รอง ผอ.สพม.สุโขทัย รับโล่ ผู้บริหารการศึกษาดีเด่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/637003

รอง ผอ.สพม.สุโขทัย รับโล่ ผู้บริหารการศึกษาดีเด่น

วันอังคาร ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ศิริวรรณ ขวัญมุข รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุโขทัย (สพม.สุโขทัย) รักษาราชการแทนผอ.สพม.สุโขทัย ได้รับโล่รางวัลผู้บริหารการศึกษาที่มีผลงานดีเด่น ของกระทรวงศึกษาธิการ ในพิธีมอบรางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ประจำปี 2565 จังหวัดสุโขทัย  มอบโดยนายสุชาติ  ทีคะสุข  รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย   

ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/637005

ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง

วันอังคาร ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เดินหน้าสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่เยาวชนที่มีศักยภาพแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เชิญชวนนักเรียน นักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้น ม.3 ม.6 ปวช.3หรือเทียบเท่าที่สนใจเรียนต่อจนจบประกาศนียบัตรชั้นสูง (ปวส.) หรือในระดับอนุปริญญา สมัครทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ประจำปี 2565เพื่อศึกษาต่อสายอาชีพซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน ทุนดังกล่าวจะเป็นทุนให้เปล่าที่ครอบคลุมค่าครองชีพ ค่าอุปกรณ์การเรียน และค่าธรรมเนียมการศึกษาในอัตราประหยัด ผู้สนใจสามารถสมัครขอรับทุนได้ที่สถานศึกษาสายอาชีพที่เข้าร่วมโครงการ ตั้งแต่วันนี้-28 กุมภาพันธ์ 2565 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ โทรศัพท์ 02-0795475 กด 2 หรือเว็บไซต์ https://www.eef.or.th/

ตร.จี้ปมเงินทอนวัด อยากให้สมภารดังสึกมาสู้คดี นิมนต์11เจ้าอาวาสสอบเพิ่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/637092

ตร.จี้ปมเงินทอนวัด  อยากให้สมภารดังสึกมาสู้คดี  นิมนต์11เจ้าอาวาสสอบเพิ่ม

วันอังคาร ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผบก.ปปป.ยันเร่งเดินหน้าสางคดีทุจริตเงินทอนวัด ตามเงินอีกกว่า90 ล้านบาท ที่ยังไม่รู้อยู่กับใคร ชี้อยากให้สมภารวัดดัง สึกมาสู้คดีให้ชาวบ้านเกิดความสบายใจ พร้อมนิมนต์ 11 เจ้าอาวาสให้ปากคำเพิ่ม

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว ผบก.ปปป.กล่าวถึงความคืบหน้าคดีทุจริตงบประมาณอุดหนุนวัดของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.)จนเกิดความเสียหายกว่า 110 ล้านบาท หรือคดีเงินทอนวัด เฟส 4 ซึ่งพระสิทธิวรนายก หรือเจ้าคุณแจ๊ค รองเจ้าคณะจังหวัดนครนายกและเจ้าอาวาสวัดเขาทุเรียน จ.นครนายก ร่วมกับนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อดีต ผอ.พศ.กับพวก ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการติดตามเส้นทางการเงิน โดยติดตามเงินส่วนที่เหลืออีกกว่า 90 ล้านบาท ที่ยังไม่ทราบว่าตกอยู่กับผู้ใด เนื่องจากเจ้าคุณแจ๊ค ไม่ให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลว่าเงินส่วนที่เหลือดังกล่าว ได้นำไปใช้ทำอะไร โดยอ้างว่าจำไม่ได้ ซึ่งทางตำรวจพยายามเจรจาให้ยอมเปิดเผยข้อมูลเพื่อสาวไปให้ถึงตัวการใหญ่ แต่ในชั้นนี้ ยังไม่มีหลักฐานว่ามีพระระดับที่สูงกว่าเจ้าอาวาส เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ดี จากการสืบสวนสอบสวนพบข้อมูลว่าเจ้าคุณแจ๊ค ได้ร่วมกับพระที่ใกล้ชิดอีก 1 รูป แต่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าพระรูปดังกล่าวคือรูปใด โดยทางตำรวจอยู่ระหว่างเร่งรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม แต่สำหรับตัวเจ้าคุณแจ๊ค นั้น มีพยานหลักฐานค่อนข้างแน่นหนาว่าได้กระทำผิดจริง ทั้งจากปากคำของเจ้าอาวาสทั้ง 11 วัด เจ้าของที่ดิน โดยหลักฐานการโอนเงินที่ระบุชัดเจนว่าเจ้าคุณแจ๊ค เป็นผู้นำเงินมามอบให้ แต่สำหรับเจ้าอาวาสอีก 11 วัด ก็มีเหตุให้เชื่อว่าอาจจะไม่มีเจตนาทุจริต แต่เป็นเพราะถูกเจ้าคุณแจ๊ค อ้างว่าจะนำเงินไปช่วยเหลือทหารและตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือวัดที่ยากจน จึงจำเป็นต้องขอใช้ชื่อวัดและชื่อเจ้าอาวาสในการรับงบประมาณ

ทั้งนี้ อยากให้เจ้าคุณแจ๊ค ลาสิกขาระหว่างสู้คดีนี้ เพื่อให้ประชาชนเกิดความสบายใจ ซึ่งเจ้าคุณแจ๊ค ขอทำใจให้พร้อมก่อน หลังจากนี้ตำรวจ บก.ปปป.จะเร่งขยายผลตรวจสอบการบริหารงานภายในวัดเขาทุเรียน ซึ่งมีการก่อสร้างอาคารหรู มีรถยนต์หรู ว่ามีที่มาอย่างไร รวมถึงสอบสวนลูกศิษย์วัดที่ใกล้ชิดด้วย

ด้าน พ.ต.อ.พิทักษ์ วาฤทธิ์ ผกก.2 บก.ปปป.เปิดเผยว่า ตลอดวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้ให้พนักงานสอบสวนลงพื้นที่เข้าสอบปากคำเจ้าคุณแจ๊ค เพิ่มเติม หลังจากมีกระแสข่าวว่าเจ้าคุณแจ๊ค หายตัวไป โดยยืนยันว่าพบตัวเจ้าคุณแจ๊ค ไม่ได้หลบหนี และจะออกหมายเรียกพร้อมกับเจ้าอาวาสวัดอีก 11 แห่ง เข้ามาให้ปากคำเพิ่มเติมในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้อีกครั้ง

สำหรับแผนประทุษกรรมของขบวนการทุจริตดังกล่าว เริ่มต้นจากนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อดีต ผอ.พศ.ติดต่อให้เจ้าคุณแจ๊ค หาวัดที่คอยรองรับงบประมาณบูรณะปฏิสังขรณ์วัด เมื่อได้วัดแล้วก็จะจัดทำเอกสารขอรับงบประมาณ ลงลายมือชื่อเจ้าอาวาสวัดส่งกลับไปยัง พศ.เมื่อมีการอนุมัติงบมาแล้ว เจ้าคุณแจ๊ค จะติดต่อเจ้าอาวาสวัดต่างๆ ให้เบิกเงินสดมามอบให้ตนเอง ก่อนจะแบ่งกับนายนพรัตน์ ซึ่งตำรวจอยู่ระหว่างติดตามตัวนายนพรัตน์ กับพวก ที่ยังหลบหนีคดีอยู่ต่างประเทศ มาดำเนินคดีต่อไป

‘บพท.’จับมือ‘ซีทีพีไอ’ขับเคลื่อนการพัฒนาเมือง ชี้ยกระดับท้องถิ่นคือจุดเปลี่ยนประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/637013

‘บพท.’จับมือ‘ซีทีพีไอ’ขับเคลื่อนการพัฒนาเมือง ชี้ยกระดับท้องถิ่นคือจุดเปลี่ยนประเทศ

วันจันทร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 15.55 น.

