NARIT ยืนยัน ดาวเทียม ‘KNACKSAT-2’ มจพ. ส่งข้อมูลกลับมาพื้นโลกสำเร็จ

NARIT ยืนยัน ดาวเทียม 'KNACKSAT-2' มจพ. ส่งข้อมูลกลับมาพื้นโลกสำเร็จ

NARIT ยืนยัน ดาวเทียม ‘KNACKSAT-2’ มจพ. ส่งข้อมูลกลับมาพื้นโลกสำเร็จ

วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.02 น.

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 01.02 น. สถานีภาคพื้นดินของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NARIT สามารถรับสัญญาณดาวเทียม KNACKSAT-2 ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ได้เป็นครั้งแรก หลังจากดาวเทียมถูกปล่อยออกจากสถานีอวกาศนานาชาติเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาประมาณ 15:55 น. (ตามเวลาประเทศไทย)

นับเป็นสัญญาณแรกของดาวเทียม KNACKSAT-2 ที่ส่งกลับมายังภาคพื้นดินและมีสถานีที่ทำการสังเกตการณ์รับได้ สำหรับข้อมูลชุดแรกที่ทาง NARIT รับได้นี้ ประกอบด้วย ชุดสัญญาณบีคอนโทรมาตร 11 ชุด (Telemetry Beacon) ที่สามารถถอดรหัสและทราบข้อมูลภายในของดาวเทียม KNACKSAT-2 ได้ เช่น ข้อมูลแบตเตอรี่ และโซลาร์เซลล์ ซึ่งจากข้อมูลเบื้องต้นพบว่าระบบพลังงานของดาวเทียมเริ่มกลับมาทำงานแล้ว

ต่อมาในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ช่วงเวลา 00:15 น. และ 01:51 น. สถานีภาคพื้นดินของ NARIT สามารถรับสัญญาณจากดาวเทียม KNACKSAT-2 ได้อีกครั้ง รวมเป็นข้อมูลจำนวน 14 ชุด โดยสัญญาณเหล่านั้นมีสัญญาณบีคอนโทรมาตร 7 ชุด รายงานสถานะระบบของดาวเทียม และ สัญญาณ Telemetry ตอบกลับจากการสั่งการบนพื้นโลก หรือ การ Telecommand แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการฟื้นตัวของดาวเทียมอย่างต่อเนื่อง

การรับและถอดรหัสสัญญาณในครั้งนี้ยืนยันได้ว่า ระบบผลิตและจัดการพลังงานไฟฟ้าทำงานอยู่ในช่วงค่าปกติ คอมพิวเตอร์บนดาวเทียมทำงานเสถียร ระบบสื่อสารสามารถส่ง Beacon และข้อมูลสถานะกลับมายังภาคพื้นได้ สัญญาณมีค่าความแรงและความเสถียรอยู่ในระดับที่เหมาะสม

หลังจากนี้ NARIT จะสังเกตการณ์ และรับสัญญาณบีคอนโทรมาตร (Telemetry Beacon) ย่านความถี่ UHF เพื่อสนับสนุนการตรวจสอบสถานะเบื้องต้นภายในดาวเทียม โดยทีม KNACKSAT-2 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) จะเป็นผู้ควบคุมภารกิจหลักต่อไป

นอกจากนี้ สถานีวิทยุสมัครเล่น และสถานีในเครือข่าย SatNOGS ในต่างประเทศสามารถรับสัญญาณจากดาวเทียม KNACKSAT-2  ได้แก่ อเมริกา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และยุโรป ซึ่งเป็นการยืนยันการส่งสัญญาณ และบ่งชี้ว่าดาวเทียมกำลังเข้าสู่ ช่วง LEOP ซึ่งดาวเทียม KNACKSAT-2 คาดว่าจะปฏิบัติภารกิจในวงโคจรต่ำที่ระดับความสูงประมาณ 400 กิโลเมตร เป็นระยะเวลาประมาณ 18 เดือน

‘เวฬา รุ่นที่ 4’ ติดอาวุธผู้นำองค์กร ขับเคลื่อนไทยสู่ Medical Hub

‘เวฬา รุ่นที่ 4’ ติดอาวุธผู้นำองค์กร ขับเคลื่อนไทยสู่ Medical Hub

‘เวฬา รุ่นที่ 4’ ติดอาวุธผู้นำองค์กร ขับเคลื่อนไทยสู่ Medical Hub

วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ร่วมแถลงข่าวความร่วมมือด้านวิชาการ พร้อมเปิดตัวหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการแพทย์และสุขภาพ “เวฬา รุ่นที่ 4” หรือ “Vitality Enhancement & Longevity Academy (VELA) Batch 4” โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ นพ.ปองพล วรปาณิ รองอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงความร่วมมือในการพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้านสุขภาพและการแพทย์ และการเดินหน้าสร้างเครือข่ายผู้บริหารที่แข็งแกร่งเพื่อรับมือสังคม สูงวัย ด้วยองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมแพทย์สมัยใหม่และประสบการณ์การเรียนรู้ระดับโลก ณ ห้องประชุม 202 อาคารจามจุรี 4

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ เปิดเผยว่า หลักสูตรดังกล่าวไม่ใช่เพียงการเรียนเชิงวิชาการ แต่เป็นการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ มหาวิทยาลัย และภาคส่วนต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายและแนวทางดูแลสุขภาพเชิงระบบ โดยเน้นให้ประชาชนมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพและมีสุขภาวะที่ดีตลอดช่วงชีวิต ที่ผ่านมาโครงการได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจาก 3 รุ่นก่อนหน้า และในรุ่นที่ 4 มีผู้สมัครจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบุคลากรระดับผู้นำที่มีบทบาทสำคัญต่อองค์กรและสังคม สามารถนำองค์ความรู้ไปพัฒนานโยบายและสร้างผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในวงกว้าง อย่างไรก็ตามจุฬาฯ ยังมุ่งใช้หลักสูตรเป็นต้นแบบการเรียนรู้เพื่อประชาชน ผ่านการบูรณาการองค์ความรู้ด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิต ควบคู่กับแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้สังคมหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพในทุกช่วงวัย

