กมธ.ศาสนาฯจ่อเรียกตร.แจงบุกปราบเงินทอนวัดเฟส4 เชิดชูหรือทำพุทธศาสนาเสื่อมเสีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/636763

กมธ.ศาสนาฯจ่อเรียกตร.แจงบุกปราบเงินทอนวัดเฟส4 เชิดชูหรือทำพุทธศาสนาเสื่อมเสีย

วันอาทิตย์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 15.45 น.

กมธ.ศาสนาฯจ่อเรียกตร.แจงบุกปราบเงินทอนวัดเฟส4 เชิดชูหรือทำพุทธศาสนาเสื่อมเสีย

20 กุมภาพันธ์ 2565 นายเพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล รองประธานกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่าจากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปปป. กว่า 60 นาย เปิดปฏิบัติการ “ล้างบาปปราบอลัชชี ทุจริตเงินทอนวัด” ได้กระจายกำลังเข้าตรวจค้นเป้าหมาย 5 จุด ในพื้นที่ จ.นครนายก จ.นนทบุรี และกรุงเทพมหานคร เพื่อตามจับผู้กระทำผิดทุจริตเงินอุดหนุนวัดของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) รวมถึงตรวจยึดทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำผิด รวมทั้งมีการแถลงที่ห้องแถลงข่าว ชั้น 2 อาคารสำนักงานกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ในชื่อปฏิบัติการ “ล้างบาปปราบอลัชชี” ดำเนินคดีผู้ร่วมขบวนการทุจริตเงินอุดหนุนวัด ความเสียหายกว่า 110 ล้านบาท

ล่าสุดจากที่ตนได้ลงพื้นที่ใน จ.เชียงใหม่ ลำพูน และเชียงราย ตามกำหนดการลงพื้นที่ของ กมธ.ศาสนาฯ ตนได้รับการร้องเรียนจากพระสงฆ์และประชาชนเป็นจำนวนมาก ที่กล่าวว่าปฏิบัติการ “ล้างบาปปราบอลัชชี” จะเป็นการเชิดชูพระพุทธศาสนาให้ดีขึ้น หรือจะเป็นการทำให้พุทธศาสนาเสื่อมเสียมากกว่าเดิม เพราะเป็นการนำเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกสู่ที่รโหฐานของพระภายในวัด โดยนำนักข่าวเข้าไปปฏิบัติการทำข่าวด้วย ทำให้ชาวพุทธจำนวนไม่น้อยไม่สบายใจว่าจะทำให้ความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ที่เสื่อมถอยอยู่แล้ว จะยิ่งแย่กว่าเดิมหรือไม่

นายเพชรวรรต ระบุว่า ตนเห็นการห่มดองครองผ้า โดยปกติพระจะดำเนินกิจกรรมสงฆ์อยู่ การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสนธิกำลังเข้าไปจะผิดตาม มาตรา 207 ผู้ใดก่อให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในที่ประชุมศาสนิกชนเวลาประชุมกัน นมัสการ หรือกระทำพิธีกรรมตามศาสนาใด ๆ โดยชอบด้วยกฎหมาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้าไปในกุฏิพระสงฆ์ที่ยังไม่มีข้อพิพากษา แต่สวมหมวกใส่รองเท้าไม่ให้เกียรติสถานที่ จะผิดตาม มาตรา 206 ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ แก่วัตถุหรือสถานอันเป็นที่เคารพในทางศาสนาของหมู่ชนใด อันเป็นการเหยียดหยามศาสนานั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 7 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2 หมื่นบาท ถึง 1.4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือไม่

อย่างไรก็ตาม การนำเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนมาก และนำนักข่าวเข้าไปทำข่าวเพื่อเผยแพร่ไขข่าว จนอาจทำให้พุทธศาสนาเสื่อมเสียรวมถึงพระสงฆ์ผู้ต้องคดี ตนเห็นว่าเพื่อให้เกิดความสบายใจของประชาชนชาวพุทธที่ร้องเรียนมายังกรรมาธิการ ตนก็จะเสนอให้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติการดังกล่าวเข้ามาชี้แจงในชั้นกรรมาธิการ เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายต่อไป

ทรงพระกรุณาแต่งตั้ง 50 เจ้าอาวาส พระอารามหลวง ‘เจ้าคุณปรีชา’ขึ้นสมภารวัดสร้อยทอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/636612

ทรงพระกรุณาแต่งตั้ง 50 เจ้าอาวาส พระอารามหลวง 'เจ้าคุณปรีชา'ขึ้นสมภารวัดสร้อยทอง

วันเสาร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 15.35 น.

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2565 ที่ประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ครั้งที่ 4/2565 ได้รับทราบ เรื่อง พระราชดำริโปรดแต่งตั้งเจ้าอาวาสพระอารามหลวง โดยราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มีหนังสือลงวันที่ 5 ก.พ.2565 กราบทูล สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประธานกรรมการ มส. แจ้งว่า ได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดแต่งตั้งพระสังฆาธิการให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสพระอารามหลวง จำนวน 50 รูป ดังนี้ 1.พระราชสารเวที (ณัฐมธี สุภเสโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม และผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม ให้ดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม 2.พระราชวินยาภรณ์ (เปลี่ยน โชตฺยาวตฺโต) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบุรณศิริมาตยาราม ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดบุรณศิริมาตยาราม ให้ดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดบุรณศิริมาตยาราม 3.พระศรีวรคุณ (ถวิล วรคุโณ) วัดสิริจันทรนิมิตร จ.ลพบุรี ให้ดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดสิริจันทรนิมิตร 4.พระโสภณคณาภรณ์ (ไชยวัฒน์ ชยวฑฺฒโน) ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดญาณสังวราราม จ.ชลบุรี ให้ดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดญาณสังวราราม 5.พระครูวรธรรมธัช (วรวิทย์ ธมฺมจาโร) เจ้าอาวาสวัดสว่างคงคา จ.กาฬสินธุ์ ให้ดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดกลาง จ.กาฬสินธุ์ 6.พระราชปริย์ติ (ณษิกรณ์ อรินฺทโม) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดศรีโคมคำ จ.พะเยา ให้ดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดศรีโคมคำ

7.พระราชสารสุธี (อาชว์ อาชฺชวปเสฎฺโฐ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดตรีทศเทพ ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดตรีทศเทพ พระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดวรวิหาร 8.พระครูวิมลญาณอุดม (ธรรมนูญ จิตวฑฺฒโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมณีชลขันธ์ จ.ลพบุรี ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดมณีชลขันธ์ 9.พระครูอุดมศีลาจาร (วิลาศ อคฺควโร) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเขมาภิรตาราม จ.นนทบุรี ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดเขมาภิรตาราม 10.พระเมธีธรรมสาร (สมพร จิตฺตโสภโณ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดอาษาสงคราม จ.สมุทรปราการ ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดอาษาสงคราม 11.พระครูปริยัตยาภิรม (สมบูรณ์ สมฺปุณฺโณ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรธรรมาราม จ.สุราษฎร์ธานี ให้ดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดพัฒนาราม จ.สุราษฎร์ธานี 12.พระครูศรีปทุมาภรณ์ (นพพร นววโร) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบัวงาม จ.ราชบุรี ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบัวงาม 13.พระปริยัติสารสุธี (อเนก มนุญฺโณ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดนิเวศธรรมประวัติ จ.พระนครศรีอยุธยา ให้ดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดนิเวศธรรมประวัติ 14. พระราชรัตนาลงกรณ์ (พิศิษฐ์ สุวีโร) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ชัย จ.หนองคาย ให้ดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ชัย 15.พระครูปิยธรรมาภิยุต (สืบ ปิยธมฺโม) รองเจ้าอาวาสวัดมหาสมณาราม จ.เพชรบุรี ให้ดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดมหาสมณาราม 16.พระกิตติวิมล (อัมพร กตปุญฺโญ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวง จ.เชียงใหม่ ให้ดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวง 17.พระสมุทรวชิรโสภณ (โสภณ ธมฺมโสภโณ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเพชรสมุทร  จ.สมุทรสงคราม ให้ดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดเพชรสมุทร 18.พระศรีปริย์ติวิมล (ตึ๋ง ปริธมฺโม) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดคลองโพธิ์ จ.อุตรดิตถ์ ให้ดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดคลองโพธิ์ 19. พระครูภาวนาภัทรคุณ (อติโชติ ธมฺมวโร) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ จ.พระนครศรีอยุธยา ให้ดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ 20. พระดรูสุทธิธรรมาภรณ์ (ณรงค์ ฐานญาโณ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทธิวาตวราราม จ.สมุทรสาคร ให้ดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดสุทธิวาตวราราม

21.พระราชวิมลเมธี (บุญโรจน์ จนฺทปญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดหนองโว้ง จ.สุโขทัย ให้ดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.สุโขทัย 22.พระครูศรีมงคลปริยัติกิจ (สิทธานต์ สิทฺธิวโร) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเจียงอีศรีมงคลวราราม จ.ศรีสะเกษ ให้ดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดมหาพุทธาราม จ.ศรีสะเกษ 23. พระธรรมโพธิมงคล (สมควร ปิยสีโล) เจ้าอาวาสวัดนิมมานรดี ให้ดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดสระเกศ  24.พระเทพประสิทธิคุณ (ประจวบ ขนฺติธโร) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม ให้ดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม 25.พระเทพวิสุทธิดิลก (ละเอียด กิตฺติสุขุโม) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสามพระยา ให้ดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดสามพระยา 26.พระราชพิพัฒนโกศล (ประสิทธิ์ ปริยตฺติธารี) เจ้าอาวาสวัดเศวตฉัตร ให้ดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม 27. พระราชสิทธิเวที (วิรัติ วิโรจโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดท่าหลวง จ.พิจิตร ให้ดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดท่าหลวง 28. พระสุวรรณเมธี (แสวง จนฺทปชฺโชโต) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธาตุศรีจอมทอง จ.เชียงใหม่ ให้ดำรงตำเหน่ง เจ้าอาวาสวัดพระธาตุศรีจอมทอง 29. พระเทพเวที (พล อาภากโร) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสังเวชวิศยาราม ให้ดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดสังเวชวิศยาราม 30. พระราชสิทธิโกศล (เสถียร สปฺปญฺโญ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดอนงคาราม ให้ดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดอนงคาราม

พบ’กบลำธาร’2ชนิดใหม่ของโลกที่เมียนมา นักวิจัยจุฬาฯชี้ระบบนิเวศยังสมบูรณ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/636504

พบ'กบลำธาร'2ชนิดใหม่ของโลกที่เมียนมา นักวิจัยจุฬาฯชี้ระบบนิเวศยังสมบูรณ์

วันศุกร์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 19.05 น.

18 กุมภาพันธ์ 2565 ดร.ภาณุพงศ์ ธรรมโชติ ภาควิชาชีววิทยา  คณะวิทยาศาสตร์ วิจัยสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยถึงการค้นพบกบลำธารชนิดใหม่ของโลกอีก 2 ชนิด ที่เขตพะโค ทางตอนเหนือของเมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา ซึ่งสะท้อนความหลากหลายทางชีวภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทุกฝ่ายควรตระหนักและร่วมอนุรักษ์ให้คงอยู่ต่อไป  การค้นพบกบลำธารชนิดใหม่ของโลกในครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของทีมวิจัย 3 ประเทศ คือ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยอีสต์ย่างกุ้ง (East Yangon University) ประเทศเมียนมาร์ และสถาบัน Senckenberg Forschungs institut und Naturmuseum ประเทศเยอรมนี นำโดย Prof.Dr.Gunther Köhler ผู้เชี่ยวชาญด้านอนุกรมวิธานและเทคโนโลยีจีโนมของสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก

“เราใช้เวลาศึกษาวิจัยกว่า 2 ปี ซึ่งส่วนใหญ่เก็บตัวอย่างกบในพื้นที่ทั้งไทยและเมียนมาร์ให้ได้ครบตามจำนวนที่ตั้งไว้ จากนั้นจึงส่งตัวอย่างไปวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการที่ศูนย์วิจัย Senckenberg ประเทศเยอรมนี โดยนำความรู้ทางฟิสิกส์มาประยุกต์ใช้ทางชีววิทยา ทำการตรวจสอบ DNA ศึกษาโครงสร้างเสียงร้องของกบ รวมทั้งศึกษาจีโนมหรือข้อมูลทางพันธุกรรมทั้งหมดของกบ จนพบกบชนิดใหม่ของโลกถึง 2 ชนิด” ดร.ภาณุพงศ์ กล่าว 

ดร.ภาณุพงศ์ กล่าวต่อว่า กระบวนการวิจัยในโครงการสำรวจความหลากหลายของกบในตระกูลกบลำธารในเมียนมาร์ และเขตเทือกเขาทางตะวันตกและภาคใต้ของประเทศไทย ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2562 การศึกษาและค้นพบกบลำธารทั้ง 2 ชนิดได้รับการเผยแพร่ในวารสาร Diversity ซึ่งเป็นวารสารวิชาการระดับนานาชาติ เมื่อเดือนสิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา

ดร.ภาณุพงศ์ กล่าวถึงลักษณะทั่วไปของกบลำธาร ว่า กบลำธารอาศัยอยู่ในลำธารในป่าเขตร้อน อย่างในป่าภาคตะวันตกและภาคใต้ของไทย มีขนาดตัว 3-5 เซนติเมตร ลำตัวสีน้ำตาลคล้ายใบไม้เพื่อการพรางตัว กบชนิดนี้จะส่งเสียงร้องเฉพาะเวลากลางคืนเพื่อการผสมพันธุ์ ช่วงที่เป็นลูกอ๊อดจะอาศัยบริเวณลำธารที่น้ำไหลไม่แรง และเมื่อโตเต็มวัยจะอาศัยอยู่ข้างลำธารและพบมากในช่วงฤดูฝนซึ่งเป็นฤดูสืบพันธุ์

ดร.ภาณุพงศ์ กล่าวอีกว่า  สำหรับกบลำธาร 2 ชนิดใหม่ของโลกที่เพิ่งค้นพบนั้น ตัวแรกคือกบลำธารพะโค หรือมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Limnonectes bagoensis  ส่วนกบอีกชนิดคือ กบป่าไผ่พะโค มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Limnonectes bagoyoma  ซึ่งกบทั้งสองชนิดมีลักษณะคล้ายกันคือผิวหนังลื่น มีสีน้ำตาลเข้มหรือสีเขียวมะกอกปน ขาหน้า  มี 4 นิ้ว ไม่มีพังผืด ขาหลังมี 5 นิ้ว มีพังผืดสำหรับว่ายน้ำ ผิวหนังด้านหลังค่อนข้างเรียบมีตุ่มหรือสันเพียงเล็กน้อย ผิวหนังด้านท้องสีขาวครีมเรียบไม่มีตุ่ม

สำหรับลักษณะที่แตกต่างกันคือ กบลำธารพะโคจะมีแถบสีดำคาด ตั้งแต่ปลายจมูกถึงแผ่นหู และมีขนาดลำตัว 30-49 ซม. ซึ่งใหญ่กว่ากบป่าไผ่พะโคที่มีขนาด 23-29 ซม. การค้นพบกบชนิดใหม่ของโลกในครั้งนี้เป็นดัชนีวัดความอุดมสมบูรณ์ของป่าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากกบชนิดนี้จะอาศัยในแหล่งน้ำตามธรรมชาติที่สะอาดและมีน้ำไหลตลอดเวลา จึงจะพบได้เฉพาะในลำธารที่มีความอุดมสมบูรณ์เท่านั้น

ดร.ภาณุพงศ์ กล่าวด้วยว่า แม้กบลำธารจะยังคงมีอยู่ แต่ก็ไม่มากนัก หากการตัดไม้ทำลายป่ายังคงดำเนินต่อไป การเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ป่าก็อาจทำให้กบเหล่านี้สูญพันธุ์ได้ในที่สุดจึงหวังว่าองค์ความรู้จากการวิจัยในครั้งนี้ จะทำให้คนเห็นความสำคัญของป่าไม้ ไม่ตัดไม้ทำลายป่า และหาแนวทางพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศให้เหมาะสมและเป็นการอนุรักษ์ป่าด้วย

