อภิสิทธิ์ซัดรัฐบาล เมินกฎหมายภาคประชาชน เหน็บแสบลืม อสม.แล้วหรือไม่

อภิสิทธิ์ซัดรัฐบาล เมินกฎหมายภาคประชาชน เหน็บแสบลืม อสม.แล้วหรือไม่

อภิสิทธิ์ซัดรัฐบาล เมินกฎหมายภาคประชาชน เหน็บแสบลืม อสม.แล้วหรือไม่

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.58 น.

“อภิสิทธิ์”ซัด”รัฐบาล” เมินกฎหมายภาคประชาชน เหน็บแสบลืม”อสม.”แล้วหรือไม่ ฉะช่วงเลือกตั้งบอกรัก พอได้เป็นกลับทิ้ง กม. จี้เคารพมติ ปชช.แก้ รธน. เตือนกลับมาตั้งต้นใหม่ ระวังสร้างขัดแย้ง-เจอปมละเอียดอ่อนอีกครั้ง

15 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วน การให้ความเห็นชอบให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่รัฐสภามิได้ให้ความเห็นชอบ และยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ตามมาตรา 147 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นอภิปรายว่า ตนสนับสนุนผู้นำฝ่ายค้านฯที่พูดว่าวันนี้ไม่ใช่เรื่องของเทคนิคทางกฎหมายผู้ที่ต้องมาชี้แจงความจริงคือหัวหน้ารัฐบาลหรือรัฐมนตรีที่มีหน้าที่ ในการรักษาการตามกฎหมายต่างๆ มากกว่า เพราะเรากำลังถามถึงเจตนารมณ์ของรัฐบาลในการผลักดันงานทางด้านนิติบัญญัติ และขอสนับสนุนรัฐบาลต่อกฎหมายหลายฉบับที่ได้ยืนยันมาในวันนี้ กฎหมายฉบับแรกคือ กฎหมายการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและให้บริการแก่ประชาชน

ฉบับที่ 2 คือกฎหมายล้มละลาย ซึ่งจะเป็นการช่วยเรื่องการฟื้นฟูกิจการ โดยเฉพาะกลุ่มคนหรือผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งที่ปัจจุบันไม่สามารถทำเรื่องนี้ได้ ซึ่งอยากสนับสนุนให้ปฏิบัติได้จริง ฉบับที่ 3 คือกฎหมายแข่งขันทางการค้า คือการแก้ปัญหาการผูกขาด ที่ไปติดขัดอยู่ตรงคำนิยามว่าผู้ประกอบการนั้นมีอำนาจเหนือตลาดหรือไม่ ทำให้หลายเรื่องเสียเวลาไปกับการพิสูจน์ว่า ผู้ประกอบการเหล่านั้นมีอำนาจเหนือตลาดจริงหรือไม่ ตนเห็นว่าต้องเสริมให้คณะกรรมการตามกฎหมายการแข่งขันทางการค้าสามารถมีอำนาจ เข้าไปดำเนินการได้โดยไม่ต้องพิสูจน์การมีอำนาจเหนือตลาด ที่ผ่านมาเราเห็นปัญหาการผูกขาดจากพฤติกรรม ซึ่งไม่ได้อยู่ในตัวกฎหมาย คือการที่ทุนใหญ่ โดยเฉพาะทุนต่างชาติที่สายป่านยาวกว่าเข้ามาทำธุรกิจลักษณะยอมขาดทุนเพื่อทำให้คู่แข่งหายไปจากตลาดทั้งหมด และเมื่อผูกขาดแล้วก็จะขึ้นราคา อย่างในแพลตฟอร์มต่างๆ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ฉบับที่ 4 คือเรื่องกฎหมายอากาศสะอาด ซึ่งดีใจที่รัฐบาลเดินหน้าต่อแต่ก็อยากบอกว่ากฎหมายฉบับนี้หลายมาตรา ดูมีข้อถกเถียงกันอยู่พอสมควร ซึ่งสภาต้องพิจารณากันด้วยความรอบคอบ และฉบับที่ 5 กฎหมายที่เกี่ยวกับเรื่องบุคลากรทางการศึกษา ที่ต้องทำให้สอดคล้องกับกฎหมายการศึกษาแห่งชาติที่ต้องมีการผลักดันต่อไป ดังนั้น สิ่งที่ตนตั้งข้อสังเกตคือบรรดากฎหมายที่รัฐบาลตัดสินใจไม่ยืนยัน เพราะตนมีความวิตกกังวลว่าบ่งบอกบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับแนวคิดหรือทัศนคติของรัฐบาล เรื่องแรกที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของรัฐธรรมนูญ

“ความพยายามแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดโอกาสให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ดำเนินการมาเกือบ 10 ปี แต่มีอันเป็นไปทุกครั้ง จนกระทั่งเกิดความหวังเมื่อปลายสภาชุดที่แล้ว ที่มีการไปตกลงกันระหว่าง 2 พรรคการเมืองใหญ่ หรือ MOA ผมไม่ได้เป็นส่วนหนึ่ง แต่การที่ไม่เดินหน้าตามนั้น เดิมอาจจะเป็นเรื่องระหว่างพรรคการเมืองด้วยกันแต่เมื่อมีการไปจัดทำประชามติ แล้วเสียงเห็นชอบของประชาชนจำนวนมหาศาลยืนยันมา ก็คิดว่ารัฐบาลน่าจะแสดงความเคารพเจตนารมณ์ ต่อประชามติที่รัฐบาลเป็นคนไปขอให้มีการจัดทำขึ้น” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ทราบดีว่าถ้ารัฐบาลยืนยัน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะผ่านทันที ต้องมาตั้งต้นเรื่องการตั้งกรรมาธิการกันใหม่ แต่น่าเสียดายเพราะถ้ารัฐบาลยืนยันคิดว่าสภาก็จะย้อนกลับไปดูการพิจารณาที่ค้างอยู่ และพบว่าประเด็นที่ละเอียดอ่อนที่สุดคือเรื่องหมวด 1 หมวด 2 ในสภาชุดที่แล้วสามารถเดินหน้า เหมือนการประนีประนอมกันได้แล้ว