รศ.ดร.ธิติ บวรรัตนารักษ์ คณบดีวิทยาลัยสหศาสตร์บูรณาการแห่งจุฬาฯ กล่าวว่า หลักสูตร “เวฬา” เกิดจากความร่วมมือของ 3 ภาคส่วนสำคัญ ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยวิทยาลัยสหศาสตร์บูรณาการ (เปลี่ยนจากบัณฑิตวิทยาลัย) คณะแพทยศาสตร์ และวิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และ Degree Plus เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ด้านการแพทย์สมัยใหม่ที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์เข้ากับมิติการบริหารจัดการและภาวะผู้นำในยุค Longevity Living หลักสูตรมุ่งเสริมศักยภาพผู้นำให้เข้าใจสุขภาพในฐานะปัจจัยเชิงกลยุทธ์ขององค์กรและชีวิตระยะยาว เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมสูงวัยและเศรษฐกิจสุขภาพที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ด้าน นพ.ปองพล วรปาณิ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวเสริมว่า กรมอนามัยตระหนักดีว่าลำพังนโยบายภาครัฐอาจไม่เพียงพอต่อการรับมือความท้าทายด้านสุขภาพ จำเป็นต้องอาศัย “ผู้นำ” ที่มีวิสัยทัศน์ ความร่วมมือกับจุฬาฯ ในหลักสูตรเวฬาต่อเนื่องมาถึงรุ่นที่ 4 นี้ เป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จ โดยหลักสูตรเวฬารุ่นนี้มีความพิเศษคือการเน้นเรื่องนวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายกระทรวงสาธารณสุขที่ต้องการยกระดับระบบสุขภาพไทยด้วยเทคโนโลยี

ด้าน ผศ.ดร.นพ.อมรพันธุ์ เสรีมาศพันธุ์ ประธานดำเนินการหลักสูตร กล่าวว่า เนื้อหาในปีนี้จะพาผู้เรียนก้าวสู่ “Future Medicine” ด้วย 3 แกนหลัก คือ 1.AI & Tech เจาะลึก Generative AI ทางการแพทย์พร้อมดูงานที่ Microsoft Thailand 2.Precision & Reverse Aging  รู้ลึกเรื่องเวชศาสตร์แม่นยำและการย้อนวัย และ 3.Global Perspective กับทริปศึกษาดูงานด้าน Longevity และระบบสาธารณสุขระดับโลก ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน หลักสูตรออกแบบในรูปแบบ Executive Brief ที่ย่อยเนื้อหาซับซ้อนให้เข้าใจง่าย เหมาะสำหรับผู้บริหารจากหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่จำกัดเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์

สำหรับรายละเอียดการอบรม หลักสูตร “เวฬา” รุ่นที่ 4 จะเรียนทุกวันพุธ ระหว่างวันที่ 6 พฤษภาคม – 23 กันยายน 2569 เวลา: 13.30 – 17.30 น. (บรรยายและกิจกรรม) และต่อด้วยกิจกรรม Networking ถึงเวลาประมาณ 21.00 น. ณ at work ชั้น 6 อาคาร Central Park Offices โดยมีค่าธรรมเนียมการอบรม 225,000 บาท ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Website: lifelong.chula.ac.th/vela ,  Facebook: velaExecEd , LINE Official: @velaExecEd

DPU เปิดเวทีโชว์ทักษะ 4 ภาษา เชื่อมโลกธุรกิจ – วัฒนธรรม

DPU เปิดเวทีโชว์ทักษะ 4 ภาษา เชื่อมโลกธุรกิจ - วัฒนธรรม

DPU เปิดเวทีโชว์ทักษะ 4 ภาษา เชื่อมโลกธุรกิจ – วัฒนธรรม

วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆนี้ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดการประกวดศักยภาพทางภาษา “Empowering Potential Language Competition” ครั้งที่ 1 ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เปิดเวทีให้นักเรียนมัธยมปลายทั่วประเทศได้แสดงศักยภาพใน 4 ภาษา ทั้งจีนธุรกิจ อังกฤษธุรกิจ ญี่ปุ่น และเกาหลี ผ่านโจทย์การใช้ภาษาเชิงประยุกต์ ตั้งแต่ไลฟ์สดขายสินค้า สุนทรพจน์ ไปจนถึงออกแบบบูธวัฒนธรรม โดยมี ผศ.ดร.พัทธนันท์ เพชรเชิดชู รองอธิการบดีสายงานวิชาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยผู้บริหาร คณาจารย์ คณะครู นักเรียนและนักศึกษา ร่วมในพิธี ณ ห้องประชุมปรีดี พนมยงค์ ชั้น 6 อาคารเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

ผศ.ดร.พัทธนันท์ กล่าวว่า การแข่งขันประกวดศักยภาพทางภาษาครั้งนี้จัดขึ้นครั้งแรก เนื่องจากโลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทักษะด้านภาษาเป็นทุนแห่งโอกาสและเครื่องมือในการเข้าสู่สังคมและเศรษฐกิจสากล ซึ่ง DPU ได้นำ AI เข้ามาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอนภาษาทั้ง 4 หลักสูตร เพื่อพัฒนาทักษะนักศึกษาให้ตอบโจทย์ธุรกิจของโลกในอนาคต และมุ่งสร้างเครือข่ายนานาชาติกับสถาบันทางภาษาในต่างประเทศเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน เพราะภาษาและวัฒนธรรมของแต่ละชาติเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก การที่นักศึกษาได้เรียนรู้จากเจ้าของภาษา จึงเป็นการเรียนรู้วัฒนธรรมของแต่ละชาติโดยตรงไปพร้อมกัน ทั้งนี้ เพื่อให้พร้อมสำหรับการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม และทำงานร่วมกับผู้อื่นในพหุวัฒนธรรมได้

