‘มท.1’ สั่งทุกจงหวัด คิกออฟ รณรงค์ลดอุบัติเหตุทางข้าม 21-25 ก.พ.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/635902

‘มท.1’ สั่งทุกจงหวัด คิกออฟ รณรงค์ลดอุบัติเหตุทางข้าม 21-25 ก.พ.นี้

วันพุธ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 14.00 น.

‘มท.1’ สั่งทุกจังหวัดคิ้กออฟจัดกิจกรรมรณรงค์ลดอุบัติเหตุบริเวณทางข้าม 21–25 ก.พ.นี้ เข้มบังคับใช้กม. เอาผิดพวกฝ่าฝืนเจอโทษหนัก-ปรับปรุงพื้นผิวทางข้าม เล็งทำต่อเนื่องทุกเดือน สร้างจิตสำนึกการใช้รถ-ถนน 

16 กุมภาพันธ์ 2565 พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานกรรมการและผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน เปิดเผยว่า จากกรณีเกิดเหตุรถจักรยานยนต์ชนคนเดินข้ามถนนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตบริเวณทางข้ามเมื่อช่วงปลายเดือนม.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนแห่งชาติ ซึ่งมีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้มีมติให้ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดทั่วประเทศ เร่งสร้างกระแสการรับรู้และสร้างความปลอดภัยทางถนน โดยเฉพาะผู้ขับขี่ให้มีจิตสำนึกและตระหนักถึงความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้นจากการขับรถที่ไม่มีวินัยและไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด

พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวต่อว่า เพื่อให้เกิดการสร้างกระแสการรับรู้ และสร้างความตระหนักด้านความปลอดภัยทางถนนให้เกิดขึ้นกับสังคมไทยอย่างมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน จึงได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัด จัดกิจกรรมสัปดาห์การรณรงค์ ภายใต้ชื่อ “การรณรงค์เพื่อลดอุบัติเหตุบริเวณทางข้าม” ในระหว่างวันที่ 21-25 ก.พ.นี้ ด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบดำเนินคดีกับผู้ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎหมายให้ได้รับโทษสูงสุด เพื่อให้ผู้ขับขี่เคร่งครัดในการปฏิบัติตามกฎหมาย เป็นต้น และเร่งทำการปรับปรุงบริเวณทางข้ามให้มีความปลอดภัย อาทิ การตีเส้นชะลอความเร็วก่อนถึงทางข้าม การจัดทำเครื่องหมายจราจรบนพื้นผิวถนนให้มีความชัดเจน จัดทำป้ายเตือนและป้ายสัญลักษณ์ให้ผู้ขับขี่และผู้ข้ามถนนเห็นได้ชัดเจน

รมว.มหาดไทย กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ให้มีการจัดกิจกรรมรณรงค์ในสถานศึกษาเพื่อให้มีความปลอดภัย โดยเฉพาะทางข้ามบริเวณโรงเรียน และรณรงค์สร้างจิตสำนึกให้ผู้ขับขี่ลดความเร็วในเขตชุมชน สถานศึกษา สถานพยาบาล ด้วยการชะลอความเร็วในที่คับขันที่มีการจราจรพลุกพล่านหรือมีสิ่งกีดขวาง ทางร่วม ทางแยก ทางข้ามหรือทางม้าลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การหยุดให้คนข้ามในทางข้ามหรือทางม้าลาย” ตลอดจนสร้างความตระหนักถึงความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นจากการขับรถที่ไม่มีวินัยและไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร ทั้งนี้ ให้มีการจัดกิจกรรมรณรงค์อย่างต่อเนื่องทุกเดือน โดยกำหนดให้วันที่ 21 ของทุกเดือนเป็นเป้าหมายในการรณรงค์

“ได้เน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด สั่งการและบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ รณรงค์เพื่อลดอุบัติเหตุบริเวณทางข้าม ซึ่งถือว่าเป็นบริเวณที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับประชาชนในการใช้ข้ามถนน อย่างจริงจังและต่อเนื่อง ด้วยการสร้างจิตสำนึก ทำให้คนที่ใช้รถใช้ถนนมีความตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย มีวัฒนธรรม มีจิตวิญญาณการใช้รถใช้ถนนที่รับผิดชอบต่อสังคม และขณะเดียวกันหน่วยงานที่รับผิดชอบตามอำนาจหน้าที่ต้องเร่งปรับปรุงพื้นผิวจราจร ทั้งเครื่องหมาย ป้ายเตือน สัญลักษณ์ต่าง ๆ ให้สามารถเห็นได้ชัดเจน โดยอาจพิจารณานำเทคโนโลยีมาใช้ในการติดตามผู้ฝ่าฝืนกระทำความผิด และต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น จริงจัง ใช้ยาแรง คือ ผู้ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายจราจร ต้องได้รับโทษสูงสุด” พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว

มธ.ยืนหนึ่ง 4 ปีติดคว้ารางวัล ‘Friendly Design Awards 2022’ ทุกพื้นที่เป็นมิตรกับคนพิการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/635675

มธ.ยืนหนึ่ง 4 ปีติดคว้ารางวัล ‘Friendly Design Awards 2022’ ทุกพื้นที่เป็นมิตรกับคนพิการ

วันอังคาร ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 20.00 น.