“แต่วันนี้รัฐบาลเลือกที่จะให้กระบวนการนี้ต้องไปตั้งต้นใหม่ ซึ่งผมเชื่อว่าจะทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ในประเด็นที่เป็นความละเอียดอ่อนและไม่ควรต้องมาเป็นประเด็นความขัดแย้งของสังคม ซึ่งการตัดสินใจไม่ยืนยัน ผมจึงมองว่าเป็นการไม่เคารพข้อตกลงที่เคยทำไว้ ไม่เคารพการตัดสินใจของประชาชนที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ และมีแต่จะนำให้ปัญหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญกลับเข้ามาอยู่ในวังวนของความขัดแย้งซึ่งไม่ควรจะเป็นความขัดแย้งที่รัฐบาลจะส่งเสริมในสังคมนี้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการรายงานเรื่องมลพิษ ซึ่งกฎหมายนี้ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่รัฐบาลจะไม่ยืนยัน เพราะควรเปิดโอกาสให้ประชาชนที่กว่าจะไปรวบรวมชื่อและเสนอชื่อเข้ามา และถึงขั้นที่คณะกรรมการพิจารณาเสร็จแล้วแม้จะมีมุมมองที่แตกต่างกัน ทุกอย่างมันจะคลี่คลายเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายจากการตรวจสอบ แต่วันนี้รัฐบาลใจไม่กว้างพอที่จะให้กฎหมายนี้เดินต่อ สิ่งที่น่าแปลกใจที่สุดคือรัฐบาลไม่ได้ดูนโยบายของตัวเองเลยหรือ ที่เขียนเอาไว้และมาแถลงกับพวกเราว่าจะเร่งผลักดันให้ประเทศไทย เข้าไปอยู่ในองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD​) ซึ่งกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่เป็นไปตามมาตรฐานที่เราจำเป็นจะต้องมีหากประสงค์จะอยู่ใน OECD จึงมองเป็นอย่างอื่นไม่ได้ทั้งๆ ที่กฎหมายสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ได้ข้อยุติในรายละเอียดระดับหนึ่งแล้ว เพียงแค่ภาคประชาชนเป็นผู้เสนอท่านก็ตัดสินใจว่าไม่ให้ไปต่อ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ยังมีกฎหมายอีก 3 – 4 ฉบับที่รัฐบาลไม่ยืนยัน ก็สะท้อนให้เห็นว่ามุมมองและใจของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาประเทศนั้นอยู่ที่ไหนอย่างไร ในกฎหมาย ที่ใช้ชื่อว่าสร้างเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นการพยายามแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ก็คือการนิรโทษกรรมผู้ที่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้ทางการเมือง ตนไม่ได้มีปัญหากับแนวคิดนี้ เพียงแต่เปรียบเทียบว่าผู้ที่ได้ประโยชน์กฎหมายฉบับนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งคือนักการเมือง และอดีตนักการเมือง ตรงนี้ท่านให้เดินต่อ แต่กฎหมายที่จะนิรโทษกรรมให้กับประชาชนที่มีปัญหาเรื่องพื้นที่ทำกิน รัฐบาลกลับไม่ให้ไปต่อ

“กลายเป็นว่ากฎหมายที่ประชาชนลงประชามติอยากให้เดินหน้ากฎหมายที่ภาคประชาชนเสนอกฎหมายที่คนเดือดร้อนจริงๆ คือประชาชนล้วนๆ รัฐบาลกลับตัดสินใจว่าไม่เดินหน้าควรต้องไปตั้งต้นกันใหม่หมด เช่นเดียวกับกฎหมายเกี่ยวข้องกับผู้ใช้แรงงานทั้ง 2 ฉบับ รัฐบาลก็ตัดสินใจไม่ให้ไปต่อ บรรดากฎหมายที่รัฐบาลยืนยันไปหลายฉบับก็มีปัญหาอยู่เหมือนกัน จะมาอ้างเพียงแค่ว่ายังมีความเห็นที่แตกต่างแล้วไม่ยืนยันคงไม่ใช่หลักเกณฑ์ที่แท้จริง การที่รัฐบาล ตัดสินใจไม่ยืนยันกฎหมายคุ้มครองแรงงานย่อมแสดงให้เห็นว่า การใส่ใจปัญหาของผู้ที่เป็นกำลังสำคัญของระบบเศรษฐกิจกลับถูกมองข้ามไป” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์​ กล่าวว่า ฉบับสุดท้ายที่อยากทวงถามคือกฎหมายอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำหมู่บ้านและแนวหน้าสุขภาพ หรือ อสม.ไม่น่าเชื่อทำไมช่วงเลือกตั้งทุกคนรัก อสม.หมดเลย แต่เลือกตั้งเสร็จ นโยบายรัฐบาลก็ไม่เขียนถึง กฎหมายซึ่งเคยผลักดันไป จนจะทำให้มีการยกระดับสถานะ หรือปรับปรุงสวัสดิการก็กลับถูกทิ้งอีกทั้งๆ ที่ อสม.คือกลุ่มคนที่ทั่วโลกมองเป็นแบบอย่าง ทำไมจึงต้องกลับไปตั้งต้นใหม่

