้าตามมติในที่ประชุมสมัชชาสุขภาพกรุงเทพมหานครทุกปี

ล่าสุดกับการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในวันที่ 22 พ.ค. 2565 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นของ กทม. ครั้งแรกในรอบ 9 ปี ผลการเลือกตั้งเป็นไปดังคาดไม่พลิกโผ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครอิสระ ชนะอย่างถล่มทลายด้วยความไว้วางใจจากชาวเมืองหลวงมากถึง 1,386,769 เสียง สร้างสถิติใหม่ของผู้ว่าฯ กทม. ที่ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุด

ข้อมูลจาก www.chadchart.com เว็บไซต์ทางการของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ กล่าวถึงนโยบายที่จะดำเนินการในฐานะผู้ว่าฯ กทม. ไว้ทั้งสิ้น 214 นโยบาย (ข้อมูล ณ วันที่ 23 พ.ค. 2565)ในจำนวนนี้เกี่ยวข้องกับหาบเร่แผงลอยโดยตรงจำนวน 11 นโยบาย ได้แก่ 1.ดึงอัตลักษณ์ สร้างเศรษฐกิจ 50 ย่านทั่วกรุงเทพฯ 2.ส่งเสริมให้ผู้ค้าแผงลอยมีความมั่นคงในการประกอบอาชีพ 3.สร้างการมีส่วนร่วมของผู้ค้าแผงลอย ภาคประชาชน และเอกชนในพื้นที่ ช่วยดูแลพื้นที่การค้า 4.ขึ้นทะเบียนผู้ค้าแผงลอย พร้อมติดตามการดำเนินการ

5.เตรียมโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมรองรับพื้นที่การค้าหาบเร่แผงลอย 6.หาพื้นที่ของเอกชนหรือหน่วยงานราชการที่สามารถจัดเป็นพื้นที่ขายของสำหรับหาบเร่หรือศูนย์อาหาร (Hawker Center) 7.ทางเท้าเดิมโล่ง สะอาด เป็นระเบียบ 8.ตลาดนัดชุมชน ตลาดนัดเขต 9.ใบอนุญาตตามประเภทกิจกรรม Function-based License 10.ผู้ว่าฯ เที่ยงคืน สนับสนุนการใช้ชีวิตและเศรษฐกิจกลางคืน และ 11.พัฒนาโอกาสและศักยภาพในตลาด กทม.

ณ วันนี้ เมื่อ กทม. ได้ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็นผู้ว่าฯ คนใหม่จากการเลือกตั้งแล้ว ประกอบกับ ชัชชาติ ได้ประกาศในเช้าวันที่ 23 พ.ค. 2565 หรือเช้าวันรุ่งขึ้นหลังได้รับชัยชนะ ว่า “ปัญหาปากท้องประชาชน” จะเป็น 1 ใน 3 เรื่องแรกที่ลงมือแก้ไข ก็ต้องขอฝากข้อเสนอจากที่ประชุมสมัชชาสุขภาพ วอนท่านผู้ว่าฯ เจ้าของฉายา “บุรุษผู้แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี” พิจารณาดำเนินการด้วย!!!

ครม.จัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/655744

ครม.จัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติ'สมเด็จพระพันปีหลวง'

วันอังคาร ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 20.05 น.

ครม.จัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565

เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2565 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.เห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 พ.ศ. …. เพื่อจัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 ใน 4 ลักษณะ ได้แก่ 1) เหรียญกษาปณ์ทองคำ ชนิดราคา 20,000 บาท 2) เหรียญกษาปณ์เงิน ชนิดราคา 1,000 บาท 3) เหรียญกษาปณ์โลหะสีขาว (ทองแดงผสมนิกเกิล) ชนิดราคา 20 บาท ประเภทขัดเงา และ 4) เหรียญกษาปณ์โลหะสีขาว (ทองแดงผสมนิกเกิล) ชนิดราคา 20 บาท ประเภทธรรมดา

ซึ่งกระทรวงการคลัง ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดทาเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกตามแบบ ที่ทูลเกล้าฯ ถวายแล้ว เพื่อเป็นที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา ในวันที่ 12 ส.ค.65

ครม. รับทราบ กสศ.ช่วยเหลือนักเรียนกลุ่มเสี่ยง 2.9 แสนคน 600 โรงเรียนพื้นที่ห่างไกล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/655685

ครม. รับทราบ กสศ.ช่วยเหลือนักเรียนกลุ่มเสี่ยง 2.9 แสนคน 600 โรงเรียนพื้นที่ห่างไกล

วันอังคาร ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 16.40 น.