ดร.ภาณุพงศ์ กล่าวว่า จะเดินหน้าศึกษาเพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกในบ้านเราต่อไป โดยจะวิจัยเพิ่มเติมเรื่องกบลำธารและกบทางภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับกบที่พบในประเทศเมียนมาร์  รวมทั้งศึกษาวิจัยสัตว์เลื้อยคลานชนิดอื่น ๆ เช่น จิ้งเหลนชนิดใหม่ของโลก ที่อาศัยอยู่บนภูเขาในประเทศอินโดนีเซีย งูปี่แก้ว ซึ่งเป็นงูไม่มีพิษแต่ชอบกินไข่งูที่มีพิษ และงูกะปะ ซึ่งเป็นงูที่มีพิษรุนแรงและมักพบข่าวคนถูกงูชนิดนี้กัดจำนวนมาก เป็นต้น

“การค้นพบสัตว์ชนิดใหม่ ๆ ถือเป็นดัชนีวัดความอุดมสมบูรณ์ของป่าในภูมิภาคบ้านเรา เชื่อว่ายังมีสิ่งมีชีวิตประเภทสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกอีกมากที่รอให้เราค้นพบและเรียนรู้  การศึกษาวิจัยเรื่องสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก ทำให้เห็นถึงความสำคัญของสิ่งมีชีวิตชนิดต่าง ๆ ที่อยู่ร่วมกับมนุษย์ในระบบนิเวศ สัตว์เลื้อยคลานและสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกบางชนิดมีประโยชน์ในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แม้รูปร่างหน้าตาของสัตว์ประเภทนี้จะไม่สวยงามเหมือนสัตว์ชนิดอื่น ๆ สัตว์บางชนิดมีอาจมีพิษที่อันตราย แต่สัตว์เหล่านี้มีความสำคัญต่อระบบนิเวศ การศึกษาวิจัยธรรมชาติวิทยาและชีววิทยา รวมถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของสัตว์เหล่านี้จะช่วยให้มนุษย์เราสามารถรักษาสมดุลของระบบนิเวศได้อย่างยั่งยืน” ดร.ภาณุพงศ์ กล่าว
 

วันแรกราบรื่น! ‘ประวิต’ตรวจสนามสอบ’ตั๋วครู’ เข้มมาตรการป้องกันโควิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/636355

วันแรกราบรื่น! 'ประวิต'ตรวจสนามสอบ'ตั๋วครู' เข้มมาตรการป้องกันโควิด

วันศุกร์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 12.10 น.

“ประวิต”ตรวจสนามสอบรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู วันแรกราบรื่น ทุกสนามสอบปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเคร่งครัด “คุรุสภา”เตรียมพิจารณาสอบครั้งที่ 2 ผ่านระบบออนไลน์

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2565 รศ.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) รักษาการเลขาธิการคุรุสภา เดินทางมาตรวจเยี่ยมการดำเนินการจัดการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ครั้งที่ 1 ประจำปี 2565 ณ ศูนย์ทดสอบสนามสอบโรงเรียนสันติราษฎร์วิทยาลัย ซึ่งสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้มอบหมายให้สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน)หรือ สทศ.ดำเนินการจัดการทดสอบฯ พร้อมกันทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 18 – 19 ก.พ.2565 ใน 11 ศูนย์สอบทั่วประเทศ 29 สนามสอบ และจะประกาศผลสอบในวันที่ 31 มี.ค.2565 ทางเว็บไซต์ สทศ.และคุรุสภา โดยมี รศ.เอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ(กมว.), ศ.พฤทธิ์ ศิริบรรณพิทักษ์ ประธานคณะอนุกรรมการอำนวยการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครูเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู, รศ.สมบัติ นพรัก ประธานสภาคณบดีคณะครุศาสตร์ /ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย, ผศ.วาสนา สังข์พุ่ม คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี และคณะร่วมตรวจเยี่ยมและรับฟังการสรุปข้อมูลการดำเนินการจัดการทดสอบ จาก ผศ.ดร.ศิริดา บุรชาติ ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) (องค์การมหาชน)

รศ.ดร.ประวิต กล่าวว่า จากการตรวจเยี่ยมสนามสอบวันแรก ภาพรวมเป็นที่น่าพอใจมากการจัดสอบมีความพร้อมสูงและเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทุกสนามสอบมีมาตรการในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 อย่างเคร่งครัด และทางสนามสอบมีการคุมเข้มเพื่อไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดของโรค แต่ก็มีการผ่อนปรนกรณีที่โรงเรียนสันติราษฎร์ฯพบผู้มีความเสี่ยง 1 ราย ทางสนามสอบได้ก็แยกห้องสอบให้เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและเพื่อให้ผู้สอบไม่เสียสิทธิ์ ส่วนสนามสอบอื่นยังไม่มีรายงานเข้ามาว่าพบปัญหาใด โดยการทดสอบฯ ครั้งที่ 1 นี้ มีผู้มีสิทธิ์เข้าทดสอบ รวมจำนวน 36,177 คน ในจำนวนนี้เป็นคนไทย 36,075 คน และชาวต่างประเทศ 102 คน โดยจัดสอบ 11 ศูนย์สอบทั่วประเทศ มี 29 สนามสอบ นั่งสอบห้องละ 25 คน สำหรับสนามสอบกรุงเทพฯ มีผู้มีสิทธิ์สอบ 6,779 คน , จังหวัดนนทบุรี 790 คน , จังหวัดนครปฐม 3,346 คน , จังหวัดนครราชสีมา 3,656 คน , จังหวัดอุบลราธานี 2,587 คน , จังหวัดมหาสารคาม 4,872 คน , จังหวัดกาฬสินธุ์ 1,990 คน , จังหวัดเชียงใหม่ 3,027 คน , จังหวัดพิษณุโลก 4,067 คน , จังหวัดนครศรีธรรมราช 2,044 คน และจังหวัดสงขลา 3,019 คน

รศ.ดร.ประวิต กล่าวต่อว่า คุรุสภา จะนำข้อมูลการสอบครั้งนี้ และครั้งที่ผ่านมา รวมถึงงานวิจัย ข้อเสนอแนะต่างๆ ของทุกภาคส่วนมาทบทวนเพื่อปรับปรุงการสอบในครั้งต่อไป โดยตนจะเสนอรายชื่อคณะทำงานปรับระบบการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ให้ รมว.ศธ.พิจารณาแต่งตั้งภายในเดือนมีนาคมนี้ ซึ่งคุรุสภามีเป้าหมายว่าในการจัดการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้ และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ครั้งที่ 2 ประมาณเดือนตุลาคม นี้จะผลักดันให้มีการจัดสอบผ่านระบบออนไลน์ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์และลดการรวมตัวของคนจำนวนมาก ซึ่งขณะนี้ คุรุสภาได้พัฒนาระบบการจัดสอบผ่านระบบออนไลน์ไว้แล้ว

ด้าน ผศ.ดร.ศิริดา กล่าวว่า การจัดการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้ และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ครั้งที่ 1 ประจำปี 2565 จัดสอบระหว่างวันที่ 18 – 19 กุมภาพันธ์ 2565 โดยวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 09.30 – 11.00 น.จัดสอบ 3 วิชา คือ วิชาการใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร วิชาการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร วิชาการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา ส่วนวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2565 สอบวิชาชีพครู โดยการจัดสอบ สทศ.ได้อำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าสอบที่มีความต้องการพิเศษ เช่น หญิงตั้งครรภ์ 90 ราย พระภิกษุสงฆ์ 56 ราย ผู้บกพร่องทางการได้ยิน 4 ราย ผู้บกพร่องทางการมองเห็น 15 ราย ผู้บกพร่องทางร่างกาย 6 ราย โดยทุกสนามสอบได้จัดสถานที่นั่งสอบให้เหมาะสม นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่มีบกพร่องทางการมองเห็น (ตาเลือนราง) จำนวน 13 คน สทศ.จึงจัดข้อขยายและสอบระบายคำตอบเอง ส่วนผู้ที่บกพร่องทางการมองเห็น จัดผู้ช่วยอ่านและผู้ช่วยฝนคำตอบ สำหรับวิชาชีพครู แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ระบายคำตอบและส่วนที่เป็นข้อสอบอัตนัย โดย สทศ.ได้อำนวยความสะดวกจัดเตรียมกระดาษคำตอบสำหรับเขียนอักษรเบรลล์

“สำหรับสนามสอบที่โรงเรียนสันติราษฎร์ มีผู้เข้าสอบ จำนวน 1,362 คน มี 55 ห้องสอบ มีผู้มีความต้องการพิเศษเข้าสอบ จำนวน 10 ราย เป็นหญิงตั้งครรภ์ 2 ราย พระภิกษุสงฆ์ 3 รูป ผู้บกพร่องทางการเห็น 3 ราย บกพร่องทางร่างกาย 2 ราย โดยทางโรงเรียนได้จัดที่นั่งสอบและห้องสอบที่อำนวยความสะดวกให้อย่างเหมาะสม และเป็นไปตามมาตรฐานการทดสอบของ สทศ.นอกจากนี้ ผู้เข้าสอบต้องปฏิบัติตามข้อปฏิบัติและมาตรการป้องกันเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 ของสาธารณสุขจังหวัด และศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.)” ผอ.สทศ.กล่าว

– 006

52 ปี วัดพระธรรมกาย จัดงานมาฆบูซานานาชาติ จุดประทีปออนไลน์ 1 ล้านดวง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/636196

52 ปี วัดพระธรรมกาย จัดงานมาฆบูซานานาชาติ จุดประทีปออนไลน์ 1 ล้านดวง

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 16.12 น.