“เป็นเรื่องที่วัดกันว่าทิศทางแนวคิดทัศนคติของรัฐบาล ในการทำงานด้านนิติบัญญัติที่มีความสัมพันธ์กับตัวแทนของประชาชนและภาคประชาชนคืออะไรขอบคุณสำหรับกฎหมายทุกฉบับที่รัฐบาลเสนอยืนยันให้ไปต่อ และพร้อมที่จะให้การสนับสนุน แต่เสียดายและอยากให้ทางรัฐบาลกลับไปทบทวนแนวคิด ว่าแม้ท่านจะมีอำนาจบริหารแต่ท่านมาจากที่นี่ และที่นี่มาจากประชาชน อะไรที่ประชาชนแสดงเจตนารมณ์แล้ว ให้โอกาสเขาได้ทำสิ่งเหล่านี้และขอให้คิดถึงกลุ่มคนเล็กๆ น้อยๆ ที่ถูกมองข้ามอยู่ตลอดเวลา จะถือได้ว่าเราได้ทำหน้าที่ของการเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

เปิดปูม อนุชา บูรพชัยศรี หลังสะพัด! ปชป.ตัดสินใจส่งชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.

เปิดปูม อนุชา บูรพชัยศรี หลังสะพัด! ปชป.ตัดสินใจส่งชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.

เปิดปูม อนุชา บูรพชัยศรี หลังสะพัด! ปชป.ตัดสินใจส่งชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.06 น.

เปิดปูม”อนุชา บูรพชัยศรี” หลังสะพัด! พรรคประชาธิปัตย์ ตัดสินใจส่งลงแข่งขันในสนามเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

“เจมส์-อนุชา บูรพชัยศรี” อดีตโฆษกรัฐบาล และอดีต สส.กทม.หลายสมัย คือความหวังของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่จะกลับมาปักหมุดในพื้นที่กรุงเทพฯ ในฐานะว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หลังพรรคไม่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง สส.รอบที่ผ่านมา โดยมีข่าวสะพัดว่าพรรคประชาธิปัตย์จะเปิดตัวส่งชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.ในเวลา 14.00 น.วันที่เสาร์ที่ 16 พฤษภาคมนี้

สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ “อนุชา” ไม่ใช่คนใหม่ในชายคารั้วบ้านสีฟ้า เพราะนี่คือบ้านหลังที่ให้กำเนิด “อนุชา” ในทางการเมือง

“เจมส์ อนุชา” เดินบนถนนการเมืองครั้งแรกในปี 2550 ลงสมัคร สส.เขตการเลือกตั้งที่ 2 พื้นที่ เขตบางคอแหลม เขตสาทร เขตยานนาวา เขตคลองเตย และเขตวัฒนา ร่วมทีมกับ “กรณ์ จาติกวณิช” และ “สมเกียรติ ฉันทวานิช” ได้รับการเลือกตั้งยกทีม

ต่อมาในการเลือกตั้ง 2554 “อนุชา” ก็ได้รับเลือกตั้งอีกสมัย แต่มาพลาดท่าเสียเก้าอี้ในการเลือกตั้งปี 2562

การเลือกตั้งปี 2566 “อนุชา” ลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ แต่อันดับไม่ถึง กระทั่ง “พีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค” ลาอออกจาก สส.เพื่อไปทำหน้าที่รัฐมนตรี “อนุชา” จึงได้เลื่อนขึ้นมาเป็น สส.เป็นสมัยที่ 3

นอกจากเป็น สส. 3 สมัยแล้ว “อนุชา” เคยได้รับแต่งตั้งเป็นเลขานุการ รมว.ศึกษาธิการ (ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ) โฆษกประจำสำนักนายกฯ รองเลขาธิการนายกฯ ฝ่ายการเมือง สมัยที่ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ

ต่อมาในการเลือกตั้งปี 2569 “อนุชา” ย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย ลงสมัครในระบบบัญชีรายชื่ออันดับที่ 28 ไม่ได้รับการเลือกตั้ง

ส่วนประวัติส่วนตัว “อนุชา” เกิดวันที่ 23 มกราคม 2510 เรียนมัธยมต้นที่โรงเรียนอัสสัมชัญ รุ่นเดียวกับ “อนุทิน ชาญวีรกูล”

มัธยมปลายที่วิทยาลัยเซเครทฮาร์ท ประเทศออสเตรเลีย

ปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมเครื่องกล จากมหาวิทยาลัยอเดเลด

ปริญญาโท คณะวิทยาศาสตร์ สาขาการพลังงานและการเผาไหม้ มหาวิทยาลัยลีดส์ ประเทศอังกฤษ

ระดับปริญญาโท คณะบริหารธุรกิจ สาขาการเงินและการตลาด จากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 63 วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กองบัญชาการกองทัพไทย

นอกจากนี้ นายอนุชา ยังมีศักดิ์เป็นลูกเขยของ ร้อยเอกกฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา อดีตผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ ทำธุรกิจส่วนตัวเช่น บริษัท เมโทรเอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ แมชีนเนอรี่ จำกัด ผู้นำเข้าและจำหน่ายเครื่องจักรกลหนักรายใหญ่ของประเทศไทย

(ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ปชป.เคาะแล้ว! ส่ง อนุชา บูรพชัยศรี ลงชิงผู้ว่าฯกทม.)

