‘ตรีนุช’ ติง สพท. เลิกใช้ผล O-NET สำหรับแข่งขันการจัดอันดับโรงเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/635444

‘ตรีนุช’ ติง สพท. เลิกใช้ผล O-NET  สำหรับแข่งขันการจัดอันดับโรงเรียน

วันอังคาร ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า ตนได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนต่างๆ ซึ่งพบว่าถึงแม้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จะมีประกาศเรื่อง ยกเลิกการใช้ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) เป็นองค์ประกอบหนึ่งในการตัดสินผลการเรียนของผู้เรียนที่จบการศึกษา ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 ตั้งแต่ปีการศึกษา 2564 เป็นต้นมา รวมถึงไม่นำผล
O-NET มาเป็นเกณฑ์พิจารณาในการเลื่อนขั้นเงินเดือนของครู และบุคลากรทางการศึกษา แต่ขณะนี้โรงเรียนหลายแห่งยังคงมีการสอบ O-NET อยู่ เนื่องจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) บางแห่งได้มีการนำผล O-NET มาจัดอันดับโรงเรียน เพื่อแข่งขันกัน ซึ่งตนไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว เพราะจะเป็นการผลักความเครียดและความกดดันของการแข่งขันไปที่นักเรียน โดยตนได้มอบหมายให้ ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เร่งทำความเข้าใจกับทุกเขตพื้นที่การศึกษา และ โรงเรียนที่มีนักเรียนสมัครใจสอบ O-NET ให้รู้ผลคะแนนแค่ภายในโรงเรียน แล้วนำมาปรับปรุงพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนให้ดีขึ้น ไม่ให้มีการนำมาใช้จัดอันดับโรงเรียน   

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังพบว่า หลายโรงเรียนได้มีการสอนเสริม เพื่อเตรียมความพร้อมนักเรียน โดยเฉพาะชั้นประถมศึกษา (ป.) ปีที่ 6 ชั้นมัธยมศึกษา (ม.) ปีที่ 3 เพื่อเข้ารับการทดสอบที่ทางสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ได้กำหนดจัดสอบ O-NET ปีการศึกษา2564 โดยชั้น ป.6 สอบวันที่ 12 ก.พ.2565 และ ชั้น ม.3 สอบวันที่ 13 ก.พ.ที่ผ่านมานี้ ซึ่งที่จริงแล้วการสอบต้องเป็นไปตามความสมัครใจ ไม่บังคับเด็กเข้าสอบ และขอมอบแนวทางให้ทุกโรงเรียนที่ให้เด็กร่วมสอบว่า ปล่อยให้การสอบO-NET เป็นไปตามความรู้ความสามารถที่แท้จริงของนักเรียน เพื่อทราบว่าเด็กได้คะแนนเท่าไหร่ อย่างไรก็ตาม ตนเห็นด้วยกับครูที่เป็นห่วงถึงคะแนน O-NET รอบนี้ ว่าน่าจะได้รับผลกระทบจากการเรียนการสอนในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) กว่า 2 ปีที่ผ่านมา เพราะไม่สามารถมาเรียนในรูปแบบ On-Site ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งคะแนน O-NET นี้ ครูสามารถนำข้อมูลมาพัฒนาการเรียนการสอนของโรงเรียนได้ 

“อย่ากลัวว่าคะแนนที่ออกมาจะไม่ดีเราไม่ได้สอนเพื่อให้เด็กได้คะแนนสอบสูง แต่ควรเน้นการสอนให้เด็กเข้าใจ รู้จักคิดวิเคราะห์ และประยุกต์ใช้ความรู้ให้เป็น ดิฉันไม่อยากให้เอา O-NET มาสร้างความกดดันให้เด็ก และครูในโรงเรียน อีกทั้งการเรียนรู้ในสถานการณ์โควิด-19 แบบนี้เด็กย่อมเกิดภาวะความรู้ถดถอยอยู่แล้วซึ่งเป็นเหมือนกันทั่วโลก เราไม่จำเป็นต้องติวเน้นให้นักเรียนได้คะแนนสอบสูงเพราะตอนนี้ไม่ได้มีการนำผลคะแนนไปใช้ประกอบการประเมินใดๆ แล้ว” นางสาวตรีนุช กล่าว

โพลมาฆบูชาปี65 พบปชช.43.35% สนใจร่วมกิจกรรมทางพุทธศาสนาแม้โควิดระบาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/635559

โพลมาฆบูชาปี65 พบปชช.43.35% สนใจร่วมกิจกรรมทางพุทธศาสนาแม้โควิดระบาด

วันจันทร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 20.59 น.

โพลมาฆบูชาปี65 พบปชช.43.35% สนใจร่วมกิจกรรมทางพุทธศาสนาแม้โควิดระบาด

14 กุมภาพันธ์ 2565 นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เปิดเผยว่า กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ร่วมกับสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นเด็ก เยาวชนและประชาชนที่มีต่อวันมาฆบูชา ปี 2565  (16 กุมภาพันธ์ 2565) จากกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ 6,651 คน ครอบคลุมทุกอาชีพและทุกภูมิภาค โดยมีผลสรุปดังนี้ เด็ก เยาวชนและประชาชน ร้อยละ 66.61 เห็นว่า วันมาฆบูชามีความสำคัญคือ เป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง “โอวาทปาติโมกข์” แก่พระสงฆ์เป็นครั้งแรกในวันเพ็ญเดือน 3  รองลงมาร้อยละ 62.98 เป็นวันพระสงฆ์ล้วนเป็นพระอรหันต์มาชุมนุมพร้อมกัน 1,250 รูป โดยมิได้นัดหมาย ร้อยละ 54.19 มีการเผยแผ่หลักคำสอนของพระพุทธศาสนา คือ การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลให้ถึงพร้อม การทำจิตใจให้บริสุทธิ์ 

อีกทั้งผู้ตอบแบบสอบถาม ร้อยละ 43.35 สนใจเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในวันมาฆบูชาในปีนี้ รองลงมาร้อยละ 39.87 ไม่แน่ใจแล้วแต่โอกาส และร้อยละ 16.78 ไม่สนใจเข้าร่วมเนื่องจากกลัวติดเชื้อโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ไม่อยากออกจากบ้าน ไม่มั่นใจในมาตรการป้องกันโควิด-19 เป็นต้น

เมื่อสอบถามถึงกิจกรรมเนื่องในวันมาฆบูชาที่สนใจอยากเข้าร่วม 5 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 ตักบาตรพระสงฆ์ อันดับ 2 ทำบุญ ทำทาน อันดับ 3 ลด ละ เลิก อบายมุข อันดับ 4 ฟังพระธรรมเทศนาและอันดับ 5 เวียนเทียน ส่วนรูปแบบการจัดกิจกรรมเนื่องในวันมาฆบูชาในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ผู้ตอบแบบสอบถามระบุอันดับ 1 จัดกิจกรรมในรูปแบบออนไลน์  และอันดับ 2 จัดกิจกรรมทั้งรูปแบบปกติและรูปแบบออนไลน์ควบคู่กัน  ขณะเดียวกันผู้ตอบแบบสอบถามในฐานะเป็นพุทธศาสนิกชนตั้งใจนำหลักธรรมมายึดถือปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ได้แก่ อันดับ 1 สติ อันดับ 2 ศีล 5 อันดับ 3 อริยสัจ 4  ( ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค)  อันดับ 5 อิทธิบาท 4 (ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา) และอันดับ 5 พรหมวิหาร 4 (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา)