52 ปี วัดพระธรรมกาย จัดงานมาฆบูซานานาชาติ จุดประทีปออนไลน์ 1 ล้านดวง ถวายเป็นพุทธบูชา ปลูกต้นไม้เพื่อเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม 1 ล้านต้น – นิมนต์คณะสงฆ์ทั่วโลกเจริญพระพุทธมนต์ นั่งสมาธิ แผ่เมตตา ให้ทุกคนทั่วโลกสงบสุขร่มเย็น พ้นภัยโควิด-19

เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2565 ที่ผ่านมา พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย กล่าวว่า เนื่องในเทศกาลวันมาฆบูชา วัดพระธรรมกายจัดพิธีจุดประทีปออนไลน์ 1 ล้านดวง ถวายเป็นพุทธบูชา นิมนต์คณะสงฆ์ทั่วโลกเจริญพระพุทธมนต์ นั่งสมาธิ แผ่เมตตาให้ทุกคนทั่วโลกสงบสุขร่มเย็น พ้นภัยโควิด-19 โดยพิธีภาคเช้าเริ่ม 09.30 น.นั่งสมาธิ ปฏิบัติธรรม จากนั้นถวายภัตตาหารเป็นสังฆทาน ภาคค่ำ เวลา 18.00 น.

พิธีจุดมาฆประทีป 1 ล้านดวง ถวายเป็นพุทธบูชา คณะสงฆ์ทั่วโลกเจริญพระพุทธมนต์ นั่งสมาธิ แผ่เมตตาให้ทุกคน ทั่วโลกสงบสุขร่มเย็น พ้นภัยโควิด-19 และพิธีฉลองชัยสวดมนต์บทธัมมจักกัปปวัตตนสูตร สำหรับมาตรการทาง สาธารณสุขทางวัดจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมงาน ได้รับการฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม หรือมีผลตรวจ ATK เป็นลบภายใน 72 ชั่วโมง เว้นระยะห่าง สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาขณะร่วมพิธี โดยมีพุทธศาสนิกชนทั่วโลกร่วมพิธีออนไลน์ผ่านระบบ ZOOM เป็นจำนวนมาก

“มาฆบูชาปีนี้ วัดพระธรรมกาย ครบ 52 ปี ตลอดเวลาที่ผ่านมา วัดเป็นพุทธศาสนสถานดำเนินตามปณิธานไม่เปลี่ยนแปลง คือสร้างวัดให้เป็นวัด สร้างพระให้เป็นพระแท้ สร้างคนให้เป็นคนดี วัดให้การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 ตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2563 ถึงปัจจุบันกว่า 3 แสนรายการ อาทิ เวชภัณฑ์และอุปกรณ์ป้องกันโรค เครื่องอุปโภค บริโภค ข้าวสารอาหารแห้ง ถุงยังชีพ เตียงสนาม ชุด PPE ถวายสังฆทานแด่คณะสงฆ์แสนกว่ารูป มอบถุงยังชีพช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมปี 2564 จำนวน 17,420 ชุด วัดพระธรรมกายให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวดล้อมด้วยการใช้เทียนที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ ทั้งปลูกไม้ยืนต้น ไม้ดอกไม้ประดับ จำนวนล้านกว่าต้น ปรับภูมิทัศน์ ให้ร่มรื่น เป็นการเพิ่มปริมาณออกซิเจน ลดปัญหาฝุ่นควันในอากาศอีกด้วย” พระครูสมุห์สนิทวงศ์ กล่าว

สกศ.ต้องชี้นำทิศทางการศึกษาไทย สร้างเด็กไทยให้เก่งพร้อมก้าวทันโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/635957

สกศ.ต้องชี้นำทิศทางการศึกษาไทย สร้างเด็กไทยให้เก่งพร้อมก้าวทันโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เป็นประธานพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทานและเจริญพระพุทธมนต์เนื่องวันคล้ายวันสถาปนา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ครบรอบปีที่ 63และการเสวนาพิเศษ เรื่อง “สภาการศึกษาเข็มทิศการศึกษาไทย : สร้างกำลังคนสมรรถนะสูงรับมือต่อการเปลี่ยนแปลง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่เวทีโลก” พร้อมมอบประกาศนียบัตร “คนดีศรี สกศ.” แก่ผู้ได้รับการคัดเลือกเป็นข้าราชการพลเรือนดีเด่น ประจำปี พ.ศ.2564

คุณหญิงกัลยากล่าวตอนหนึ่งในการเสวนาพิเศษว่า สกศ.จะต้องเป็นสมอง เป็นผู้นำทางความคิด ชี้นำทิศทางการศึกษาไทยในยุค VUCA World หรือในยุคที่มีความผันผวน เปลี่ยนแปลงไม่แน่นอน มีความสลับซับซ้อนที่ไม่เคยเจอมาก่อน อีกทั้งโลกยังถูกสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019หรือโควิด-19 เข้ามาซ้ำเติมอีก แต่ถึงแม้ไม่มีสถานการณ์โควิด-19 เราก็จำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนทิศทางการศึกษาของไทยโดย สกศ.จะต้องชี้ทิศทางการศึกษาให้กับเยาวชน ให้กับคนไทย เพื่อให้การศึกษาของประเทศก้าวทันโลกและชนะโลกได้นี่คือเป้าหมายการทำงานในปีต่อไปของ สกศ. อย่างไรก็ตาม การพัฒนาการศึกษาจะต้องระดมกำลังทุกภาคส่วน เพื่อให้เข็มทิศการศึกษาไปถูกที่ถูกทางได้ผลดีและเร็วที่สุด สามารถปรับเปลี่ยนเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์ของโลก

คุณหญิงกัลยา กล่าวต่อว่า สกศ.ต้องเป็นเข็มทิศของการศึกษาไทยเป็นเข็มทิศประเทศไทยโดยทิศทางต้องมีความชัดเจนเพื่อให้เด็กและเยาวชนสามารถอยู่ในโลก Digital Disruption ได้อย่างมีความสุข และมีความพร้อมมีภูมิคุ้มกัน สามารถแก้ปัญหาในยุค VUCAWorld ให้ได้ ทั้งนี้ จะต้องเร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … ที่ขณะนี้ผ่านการพิจารณาในการประชุมรัฐสภาวาระแรกไปแล้ว คาดว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จะผ่านการพิจารณาวาระสองและสามภายในกลางปีนี้

“ส่วนการสร้างกำลังคนสมรรถนะสูงรับมือต่อการเปลี่ยนแปลง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่เวทีโลกนั้น โดยเร็วๆ นี้ สกศ.มีโครงการ สกศ.สัญจร เพื่อเดินทางไปพบภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจที่เป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจด้านต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อหารือในการผลิตกำลังคน โดยกลุ่มแรกจะไปพบภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวก่อนและโรงแรม เป็นต้น เมื่อรับฟังข้อมูลจากนั้น สกศ.ก็จะนำมาวิจัยสังเคราะห์และวางแผนผลิตกำลังคนของประเทศให้สอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการโดยเฉพาะผู้เรียนสายอาชีวศึกษาเมื่อเรียนจบแล้วจะต้องทำงานได้จริง”คุณหญิงกัลยา กล่าว 