ครม. รับทราบ กสศ.ช่วยเหลือนักเรียนกลุ่มเสี่ยง 2.9 แสนคน 600 โรงเรียนพื้นที่ห่างไกล

24 พฤษภาคม 2565 นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบผลการดำเนินงานของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ประจำปี 2565 โดยเฉพาะมาตรการเร่งด่วนในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ได้ให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมแก่นักเรียนในครอบครัวยากจนพิเศษ กลุ่มช่วงชั้นรอยต่อของการศึกษา (อ.3, ป.6 และ ม.3) ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะหลุดจากระบบการศึกษา จำนวน 2.9 แสนคน สร้างโอกาสทางการศึกษาสำหรับเยาวชนยากจนหรือด้อยโอกาส ให้เข้าถึงการศึกษาพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลที่เป็นโรงเรียนปลายทางของนักศึกษา ทุนครูรัก(ษ์) ถิ่น และการพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลตามเป้าหมาย จำนวน 600 แห่ง รวมทั้งโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา โดยส่งเสริมและสนับสนุนให้จังหวัดหรือท้องถิ่นมีระบบการช่วยเหลือและแก้ปัญหา เด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาระดับพื้นที่ ผ่านต้นแบบและระบบการทำงานใหม่ ๆ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า กลุ่มผู้ได้รับประโยชน์ เช่น เด็กปฐมวัยที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา โครงการสนับสนุนการพัฒนาครูและเด็กนอกระบบ การศึกษา โดยช่วยเหลือและพัฒนาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้ได้รับโอกาส ในการเรียนรู้อย่างเหมาะสมตามบริบทและสภาพปัญหา รวมทั้งส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพ และทักษะของครูนอกระบบเพื่อให้สามารถจัดกระบวนการเรียนรู้ได้อย่างมีคุณภาพ โครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง มีการสนับสนุนและช่วยเหลือทุนการศึกษาแก่เยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือด้อยโอกาสให้มีโอกาสศึกษาต่อในระดับ ปวช. และ ปวส. ในสาขาที่สอดคล้องกับ ความต้องการแรงงานฝีมือ เช่น การแปรรูปอาหาร เกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ รวมทั้งโครงการสร้างโอกาสทางการศึกษาสำหรับนักเรียนในพื้นที่ห่างไกล เป็นครูรุ่นใหม่เพื่อพัฒนาคุณภาพโรงเรียนของชุมชน เป็นต้น

‘ตรีนุช’สั่งหน่วยงานลงพื้นที่ตรวจสอบ หลังครู-น.ร.กว่า 200 คน ลุกฮือไล่ผอ.โรงเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/655678

‘ตรีนุช’สั่งหน่วยงานลงพื้นที่ตรวจสอบ หลังครู-น.ร.กว่า 200 คน ลุกฮือไล่ผอ.โรงเรียน

วันอังคาร ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 16.22 น.

‘ศธ.’ ประสาน ‘สธ.’ เฝ้าระวังโรคฝีดาษลิง พร้อมเร่งตรวจสอบหลังครู-น.ร.กว่า 200 คน ขับไล่ผอ.โรงเรียน บริหารงานไม่ถูกใจ

วันที่ 24 พฤษภาคม 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ตนได้รายงานความคืบหน้าและภาพรวมต่าง ๆของการเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ให้ที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019  (ศบค.) ชุดใหญ่ ที่มี พล.อ.ประยุทย์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน  ซึ่งท่านนายกฯก็ได้รับทราบผลการรายงานการเปิดเทอมแล้วและได้เน้นย้ำและให้ความสำคัญในเรื่องของความปลอดภัยของนักเรียน โดยให้เข้มงวดในเรื่องของมาตรการในการดูแลเด็กอย่างดีเพราะเด็กเป็นกลุ่มเปาะบาง ซึ่งภาพรวมในการเปิดของสัปดาห์ที่สองเรียบร้อยดียังไม่มีอะไรที่น่ากังวล  

นอกจากนี้ ตนมอบหมายให้สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประสานกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ถึงการะบาดของโรคฝีดาษลิง และให้เฝ้าระวังว่าจะมีความรุนแรงหรือไม่อย่างไร จะป้องกันอย่างไร แต่ขณะนี้ก็ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าจะมีความรุนแรง

รมว.ศธ. กล่าวถึง กรณีที่มี ครู และนักเรียนโรงเรียนแห่งหนึ่ง ใน จ.ลพบุรี กว่า 200 คน รวมตัวขับไล่ผู้อำนวยการโรงเรียน เนื่องจากพบว่าหลังตั้งแต่ผู้อำนวยการคนดังกล่าวเข้ามาแล้วก็บริหารงานไม่เป็นที่พอใจในหลายเรื่อง เช่น ปิดธนาคารโรงเรียนซึ่งเป็นการส่งเสริมการออมทรัพย์ของนักเรียน กีดกันไม่ส่งเสริมด้านกีฬา ทั้งที่โรงเรียนมีชื่อเสียงในเรื่องกีฬา ว่า ตนยังไม่ได้รับรายงานเรื่องที่เกิดขึ้น แต่จะเร่งตรวจสอบไปยังหน่วยงานต้นสังกัดของโรงเรียนดังกล่าว ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