21 ก.พ. 2565 หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ สถาบันพัฒนาเมืองและนโยบายสาธารณะ (ซีทีพีไอ-CTPI) จัดพิธีเปิด “การขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองและกลไกการเติบโตใหม่ : สถาบันพัฒนาเมืองและนโยบายสาธารณะ” ณ สวนเสียงไผ่ ทาวน์อินทาวน์ แขวงพลับลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ โดยมี ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงาน 

ในงานนี้ ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก ยังได้กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “พลวัตของการพัฒนาเมืองกับการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ประชาคมโลก” ว่า สังคมไทยคุ้นชินกับความเป็นชนบทมาช้านาน ขณะที่ความเป็นเมืองมักถูกมองในแง่ลบ แม้กระทั่งแผนพัฒนาต่างๆ ก็ยังมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาชนบท ดังคำขวัญที่ว่า “คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน” แต่ไม่ว่าจะรู้สึกอย่างไรก็ตาม เมืองก็เติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ จนระยะหลังๆ คนอาศัยอยู่ในเมืองมากกว่าในชนบท ดังนั้นคำขวัญดังกล่าวจึงต้องเปลี่ยนเป็น “คำตอบอยู่ที่เมืองและหมู่บ้าน” เพิ่มเมืองเข้ามาแต่ไม่ได้ทิ้งหมู่บ้าน เพราะต้องพึ่งพากัน

ทั้งนี้ หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 มีการส่งเสริมการปกครองแบบเทศบาล หรือก็คือเมืองที่มีรัฐบาลระดับท้องถิ่น แต่แนวคิดนี้ยังไม่ลงหลักปักฐาน ประเทศไทยก็หันไปปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจ โดยเฉพาะตั้งแต่สมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นต้นมา การปกครองระดับท้องถิ่นถูกลดบทบาท เนื่องด้วยสถานการณ์ที่ต้องต่อสู้กับการขยายตัวของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ทำให้แนวคิดการรวมศูนย์อำนาจนั้นได้รับการสนับสนุน

ดังนั้นนับตั้งแต่ปี 2500 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน เมืองจึงเติบโตได้เพราะระบบราชการส่วนกลาง ตนพูดแบบนี้อาจจะขัดใจแต่มันก็คือความจริง โดยหน่วยงานสำคัญที่สร้างเมืองคือกระทรวงคมนาคม กล่าวคือ ที่ไหนที่มีการก่อสร้างถนนไปถึงที่นั่นมักจะมีเมืองเกิดขึ้นตามมา และรองลงมาคือมหาวิทยาลัย ที่หากไปตั้ง ณ จุดใด ก็จะมีเมืองเกิดขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งมันผิดฝาผิดตัวไปหมด การวางผังเมืองแบบตั้งใจจริงนั้นไม่มี มีก็แต่การที่เมืองเกิดขึ้นแบบกระจัดกระจาย 

“เมืองไหนจะไปได้ดีต้องได้รับการจัดอันดับจากส่วนกลาง ว่าเป็นเมืองเอก เมืองศูนย์กลางของภาค เมืองอะไรต่ออะไร ถ้าเขาเปลี่ยนเมืองนั้นก็ลดลงไปเลย เช่น ลำปาง สมัยก่อนเป็นศูนย์ราชการของภาคเหนือตอนบน ใหญ่มาก ธนาคารแห่งประเทศไทยก็อยู่ที่นั่น พอตอนหลังเขาเปลี่ยนกลายเป็น เชียงใหม่ เมืองลำปางก็เลยลดความสำคัญลงไป” ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก ระบุ 

รมว.อว. กล่าวต่อไปว่า หลักการพัฒนาเมืองที่สำคัญคือต้องพัฒนาใจก่อน นโยบายต่างๆ ทั้งเมืองอัจฉริยะ เมืองสะอาดเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม ฯลฯ แม้ทำง่ายแต่จะไม่เกิดความยั่งยืนถ้าเมืองไม่มีใจที่หนักแน่น คำว่ามีใจก็หมายถึงความรักและหลงไหลในเมืองไม่ต่างจากความรักชาติ ดังนั้นนอกจากความรักชาติแล้วยังต้องมีความเป็นท้องถิ่นนิยมด้วย โดยคนคนหนึ่งสามารถเป็นได้ทั้งคนในชาติอะไร และเป็นคนในท้องถิ่นไหน เช่น ตนเป็นคนลำปาง ตนสามารถคิดทั้งเรื่องของ จ.ลำปาง และเรื่องของประเทศไทยได้ 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตนเห็นว่ายังขาดคือประวัติศาสตร์ของแต่ละท้องถิ่น เพราะที่ผ่านมานักวิชาการไทยติดกับดักกันมานาน ที่เมื่อจะทำโครงการพัฒนาเมืองก็มักจะไปศึกษาแบบอย่างจากต่างประเทศ ในขณะที่ความรู้เกี่ยวกับเมืองของไทยยังมีน้อย หรือแม้กระทั่งทำงานด้านภาคประชาสังคม ก็ต้องเข้าใจลักษณะของภาคประชาสังคมแบบไทยด้วย เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามความเป็นจริง

ขณะที่ รศ.ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม รองผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กล่าวว่า วันนี้งานด้านการพัฒนาเมืองได้มาถึงจุดที่เรียกว่าขอบของความรู้ทางวิชาการในระดับหนึ่ง และสิ่งที่ต้องก้าวเดินต่อคือการผลักดันให้ความรู้ไปสู่การลงทุน ซึ่งปัจจุบันก็มีการพัฒนาเมืองโดยระดับท้องถิ่นเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ แต่สิ่งที่ขาดคือกลไกที่ทำให้เกิดการลงทุนได้อย่างยั่งยืน ดังนั้นแผนพัฒนาท้องถิ่นต้องเกิดขึ้น และเกิดขึ้นด้วยการทำงานร่วมกันของหลายภาคส่วน

“การรวมพลังกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เป็นประเด็นที่ท้าทายอย่างมากในกลไกของภาครัฐ เราไม่ปฏิเสธว่าวิธีการลักษณะเดิมเป็นวิธีการที่ต้องหาทางเลือกใหม่ที่มากขึ้น เรามีประสบการณ์ตรงว่าในกลไกหลักแบบเดิม ถ้าเดินหน้าต่อไป ความเร่งด่วน สถานการณ์ปัจจุบัน อาจจะไม่สามารถทำให้คนรุ่นต่อไปสามารถมีความหวังต่อพื้นที่ของเขาได้ เจตนารมณ์ของวันนี้จึงเป็นการเอาความรู้ที่พวกเรามีอยู่ ได้เกิดพื้นที่ของความรรู้ แล้วก็ออกแบบกลไก แล้วก็จะเดินตามด้วยกันไปต่ออย่างไร” รศ.ดร.ปุ่น กล่าว 

ด้าน นายชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธานบริหารสถาบันพัฒนาเมืองและนโยบายสาธารณะ (ซีทีพีไอ-CTPI) เปิดเผยว่า ตนทำงานด้านการลงทุนเพื่อพัฒนาธุรกิจมาตลอดชีวิต กระทั่งเมื่อเกษียณก็ได้รับการชักชวนให้มาทำงานด้านการพัฒนาเมือง ทั้งนี้ สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน หลายคนมีความรู้แต่ก็ตกงาน แต่เรื่องนี้ตนมองเห็นโอกาสในการสร้างอารยธรรมความเจริญให้กลับไปสู่ท้องถิ่น

โดยภารกิจของซีทีพีไอ ความตั้งใจคือการจุดประกายเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศจากภูมิภาค เริ่มต้นจาก 1.ใช้ความรู้เพื่อเปลี่ยนเมือง โดยรวมรวบความรู้ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศและภูมิภาคมาร้อยเรียงกัน ทั้งจากนักวิจัย นักธุรกิจ ผู้บริหารทั้งระดับเมืองและประเทศ ไปจนถึงปราชญ์ชาวบ้าน แม้กระทั่งพระสงฆ์ที่มีแนวคิดการพัฒนาเมือง ที่ผ่านมามีการเชิญนักพัฒนาเหล่านี้มาหารือกัน รวมไปถึงหาความรู้จากเมืองในต่างประเทศ

2.พัฒนาคน นำความรู้ทั้งหมดที่ได้มาสังเคราะห์เป็นหลักสูตรสอนคนให้รู้จักวิธีปกครองและพัฒนาเมือง โดยมี 2 หลักสูตรคือนักบริหารเมืองกับนักวางแผนเมือง โดยเฉพาะนักบริหารเมืองรุ่นใหม่จะต้องไม่เหมือนเดิมเพราะมีบริบทด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ เพิ่มขึ้น และ 3.การลงทุนเพื่อเปลี่ยนเมือง ที่ผ่านมาตนหารือกับทั้งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา อัยการ และสถาบันการเงินการคลัง เพื่อหาช่องทางให้แต่ละท้องถิ่นสามารถตั้งบริษัทเพื่อทำงานด้านการพัฒนาเมืองได้ ดังที่เกิดขึ้นใน จ.ขอนแก่น ที่มีการตั้งบริษัทขอนแก่นพัฒนาเมือง เป็นแห่งแรกของไทย

“เราไม่ได้ทำอะไรแปลกใหม่ เราแค่ร้อยเรียงเรื่องต่างๆ มา เอาองค์ความรู้มาถอดกัน สร้างให้เกิดเป็นโครงสร้างที่ถูกต้อง การระดมทุนอยู่ที่ยุทธศาสตร์กับโครงสร้างและเครือข่าย พอยุทธศษสตร์ได้ โครงสร้างร่วมทุนภาครัฐ-ภาคเอกชนได้ ภาครัฐมีที่ดิน มีอำนาจและบางครั้งมีงบประมาณ แต่ขาดความต่อเนื่องเพราะประเทศไทยเรา 4 ปีก็ต้องเลือกตั้งใหม่ ก็ต้องตั้งองค์กรอีกแบบหนึ่ง” นายชยดิฐ กล่าว

นายชยดิฐ ยังกล่าวอีกว่า สาระสำคัญขององค์กรแบบนี้คือเป็นการร่วมทุนกันระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส เป็นธุรกิจเพื่อสังคมที่มาผลักดันโครงการของแต่ละเมือง เช่น จ.จอนแก่น ที่พัฒนาการขนส่งระบบรางโดยทุ่มงบประมาณหลักหมื่นล้านบาท แต่ก็ยังมีโครงการขนาดเล็กอื่นๆ ที่แต่ละท้องถิ่นสามารถทำได้ เช่น โรงไฟฟ้าชุมชน โรงงานกำจัดขยะชุมชน ระบบน้ำประปาชุมชน การศึกษา ฯลฯ โดยมีภารเอกชนร่วมลงทุนอย่างเกื้อหนุนกับภาครัฐ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเมืองจะเป็นหัวใจของการเปลี่ยนแปลงประเทศ

ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์

ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์

 รศ.ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม

รศ.ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม

ชยดิฐ หุตานุวัชร์

‘ตรีนุช’ติดตามขับเคลื่อนกิจกรรม ‘SAFE สถานศึกษาปลอดภัย’ระดับภูมิภาค 8 จังหวัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/636999

'ตรีนุช'ติดตามขับเคลื่อนกิจกรรม 'SAFE สถานศึกษาปลอดภัย'ระดับภูมิภาค 8 จังหวัด

วันจันทร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 15.40 น.

“ตรีนุช” ติดตามขับเคลื่อนกิจกรรม “SAFE สถานศึกษาปลอดภัย” ระดับภูมิภาค 8 จังหวัด ที่โรงเรียนปากคาดพิทยาคม จ.บึงกาฬ ย้ำในฐานะแม่คนหนึ่งอยากให้ ร.ร.ซึ่งเป็นบ้านหลังที่สองมีความปลอดภัย

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2565 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ลงพื้นที่เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการสร้างการรับรู้การเข้าถึงระบบมาตรฐานความปลอดภัยสถานศึกษา “SAFE สถานศึกษาปลอดภัย” ระดับภูมิภาค 8 จังหวัด ณ โรงเรียนปากคาดพิทยาคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบึงกาฬ จ.บึงกาฬ  โดยนายสนิท ขาวสอาด ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ กล่าวต้อนรับ และมีนายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษา รมว.ศธ., นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดศธ. , นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา รองเลขาธิการ กพฐ. นายเทอดชาติ ชัยพงษ์ ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ.  รวมถึงผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องในจังหวัดบึงกาฬ  ผู้บริหารโรงเรียน ครูและนักเรียน เข้าร่วมในพิธี