รังสิมันต์ โรม ผงาดปธ.กมธ.การกฎหมายฯ ทวี-ชูศักดิ์ นั่งที่ปรึกษา จ่อเยี่ยมเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ 22 พ.ค.นี้

รังสิมันต์ โรม ผงาดปธ.กมธ.การกฎหมายฯ ทวี-ชูศักดิ์ นั่งที่ปรึกษา จ่อเยี่ยมเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ 22 พ.ค.นี้

รังสิมันต์ โรม ผงาดปธ.กมธ.การกฎหมายฯ ทวี-ชูศักดิ์ นั่งที่ปรึกษา จ่อเยี่ยมเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ 22 พ.ค.นี้

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.56 น.

กมธ.การกฎหมายฯ ถกนัดแรก รังสิมันต์ โรม นั่งประธาน ทวี สอดส่อง-ชูศักดิ์ ศิรินิล นั่งที่ปรึกษา เตรียมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ 22 พ.ค.นี้

เมื่อวันที่ 15 พ.ค.2569 ที่รัฐสภาคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ประชุมครั้งแรก วาระเลือกประธานกรรมาธิการ และตำแหน่งต่างๆ ในกรรมาธิการ โดยมีนายรังสิมันต์ โรม รับตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการ สำหรับการจัดสรรตำแหน่งรองประธานทั้ง 4 ลำดับ

1. นายปิยรัฐ จงเทพ ตำแหน่งรองประธานคนที่ 1

2. นายศุภชัย ใจสมุทร ตำแหน่งรองประธานคนที่ 2

3. นายองอาจ วงศ์ประยูร ตำแหน่งรองประธานคนที่ 3

4. นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ตำแหน่งรองประธานคนที่ 4

ขณะที่นายรอมฎอน ปันจอร์ รับหน้าที่เลขานุการฯ ด้านตำแหน่งโฆษกคณะกรรมาธิการ คือ นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล และ นางสาววันทรีธิดา อติชะ 

นอกจากนี้ ในรายชื่อยังปรากฎบุคคลสำคัญในแวดวงการเมืองและกฎหมายเข้าร่วมเป็นกรรมาธิการและที่ปรึกษาอีกหลายท่าน เช่นพ.ต.อ. ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หัวหน้าพรรคประชาชาติ และ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ, รศ.ชูศักดิ์ ศิรินิล และ นายณัฏฐชนน ศรีก่อเกื้อ ฯลฯ 

นายรังสิมันต์ โรม กล่าวหลังรับตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการ ว่า บทบาทของคณะกรรมาธิการถือเป็นกลไกสำคัญที่สุดในการทำงานร่วมกันของทุกฝ่าย โดยมีเป้าหมายหลักคือการรักษาผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ได้มีการพิจารณาเรื่องการกำหนดวันและเวลาสำหรับการนัดหมายประชุมในครั้งต่อๆ ไป ทุกวันพฤหัสบดี ในช่วงบ่าย เพื่อให้การดำเนินงานของคณะกรรมาธิการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและครบถ้วนตามระเบียบวาระ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน เตรียมเข้าตรวจเยี่ยมเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม ในวันศุกร์ที่ 22 พ.ค.2569 ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเป็นการขับเคลื่อนประเด็นสำคัญอย่างเข้มข้นต่อไป

กมธ.กิจการศาลฯถกนัดแรก ดัน หมอวาโย นั่งประธานฯ พนิดา รอง ปธ.คนที่ 1

กมธ.กิจการศาลฯถกนัดแรก ดัน หมอวาโย นั่งประธานฯ พนิดา รอง ปธ.คนที่ 1

กมธ.กิจการศาลฯถกนัดแรก ดัน หมอวาโย นั่งประธานฯ พนิดา รอง ปธ.คนที่ 1

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.54 น.

“กมธ.กิจการศาลฯ”ถกนัดแรก! ดัน”หมอวาโย”นั่งประธานฯ “พนิดา”รองประธานคนที่ 1 ขณะที่น้า-หลาน อย่าง”อภิสิทธิ์-พริษฐ์”ร่วมคณะเดียวกัน

15 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร ครั้งแรก วาระเลือกประธานกรรมาธิการ และตำแหน่งต่างๆ ในกรรมาธิการ โดยมี นายสมศักดิ์ แสงอารยะกุล สส.นครศรีธรรมราช พรรคกล้าธรรม ในฐานะผู้อาวุโสสูงสุดใน กมธ.ทำหน้าที่ประธานชั่วคราวในที่ประชุม และดำเนินการเลือกตั้งประธาน กมธ.ขณะที่ นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ได้เสนอชื่อตำแหน่งต่างๆ ใน กมธ.ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบดังนี้

1. นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง ตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการ

2. น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ ตำแหน่งรองประธานกรรมาธิการคนที่หนึ่ง

3. นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู ตำแหน่งรองประธานกรรมาธิการคนที่สอง

