เสธ ทร. ยันชายแดนไทย-เขมรฝั่งตะวันออก ยังปกติ คุมสถานการณ์ได้ 100% ไร้การยั่วยุ

เสธ ทร. ยันชายแดนไทย-เขมรฝั่งตะวันออก ยังปกติ คุมสถานการณ์ได้ 100% ไร้การยั่วยุ

เสธ ทร. ยันชายแดนไทย-เขมรฝั่งตะวันออก ยังปกติ คุมสถานการณ์ได้ 100% ไร้การยั่วยุ

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.52 น.

เสธ ทร. ยันชายแดนไทย-กัมพูชาฝั่งตะวันออก ยังปกติ คุมสถานการณ์ได้ 100% ไร้การยั่วยุ 

เมื่อวันที่ 15 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านฝั่งจังหวัดตราด ว่า ขณะนี้สถานการณ์ในพื้นที่ยังคงปกติ กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ยังสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ ยืนยันว่ายังอยู่ในการควบคุม

เมื่อถามว่า พื้นที่ด้านทะเลตะวันออกที่ติดกับชายแดนกัมพูชา มีการยั่วยุสถานการณ์หรือไม่ พล.ร.อ.ธาดาวุธ กล่าวว่า ไม่มี เหตุการณ์ยังปกติ

เมื่อถามว่าได้มีการหารือกับหน่วยงานอื่นที่มีหน้าที่รับผิดชอบพื้นที่ติดต่อกับชายแดนกัมพูชาหรือไม่ พล.ร.อ.ธาดาวุธ กล่าวว่า เป็นเรื่องในพื้นที่ที่เขาต้องประสานงานกัน ตนขอยังไม่ให้สัมภาษณ์ แต่ย้ำว่าทุกอย่างยังอยู่ในความควบคุมตามปกติ

เมื่อถามถึงกรณีรัฐบาลจะเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ กองทัพเรือมีความเห็นอย่างไร พล.ร.อ.ธาดาวุธ กล่าวว่า เป็นไปตามนโยบายรัฐบาล วันนี้ต้องรอดูว่า รัฐบาลจะมีนโยบายอื่นๆ อย่างไร แต่กองทัพเรือพร้อมที่จะรักษาความมั่นคง ตามนโยบายของรัฐบาล

​เปิดรายชื่อประธาน กมธ. 35 คณะ ภูมิใจไทย-ประชาชน-เพื่อไทย ไม่พลิกโผ

​เปิดรายชื่อประธาน กมธ. 35 คณะ ภูมิใจไทย-ประชาชน-เพื่อไทย ไม่พลิกโผ

​เปิดรายชื่อประธาน กมธ. 35 คณะ ภูมิใจไทย-ประชาชน-เพื่อไทย ไม่พลิกโผ

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.39 น.

เปิดรายชื่อประธาน กมธ. 35 คณะ “ภูมิใจไทย-ประชาชน-เพื่อไทย”ไม่พลิกโผ ขณะที่”กล้าธรรม”ส่ง”บุญยิ่ง”นั่ง ปธ.กมธ.กิจการสภาฯ ด้าน”ประชาธิปัตย์”ส่ง”พิทักษ์เดช”คุมกรรมาธิการฟอกเงิน

15 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบรายชื่อ สส.นั่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญประจำสภาผู้แทนราษฎร ทั้ง 35 คณะ ไปเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยมีการประชุม กมธ.แต่ละคณะเพื่อคัดเลือกบุคคลนั่งตำแหน่งต่างๆ ใน กมธ.แต่ละคณะ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมานั้น สำหรับรายชื่อประธาน กมธ.ทั้ง 35 คณะ สรุปดังนี้

นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธาน กมธ.การกฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน

นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา สส.ราชบุรี พรรคกล้าธรรม เป็นประธาน กมธ.กิจการสภาผู้แทนราษฎร

นพ.วาโย อัศวรุ่วเรือง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธาน กมธ.กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน

นายจักพันธ์ ปิยพรไพบูลย์ สส.ประจวบคีรีขันธ์ พรรคกล้าธรรม เป็นประธาน กมธ.กีฬา

นายสฤษดิ์ บุตรเนียร สส.ปราจีนบุรี พรรคภูมิใจไทย เป็นประธาน กมธ.แก้ปัญหาหนี้สิน ความยากจน และลดความเหลื่อมล้ำ

นายนพพล เหลืองทองนารา สส.พิษณุโลก พรรคเพื่อไทย เป็นประธาน กมธ.การเกษตรและสหกรณ์

นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน เป็นประธาน กมธ.การคมนาคม

นายมณเฑียร สงฆ์ประชา สส.ชัยนาท พรรคภูมิใจไทย เป็นประธาน กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ

นายอรรถพล ไตรศรี สส.พังงา พรรคภูมิใจไทย เป็นประธาน กมธ.การคุ้มครองผู้บริโภค

นายจุติ ไกรฤกษ์ สส.พิษณุโลก พรรคภูมิใจไทย เป็นประธาน กมธ.การเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน

นางจิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล สส.อุบลราชธานี พรรคไทรวมพลัง เป็นประธาน กมธ.การต่างประเทศ

นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี พรรคภูมิใจไทย เป็นประธาน กมธ.การตำรวจ

น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธาน กมธ.ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ

นายเอกราช อุดมอำนวย สส.กทม. พรรคประชาชน เป็นประธาน กมธ.การทหาร

พ.ท.สินธพ แก้วพิจิตร สส.นครปฐม พรรคกล้าธรรม เป็นประธาน กมธ.การท่องเที่ยว

น.ส.กุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย เป็นประธาน กมธ.การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

นายธนยศ ทิมสุวรรณ สส.เลย พรรคภูมิใจไทย เป็นประธาน กมธ.การปกครอง

นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สส.ระนอง พรรคภูมิใจไทย เป็นประธาน กมธ.การกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ

นายพิทักษ์เดช เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธาน กมธ.การป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด

นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน เป็นประธาน กมธ.การป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติและสาธารณภัย

นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีษะเกษ พรรคภูมิใจไทย เป็นประธาน กมธ.การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (ป.ป.ช.)