มธ.คว้ารางวัล ‘Friendly Design Awards 2022’ จากมหกรรมอารยสถาปัตย์ฯ ระดับชาติ เป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน รองอธิการบดีฯ ยืนยันทุกพื้นที่เป็นมิตรกับคนทั้งมวล ทั้งอาคารเรียน ลิฟต์ ที่จอดรถ ห้องน้ำ ถนน รถสาธารณะ ฯลฯ พร้อมเดินหน้าจัดทำ Guiding Block บนทางเท้าแบบ 100% ด้าน “รศ.เกศินี” ระบุ การออกแบบที่เอื้อต่อการศึกษา สะท้อนผ่านผลการเรียนนักศึกษาพิการดีขึ้น

15 ก.พ.65  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ได้รับเลือกให้เป็น “องค์กรส่งเสริมอารยสถาปัตย์แห่งปี” (Tourism for All) จากมหกรรมอารยสถาปัตย์และนวัตกรรมสุขภาพเพื่อคนทั้งมวล ครั้งที่ 5 พ.ศ. 2565  (Thailand Friendly Design Expo 2022) โดยสามารถคว้ารางวัล Friendly Design Awards 2022 ในฐานะองค์กรที่มีความโดดเด่นด้านการส่งเสริมและสร้างอารยสถาปัตย์ เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้อย่างเท่าเทียม เป็นมิตรกับคนทั้งมวล ซึ่งนับเป็นปีที่ 4 ติดต่อกันที่ได้รับรางวัลดังกล่าว

รศ.ดร.ชุมเขต แสวงเจริญ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์รังสิตด้านกายภาพ มธ. เปิดเผยว่า ในฐานะมหาวิทยาลัยเพื่อประชาชนที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน มธ.ได้เปิดโอกาสให้คนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงการศึกษาได้ หนึ่งในนั้นคือการให้โควต้าพิเศษแก่นักศึกษาพิการในรูปแบบการรับตรง โดยกำหนดสัดส่วนไว้ที่คณะละ 1% สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เป้าหมายที่ 10 เรื่องการลดความไม่เสมอภาคภายในประเทศและระหว่างประเทศ (Reduce inequality within and among countries) ด้วย

รศ.ดร.ชุมเขต กล่าวว่า นอกเหนือจากการเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงการศึกษาอย่างเสมอภาค และการให้บริการทางวิชาการ มธ.ยังเดินหน้าในการปรับปรุงอาคารสถานที่ ตลอดจนการสร้างอารยสถาปัตย์ต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกและปลดล็อกข้อจำกัดของนักศึกษาพิการ ซึ่งจะเอื้อต่อการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น

รศ.ดร.ชุมเขต กล่าวอีกว่า บนเนื้อที่ของมหาวิทยาลัยทั้งหมด 1,200 ไร่ เป็นที่ตั้งของอาคารเกือบ 100 แห่ง โดยปัจจุบันทุกอาคารจะมีทางลาดสำหรับรถวีลแชร์ มีลิฟต์ ห้องน้ำ ที่จอดรถ สำหรับนักศึกษาพิการ ขณะที่ถนนภายในมหาวิทยาลัยก็มีการติดตั้งสัญญาณเตือนสำหรับนักศึกษาหูหนวก ตาบอด ซึ่งนับเป็นสถาบันการศึกษาแห่งแรกในประเทศไทยที่มีการติดตั้งระบบนี้ ส่วนหอพักนักศึกษา มธ.ได้ออกแบบขึ้นมาเป็นพิเศษภายใต้มาตรฐานสากล เช่นเดียวกับสถานที่ออกกำลังกาย อาทิ ฟิตเนส หน้าผาจำลอง สระว่ายน้ำ ก็มีการออกแบบไว้ให้นักศึกษาพิการเข้าถึงได้ทั้งหมด ขณะที่การเดินทางในมหาวิทยาลัยก็มีการติดตั้งทางลาด(Ramp) ในรถโดยสารพลังงานไฟฟ้าทุกคัน

“ขณะนี้เราอยู่ระหว่างการปรับปรุงทางเท้าทั้งหมด ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย โดยจะจัดทำเป็นพื้นผิวสำหรับนำทาง (Guiding Block) สำหรับนักศึกษาพิการทางสายตาเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยมากยิ่งขึ้น โดยปัจจุบันได้ดำเนินการไปแล้วส่วนหนึ่ง แต่จะขยายเพิ่มให้ได้ 100%” รศ.ดร.ชุมเขต กล่าว

รองอธิการบดี มธ. กล่าวอีกว่า โครงสร้างขั้นพื้นฐานและอาคารที่เอื้อต่อการใช้ประโยชน์สำหรับผู้พิการส่งผลโดยตรงกับผลการเรียนของนักศึกษา โดยปัจจุบัน มธ. มีนักศึกษาพิการรวมทั้งสิ้น 75 ราย ซึ่งหากย้อนกลับไปในอดีตเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน หรือใน พ.ศ. 2548 มีการสำรวจพบว่านักศึกษาพิการมีผลการเรียนอยู่ในระดับต่ำ แต่หลังจากมีการปรับปรุงสถานที่เรื่อยมาก็พบว่าผลการเรียนเฉลี่ยของนักศึกษาพิการดีขึ้นเรื่อยๆ โดย 80% ของนักศึกษาพิการสำเร็จการศึกษาและมีงานทำ

รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดี มธ. กล่าวว่า จากข้อมูลสถานการณ์ผู้พิการในปี 2563 พบว่าปัจจุบันประเทศไทยมีผู้พิการ 2.05 ล้านคน ในจำนวนนี้เกือบครึ่งหนึ่ง หรือ 49.61% เป็นผู้พิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกาย โดยตัวเลขที่น่าสนใจก็คือ จากกว่า 2 ล้านคนข้างต้น พบว่ามีเพียง 21,980 คน เท่านั้นที่สำเร็จการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ขณะที่จบชั้นมัธยมศึกษาเพียง 172,780 คน