4. นายวีรวุธ รักเที่ยง ตำแหน่งรองประธานกรรมาธิการคนที่สาม

5. นายสุรสิทธิ์ วงศ์วิทยานันท์ ตำแหน่งรองประธานกรรมาธิการคนที่สี่

6. นายสมศักดิ์ แสงอารยะกุล ตำแหน่งรองประธานกรรมาธิการคนที่ห้า

7. นายภัณฑิล น่วมเจิม ตำแหน่งเลขานุการกรรมาธิการ

8. นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ตำแหน่งโฆษกกรรมาธิการ

9. นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ กรรมาธิการและที่ปรึกษากรรมาธิการ

10.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กรรมาธิการ

11.นายพริษฐ์ วัชรสินธุ กรรมาธิการ

จากนั้น นพ.วาโย ได้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ประธานและดำเนินการประชุมต่อไป

– 006

ไอซ์ รักชนก นั่ง ปธ.กมธ.ติดตามงบฯ ขอแสดงวิสัยทัศน์-แผนงานในโอกาสหน้า

ไอซ์ รักชนก นั่ง ปธ.กมธ.ติดตามงบฯ ขอแสดงวิสัยทัศน์-แผนงานในโอกาสหน้า

ไอซ์ รักชนก นั่ง ปธ.กมธ.ติดตามงบฯ ขอแสดงวิสัยทัศน์-แผนงานในโอกาสหน้า

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.44 น.

“ไอซ์ รักชนก”นั่งประธาน กมธ.ติดตามงบฯ บอกขอแสดงวิสัยทัศน์-แผนงานในโอกาสหน้า ขณะที่”ชาดา”เป็นประธานที่ปรึกษา ติดภารกิจ แจ้งลาประชุม

15 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ครั้งแรก วาระเลือกประธานกรรมาธิการ และตำแหน่งต่างๆ ในกรรมาธิการ โดยมี นายประวัติ ทองสมบูรณ์ สส.มหาสารคาม พรรคภูมิใจไทย ในฐานะผู้อาวุโสสูงสุดในกรรมาธิการ ทำหน้าที่ประธานชั่วคราวในที่ประชุม และดำเนินการเลือกตั้งประธาน กมธ.

จากนั้น นายณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ สส.กทม.พรรคประชาชน ได้เสนอชื่อตำแหน่งต่างๆ ใน กมธ.ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบดังนี้

1. น.ส.รักชนก ศรีนอก ตำแหน่งประธานกรรมาธิการ

2. นายณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล ตำแหน่งรองประธานกรรมาธิการคนที่หนึ่ง

3. นายสมบัติ ยะสินธุ์ ตำแหน่งรองประธานกรรมาธิการคนที่สอง

4. นายพชร จันทรรวงทอง ตำแหน่งรองประธานกรรมาธิการคนที่สาม

5. นายริสุทธิ์ ตันตินันท์ ตำแหน่งรองประธานกรรมาธิการคนที่สี่

6. นายทรงศักดิ์ มุสิกอง ตำแหน่งรองประธานกรรมาธิการคนที่ห้า

7. นายปราชญา หงอกชัย ตำแหน่งรองประธานกรรมาธิการคนที่หก

8. นายสุรทิน พิจารณ์ ตำแหน่งรองประธานกรรมาธิการคนที่เจ็ด

9. นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ตำแหน่งกรรมาธิการและประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ

10. นายเซวงศักดิ์ เร่งไพบูลย์วงษ์ กรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ

11. นายประวัติ ทองสมบูรณ์ ตำแหน่งกรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ

12. นายณัฏฐพล จรัสรพีพงษ์ ตำแหน่งกรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ

13. นายพัฒนา สัพโส ตำแหน่งกรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ

14. นายวิทวัส ไตรสรณกุล ตำแหน่งโฆษกคณะกรรมาธิการ

15. นายณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดี์ ตำแหน่งเลขานุการคณะกรรมาธิการ

จากนั้น น.ส.รักชนก ได้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ประธาน กมธ.และกล่าวในช่วงต้นว่า “ตนจะแสดงวิสัยทัศน์และแผนงานในฐานะประธาน กมธ.ในรอบหน้า ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชาดา ได้แจ้งติดภารกิจ จึงไม่ได้เข้าร่วมในการประชุมครั้งนี้ด้วย

– 006

ผู้นำฝ่ายค้าน เซ็ง รบ. เมิน แก้รธน.-ปฏิรูปกองทัพ-แรงงาน ด้าน พันธุ์ใหม่ ซัด สักแต่พูดพลัส

ผู้นำฝ่ายค้าน เซ็ง รบ. เมิน แก้รธน.-ปฏิรูปกองทัพ-แรงงาน ด้าน พันธุ์ใหม่ ซัด สักแต่พูดพลัส

ผู้นำฝ่ายค้าน เซ็ง รบ. เมิน แก้รธน.-ปฏิรูปกองทัพ-แรงงาน ด้าน พันธุ์ใหม่ ซัด สักแต่พูดพลัส

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.26 น.