“การแข่งขันครั้งนี้เป็นเวทีให้นักเรียนได้แสดงความสามารถทางภาษาทั้ง 4 ภาษา ผ่านรูปแบบที่กำหนดไว้ในการแข่งขันสอดรับกับทักษะและการใช้งานจริงในโลกปัจจุบัน เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมศักยภาพของนักเรียน ตามความเชื่อของ DPU ว่ามนุษย์ทุกคนมีศักยภาพที่หลากหลาย เรามีหน้าที่สร้างกลไกในการดึงศักยภาพและพัฒนาทักษะเหล่านั้นให้เด็กและเยาวชน เพื่อนำมาพัฒนาสังคมและประเทศชาติต่อไป” รองอธิการบดีสายงานวิชาการ DPU กล่าว

ดร.วริศ ลิ้มลาวัลย์ คณบดีคณะศิลปศาสตร์ กล่าวว่า การแข่งขันศักยภาพทางภาษาในปีแรก มีนักเรียนสมัครเข้าร่วมการแข่งขันทั้งสิ้น 235 คน จากโรงเรียน 61 แห่งทั่วประเทศ โดยมีผู้ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้าย 131 คน จากโรงเรียน 41 แห่ง สำหรับการแข่งขันครั้งนี้แบ่งออกเป็น 4 รูปแบบ ได้แก่ ภาษาจีนธุรกิจ ไลฟ์สดขายสินค้าไทยเป็นภาษาจีน ภาษาอังกฤษธุรกิจ เป็นการแสดงบทบาทสมมติเป็นทีม หรือ “English Role-Playing Competition” ภาษาเกาหลี เป็นสุนทรพจน์เดี่ยวว่าด้วยการท่องเที่ยวไทยตามวิถีชุมชนอย่างยั่งยืน และภาษาญี่ปุ่น DPU Japan Fair เปิดตำนานแดนอาทิตย์อุทัย ผ่านการออกแบบบูธ ซึ่งการแข่งขันในแต่ละภาษามีคณะกรรมการตัดสินจากทั้งอาจารย์ภายในมหาวิทยาลัย และผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก อาทิ Japan Foundation Bangkok, Korea Education Center  รวมถึงตัวแทนองค์กรภาคเอกชน และคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำ เพื่อให้การตัดสินมีมาตรฐานเป็นกลาง และสะท้อนมุมมองวิชาชีพอย่างรอบด้าน

คณบดีคณะศิลปศาสตร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการสังเกตการณ์และรับฟังความเห็นจากคณะกรรมการทั้ง 4 ภาษา ต่างชื่นชมศักยภาพด้านภาษาของนักเรียนที่เข้าร่วมการแข่งขันทุกคน แม้บางคนจะไม่ได้รับรางวัลจากการแข่งขัน แต่ได้รับการชี้แนะจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สามารถนำไปต่อยอดการศึกษาได้ในอนาคต หรือนำไปพัฒนาเพื่อกลับมาแข่งขันใหม่อีกครั้งในปีหน้า โดยรูปแบบการแข่งขันแต่ละภาษามีความหลากหลายที่ช่วยส่งเสริมศักยภาพของนักเรียนอย่างรอบด้าน ทั้งทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การนำเสนอเชิงธุรกิจ และความคิดสร้างสรรค์ ซึ่ง DPU ต้องการผลักดันให้เวทีแห่งนี้เป็นเวทีแสดงศักยภาพทางด้านภาษาในระดับประเทศที่น้อง ๆ ระดับ ม.ปลายต้องการมาแสดงศักยภาพด้านภาษา โดยจะจัดอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ซึ่งน่ายินดีว่าในการแข่งขันครั้งนี้มีหน่วยงานและภาคเอกชนขอเข้าร่วมสังเกตการณ์มากมาย ซึ่งขอเรียนเชิญเป็นพันธมิตรร่วมจัดการแข่งขันในครั้งต่อไป

ทั้งนี้ รางวัลชนะเลิศจะได้รับถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมทุนการศึกษาคณะศิลปศาสตร์ ระดับปริญญาตรี 100% ตลอดหลักสูตร และเงินสด 10,000 บาท, รองชนะเลิศอันดับหนึ่ง ได้รับโล่รางวัลจากอธิการบดี DPU พร้อมทุนการศึกษาคณะศิลปศาสตร์ ระดับปริญญาตรี 50% ตลอดหลักสูตร และเงินสด 5,000 บาท รองชนะเลิศอันดับสอง ได้รับโล่รางวัลจากคณบดีคณะศิลปศาสตร์ พร้อมทุนการศึกษาคณะศิลปศาสตร์ ระดับปริญญาตรี 25% ตลอดหลักสูตร และเงินสด 3,000 บาท ส่วนรางวัลชมเชยอันดับที่หนึ่ง และรางวัลชมเชยอันดับที่สอง ได้รับเกียรติบัตรพร้อมทุนการศึกษา 20% และเงินสด 2,000 บาท

ผลการแข่งขันการประกวดศักยภาพทางภาษาอังกฤษธุรกิจ ผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ โรงเรียนยอแซฟอุปถัมภ์ จ.นครปฐม (ทีมที่ 1) รองชนะเลิศอันดับหนึ่ง ได้แก่ โรงเรียนบุญวัฒนา (ทีมที่ 1) และรองชนะเลิศอันดับสอง ได้แก่ โรงเรียนสิรินธรราชวิทยาลัย (ทีมที่ 1) รางวัลชมเชยอันดับที่หนึ่ง ได้แก่ โรงเรียนนวมินราชูทิศ เตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า และรางวัลชมเชยอันดับสอง ได้แก่ โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จ.ปัตตานี (ทีมที่ 1)

ภาษาจีนธุรกิจ ผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ โรงเรียนดัดดรุณี (ทีมที่ 1) รองชนะเลิศอันดับหนึ่ง ได้แก่ โรงเรียนอากาศอำนวยศึกษา (ทีมที่ 1) และรองชนะเลิศอันดับสอง ได้แก่ โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย (ทีมที่ 2) รางวัลชมเชยอันดับที่หนึ่ง ได้แก่ โรงเรียนอากาศอำนวยศึกษา (ทีมที่ 2) และรางวัลชมเชยอันดับสอง ได้แก่ โรงเรียนดัดดรุณี ทีมที่ 2