รศ.เกศินี กล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้การศึกษาของผู้พิการไม่ดี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการออกแบบที่ไม่เอื้อให้เข้าถึงการศึกษา เช่น การไม่มีทางเท้า การไม่มีทางลาด การไม่มีลิฟต์ ฯลฯ ตลอดจนความพร้อมของอุปกรณ์ สื่อการเรียนการสอน ความเข้าใจของบุคลากร ฉะนั้นสถานศึกษาทุกระดับจำเป็นต้องคำนึงถึงเรื่องนี้ สำหรับ มธ. ได้จัดสรรงบประมาณมากกว่า 10ล้านบาทต่อปี เพื่อปรับปรุงอาคารสถานที่ ซึ่งที่สุดแล้วทำให้ผลการเรียนของนักศึกษาพิการดีขึ้นเรื่อยๆ จนปัจจุบันอยู่ในระดับดีเยี่ยม นักศึกษาจำนวนมากจบการศึกษาออกไปในระดับเกียรตินิยม

“มหาวิทยาลัยได้พัฒนาให้นักศึกษาพิการเป็น Change Agent หรือผู้ที่ส่งเสริมและสนับสนุนความเปลี่ยนแปลง คือไม่ได้รอรับการสงเคราะห์เพียงอย่างเดียว ซึ่งทุกวันนี้นักศึกษาพิการหลายคนจบการศึกษาไปเป็นทั้งอาจารย์มหาวิทยาลัย นักกฎหมาย ผู้ประกาศข่าว หรือข้าราชการในกระทรวงต่างๆ ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า มธ. ไม่เพียงทำให้นักศึกษาพิการได้รับโอกาสทางการศึกษา แต่ยังสร้างบัณฑิตให้เป็นผู้นำความเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้อย่างแท้จริง” รศ.เกศินี กล่าว -001

คลอดแล้ว! ‘ตรีนุช’เปิด 4 แนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินครู 9 แสนคน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/635762

คลอดแล้ว! 'ตรีนุช'เปิด 4 แนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินครู 9 แสนคน

วันอังคาร ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 17.32 น.

“ตรีนุช”แถลง 4 แนวทาง แก้ไขปัญหาหนี้ครู 9 แสนคน ดึงสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 70 แห่งร่วมโครงการ เฟสแรกลดดอกเบี้ยเงินกู้ลง

เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.)  แถลงข่าวความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา  ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา และประกาศไว้ว่าปี 2565 เป็นปีแห่งการแก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือน โดยนายกฯ ได้มอบหมายให้นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มาดูแลแก้ไขปัญหานี้สินประชาชนรายย่อย ซึ่งในส่วนของ ศธ.ก็รับนโยบายมาเร่งดำเนินการแก้ปัญหาหนี้สินครูตั้งแต่ต้น โดยพบว่าครูมีหนี้สินกว่า 1.4 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้รวมครูที่เกษียณฯและครูที่ยังทำการสอนอยู่กว่า 900,000 คน ที่มีปัญหาหนี้ โดยศธ.ได้เร่งแก้ไขปัญหาหนี้ครูให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า ศธ.เห็นว่าครูเป็นส่วนสำคัญที่จะพัฒนาการศึกษาให้กับเยาวชน แต่ปัญหาหนี้สินเป็นปัญหาที่สร้างความกังวลให้กับครูและครอบครัว จึงอยากสร้างขวัญกำลังใจให้ครู ขณะนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม ดังนั้น จะทำอย่างไรให้ครูที่เป็นหนี้ได้มีทางออกและมีกำลังใจในการทำงานพัฒนาการศึกษา โดยศธ.ได้ตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยมีนายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธาน และมีนายสุทิน แก้วพนา รองปลัด​ศธ. เข้ามาช่วยดูแลเรื่องดังกล่าว

“เบื้องต้นคณะกรรมการแก้ไขปัญหานี้สินครูฯ ได้ออก 4 มาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินครู โดยเฟสแรก ดังนี้ 1.การลดดอกเบี้ยเงินกู้ลงโดยเปิดโครงการแก้ไขปัญหานี้สินครู ให้สหกรณ์ออมทรัพยครู ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ครูรายใหญ่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งขณะนี้มีสหกรณ์ออมทรัพยครูทั่วประเทศ จำนวน 108 แห่ง มีสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 70 แห่ง เข้าร่วมโครงการแก้ปัญหาหนี้สินครูฯ และเร่งปรับอัตราดอกเบี้ยลงตั้งแต่ 0.05%-1.0% และพบว่าในจำนวนนี้มีสหกรณ์จำนวน 11 แห่ง ที่ปรับลดดอกเบี้ยต่ำกว่า 5% แล้ว โดยขณะนี้ครูที่ได้รับประโยชน์กว่า 460,000 คน และจะเร่งขยายผลให้ครอบคลุมทั่วประเทศในเฟสถัดไป 2.นายสุพัฒนพงษ์​ ได้เป็นตัวกลางในการประสานขอความร่วมมือกับธนาคารออมสิน เพื่อขอให้ชะลอการดำเนินคดีทางกฎหมายกับกลุ่มครู ซึ่งจะมีครูได้รับประโยชน์กว่า 25,000 คน และเป็นที่ทราบดีว่าครูมีหนี้หลายด้าน ระบบการพิจารณาอนุมัติเงินกู้นั้นยังไม่เป็นระบบที่เชื่อมโยง ศธ.จึงร่วมมือกับบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) เพื่อเชื่อมต่อระบบข้อมูล และเพื่อควบคุมยอดหนี้ของครูแต่ละคนไม่ให้มากกว่า 70% ของรายได้ ให้ครูมีเงินเหลือใช้จ่ายได้ 30% ของเงินเดือน หากตรวจพบว่าครูต้องการกู้เงินเพิ่มเติมแต่ถ้ามีหนี้รวมมากกว่า 70% แล้ว ก็จะไมได้รับอนุมัติให้กู้เพิ่ม” น.ส.ตรีนุช กล่าว