รมว.ศธ.ชูการศึกษาไทย ‘ปลอดภัย-คุณภาพ’ มุ่งเด็กไทยมีความสุขเรียนในสิ่งที่ชอบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/655679

รมว.ศธ.ชูการศึกษาไทย ‘ปลอดภัย-คุณภาพ’  มุ่งเด็กไทยมีความสุขเรียนในสิ่งที่ชอบ

วันพุธ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วย ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและคณะเข้าร่วมงานเสวนา “ถามมาตอบไป เพื่อประเทศไทยที่ดีขึ้นกว่าเดิม” ณ ห้องประชุมรอยัล พารากอน ฮอลล์ กรุงเทพ วันที่ 20 พฤษภาคม 2565 โดยร่วมเสวนาในหัวข้อ “ดูแลทุกวัย ให้โอกาสทุกชีวิต” เพื่อเล่ามุมมองเกี่ยวกับมิติด้านการศึกษาในระยะที่ผ่านโดย รมว.ศธ. เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มุ่งให้ความสำคัญกับการรับมือสถานการณ์โควิด-19 เป็นอันดับแรกโดยผลักดันให้ครูเป็นบุคลากรด่านหน้า รวมถึงนักเรียนนักศึกษาได้รับวัคซีนอย่างรวดเร็ว เพื่อให้พร้อมต่อการเปิดเรียนอย่างปลอดภัย และยังตระหนักถึงผลกระทบต่อนักเรียนที่ออกจากระบบกลางคันโดย ศธ. ได้เร่งติดตามตัวและนำกลับสู่ระบบอีกครั้ง ซึ่งได้รับผลเป็นที่น่าพึงพอใจและคาดว่าจะตามตัวพบ 100% ภายในเดือนมิถุนายนนี้ และยังมีโครงการอาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ ที่ช่วยรองรับเด็กขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อป้องกันการหลุดออกจากระบบและเสริมทักษะวิชาชีพติดตัว พร้อมนำ MOE SAFETY CENTER มาดูแลความปลอดภัยให้ครบทุกมิติ การเตรียมความพร้อมให้นักเรียนมีทักษะในศตวรรษที่ 21 เป็นอีกเรื่องที่จำเป็น ทาง ศธ. มุ่งปรับรูปแบบการเรียนให้เป็น Active learning เพื่อสอนเด็กให้รู้จักตั้งคำถาม คิดและวิเคราะห์ โดยผลรูปธรรมที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ คือการที่นักเรียนไทยสามารถคว้ารางวัลโครงงานวิจัยในเวทีระดับโลกได้ ซึ่งเกิดจากการปรับเปลี่ยนกระบวนการสอน ฝึกการตั้งคำถามในสิ่งที่สนใจ แล้วนำองค์ความรู้มาใช้ประกอบ นำไปสู่การสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น ทางด้านอาชีวศึกษาก็ได้ให้ความสำคัญกับระบบทวิภาคี เน้นการเรียนรู้จริงและสร้างทักษะให้มีความชำนาญ พร้อมต่อยอดยกระดับคุณภาพด้วยศูนย์ความเป็นเลิศ (Excellent Center) ในสาขาที่ตอบโจทย์และรองรับตลาดแรงงาน

นอกจากนี้ ภาพการศึกษาไทยที่ตนพยายามเร่งผลักดันให้เกิดขึ้น คือการออกแบบหลักสูตรการเรียนรู้ที่เด็กทุกคนสามารถเรียนรู้ในสิ่งที่สนใจได้ผ่านการค้นหาตัวตนและความถนัดรวมถึงการขยายกำแพงการเรียนรู้เพื่อมอบโอกาสให้เด็กทุกคนสามารถเรียนรู้ข้ามสถานศึกษาได้ ตนอยากเห็นเด็กทุกคนมีความสุขและได้เรียนในสิ่งที่ชอบตลอดจนการพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับทุกช่วงวัยผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ตามนโยบายที่รัฐบาลให้ความสำคัญอีกด้วย

สมศ. ร่วมปลูกป่า เฉลิมพระเกียรติ ‘พระพันปีหลวงฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/655432

สมศ. ร่วมปลูกป่า เฉลิมพระเกียรติ ‘พระพันปีหลวงฯ’

วันอังคาร ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.นันทา หงวนตัด (ที่ 4 จากซ้าย) รักษาการผู้อำนวยการ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. และ นายทวีป ล้อมวงษ์ (ที่ 5 จากซ้าย) หัวหน้าศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าที่ 1 จ.นครนายก พร้อมด้วยผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ของ สมศ. ร่วมปลูกต้นไม้จำนวน 100 ต้น และให้อาหารสัตว์ป่า ในกิจกรรมจิตอาสาปลูกต้นไม้เพื่อแผ่นดินและสัตว์ป่าตามแนวพระราชดำริ เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้น เมื่อเร็วๆ นี้ ณ ศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าที่ 1 จ.นครนายก