ถกร่วมรัฐสภาเคลียร์ค้างท่อ34ฉบับ! ผู้นำฝ่ายค้าน เซ็ง รัฐบาล เมิน แก้รธน.-ปฏิรูปกองทัพ-แรงงาน ข้องใจ จ้องรวบอำนาจ-เอื้อกลุ่มทุน หรือไม่ ด้าน พันธุ์ใหม่ ผสมโรงซัดแสบ สักแต่พูดพลัส เบี้ยวแก้กติกาประเทศ

เมื่อวันที่ 15 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วน การให้ความเห็นชอบให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่รัฐสภามิได้ให้ความเห็นชอบ และยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ตามมาตรา 147 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ โดยนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า มีร่างกฎหมายที่ค้างการพิจารณาของสภาฯ และ วุฒิสภา ซึ่งครม.ร้องขอต่อสภาฯ  จำนวน 34 ฉบับ

โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายตั้งคำถามถึงเหตุผลที่รัฐบาลเลือกพิจารณายืนยันหรือไม่ยืนยันต่อร่างกฎหมายว่า โดยเฉพาะร่างกฎหมายคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ร่างกฎหมายนิรโทษกรรมที่ดินที่คืนความเป็นธรรมให้กับประชาชนที่ถูกรัฐประกาศนโยบายทวงคืนผืนป่า ร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ร่างกฎหมายธรรมนูญศาลทหาร และ ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ตนขอตั้งคำถามว่า อำนาจพิจารณากฎหมายอยู่ที่กฎหมายหรืออยู่ที่รัฐสภา โดยรัฐบาลสามารถคิดแทนได้เองหรือว่าร่างกฎหมายที่เสนอมาอาจไม่ผ่าน จึงปัดตกดีกว่า หรือควรให้รัฐสภาได้ถกเถียงและตกลงว่าฉบับใดควรได้ไปต่อหรือไม่

“รัฐบาลใช้วิธีการปัดตกร่างกฎหมาย ด้วยเหตุผลเดียวกับการปัดตกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าส่งกลับมาแล้วอาจไม่ผ่าน ผมขอตั้งคำถามว่า 34 ฉบับที่ ครม.ส่งกลับมานั้นจะได้รับมติเห็นชอบจากรัฐสภา หรือ ฉบับต่างๆ พูดคุยหลังบ้านว่าผ่านแน่นอน ทั้งนี้ผมอยากฟังคำตอบจากรัฐบาลให้ความเห็นทางการเมืองและฐานะผู้กำหนดนโยบายมีหลักเกณฑ์ยืนยันหรือไม่ยืนยัน หรือกฎหมายที่เกี่ยวกับโครงสร้างอำนาจของรัฐบาล ทั้งการปฏิรูปกองทัพ เรื่องแรงงานที่เกี่ยวกับกลุ่มทุนที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับรัฐบาลหรือไม่ หรือกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่ถูกตั้งคำถามว่าเพิ่มภาระให้ผู้ประกอบการ รวมถึงร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่กติกาสูงสุดเป็นฐานอำนาจให้กับรัฐบาลระบอบสีน้ำเงิน” นายณัฐพงษ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่ สส.พรรคประชาชน ได้ลุกตั้งคำถามเช่นกันถึงเหตุผลที่รัฐบาลปัดตกกฎหมายของพรรคฝ่ายค้านหลายฉบับ ส่วนสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เช่น น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. กลุ่มพันธุ์ใหม่ ตั้งคำถามต่อการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลไม่ทำตามสัญญา พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ที่ไม่ยอมแก้ไข เพราะมีการออกแบบให้กินรวบประเทศ ทั้งฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ องค์กรอิสระ เป็นสีเดียวกัน 

“หากจะเบี้ยวแก้รัฐธรรมนูญเหมือนเบี้ยวประชาชน ควรเปลี่ยนคำขวัญของพรรคให้เป็นพรรคสักแต่พูดพลัส” น.ส.นันทนา กล่าว

ปชป.เคาะแล้ว! ส่ง อนุชา บูรพชัยศรี ลงชิงผู้ว่าฯกทม.

ปชป.เคาะแล้ว! ส่ง อนุชา บูรพชัยศรี ลงชิงผู้ว่าฯกทม.

ปชป.เคาะแล้ว! ส่ง อนุชา บูรพชัยศรี ลงชิงผู้ว่าฯกทม.

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.26 น.

15 พฤษภาคม 2569 รายงานข่าวจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ ได้ตัดสินใจชัดเจนแล้วว่า ในการเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานคร แทน นายชัชชาติ สิทธิพันธ์ ที่จะหมดวาระ พรรคประชาธิปัตย์ จะส่ง นายอนุชา บูรพชัยศรี อดีต สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ 2 สมัย ลงสมัคร โดยจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเวลา 14.00 น.วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคมนี้

ทั้งนี้ นายอนุชา เป็น สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ 2 สมัย คือปี 2550 และ 2554 ต่อมาในการเลือกตั้งปี 2562 ไม่ได้รับการเลือกตั้ง และในการเลือกตั้งปี 2566 ได้ขยับเป็น สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) แทน นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ลาออกไปทำหน้าที่รัฐมนตรี

ตำแหน่งการเมืองอื่นๆ นายอนุชา เคยเป็นเลขานุการ รมว.ศึกษาธิการ (นายณัฎฐพล ทีปสุวรรณ) รองเลขาธิการนายกฯ ฝ่ายการเมือง และโฆษกประจำสำนักนายกฯ

ทั้งนี้ ในด้านส่วนตัว นายอนุชา มีศักดิ์เป็นลูกเขยของ ร.อ.กฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา อดีตผู้ว่าฯ กทม.ด้วย

(ข่าวที่เกี่ยวข้อง : เปิดปูม อนุชา บูรพชัยศรี หลังสะพัด! ปชป.ตัดสินใจส่งชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.)

ลาฟรอฟพบสีหศักดิ์ รุกคืบสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย บนเวที BRICS 2026

ลาฟรอฟพบสีหศักดิ์ รุกคืบสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย บนเวที BRICS 2026

ลาฟรอฟพบสีหศักดิ์ รุกคืบสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย บนเวที BRICS 2026

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.17 น.