รมว.ศธ.กล่าวว่า 3.จัดตั้งสถานีแก้หนี้ ระดับเขตและระดับจังหวัด โดยสถานีแก้หนี้ในระดับเขต จะมีผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) เป็นประธานเข้ามาช่วยเจรจาไกล่เกลี่ย ประนอมหนี้และปรับโครงสร้างนี้ ส่วนในระดับจังหวัด จะมีผู้ว่าราชการจังหวัดหรือรองผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานมาช่วยดูแลปัญหาหนี้สินให้ครู นอกจากนี้ ได้หารือเรื่องการปรับโครงสร้างหนี้ โดยจะไปดูระเบียบต่าง ๆว่าจะสามารถนำเงินบําเหน็จตกทอดต่าง ๆมาลดเงินต้น หรือลดหนี้ได้หรือไม่ หรือจะสามารถนำเงินโครงการสวัสดิการเงินกู้การฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) มาใช้เป็นตัวค้ำประกันหนี้ได้หรือไม่ และ 4.การให้ความรู้ด้านการเงินให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยประสานงานกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาให้ความรู้ทางการเงินแก่ครูเพื่อให้สามารถวางแผนการเงินได้อย่างเป็นระบบมากยิ่งขึ้น

“เมื่อวันที่ 14 ก.พ. ที่ผ่านมา ศธ.เปิดโครงการ “สร้างโอกาสใหม่ให้ครูไทย” โดยเปิดให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา เข้ามาลงทะเบียน ผ่านออนไลน์ เพื่อแจ้งความประสงค์ในการเข้าสู่กระบวนการแก้ปัญหาหนี้ พบว่ามีครูสนใจเข้ามาลงทะเบียนไม่น้อยกว่า 7,364 คนแล้ว ซึ่ง ศธ.จะจัดแยกข้อมูลเพื่อเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินครูในภาพรวมอย่างเป็นระบบ ซึ่งก็ยอมรับว่ามีแนวทางแก้ไขปัญหาหลายเรื่อง แต่มีข้อระเบียบต่างๆขณะนี้ ศธ.อยู่ระหว่างแก้ไขปลดล็อกระเบียบต่างๆเพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูต่อไป” น.ส.ตรีนุช กล่าว

‘นายกฯ’พอใจแก้หนี้ครู สั่งศึกษาแนวทางทุกกลุ่มครัวเรือน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/635699

‘นายกฯ’พอใจแก้หนี้ครู สั่งศึกษาแนวทางทุกกลุ่มครัวเรือน

วันอังคาร ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 15.27 น.

‘นายกฯ’พอใจแก้หนี้ครู สั่งศึกษาแนวทางทุกกลุ่มครัวเรือน

เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2565 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและกลาโหม กล่าวถึงปัญหาหนี้ ครูซึ่งนายกฯ ติดตามความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหานี้ครู โดยได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการ ซึ่งก็เป็นที่น่าพอใจมีการแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรมและมีต้นแบบที่ชัดเจน รวมถึงการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน ซึ่งนายกฯได้สั่งการให้ศึกษาแนวทางในการแก้ปัญหาให้กับทุกกลุ่มและดำเนินการให้เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน

‘ในหลวง-พระราชินี’เสด็จฯวันมาฆบูชา เชิญชวนประชาชนเฝ้ารับเสด็จฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/635680

'ในหลวง-พระราชินี'เสด็จฯวันมาฆบูชา เชิญชวนประชาชนเฝ้ารับเสด็จฯ

วันอังคาร ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 14.53 น.

เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2565 เพจเฟซบุ๊ก “เฉลิมพระเกียรติองค์ราชัน เฉลิมพระขวัญองค์ราชินี” รายงาน ว่า วันพุธที่ 16 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 17.00 น.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะเสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง พร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา , สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา , สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร และ เจ้าคุณพระสินีนาฏ พิลาสกัลยาณี จากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปยังพระบรมมหาราชวัง ในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลมาฆบูชา พุทธศักราช 2565

ในโอกาสนี้ ขอเชิญชวนพสกนิกรชาวไทย เข้าเฝ้าฯ รับเสด็จ และชื่นชมพระบารมี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ บริเวณโดยรอบพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง และบริเวณตลอดทางเสด็จพระราชดำเนิน โดยพร้อมเพรียงกัน

ทั้งนี้ คณะบุคคลและประชาชนที่เดินทางไปเข้าเฝ้าฯ รับเสด็จ โปรดแต่งกายสุภาพ และต้องผ่านจุดคัดกรอง ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันไทยชนะ ล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ เว้นระยะห่างทางสังคม และใส่หน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยตลอดระยะเวลา เพื่อให้เป็นไปตามมาตรการรักษาความปลอดภัยและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) อย่างเคร่งครัด

สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระคติธรรม เนื่องในวันมาฆบูชา 2565

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/635670

สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระคติธรรม เนื่องในวันมาฆบูชา 2565

วันอังคาร ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 14.39 น.