ด้าน ดร.อำนาจ วิชยานุวัติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า การที่ สกศ.จะขับเคลื่อนการทำงานจะชี้ทิศ จะวางแผนขบวนการทำงานอย่างไร เราทุกคนจะต้องหลอมรวมกันเพื่อวางแผนการทำงานที่หนักแน่นและพัฒนางานที่จำเป็น ซึ่งการจะมี พ.ร.บ.การศึกษา ฉบับใหม่เกิดขึ้น ทางรัฐบาลและกระทรวงศึกษาฯ ก็มองว่าสกศ.ควรปรับบทบาทปรับเปลี่ยนเป็นคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ เป็นซุปเปอร์บอร์ด ดังนั้น การที่ สกศ. จะเป็นซุปเปอร์บอร์ด ก็ควรมีองคาพยพที่จะเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนการศึกษาของประเทศ ต้องเป็นผู้นำการศึกษาของประเทศให้ได้ ดังนั้น สกศ.ต้องวางแนวทางในการทำงาน ร่วมกันอย่างมีศักยภาพและมีความตั้งใจอย่างสูงสุด 

ดร.อำนาจ กล่าวต่อว่า สกศ. มี 3 เรื่อง คือ พ.ร.บ.การศึกษา การศึกษาปฐมวัย และกรอบคุณวุฒิฯ ที่จะต้องขับเคลื่อน ซึ่งทั้ง 3 เรื่องนี้มีความสำคัญทั้งหมด ดังนั้น สกศ.จะกำหนดทิศทางและกลยุทธ์ในการทำงานออกไปสู่สาธารณชนและสังคมอย่างไร ต้องออกไปเชิญชวนให้เกิดความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม และลงไปสู่โรงเรียน สถานศึกษา หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องทำให้ทุกคนได้เรียนรู้อย่างมีคุณภาพ และแผนที่เกิดจากการศึกษาชาติ หรือแผนที่เกิดจากสภาการศึกษา จะต้องเป็นเครื่องมือในการกำกับและให้ทุกภาคส่วนอยากมาร่วม การพัฒนาการศึกษาจึงจะเกิดขึ้นได้ 

“ถ้าพูดถึงการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาที่มีอยู่ในวันนี้ เราต้องเปลี่ยนทั้งขบวนการทางความคิดและการพัฒนาที่เรามีอยู่ และเราจะนำพาองคาพยพขับเคลื่อนไปกับเราได้อย่างไร ซึ่งจากที่เราประสบกับสถานการณ์โควิด-19 ครั้งนี้แล้วจะเห็นว่าเทคโนโลยีเข้ามาแรงและเร็วมาก การเรียนรู้ของผู้คนในสังคมโลกเร็วมาก ผู้ปกครองเข้าใจการเรียนรู้ของเด็ก เพราะได้มีโอกาสอยู่กับลูกนานขึ้น และครูก็เข้าใจการใช้เทคโนโลยีได้ง่ายขึ้น นักเรียนก็เรียนรู้เทคโนโลยีได้มากขึ้น เพราะฉะนั้น ในการปรับเปลี่ยนแผนหรือแนวคิด สกศ.จะต้องคิดถึงการใช้เทคโนโลยี การใช้ภาษาในการสื่อสาร เช่น ภาษาโค้ดดิ้ง หรือภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นภาษาที่ทั่วโลกใช้มากที่สุดมาใช้ในการสื่อสารขับเคลื่อนการทำงาน หรือนวัตกรรม นวัตกรอื่นมาใช้ ดังนั้นจึงอยู่ที่ สกศ.จะเป็นผู้ชี้ทิศและวางแผนการขับเคลื่อนต่อไป”

ขณะที่ ดร.อรรถพล สังขวาสี เลขาธิการสกศ.กล่าวว่า รมช.ศธ. ได้เน้นย้ำเรื่องการสร้างสมรรถนะให้ตรงกับความต้องการของสถานประกอบการ และการสอดแทรกเรื่องวัฒนธรรม ประเพณีดีงามของไทย และความมีรากเหง้าเราจะต้องสอดแทรกไปในการเรียนการสอนเพื่อให้คนไทยมีคุณภาพ นอกจากจะเก่งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีแล้ว ต้องเป็นคนไทยที่มีคุณภาพ จะทำให้เราชนะเครื่องจักรและชนะประเทศอื่น 

เลขาธิการ สกศ. กล่าวต่อว่า ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงนี้ เราจะปรับตัวอย่างไรในสถานการณ์วิกฤตโลก (VOCA World) การเปลี่ยนแปลงในการผลิตและพัฒนากำลังคน ควรจะไปทางใด ซึ่ง สกศ.เปรียบเสมือนสมอง ในการที่จะระดมความคิดบุคลากรในหน่วยงานและบุคลากรภายนอก เพื่อจะขับเคลื่อนการศึกษาของประเทศ ในช่วง Digital disruption นี้จะเห็นได้ว่าการเรียนการสอนเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย และเห็นชัดขึ้นในช่วงที่เกิดสถานการณ์โควิด-19 นี้ 

“ผมจะนำแนวทางและนโยบายของ รมช.ศธ. และ อดีตผู้บริหาร สกศ. มาเป็นแนวทางการขับเคลื่อนกำหนดยุทธศาสตร์ของ สกศ. และในการนำเสนอของบประมาณ ปีงบประมาณ 2566 และจะขับเคลื่อน Steam ไปสู่การศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา ระดับอุดมศึกษาในแต่ละพื้นที่ และขับเคลื่อนขยายผลการเรียนโค้ดดิ้งให้เกิดขึ้นทั่วประเทศ ซึ่งการผลักดันโค้ดดิ้งเป็นจุดเริ่มต้นที่จะช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสร้างเด็กไทยเป็นนักนวัตกรที่สมบูรณ์ได้” นายอรรถพล กล่าว  

วธ.เผยผลโพลล์ต่อวันวาเลนไทน์ปี’65 71.05% อยากมอบรักพ่อแม่ ผู้ปกครอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/635958

วธ.เผยผลโพลล์ต่อวันวาเลนไทน์ปี’65  71.05% อยากมอบรักพ่อแม่ ผู้ปกครอง

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ร่วมกับสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิตสำรวจความคิดเห็นเด็ก เยาวชน และประชาชน (โพลล์) ที่มีต่อ “วันแห่งความรัก (วาเลนไทน์) ปี 2565” จากกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ  8,923 คน ครอบคลุมทุกอาชีพและทุกภูมิภาค โดยผลสำรวจพบว่าเด็กเยาวชน และประชาชน ร้อยละ 48.12 ให้ความสำคัญกับวันแห่งความรัก ในปีนี้พอๆ กับทุกปีที่ผ่านมา รองลงมาร้อยละ 25.11 ไม่ได้ให้ความสำคัญ ร้อยละ 9.03ให้ความสำคัญน้อยกว่าทุกปีที่ผ่านมา ร้อยละ 9.02ให้ความสำคัญที่สุด และร้อยละ 8.72 ให้ความสำคัญมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา 

ส่วนบุคคลที่อยากมอบความรักหรือส่งความรู้สึกที่ดีในวันวาเลนไทน์มากที่สุด พบว่า ร้อยละ 71.05 คือ พ่อแม่/ผู้ปกครอง รองลงมา ร้อยละ 45.10 เพื่อน ร้อยละ 36.80 คนรัก/แฟน ร้อยละ 26.19 ครูอาจารย์/ ผู้มีพระคุณ ร้อยละ 16.07 ญาติ ร้อยละ 16.05 บุตร/หลาน ร้อยละ 14.86 สามี/ภรรยา ร้อยละ 13.98 ศิลปินดารา นักแสดง คนดัง บุคคลที่มีชื่อเสียง อาทิณเดชน์-ญาญ่า, วง BTS และ NCT ร้อยละ 12.62 เพื่อนร่วมงาน ร้อยละ 7.16 เจ้านาย/ผู้บังคับบัญชา และร้อยละ 5.64 ลูกน้อง/ผู้ใต้บังคับบัญชา  