ลาฟรอฟพบสีหศักดิ์ รุกคืบสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย บนเวที BRICS 2026

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 สถานทูตรัสเซียประจำประเทศไทย ได้ เผยแพร่แถลงการณ์สรุปผลการหารือระดับทวิภาคีและแสดงความเชื่อมั่นต่อความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ดังนี้

“เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ณ กรุงนิวเดลี ได้จัดการประชุมระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศของกลุ่ม BRICS โดยนายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ได้หารือกับนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย

ทั้งสองฝ่ายได้พูดคุยในประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและไทย โดยให้ความสำคัญกับการขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงด้านมนุษยธรรม กฎหมายและข้อตกลงต่าง ๆ ในความสัมพันธ์ด้านทวิภาคีของทั้งสองประเทศ

นอกจากนั้น ยังได้มีการแลกเปลี่ยนแนวคิดต่าง ๆ ในการประสานความร่วมมือภายในกลุ่ม BRICS และเวทีพหุภาคีอื่น ๆ รวมถึงประเด็นสำคัญ ๆ เกี่ยวกับสถานการณ์ระหว่างประเทศและในระดับภูมิภาค”

การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกลุ่ม BRICS 2569 ณ กรุงนิวเดลี ระหว่างตัวแทนจากไทยและรัสเซีย
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว หารือเรื่องความร่วมมือไทย-รัสเซีย ในเวที BRICS
นายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ หารือเรื่องความร่วมมือไทย-รัสเซีย ในเวที BRICS

ด่วน! ลุงโยชน์ กลับไทยแล้ว เปิดกลไก RBC ทภ.2 ประสานใกล้ชิด

ด่วน! ลุงโยชน์ กลับไทยแล้ว เปิดกลไก RBC ทภ.2 ประสานใกล้ชิด

ด่วน! ลุงโยชน์ กลับไทยแล้ว เปิดกลไก RBC ทภ.2 ประสานใกล้ชิด

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.12 น.

ด่วน!”ลุงโยชน์”กลับไทยแล้ว เปิดกลไก RBC ทภ.2 ประสานใกล้ชิด ลดตึงเครียดชายแดน กัมพูชายอมส่งกลับ

15 พฤษภาคม 2569 มีรายงานว่า วานนี้ (14 พ.ค.) เวลา 11.00 น. พล.จ.นิด นารง รองเสนาธิการกองกำลังป้องกันชายแดนที่ 4 (ภท.4) ในฐานะประธานคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ฝ่ายกัมพูชา ได้ประสานมายังกองทัพภาคที่ 2 กรณีการส่งตัว “นายโยชน์” กลับประเทศไทย

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ ผู้บัญชาการกองกำลังป้องกันชายแดนที่ 4 ได้ทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรมีชัย และมีการประสานผ่านกระทรวงมหาดไทยของกัมพูชา กระทั่งฝ่ายกัมพูชาอนุมัติให้ส่งตัวกลับประเทศไทยแล้ว

รายงานระบุว่า การส่งตัวครั้งนี้จะใช้กลไกความร่วมมือระดับกองทัพภาคที่ 2 และกองกำลังป้องกันชายแดนที่ 4 เพื่อสะท้อนถึงการประสานงานอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องของคณะกรรมการ RBC ทั้งสองฝ่าย

เบื้องต้นกำหนดส่งตัวในวันนี้ (15 พ.ค.) ช่วงเวลา 10.00 น.บริเวณช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยฝ่ายไทย มี พล.ต.กัมปนาท วาพันสุ เสนาธิการกองทัพภาคที่ 2 ในฐานะประธานคณะกรรมการ RBC ฝ่ายไทย เป็นหัวหน้าคณะ ขณะที่ฝ่ายกัมพูชา มี พล.จ.นิด นารง ทำหน้าที่หัวหน้าคณะฝ่ายกัมพูชา

ต่อมาเวลา 11.00 น.ที่ด่านช่องสะงำ ฝ่ายกัมพูชาได้ส่งมอบตัว นายโยชน์ สายน้อย หรือ “ลุงโยชน์” ให้แก่ พล.ต.กัมปนาท เพื่อรับตัวกลับมาสู่ประเทศไทย โดยนายโยชน์ มีสุขภาพแข็งแรงดี ไม่พบบาดแผลหรือร่องรอยการบาดเจ็บตามร่างกายแต่อย่างใด

แหล่งข่าวกองทัพภาคที่ 2 ระบุว่า ความสำเร็จในการประสานส่งตัวครั้งนี้ เกิดจากการทำงานอย่างใกล้ชิดของกองทัพภาคที่ 2 ภายใต้การกำกับของแม่ทัพภาคที่ 2 รวมถึงกองกำลังสุรนารี ที่มีผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี เร่งขับเคลื่อนและติดตามการดำเนินงานอย่างเต็มกำลัง จนสามารถผลักดันการประสานงานผ่านกลไก RBC ให้บรรลุผลได้อย่างราบรื่น

ทั้งนี้ การส่งตัวนายโยชน์กลับประเทศไทย ถือเป็นสัญญาณบวกของความร่วมมือระดับ RBC ระหว่างไทย – กัมพูชา และมีส่วนช่วยลดความตึงเครียดตามแนวชายแดนของทั้งสองประเทศได้ในระดับหนึ่ง

นายกฯโชว์ลูกคอละมุน ร้องเพลง ‘ขอพบในฝัน’ หยอดหวานจะไปร้องให้คนที่บ้านฟัง

นายกฯโชว์ลูกคอละมุน ร้องเพลง ‘ขอพบในฝัน’ หยอดหวานจะไปร้องให้คนที่บ้านฟัง

นายกฯโชว์ลูกคอละมุน ร้องเพลง ‘ขอพบในฝัน’ หยอดหวานจะไปร้องให้คนที่บ้านฟัง

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.05 น.