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2565 เนื่องในวันมาฆบูชา 16 กุมภาพันธ์ 2565 เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระคติธรรม ความว่า

“ดีถีมาฆบูชา อันเป็นวันจาตุรงคสันนิบาต ได้เวียนมาบรรจบอีกคำรบหนึ่งแล้ว ดิถีเช่นนี้เมื่อกว่าสองพ้นห้าร้อยปีก่อน สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ประทานหลักการอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาไว้ ๓ ประการ ได้แก่ การไม่กระทำบาปทั้งปวง การทำกุศลให้ถึงพร้อม และการทำจิตให้บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว

‘จิต’ เป็นสภาพรู้ที่ปรากฏมีอยู่ในทุกชีวิตซึ่งมีสภาพธรรมอีกประเภทหนึ่งเรียกว่า ‘เจตสิก’ เกิดร่วมด้วย เจตสิกกลุ่มที่เรียกว่า ‘สังขาร’ อาจปรุงแต่งให้จิตเป็นไปในทางสามฝ่าย กล่าวคือ ฝ่ายดี ฝ่ายเลว และฝ่ายที่เป็นกลาง การจะทำจิตให้ผ่องแผ้วได้ตามหลักการอันเป็นหัวใจของพระศาสนา จำเป็นต้องเริ่มขัดเกลาตนเองให้มีปรกติอดทนอดกลั้นที่จะไม่ทำบาป พอใจขวนขวายที่จะทำบุญ คือการบำเพ็ญทาน รักษาศีล และเจริญภาวนาอยู่เสมอ เพื่อฝึกจิตให้โน้มน้าวไปสู่วิถีสะอาด คอยชำระซักฟอกไปจนกว่าธุลีแห่งความมัวหมองจะลบเลือนหายไป

ทำให้เข้าถึงสภาวะอันผ่องแผ้วด้วยจิตฝ่ายดี มีกุศลจิตเป็นเนืองนิตย์ การฝึกจิตอยู่เสมอ จะเป็นเหตุปัจจัยนำมาซึ่งความหลุดพ้นจากห้วงทุกข์ ถึงแม้ยังดำเนินไปไม่ถึงที่สุดในฝ่ายคดีธรรม แต่ก็ย่อมยังอำนวยประโยชน์สุขในฝ่ายคดีโลก คือทำให้ผู้ฝึกจิตเป็นสุจริตชน มีการงานสะอาดปราศจากโทษ มีใจสงบระงับ ไม่ต้องกลัวโทษทัณฑ์จากกฎหมายบ้านเมือง ทั้งยังเป็นเครื่องประคับประคองจิตให้ไม่เดือดร้อนต่อโลกธรรม ไม่แสดงอาการขึ้นลง เมื่อประสบกับการมีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ สรรเสริญ นินทา สุข และทุกข์ รวมความได้ว่าจิตที่ผ่องแผ้ว ต้องเกิดจากการฝึก เมื่อฝึกแล้วจิตก็จะมั่นคงไม่หวั่นไหว สมตามพระพุทธานุศาสนีที่ว่า ‘จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหา’ ความว่า ‘จิตที่ฝึกดีแล้ว นำสุขมาให้’ ด้วยประการฉะนี้

ขอพระสัทธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงดำรงมั่นอยู่ในโลกนี้ตลอดกาลนาน และขอพุทธบริษัททั้งหลาย จงพร้อมเพรียงกันศึกษาพระสัทธรรมนั้น เพื่อบรรลุถึงความงอกงามไพบูลย์ยิ่ง ๆ ขึ้นสืบไป เทอญ.”

โพลเผยโควิดทำให้คนทำบุญน้อยลง ส่วนใหญ่ไม่ทราบ-ไม่สนใจ’มาฆบูชานิวนอร์มอล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/635575

โพลเผยโควิดทำให้คนทำบุญน้อยลง ส่วนใหญ่ไม่ทราบ-ไม่สนใจ'มาฆบูชานิวนอร์มอล'

วันอังคาร ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 08.21 น.

กรุงเทพโพลล์โดยมหาวิทยาลัยกรุงเทพสำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่อง “ชาวพุทธกับการไปวัดในวันมาฆบูชา” โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,142 คน พบว่า ชาวพุทธส่วนใหญ่ร้อยละ 63.5 เห็นว่าจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้ไปเข้าวัดทำบุญน้อยลง ขณะที่ร้อยละ 35.6 ยังไปเหมือนเดิม และร้อยละ 0.9 ทำให้ไปมากขึ้น

เมื่อถามว่าอยากไปเข้าวัดเพื่อทำกิจกรรมทางพุทธศาสนา ในวันมาฆบูชาที่จะถึงนี้หรือไม่ ส่วนใหญ่ร้อยละ 65.3 ยังไม่อยากไป หลีกเลี่ยงคนเยอะ กลัวโควิด-19 ขณะที่ร้อยละ 34.7 อยากไป

สำหรับกิจกรรมทางพุทธศาสนาที่อยากทำในวันมาฆบูชาพบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 88.2 อยากทำบุญ ตักบาตร ถวายสังฆทาน รองลงมาร้อยละ 43.3 อยากไปเวียนเทียน ร้อยละ 24.4 อยากไปฟังเทศน์ ฟังธรรม ร้อยละ 22.0 อยากไปสวดมนต์ นั่งสมาธิ และร้อยละ 15.0 อยากไปปล่อยนก ปล่อยปลา ไถ่ชีวิตโคกระบือ

เมื่อถามว่าทราบหรือไม่ว่าวันมาฆบูชา 2565 มีการทำบุญยุค New Normal โดยผ่านระบบ http://www.เวียนเทียนออนไลน์.com และ http://www.ปฏิบัติธรรมออนไลน์.com ส่วนใหญ่ร้อยละ 55.6 ไม่ทราบ ขณะที่ร้อยละ 44.4 ทราบ

ทั้งนี้เมื่อถามต่อว่าสนใจการทำบุญยุค New Normal ในวันมาฆบูชา 2565 ผ่านระบบ http://www.เวียนเทียนออนไลน์.com และ http://www.ปฏิบัติธรรมออนไลน์.com หรือไม่ ในช่วงของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด -19 ส่วนใหญ่ร้อยละ 80.9 ไม่สนใจ ขณะที่ร้อยละ 19.1 สนใจ.