ภาษาญี่ปุ่น ผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ โรงเรียนกำแพงเพชรวิทยาคม รองชนะเลิศอันดับหนึ่ง ได้แก่ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และรองชนะเลิศอันดับสอง ได้แก่ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รางวัลชมเชยอันดับที่หนึ่ง ได้แก่ โรงเรียนอากาศอำนวยศึกษา และรางวัลชมเชยอันดับสอง ได้แก่ โรงเรียนระยองวิทยาคม

ภาษาเกาหลี ผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ โรงเรียนราชโบริกานุเคราะห์ รองชนะเลิศอันดับหนึ่ง ได้แก่ โรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ และรองชนะเลิศอันดับสอง ได้แก่ โรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาสรรพ์ รางวัลชมเชยอันดับที่หนึ่ง ได้แก่  โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และรางวัลชมเชยอันดับสอง ได้แก่ โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย

นักศึกษา มวล.คว้ารองแชมป์เวทีนานาชาติ ‘ASCN & SUN Thailand 2026’ ซิวตั๋วบินลัดฟ้าไปโชว์ผลงานที่ญี่ปุ่น

นักศึกษา มวล.คว้ารองแชมป์เวทีนานาชาติ ‘ASCN & SUN Thailand 2026’ ซิวตั๋วบินลัดฟ้าไปโชว์ผลงานที่ญี่ปุ่น

นักศึกษา มวล.คว้ารองแชมป์เวทีนานาชาติ ‘ASCN & SUN Thailand 2026’ ซิวตั๋วบินลัดฟ้าไปโชว์ผลงานที่ญี่ปุ่น

วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นักศึกษาหลักสูตรการตลาดดิจิทัลและการสร้างแบรนด์ สำนักวิชาการจัดการ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.) คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จากการนำเสนอผลงาน “EcoLoop Community Model” ในงานประชุมวิชาการ ASCN & SUN Thailand 2026 ชูแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนแก้ปัญหาชุมชนอย่างยั่งยืน พร้อมรับสิทธิ์เป็นตัวแทนประเทศไทยเดินทางไปนำเสนอผลงานรอบชิงชนะเลิศ ณ ประเทศญี่ปุ่น

ผศ.ดร.พิมพ์ลภัส พงศกรรังศิลป์ คณบดีสำนักวิชาการจัดการ มวล. เปิดเผยว่า สำนักวิชาฯ ได้ส่งตัวแทนนักศึกษาหลักสูตรการตลาดดิจิทัลและการสร้างแบรนด์ ได้แก่ นางสาวนภัสสร รัตนสุวรรณ, นายนพนันท์ เศรษฐี และนางสาวอานัสนา ปาแต เข้าร่วมการแข่งขันในงานประชุมวิชาการระดับนานาชาติ ASCN & SUN Thailand 2026 ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีทีมที่ผ่านการคัดเลือกจากเครือข่ายมหาวิทยาลัยทั่วประเทศไทยและเอเชียรวมกว่า 13 ทีม

ผลการแข่งขันปรากฏว่า ทีมนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ สามารถทำผลงานได้อย่างโดดเด่น คว้ารางวัล รองชนะเลิศอันดับ 1 พร้อมเงินรางวัล 20,000 บาทภายใต้หัวข้อ “SDGs Integration: บูรณาการความรู้สู่การปฏิบัติจริง” ผ่านโครงงาน “EcoLoop Community Model” ซึ่งเป็นโมเดลที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงและตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน จนได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปนำเสนอผลงานในระดับนานาชาติ ณ ประเทศญี่ปุ่น ช่วงปลายปีนี้

“รางวัลครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพรอบด้านของนักศึกษา ทั้งในด้านความคิดสร้างสรรค์ การทำงานเป็นทีม และความกล้าแสดงออกบนเวทีสากล ผลงาน EcoLoop Community Model ยืนยันอย่างชัดเจนว่านักศึกษาของเราไม่ได้เรียนรู้เพียงทฤษฎีในห้องเรียน แต่สามารถต่อยอดองค์ความรู้สู่การสร้างนวัตกรรมเพื่อชุมชนและเศรษฐกิจหมุนเวียนได้จริง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาของสำนักวิชาฯ ที่มุ่งเน้นการพัฒนานักศึกษาแบบองค์รวม (Holistic Development) ผ่านการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการและการเปิดโอกาสสู่เวทีระดับโลก” ผศ.ดร.พิมพ์ลภัส กล่าว

ด้าน น.ส.อานัสนา ปาแต ตัวแทนทีมผู้พัฒนาโมเดล กล่าวถึงรายละเอียดของผลงานว่า EcoLoop Community Model คือโมเดลการพัฒนาชุมชนที่ใช้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาเป็นหัวใจหลักในการเปลี่ยน ‘ขยะ’ ให้เป็น ‘มูลค่า’ โดยวางระบบการทำงานอย่างครบวงจร ตั้งแต่การจัดการขยะที่ต้นทาง การเพิ่มมูลค่าสินค้าชุมชน การออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ไปจนถึงการปลูกฝังพฤติกรรมความยั่งยืนให้เกิดขึ้นในวิถีชีวิตของคนในชุมชน

“ขณะนี้ทีมงานกำลังเตรียมความพร้อมอย่างเข้มข้น ทั้งการลงพื้นที่เก็บข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นจากชุมชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมที่สุด นอกจากนี้ยังมุ่งพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ โดยฝึกการเล่าเรื่อง (Storytelling) และจำลองสถานการณ์การตอบคำถามร่วมกับอาจารย์และเพื่อนในทีม เพื่อสร้างความมั่นใจในการเป็นตัวแทนประเทศไทยไปนำเสนอผลงานสู่สายตานานาชาติ” น.ส.อานัสนา กล่าวทิ้งท้าย

หนุนแพทย์จุฬาฯ คว้ามาตรฐานสากล ‘GMP PIC/S’ ปั้นฐานผลิต ‘สเต็มเซลล์’ เพื่อการรักษาระดับโลก!

หนุนแพทย์จุฬาฯ คว้ามาตรฐานสากล ‘GMP PIC/S’ ปั้นฐานผลิต ‘สเต็มเซลล์’ เพื่อการรักษาระดับโลก!