‘อนุทิน’เปิดงานประกวดร้องเพลง โชว์ลูกคอเพลง ‘ขอพบในฝัน’ ยันใครทำงานพระคลังข้างที่ เจริญรุ่งเรืองทุกคน ดู‘ปลัดมท.’จะไปไม่ไปแหล่ แต่พออยู่โครงการนี้ยังแน่นอยู่ โชว์หวานจะกลับไปร้องเพลง‘ไม่เคยรักใครเท่าเธอ’ ให้คนที่บ้านฟัง

15 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ห้องเกียรติคุณพรรณนา 2 อาคารเกียรติคุณพรรณนา (อาคารอำนวยการ) สำนักงานพระคลังข้างที่ ถนนนครราชสีมา เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ร่วมงานแถลงข่าว โครงการ “เยาวชนสืบสานรักษ์เพลงไทย โดยสำนักงานพระคลังข้างที่” ประเภทเพลงลูกกรุง เพลงลูกทุ่ง และเพลงไทยร่วมสมัย ครั้งที่ 3 ปี 2569

โดยนายอนุทิน กล่าวว่า โครงการนี้เป็นโครงการที่มีคุณค่า ที่สะท้อนวิถีชีวิตและเอกลักษณ์ของชาติเยาวชนจะได้เรียนรู้ผ่านบทเพลงเหล่านี้ซึ่งผ่านความรักและความภาคภูมิใจในความเป็นไทย ตนยังจำบรรยากาศการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศในปีที่แล้วได้เป็นอย่างดี ประทับใจในความสามารถความตั้งใจและพลังของเยาวชนจากทั่วประเทศ ซึ่งตอกย้ำว่าเวทีแห่งนี้สามารถสร้างโอกาสแรงบันดาลใจและคุณค่าที่ดีให้กับสังคมไทยได้อย่างแท้จริง สิ่งที่น่าชื่นชมอีกประการหนึ่งคือความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและภาครัฐภาคเอกชนวงการดนตรีและศิลปินและผู้ฝึกสอนสื่อมวลชนและหน่วยงานต่างๆที่วงการสนับสนุนโครงการนี้และมีเป้าหมายร่วมกัน และชื่นชมสำนักงานพระคลังข้างที่และทุกหน่วยงานที่ได้ร่วมกันจัดโครงการอันทรงคุณค่าถือว่าพวกเราทุกคนได้ทำงานนี้แล้วเจริญรุ่งเรืองทุกคน ถามปลัดกระทรวงมหาดไทยได้ไปไม่ไปแหล่ แต่พอมาอยู่โครงการนี้ยังแน่นอยู่

นายกฯ กล่าวต่อว่า ตนในฐานะที่เป็นหัวหน้ารัฐบาลยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมสนับสนุนกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาเยาวชนและส่งเสริมคุณค่าทางวัฒนธรรมของชาติและหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการนี้จะมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ตนมีความสนใจมีความชื่นชอบชื่นชมในเรื่องของเพลงอยู่แล้ว ยิ่งได้มาพบกับผู้ที่ร่วมจัดงาน ซึ่งก็ล้วนแล้วแต่เป็นอาจารย์และครูเป็นผู้ที่สนับสนุนในเรื่องของการดนตรีและเพลงต่างๆ ยิ่งทำให้รู้สึกว่าเราไม่ได้มาทำเรื่องนี้ เพื่อให้มันเป็นนโยบายหรือเป็นภารกิจแต่เราทำเพื่อความรัก ซึ่งเพลงสมัยเก่าเยุคสมัยถือว่าเป็นการสอนให้เห็นว่าประเทศของเรามีความเจริญทางด้านวัฒนธรรมเป็นอย่างมาก และเราต้องสนับสนุนและสืบสานต่อไป เนื้อหาในเพลงต่างๆล้วนแล้วแต่สามารถนำไปใช้ดำรงชีวิตได้ ซึ่งการดำรงชีวิตของตน การทำงาน การใช้ชีวิตหลายๆอย่าง เมื่อสักครู่เพลงที่ร้องบนเวที ตนเพิ่งเคยได้ยินเพลงไม่เคยรักใครเท่าเธอ เดี๋ยวจะไปหัดร้องให้คนที่บ้านฟัง หวังว่าพวกเราทุกคนจะชื่นชอบและได้รับความรื่นรมย์ เมื่อเราเข้าถึงเสียงเพลงเข้าถึงดนตรี ความละเมียดละมุนละไมก็จะเกิดขึ้นสติปัญญา ก็จะเกิดความสำนึกผิดชอบชั่วดี และเป็นเรื่องที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับตัวเราเอง คนใกล้ชิดเรายืนยันการสนับสนุนอย่างเต็มที่วันที่31 ต.ค. ถ้ายังเป็นนายกฯ ไปร่วมงานแน่นอน

จากนั้นนายอนุทิน ขึ้นเวทีร่วมร้องเพลง ขอพบในฝัน ของนายชรินทร์ นันทนาคร