นศ. มจธ. สร้าง ‘กำแพงกันคลื่นแบบลอยตัว’ ลดแรงคลื่นน้ำจากยานยนต์ช่วงน้ำท่วม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/635442

นศ. มจธ. สร้าง ‘กำแพงกันคลื่นแบบลอยตัว’  ลดแรงคลื่นน้ำจากยานยนต์ช่วงน้ำท่วม

วันอังคาร ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ทีมนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) นำหลักการของ กำแพงกันคลื่น อุปกรณ์ติดตั้งริมทะเลเพื่อลดพลังงานของคลื่นที่พัดเข้ามากัดเซาะชายฝั่ง มาพัฒนาเป็น “กำแพงกันคลื่นแบบลอยตัว” ที่สามารถลดแรงของคลื่นน้ำที่เกิดจากการวิ่งของยานยนต์บนถนนที่ถูกน้ำท่วมได้ถึง 42.7 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงจุดเด่นที่เหนือกว่าการกันคลื่นด้วยแผงกั้นแบริเออร์หลายประการ

ผลงาน “โมดูลซับแรงกระแทกน้ำจากการขับรถในช่วงสถานการณ์น้ำท่วม” ของ 3 นักศึกษาวิศวกรรม มจธ. ได้แก่ นายวชิรวิทย์ รางแดง นักศึกษาชั้นปีที่ 4 นางสาวรุ่งอรุณ คุณสมิตปัญญา นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ภาควิศวกรรมไฟฟ้านายปภังกร สุขเพ็ญ  นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ภาควิศวกรรมไฟฟ้า ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จากการประกวดโครงงานสิ่งประดิษฐ์ Ford+ Innovator Scholarship 2021 ซึ่งเป็นเวทีประกวดโครงงานสิ่งประดิษฐ์ ในหัวข้อ นวัตกรรมพลังบวกเพื่อโลกที่น่าอยู่ (Plus For A Better World Challenge) ซึ่งในช่วงนั้นมีข่าวและคลิปต่างๆที่สื่อถึงความทุกข์ของคนริมถนน ทั้งผู้ที่พักอาศัยในอาคารบ้านเรือนและร้านค้า รวมถึงผู้คนที่เดินสัญจรไป-มา ซึ่งนอกจากน้ำท่วมขังที่ต้องเผชิญแล้ว ยังต้องรับมือกับคลื่นน้ำ ที่เกิดจากการวิ่งของรถที่ซัดเข้ามาสร้างความเสียหายทั้งกับร่างกายและทรัพย์สิน ด้วยเหตุนี้ทางทีมต้องการจะออกแบบกำแพงกันคลื่นที่สามารถลดพลังของคลื่นน้ำจากยานยนต์บนถนนที่มีประสิทธิภาพดีกว่าการกั้นคลื่นด้วยแผงกั้นแบริเออร์สีส้ม โดยโจทย์คือกำแพงกันคลื่นนี้จะต้องมีความโดดเด่นในเชิงความคิดสร้างสรรค์ สามารถพิสูจน์ประสิทธิภาพได้ในเชิงวิศวกรรม และมีความเป็นไปได้ในการนำไปผลิตใช้งานได้จริง

เนื่องจากระดับน้ำท่วมบนถนนแต่ละเส้น หรือในแต่ละวัน จะไม่เท่ากันจึงเลือกออกแบบโดยใช้วัสดุที่ความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำ โดยใช้การสวมเข้าไปบนเสาเหล็กกันสนิมที่ตั้งอยู่บนตัวฐานที่มีน้ำหนัก และออกแบบให้ส่วนรับคลื่นมีความโค้งเหมือนตัวอักษร C ที่จะช่วยลดและเปลี่ยนทิศทางของมวลน้ำที่เข้ามา ซึ่งออกแบบให้มีระยะห่างระหว่างตัวเสากับตัวกำแพงเล็กน้อย ทำให้นอกจากการขยับขึ้นลงได้ตามระดับน้ำ ณ เวลานั้นแล้ว ยังสามารถขยับไปทางด้านหน้า ด้านหลัง เพื่อสร้างคลื่นมาสวนกับคลื่นจากยานยนต์ ทำให้กำแพงกันคลื่นแบบลอยตัวของเรานอกจากสามารถลดแรงของคลื่นได้แล้วยังสามารถสะท้อนและหักล้างพลังของคลื่นลูกใหม่ที่จะเข้ามาได้อีกด้วยเมื่อเปรียบเทียบกับแผงกั้นแบริเออร์สีส้มแล้ว อุปกรณ์นี้มีขนาดที่เล็กกว่า และน้ำหนักที่เบากว่า คือ มีน้ำหนักเพียง 15 กิโลกรัม ทำให้ง่ายต่อการขนย้ายและจัดเก็บ รวมถึงความสูงของแผ่นที่ปรับขึ้นลงได้ ตั้งแต่ 20 เซนติเมตร ถึง 1 เมตร หากน้ำท่วมไม่สูงก็สามารถปรับระดับความสูงให้เหมาะสมได้ คนสัญจรไป-มาสามารถก้าวข้ามกำแพงกันคลื่นนี้ได้เลย เนื่องจากรูปแบบคลื่นที่เกิดจากยานพาหนะต่างๆ จะมีลักษณะใกล้เคียงกันดังนั้นนอกจากกำแพงกันคลื่นแบบลอยตัวจะใช้ได้จริงกับช่วงน้ำท่วมแล้ว ยังสามารถนำไปใช้ติดตั้งตามแนวคูคลอง เพื่อการลดแรงของคลื่นที่เกิดจากเรือที่ผ่านไป-มาได้อีกด้วย