นายอิทธิพล กล่าวด้วยว่า ผลสำรวจได้สอบถามถึงวิธีจูงใจให้เด็ก เยาวชน และประชาชน เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในวันมาฆบูชามากขึ้น 5  อันดับแรก พบว่า อันดับ 1 พ่อ แม่/ปู่ย่า ตายาย/ญาติ พี่น้อง พาลูกหลานเข้าร่วมกิจกรรมวันมาฆบูชา อันดับ 2 หน่วยงานรัฐ เอกชน ประชาชน และคณะสงฆ์ บูรณาการการทำงานร่วมกันในการขับเคลื่อนกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมในมิติทางศาสนา โดยดำเนินกิจกรรมฯ ภายใต้มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19  อันดับ 3 ผลิตและเผยแพร่สื่อประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ และการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมผ่านสื่อสังคมออนไลน์ อันดับ 4 เปิดแหล่งเรียนรู้ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาผ่านการเข้าร่วมกิจกรรมหรือเรียนรู้ผ่านสื่อเทคโนโลยีออนไลน์ และอันดับ 5 นำศิลปินดารา บุคคลที่มีชื่อเสียงมาร่วมรณรงค์/เชิญชวนผ่านสื่อสังคมออนไลน์

นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามได้มีแนะนำเกี่ยวกับกิจกรรม/ประเพณีทางพระพุทธศาสนาที่ควรสืบสานรักษาไว้ให้คงอยู่คู่สังคมไทย  เช่น ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ  ประเพณีและวัฒนธรรมในวันสำคัญของชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์  บุญประจำประเพณี  เทศกาลต่างๆของท้องถิ่นและชาติ อาทิ สารทเดือนสิบฮีตสิบสองที่แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของประเพณีและวัฒนธรรมประจำชาติของพุทธศาสนิกชนคนไทย รวมทั้งการจัดกิจกรรมทำบุญ ตักบาตร เวียนเทียน ฟังธรรม เนื่องในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา

‘เอนก’ระบุ​เกิด 10 ปรากฏการณ์ พลิกโฉม-ปฏิรูปอุดมศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/635519

‘เอนก’ระบุ​เกิด 10 ปรากฏการณ์ พลิกโฉม-ปฏิรูปอุดมศึกษา

วันจันทร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 19.04 น.

‘รมว.อว.’เปิดการประชุมวิชาการระดับชาติ-นานาชาติครั้งที่ 5 เผยเกิดปรากฎการณ์ปฏิรูปอุดมศึกษา 10 ข้อขึ้นแล้ว นักวิจัยจะได้เป็นเจ้าของผลงาน-ได้รับสิทธิบัตร อว.พร้อมให้เงินทุนทำวิจัย พัฒนาหลักสูตร

14 กุมภาพันธ์ 2565 ที่หอประชุมวิชชาอัตศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (รมว.อว.) เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติครั้งที่ 5 ประจำปี 2565 เพื่อยกย่อง เชิดชู คุณค่าของผลงานในอดีตที่สืบสานมาจนถึงปัจจุบัน และจะต่อยอดพลิกโฉมมหาวิทยาลัยไปสู่อนาคต เพื่อยืนหยัดให้มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ เป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชนท้องถิ่น ประดุจดัง “ประทีปทองของท้องถิ่น ประเทืองค่าประชาชน” เพื่อการพัฒนาท้องถิ่น สู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง โดยมี ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม , ดร.ตนุช ตันเทิดทิตย์ ผช.รมว.การอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม คณะผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษาเข้าร่วมโดยพร้อมเพรียงกัน

ในการประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติครั้งที่ 5 นี้​ มีผู้บริหารจากมหาวิทยาลัยต่างๆ​ ทั้ง 21 สถาบันการศึกษา จาก 13 ประเทศ ร่วมเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุม และได้เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ ผ่านระบบออนไลน์ Zoom Meeting ด้วย

รมว.อว. กล่าวระหว่างการปาฐกถาพิเศษในหัวข้อเรื่อง “บทบาทของมหาวิทยาลัย เพื่อการพัฒนาท้องถิ่น สู่เป้าหมายการพัฒนาตนเองอย่างยั่งยืน” ว่าขณะนี้จะเกิดปรากฎการณ์ปฏิรูปอุดมศึกษา 10 ข้อ ไม่ว่าจะเป็นผู้วิจัยและอาจารย์ เมื่อได้รับทุน เมื่องานวิจัยเสร็จ จะได้เป็นเจ้าของผลงาน ได้รับสิทธิบัตรเป็นทรัพย์สินทางปัญญา จะทำให้งานวิจัยออกจากห้องทดลอง สู่การนำไปใช้จริง ซึ่ง อว.สามารถให้เงินทุนทำวิจัย และพัฒนากับภาคเอกชนได้ การจัดตั้งกองทุนพัฒนาอุดมศึกษา ควบคู่กับกองทุนวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ในการส่งเสริมการทำวิจัย พัฒนาหลักสูตร เพื่อตอบสนองความต้องการพัฒนาของประเทศ ท้องถิ่น เพื่อให้ทันยุคสมัย

นอกจากนี้​ จะเห็นได้ว่าประเทศไทยมีมหาวิทยาลัย 5 ประเภท ได้แก่ มหาวิทยาลัยที่โดดเด่นเรื่องการวิจัยและนวัตกรรมแนวหน้า, มหาวิทยาลัยที่มุ่งเน้นการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน, มหาวิทยาลัยที่มุ่งเน้นเน้นเทคโนโลยี, มหาวิทยาลัยที่เน้นศาสนา คุณธรรม จริยธรรม, และมหาวิทยาลัยอื่นๆ ซึ่งแต่ละประเภทมีความเป็นเลิศที่แตกต่างกันตามเอกลักษณ์

รมว.อว. กล่าวต่อว่า การปฏิรูปอุดมศึกษารูปแบบใหม่ ยังเปิดทางให้สามารถขอตำแหน่งวิชาการได้ ยกเลิกเวลาจบ สามารถลงเรียนมหาวิทยาลัยอื่น ที่ทำ MOUร่วมกันได้ เพื่อส่งเสริมเส้นทางการเรียนที่ชอบมากที่สุด ,กองทุน กยศ.จะให้ยืมเรียนในสาขาที่ประเทศต้องการ อาจไม่ต้องจ่ายคืนต้น คืนดอก ซึ่งรายละเอียดในส่วนนี้อยู่ในช่วงหารือ , เเซนด์บ็อกซ์อุดมศึกษา หรือการยกเว้นกติกาต่างๆ หลักสูตรอุดมศึกษา และมีการตั้งธัชชา หรือวิทยสถานสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ เช่น เศรษฐกิจเชิงท่องเที่ยว ศิลปกรรม และวิทยสถานทางวิทยาศาสตร์ สำหรับการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์

สดร.เผยภาพของขวัญวาเลนไทน์จากจักรวาล ‘แหวนเพชรเม็ดโต’แห่งห้วงอวกาศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/635347

สดร.เผยภาพของขวัญวาเลนไทน์จากจักรวาล 'แหวนเพชรเม็ดโต'แห่งห้วงอวกาศ

วันจันทร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 11.34 น.

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565 สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ได้เผยภาพของขวัญ วันวาเลนไทน์ จากจักรวาล เป็นภาพ “แหวนเพชรเม็ดโต” จากเนบิวลาดาวเคราะห์ พร้อมระบุข้อความว่า แหวนเพชรเรียกเป็นกะรัต แต่ห้วงแห่งความรักในอวกาศเรียกเป็นปีแสง วาเลนไทน์ปีนี้ ส่งความรักให้ลึกซึ้งถึงห้วงอวกาศกันเลยย

Q: How deep is your love?

A: It’s 2,500 light years baby.