น.ส.ตรีนุช กล่าวตอนหนึ่งในการเป็นประธาน ว่า สถานศึกษาปลอดภัย เป็นนโยบายที่ตนเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ ศธ.​ และในฐานะที่ตนเป็นแม่คนหนึ่งที่อยากให้สถานศึกษาเป็นบ้านหลังที่สองที่มีปลอดภัย และอยากให้เด็กมีความสุขอยากมาโรงเรียน ดังนั้น การสร้างความปลอดภัยทั้งร่ายกาย จิตใจ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะสถานศึกษาไม่ได้มอบความรู้และการศึกษาเท่านั้น แต่ต้องสร้างกำลังใจ กำลังกายที่เข้มแข็ง ซึ่งจะทำให้เด็กและเยาวชนเติบโตอย่างมีคุณภาพ  ดังนั้น ไเ้พยายามสร้างเครื่องมือและช่องทางรับรู้ถึงปัญหาและเพื่อหททางแก้ไข ซึ่งแอพพิลเคชั่น MOE SAFETY CENTER จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ช่วยให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบสามารถร้องเรียนปัญหาถึงส่วนกลางโดยตรง จะทำให้ ศธ.สามารถแก้ไขปัญหาได้ทันท้วงที มีความเป็นธรรมและโปร่งใส นอกจากนี้ ข้อมูลที่ได้รับแจ้ง จะกลายเป็นบิ๊กดาต้า ที่ทำให้ ศธ.ทราบว่าอะไรที่เป็นปัญหาหลักได้รับการร้องเรียนมากที่สุด และหาทางแก้ไขปัญหาให้น้องๆนักเรียนต่อไป

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า ศธ.จะจัดทำเป็นโรดโชว์กระจายไปยังภูมิภาคต่างๆ เพื่อสร้างความเข้าใจให้ นักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา และประชาชนเข้าใจ และทำให้แต่ละพื้นที่เกิดความตื่นตัว เข้าไปแก้ไขปัญหาให้กับเด็กๆได้ ซึ่ง ศธ. มุ่งเน้น 3 มาตรา คือ ป้องกัน ปลูกฝัง ปราบปราม อย่างไรก็ตาม ความปลอดภัยเป็นเรื่องของทุกคน ศธ.เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ดูแลเด็กและเยาวชน แต่ภัยต่างๆ สามารถเกิดกับเด็กได้ทุกด้าน ดังนั้น ศธ.จึงร่วมมือกับ 8 กระทรวง 2 หน่วยงาน ในการประสานงานและช่วยเหลือกัน ทั้งนี้ ขอฝากหัวหน้าหน่วยงานราชการใจจังหวัดต่างๆ ร่วมกันเป็นหูเป็นตา สร้างความปลอดภัยให้กับสถานศึกษา และเป็นที่พึ่งพาให้กับเด็กและเยาวชนของเรา

“ศธ.มุ่งเน้นสร้างสถานศึกษาทุกสังกัดเป็นสถานที่ปลอดภัยทุกแห่ง โดยเฉพาะปลอดภัยจากโควิด-19 ซึ่งที่ผ่านมา ศธ.ได้เร่งระดมฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้กับเด็ก เพื่อให้เด็กสามารถกลับเข้ามาเรียนในสถานศึกษาได้ หรือการส้รางความปลอดภัยทั้งร่างกายและจิตใจของเด็ก โดย ศธ.ได้สร้างแอพพิเคชั่น MOE SAFETY CENTER ขึ้นมาเพื่อให้น้องๆ และผู้ปกครอง สามารถโหลดและแจ้งปัญหามาที่ส่วนกลางโดยตรง ซึ่งเชื่อว่าเมื่อเราทราบปัญหาเร็ว ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาได้เร็วตามไปด้วย ต่อไป ศธ.จะเร่งสร้างความรับรู้ ความเข้าใจเรื่องความปลอดภัยไปทุกภูมิภาค  เพราะแต่ละภูมิภาคมีความเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยไม่เหมือนกัน และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกันต่อไป” น.ส.ตรีนุช กล่าว 

ด้านนายอัมพร กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาสถานศึกษามีเหตุไม่ปลอดภัยอยู่ก่อนหน้านี้อยู่แล้ว โดยที่ผ่านมาจะมีระบบรายงานโดยใช้วิธีการโทรศัพท์แจ้งให้ทราบ ซึ่งในปัจจุบันอาจจะไม่ทันท้วงทีแล้ว ดังนั้น ต้องสร้างการรับรู้เรื่องความปลอดภัยให้กับผู้ปกครอง นักเรียน และครูประจำชั้นซึ่งเป็นผู้ที่ใกล้ชิดนักเรียนมากที่สุด จากนั้นสร้างการรับรู้ในระดับสถานศึกษา ระดับเขตพื้นที่ฯ และระดับประเทศ เพื่อสร้างเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงกันทั้งหมด ซึ่งเชื่อว่าถ้าทุกโรงเรียนมีความเข็มแข็ง ผู้ปกครองและครูตระหนักและเข้าใจ ก็จะสามารถลดความไม่ปลอดภัยในสถานศึกษาได้ และทำให้สถานศึกษามีความอบอุ่นและปลอดภัย

“หลังจากศธ.ได้เปิดโครงการ “SAFE สถานศึกษาปลอดภัย” ขึ้นมา ขณะนี้อยู่ในระหว่างการสร้างความรับรู้ ความเข้าใจ และในอนาคตจะมีข้อมูลสถิติรายวัน รายสัปดาห์ว่ามีเรื่องร้องเรียนใดเข้ามาเป็นจำนวนเท่าใด และร้องเรียนเรื่องอะไรมามากที่สุด” นายอัมพร กล่าว

‘พม.’จับมือ‘สสส.-จุฬาฯ-ภาคีเครือข่าย’ พัฒนานวัตกรรมบริการที่อยู่อาศัย‘คนไร้บ้าน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/636757

‘พม.’จับมือ‘สสส.-จุฬาฯ-ภาคีเครือข่าย’  พัฒนานวัตกรรมบริการที่อยู่อาศัย‘คนไร้บ้าน’

วันจันทร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.45 น.

กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดตัวความร่วมมือ “นวัตกรรมการจัดบริการที่อยู่อาศัยและความช่วยเหลือฉุกเฉินบนฐานการมีส่วนร่วมของคนไร้บ้าน” พร้อมลงพื้นที่บริเวณสถานีรถไฟหัวลำโพง หนึ่งในพื้นที่ที่มีคนไร้บ้านอาศัยอยู่จำนวนมาก

นายอนุกูล ปีดแก้ว อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กล่าวว่า กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ร่วมกับภาคีเครือข่ายที่ทำงานด้านคนไร้บ้าน ทำประชาคมเพื่อทางออกร่วมกัน โดยได้กำหนดกรอบการพักอาศัย และรูปแบบการ “แชร์” ค่าเช่าที่อยู่อาศัย พร้อมกันนี้ ได้สนับสนุนให้บุคลากร นักสังคมสงเคราะห์ในสังกัด ร่วมเป็น Case Manager เพื่อวางแผนให้ความช่วยเหลือต่อเนื่องในระยะยาว ต่อไป

นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สสส. กล่าวว่า การทำงานของ สสส. ร่วมกับทางนักวิชาการจากแผนงานพัฒนาองค์ความรู้ฯ คนไร้บ้านของสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้คาดการณ์ว่าจำนวนคนไร้บ้านในกรุงเทพมหานครมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 จากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจและปากท้องของกลุ่มเปราะบางในเขตเมือง

ซึ่งข้อมูลดังกล่าวมีความใกล้เคียงกับการสำรวจแบบเร่งด่วน (Rapid Survey) ของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ที่พบคนไร้บ้านเพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนโควิด-19 ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน โดยปัญหาดังกล่าว ทาง สสส. ได้ร่วมหารือกับทางกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย และภาคีเครือข่าย ในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสนับสนุนการตั้งหลักของคนไร้บ้านหรือกลุ่มเปราะบางที่เพิ่งเข้าสู่ภาวะไร้บ้าน เพื่อป้องกันความเสี่ยงทางสุขภาพและจิตจากการใช้ชีวิตบนพื้นฐานสาธารณะเป็นเวลานาน

ทั้งนี้ นวัตกรรมการจัดบริการที่อยู่อาศัยและความช่วยเหลือฉุกเฉินบนฐานการมีส่วนร่วมของคนไร้บ้าน มีจุดเน้นสำคัญในการปรับวิธีการจัดการด้านที่อยู่อาศัยสำหรับคนไร้บ้าน ผ่านกระบวนการที่เน้นการมีส่วนร่วมของคนไร้บ้านในการแชร์ค่าเช่าที่อยู่อาศัย ร่วมกับกองทุนที่เครือข่ายคนไร้บ้านและมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัยได้จัดตั้งขึ้น รวมถึงการสนับสนุนด้านรายได้จากการทำงาน ของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ร่วมกับทาง สสส.

“การพัฒนานวัตกรรมดังกล่าวเริ่มดำเนินการตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคม 2565 ที่ผ่านมาอยู่ในช่วงของการประเมินผลและการออกแบบเพื่อตอบโจทย์เชิงระบบและการขยายผลในระยะยาวหัวใจสำคัญของนวัตกรรมและความร่วมมือดังกล่าวนี้ อยู่ที่มีความเชื่อมั่นในศักยภาพของคนไร้บ้าน ที่สามารถตั้งหลักชีวิตได้ด้วยตนเอง หากได้รับการสนับสนุนและโอกาสที่เหมาะสม” นางภรณี ระบุ

นายสมพร หารพรม มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย (มพศ.) กล่าวเสริมว่า นวัตกรรมและความร่วมมือดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการเปิดวิธีการใหม่ในการสนับสนุนดูแลคนไร้บ้านด้านที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิต ที่ตอบโจทย์ด้านที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมสำหรับคนไร้บ้านและกลุ่มเปราะบางที่ส่วนใหญ่ เป็นแรงงานรายวัน และจะต้องอยู่ใกล้กับแหล่งงานในเมือง รวมถึงตอบโจทย์ด้านความแออัดของศูนย์พักคนไร้บ้านของภาครัฐและภาคเอกชนภายใต้การสนับสนุนด้านอาชีพและการหารายได้บนพื้นฐานศักยภาพของคนไร้บ้าน

ห่วงผลกระทบเด็ก-กลุ่มเปราะบาง นักวิชาการ‘มหิดล’ชี้‘เมตาเวิร์ส’ดาบสองคม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/636755

ห่วงผลกระทบเด็ก-กลุ่มเปราะบาง  นักวิชาการ‘มหิดล’ชี้‘เมตาเวิร์ส’ดาบสองคม

วันจันทร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

หากเรามองย้อนไปถึงที่มาของเทคโนโลยีใหม่ที่เกิดขึ้นบนโลกมนุษย์ในทุกยุคทุกสมัย ล้วนเกิดขึ้นเพื่อการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่ได้เปรียบ แต่แทบไม่มีเทคโนโลยีใดเลยที่จะคิดคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมในระยะยาวและสร้างขีดจำกัดของการบริโภค รวมทั้งรวมต้นทุนความรับผิดชอบต่อสังคมนั้นไว้ตั้งแต่แรก ดังเช่นในขณะนี้ที่ทุกคนกำลังตื่นเต้นเกับเทคโนโลยีโลกเสมือนจริงของเมตาเวิร์ส จะมีสักกี่คนที่มองเห็นอนาคตของปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กและกลุ่มเปราะบางที่พร้อมจะหัวเราะและร้องไห้ไปกับโลกใหม่แต่ขาดความรู้เท่าทัน

“ปัญหาเด็กติดเกมที่ว่ารุนแรงและเรื้อรังแล้ว เมื่อเข้าสู่ยุคเมตาเวิร์สที่สามารถทำให้ผู้คนหลุดเข้าไปอยู่ในโลกเสมือนจริงได้อย่างเต็มตัวแล้ว ยิ่งพบว่าจะทวีความรุนแรงได้มากกว่า ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด คือ ผลกระทบต่อสุขภาวะจากการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนทางอารมณ์ (Stress Hormone) ที่ยิ่งจะทำให้เด็ก และกลุ่มเปราะบางเกิดความก้าวร้าวหรือซึมเศร้า ซึ่งจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรม จากการเสพติดเกมหรือเชื่อมต่อสังคมในเมตาเวิร์สโดยขาดการควบคุมดูแลที่เหมาะสม”

รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัวมหาวิทยาลัยมหิดล ให้มุมมองเกี่ยวกับเมตาเวิร์สในอีกด้านที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสังคม และเห็นว่า การออกแบบเมตาเวิร์สควรสร้างขึ้นด้วยจิตสำนึกแห่งความรับผิดชอบต่อสังคม เช่นเดียวกับการออกแบบโรงงานอุตสาหกรรม ที่จะต้องมีการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EIA หรือ EHIA) ก่อนทุกครั้งดังนั้น เพื่อการเติบโตทางเทคโนโลยีที่สมดุล ทุกฝ่ายจะต้องร่วมด้วยช่วยกันในการออกแบบระบบ

ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ ผู้บริโภค พ่อแม่ผู้ดูแล รวมทั้งเด็กๆ ที่เป็นผู้ใช้ จะต้องเรียนรู้ไปด้วยกันมีเป้าหมายที่สร้างสรรค์ และอยู่ภายใต้กรอบแห่งความรับผิดชอบร่วมกัน พร้อมกับอธิบายต่อไปว่า “พฤติกรรม” เกิดจากการทำงานของสมองที่นำมาซึ่งประสบการณ์ ความทรงจำ และทัศนคติ สามารถส่งเสริมให้เป็นไปในทางสร้างสรรค์และเกิดความสมดุล เช่น การเล่านิทานโดยใช้สื่อดิจิทัลแต่เพียงเป็นส่วนประกอบ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรปล่อยให้เด็กเรียนรู้แต่เพียงลำพัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็ก แต่ควรมีพ่อแม่ หรือผู้ปกครองคอยเล่าให้ฟัง และพูดคุยกับเด็กด้วย