ม.นเรศวร วิจัย พัฒนาเครื่องออกกำลังกาย และแอปพลิเคชั่นเกมสำหรับผู้สูงอายุ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/635440

ม.นเรศวร วิจัย พัฒนาเครื่องออกกำลังกาย  และแอปพลิเคชั่นเกมสำหรับผู้สูงอายุ

วันอังคาร ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุเมธ เหมะวัฒนะชัย อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวถึงงานวิจัยเครื่องออกกำลังกาย และวัดความแข็งแรงพร้อมแอปพลิเคชั่นเกมสำหรับผู้สูงอายุว่า เมื่อผู้สูงอายุเริ่มมีอายุมากขึ้น การทำงานในระบบต่างๆ ของร่างกาย รวมทั้งระบบกระดูกและกล้ามเนื้อจะเริ่มเสื่อมลง ส่งผลต่อการดำเนินชีวิต ไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ จากเหตุผลดังกล่าว คณะผู้วิจัยจึงได้พัฒนาเครื่องออกกำลังกาย สำหรับบริหารกล้ามเนื้อส่วนลำตัว หรือ Trunk muscle exercise machine (TMx ) โดยมีส่วนประกอบหลายส่วน เช่น 1) แผ่นปรับมุม,2) Rotary Encoder, 3) Microcontroller, 4) โหลดเซลล์และชุดสปริง,5) เบาะรองนั่ง และ 6) ก้านจับ เป็นต้น โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (ววน.)

หลักการทำงานของเครื่อง คือ ก้านจับจะสามารถยึดติดกับแผ่นปรับมุมที่องศาต่างๆ ตามต้องการ ด้วยการ ยึดหมุดเข้ากับรูที่แผ่นปรับมุมตามโหมดการออกกำลังกาย โดยเมื่อผู้ใช้ดันก้านหมุนไปข้างหน้า หรือดึงก้านหมุนมาด้านหลัง จะทำให้แผ่นหมุนซึ่งเชื่อมต่อกับกลไกสายสลิงมีการหมุนตาม ทำให้สายสลิงดึงชุดสปริงให้ยืดขึ้น ซึ่งเป็นแรงต้านระหว่างการออกกำลังกาย โดยปลายอีกด้านของชุดสปริงมีการยึดติดกับโหลดเซลล์ เพื่อใช้วัดแรง นอกจากนี้มุมของแผ่นหมุนที่หมุนไปจะมีการวัดด้วยเซ็นเซอร์วัดมุม (Rotary encoder) ทำให้ระบบสามารถรับรู้ว่าผู้ใช้งานดันก้านจับไปที่มุมเท่าไร โดยตัวเครื่องสามารถรับน้ำหนักได้ถึง 100 กิโลกรัม

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุเมธ กล่าวด้วยว่า ได้พัฒนาแอปพลิเคชั่นเกม สำหรับการใช้งานกับเครื่องออกกำลังกายกล้ามเนื้อส่วนลำตัว (TMx) ซึ่งสามารถใช้งานได้ผ่านคอมพิวเตอร์ และ ผ่านสมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ โดยเกมที่พัฒนาขึ้นช่วยให้ผู้สูงอายุรู้สึกสนุกกับการออกกำลังกาย สามารถแข่งขันกับเพื่อนผ่านระบบอินเตอร์เนตได้ด้วย โดยเมื่อเล่นเกมด้วยเครื่องนี้จบด่านจะมีหน้าจอแสดงผลพลังงานที่ใช้ระหว่างการออกกำลังกาย เพื่อจูงใจให้ผู้สูงอายุหันมาออกกำลังกายมากขึ้น

ขณะนี้มีการทดสอบการใช้เครื่อง โดยนิสิตจากคณะวิทยาศาสตร์การแพทย์เข้ามาทดลองและวิจัยเพิ่มเติมซึ่งจากผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าเครื่อง TMx มีความปลอดภัย ในการใช้งาน และคณะผู้วิจัยมีแผนที่จะทดลองใช้ในผู้สูงอายุต่อไป ทั้งนี้ ในอนาคตจะต่อยอด และพัฒนาตัวเครื่องให้มีระบบเพิ่มเติม เพื่อบริหารกล้ามเนื้อได้ครบทุกส่วน มีเกมให้เลือกมากขึ้น พร้อมมองไปถึงการสร้างเครือข่ายพัฒนาแอปพลิเคชั่นออกกำลังกายเพื่อผู้สูงอายุให้เป็นระบบที่ดูแลครบวงจร

‘นายก อกท. อาชีวะ’ ชวนรุ่นน้อง เรียนเกษตร เพื่อสร้างรายได้ต่อเนื่อง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/635443