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวอีกว่า เมื่อสอบถามถึง “สิ่งของ” ที่อยากมอบให้คนที่รัก (เช่น คนรัก/พ่อแม่/ครอบครัว) ในวันวาเลนไทน์มากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 ดอกไม้/ช่อดอกไม้/พวงมาลัย อันดับ 2 เครื่องประดับ สิ่งของมีค่า/นาฬิกา/เงิน/ทอง อันดับ 3 สิ่งของ สิ่งประดิษฐ์ที่ทำขึ้นเอง/การ์ด อันดับ 4 หน้ากากอนามัย/สายคล้องหน้ากากอนามัย/แอลกอฮอล์เจล/สเปรย์ อันดับ 5ของกิ๊ฟช็อป /ตุ๊กตา ส่วนช่องทางสื่อสารในวันวาเลนไทน์นอกจากบอกรักด้วยตนเองแล้ว ยังใช้ช่องทางอื่นๆ5 อันดับแรก พบว่า อันดับ 1 ไลน์ อันดับ 2 โทรศัพท์ อันดับ 3 ช่องทาง Chat ของเฟซบุ๊ค อันดับ 4 อินสตาแกรมและอันดับ 5 เขียนการ์ด       

นอกจากนี้ เมื่อถามถึงวิธีแสดงออกถึงความรักหรือทำให้คนที่รักมีความสุข 5 อันดับแรก คืออันดับ 1 ให้ความรัก ดูแลเอาใจใส่มากขึ้น อันดับ 2 หากิจกรรมทำร่วมกัน เช่น ดูหนัง ฟังเพลง ทำอาหาร อันดับ 3ให้เวลามากขึ้น อันดับ 4 การบอกรักผ่านสื่อออนไลน์และอันดับ 5 หลีกเลี่ยงการพูดคุยเรื่องที่ทำให้เครียด ส่วนผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19) ผู้ตอบแบบสอบถามระบุ อันดับ 1 ทำให้มีความกังวลต่อความปลอดภัยในการเดินทางออกนอกบ้าน อันดับ 2 ต้องปรับเปลี่ยนแผนการเดินทางจากเดิมที่เคยตั้งใจไว้ อันดับ 3 กิจวัตรประจำวันที่เคยทำเป็นประจำต้องเปลี่ยนไปจากเดิม อันดับ 4 รู้สึกกังวลเครียดกับโควิด-19 และอันดับ 5 อยากเจอเพื่อน แต่กลัวโควิด-19 

นายอิทธิพลกล่าวด้วยว่า ส่วนวิธีการรณรงค์ส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน และประชาชนแสดงความรักอย่างถูกต้องเหมาะสม ผลสำรวจพบว่า 5 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 พ่อแม่/ผู้ปกครองเป็นแบบอย่างในการแสดงความรักอย่างถูกต้องเหมาะสม อันดับ 2 ภาครัฐ สถานศึกษา ช่วยเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ ปลูกฝังค่านิยมที่ดี ปฏิบัติต่อความรักได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมอันดับ 3 จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง อันดับ 4 นำศิลปิน ดารา บุคคลที่มีชื่อเสียง มาร่วมรณรงค์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ อันดับ 5จัดอบรม เสวนาและเปิดโอกาสให้เด็ก เยาวชนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน และผู้ตอบแบบสอบถามมีข้อเสนอแนะในการสร้างค่านิยมที่ดีในวันแห่งความรัก โดยควรจัดกิจกรรมเรื่องความรักสอดแทรกหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาในความเมตตาหรือความรักความปรารถนาดีต่อผู้อื่น เช่น สอนให้รู้จักรักด้วยเมตตาธรรม รักสัตว์ รักเพื่อนมนุษย์ รวมทั้งรักตนเอง เว้นจากการทุจริต ไม่ทำร้าย ข่มเหง รังแก เบียดเบียน การกล่าวร้าย เป็นต้น รวมทั้งสร้างความตระหนักให้วัยรุ่นมีความรักต่อตนเอง รักครอบครัว รักประเทศชาติ และร่วมกันสร้างวัฒนธรรมความรักที่ดีงามในสังคมไทย 

สกู๊ปพิเศษ : ‘คุณค่า-ความหมาย-ที่พึ่ง’ เปิดผลวิจัยสังคมไทยมองสื่อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/635991

สกู๊ปพิเศษ : ‘คุณค่า-ความหมาย-ที่พึ่ง’  เปิดผลวิจัยสังคมไทยมองสื่อ

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“The Watchdog that didn’t Bark (เมื่อสุนัขเฝ้าบ้านไม่เห่า) หนังสือเล่มนี้เขียนโดยคุณดีน สตาร์คแมน (Dean Starkman) โดยหยิบ Crisis (วิกฤต) เรื่องเศรษฐกิจในปี 2008 (2551) ขึ้นมาปรากฏว่านักข่าวสายเศรษฐกิจไม่ค่อยจะรายงานข่าวเชิงลึกข่าว Investigative (สืบสวนสอบสวน) เลย รายงานข่าวแต่แบบ Inform (แจ้งข่าว) เท่านั้น และที่สำคัญ ข่าวที่นำเสนอก็นำเสนอแต่ Profile (ประวัติ) ของนักลงทุน

เขาใช้คำนี้ สตาร์คแมนบอกว่ากำหนดกรอบวิเคราะห์วารสารศาสตร์โดยแบ่งอาชีพออกเป็น 2 แนวทางที่แข่งกัน คือการรายงานการเช้าถึง กับการรายงานความรับผิดชอบ แล้วพบว่านักข่าวรายงานแต่ข่าวประเภท Profile ต่างๆ หรือข่าวกระแส มุ่งเน้นไปที่ผู้บริโภค ผู้บริหาร Profile และการให้ข้อมูลแก่นักลงทุน แต่ไม่ทำข่าว Investigative เกิดขึ้น เขาสรุปว่าอุดมการณ์ของข่าวดิจิทัลและอิทธิพลขององค์กร เป็นตัวคุกคามอุดมการณ์ของคนข่าวในยุคนี้”

บททิ้งท้ายในการบรรยายเพื่อนำเสนองานวิจัยเรื่อง “คุณค่า ความหมาย และความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (สังคม) ต่อสื่อในยุคดิจิทัล” ซึ่งผู้บรรยายคือ ผศ.ดร.วิไลวรรณจงวิไลเกษม อาจารย์กลุ่มวิชาวิทยุและโทรทัศน์ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยกหนังสือเล่มหนึ่งที่ถอดบทเรียนจากวิกฤตเศรษฐกิจครั้งสำคัญในสหรัฐอเมริกา ที่ผู้เขียนสรุปว่า “สื่อมวลชน” เป็นอีกปัจจัยที่ปล่อยให้วิกฤตดังกล่าวเกิดขึ้น เพราะไม่ยอมทำงานเพื่อส่งสัญญาณเตือนสังคมอเมริกันในขณะนั้น

ขณะที่ในประเทศไทย การนำเสนองานวิจัยเรื่องคุณค่า ความหมาย และความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (สังคม) ต่อสื่อในยุคดิจิทัล ในงานเผยแพร่ผลงานวิจัย 4 ชิ้นในโครงการ “การปรับตัวขององค์กรข่าว เพื่อความอยู่รอดทางธุรกิจและบทบาทหน้าที่ต่อสังคม” อันเป็นความร่วมมือระหว่าง สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กับ สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ เมื่อช่วงต้นเดือน ก.พ. 2565 ที่ผ่านมา “สื่อมวลชนยังมีความหมาย คุณค่า และเป็นที่พึ่งให้กับสังคม (ไทย) มาก-น้อยเพียงใด?” เป็นคำถามสำคัญ และเสียงสะท้อนที่ได้ก็น่าคิด

ผศ.ดร.วิไลวรรณ เล่าถึงการทำงานวิจัยครั้งนี้ว่าเริ่มเก็บข้อมูลช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย. 2564 ใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,294 คน กระจายทุกภาคของประเทศ ประกอบด้วย ภาคเหนือ 302 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 302 คน ภาคกลาง 180 คน กรุงเทพฯ 207 คน และภาคใต้ 303 คน อีกทั้งยังมีการสัมภาษณ์เชิงลึกบุคคลต่างๆ รวม 11 คน แบ่งเป็นภาครัฐ 2 คนภาคเอกชน 3 คน ภาคประชาสังคม 3 คน และภาคประชาชน 3 คน คนเหล่านี้เป็นทั้งผู้บริโภคสื่อ และเป็นทั้ง “แหล่งข่าว” ที่สื่อมวลชนนิยมไปสัมภาษณ์ด้วย พบว่า