หนุนแพทย์จุฬาฯ คว้ามาตรฐานสากล ‘GMP PIC/S’ ปั้นฐานผลิต ‘สเต็มเซลล์’ เพื่อการรักษาระดับโลก!

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. ร่วมแสดงความยินดีในความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ของวงการแพทย์ไทย ในพิธีมอบหนังสือรับรองมาตรฐานการผลิตยาที่ดี (GMP) และการกระจายยาที่ดี (GDP) ตามมาตรฐาน PIC/S แก่ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง (Excellence Center for Advanced Therapy Medicinal Products; EC-ATMPs) คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โดยนับเป็นโรงเรียนแพทย์และโรงพยาบาลแห่งแรกของไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลนี้สำหรับการผลิตสเต็มเซลล์เพื่อการศึกษาวิจัยในมนุษย์ที่สอดคล้องกับกฎหมายควบคุมกำกับ พร้อมเดินหน้ายกระดับไทยสู่ศูนย์กลางการแพทย์ชั้นสูง (Medical Hub) เต็มรูปแบบ โดยได้รับเกียรติจาก นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานมอบหนังสือรับรองฯ ณ กระทรวงสาธารณสุข

การได้รับรองมาตรฐาน GMP PIC/S (Pharmaceutical Inspection Co-operation Scheme) ของศูนย์ EC-ATMPs ในครั้งนี้ มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นมาตรฐานที่เข้มงวดและได้รับการยอมรับทั่วโลก การรับรองนี้ครอบคลุมการผลิตผลิตภัณฑ์ประเภทเซลล์บำบัด ชนิด Mesenchymal Stem Cells เพื่อใช้ในการวิจัยในมนุษย์ ซึ่งจะนำไปสู่การรักษาโรคที่ซับซ้อนและยังไม่มีทางรักษาที่มีประสิทธิภาพในปัจจุบัน อาทิ โรคพังผืดในปอด, โรคข้อเข่าเสื่อม, โรคไต และโรค Graft-versus-host disease (GVHD)

ปัจจุบัน การรักษาด้วยเซลล์บำบัดต้องนำเข้าผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศซึ่งมีราคาสูงมหาศาล (ประมาณ 500,000 – 50,000,000 บาทต่อการรักษา) การที่ประเทศไทยสามารถผลิต MSCs ได้เองด้วยมาตรฐานสากล จะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้า ประหยัดงบประมาณด้านสาธารณสุขของประเทศ และเพิ่มโอกาสให้คนไทยเข้าถึงการรักษาด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงได้มากขึ้น ถือเป็นการสร้างความมั่นคงทางสุขภาพ (Health Security) ควบคู่ไปกับการสร้างเศรษฐกิจใหม่

ศ.ดร.ณัฐดนัย หาญการสุจริต ผู้อำนวยการแผนงาน บพข. เปิดเผยว่า โครงการนี้ บพข. ได้ให้การสนับสนุนทุนวิจัยกว่า 77.2 ล้านบาท โดยมี บจก.รีโว่เมด (ไทยแลนด์) เป็นผู้ให้ทุนร่วมทั้งในรูปแบบ in cash และ in kind กว่า 19.3 ล้านบาท มาตั้งแต่ปี 2566 เพื่อผลักดันให้เกิด ‘การพัฒนาแพลตฟอร์มการผลิตมีเซนไคมอลสเต็มเซลล์ (Mesenchymal Stem Cells: MSCs) ตามมาตรฐาน GMP’ ซึ่งเป็นการก้าวข้ามหุบเหวแห่งความตายของงานวิจัยไทย ให้สามารถออกจากห้องแล็บไปสู่กระบวนการผลิตระดับอุตสาหกรรมจริงที่ได้มาตรฐานระดับโลก เพื่อนำไปใช้รักษาผู้ป่วยได้จริง

ดร.ชัยยง โกยกุล อาจารย์ประจำด้านยุทธศาสตร์องค์กร คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวเสริมว่า การพัฒนาดังกล่าวเป็นองค์ความรู้ใหม่ของประเทศที่มีความซับซ้อนสูง ต้องอาศัยการลงทุนงบประมาณจำนวนมากและระยะเวลาในการพัฒนาที่ยาวนาน ซึ่งอยู่ในช่วง Valley of Death” ที่ภาคเอกชนมักไม่กล้าลงทุน หากขาดการสนับสนุนทุนจาก บพข. การพัฒนาศักยภาพในการผลิต ATMPs ของประเทศไทยจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ มาตรฐาน GMDP PIC/S ที่ได้รับการรับรองในครั้งนี้ ถือเป็นรากฐานสำคัญที่จะนำไปสู่การศึกษาวิจัยในมนุษย์อย่างมีคุณภาพและปลอดภัย รวมถึงเปิดโอกาสให้เกิดการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ในอนาคต ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูง อันเป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิตและส่งเสริมความมั่นคงด้านสุขภาพ รวมถึงการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อไป

การสนับสนุนของ บพข. ไม่เพียงแต่เป็นตัวเงิน แต่เป็นการร่วมวางแผนกลยุทธ์เพื่อปิดช่องว่างในการพัฒนา โดยมุ่งเน้นการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ด้วยการสนับสนุนให้เกิดโรงงานผลิตยาชีววัตถุและเซลล์บำบัดในโรงพยาบาลรัฐที่ได้มาตรฐานสากล การสร้างบุคลากร พัฒนากำลังคนเชี่ยวชาญด้าน ATMPs ซึ่งเป็นที่ต้องการสูงในตลาดโลก และการสร้างระบบนิเวศ เชื่อมโยงงานวิจัยสู่ภาคเอกชน (Technology Transfer) เพื่อให้เกิดการผลิตเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม S-Curve ใหม่ของประเทศ

“การได้รับมาตรฐาน GMDP ในวันนี้ คือเครื่องพิสูจน์ว่า ประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นผู้เล่นหลักในอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร บพข. พร้อมที่จะสนับสนุนและผลักดันงานวิจัยระดับ Deep Tech ให้ก้าวไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน” ศ.ดร.ณัฐดนัย กล่าวทิ้งท้าย