‘นายก อกท. อาชีวะ’ ชวนรุ่นน้อง  เรียนเกษตร เพื่อสร้างรายได้ต่อเนื่อง

วันอังคาร ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายธนทรัพย์ เครื่องสกุล นายกองค์การเกษตรกรในอนาคตแห่งประเทศไทย(อกท.) ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงชั้นปีที่ 2 (ปวส.2) วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีพะเยา เล่าว่า ตนตัดสินใจเลือกเรียนเกษตร ทำให้ได้ฝึกฝนมีทักษะในสาขาพืชศาสตร์ติดตัว ระหว่างที่เรียนอยู่ก็มีรายได้มาตลอด และได้รับความรู้สามารถนำไปประกอบอาชีพได้แล้ว ยังทำให้เห็นได้ว่าการเกษตรมีความสำคัญอย่างยิ่งในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่ผ่านมา ตนมองว่าอาชีพเกษตรกร เป็นอาชีพที่ได้รับผลกระทบน้อย ทั้งนี้ ตนจะนำความรู้และทักษะที่ได้จากการเรียนเกษตรไปปรับใช้กับต้นทุนเกษตรที่มีมาก่อนแล้วพัฒนาให้เข้ากับวิถีชีวิตใหม่ให้เหมาะสม
ยิ่งขึ้น

นายธนทรัพย์กล่าวต่อว่า สำหรับโครงการหารายได้ระหว่างเรียนนั้น เขาได้เริ่มทำมาตั้งแต่ปี 2560-2563 จากวิชาชีพที่เรียนในสาขาพืชศาสตร์ ก็ได้นำความรู้ไปรับตอนกิ่งส้มเขียวหวานเพื่อจำหน่ายตอนกิ่งมะนาว และการปลูกหอมแดงมีรายรับรวมกว่า 388,000 บาท กำไรสุทธิกว่า 250,000 บาท ล่าสุดทำโครงการปลูกหอมแดงเพื่อจำหน่าย ระหว่างเดือน สิงหาคม-พฤศจิกายน 2563 สร้างรายได้ให้กว่า 17,000 บาท ในพื้นที่ปลูกประมาณ 1 ไร่ ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจที่จะปลูกหอมแดง  

“หอมแดงที่ผมปลูกเป็นหอมแดงปลอดสารพิษ มีมาตรฐาน GAP (Good Agriculture Prac-tices) ซึ่งเป็นข้อกำหนดเป็นมาตรฐานสินค้าผักและผลไม้ไทย ระดับฟาร์มหรือแปลงปลูก ที่ได้รับการรับรองจากกรมวิชาการเกษตร ซึ่งจะสามารถทำรายได้สูงในราคาส่งถึงกิโลกรัมละ120 บาท ในช่วงที่มีความต้องการมากซึ่งก็เป็นไปตามกลไกของตลาด นอกจากนี้ ที่สำคัญยังได้ช่วยสร้างและกระจายรายได้ให้กับชุมชน จากการมัดหอมเพื่อการจัดจำหน่าย หรือใช้เวลาร่วมกันของคนในครอบครัว ซึ่งผมก็ได้ให้คุณแม่ของผมช่วยมัดหอมให้ด้วย” นายธนทรัพย์กล่าวว่า สำหรับผู้ที่สนใจ มาศึกษาดูงานและเยี่ยมชมแปลงเรียนรู้การปลูกหอมแดง สามารถมาได้ที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีพะเยา หรือไร่คอง คิม จังหวัดพะเยา โทร.062-309481

นายธนทรัพย์ กล่าวอีกว่า การเรียนการสอน และการใช้วิชาชีพที่เรียนเกษตรไปสร้างรายได้ สร้างอาชีพได้จริง เป็นความภูมิใจและอีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่สุด คือการได้เป็นสมาชิกขององค์การเกษตรกรในอนาคตแห่งประเทศไทย (อกท.) ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และการได้รับเลือกให้เป็นนายกองค์การฯ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ตั้งแต่เข้าเรียนในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 (ปวช.1) ซึ่งโครงการ อกท. เป็นการดำเนินงานโดยนักเรียน นักศึกษาเกษตร เพื่อนักเรียน นักศึกษามีเกษตรกร คณะกรรมการ ครูที่ปรึกษาคอยให้คำแนะนำชี้แนะเป็นพี่เลี้ยง อยู่เสมอ อกท.สร้างให้เราเป็นผู้นำ และผู้ตามที่ดีรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น โดยผ่านกิจกรรมต่างๆ มีพี่น้องและเพื่อนๆ มีเครือข่ายทำให้ได้พัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา กล่าวได้ว่า อกท. สร้างคนและกำลังของชาติได้อย่างแท้จริง  

นายธนทรัพย์ กล่าวว่า อยากเชิญชวนน้องๆ ปรับมายด์เซ็ต Mindset ด้านการเรียนเกษตร และขอแนะนำน้องๆ ที่ยังไม่แน่ใจจะไปเรียนอะไร เรียนต่อที่ไหน วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาทุกแห่ง ยินดีต้อนรับ นักเรียน นักศึกษาที่สนใจจะพัฒนา ตนเอง และเพื่อแบ่งภาระของครอบครัว ก็เข้ามาเรียนด้วยกัน จะได้พบกับประสบการณ์ใหม่ๆ โอกาสที่มากกว่า ซึ่งความสำเร็จของเรานั้นไม่ได้อยู่ที่เรารอโอกาสแต่อยู่ที่เราไขว่คว้าโอกาสต่างหาก ที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต และขอเชิญชวนน้องๆ และประชาชนทั่วไปเยี่ยมชมงานเพื่อเรียนรู้ และพบกับประสบการณ์ใหม่ในการเรียนสายอาชีพเกษตร ในงาน “เกษตรชายแดนแฟร์  64” ระหว่างวันที่ 23-27 ก.พ. 2565 นี้ ณ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว