มทร.รัตนโกสินทร์ มอบอาคารอเนกประสงค์ โรงเรียนบ้านโป่งโก ด่านมะขามเตี้ย กาญจนบุรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/647371

มทร.รัตนโกสินทร์ มอบอาคารอเนกประสงค์  โรงเรียนบ้านโป่งโก ด่านมะขามเตี้ย กาญจนบุรี

วันพฤหัสบดี ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ โดย ดร.ปราจิน เอี่ยมลำเนา นายกสมาคมศิษย์เก่า มทร.รัตนโกสินทร์ พร้อมด้วย รศ.ดร.อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ อธิการบดี มอบหมาย ดร.อภิเสฏฐ์ สุวรรณสะอาด, รศ.ดร.อาคีรา ราชเวียง, ผศ.นภาพร นาคทิม รองอธิการบดีร่วมเป็นประธานในพิธีส่งมอบอาคารอเนกประสงค์ราชมงคลรัตนโกสินทร์ 1 โครงการราชมงคลรัตนโกสินทร์อาสา โดยนักศึกษาจิตอาสาราชมงคล

การจัดสร้างอาคารอเนกประสงค์สำหรับใช้ในการเรียนการสอนและกิจกรรมอื่นๆ ของโรงเรียนบ้านโป่งโก สร้างโดย นักศึกษาจิตอาสา ได้รับสนับสนุนจากงบประมาณองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ สมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล รัตนโกสินทร์และเงินบริจาคผ่านชมรมราชมงคลรัตนโกสินทร์อาสา รวมทั้งได้รับการสนับสนุนวัสดุก่อสร้างจากศิษย์เก่ามีวัตถุประสงค์เพื่อจัดสร้างอาคารอเนกประสงค์สำหรับใช้ในการเรียนการสอนและกิจกรรมอื่นๆ เป็นอาคารคอนกรีต 1 ชั้น พื้นที่ 10×12 เมตร จำนวน 1 อาคาร สร้างเสร็จสมบูรณ์เมื่อเดือนมกราคม 2564 งบประมาณในการจัดสร้างรวม 500,000 บาท

การสร้างอาคารครั้งนี้เป็นการส่งเสริมให้นักศึกษามีบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบในการมีส่วนร่วมพัฒนาชุมชนและสังคมให้มีความเจริญที่ยั่งยืน โดยกำหนดให้นักศึกษาได้ทำกิจกรรมจิตอาสาและบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมตามความถนัดและความสนใจของตนเอง ซึ่งเป็นการฝึกฝนการนำวิชาความรู้และทักษะจากการศึกษามาประยุกต์ปฏิบัติในการสร้างสรรค์ประโยชน์ส่วนรวมและแก้ปัญหาในชุมชน โดยมี ดร.สมหมาย เทียนสมใจ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 1 พร้อมด้วยนายสมบูรณ์ แผนสมบูรณ์ นายอำเภอด่านมะขามเตี้ย และ นายเศรษฐ์ฐวัฒน์ ปิ่นเปี้ย ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านโป่งโกเป็นผู้รับมอบ ณ โรงเรียนบ้านโป่งโก อำเภอด่านมะขามเตี้ย จังหวัดกาญจนบุรี

เภสัช จุฬาฯ พัฒนาน้ำกระสายยาฟาวิพิราเวียร์ รสหวานเหมาะสำหรับเด็ก ลดภาระการเตรียมยา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/647374

เภสัช จุฬาฯ พัฒนาน้ำกระสายยาฟาวิพิราเวียร์  รสหวานเหมาะสำหรับเด็ก ลดภาระการเตรียมยา

วันพฤหัสบดี ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

อาจารย์เภสัชกร ดร.วันชัย จงเจริญ อาจารย์ประจำคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เมื่อเด็กป่วยด้วยโรคโควิด-19 บุคลากรทางการแพทย์ต้องเตรียมยาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยเด็กเป็นรายบุคคล โดยขั้นตอนเริ่มจากการคำนวณขนาดยาที่ต้องได้รับ จากนั้นนำยาเม็ดจำนวนที่มีปริมาณตัวยาเทียบเท่ากับปริมาณที่ต้องการนำไปบดให้ละเอียด แล้วผสมกับน้ำหรือน้ำหวานก่อนจะนำไปป้อนให้ผู้ป่วยเด็ก กระบวนการเหล่านี้ต้องคำนึงถึงความแตกต่างกันตามน้ำหนักตัวของผู้ป่วยเด็ก ซึ่งหมายความว่าสำหรับเด็กแต่ละคน บุคลากรทางการแพทย์ต้องเตรียมจำนวนเม็ดยา บด และผสมน้ำให้เป็นรายๆ ไป ขั้นตอนค่อนข้างละเอียดและใช้เวลา เมื่อผู้ป่วยมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น กระบวนการเหล่านี้ก็ต้องใช้เวลามากขึ้นตามไป และเป็นอุปสรรคในการบริหารจัดการเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่บุคลากรมีไม่เพียงพอกับจำนวนผู้ป่วย อาจทำให้ผู้ป่วยเด็กได้รับยาไม่ครบตามปริมาณที่เหมาะสมตามแผนการรักษาและอาจเกิดการดื้อยาได้เมื่อได้รับยาไม่ตรงกับขนาดที่ควรจะเป็น

นอกจากปัญหาในส่วนของบุคลากรทางการแพทย์แล้ว ปัจจุบันและอนาคต ผู้ป่วยโควิด-19 ที่อาการไม่หนักจะเข้ากระบวนการรักษาตัวแบบ Home Isolation มากขึ้น ซึ่งหมายความว่า ครอบครัวที่มีเด็กติดโรคโควิด-19 ต้องดูแลและป้อนยาฟาวิพิราเวียร์ให้กับเด็กเอง “ปัญหาที่เราห่วงใยคือผู้ปกครองจะบด ตวง และผสมยาได้อย่างที่บุคลากรทางการแพทย์ทำให้ได้หรือไม่ อาจทำให้เด็กได้รับยาไม่ครบถ้วนเหมาะสมและได้รับการรักษาไม่ถูกต้อง” อาจารย์เภสัชกรดร.วันชัย กล่าว

ข้อห่วงใยดังกล่าวทำให้อาจารย์ ภก.ดร.วันชัยและคณะผู้วิจัย ประกอบด้วยผศ.ภญ.ดร.นฤพร สุตัณฑวิบูลย์ ผศ.ภญ. ดร.ดุษฎี ชาญวาณิช รศ.ภญ.ดร.อังคณาตันติธุวานนท์ และ อ.ภก.ดร.ภาสวีร์ จันทร์สุก จากคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ เร่งคิดค้นและพัฒนาน้ำกระสายยาเพื่อใช้กับยาเม็ดฟาวิพิราเวียร์ ที่สามารถเตรียมให้เป็น
รูปแบบยาน้ำแขวนตะกอนที่รับประทานง่ายสำหรับผู้ป่วยเด็กและสะดวกต่อการเก็บไว้ใช้ได้จนครบกำหนด 5-10 วันตามระยะเวลาการรักษาที่แพทย์แนะนำ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ปกครองดูแลให้ยาลูกหลานได้อย่างเหมาะสม เป็นสูตรที่มีรสหวานอ่อนๆ และสามารถคงปริมาณตัวยาสำคัญได้ตลอดอายุการใช้งานที่แนะนำ

นอกจากการเตรียมน้ำกระสายยาแล้ว คณะผู้วิจัยยังได้จัดทำคู่มือขั้นตอนการนำน้ำกระสายยาไปใช้เพื่อเตรียมยาสำหรับดูแลผู้ป่วยเด็กด้วย

“เราทำโบรชัวร์ มี QR Code วีดีโอแสดงขั้นตอนการเตรียมยาน้ำแขวนตะกอนจากยาเม็ด สำหรับแนะนำสถานพยาบาล วิธีการคำนวณจำนวนยาเม็ดที่ต้องใช้กับผู้ป่วยเด็กที่มีน้ำหนักและช่วงอายุที่ต่างกัน รวมถึงความเข้มข้นของตัวยาหลังการผสม และมีตารางกำกับเกี่ยวกับปริมาณการใช้ยาน้ำแขวนตะกอนนี้ตามน้ำหนักตัวของผู้ป่วยเด็ก เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพการใช้ยาที่ถูกต้องเหมาะสม ซึ่งจัดเป็นยาที่ใช้รักษาเฉพาะรายบุคคล”

สถานพยาบาลหรือหน่วยงานที่สนใจน้ำกระสายยาฟาวิพิราเวียร์ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ภญ.ดร.นฤพรสุตัณฑวิบูลย์ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ 083-4459393

อว.ติดตามโครงการพลิกโฉมมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/647373

อว.ติดตามโครงการพลิกโฉมมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต

วันพฤหัสบดี ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายพันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี หัวหน้ากลุ่มภารกิจบริหารยุทธศาสตร์ สำนักปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) ลงพื้นที่ติดตามโครงการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย Reinventing University โดยมี ผศ.ดร.หิรัญ ประสารการ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต นำชมศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาลอันดามัน มุ่งเน้นการทำงานสู่ความเป็นเลิศ และพัฒนาศักยภาพบุคลากรในพื้นที่ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยใช้องค์ความรู้ นวัตกรรม ในการพัฒนาสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของภาคใต้ ผ่านโครงการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย กลุ่มยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาชุมชนเชิงพื้นที่ (Area-Based & Community)ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต เมื่อเร็วๆ นี้

มธ.ร่วมพันธมิตรยกระดับ EECmd มุ่งสู่ศูนย์กลางการแพทย์ระดับโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/647370

มธ.ร่วมพันธมิตรยกระดับ EECmd  มุ่งสู่ศูนย์กลางการแพทย์ระดับโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า โครงการ EECmd เป็นหนึ่งในวิสัยทัศน์ของ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล นวัตกรรม องค์ความรู้ทางด้านการแพทย์และสุขภาพ ภายใต้จุดมุ่งหมาย “Better Future Beyond Boundaries” พร้อมก้าวข้ามพรมแดนแห่งความเป็นสถาบันอุดมศึกษา มุ่งสู่เข็มทิศใหม่ ในการพัฒนาประเทศและลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ผลักดัน EECmd บนพื้นที่ 585 ไร่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์พัทยา สู่การเป็น ศูนย์นวัตกรรมการแพทย์ครบวงจร (Medical Hub) สมาร์ทซิตี้ (Smart City) และสมาร์ทแคมปัส (Smart Campus)

“การลงนาม MOU กับองค์กรพันธมิตรทั้ง 25  หน่วยงานวันนี้ เป็นความร่วมมือสำคัญที่ส่งสัญญาณว่า EECmdมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์พัทยา พร้อมแล้วที่จะเปิดรับข้อเสนอการลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ นำไปสู่การต่อยอดการพัฒนา ศึกษาวิจัย นวัตกรรมการแพทย์มิติใหม่ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทย การให้บริการ Wellness, โรงพยาบาลธรรมศาสตร์พัทยาแห่งใหม่ หรือ Digital Hospital, การส่งเสริมธุรกิจHealthcare, Health Tech, กลุ่มสตาร์ทอัพและอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต เราพร้อมก้าวสู่ Medical Valley ต้นแบบความภาคภูมิใจของประเทศไทย เช่นเดียวกับมหานครชั้นนำระดับโลก”

รศ.นพ.กัมมาล กุมาร ปาวา รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์พัทยา มธ. กล่าวว่า “การดำเนินโครงการ EECmdมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์พัทยา จัดแบ่งพื้นที่เป็น 4 โซนหลัก ได้แก่ ด้านการศึกษา ด้านส่งเสริมเศรษฐกิจ ด้านบริการและด้านที่พักอาศัย ภายในพื้นที่มีแผนการพัฒนาโครงสร้างต่างๆ มากมาย อาทิ สถาบันวิจัยการแพทย์ชั้นสูง, โรงพยาบาลดิจิทัล, ศูนย์ดูแลสุขภาพ (Wellness Health Resort),ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ (Senior Living) และศูนย์กีฬาขนาดใหญ่ (Sport Complex) เชื่อมต่อการลงทุนกลุ่ม Health Tech ชั้นนำระดับโลกซึ่งขณะนี้มีผู้สนใจได้ติดต่อเข้ามาเป็นจำนวนมาก นักลงทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นเวลา 11-13 ปี และการนำเข้าผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาพักอาศัยอยู่ในประเทศไทย เป็นต้น 

นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า โครงการ EECmd มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์พัทยา สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่มีการผลักดัน10 อุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อเป็นกลไก ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต ในการพัฒนาพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(EEC) และ Thailand 4.0 ของรัฐบาล เห็นได้ชัดเจนว่าอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร (Medical Hub) ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) หรือ New Engineof Growth มีแผนยุทธศาสตร์ในการผลักดัน เพื่อสร้างความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจในภูมิภาค ยกระดับ การให้บริการด้านสุขภาพและด้านสาธารณสุข พัฒนาบุคลากรและมาตรฐานเพื่อก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการให้บริการเป็นที่ยอมรับในระดับสากล การดำเนินงาน Medical Hub ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญต่อการสนองตอบต่อแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13

“กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมสนับสนุนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และพันธมิตร EECmd ทั้ง 25 องค์กรขับเคลื่อนการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจเพื่อดึงดูด การลงทุนจากต่างประเทศ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ แผนปฏิบัติราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี สร้างสังคมแห่งอนาคต พัฒนาระบบนิเวศที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ การวิจัยค้นคว้าและต่อยอดเทคโนโลยีทางการแพทย์ นำระบบดิจิทัลมาสนับสนุนบริการทางสุขภาพสู่เป้าหมายเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมได้อย่างแท้จริง”

ดร.คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) กล่าวว่า “พื้นที่ EECmd มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์พัทยา เป็นหนึ่งในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรือ EEC ที่มีศักยภาพสูงในการยกระดับประเทศไทยไปสู่ ระบบเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) ขับเคลื่อนนวัตกรรมธุรกิจ Health and Wellbeing ซึ่งถือเป็น 1 ใน 12อุตสาหกรรมเป้าหมายของ EEC สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการผลักดันประเทศไทยเป็น Medical Hub ดังนั้น EECmdจัดเป็นพื้นที่รองรับการลงทุนที่สมบูรณ์แบบน่าสนใจ มีความพร้อมด้านสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่ง EEC ได้ผลักดันให้เกิดการลงทุนกว่า 2.2 ล้านล้านบาท ในพื้นที่ภาคตะวันออกอาทิ รถไฟความเร็วสูง เชื่อม 3 สนามบิน, สนามบินนานาชาติอู่ตะเภาการขยายท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 และท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 ฯลฯ ดังนั้น การลงนาม MOU ครั้งนี้จึงเป็นการหลอมรวมพลังและบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วนทุกมิติ เพื่อสร้างเม็ดเงินลงทุนใหม่หมุนเวียนสู่เศรษฐกิจการถ่ายทอดเทคโนโลยีการต่อยอดผลิตภัณฑ์และใช้บริการของชาวต่างชาติได้ในอนาคต”

สุดยื้อ! ‘ครูต่าย’สิ้นลมอย่างสงบแล้ว หลังวิ่งตามเด็กออทิสติก จนตัวเองถูกรถชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/647358

สุดยื้อ! 'ครูต่าย'สิ้นลมอย่างสงบแล้ว หลังวิ่งตามเด็กออทิสติก จนตัวเองถูกรถชน

วันพุธ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2565, 15.18 น.

วันที่ 13 เมษายน 2565 จากกรณี นางสาวกาญจนี ใจชื้น หรือ ครูต่าย อายุ 41 ปี หรือครูต่าย ครูอัตราจ้างศูนย์การศึกษาเด็กพิเศษแม่สอด ถูกรถจักรยานยนต์ของไรเดอร์วิ่งส่งอาหารพุ่งชน จนได้รับบาดเจ็บสาหัส

โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบริเวณหน้าศูนย์การศึกษา ถนนสายบายพาสหลังที่ว่าการอำเภอแม่สอด เขตเทศบาลนครแม่สอด อ.แม่สอด จ.ตาก

โดยครูต่ายพยายามวิ่งติดตามไปปกป้องนักเรียนออทิสติกของศูนย์การเรียน ที่วิ่งออกจากโรงเรียนจะไปหาผู้ปกครอง ขณะกำลังจอดรอรถยนต์ เพื่อจะเลี้ยวเข้ามารับบุตรของตน หลังเกิดเหตุครูต่ายถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแม่สอดในอาการโคม่า

ล่าสุด  ได้รับการแจ้งจาก นายสวริต ใจชื้น น้องชายของครูต่าย ซึ่งโทรศัพท์แจ้งมาว่า ครูต่ายได้เสียชีวิตลงแล้ว

แพทย์ชี้ก่อนเสียชีวิตความดันโลหิตลดลง แพทย์ได้ทำการเร่งช่วยฉีดยากระตุ้น และให้การช่วยเหลือสุดท้าย แต่ในเวลา 11.21 น. ที่ผ่านมา ครูต่ายได้สิ้นลมอย่างสงบ

ทั้งนี้ หลังจากรับศพครูต่าย ญาติจะนำศพจะนำไปทำพิธีตามประเพณีที่วัดไทยวัฒนาราม ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก ต่อไป

ขอบคุณข้อมูล : ch3plus

‘แรงงานนอกระบบ’เสี่ยงสูง ‘แก่-เจ็บ-จน’ทุกข์ผู้สูงอายุไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/647217

‘แรงงานนอกระบบ’เสี่ยงสูง  ‘แก่-เจ็บ-จน’ทุกข์ผู้สูงอายุไทย

วันพุธ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

13 เมษายน ของทุกปี นอกจากจะเป็นวันสงกรานต์ วันขึ้นปีใหม่ไทยแล้ว ยังเป็น “วันผู้สูงอายุแห่งชาติ” ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 14 ธ.ค. 2525 เพื่อให้ผู้คนตระหนักถึงความสำคัญของผู้สูงอายุ ทั้งในฐานะประชากรที่บุกเบิก พัฒนาหรือทำคุณประโยชน์แก่สังคม รวมถึงบุพการี ผู้หลักผู้ใหญ่ที่เลี้ยงดูคนรุ่นหลังให้เติบโตขึ้นมา ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่ภาวะ “สังคมสูงวัย” ซึ่งประชากรอายุ60 ปีขึ้นไป มีจำนวนมากขึ้น ในขณะที่เด็กเกิดใหม่ลดลงจนส่งผลต่อกำลังแรงงานในอนาคต การสร้างหลักประกันคุณภาพชีวิตที่ดีเมื่อเป็นผู้สูงอายุ จึงเป็นเรื่องสำคัญ

เมื่อเร็วๆ นี้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) นำเสนอผลการศึกษา โครงการ “การจัดทำนโยบายและมาตรการ และวิเคราะห์ภาระทางการคลังต่อชุดสวัสดิการเพื่อรองรับการเข้าสู่สังคมสูงอายุของแรงงานนอกระบบ” ซึ่งเป็นความร่วมมือกันระหว่าง TDRI กับ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พบว่า 1.โครงสร้างครอบครัวไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เทียบระหว่างปี 2541 กับปี 2562 ในขณะที่ครอบครัว 2 รุ่น (พ่อแม่และลูก) ลดลงจากร้อยละ 37 เหลือร้อยละ 22 กับครอบครัว 3 รุ่น (ปู่ย่าตายาย พ่อแม่และลูก) ลดลงจากร้อยละ 14 เหลือร้อยละ 3

แต่ครอบครัวแหว่งกลาง (เด็กอยู่กับปู่ย่าตายาย โดยไม่มีพ่อแม่อยู่ด้วย) เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 29 เป็นร้อยละ 32 เช่นเดียวกับครอบครัว 1 รุ่น (สามี-ภรรยาอยู่ด้วยกันแต่ไม่มีลูก) เพิ่มจากร้อยละ 11 เป็นร้อยละ 20 และผู้ใช้ชีวิตคนเดียว เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 22 2.แรงงานรุ่นใหม่มีแนวโน้มลดลง ในขณะที่แรงงานสูงวัยเพิ่มมากขึ้นเทียบระหว่างปี 2548 ปี 2558 และปี 2564 และเมื่อแยกระหว่างแรงงานในระบบกับนอกระบบ จะพบแรงงานสูงอายุ ตั้งแต่ 56-65 ปี 66-75 ปี และ 75 ปีขึ้นไป อยู่ในกลุ่มแรงงานนอกระบบมากกว่าในระบบ

ซึ่งเป็นเพราะแรงงานในระบบโดยปกติจะเกษียณอายุที่ 60 ปี หรือหากต่ออายุการทำงานโดยทั่วไปคือไม่เกิน 65 ปี ต่างจากแรงงานนอกระบบที่มักจะทำงานไปเรื่อยๆ ตราบเท่าที่ร่างกายยังไหว 3.ครัวเรือนไทยทุกประเภทรายได้ลดลงส่วนทางกับค่าครองชีพและรายจ่ายอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้น เทียบระหว่างปี 2541 กับปี 2562 แบ่งเป็นรายได้ต่อครัวเรือนลดลงเฉลี่ย 1,000 บาท/คน/เดือน รายจ่ายเฉลี่ยของสมาชิกครัวเรือนเพิ่มขึ้นจาก 5,100 บาท/คน/เดือน เป็น 8,000 บาท/คน/เดือน ซึ่งร้อยละ 40 ของรายจ่ายคือค่าครองชีพ

และครัวเรือนมีรายได้สุทธิซึ่งสามารถนำไปเก็บออม จากเดิมคือ 5,900 บาท/คน/เดือน เหลือเพียง 2,200 บาท/คน/เดือน ซึ่งความสามารถในการออมที่ลดลงหมายถึงภาวะเปราะบางของแรงงานนอกระบบ 4.ร้อยละ 75 หรือ3 ใน 4 ของคนทำงานในประเทศไทยเป็นแรงงานนอกระบบหมายถึงแรงงานที่ไม่มีสวัสดิการสังคมที่อิงกับการประกอบอาชีพเช่น สวัสดิการของข้าราชการ หรือประกันสังคม มาตรา 33ของลูกจ้างเอกชน อีกทั้งในรอบ 8 ปีที่ผ่านมา จำนวนแรงงานนอกระบบมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

ที่น่าห่วงคือ แรงงานนอกระบบส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 37 อยู่ในครอบครัวหรือครัวเรือนแหว่งกลาง (เด็กอยู่กับปู่ย่าตายาย โดยไม่มีพ่อแม่อยู่ด้วย) ดังนั้นจึงมีอัตราการพึ่งพิงสูง และเสี่ยงต่อภาวะ “แก่-เจ็บ-จน” 5.แรงงานนอกระบบที่ทำงานส่วนตัว (ธุรกิจหรืออาชีพอิสระที่ไม่มีลูกจ้าง) มักมีรายได้สูงกว่าแรงงานนอกระบบที่เป็นลูกจ้าง ในทางกลับกันแรงงานนอกระบบที่เป็นลูกจ้างมักมีรายได้สุทธิต่อเดือนติดลบ หมายถึงหาเช้ากินค่ำ ใช้เดือนชนเดือน จึงไม่สามารถเก็บออมได้ หรือหนักไปกว่านั้นคือมีหนี้สินด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้แรงงานนอกระบบที่ทำงานส่วนตัวจะมีรายได้สูง หากไม่รู้จักเก็บออมหรือมีเงินออมต่อเดือนต่ำ ก็ยังสุ่มเสี่ยงชีวิตมีปัญหาในวัยเกษียณ โดยสรุปแรงงานนอกระบบจึงไม่มีความมั่นคงทางการเงินสำหรับการใช้ชีวิตในวัยเกษียณ 6.หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง สปสช. หรือบัตร 30 บาท) เป็นที่พึ่งหลักของแรงงานนอกระบบยามเจ็บป่วยถึงร้อยละ 95 รองลงมาคือการจ่ายเงินสด และการทำประกันเอกชนตามลำดับ ซึ่งหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เป็นภาระค่าใช้จ่ายที่รัฐต้องอุดหนุน อย่างไรก็ตาม แรงงานนอกระบบยังต้องจ่ายค่าส่วนเกินนอกเหนือจากสิทธิดังกล่าว อีกทั้งเมื่อเทียบระหว่างปี 2548 ปี 2558 และ
ปี 2564 ยังพบว่าต้องจ่ายเพิ่มขึ้นด้วย

7.แนวโน้ม “แก่พร้อมป่วย” เพิ่มขึ้น หากเทียบระหว่างปี 2548 ปี 2558 และปี 2564 พบสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่สุขภาพดีไม่มีโรคประจำตัว ลดลงจากร้อยละ 48.7 เหลือร้อยละ 44 และร้อยละ 41.1 ตามลำดับ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวเพียง 1 โรค ลดลงจากร้อยละ 40.2 เหลือร้อยละ 33.7 และร้อยละ 27.9 ตามลำดับ ตรงข้ามกับผู้ที่มีโรคประจำตัวมากกว่า 1 โรค ซึ่งเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 11.2 เป็นร้อยละ 22.4 และร้อยละ 31 ตามลำดับ

8.โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ไขมัน ความดัน เป็นภัยคุกคามสำคัญ ซึ่งนอกจากจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยตรงแล้ว ยังเป็นภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของผู้ป่วยด้วย อีกทั้งยิ่งอายุมากขึ้นสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพก็ยิ่งสูงขึ้น แต่โรคไม่ติดต่อเรื้อรังนั้นมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต คำถามคือจะทำอย่างไรให้เกิดการปรับเปลี่ยน เช่น การเลือกรับประทานอาหารตามหลักโภชนาการ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ และต้องปรับเปลี่ยนตั้งแต่ยังเป็นหนุ่ม-สาววัยทำงาน เพื่อลดโอกาสป่วยยามชราซึ่งหมายถึงการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ

9.แม้รัฐไทยจะพยายามสร้างระบบประกันสังคมสำหรับแรงงานนอกระบบ หรือมาตรา 40 แต่ข้อสังเกตคือที่ผ่านมาได้รับความสนใจค่อนข้างน้อย จำนวนผู้สมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 เพิ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในช่วงเดือน ก.ค.-ธ.ค. 2564 ที่เพิ่มจาก 6.17 ล้านคน ในเดือน ก.ค. 2564 เป็น 10.66 ล้านคน ในเดือน ธ.ค. 2564 ในขณะที่ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2564 คือเดือน ม.ค.-มิ.ย. 2564 มีผู้ประกันตนมาตรา 40 เฉลี่ยเดือนละ 3.5-3.6 ล้านคนเท่านั้น

ซึ่งสาเหตุที่ช่วงครึ่งปีหลังของปี 2564 มีผู้ประกันตนมาตรา 40 เพิ่มขึ้นจำนวนมาก เพราะรัฐบาลมีมาตรการจ่ายเงินเยียวยาผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์เพื่อควบคุมสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 โดยแรงงานนอกระบบนั้นจะต้องลงทะเบียนเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 เสียก่อน จึงกลายเป็นคำถามว่า หลังจากนี้จำนวนผู้ประกันตนดังกล่าวจะยังคงอยู่ในกองทุนต่อไปหรือไม่

10.จากการสอบถามแรงงานนอกระบบกลุ่มตัวอย่างรวม 500 คน จาก 11 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ ชลบุรี จันทบุรี อุบลราชธานี ขอนแก่น ชัยภูมิ เพชรบูรณ์ ลพบุรี สุพรรณบุรี เชียงใหม่ และสงขลา ในด้านกองทุนการออมเพื่อการเกษียณอายุ พบกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ รู้จักกองทุนทวีสุข ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มากที่สุด ร้อยละ 59.18 รองลงมาคือ กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ หรือกองทุนสวัสดิการชุมชน/หมู่บ้าน ร้อยละ 54.64 ในขณะที่ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) เป็นกองทุนที่แรงงานนอกระบบรู้จักน้อยที่สุด เพียงร้อยละ 21.03

11.จากกลุ่มตัวอย่าง 500 คน พบไม่ถึงครึ่ง คือ ร้อยละ 43.64 ที่สมัครเป็นสมาชิกกองทุนการออมอย่างน้อยประเภทใดประเภทหนึ่ง ในจำนวนนี้ ร้อยละ 17.78สมัครเป็นผู้ประกันตน ประกันสังคมมาตรา 40 (ทางเลือกที่ 2)รองมาลงคือ กองทุนหมู่บ้านหรือกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ร้อยละ 17.17 อันดับ 3 คือ ผู้ประกันตน ประกันสังคมมาตรา 40 (ทางเลือกที่ 3) และอันดับ 4 คือกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ร้อยละ 3.43 ทั้งนี้ แรงงานนอกระบบมีความเห็นว่า ทั้งประกันสังคมมาตรา 40 และ กอช. ยังไม่สามารถสร้างแรงจูงใจได้มากพอจนรู้สึกอยากสมัครเป็นสมาชิก

12.กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 76.49 ใช้บริการโรงพยาบาลของรัฐ ขณะที่อีกร้อยละ 23.51 ใช้บริการโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งในกลุ่มที่ใช้บริการ รพ.รัฐ พบปัญหา 3 อันดับแรก อันดับ 1 รอคิวนานกว่า รพ.เอกชน อันดับ 2 ไม่สะดวกในการเดินทาง อันดับ 3 ไม่สะดวกในการใช้บริการในเวลาทำการ 13.ฝากเงินคือการออมยอดนิยม หากแบ่งกลุ่มตัวอย่างตามรายได้ คือน้อยกว่า 18,000 บาทต่อเดือนและมากกว่า 18,000 บาทต่อเดือน พบการออมของแรงงานนอกระบบส่วนใหญ่คือการฝากเงินไว้ในธนาคาร ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มรายได้มากหรือน้อยกว่า 18,000 บาทต่อเดือน

14.ถึงกระนั้น พฤติกรรมการออมของแรงงานนอกระบบก็ยังน่าเป็นห่วง เห็นได้จากกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เน้นการฝากเงิน ซึ่งผลตอบแทนไม่มากเท่าการออมในกองทุนอื่นๆ อีกทั้งยังเป็นการเก็บออมไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน เช่น เจ็บป่วยไม่ใช่การเก็บออมในระยะยาวสำหรับเกษียณอายุซึ่งสุ่มเสี่ยงเกิดปัญหาสภาพคล่องทางการเงินของแรงงานนอกระบบในอนาคต นอกจากนี้ รายได้ยังมีผลต่อการตัดสินใจออมเงิน โดยกลุ่มตัวอย่างที่ไม่มีเงินออม ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่รายได้น้อยกว่า 18,000 บาทต่อเดือน

15.กลุ่มตัวอย่างกังวลเรื่องเงินไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพมากที่สุด ร้อยละ 38.33 รองลงมา สวัสดิสการการรักษาพยาบาล ร้อยละ 31.33 และร้อยละ 30.34 ไม่มีสมาชิกในครัวเรือนหรือผู้ดูแลผู้สูงอายุมากดูแล 16.หากในอนาคตมีการจ่ายเงินสมทบร่วมของแต่ละคนเพื่อให้ได้บริการเพิ่มเติมจากพื้นฐาน พบกลุ่มตัวอย่างเต็มใจจ่ายเพิ่มเพื่อให้สามารถเลือกใช้บริการได้ทั้ง รพ.รัฐและเอกชน มากที่สุด รองลงมาคือ การดูแลระยะยาว อันดับ 3 การเข้าถึงวัคซีน อันดับ 4 เงินบำนาญ และอันดับ 5 เงินชดเชยหากต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล

16.คณะผู้วิจัยทดลองออกแบบชุดสวัสดิการรูปแบบใหม่ แบ่งเป็น 16.1 ส่งเงินสมทบ 1,000 บาท/เดือนโดยผู้ส่งเงินสมทบจะได้รับเงินบำนาญ 3,000 บาท/เดือน เมื่ออายุ 60 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ยังได้รับค่าชดเชยกรณีต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล 500 บาท/วัน (จำนวน30 วัน/ครั้ง) และเงินปันผลจำนวน 1,000 บาท/ปี กับ 16.2 ส่งเงินสมทบ 2,000 บาท/เดือน โดยผู้ส่งเงินสมทบจะได้รับเงินบำนาญ 5,000 บาท/เดือน เมื่ออายุ 60 ปีขึ้นไป

นอกจากนี้ยังได้รับค่าชดเชยกรณีต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล 700 บาท/วัน (จำนวน 30 วัน/ครั้ง) ค่าวัสดุสิ้นเปลืองและค่าผู้ดูแลรวมต่อเดือน ก้อนแรก 10,000 บาทสำหรับค่าวัสดุอุปกรณ์ จากนั้นหากเป็นกรณีติดบ้านจะได้ 2,800 บาท/เดือน หรือหากเป็นกรณีติดเตียงจะได้ 3,900 บาท/เดือน อีกทั้งได้รับสิทธิการเข้าถึงวัคซีนและยารักษาโรคหากมีโรคอุบัติใหม่ และเงินปันผลจำนวน 1,000 บาท/ปี

17.หากมีการพัฒนาชุดสวัสดิการรูปแบบใหม่ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 67.22 สนใจเข้าร่วม ส่วนรูปแบบการจ่ายเงินสมทบ ร้อยละ 56.49 พร้อมจ่ายเงินสมทบแบบทุกเดือน รองลงมา ร้อยละ 23.71จ่ายทุกๆ 6 เดือน และร้อยละ 17.79 จ่ายทุกๆ 1 ปี โดยช่องทางที่เห็นว่าสะดวกที่สุด 2 อันดับแรก คืออินเตอร์เนตแบงก์กิ้ง (จ่ายผ่านออนไลน์) ร้อยละ 47.22 กับเคาน์เตอร์เซอร์วิส (จ่ายที่ร้านสะดวกซื้อ) ร้อยละ 31.96 ทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคม ได้รับความไว้วางใจจากกลุ่มตัวอย่างมากที่สุด ร้อยละ48.87 ในการทำหน้าที่บริหารจัดการชุดสวัสดิการใหม่

18.เมื่อพิจารณารายได้ของรัฐจากภาษี 4 ประเภทพบว่า 18.1 ภาษีเงินได้ แม้ข้อดีจะเป็นการจัดเก็บอัตราก้าวหน้า แต่ข้อจำกัดคือในประเทศไทยมีธุรกิจและแรงงานนอกระบบจำนวนมาก 18.2 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ประเทศไทยเก็บเพียงร้อยละ 7 ทุกครั้งที่มีการซื้อสินค้าหรือบริการ ในขณะที่เพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา ลาว และเวียดนามเก็บร้อยละ 10 แต่ปัญหาของภาษีมูลค่าเพิ่มคือคนรายได้น้อยจ่ายมากกว่าคนรายได้สูง

18.3 ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แม้เป้าหมายต้องการให้เป็นรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ก็พบว่ามีข้อยกเว้นหรือข้อลดหย่อนมากเกินไป และ 18.4 ภาษีสรรพสามิต พบการจัดเก็บในส่วนของน้ำมันและรถยนต์เป็นหลัก ซึ่งเป็นไปได้ที่ในอนาคตจะเก็บได้น้อยลงเพราะผู้ขับขี่หันไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) แทนรถยนต์น้ำมัน 19.สำหรับข้อเสนอแนะในส่วนของนโยบาย 19.1 ภาครัฐควรมีนโยบายเกี่ยวกับสวัสดิการด้านเงินบำนาญสำหรับแรงงานนอกระบบที่ชัดเจน

และควรมีมาตรการรองรับโดยจำแนกออกเป็นกลุ่มต่างๆ ตามลักษณะหรือความสามารถในการสมทบ เช่น ชุดสวัสดิการสำหรับกลุ่มแรงงานนอกระบบรุ่นใหม่รายได้สูง/การศึกษาสูง ดังเช่น กลุ่มตัวอย่าง 500 คน ที่สำรวจและกล่าวถึงในข้างต้น มีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 33 ปี และเรียนจบเฉลี่ยระดับอุดมศึกษา (ปริญญาตรีขึ้นไป) รองลงมาคือมัธยมศึกษาตอนปลาย

ซึ่งเหตุที่เน้นสำรวจกลุ่มนี้เพราะเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการให้ประชากรวัย 20-50 ปี เข้าร่วมกับกองทุนที่ตั้งขึ้น อีกทั้งมีกำลังทรัพย์พอจ่ายเงินสมทบและมองเห็นความสำคัญของการจ่าย 19.2 สิทธิประโยชน์บางอย่างที่สะท้อนจากความต้องการของกลุ่มตัวอย่าง เช่น การดูแลระยะยาวสามารถสร้างการจ้างงานในอาชีพดูแลผู้สูงอายุ (Cavegiver)ได้ และ 19.3 ชุดสวัสดิการที่นำเสนอต้องอาศัยการดูแล/บริหารจัดการต่อยอดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ประกันสังคม หรือประกันเอกชนภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ

และ 20.รัฐต้องกล้าขยายการจัดเก็บภาษี เช่น การขยายฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา การเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มจากร้อยละ 7 เป็นร้อยละ 10 ซึ่งแม้จะมีการต่อต้าน แต่การต่อต้านนั้นมีสาเหตุมาจากที่บุคคลหรือธุรกิจไม่เห็นประโยชน์ของการเข้าสู่ระบบภาษีหรือการขึ้นภาษี ดังนั้นรัฐบาลหรือพรรคการเมืองที่จะดำเนินนโยบายนี้ ต้องระบุเป้าหมายในการนำเงินภาษีที่จะเก็บเพิ่มนี้ไปใช้ให้ชัดเจนในด้านสวัสดิการสังคม เช่น ขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วนำไปใส่ในกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งเป็นสวัสดิการที่ผู้มีรายได้น้อยจำนวนมากใช้บริการ

ทั้งนี้ แม้จะดูเหมือนเป็นนโยบายประชานิยม แต่ก็สามารถออกแบบกลไกให้โปร่งใส มีธรรมาภิบาลได้!!!

บอร์ด กพฐ.พลิ้วออกมติเร่งรัดใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/647205

วันอังคาร ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2565, 16.01 น.

12 เม.ย.2565 ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงศึกษาธิการว่า ในการประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (บอร์ด.กพฐ.) ครั้งที่ 4/2565 เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2565 ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้เห็นชอบให้แต่งตั้งคณะทำงานบรรณาธิการกิจ (ร่าง) กรอบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช … ระดับประถมศึกษา และ (ร่าง) คู่มือการใช้กรอบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช … ระดับประถมศึกษา ให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือน โดยกำหนดชื่อหลักสูตรว่า “หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ….”  และเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า “หลักสูตรแกนกลางฐานสมรรถนะ”

โดยที่ประชุมได้เห็นชอบแผนการทดลองใช้ (ร่าง)หลักสูตรฯ ดังนี้

    1. ปีการศึกษา 2565 ทดลองใช้ในโรงเรียนนำร่องในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา

    2. ปีการศึกษา 2566 ทดลองใช้ในโรงเรียนทั่วไปที่พร้อมใช้

    3. ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนทั่วประเทศใช้หลักสูตร ประถมศึกษาปีที่ 1 และ ประถมศึกษาปีที่ 4 

นอกจากนี้ บอร์ด กพฐ. ยังปรับเวลาในการประกาศใช้หลักสูตรจากเดือนตุลาคม 2566 เป็น ตุลาคม 2565 ด้วย

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ในการประชุมบอร์ด กพฐ.เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2565 ที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้าการร่างหลักสูตรฐานสมรรถนะ โดยระบุว่าหลักสูตรฐานสมรรถนะยังเป็นร่างหลักสูตรและยังอยู่ในขั้นตอนการทดลองใช้ในพื้นที่นวัตกรรมฯ โดยตั้งข้อสังเกตถึงการนำหลักสูตรฐานสมรรถนะมาใช้ในปี 2565 ว่า เนื่องจากมีเรื่องข้อกฎหมายและขั้นตอนต่าง ๆ ที่อาจจะไม่ทันการ เพราะจะเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2565 ในเดือนพฤษภาคมแล้ว จึงได้มอบให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ไปทำแผนว่า จะนำไปใช้ได้เมื่อไหร่ อย่างไร  ต่อมาวันที่ 7 เมษายน บอร์ด.กพฐ.จึงมีมติให้มีการเร่งรัดใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ ตามข้อความเบื้องต้น ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ ประธานกพฐ.ยืนยันว่าหลักสูตรฐานสมรรถนะยังเป็นร่างหลักสูตรและยังอยู่ในขั้นตอนการทดลองใช้

เลขาฯก.ค.ศ.บรรยายพิเศษ ทิศทางการผลิตและพัฒนาครูปัจจุบันและทศวรรษหน้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/646778

เลขาฯก.ค.ศ.บรรยายพิเศษ ทิศทางการผลิตและพัฒนาครูปัจจุบันและทศวรรษหน้า

วันอาทิตย์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2565, 22.05 น.

เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2565 รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ร่วมบรรยายพิเศษผ่านระบบออนไลน์ เรื่อง “ทิศทางการผลิตและพัฒนาครูในปัจจุบันและทศวรรษหน้า” ในการประชุมทางวิชาการระดับนานาชาติ และระดับชาติ International and National Teacher Education Conference (INTEC 2022) ในหัวข้อ “Teacher Education in the Next Normal” จัดโดยที่ประชุมคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย (ทปคศ.)

โดย รศ.ดร.ประวิต กล่าวตอนหนึ่งว่า การผลิตและพัฒนาครูในทศวรรษหน้าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก ภาคการฝึกหัดครูจะทำอย่างไรให้บัณฑิตตอบโจทย์สังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ความคาดหวังจากสังคมภายนอกที่เพิ่มมากขึ้น สิ่งนี้คือโจทย์สำคัญที่มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องมีการปรับตัว การผลิตครูหลังจากนี้เป็นต้นไปมีความสำคัญ จะต้องทำให้คนที่จะเข้ามาเป็นครูมีความพร้อมมากที่สุด ฝ่ายผลิตเองก็จำเป็นต้องปรับตัวเพื่อจะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และผลิตคนที่จะออกไปเป็นครูมีความพร้อมในการทำงานจริงๆ การเรียนการสอนคงต้อเปลี่ยนแปลงไป

รศ.ดร.ประวิต กล่าวต่อว่า เราต้องการคุณครูที่สามารถเชื่อมโยงความรู้ และสามารถทำให้เด็กเข้าถึงเข้าใจสิ่งที่กำลังเรียนรู้ได้ คุณครูสามารถเชื่อมโยงความรู้เดิม ประสบการณ์เดิม ไปสู่การเรียนรู้ครั้งใหม่ของเด็กได้ เราต้องการคุณครูที่สามารถสร้างองค์ความรู้ ประสบการณ์ใหม่จากการเรียนรู้ให้กับเด็กได้ สามารถกระตุ้นแรงจูงใจในการเรียนรู้ พัฒนาทักษะความเชี่ยวชาญจากการเรียนรู้ของเด็ก และให้ข้อมูลสะท้อนกลับให้กับเด็ก พัฒนาบรรยากาศการเรียนการสอน ฝึกการกำกับเรียนรู้ ฝึกให้เด็กสามารถกำกับเรียนรู้ สิ่งเหล่านี้คือทักษะใหม่ของครูที่จำเป็นต้องฝึกคนที่จะเข้ามาเป็นครูในยุคต่อไปต้องมีประสิทธิภาพที่จะสอนได้ทันทีในวันแรกของการทำงาน

“การผลิตครูในอนาคตจำเป็นต้องเน้นที่ประสิทธิภาพ ต้องมีกระบวนการต่าง ๆ การฝึกประสบการณ์ที่เข้มข้นมีระบบการนิเทศที่ลงลึก ประสิทธิภาพคือสิ่งที่เราต้องการให้เกิดขึ้น และสามารถไปถึงผลลัพธ์ของผู้เรียนที่ไม่ใช่แค่มีมิติด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เราต้องการที่จะทำให้คุณครูสามารถสร้างทักษะพื้นฐานให้กับเด็กได้ นี่คือเป้าหมายสำคัญในอนาคต ขอขอบคุณประชุมคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย ที่ได้มีการจัดการประชุมวิชาการในครั้งนี้ ซึ่งขณะนี้เราจำเป็นจะต้องสร้างความสมดุลทั้งในภาคการผลิตครูและผู้ใช้ เราคงไม่สามารถปล่อยให้ระบบการศึกษาของเราโดยเฉพาะภาคการผลิตและพัฒนาครูเดินหน้าไปอย่างไร้ทิศทางได้ในอนาคต” รศ.ดร.ประวิต กล่าว

รศ.ดร.ประวิต กล่าวด้วยว่า การประชุมทางวิชาการระดับนานาชาติและระดับชาติ (INTEC 2022) นี้ เป็นการประชุมวิชาการรูปแบบออนไลน์ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 – 10 เมษายน 2565 ภายในงานมีการบรรยายพิเศษจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการและนักการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ การนําเสนอผลงานวิชาการระดับชาติและนานาชาติ การเสวนากลุ่มย่อยในหัวข้อต่างๆ โดยมี ครู อาจารย์ นักวิชาการ จากสถาบันการศึกษาทุกระดับ นักศึกษาทุกระดับปริญญาในสาขาครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ รวมทั้งประชาชนผู้สนใจทั่วไปเข้าร่วมรับฟัง

เชียงใหม่ปฏิรูการศึกษาตามยุทธศาสตร์ชาติ ดึงGPAS 5 Steps ภายใต้หลักสูตรอิงมาตรฐานมาใช้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/646880

เชียงใหม่ปฏิรูการศึกษาตามยุทธศาสตร์ชาติ ดึงGPAS 5 Steps ภายใต้หลักสูตรอิงมาตรฐานมาใช้

วันอาทิตย์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2565, 20.12 น.

เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานจากห้องประชุม ชั้น 5 สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ถนนนครไชยศรี แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ว่า ดร.วิษณุ เครืองามรองนายกรัฐมนตรีได้มาเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่  ร่วมกับ สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ประจำปีการศึกษา 2565-2567 โดยมี ดร.ยุพิน บัวคอม ศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่ และ ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ร่วมลงนาม

                    การดำเนินงานตามข้อตกลงความร่วมมือนี้จะอยู่ในรูปแบบของการประสานงานความร่วมมือขององค์กรทั้งสองแห่งดังกล่าว โดยเน้นถึงความสำคัญและสาระประโยชน์ของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันที่มีต่อการพัฒนาการเรียนรู้แบบ Active Learning การดำเนินงานตามกรอบแนวทางความร่วมมือครั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับแผนการปฏิรูปประเทศ (ฉบับปรับปรุง) ด้านการศึกษาที่ได้กำหนดกิจกรรมปฏิรูปที่ 2 การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนสู่การเรียนรู้ฐานสมรรถนะเพื่อตอบสนองการเปลี่ยนแปลง     ในศตวรรษที่ 21 โดยการปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนในปัจจุบันไปสู่การเรียนรู้ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ภายใต้หลักสูตรอิงมาตรฐาน (Standard-based Curriculum) ด้วยการพัฒนาคุณภาพและศักยภาพ รวมทั้งส่งเสริมความเป็นเลิศทางวิชาชีพของผู้บริหาร ครู นักเรียน และบุคลากรทางการศึกษา สำหรับพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดเชียงใหม่ ที่จะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพผู้เรียนให้มีความถนัดและความฉลาดที่แตกต่างกัน

                    การนี้ผู้เรียนสามารถถักทอสร้างความรู้ได้เองจนถึงระดับหลักการ เกิดสมรรถนะและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ทุกด้าน รวมทั้งเกิดผลลัพธ์เป็นผลผลิต เช่น ชิ้นงาน โครงงาน นวัตกรรม จนส่งผล ให้ผู้เรียนทุกคนสามารถพัฒนาเป็นนวัตกรได้ ตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาจนถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายตามที่ยุทธศาสตร์ชาติกำหนดไว้

ตรวจเช็คสภาพรถฟรี! สอศ.ดีเดย์เปิดศูนย์อาชีวะอาสาฯ 76 แห่ง ช่วงสงกรานต์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/646779

ตรวจเช็คสภาพรถฟรี! สอศ.ดีเดย์เปิดศูนย์อาชีวะอาสาฯ 76 แห่ง ช่วงสงกรานต์

วันอาทิตย์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2565, 13.43 น.

สอศ.ดีเดย์เปิดศูนย์อาชีวะอาสาฯ 76 แห่ง ช่วงเทศกาลสงกรานต์ 11-17 เม.ย.นี้ บริการตรวจเช็คสภาพรถฟรี ขับขี่เมื่อยล้า ง่วง มีจุดพักบริการ

เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2565 ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จัดกิจกรรม “อาชีวะอาสา ร่วมด้วยช่วยประชาชน” ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เปิดศูนย์อาชีวะอาสาฯ ให้บริการระหว่างวันที่ 11 – 17 เมษายน 2565 ระหว่างเวลา 08.30 – 16.30 น.จำนวน 76 จังหวัด 76 แห่ง บนถนนสายหลักและสายรองทั่วประเทศ จังหวัดละ 1 จุด (ยกเว้นกรุงเทพมหานคร) โดยศูนย์อาชีวะอาสา ร่วมด้วยช่วยประชาชน จะให้บริการตรวจเช็คสภาพรถยนต์ รถจักรยานยนต์ โดยประเมินสถานการณ์และการซ่อมเบื้องต้นในกรณีที่รถมีปัญหา และเป็นจุดพักรถ สำหรับประชาชนระหว่างการเดินทางเพื่อกลับภูมิลำเนา หรือการท่องเที่ยว โดยให้บริการฟรี  จากทีมครู นักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา สาขาช่างยนต์ ช่างกล สาขาบริหารธุรกิจการโรงแรมและการท่องเที่ยว ฯลฯ คอยให้บริการ ณ จุดบริการ

“การให้บริการของนักเรียน นักศึกษา นี้ เป็นห้องเรียนจริง เป็นการเรียนการสอน แบบ on site จริงๆ ที่จะช่วยฝึกทักษะประสบการณ์วิชาชีพในการปฏิบัติจริง รวมถึงเป็นการบ่มเพาะปลูกฝังจิตอาสา และสร้างทักษะการใช้ชีวิต การทำงานเป็นทีม และทำประโยชน์เพื่อสังคม ทั้งนี้ สอศ.ตระหนักถึงความปลอดภัยของนักเรียน นักศึกษา ครูและบุคลากรสถานศึกษาที่มาให้บริการ และประชาชนที่เข้ารับบริการ โดยจัดจุดตรวจเช็ค คัดกรอง จะการเว้นระยะห่าง และงดการสัมผัสใกล้ชิด โดยเฝ้าระวังตามมาตราการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (COVID-19) ควบคู่กับการให้บริการทุกแห่ง โดยในศูนย์แต่ละแห่ง จะมี 1.อุปกรณ์ในการตรวจวัดอุณหภูมิ  2.หน้ากากอนามัยสำหรับสวมใส่เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไว้รัสโคโรน่า 2019 (COVID-19) 3.อุปกรณ์ทำความสะอาดเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไว้รัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ได้แก่ เจลแอลกอฮอล์ 70% หรือสบู่ สำหรับล้างมือ โดยขอความร่วมมือจากทุกท่านที่เข้าใช้บริการ ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) อย่างเคร่งครัดขณะเข้ารับบริการ” ดร.สุเทพ กล่าว

เลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อว่า ศูนย์อาชีวะอาสา ร่วมด้วยช่วยประชาชน นอกจากจะมีจุดบริการตรวจเช็คสภาพรถยนต์ รถจักรยานยนต์แล้ว แต่ละแห่งจัดให้มีจุดพักคน ที่ขับขี่เมื่อยล้า หรือง่วง ก็สามารถแวะมาพัก หรือสอบถามข้อมูลเส้นทางการเดินทาง , สถานที่พัก-โรงแรม , สถานที่ท่องเที่ยว , ร้านอาหาร เป็นต้น ตรวจสอบที่ตั้งศูนย์อาชีวะอาสา ร่วมด้วยช่วยประชาชน เทศกาลสงกรานต์ ปี พ.ศ.2565 ทั้ง 76 แห่ง ได้ที่เว็บไซต์ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา http://www.vec.go.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ นางสาวบงกช อุดทัง โทร. 080 549 3623 และนายวิศรุต กองลี โทร. 060 818 8961