‘Climate Innovation – Net Zero’ ปฏิรูปอาชีวะ ชู ‘ทักษะเหนือปริญญา’

‘Climate Innovation - Net Zero’ ปฏิรูปอาชีวะ ชู ‘ทักษะเหนือปริญญา’

‘Climate Innovation – Net Zero’ ปฏิรูปอาชีวะ ชู ‘ทักษะเหนือปริญญา’

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศาสตราจารย์กิตติคุณบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สภานโยบาย) ครั้งที่ 2/2569 โดยมี นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะรองประธาน พร้อมด้วย ศ. ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. และ ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ในฐานะเลขานุการสภานโยบาย รวมถึงผู้บริหารระดับสูงและผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

โดยที่ประชุมสภานโยบายได้ให้ความเห็นชอบ “ข้อเสนอเพื่อขับเคลื่อนภารกิจด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) พ.ศ.2570 – 2575” เพื่อสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการนำพาประเทศเปลี่ยนผ่านไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ และดำเนินการตามกลไกของความตกลงปารีส เพื่อลดผลกระทบทั้งความเสี่ยงทางกายภาพและความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน

ทั้งนี้ ข้อเสนอดังกล่าวมุ่งเน้นการใช้เครื่องมือทาง อววน. เข้ามาสนับสนุน การปรับตัวและสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ทุกภาคส่วน เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของผู้ประกอบการภายในประเทศให้สามารถรับมือกับเงื่อนไขมาตรการทางการค้าใหม่ๆ ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสในการดึงดูดการลงทุนและเพิ่มมูลค่า GDP ให้สูงขึ้น รวมถึงส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง โดยประกอบด้วย 3 แผนงานหลัก ได้แก่ 1.กรอบและแผนงานวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก และงานวิจัยเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น การเสริมศักยภาพการเตือนภัยล่วงหน้า การจัดการทรัพยากรน้ำ การเกษตรยั่งยืน และการประเมินความเสี่ยงต่อภัยพิบัติ  2.แผนงานการพัฒนากำลังคนทักษะสูง เร่งสร้างบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อรองรับผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมและบริการในการเปลี่ยนผ่านสู่ตลาดสีเขียว รวมทั้งผลิตกำลังคนที่จะทำหน้าที่เป็นกลไกสนับสนุน ทั้งนักนโยบาย ภาครัฐ และประชาชน  และ 3.แผนงาน Net Zero Campus สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศโดยส่งเสริมให้สถาบันอุดมศึกษาเป็นพื้นที่ต้นแบบในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นพื้นที่ทดลองนวัตกรรม และมีระบบการประเมินคาร์บอนที่เป็นมาตรฐานเดียวกับประเทศ

ศาสตราจารย์กิตติคุณบวรศักดิ์ ได้ให้ข้อคิดเห็นเชิงนโยบายต่อระบบบริหารราชการแผ่นดินที่ยังขาดการบูรณาการ โดยยกตัวอย่างประเด็นเร่งด่วนอย่างการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งปัจจุบันหน่วยงานรับผิดชอบกระจายอยู่ในหลายกระทรวง จึงเสนอให้พิจารณาจัดตั้งหน่วยงานกลางระดับกระทรวง เพื่อให้การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างมีเอกภาพและประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ในมิติด้านการพัฒนากำลังคน ได้เสนอแนะให้เร่งปฏิรูปอาชีวศึกษา โดยปรับเปลี่ยนค่านิยมจากที่มุ่งเน้น ‘ปริญญา’ ไปสู่การสร้าง ‘ทักษะที่ปฏิบัติได้จริง’ (ทักษะเหนือปริญญา) เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจยุคใหม่ และเชื่อมโยงกับระบบการอุดมศึกษาอย่างเป็นระบบ โดยเร่งให้ สอวช. ประสานความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงาน ก.พ. และตัวแทนผู้ประกอบการ เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง พร้อมเร่งปรับเปลี่ยนมุมมองและค่านิยมที่มีต่อระบบอาชีวศึกษาใหม่

‘นฤมล’ สั่งปิดด่วน รร.บ้านบางหว้า เหตุยิงกันดับใกล้โรงเรียน ยังจับมือปืนไม่ได้

‘นฤมล’ สั่งปิดด่วน รร.บ้านบางหว้า เหตุยิงกันดับใกล้โรงเรียน ยังจับมือปืนไม่ได้

‘นฤมล’ สั่งปิดด่วน รร.บ้านบางหว้า เหตุยิงกันดับใกล้โรงเรียน ยังจับมือปืนไม่ได้

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.32 น.

“รมว.นฤมล”สั่งปิด รร.บ้านบางหว้า จ.พังงา  หลังเหตุยิงกันดับคาซอยใกล้โรงเรียน ยังล่าตัวมือปืนไม่ได้ ย้ำความปลอดภัยต้องมาก่อน เตือนสถานศึกษาทั่ว ปท.เข้มแผนเผชิญเหตุ สกัดพฤติกรรมเลียนแบบ

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 14.30 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า  ได้รับรายงานเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนก่อเหตุในพื้นที่หมู่ที่ 9 ตำบลคุระ อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต โดยจุดเกิดเหตุอยู่บริเวณใกล้เคียง โรงเรียนบ้านบางหว้า สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนในพื้นที่ รวมถึงนักเรียน ครู และผู้ปกครองอย่างมาก

ศ.ดร.นฤมล ระบุว่า ทันทีที่ได้รับรายงาน ได้ประสานไปยังผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านบางหว้า ให้พิจารณาหยุดทำการเรียนการสอนเป็นการชั่วคราวในวันนี้เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา เนื่องจากขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่สามารถจับกุมตัวผู้ก่อเหตุได้ สำหรับการเปิดเรียนในวันจันทร์ที่ 23 ก.พ. 2569 นั้น หากสถานการณ์คลี่คลายและเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมความปลอดภัยในพื้นที่ได้ ทางโรงเรียนจะกลับมาเปิดทำการเรียนการสอนตามปกติ แต่หากยังมีความเสี่ยงจะมีการพิจารณามาตรการเพิ่มเติมโดยยึดหลักปลอดภัยไว้ก่อนเป็นสำคัญ