1.สังคมไทยให้ความหมายสื่อในฐานะกระจกสะท้อนสังคม แต่ไม่เชื่อมั่นในการทำงานตรวจสอบผู้มีอำนาจ คำถามเรื่องการให้ความหมายสื่อ 6 อันดับที่กลุ่มตัวอย่างเลือกตอบ อันดับ 1 สื่อเป็นกระจกทำหน้าที่ส่องสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม อันดับ 2 สื่อเป็นตัวแทนสังคม-เป็นกลไกในการขับเคลื่อน อันดับ 3สื่อเป็นสถาบันทางสังคม อันดับ 4 สื่อเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างอำนาจที่ธำรงความไม่ชอบธรรมในสังคม อันดับ 5 สื่อเป็นตะเกียงทำหน้าที่ส่องสว่าง ชี้แนะแนวทางแก้ไขที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม และอันดับ 6 สื่อเป็นสุนัขเฝ้าบ้าน ทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจรัฐ

2.ในยุคสมัยที่สื่อมีเสรีภาพเพิ่มมากขึ้น..อุดมการณ์คนทำงานสื่อกลับลดน้อยลง สื่อมวลชนในอดีตมีอุดมการณ์ในการทำงานสูง แม้ปัจจัยด้านการปกครองของรัฐจะไม่เอื้ออำนวยต่อการทำงานของสื่อเลยก็ตาม ตรงข้ามกับในปัจจุบัน แม้จะมีเทคโนโลยีมากมายช่วยให้สื่อมวลชนสามารถค้นหาข้อมูลและรายงานข่าวได้ง่ายขึ้น อีกทั้งช่องทางในการรับรู้ข่าวสารของประชาชนก็มีมากขึ้น เห็นได้ชัดว่าทั้งสื่อและผู้รับสารมีเสรีภาพมากกว่าในอดีต แต่สังคมกลับมองว่าคนทำงานสื่อในปัจจุบันมีอุดมการณ์น้อยลงกว่าคนทำงานสื่อในอดีต

“บทบาทสื่อต่อสังคม เขาบอกแต่ก่อนสื่อเป็นที่พึ่งพิงจริง แต่ ณ วันนี้ยังก้ำกึ่ง ในส่วนภาคประชาสังคมบอกว่าเวลาที่เขาจะขับเคลื่อน สื่อกระแสหลักที่จะเข้าถึงคนจำนวนมากมีบทบาทกับเขามาก แต่นำเสนอแล้วก็ปล่อยทิ้ง ไม่ได้ขยายต่อ ดังนั้นเป็นทั้งบวกและลบ การพึ่งพิงสื่อ เขาบอกว่าสื่อวันนี้ไม่จำเป็นต้องพึ่งพิงแล้ว เพราะเขาสามารถสร้างสื่อเองได้ด้วย และเขามีสื่อมากมาย มี Influencer (คนมีชื่อเสียง) มากมาย มีบล็อกเกอร์มากมายที่มีข้อมูลที่จริง ข้อมูลที่ใกล้เคียง หรือข้อมูลที่ตอบเขาได้มากกว่าด้วยซ้ำ ส่วนความเป็นสุนัขเฝ้าบ้าน มองว่า ณ วันนี้สื่อไม่เป็นสุนัขเฝ้าบ้าน” ผศ.ดร.วิไลวรรณ ระบุ

เมื่อแบ่งมุมมองต่อสื่อมวลชนตามภาคส่วนของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า “ภาครัฐ” แม้จะยังเห็นความสำคัญของสื่อมวลชน เพราะผู้บริหารหน่วยงานยังคาดหวังว่าสื่อมวลชนจะนำข่าวสารของหน่วยงานไปเผยแพร่ แต่หน่วยงานภาครัฐก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสื่อมวลชนมากเหมือนในอดีต เพราะเทคโนโลยีทำให้หน่วยงานมีช่องทางประชาสัมพันธ์ข่าวสารถึงประชาชนได้เองด้วย, “ภาคเอกชน” แม้ผู้ประกอบการจะพึ่งพาสื่อออนไลน์มากขึ้น แต่ที่เป็นรายเล็กนั้นยังพึ่งพาสื่อกระแสหลัก อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการก็เห็นว่าอย่าไปหวังพึ่งใครแต่ต้องสร้างช่องทางของตนเอง ,

“ภาคประชาสังคม” มองว่าในยามวิกฤตสื่อยังมีบทบาทเป็นที่พึ่งพิงของสังคม แต่ในสถานการณ์ปกตินั้นเป็นที่พึ่งพิงได้ยาก แม้สื่อจะมีบทบาทในการจุดกระแสประเด็นต่างๆ ในสังคมแต่ก็ไม่ได้ขยายผลต่อ ขณะที่ภาคประชาสังคมสามารถใช้เทคโนโลยีเผยแพร่เนื้อหาผ่านช่องทางออนไลน์ และ “ภาคประชาชน” ด้านหนึ่งมองว่าสื่อยังเป็นที่พึ่งพิงให้กับสังคมได้ แต่อีกด้านหนึ่ง สังคมก็มองสื่อว่าไม่เป็นกลางโดยเฉพาะเรื่องการเมือง

อนึ่ง สำหรับประเด็น “ความเป็นกลาง” นั้นเนื่องจากงานวิจัยเก็บข้อมูลในช่วงสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 จึงมีการตั้งคำถามเจาะลึกในส่วนนี้ด้วย โดยเสียงสะท้อนจากสังคมระบุว่า “สื่อมวลชนรายงานข่าวอย่างไม่ครบถ้วน มีการปกปิดบางอย่าง และมีการนำเสนอที่เอื้อประโยชน์กับนายทุน” โดยเฉพาะข้อหลังนี้ ผศ.ดร.วิไลวรรณ เปิดเผยว่า เป็นความเห็นที่ได้ยินอยู่บ่อยครั้งมาก กรณีอิทธิพลของทุนต่อธุรกิจสื่อ

“การไปถามส่วนของ In-Dept Interview (สัมภาษณ์เชิงลึก) ที่ไปคุยเชิงลึกกับคนที่เราหยิบขึ้นมา ซึ่งเราถือว่าเป็น Key Informant (ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ) ผู้ให้ข้อมูลก็จะเป็นแหล่งข่าว ทุกคนในที่นี้เคยเป็นแหล่งข่าวให้สัมภาษณ์นักข่าว แล้วก็เป็นผู้บริโภคข่าวด้วย เขามองว่า ณ วันนี้ อยากจะให้สื่อชัดเจนออกมาเนื่องจากเขาบอกว่าในช่วงหลังมันจะเห็นชัดเจนว่าสื่อจะมีรูปแบบการนำเสนอต่างๆ บางสื่อออกมาชัดเจน บางสื่อยังไม่ออกมาชัดเจน อันนั้นเขาบอกเขารู้สึกว่าดังนั้นการที่ออกมาชัดเจนก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะทำให้ประชาชนรู้ว่าเขากำลังอ่านสื่อไหนอยู่ ที่มีจุดยืนเรื่องนั้นอย่างไร” ผศ.ดร.วิไลวรรณ กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

‘ตรีนุช’มอบโล่ฯเด็กและเยาวชนดีเด่น และเด็กที่นำชื่อเสียงสู่ประเทศชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/635956

‘ตรีนุช’มอบโล่ฯเด็กและเยาวชนดีเด่น และเด็กที่นำชื่อเสียงสู่ประเทศชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวเนื่องในโอกาสเป็นประธานพิธีมอบโล่รางวัลแก่เด็กและเยาวชนดีเด่น เด็กและเยาวชนนำชื่อเสียงมาสู่ประเทศ ประจำปี 2565 ในส่วนกลาง จำนวน 195 คน ที่กระทรวงศึกษาธิการ เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า เด็กและเยาวชนคือทรัพยากรที่สำคัญของชุมชน สังคม และประเทศชาติที่พวกเขาเติบโตและอาศัยอยู่ เพื่อเป็นวันพรุ่งนี้สำหรับประชาชนทุกคน ด้วยเหตุนี้การส่งเสริมและสนับสนุนน้องๆที่สามารถเป็นแบบอย่างให้แก่เด็กและเยาวชนคนอื่นๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการศึกษา ซึ่งจะมีส่วนช่วยเติมเต็มให้เด็กๆ สามารถแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ รวมถึงมีการต่อยอดทักษะฝีมือของตนเองให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการและรัฐบาลได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่นไว้วางใจ หรือ “TRUST” ให้กับสังคม โดยมี “ผู้เรียน” คือ เด็กและเยาวชน “เป็นเป้าหมายของการพัฒนา” เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนการทำงานดังกล่าว อีกทั้ง ศธ.ได้มุ่งเน้น ทั้งในเรื่องของ “ความปลอดภัย” ไม่ว่าจะเป็นในมิติของกายภาพ หรือทางจิตใจ โดยมีกลไกในการป้องกัน ปลูกฝัง และปราบปราม ภัยคุกคามต่อตัวผู้เรียนในทุกรูปแบบ ซึ่งเชื่อมไปถึง “โอกาสในการเรียนรู้” เมื่อผู้เรียนมีความมั่นใจ เชื่อมั่นในมาตรการการสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษาแล้วการเรียนรู้ก็จะเกิดขึ้นได้ต่อไปอย่างไม่หยุดนิ่ง เปรียบได้ดั่งมี “วัคซีน” หรือภูมิคุ้มกันในการเรียนรู้ท่ามกลางภาวะวิกฤต เช่นเดียวกับเด็กและเยาวชนอีกหลายแสนคนที่มีโอกาสได้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาในห้วงเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เหล่านี้ก็เป็นผลจากการขับเคลื่อน และการทำงานหนักของกระทรวงศึกษาธิการที่มุ่งมั่นตั้งใจทำให้แก่น้องๆ ลูกๆ หลานๆ และประเทศไทยของเรา

ด้าน นายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ.  กล่าวเพิ่มเติมว่า พิธีมอบโล่รางวัลแก่เด็กและเยาวชนดีเด่น เด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ เป็นส่วนหนึ่งของการจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2565 เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนได้กระทำความดีในด้านต่างๆตามความรู้ ความสามารถ จนเกิดประโยชน์แก่ตนเอง สังคม และประเทศชาติซึ่งมีเด็กและเยาวชนที่ได้รับการคัดเลือก2 ประเภท ได้แก่ ประเภทแรกคือ เด็กและเยาวชนดีเด่นที่คัดเลือกจากที่มีความประพฤติดี เรียนดีมีคุณธรรม จริยธรรม มีความซื่อสัตย์ ขยัน ประหยัด กตัญญูช่วยเหลือพ่อแม่ผู้ปกครอง และอุทิศตนเพื่อส่วนรวม โดยผ่านการคัดเลือกจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร และองค์กรเอกชน 

ประเภทที่สองเด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ คัดเลือกจากเด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ ใน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านวิชาการ, ศิลปวัฒนธรรมและดนตรี, ทักษะฝีมือวิชาชีพ, กีฬาและนันทนาการ และด้านศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม รวมเด็กและเยาวชนที่ได้รับการคัดเลือกทั่วประเทศทั้ง2 ประเภท จำนวนทั้งสิ้น 874 คน

“ทั้งนี้เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)ดยความห่วงใยต่อเด็กและเยาวชนของคณะกรรมการจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ จึงได้กำหนดให้มีการมอบโล่รางวัลแก่เด็กและเยาวชนดีเด่น เด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ ออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนกลางกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้ดำเนินการจัดพิธีมอบโล่รางวัลให้แก่เด็กและเยาวชน ที่มีที่ตั้งสถานศึกษาอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ส่วนภูมิภาคได้มอบให้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเป็นผู้ดำเนินการจัดพิธีมอบโล่รางวัลให้แก่เด็กและเยาวชน โดยให้พิจารณาวันที่เหมาะสม และเป็นไปตามมาตรการและข้อกำหนดของแต่ละพื้นที่” ปลัด ศธ.  กล่าว

‘ครูโอ๊ะ’คาดกลางปีนี้ พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ ผ่าน กมธ.วิสามัญฯวาระ2-3

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/635952

'ครูโอ๊ะ'คาดกลางปีนี้ พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ ผ่าน กมธ.วิสามัญฯวาระ2-3

วันพุธ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 16.31 น.

“ครูโอ๊ะ”คาดกลางปีนี้ พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ ผ่าน กมธ.วิสามัญฯวาระ 2 และ 3 พร้อมมอบเลขาฯ กศน.คนใหม่ ผลักดันงานตาม 12 นโยบาย 7 วาระเร่งด่วน ของ”ตรีนุช”และ กศน.WOW

เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2565 นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้า พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. …. ว่า ขณะนี้ ทางคณะกรรมมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. …. ได้พิจารณาหลายมาตราแล้ว ขณะนี้พิจารณาถึงบทบาทหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้

ขณะเดียวกันตนได้มอบหมายให้ นายกลม รอดคล้าย ที่ปรึกษา รมช.ศธ.และนายพะโยม ชิณวงศ์ ประธานคณะทำงาน รมช.ศธ.ไปประชุมร่วมกับคณะกรรมการขับเคลื่อน กศน.ที่มี นายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ.เป็นประธาน เพื่อขับเคลื่อนงานต่างๆ ให้สอดรับกับกฎหมายฉบับนี้ และให้สอดรับกับกฎหมายลูก รวมถึงการปรับโครงสร้าง กศน.ที่ต่อไปจะถูกยกเป็นกรมส่งเสริมการเรียนรู้ด้วย หากได้ข้อสรุปแล้วจะนำเสนอให้ กมธ.วิสามัญฯ พิจารณาต่อไป

ทั้งนี้ กมธ.วิสามัญฯ ได้หารือกันอย่างกว้างขวางว่า ตามกฎหมายใหม่ กศน.จะถูกยกเป็น กรมส่งเสริมการเรียนรู้ แต่กรรมาธิการบางคนเสนอว่า ไม่อยากให้ใช้ชื่อนี้ เพราะหากใช้ชื่อกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ก็จะเป็นกรมอยู่แห่งเดียวให้ ศธ.จะสามารถเปลี่ยนเป็นสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ ให้มีชื่อคล้ายกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้หรือไม่ ซึ่งเราจะรับเรื่องไว้พิจารณาต่อไป ทั้งนี้ ในอนาคตอาจจะเปลี่ยนก็ได้ แต่หลักของกฎหมายที่ร่างไว้ให้ใช้เป็นชื่อนั้น ขึ้นอยู่กับเวลาลงมติ กมธ.วิสามัญฯ จะเห็นชอบให้คงชื่อเดิม หรือเปลี่ยนชื่อ

รมช.ศธ.กล่าวต่อว่า ตนจะผลักดันร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ให้ไปได้ไกลมากที่สุด และจะทำให้ดีที่สุด เพราะเป็นกฎหมายสำคัญที่มีประโยชน์ต่อการจัดการศึกษาในอนาคต คาดว่าภายในกลางปี 2565 นี้ พ.ร.บ.ฉบับนี้จะผ่านการพิจารณาในวาระ 2 และ 3

นางกนกวรรณ กล่าวต่อว่า ในฐานะที่ตนกำกับดูแล สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) จึงเน้นย้ำให้นายวัลลพ สงวนนาม เลขาธิการ กศน.คนใหม่ เร่งผลักดันงานของ กศน.หลายๆ เรื่อง เช่น ให้ดำเนินการตาม 12 นโยบาย และ 7 วาระเร่งด่วน (Quick Win) ของ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ.และพร้อมผลักดันนโยบายของตน ไม่ว่าจะเป็น กศน.WOW (6G) และงานเดิมที่ นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร ผู้ตรวจราชการ ศธ. อดีตเลขาธิการ กศน.ได้ทำไว้ ก็ขอให้สานต่อ ซึ่งนายวัลลพ ขอเวลาศึกษางาน 1 สัปดาห์ เพื่อที่จะขับเคลื่อนงานได้อย่างเต็มที่

“ดิฉันคาดหวังว่านายวัลลพ จะสามารถทำให้ กศน.เดินหน้าทำงานต่อไปได้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชน ทั้งนี้ ดิฉันได้มอบหมายให้นายวัลลพ เร่งผลักดันการสอบผู้อำนวยการ กศน.จังหวัด และผู้อำนวยการ กศน.อำเภอ ที่ว่างอยู่หลายตำแหน่ง โดยย้ำว่า ต้องให้โอกาสคน กศน.แข่งขันกันเองก่อน แล้วค่อยรับโอนจากหน่วยงานอื่นเข้ามา เพราะขวัญกำลังใจคนใน กศน.ต้องมาก่อน เชื่อว่านายวัลลพ จะสามารถขับเคลื่อนงานที่ได้รับมอบหมายไปอย่างรวดเร็ว เพราะเคยดูแลด้านงานบุคคลมาก่อน” นางกนกวรรณ กล่าว