ถาม: ความรักของคุณลึกซึ้งแค่ไหน?

ตอบ: อยู่ลึกในอวกาศไป 2,500 ปีแสงจ้ะที่รัก

Abell 33: แหวนเพชรเม็ดโตแห่งห้วงอวกาศ

Abell 33 เป็นเนบิวลาดาวเคราะห์ อยู่ห่างจากโลกประมาณ 2,500 ปีแสง เป็นซากของดาวฤกษ์ที่มีมวลใกล้เคียงกับดวงอาทิตย์ที่สิ้นอายุขัย มวลสารของดาวจะกระจายตัวออกไปรอบ ๆ เกิดเป็นลักษณะคล้ายฟองแก๊สขนาดใหญ่สีฟ้าดังภาพ ขณะที่ดาวสว่างเด่นที่สุดในภาพนี้ คือ ดาว HD 83535 ที่อยู่ด้านหน้าเนบิวลานี้พอดี เกิดเป็นภาพแหวนเพชรเม็ดโตแห่งอวกาศอันงดงามนี้ [1]

ภาพนี้ ถูกบันทึกโดยกล้องโทรทรรศน์ Very Large Telescope หรือ VLT ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศชิลี แสดงให้เห็นรูปร่างของแก๊สที่แพร่กระจายออกไปเป็นทรงกลมที่เกือบจะสมมาตร ซึ่งเกิดขึ้นได้ยากมาก เนื่องจากในขณะที่สสารกำลังแพร่กระจายออกไปรอบ ๆ นั้น มักจะถูกรบกวนได้ง่าย เช่น อาจถูกรบกวนจากการหมุนของดาว หรืออาจถูกรบกวนจากแรงโน้มถ่วงของดาวที่อยู่ใกล้เคียง เนบิวลาประเภทนี้ส่วนมากจึงมีรูปร่างที่บิดเบี้ยวและไม่สมมาตร

นอกจากนี้ หากสังเกตบริเวณใกล้กับกึ่งกลางฟองแก๊สสีฟ้า จะพบจุดสว่างสีขาวขนาดเล็ก นั่นคือ ดาวแคระขาว (White Dwarf) ที่กำลังแผ่รังสีอัลตราไวโอเลตความเข้มสูง จนทำให้มวลแก๊สที่อยู่โดยรอบค่อย ๆ กระจายตัวออกไปพร้อมกับเปล่งแสงสว่างออกมา

ดาวฤกษ์แต่ละดวงบนท้องฟ้ามีจุดจบที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับ “มวล” ของดาวดวงนั้น ในกรณีนี้เป็นดาวฤกษ์ที่มีมวลใกล้เคียงกับดวงอาทิตย์ มวลสารที่อยู่ช้ันนอกสุดจะกระจายตัวออกไปรอบ ๆ ทิ้งส่วนที่เคยเป็นใจกลางดาวเอาไว้ตรงกลาง นั่นคือ ดาวแคระขาว (White Dwarf) มีขนาดเล็กเพียง 0.8-2% ของขนาดดวงอาทิตย์ (เทียบได้กับขนาดของโลก) [2] และมีอุณหภูมิพื้นผิวสูงถึง 20,000 องศาเซลเซียส

เรียบเรียง : ธนกร อังค์วัฒนะ เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ สดร.

อ้างอิง :

[1] https://www.eso.org/public/usa/news/eso1412/#1

[2] https://ui.adsabs.harvard.edu/…/1979ApJ…228…/abstract

‘ตรีนุช’ย้ำรักอย่างมีสติ หลัง นร.-นศ.-ครู เข้ามอบดอกกุหลาบเป็นกำลังใจ วันวาเลนไทน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/635342

'ตรีนุช'ย้ำรักอย่างมีสติ หลัง นร.-นศ.-ครู เข้ามอบดอกกุหลาบเป็นกำลังใจ วันวาเลนไทน์

วันจันทร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 10.58 น.

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565 ที่สนามหญ้า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้บริหาร ครู บุลคากรทางการศึกษา และนักเรียนจากโรงเรียนมัธยมวัดมกุฏกษัตริย์ โรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตร และนักศึกษา จากวิทยาลัยเทคนิคปทุมธานี กว่า 100 คน เดินทางมามอบดอกกุหลาบแดง เนื่องในวันวาเลนไทน์ เพื่อให้กำลังในการทำงานกับรัฐมนตรีว่าการ ศธ.​ โดยมี น.ส.ตรีนุช  เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ​ น.ส.อรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการ ศธ.​ นายวีระ แข็งกสิการ รองปลัด ศธ. และผู้บริหารระดับสูงศธ.มารับมอบดอกกุหลาบ 

มน.ส.ตรีนุช กล่าวภายหลังรับดอกกุหลาบ ว่า วันที่ 14 กุมภาพันธ์  ถือเป็นความแห่งความรักของสากล วันนี้มีผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา และน้องๆนักเรียน นักศึกษา ถือโอกาสนี้มาให้กำลังใจในการทำงานกับตนและศธ. ขณะเดียวตนก็ได้มอบกำลังใจกลับไปให้ครู และนักเรียนทุกคนด้วย  ซึ่งที่ผ่านมาเราอยู่ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ทำให้สถานการณ์ของสังคม ทั่วโลกไม่ปกติ  และทำให้การเรียนของนักเรียนมีความเปลี่ยนแปลงไปในหลาย ๆเรื่อง และจากที่เราอยู่ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 มา 2 ปี ในปีนี้สถานการณ์เริ่มผ่อนคลายขึ้นทุกคนก็เริ่มออกมาแสดงความรักมาให้กำลังซึ่งกันและกัน

“วันนี้เป็นวันแห่งความรัก น้องๆอยากจะแสดงความรักมาให้กำลังใจ ก็อยากขอบคุณน้องๆ ที่นึกถึง ก็ขอส่งกำลังใจให้นักเรียนมีกำลังใจในการเรียนหนังสือ ทั้งนี้ อยากฝากให้น้องๆเยาวชนเนื่องในวันแห่งความรัก ว่า ความรักเป็นสิ่งสวยงาม และความรักอาจจะไม่ได้หมายถึงรักหนุ่มสาวเพียงอย่างเดียว มีความรักที่หลากหลาย เช่น ความรักของครอบครัว ความรักของเพื่อนฝูง เป็นต้น แต่ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นความรักรูปแบบไหน ขอให้รักแบบมีสติ ”  น.ส.ตรีนุช กล่าว 

‘มข.’เปิด‘KKU Production House’ ผลิตสื่อการสอนออนไลน์หนุนยุคดิจิทัล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/635230

‘มข.’เปิด‘KKU Production House’  ผลิตสื่อการสอนออนไลน์หนุนยุคดิจิทัล

วันจันทร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวในพิธีเปิด KKU Production House โดยศูนย์นวัตกรรมการเรียนการสอน มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า Production house จะเป็นหนึ่งในกลไกของการขับเคลื่อนให้เกิด Education Transformation คือจะเป็นส่วนที่จะสนับสนุนและรองรับการเปลี่ยนแปลงของการพัฒนาสื่อการเรียนรู้

ซึ่งต้องเป็นสื่อที่มีคุณภาพและตอบสนองต่อ Learning Style ของผู้เรียนซึ่งมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น ไม่เพียงแต่ผู้ที่จบมัธยม 6 เท่านั้นที่เป็นผู้เรียน หากแต่ขยายขอบเขตช่วงอายุอย่างไม่จำกัด Production house ที่มหาวิทยาลัยได้สนับสนุนและผลักดันให้เกิดขึ้นนี้หวังให้เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่อาจารย์และนักศึกษาสามารถมาใช้เพื่อผลิตสื่อการเรียนรู้และสร้างประสบการณ์ในการเรียนรู้ผ่านสื่อใหม่ๆ ได้

“เป้าหมายสูงสุดของ Production houseไม่ใช่เป็นแต่เพียงการมีสื่อการเรียนรู้ที่คุณภาพเท่านั้นแต่เป็นการสร้างแรงกระเพื่อมในการจัดการเรียนรู้แนวใหม่ที่อนุญาตให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลา ตามความสนใจ และอนุญาตให้ผู้สอนจัดการสอนได้ตามความเชี่ยวชาญของตนเอง ผ่านสื่อและเทคโนโลยีใหม่ KKU Production House จึงเป็นการสนับสนุนและอำนวยความสะดวกในการผลิตและพัฒนาสื่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพและตอบสนองต่อ Learning Style ของผู้เรียนในยุคปัจจุบัน” รศ.นพ.ชาญชัย กล่าว

ผศ.ดร.เด่นพงษ์ สุดภักดี รองอธิการบดีฝ่ายดิจิทัล มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า รูปแบบการศึกษาในปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงไปตามความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ จากเดิมที่มีการจัดการเรียนในห้องเรียนเป็นหลักได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบเป็นแบบผสมการเรียนออนไซต์ร่วมกับการเรียนออนไลน์ และมีการนำระบบการจัดการเรียนการสอนด้วยแพลตฟอร์มต่างๆ

ซึ่งมีแพลตฟอร์มให้บริการให้แก่สถานศึกษาทั้งในรูปแบบฟรีและจัดเก็บค่าบริการ และแพลตฟอร์มที่สถานศึกษาได้ทำการพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้บริการแก่อาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาของสถานศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่นจึงได้มีการกำหนดการจัดตั้ง KKU Production House ในแผนยุทธศาสตร์การบริหารมหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ. 2563-2566

โดยมีศูนย์นวัตกรรมการเรียนการสอนฝ่ายดิจิทัล เป็นหน่วยงานที่ดูแลในการจัดทำสถานที่ KKU Production House ที่เป็นสถานที่ให้บริการผลิตสื่อ
การเรียนการสอนให้แก่อาจารย์และนักศึกษา 3 รูปแบบคือ Self-Service Studio, Mini Studio และ Main Studio พร้อมทั้งจัดหาทรัพยากรในด้านต่างๆ เพื่อสนับสนุนการผลิตสื่อการเรียนออนไลน์ (Online learning production house)

ผศ.ดร.อนุชา โสมาบุตร รักษาการผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมการเรียนการสอน มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า กลุ่มเป้าหมายแรกคืออาจารย์และบุคลากรมหาวิทยาลัย ที่ต้องการทำ Content หรือเนื้อหา ให้เข้ากับ Learning Style ของผู้เรียน ซึ่งไม่ใช่แค่การผลิตสื่อวีดีโอเท่านั้น KKU Production House ให้บริการทั้งสื่อ Interactive Content ไม่ว่าจะเป็น E-book หรือ Interactive Book รวมไปถึง Interactive Video ในรูปแบบต่างๆ ก็สามารถทำได้

กลุ่มที่ 2 คือนักศึกษา เนื่องจากนักศึกษาทุกวันนี้จะต้องเจอกับสื่อใหม่ คือสื่อดิจิทัล ดังนั้นทักษะทางด้านดิจิทัลเทคโนโลยีและเทคโนโลยีสารสนเทศจึงเป็น Soft Skills ที่นักศึกษาต้องสามารถทำได้ เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนจึงต้องมีการเปลี่ยน Skill Sets เช่นกันหากนักศึกษาไม่ได้ถูกฝึกหรือไม่มีประสบการณ์ในด้านนี้เมื่อเข้าสู่การทำงานจริงนักศึกษาอาจจะต้องเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด ดังนั้น จะทำอย่างไรให้นักศึกษาที่กำลังเรียนอยู่สามารถพร้อมที่จะทำงานได้ทันทีหลังจากจบการศึกษา

นั่นคือการต้องสร้างประสบการณ์ให้นักศึกษาในขณะที่กำลังศึกษาอยู่ ดังนั้น KKU Production House จะเป็นอีกหนึ่ง Ecology ที่ให้นักศึกษาสามารถใช้งานเพื่อสร้างประสบการณ์ได้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาที่เกี่ยวข้องในการทำคอนเทนต์ต่างๆ โดยมีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาตลอดกระบวนการ ก่อน และหลังการผลิต Content กล่าวคือ สำหรับอาจารย์และบุคลากรจะเน้นการผลิตสื่อที่หลากหลาย และสำหรับนักศึกษาเน้นการสร้างประสบการณ์การทำงาน ให้นักศึกษาพร้อมที่จะทำงานทันทีหลังจากจบการศึกษา

สำหรับขั้นตอนการจองห้อง สามารถทำได้โดยเข้าไปที่ https://ltic.kku.ac.th/booking/login จากนั้น 1.เข้าสู่ระบบด้วย KKU LOGIN 2.อ่านหลักเกณฑ์การใช้ห้อง 3.เลือกห้อง วัน-เวลา ที่ต้องการ 4.เมื่อจองเสร็จสิ้น ท่านจะได้รับอีเมลยืนยันการจอง (รอเจ้าหน้าที่อนุมัติ) 5. เมื่อเจ้าหน้าที่อนุมัติแล้วจะได้รับอีเมลยืนยันการจองภายใน 1-2 วัน

ดูแลผู้สูงอายุ-ป้องกันหกล้ม ‘เอลด้าแบนด์’ผลงาน‘เภสัชฯมธ.’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/635231

ดูแลผู้สูงอายุ-ป้องกันหกล้ม  ‘เอลด้าแบนด์’ผลงาน‘เภสัชฯมธ.’

วันจันทร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ยกระดับบทบาทเภสัชกรตอบรับ “การแพทย์แม่นยำ” พร้อมพัฒนาเภสัชกรไทยยุคดิสรัปชั่น ล่าสุดทีมนักศึกษาคิดค้นนวัตกรรม และแผนการตลาด“เอลด้าแบนด์ (ELDARBAND)” นวัตกรรมช่วยป้องกันและตรวจจับการล้มในผู้สูงอายุ สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศระดับประเทศจากการประกวด “แผนการตลาดของสมาคมเภสัชกรการตลาด (MPAT) โปรเจกท์ Start-up Pharma” จัดโดย ศูนย์ประสานงานการศึกษาเภสัชศาสตร์แห่งประเทศไทย (ศ.ศ.ภ.ท.) และสมาคมเภสัชกรการตลาด (ประเทศไทย)

รศ.ดร.ภก.อรัมษ์ เจษฎาญานเมธา คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า เภสัชกรเป็นหนึ่งในสหวิชาชีพที่ทำงานด้านยาซึ่งมีผลกระทบสำคัญยิ่งในการบำบัดรักษาผู้ป่วย เคียงข้างแพทย์ พยาบาล โภชนากร ที่สำคัญคือส่งเสริมการใช้องค์ความรู้ด้านเภสัชกรรมผนวกเทคโนโลยีมาสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านยาและเฮลท์เทคหรืออุปกรณ์การแพทย์ของไทย

การริเริ่มแนวคิดในการนวัตกรรม และแผนการตลาด เอลด้าแบนด์ (ELDARBAND) นาฬิกาอัจฉริยะ เตือนผู้สูงวัยก่อนล้ม ทีมงานประกอบด้วย 4 นักศึกษาเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้แก่ น.ส.ยงธิดา แสวงสุข น.ส.ณัฐกฤตา ครองแถว นายสรัชธีระสุต และ นายธนกฤต โสเจยยะ โดยมี ดร.ภก.สุจินต์ นิทัศน์ปกรณ์ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา โดยสร้างชื่อเสียงคว้ารางวัลชนะเลิศจากการประกวดแผนการตลาดระดับประเทศของสมาคมเภสัชกรการตลาด หรือ MPAT Award : Start-Up Pharma

และขณะนี้ ทางทีมงานผู้เข้าประกวดได้นำแนวคิดของการนวัตกรรม และแผนการตลาดของเอลด้าแบนด์เข้าสู่โครงการบ่มเพาะวิสาหกิจของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือ TU 88 Sand Box โดยระยะเวลาในการดำเนินงานของโครงการคือตั้งแต่เดือน ก.พ.-ธ.ค. 2565 เพื่อบ่มเพาะพัฒนาแนวคิดของนวัตกรรมนี้ให้เป็นผลิตภัณฑ์เฮลท์เทคที่รองรับสังคมสูงวัย โดยการสนับสนุนของผู้เชี่ยวชาญ แหล่งเงินทุนและการตลาด

ยงธิดา แสวงสุข นักศึกษาปีที่ 5คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าวถึง ที่มาของแรงบันดาลใจในการริเริ่มแนวคิดนวัตกรรม และแผนการตลาดของเอลด้าแบนด์ (ELDARBAND) ว่า ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยแล้ว โดยมีจำนวนผู้สูงอายุกว่า 13 ล้านคน และ “การล้ม”เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 2 ของผู้สูงอายุจึงเกิดแนวคิดสร้างและพัฒนานวัตกรรม เอลด้าแบนด์ (ELDARBAND) เพื่อตอบโจทย์ในการดูแลผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวให้มีความปลอดภัยและได้รับการช่วยเหลือทันท่วงที

โดยทีมนำความรู้ทางด้านเภสัชศาสตร์ผนวกกับเทคโนโลยีมาเพื่อริเริ่มการสร้างแผนการตลาดของนวัตกรรม ELDARBAND เพื่อใช้แนวคิดนี้แก้ปัญหานี้ได้โดยแจ้งเตือน อีกทั้งช่วยตรวจจับปัญหาสุขภาพ เช่น ตรวจจับยาที่รับประทานที่มีผลข้างเคียง ง่วงนอน เวียนหัวส่วนแนวทางพัฒนาผลิตภัณฑ์ในอนาคตนั้นจะเน้นความง่าย เพียงสวมข้อมือเหมือนนาฬิกาซึ่งมีเลขบอกเวลา

หากผู้สูงอายุเคลื่อนไหวกะทันหันผิดไปจากปกติ อุปกรณ์ก็จะแจ้งเตือนด้วยการสั่นและเสียง อีกทั้งเพิ่มแนวคิดที่จะพัฒนาให้ผลิตภัณฑ์สามารถส่งข้อมูล GPS ระบุตำแหน่งและข้อมูลจำเฉพาะที่จำเป็นต่อการรักษาไปยังโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้เคียงโดยทันที หากเกิดข้อผิดพลาดในการแจ้งเตือนผู้ใช้งานสามารถกดยกเลิกได้ นอกจากนี้ยังมีปุ่มที่สามารถติดต่อไปยังแพทย์ผู้ดูแลสุขภาพได้โดยตรงอีกด้วย

“จุดเด่นของ ELDARBAND ที่ทางทีมได้เตรียมไว้ คือจะสร้างให้ผลิตภัณฑ์นี้เป็นแบนด์อัจฉริยะหนึ่งเดียวที่มีฟังก์ชั่นป้องกันก่อนการล้ม ด้วยการตรวจจับสถานะสุขภาพของผู้สูงวัย ได้แก่ อัตราการเต้นของหัวใจ ความดัน ระดับน้ำตาล ระดับออกซิเจนในเลือด อุณหภูมิร่างกายและผิวหนัง โดยหากผู้ใช้งานมีความเสี่ยงที่จะล้ม เอลด้าแบนด์ (ELDARBAND) จะแจ้งเตือนไปยังแอปพลิเคชั่นที่เชื่อมต่อทันที พร้อมส่งต่อ Health Data ให้แพทย์ หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น” ยงธิดา กล่าว

ด้าน สรัช ธีระสุต นักศึกษาปีที่ 5คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าวเสริมว่า ผลิตภัณฑ์นี้จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมและเศรษฐกิจ เพราะจากการศึกษาพบว่า การล้ม 1 ครั้ง ในผู้สูงอายุ 1 คนนั้น จะส่งผลให้เกิดความเสียหาย 1.2 ล้านบาท คน/ปี เนื่องจากการหกล้มไม่เพียงแต่ทำให้บาดเจ็บเท่านั้น แต่คุณภาพชีวิตของผู้สูงวัยจะเปลี่ยนไป ไม่สามารถกลับมาเดินหรือใช้ชีวิตได้ตามปกติ ส่งผลกระทบต่อคนในครอบครัวไปด้วย

ดังนั้นแนวคิดการสร้างนวัตกรรม และแผนการตลาดของ ELDARBAND จึงเข้ามาปิดรูรั่วตั้งแต่การป้องกันการล้มในผู้สูงอายุไปจนถึงประหยัดงบในการดูแล
ผู้ป่วยของภาครัฐ จึงหวังว่าการพัฒนาเพื่อให้ ELDARBAND สามารถเกิดขึ้นได้จะเป็นอีกหนึ่งพลังสร้างสรรค์จากคนรุ่นใหม่ที่มอบให้คนไทยผู้สูงวัยได้มีสุขภาพนอนาคตดีขึ้นและสะดวกสบายมากขึ้น

สรัช ยังกล่าวอีกว่า เภสัชกรในยุคดิสรัปชั่นต้องปรับตัวและสามารถนำการเปลี่ยนแปลง มีทักษะคาดการณ์และวิเคราะห์แนวโน้มสิ่งต่างๆ อย่างรอบด้าน ซึ่งตลอด 5 ปีของการศึกษาที่คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทุกวันคือ ความท้าทายและการเรียนรู้ เปิดโลกทัศน์ของเภสัชกรยุคใหม่ที่กว้างขึ้น ไม่เพียงเรียนรู้เฉพาะเพียงเรื่องยาเท่านั้น แต่สามารถบูรณาการความรู้ทั้งวิชาการ เทคโนโลยีการตลาด การบริหารธุรกิจ รวมถึงด้านกฎหมาย

“สนับสนุนให้คนรุ่นใหม่มีความพร้อมนำไปต่อยอดพัฒนาเฮลท์เทค แบรนด์สินค้า อุตสาหกรรมการผลิตยาและสุขภาพ ฯลฯ เชื่อว่าบทบาทเภสัชกรยุคใหม่จะนำเอาเทคโนโลยีมาพัฒนานวัตกรรมมากยิ่งขึ้น เราต้องใช้ประโยชน์นำเทคโนโลยีผนวกกับยารักษาโรค เก็บข้อมูลผู้ป่วยแต่ละบุคคล วันนี้ต้องมองไกล ไทยเรามีผู้สูงอายุกว่า 20% ของประชากรแล้ว” สรัช กล่าว

ความสำเร็จในการริเริ่มแนวคิดในการสร้างนวัตกรรม และแผนการตลาดของผลิตภัณฑ์ ELDARBAND ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันเป็นทีม นำจุดแข็งของแต่ละคนมาผสมผสานกัน ในอนาคตโลกยังมีความท้าทายและปัญหาใหม่ๆ ทางสุขภาพเพิ่มขึ้น และอาจทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ดังนั้นเภสัชกรจึงเป็นกำลังสำคัญอย่างยิ่งในด้านการคิดค้นนวัตกรรมยาและเฮลท์เทค เพื่อชีวิตวิถีใหม่ที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สืบสานผืนผ้า‘ปะลางิง’ ภูมิปัญญาที่ปลายด้ามขวาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/635233

สืบสานผืนผ้า‘ปะลางิง’  ภูมิปัญญาที่ปลายด้ามขวาน

วันจันทร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“ผ้าปะลางิง” เป็นผ้าทอมือพื้นเมืองลายโบราณ มีประวัติยาวนานกว่า 100 ปี จากฝีมือภูมิปัญญาชาวมุสลิมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้(ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) มีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นด้วยการใช้เทคนิคการพิมพ์ลายบนผืนผ้าด้วย “บล็อกไม้” และแกะสลักเป็นลวดลายต่างๆ ที่สะท้อนเอกลักษณ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น มีความเชื่อมโยงเกี่ยวพันกับวิถีชีวิต วัฒนธรรม และศาสนา เกิดเป็นมรดกทางภูมิปัญญาสืบทอดต่อกันมา

ด้วยความตระหนักในคุณค่าของภูมิปัญญาการทำผ้าโบราณ ทำให้ ปิยะ สุวรรณพฤกษ์ครูภูมิปัญญาผ้าพื้นเมืองปะลางิง ชาว จ.ยะลา ร่วมกับ “กลุ่มศรียะลาบาติก” จึงร่วมกันฟื้นฟูและอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น ตลอดจนมีการพัฒนาสร้างสรรค์กระบวนการผลิตจนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในระดับสากล โดย อาจารย์ปิยะ กล่าวว่าศรียะลาบาติก ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2548 ด้วยแรงบันดาลใจที่อยากจะร่วมกันอนุรักษ์ภูมิปัญญาและกรรมวิธีการผลิตผ้าพื้นเมืองลายโบราณที่สูญหายไปร่วม 80 ปี

ซึ่งหนึ่งในความตั้งใจที่สำคัญ คือ การได้ต่อยอดภูมิปัญญาดั้งเดิมและพัฒนารูปแบบให้ทันสมัยเข้ากับตลาดปัจจุบัน โดยเอกลักษณ์ของลายทอผ้าปะลางิง คือ การนำลวดลายโบราณมาประยุกต์ อาทิ ลวดลายมัสยิดโบราณ กระเบื้องโบราณ แม่พิมพ์ขนมโบราณ การละเล่นโบราณ นกเขา นกกรงหัวจุก ขณะที่การแกะแม่พิมพ์ไม้ก็ใช้ไม้ขาวดำที่ใช้ทำกรงนก เพราะมีีคุณสมบัติที่แข็งและเหนียว ทำให้แกะเป็นลายเส้นเล็กๆ ได้

อาจารย์ปิยะ กล่าวต่อไปว่า กว่าจะได้ผ้าผืนหนึ่งต้องรวมทุกเทคนิคของการทำผ้าบาติกไว้ในผ้าผืนเดียว ซึ่งประกอบด้วย การทอ มัดย้อมการพิมพ์ลายด้วยแม่พิมพ์ไม้ การเขียนเทียน(จันติ้ง) กัดสี ปิดสี และเพ้นท์สี ส่วนเนื้อผ้ามีลักษณะเป็นผ้าทอไหมผสมฝ้าย เส้นยืนคือฝ้าย ส่วนเส้นพุ่งใช้เส้นไหม ทอเป็นลายลูกแก้วซ้อนกันโดยกระบวนการจะเริ่มจากกระบวนการทอ ต่อด้วยการมัดย้อมดอกลายบางๆ นำมาขึงแล้วเขียนทับสีที่มัดย้อม นำมาล้างสีออก ให้เหลือลายที่เขียนทับด้วยเทียน

ตามด้วยการลงสีพื้นทับทั้งหมด เตรียมแม่พิมพ์ไม้สำหรับการพิมพ์ (แกะเอง) ลงสีตามช่องตัวลายที่พิมพ์ลงไป ในส่วนหัวผ้าจะมีการปิดเทียนและลงสีเพิ่มเพื่อเพิ่มมิติให้กับตัวลาย หัวผ้าจะมีการเขียนและโชว์ลายมากกว่าตรงส่วนอื่น เมื่อลงสีทั้งหมดแล้ว จะรอให้ผ้าแห้งแล้วเคลือบทับด้วยโซเดียมซิลิเกต (ซึ่งเป็นกระบวนการเดียวกับการทำผ้าบาติก) ปล่อยให้แห้ง นำไปล้าง ต้มเอาเทียนออก แล้วซักล้างให้สะอาด

“เป็นที่น่ายินดีที่เมื่อปี 2558 กลุ่มศรียะลาบาติก รับการถ่ายทอดความรู้ในการพัฒนาเพิ่มมูลค่า ให้กับผ้า จาก สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ที่ส่งผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย ร่วมกับดีไซเนอร์ผู้มีชื่อเสียงหลายท่านอาทิ คุณธีระ ฉันทสวัสดิ์ และ คุณหิรัญพฤกษ์ ภัทรบริบูลย์กุล มาช่วยพัฒนาความรู้ จนสามารถประยุกต์ลวดลายให้เข้ากับยุคสมัย จากนั้น พวกเราได้นำมาปรับใช้ในด้านการออกแบบลายผ้า และกำหนดเทรนด์สี จากสีธรรมชาติ จนสามารถสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และลวดลายใหม่ๆ อยู่ตลอด” อาจารย์ปิยะ กล่าว

อาจารย์ปิยะ ยังกล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีลายผ้ามากกว่า 200 แบบ และทุกลายล้วนมีเรื่องราวเรื่องเล่าทั้งหมด นอกจากนี้ยังได้ถ่ายทอดความรู้ไปสู่ชุมชนต่างๆ อีกด้วย ซึ่งผ้าสามารถช่วยเหลือชุมชนได้ สามารถหล่อเลี้ยงคนในหมู่บ้านได้ ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถติดตามผลงานและผลิตภัณฑ์ของ กลุ่มศรียะลาบาติก ได้ทาง เพจเฟซบุ๊ค https://www.facebook.com/SriYala-Batik-100119233416832/?ref=page_internal, สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย #เล่าเรื่องผ้าไทยร่วมสมัย หรือโทร.084-1652312,087-8374007

“การได้ทำสิ่งที่เรารัก ได้สร้างอาชีพให้คนในชุมชน ให้มีรายได้ นั่นคือความภาคภูมิใจ และความสำเร็จของผม และอยากให้คนไทยรับรู้ว่า ปะลางิงเป็นวัฒนธรรมที่คุณสวมใส่ เป็นผ้าที่ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน มีความงดงาม และเมื่อได้ใช้ก็ยิ่งภาคภูมิใจที่เราได้ใช้ผ้าที่เป็นเอกลักษณ์ท้องถิ่นภาคใต้” อาจารย์ปิยะ กล่าวในท้ายที่สุด

สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.)

‘วัดพระธรรมกาย’ชวนจุดโคมประทีปวันมาฆบูชา ผ่าน Metaverse

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/635301

'วัดพระธรรมกาย'ชวนจุดโคมประทีปวันมาฆบูชา ผ่าน Metaverse

วันอาทิตย์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 20.42 น.

พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย กล่าวว่า หลังจากที่วัดพระธรรมกายได้เชิญชวนสาธุชนร่วมสวดมนต์ข้ามปีผ่าน Metaverse เพื่อต้อนรับพุทธศักราช 2565 ซึ่งมีผู้มาร่วมสวดมนต์ข้ามปีผ่าน Metaverse กว่า  20,000 คน

วัดพระธรรมกายจึงได้ปรับปรุงกิจกรรมบุญผ่าน Metaverse โดยในวันมาฆบูชาที่ 16 กุมภาพันธ์ 2565 นี้ ทางวัดพระธรรมกายจึงขอเชิญพุทธศาสนิกชนทุกท่านร่วม “จุดประทีปถวายเป็นพุทธบูชา ผ่านโลกเสมือนจริง” (Metaverse) ได้ทางเว็ปไซต์ https://meta.dmc.tv

โดยในครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมจุดประทีป สามารถเลือกตัวละครสวมชุดขาวได้ 5 ตัว ได้แก่ บุญธิกา, มหาสมบัติ, ทรัพย์สิริ, สุขะพลัง และ สิริโฉม โดยนอกจากจุดประทีปแล้ว ยังสามารถเวียนประทักษิณรอบพระเจดีย์ที่ชื่อว่า “เมตตาเจดีย์” (Metta Cetiya) โดยเลือกโคมประทีปได้มากมาย เช่น โคมดอกบัว โคมแก้ว เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังสามารถเดินชมนิทรรศการประวัติความสำคัญของวันมาฆบูชา, อานิสงส์การจุดประทีปถวายเป็นพุทธบูชา และร่วมสวดมนต์บทธรรมจักรกัปปวัตตนสูตรได้อีกด้วย โดยสามารถร่วมกิจกรรมบุญผ่านทาง Metaverse ได้ทุกวันตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

พิธีกรรมบุญในวันมาฆบูชาที่ 16 ก.พ. จะเริ่มในเวลา 19.00 น. เป็นต้นไป จึงขอเชิญสาธุชนร่วมจุดประทีปเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา สั่งสมบุญ เสริมสิริมงคลให้กับตนเอง ครอบครัว และประเทศชาติ  รายละเอียดอื่นๆ ติดตามได้ที่ https://meta.dmc.tv หรือโทร. 02-831-1000

มท.จัดพิธีมอบแบบลายผ้าขิดพระราชทาน’ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/635289

มท.จัดพิธีมอบแบบลายผ้าขิดพระราชทาน'ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา'

วันอาทิตย์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 18.16 น.

มท.จัดพิธีมอบแบบลายผ้าขิดพระราชทาน”ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา” ให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด-แม่บ้านมหาดไทยทั่วประเทศ เพื่อมอบนำไปทอ-ผลิตผ้าตามอัตลักษณ์ภูมิปัญญาแต่ละท้องถิ่น

เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2565 ที่โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเต็ลฯ เขตปทุมวัน กทม. นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เป็นประธานพิธีมอบแบบลายผ้าขิดพระราชทาน “ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา” ให้กับผู้ว่าราชการจังหวัด และประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัด ทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยมี นายชยาวุธ จันทร นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยผู้บริหารกรม หน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมในพิธี

โอกาสนี้ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดกรวยถวายราชสักการะเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และนำ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์และนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด และประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดทุกจังหวัด รับสมุดบันทึกแห่งความสุข (Calendar) และเจลแอลกอฮอล์พระราชทาน

จาก นั้นนายสุทธิพงษ์ ได้เปิดกรวยถวายเครื่องราชสักการะเบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และกล่าวสำนึกในพระมหากรุณา ใจความตอนหนึ่งว่า “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้ทรงอุทิศพระองค์ปฏิบัติบำเพ็ญพระกรณียกิจนานัปการ เพื่ออำนวยประโยชน์สุขแก่อาณาประชาราษฎร์ ทรงมุ่งมั่นที่จะสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์ พื้นฟู ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาหัตถกรรมไทย ให้ดำรงอยู่ยั่งยืนตลอดไป ด้วยพระอัจฉริยภาพ พระองค์ทรงต่อยอดผสมผสานมุมมองด้านแฟชั่นที่ร่วมสมัย แต่ยังคงไว้ซึ่งการสืบสานอัตลักษณ์ เรื่องราวประจำภูมิภาค เป็นคุณูปการอย่างยิ่งแก่ปวงชนคนไทย ทรงพระราชทานแบบลายผ้า ชื่อลาย “ผ้ามัดหมี่ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” แก่พสกนิกรชาวไทย อันเป็นสิ่งที่ประจักษ์ชัดถึงพระปรีชาสามารถในการออกแบบ เกิดความเชื่อมั่นว่าความงดงามของผ้าไทยจะคงอยู่คู่กับสังคมไทย โดยได้พระราชทานพระอนุญาตให้ กรมการพัฒนาชุมชน และสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ จัดการประกวดผ้าลายพระราชทาน”

“ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” นับเป็นมิ่งมงคลยิ่งต่อการเริ่มต้นกิจกรรมการประกวด ทรงพระราชทานลายผ้าบาติก 3 ลาย “ปาเต๊ะร่วมใจเทิดไท้เจ้าหญิง” “ท้องทะเลไทย” และ “ป่าแดนใต้” ที่พระองค์ได้แรงบันดาลพระทัยจากการเสด็จไปทอดพระเนตรงานศิลปหัตถกรรมจากภูมิปัญญาพื้นถิ่นในภาคใต้หลายครั้ง ทรงพบเห็นวิถีชีวิตและธรรมชาติของภาคใต้ที่มีเอกลักษณ์ แนวพระดำริทั้งหมดถูกถ่ายทอดลงบนผ้าลายบาติกพระราชทานนี้ เพื่อพระราชทานให้กับช่างฝีมือบาติก เป็นของขวัญตอบแทนมิตรภาพและความจริงใจที่ประชาชนชาวภาคใต้มอบให้กับพระองค์ อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มคุณค่าและมูลค่าของผลิตภัณฑ์ด้วยเรื่องราวและความหมายชวนประทับใจ เป็นการยกระดับผ้าไทยให้มีความร่วมสมัย สามารถก้าวสู่ระดับสากล เพื่อวิถีชุมชนที่ยั่งยืนเปรียบดังแสงสว่างแห่งวิถีความงดงามของอัตลักษณ์ไทยส่งผ่านไปสู่พี่น้องประชาชน นำทางให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนเศรษฐกิจฐานราก อันเป็นพลังที่จะสืบสานความเป็นไทยให้คงอยู่สืบไป” ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าว

จากนั้น นายสุทธิพงษ์ พร้อมด้วย ดร.วันดี และนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เชิญแบบลายผ้าขิดพระราชทาน “ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา” มอบให้ผู้ว่าราชการจังหวัด และประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัด ทุกจังหวัด เบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เพื่อมอบให้กับช่างทอผ้าทุกกลุ่ม ทุกเทคนิค นำไปทอผ้า ผลิตผ้าตามอัตลักษณ์ภูมิปัญญาของแต่ละท้องถิ่นในทุกจังหวัดทั่วประเทศ

ด้าน ดร.วันดี กล่าวว่า เมื่อวันที่ 23 ม.ค.65 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จพระราชดำเนิน ณ อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม ทอดพระเนตรกลุ่มทอผ้าไหมกลุ่มแรกของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ผ้าไทยและงานหัตถกรรมชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ วัดธาตุประสิทธิ์ และหอประชุมโรงเรียนนาหว้าพิทยาคม จังหวัดนครพนม เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี ของโครงการศิลปาชีพ และในโอกาสเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเจริญพระชนมพรรษา ครบ 90 พรรษา เพื่อสร้างการรับรู้ประวัติศาสตร์ สู่คนรุ่นหลัง และสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงอยู่สืบไป โดยมีสมาชิกกลุ่มทอผ้าไหมกลุ่มแรกของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ในพื้นที่จังหวัดนครพนม และราษฎรเฝ้าฯ รับเสด็จ ซึ่งในการเสด็จฯ ครั้งนี้ ทรงพระราชทานแบบลายผ้า “ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา” ผ่านปลัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับช่างทอผ้าทุกกลุ่ม ทุกเทคนิค นำไปทอผ้า ผลิตผ้าตามอัตลักษณ์ภูมิปัญญาของแต่ละท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยแบบลายผ้าดังกล่าวทรงได้รับแรงบันดาลพระทัยจาก “ผ้าขิดลายสมเด็จ” ที่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงพระราชทานแก่ราษฎร อันเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาผ้าไทยให้มีความร่วมสมัย โดยแต่ละลวดลายมีความหมายที่ลึกซึ้ง ได้แก่ “ลาย S ที่ท้องผ้า” หมายถึง สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงเป็นต้นแบบในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาผ้าไทย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้ทรงออกแบบให้เว้นช่องว่างไว้ เพื่อให้ราษฎรได้ร่วมถักทอลวดลายของตนเองลงในช่องว่าง เป็นการสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากแต่ละท้องถิ่น โดยลายขิดที่เป็นกรอบล้อมรอบตัว S นี้ หมายถึงความจงรักภักดีที่ชาวไทยมีต่อพระบรมราชจักรีวงศ์ “ลายเชิงผ้ารูปหัวใจ” หมายถึง ความรักของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่มีต่อปวงชนชาวไทย “ลาย S” ประกอบกับลายขิดที่เชิงผ้า หมายถึง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงปรารถนาให้คนไทยอยู่ดีมีสุข “ลายต้นสนที่เชิงผ้า” หมายถึง พระดำริในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในการฟื้นฟูประวัติศาสตร์ของโครงการศิลปาชีพฯ อันลายต้นสนนี้ เป็นลวดลายพื้นถิ่นที่ถักทออยู่บนผืนผ้าของบ้านนาหว้า จังหวัดนครพนม ที่ซึ่งเป็นจุดกำเนิดโครงการศิลปาชีพฯ “ลายหางนกยูงที่เชิงผ้า” หมายถึง ความตั้งพระทัยมั่นในการสืบสาน รักษาและต่อยอด พระราชกรณียกิจของสมเด็จย่าของพระองค์ ในการฟื้นคืนภูมิปัญญาผ้าไทยให้ดำรงคงอยู่คู่แผ่นดิน

“กระทรวงมหาดไทย น้อมนำแนวพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในการสืบสาน รักษาและต่อยอด พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ฟื้นคืนภูมิปัญญาผ้าไทยให้ดำรงคงอยู่คู่แผ่นดิน โดยกำหนดเป็นภารกิจสำคัญของกระทรวงมหาดไทย ปี 2565 ในการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้และสวมใส่ผ้าไทย ภายใต้โครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” เพื่ออนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนให้เห็นถึงบริบททางสังคมและวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่ รวมทั้งเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากเพื่อให้ประชาชนในแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศ ได้มีอาชีพ มีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดี และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน” นายสุทธิพงษ์ กล่าว

จากนั้นปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ ร่วมเสวนาการขับเคลื่อนโครงการตามแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” โดย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า “ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” ช่วยชุบชีวิตของผู้ประกอบการทอผ้าทั่วประเทศ อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะเห็นได้จากในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้พี่น้องประชาชนผู้ประกอบการทอผ้ามีรายได้เพิ่มขึ้น ทำให้คุณภาพชีวิตของคนไทยดีขึ้น ดังนั้น “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ผู้ว่าราชการจังหวัดและประธานแม่บ้านมหาดไทย ต้องเป็น “ทูตการสวมใส่ผ้าไทย” เป็นผู้นำในการสวมใส่ผ้าไทยและเชิญชวนพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ร่วมกันใส่ผ้าไทยในทุกโอกาส

ดร.วันดี กล่าวว่า “พระองค์มีพระราชหฤทัยมุ่งมั่นในการสืบสาน รักษา ต่อยอด งานของสมเด็จย่า โดยพระราชทาน ดั่งน้ำฝนตกที่ทะเลทราย กี่ที่เคยเงียบในทุกจังหวัด ก็เริ่มมีเสียงกระทบ เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ได้จากการทอผ้าขาย ส่งผลให้เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน และในปีนี้เป็นปีมหามงคล เนื่องในโอกาสสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จะทรงมีพระชนมพรรษา 90 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงเจริญพระชนมพรรษา 70 พรรษา และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะทรงเจริญพระชนมายุ 44 พรรษา ขอเชิญชวนทุกท่านได้ร่วมกันน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ด้วยการรณรงค์การสวมใส่ผ้าไทย เพื่อร่วมกันสร้างความภาคภูมิใจ และสร้างประวัติศาสตร์ให้ลูกหลานได้เรียนรู้และใส่ผ้าไทยให้สนุกในทุกวัน”

ด้าน นางรติรส จุลชาต ที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงโดยเสด็จสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการเยี่ยมเยียนราษฎรโดยเฉพาะกลุ่มทอผ้าในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ทำให้ได้ทรงซึมซับพระราชกรณียกิจของสมเด็จย่า นำไปสู่การต่อยอดในการเรียนต่อในทางศิลปกรรมศาสตร์ เพื่อทรงช่วยเหลือประชาชนในการพัฒนาผ้าให้เกิดความเป็นสากล นำไปสู่การขับเคลื่อนแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ทำให้ได้ชุบชีวิตพี่น้องประชาชน โดยในช่วยการระบาดโรคติดเชื้อโควิด-19 มียอดจำหน่ายผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ กว่า 561 ล้านบาท และเป็นยอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าไทยทั่วประเทศ จำนวนกว่า 9,911 ล้านบาท

ขณะที่ นายสมคิด จันทมฤก อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ.2565 กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน ได้ขับเคลื่อนการดำเนินโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก ผ่าน 6 กิจกรรมหลัก ได้แก่ 1.”สร้างแรงบันดาลใจ แบ่งปันความรู้” 2.สืบสานพระราชปณิธาน “โครงการนาหว้าโมเดล” ในโอกาสครบรอบ 50 ปีโครงการศิลปาชีพ 3.สืบสาน อนุรักษ์ ภูมิปัญญา ผ่าน “โครงการพัฒนารูปแบบชุมชนภูมิปัญญาเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ 4 ชุมชน” เพื่อให้เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ 4.เพิ่มคุณค่าภูมิปัญญาสู่สากล ผ่าน “โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสียอมร้อน” 5.การประกวดลายผ้าพระราชทานชุดที่ 3 และเปิดตัวแฟนเพจ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” และ 6.การรวบรวมการพัฒนาเพื่อจัดแสดงผ้าไหมไทย (Thai Silk Festival 2022)

“การขับเคลื่อนผ้าไทย เป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน เป็นการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้กับพี่น้องประชาชนคนไทย สร้างคุณภาพชีวิตประชาชน และเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศชาติ และเป็นหลักประกันว่าประเทศชาติเราจะมีความมั่นคงด้านเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้เป็นที่ยืนยันว่า ภูมิปัญญา องค์ความรู้จากการพึ่งพาตนเองที่พระองค์ท่านกำลังส่งเสริมเกิดเป็นรูปธรรมอย่างครบวงจร ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ จึงขอให้ทุกจังหวัดช่วยกันส่งเสริมตามภูมิสังคมในพื้นที่นั้นๆ โดยยึดถือเป้าหมายที่พระองค์ท่านพระราชทานพระดำริ คือ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทย เพื่อให้ภูมิปัญญาบรรพบุรุษอยู่ได้อย่างยั่งยืน” นายสุทธิพงษ์ กล่าว

– 006