ศ.ดร.นฤมล ยังฝากถึงสถานศึกษาทั่วประเทศให้เพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังความปลอดภัยภายในและโดยรอบสถานศึกษา โดยเฉพาะการสังเกตพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายเลียนแบบเหตุรุนแรง (Copycat Behavior) ซึ่งมักเกิดขึ้นหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ และอาจสร้างความสูญเสียซ้ำแบบเหตุการณ์ที่จังหวัดสงขลา จึงขอให้ทุกโรงเรียนทบทวนแผนเผชิญเหตุ ตรวจสอบระบบรักษาความปลอดภัย ประสานผู้ปกครอง และดูแลสภาพจิตใจนักเรียนอย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัยของลูกหลานของเรา 
 

ส.ล.ศ.จับมือ! ยกระดับนวัตกรรม ‘นักเรียนยุคใหม่’ ต่อยอดทักษะสู่อาชีพ

ส.ล.ศ.จับมือ! ยกระดับนวัตกรรม 'นักเรียนยุคใหม่' ต่อยอดทักษะสู่อาชีพ

ส.ล.ศ.จับมือ! ยกระดับนวัตกรรม ‘นักเรียนยุคใหม่’ ต่อยอดทักษะสู่อาชีพ

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.49 น.

‘เซนต์หลุยส์ศึกษา’ จับมือ เอ็มม่า อลิส! ยกระดับนวัตกรรม ‘นักเรียนยุคใหม่’ ต่อยอดทักษะสู่อาชีพ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมเซนต์หลุยส์ 4 เซอร์ปาตริส พรนภา ปรัชญาคุณ ผู้จัดการและผู้อำนวยการโรงเรียนเซนต์หลุยส์ศึกษา เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือร่วมกับผู้แทนจาก ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็มม่า อลิส โดยมีคณะผู้บริหารและคณะครูร่วมเป็นสักขีพยานในความร่วมมือครั้งสำคัญนี้

เซอร์ปาตริส พรนภา เปิดเผยว่า นอกเหนือจากด้านคุณธรรมจริยธรรมที่โรงเรียนเน้นย้ำมาตลอด ความร่วมมือในครั้งนี้จะเข้ามาเติมเต็มด้าน ‘ทักษะแห่งอนาคต’ โดยการนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน เพื่อให้นักเรียนไม่ได้เรียนรู้เพียงแค่ในตำรา แต่สามารถนำความรู้ไปแก้ปัญหาและต่อยอดในการประกอบอาชีพในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ด้านผู้แทนจากห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็มม่า อลิส ระบุว่า มีความยินดีที่จะสนับสนุนทั้งด้านองค์ความรู้และทรัพยากร เพื่อบ่มเพาะเยาวชนให้มีความคิดสร้างสรรค์และปรับตัวเก่ง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของประชากรในโลกยุคใหม่

การลงนามในครั้งนี้ ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการสร้างเครือข่ายระหว่างสถานศึกษากับภาคเอกชน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาและพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้พร้อมสำหรับการพัฒนาประเทศในระยะยาว

////////////////-026

อุปถัมภ์วิทยาพนมโชว์! ‘รถโกคาร์ทไฟฟ้า-เครื่องเก็บผ้า AI’ มุ่งเป้าปั้นนักคิดยุคใหม่

อุปถัมภ์วิทยาพนมโชว์! ‘รถโกคาร์ทไฟฟ้า-เครื่องเก็บผ้า AI’ มุ่งเป้าปั้นนักคิดยุคใหม่

อุปถัมภ์วิทยาพนมโชว์! ‘รถโกคาร์ทไฟฟ้า-เครื่องเก็บผ้า AI’ มุ่งเป้าปั้นนักคิดยุคใหม่

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.36 น.

ล้ำไปอีกขั้น! เด็กอุปถัมภ์วิทยาพนมโชว์ ‘รถโกคาร์ทไฟฟ้า-เครื่องเก็บผ้า AI’ มุ่งเป้าปั้นนักคิดยุคใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โรงเรียนอุปถัมภ์วิทยาพนม จัดกิจกรรมเฉลิมฉลองประจำปีภายใต้ชื่องาน ‘ครอบครัวอุปถัมภ์ ปีการศึกษา 2568’ ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความภาคภูมิใจของผู้ปกครอง โดยเน้นการแสดงศักยภาพทางวิชาการและการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ของนักเรียน

ในปีนี้ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 2 ได้นำเสนอโครงงานที่เกิดจากการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติจริง (Active Learning) ซึ่งมุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันและสังคมรอบโรงเรียน โดยมีสิ่งประดิษฐ์ที่ได้รับความสนใจอย่างมาก ได้แก่ 1.รถโกคาร์ทไฟฟ้า พลังงานสะอาดฝีมือเยาวชน 2.เครื่องตาก/เก็บผ้าอัตโนมัติ นวัตกรรมอำนวยความสะดวกในครัวเรือน และ 3.เครื่องให้อาหารสัตว์และเครื่องหยอดเมล็ดผักบุ้ง เครื่องมือลดแรงงานเพื่อเกษตรกรและคนรักสัตว์ในชุมชน

นอกจากทักษะด้านสิ่งประดิษฐ์ นักเรียนยังได้แสดงความสามารถด้านการสื่อสารภาษาอังกฤษผ่านกิจกรรมสุนทรพจน์ในหัวข้อ ‘My Hero’ รวมถึงการนำเสนอแนวคิดโครงงานวิชาการด้วยตนเองต่อสาธารณชน แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจ และการวิเคราะห์ปัญหาอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่โลกอนาคตต้องการ

ความสำเร็จในครั้งนี้ ได้รับแรงขับเคลื่อนสำคัญจากภาคเอกชน โดย นายเอกสิทธิ์ เกิดกฤษฎานนท์ ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มม่า อลิส (Godlike Innovators) ที่เข้ามาสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนในวิชา ‘นวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์ (AI)’ ร่วมพัฒนาหลักสูตรเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อติดอาวุธความรู้ให้เด็กนักเรียนก้าวทันโลกยุคดิจิทัล