“สำหรับการใช้เทคโนโลยีไอทีในเด็กและเยาวชนนั้น ผู้ใหญ่ควรรับผิดชอบอย่างเต็มที่ในการสร้างสิ่งแวดล้อมหรือระบบนิเวศที่ปลอดภัยในการใช้ไอที สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี และเด็กที่อายุมากกว่า 13 ปีต้องให้ข้อมูลทั้งทางบวกและทางลบโดยไม่ปิดบัง และสร้างการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะให้เด็กโตกลุ่มนี้สามารถใช้ไอทีด้วยความรับผิดชอบ” รศ.นพ.อดิศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ ในปี 2565 สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล เตรียมใช้เทคโนโลยีเมตาเวิร์สเป็นตัวช่วยประกอบการสร้าง“ศูนย์ฝึกการดูแลเด็กเสมือนจริง” สำหรับพ่อแม่มือใหม่ผู้ดูแลเด็ก คุณครู หรือผู้ส่งเสริมการเรียนรู้เด็กทุกประเภท รวมทั้งเยาวชน ในด้านการใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ พร้อมกับการเรียนรู้ผลกระทบ และการส่งเสริมการเรียนรู้ให้เกิดการใช้ให้ถูกวิธี

โดยได้มีการปรับปรุงพื้นที่ ณ บริเวณชั้น 3 ของสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัวมหาวิทยาลัยมหิดล (ศาลายา) ให้เป็นศูนย์ฝึกการดูแลเด็กเสมือนจริง ซึ่งจะมีการใช้ Virtual Reality – VR หรือเทคโนโลยีการจำลองภาพเสมือนจริงแบบ 360 องศา ด้วยแว่นตา VR และAugmented Reality – AR หรือ เทคโนโลยีการผสานโลกเสมือนจริงให้เข้ากับโลกแห่งความเป็นจริงด้วยซอฟต์แวร์และอุปกรณ์เชื่อมต่อต่างๆ มาประกอบเพื่อการเรียนรู้อย่างสมบูรณ์ต่อไป

รวมทั้งการเรียนรู้เรื่องผลกระทบต่อสุขภาพเนื่องจากการใช้เทคโนโลยีผิดวิธีควบคู่กันไปด้วยทั้งนี้เพื่อให้ผู้ดูแลเด็กทุกประเภทได้เห็นประโยชน์และโทษของความเจริญทางเทคโนโลยีและประยุกต์ใช้ในการเลี้ยงดูเด็กต่อไปด้วย โดยผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ Facebook : NICFD

คณบดี‘CITE DPU’แนะจับตา ‘เมตาเวิร์ส’จุดกระแสตื่นตัวด้านเทคโนโลยี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/636754

คณบดี‘CITE DPU’แนะจับตา  ‘เมตาเวิร์ส’จุดกระแสตื่นตัวด้านเทคโนโลยี

วันจันทร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ชัยพร เขมะภาตะพันธ์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ (CITE) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU-มธบ.) กล่าวถึง “เมตาเวิร์ส” ที่พัฒนาโดยเฟซบุ๊ค (ซึ่งต่อมาเปลี่ยนบริษัทเป็นเมตา) ว่า เมตาเวิร์ส โดยรวมแล้วคือระบบ Virtual Reality (VR) และ Augmented Reality (AR) ผสมผสานพัฒนารูปแบบการทำงานร่วมกัน และเสริมเทคโนโลยีบางอย่างเพิ่มเติมเข้าไปใช้งานผ่านระบบอินเตอร์เนต ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์สวมใส่ของผู้ใช้งาน

ซึ่งหากมองย้อนกลับไปในอดีต อาจเคยได้ยินคำว่า Digital Twin ซึ่งเป็นการสร้างโลกเสมือนขนานควบคู่กับโลกความเป็นจริง โดยมี Use Case ที่ชัดเจนเพื่อทำงานบางอย่างที่ผู้ใช้งานไม่สามารถเข้าถึงโลกความเป็นจริงได้โดยตรง เช่น การควบคุมเครื่องจักรจากระยะไกลในสถานที่อันตราย หรือการรักษาผ่าตัดจากระยะไกล เป็นต้น ดังนั้นผู้ควบคุมหรือแพทย์จะทำงานผ่าน VR headset และติดเซ็นเซอร์ต่างๆ ทำให้มองเห็นและควบคุมจากระยะไกลได้โดยไม่ต้องเข้าไปอยู่ในสถานที่จริง

“อีกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือเกม 3 มิติต่างๆ ที่ใช้งาน VR headset เล่นได้ โดยเฉพาะเกมที่มีลักษณะเป็น First Person View หรือที่เรียกว่าเกมมุมมองบุคคลที่หนึ่ง เช่น เกม First Person Shooting (FPS) ทั้งหลาย หรือเกมแนวสร้างบ้านสร้างเมืองอย่าง Colony Survival, Minecraft, SimCity หรือแม้กระทั่งเกมแนว Role Player Game (RPG) อย่าง WoW เป็นต้น” ดร.ชัยพร กล่าว

ดร.ชัยพร กล่าวต่อไปว่า ในกรณีของ Digital Twin นั้นมีเป้าหมายของการใช้งานเพื่อการทำงานบางอย่างชัดเจน จึงทำให้ผู้ใช้งานหลัก (ซึ่งมีไม่กี่คน) สามารถอยู่ในโลก VR หรือผ่านมุมมอง AR ได้เป็นเวลานาน ส่วนกรณีของเกม 3 มิตินั้นตัวเกมมักถูกออกแบบให้มีภารกิจ (Mission) ที่กำหนดให้ผู้เล่นต้องเอาชนะหรือผ่านอุปสรรคต่างๆ ที่พบเหล่านั้นไปได้ รวมทั้ง
ผู้เล่นส่วนใหญ่คือ เด็ก เยาวชน หรือผู้ที่เริ่มเป็นผู้ใหญ่

นอกจากนี้หลายๆ เกม เช่น WoW หรือ Minecraft เป็นต้น ก็สร้างมุมมองอื่นๆ นอกเหนือจากมุมมองของบุคคลที่ 1 ขึ้นมาให้ผู้ที่เล่นเกมได้เลือกเปลี่ยนมุมมองด้วย เช่น มุมมองบุคคลที่ 3 (ด้านหลังตัวละครในเกม) หรือมุมมองจากด้านบน เป็นต้น ด้วยเหตุผลเหล่านี้จึงทำให้ผู้เล่นเกมส่วนใหญ่สามารถเล่นเกมได้เป็นระยะเวลานานๆ ในกรณีของเมตาเวิร์สนั้นตั้งใจออกแบบให้ผู้ใช้งาน เข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในโลกเสมือนผ่าน VR หรือ AR มีการสร้างอาณาจักร ร้านค้า ขายที่ดินเสมือนต่างๆ

ซึ่งก็ต้องถามใจตนเอง “ในฐานะผู้เล่นจะใช้เวลาอยู่ในโลกเสมือนผ่าน VR headset หรือแว่นตา AR ในแต่ละวันได้นานแค่ไหน” หรืออย่างที่ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) หนึ่งในนักธุรกิจเจ้าพ่อเทคโนโลยี ระบุว่า ไม่เชื่อว่ามนุษย์ จะหนีจากโลกความเป็นจริงเพื่อไปใช้ชีวิตอยู่ในโลกเสมือนได้เป็นเวลานานๆ ดังปรากฏในภาพยนตร์เรื่อง Ready Player One เช่นเดียวกับที่ตนก็คิดว่า มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ก-เมตา คงใส่ VR headset เพื่อใช้ชีวิตอยู่ใน Metaverse ได้ไม่เกินวันละ 1 ชั่วโมง และได้แค่บางวันด้วยซ้ำ

คณบดี CITE-DPU ยังกล่าวอีกว่า จะเห็นได้ว่าการใช้ชีวิตในโลกเสมือนของ Metaverse ยังคงมีความย้อนแย้งในตัวเองพอสมควร ที่สำคัญคือการทำให้ผู้ใช้งานทั่วไปยอมโยกย้ายชีวิตตัวเองไปอยู่ในโลกเสมือนเป็นเวลานานๆ รวมทั้งสมาชิกส่วนใหญ่ของเฟซบุ๊คและอินสตาแกรม ที่อาจเป็นผู้ใช้งานกลุ่มเป้าหมายก็มักจะถูกมองว่าเป็นคนรุ่นเก่า ยังไม่รวมถึงพฤติกรรมที่ไม่น่าประทับใจของผู้ใช้งานบางคนที่ชอบคุกคามผู้อื่น ที่สามารถแสดงออกซึ่งพฤติกรรมได้มากกว่าบนโลกโซเชียลเสียอีก นอกจากนี้ยังมีคู่แข่งรายอื่นๆ และคงมีมากขึ้นในอนาคต

“ดังนั้นการที่เมตาเวิร์สจะประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน คงต้องรอดูทรัพยากร ความพยายามทุ่มเท กฎระเบียบการใช้งานต่างๆ ที่ทางเมตาจะผลักดันว่ามากน้อยอย่างไร เหนือสิ่งอื่นใดคือการยอมรับจากผู้ใช้งานทั่วไป ดังนั้น ณ ตอนนี้
อาจยังเร็วเกินไปที่จะกล่าวว่าเมตาเวิร์สจะประสบความสำเร็จหรือไม่ อย่างไรก็ตาม การเกิดขึ้นของเมตาเวิร์ส ได้จุดกระแสการตื่นตัวทางเทคโนโลยีที่อาจสร้างผลกระทบที่ตามมาได้อย่างมาก”
 ดร.ชัยพรระบุ

ทั้งนี้ วิทยาลัยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาที่มีความพร้อมด้านหลักสูตรต่างๆ รวมทั้งคณาจารย์ที่มีความรู้ความสามารถโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีดิจิทัล มีปณิธานที่จะเสริมสร้างความรู้ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติให้กับนักศึกษาทั้งระดับปริญญาตรี โท และเอก ได้เรียนรู้อย่าง
มีประสิทธิภาพทันกับเทคโนโลยีดิจิทัลที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา

รวมทั้งการให้บริการทางวิชาการและการวิจัยกับหน่วยงานต่างๆ ที่มีความร่วมมือกัน!!!

‘สศร.’สืบสานงานศิลป์ ‘หุ่นมือผ้าทอไทลื้อ’สร้างรายได้ชุมชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/636752

‘สศร.’สืบสานงานศิลป์  ‘หุ่นมือผ้าทอไทลื้อ’สร้างรายได้ชุมชน

วันจันทร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นางเกษร กำเหนิดเพ็ชร รองผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) กระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า สศร. จัดสรรงบประมาณอุดหนุนการพัฒนาและส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย ประจำปี 2565 ในโครงการศิลป์สร้างสรรค์ สืบสาน พัฒนาต่อยอด หุ่นมือผ้าทอไทลื้อ บ้านธิ ลำพูน โดยดำเนินการ ร่วมกับคณะศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา

ซึ่งมุ่งมั่นที่จะอนุรักษ์ สืบสานศิลปวัฒนธรรมของชาวไทลื้ออันเป็นเอกลักษณ์ท้องถิ่นภาคเหนือของประเทศไทย ตามบริบทของสังคมวัฒนธรรมไทลื้อบ้านธิ ในวิถีปัจจุบัน นอกจากนี้ จะเป็นการพัฒนาต่อยอดอัตลักษณ์ของผ้าทออันโดดเด่นและมีลักษณะเฉพาะตัวที่งดงาม มีคุณค่า ผ่านการสร้างสรรค์ เป็นตัวละครหุ่นร่วมสมัยต้นแบบ หุ่นมือผ้าทอไทลื้อ ที่สร้างขึ้นด้วยการออกแบบ สร้างรูปแบบของตัวหุ่นจากเรื่องราวตำนาน

“เรื่องเล่าจากชุมชน บรรพบุรุษคนไทลื้อจากสิบสองปันนาอพยพย้ายมาอยู่ที่บ้านธิปัจจุบัน ซึ่งตัวละครหุ่นผ้าทอไทลื้อ จะมีการพัฒนาต่อยอดสร้างสรรค์ ให้นำไปจัดแสดงละครหุ่นมือไทลื้อโดยกลุ่มเยาวชนไทลื้อรุ่นใหม่ จำนวน 9 ตัวละคร 1 ชุด
การแสดงหุ่นมือผ้าทอไทลื้อ และต้นแบบตุ๊กตาหุ่นมือผ้าทอไทลื้อ จำนวน 10 ต้นแบบ” รอง ผอ.สศร. กล่าว

นางเกษร กล่าวอีกว่า การดำเนินงานดังกล่าว สร้างการมีส่วนร่วมระหว่างชุมชน วัด บ้าน โรงเรียนเป็นหลัก ร่วมกับชมรมสืบฮีตสานฮอยวัฒนธรรมบ้านธิ พิพิธภัณฑ์บ้านไทลื้อบ้านธิสมาคมไทลื้อแห่งประเทศไทย สาขาจังหวัดลำพูนเทศบาลตำบลบ้านธิ อำเภอบ้านธิ เครือข่ายศิลปินล้านนา จากรากฐานสู่ร่วมสมัย ซึ่งโครงการนี้ได้มีการอบรมเชิงปฏิบัติการ ถ่ายทอดองค์ความรู้ศิลปะด้วย

ซึ่งจะทำให้เยาวชนได้เรียนรู้รากเหง้าของตนเอง มีบทบาทในเรื่องศิลปะและวัฒนธรรมและสามารถสื่อสารให้ผู้ที่มาเยือนได้ชื่นชมและเรียนรู้เอกลักษณ์ความงดงามทางวัฒนธรรมของวิถีชีวิตชาวไทลื้อ เคารพในวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน และก่อเกิดมิตรภาพ ความรู้ ความเข้าใจ และความซาบซึ้งในวัฒนธรรมชุมชนไทลื้อ ขณะที่ศิลปะหุ่นมือไทลื้อ ทำหน้าที่เสมือนภาพจำลองชนบทและสังคมที่ดี ของชุมชน ทำให้เยาวชน ผู้ชมทั้งไทยและต่างประเทศ ได้ใช้เรียนรู้บริบททางสังคมของกลุ่มชนชาติพันธุ์ในประเทศไทย รวมถึงด้านการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน

ด้าน น.ส.น้ำฝน อุ่นฤทธิ์ หัวหน้าโครงการฯกล่าวเสริมว่า ผลผลิตของโครงการนี้ เป็นการสร้างสรรค์ สืบสาน และพัฒนาต่อยอด จากรากวัฒนธรรมดั้งเดิม สู่ความเป็นร่วมสมัยในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทำให้เยาวชนได้เรียนรู้รากเหง้าของตนเอง มีบทบาทในเรื่องศิลปะและวัฒนธรรม สามารถสื่อสารให้ผู้ที่มาเยือนได้ชื่นชมและเรียนรู้เอกลักษณ์ความงดงามทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิต ผ่านหุ่นมือผ้าทอไทลื้อ รวมทั้งเกิดแหล่งเรียนรู้เชิงศิลปะและวัฒนธรรมไทลื้อสู่สาธารณชน นอกจากนี้ ยังพัฒนาสู่การสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ของชุมชนด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยการจัดทำหุ่นมือผ้าทอเป็นของที่ระลึกของชุมชน จำหน่ายทั้งออนไซต์ และออนไลน์ด้วย

เจ้าคณะภาค-กมธ.ศาสนาฯอบรม‘บัญชีวัด’แก้ปมเงินทอน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/636775

เจ้าคณะภาค-กมธ.ศาสนาฯอบรม‘บัญชีวัด’แก้ปมเงินทอน

วันอาทิตย์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 16.33 น.

เจ้าคณะภาค-กมธ.ศาสนาฯอบรม‘บัญชีวัด’แก้ปมเงินทอน

20 กุมภาพันธ์ 2565 นายเพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล รองประธานกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม (กมธ.ศาสนาฯ) สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ตนและนายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย นายนิยม เวชกามา ส.ส.สกลนคร นายนพดล แก้วสุพัฒน์ ที่ปรึกษากรรมาธิการ นายทองแดง เบ็ญจะปัก กรรมาธิการ นายสัมพันธ์ เสริมชีพ อนุกรรมาธิการฯ นายณพลเดช มณีลังกา อนุกรรมาธิการฯ ว่าที่ร้อยตรี สิริชัย ตุลยสุข อนุกรรมาธิการฯ นายประกรเกียรติญาณหาร เลขานุการคณะกรรมาธิการฯ นางสาวสิริมนโฉมจันทร์ เลขานุการคณะกรรมาธิการฯ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สภาฯ นางภิรมย์ เจริญรุ่ง นายภีม บุตรเพ็ง นายวัชรพล โรจนวัฒน์และคณะได้จัดงานสัมมนาเรื่อง “การจัดทำบัญชีทรัพย์สินของวัดและการขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าไม้ในการสร้างวัดตามมติคณะรัฐมนตรี” ในพื้นที่ จ.ลำพูน และเชียงราย

สำหรับครั้งนี้ได้จัดการอบรมในจุดแรกที่มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยลำพูน จ.ลำพูน โดยมีพระพรหมเสนาบดี เจ้าคณะภาค 6 กรรมการมหาเถรสมาคม มาเป็นประธานในพิธี โดยพระพรมเสนาบดี ได้ให้โอวาท กับพระสงฆ์และไวยาวัจกร ให้ความสำคัญในการจัดทำบัญชี รวมถึงทรัพย์สินของวัด พระควรแยกบัญชีระหว่างพระสงฆ์และของวัดให้เด็ดขาด เพราะพระสงฆ์มีค่าเพียง 1 บาท หากพลาดไปจะส่งผลให้ปาราชิกได้ การดำเนินการตามหน้าที่อย่างดี ก็จะทำให้หน้าที่ส่งผลถึงบุญกุศลที่พระสงฆ์ผู้มีตำแหน่งชั้นปกครองได้ทำบุญสร้างบารมีมากขึ้น การใส่ใจกับการทำบัญชีวัด ส่งผลถึงความโปร่งใส ปกป้องความเป็นพระสงฆ์ให้มีความบริสุทธิ์บริบูรณ์และจะส่งผลต่อวงการสงฆ์ให้เจริญรุ่งเรืองในภาพรวมซึ่ง กมธ.ได้ลงพื้นที่ที่ อ.พาน จังหวัดเชียงราย ในวันนี้( 20 ก.พ. 65 )โดยพระเทพเวที เจ้าคณะภาค 6 ได้มอบหมายให้ พระราชปัญญาภรณ์ รองเจ้าคณะภาค 6 ได้มาเป็นประธานในพิธีที่ องค์การบริหารส่วนตำบลเมืองพาน อ.พาน จ.เชียงราย ด้วย

ทั้งนี้ ที่ผ่านมากมธ. ทำงานกันอย่างหนักเพราะเป็นหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติอยู่แล้ว การจัดทำหนังสือการทำบัญชีวัด ขณะนี้ทาง กมธ.ได้จัดทำเป็นหนังสือ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ประชาชนและพระสงฆ์สามารถ Download ได้ สำหรับวัดใดต้องการเป็นเอกสารหนังสือ สามารถแจ้งความจำนงต่อคณะกรรมาธิการโดยผ่าน เจ้าคณะจังหวัดได้ โดย กมธ. จะจัดส่งโดยให้มีการเก็บเงินค่าส่งที่ปลายทาง จากการปฏิบัติการเชิงรุกในครั้งนี้ ตอนต้องขอขอบพระคุณ เจ้าคณะปกครองชั้นสูง ในระดับภาค โดยเฉพาะพระพรมเสนาบดี พระเทพเวที พระราชปัญญาภรณ์ รวมถึง ส.ส.ในพื้นที่ ส.ส.วิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย เขต 3 ที่ให้ความสำคัญกับการจัดทำบัญชีวัด โดยที่ท่านเสียสละเวลา เพื่อปกป้องคณะสงฆ์ โดยภาพรวม

ขณะที่พระราชปัญญาภรณ์ ได้กล่าวว่า การจัดทำบัญชีวัดนั้น เป็นมาตรฐานสากล ที่ขณะนี้แม้ในระดับนานาชาติ ประเทศที่เจริญแล้วล้วนแต่จัดทำบัญชีทั้งสิ้น เพื่อแสดงความโปร่งใส การทำบัญชีวัดและการจัดทำบัญชีทรัพย์สินวัด จะส่งผลถึงความเป็นระบบระเบียบ เจ้าคณะผู้ปกครอง โดยเฉพาะในระดับเจ้าอาวาส ก็จะเห็นภาพรวมภายในวัด การปฏิบัติศาสนกิจ ของสงฆ์ที่มีหัวใจคือ “ศีล สมาธิ ปัญญา” ก็จะสามารถปฏิบัติได้เต็มที่ขึ้น เพราะโลกในอดีตที่พระอยู่กับป่า แต่ในโลกปัจจุบันและในอนาคตต้องใช้คำว่าเป็นไปได้ยากขึ้น การที่พระอยู่กับวัดและแบ่งเวลาที่จะจัดวางระบบระเบียบภายในวัดเป็นเรื่องที่จำเป็น โดยมีการจัดทำบัญชีเป็นพื้นฐาน สิ่งนี้ก็จะส่งผลให้พุทธศาสนายั่งยืนต่อไป