งานครอบครัวอุปถัมภ์ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่งานนิทรรศการแสดงผลงาน แต่คือภาพสะท้อนของความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างโรงเรียน ครอบครัว และชุมชน ในการสร้าง ‘นักคิด นักประดิษฐ์ และนักพัฒนา’ รุ่นใหม่ที่จะเติบโตไปเป็นกำลังสำคัญของประเทศอย่างแท้จริง

//////////////-026

มมส เปิดม่าน มหาหมอลำเฟสติวัล จากรากเหง้าสู่นวัตกรรม Soft Power สากล

มมส เปิดม่าน มหาหมอลำเฟสติวัล จากรากเหง้าสู่นวัตกรรม Soft Power สากล

มมส เปิดม่าน มหาหมอลำเฟสติวัล จากรากเหง้าสู่นวัตกรรม Soft Power สากล

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เมื่อศิลปะแห่งจิตวิญญาณชาวอีสาน ถูกตีโจทย์ใหม่ด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม กลายเป็นเทศกาลระดับโลกที่สะกดสายตาคนทั่วประเทศในงาน “มหาหมอลำเฟสติวัล” ภายใต้โครงการยกระดับเทศกาลสู่ระดับสากล กรณีศึกษามหาหมอลำ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-14 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ตลาดต้นสน จ.มหาสารคาม

โดยความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) และภาคีเครือข่าย ภายใต้การสนับสนุนของหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ผ่านต้นทุนทางวัฒนธรรมอันทรงพลัง

อาจารย์ทม เกตุวงศา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มมส กล่าวว่า ความโดดเด่นของงานในครั้งนี้ คือการเชื่อมโยงวิถีหมอลำเข้ากับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ผ่านโปรแกรม “2 วัน 1 คืน ม่วนซื่น มหาหมอลำ สัมผัสวัฒนธรรมเมืองตักสิลา” ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้เข้าถึงรากเหง้าของชาวมหาสารคามอย่างครบวงจร

เริ่มต้นจากการเสริมสิริมงคลกราบสักการะพระพุทธกันทรวิชัย อภิสมัยธรรมนายก พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่เมือง ก่อนจะเดินทางเข้าสู่อำเภอโกสุมพิสัย เพื่อสัมผัสวิถีเกษตรทฤษฎีใหม่ที่ไร่แสนดี ที่นี่ผู้มาเยือนจะได้ดื่มด่ำกับน้ำไผ่มหัศจรรย์ ผ่อนคลายร่างกายด้วยสปาแช่เท้าและนวดประคบสมุนไพร พร้อมลิ้มรสอาหารพื้นถิ่นจากวัตถุดิบอินทรีย์ อาทิ ขนมจีนด้องแด้ง และทำถั่วตัดโบราณ รับประทานอาหารกลางวันด้วยเมนูพื้นบ้าน รับชมหมอลำกลอนขับกล่อมช่วยเจริญอาหาร

จากนั้น มุ่งหน้าสู่พื้นที่จัดงานมหาหมอลำเฟสติวัล เพื่อสัมผัสการแสดงอันหลากหลาย ตั้งแต่ศิลปินแห่งชาติ คณะหมอลำชื่อดังจากทั้งไทยและ สปป.ลาว ไปจนถึงการแสดงร่วมสมัยอย่างศิลป์อีสานออร์เคสตรา และนิทรรศการ “หมอลำ” จังหวะชีวิตชาวอีสานที่สะท้อนว่าหมอลำไม่ได้เป็นเพียงความบันเทิง แต่คือวิถีแห่งศิลป์และจิตวิญญาณที่เป็น Soft Power สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาค

และในวันที่สอง มีโปรแกรมท่องเที่ยวเดินทางไปที่วัดพุทธวนาราม (วัดป่าวังน้ำเย็น) ชมอุโบสถไม้ตะเคียนใหญ่ที่สุดในโลก ปราสาท 3 ฤดู สักการะเจดีย์ศรีมหาสารคาม, ชมอุทยานวัฒนธรรมสร้างสรรค์ มมส แหล่งรวมมรดกอีสาน เอกสารโบราณ,วัดพระพุทธมงคล สักการะหลวงพ่อพระยืนพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์สมัยทวารวดี อายุกว่า 1,200 ปี รับประทานอาหารพื้นถิ่นที่ บ้านสวนซุมแซง สนับสนุนสินค้าชุมชน ที่บ้านหนองเขื่อนช้าง

ด้านทิศทางการขับเคลื่อนในอนาคต รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดี มมส ระบุว่า หมอลำคือ DNA ที่ฝังรากลึกในมหาวิทยาลัย ซึ่งมีการสืบสานผ่านการจัดการเรียนการสอนและบ่มเพาะศิลปินรุ่นใหม่เข้าสู่วงการมืออาชีพอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ รศ.ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ ผู้อำนวยการ บพข. เน้นย้ำว่าการสนับสนุนครั้งนี้มุ่งสร้างเศรษฐกิจสร้างคุณค่า โดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มาเพิ่มความน่าสนใจให้กับผู้ชม

สอดรับกับแนวคิดของ ศ.ดร.ไพโรจน์ ประมวล หัวหน้าโครงการฯ ที่ต้องการสร้างความหมายใหม่ให้คำว่า “มหาหมอลำ” สื่อถึงความยิ่งใหญ่ที่มีจุดกำเนิด ณ มหาสารคาม ผ่านกลไกของ Mor Lam Innovation Lab และ Morlum Creative Hub ที่นำเทคโนโลยี Projection Mapping, AR/VR และระบบ Morlum Streaming มาใช้ยกระดับอุตสาหกรรมหมอลำสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ความยิ่งใหญ่ของมหาหมอลำเฟสติวัล จะเดินทางไปมอบความม่วนซื่นอย่างต่อเนื่องในวันที่ 5 เมษายน 2569 ณ จ.หนองคาย และวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 ณ จ.นครพนม เพื่อตอกย้ำความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ไทย