นายสุพล จุลใส สส.ชุมพร พรรคภูมิใจไทย เป็นประธาน กมธ.พลังงาน

น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธาน กมธ.พัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน

นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธาน กมธ.การพัฒนาเศรษฐกิจ

นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย เป็นประธาน กมธ.การพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา

นายจิรวัฒน์ ศิริพานิชย์ สส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย เป็นประธาน กมธ.การศึกษา

นายวีระพล จิตสัมฤทธิ์ สส.ศรีษะเกษ พรรคเพื่อไทย เป็นประธาน กมธ.การแรงงาน

น.ส.รัชนก สุขประเสริฐ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน เป็นประธาน กมธ.การสวัสดิการสังคม

นางฐิติมา ฉายแสง สส.ฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทย เป็นประธาน กมธ.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

นายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธาน กมธ.การสาธารณสุข

นายภาคภูมิ บูลย์ประมุข สส.ตาก พรรคกล้าธรรม เป็นประธาน กมธ.การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

นายอลงกต มณีกาศ สส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย เป็นประธาน กมธ.การสื่อสารโทรคมนาคมและดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สส.เพชรบุรี พรรคภูมิใจไทย เป็นประธาน กมธ.การศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม

นายศุภโชค ศรีสุขจร สส.นครปฐม พรรคภูมิใจไทย เป็นประธาน กมธ.การอุตสาหกรรม

– 006

ไอติม ซัดรัฐบาลไม่จริงใจ บี้ เคลียร์ปชช.ให้ชัด ปัดตก ร่างแก้ รธน.256 เพราะอะไร

ไอติม ซัดรัฐบาลไม่จริงใจ บี้ เคลียร์ปชช.ให้ชัด ปัดตก ร่างแก้ รธน.256 เพราะอะไร

ไอติม ซัดรัฐบาลไม่จริงใจ บี้ เคลียร์ปชช.ให้ชัด ปัดตก ร่างแก้ รธน.256 เพราะอะไร

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.36 น.

ไอติม ไล่บี้ รัฐบาล เคลียร์ให้ปชช.สิ้นสงสัย ปัดตก ร่างแก้ รธน.256 เพราะอะไร ซัดไม่จริงใจ ได้ประโยชน์อื้อจาก สว.-กกต.-ป.ป.ช. ปลุกจับตา ร่างฯ ฉบับ ภท. ส่อกินรวบหรือไม่

เมื่อวันที่ 15 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วน การให้ความเห็นชอบให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่รัฐสภามิได้ให้ความเห็นชอบ และยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ตามมาตรา 147 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ โดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายในประเด็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่รัฐบาลไม่เลือกยืนยันร่างแก้ไขมาตรา 256 และเพิ่มหมวดใหม่ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า ตนฟังเหตุผลที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รวมถึงบรรดาแกนนำพรรคภูมิใจไทยแล้วฟังไม่ขึ้น

จนล่าสุดนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ บอกว่าจะขยับเรื่องดังกล่าวในวันที่ 19 พ.ค. นี้ ซึ่งตนจับตาว่าจะมีเนื้อหาที่กินรวบหรือไม่ อย่างไรก็ดี ตนมองว่ารัฐบาลไม่จริงใจต่อการแก้รัฐธรรมนูญ เพราะนายกฯ รัฐบาล เครือข่ายที่เกี่ยวข้องได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญ ที่ทำให้เกิดระบอบตั๋วสีน้ำเงิน และเป็นปัญหาการเมืองไทยในปัจจุบัน

“เป็นเพราะนายกฯได้ประโยชน์จากกติกาให้ที่มาของสว.ไม่ได้มาจากประชาชน ทำให้มีการฮั้วสว.  ได้ประโยชน์จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ต่อให้จัดเลือกตั้งแย่ แต่ยังอยู่ได้ ได้ประโยชน์จาก ป.ป.ช. ที่ต่อให้นายกฯมีคดีก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะมี ป.ป.ช.ปกป้อง รวมถึงกรณีที่ ครม.ปล่อยให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับเดิมตกไป ผมเห็นว่าหากรัฐบาลไม่สามารถพิสูจน์ให้ประชาชนสิ้นข้อสงสัย พร้อมทำตามคำสั่งประชาชน ทำรัฐธรรมนูญใหม่ที่ประชาชนมีส่วนร่วม ประชาชนอดสงสัยไม่ได้ว่า หากรัฐบาลไม่ฟังคำสั่งประชาชน แล้วรัฐบาลฟังคำสั่งใคร” นายพริษฐ์ กล่าว

ศุภมาส ลุยไม่ปล่อย ปม เกี๊ยวทิชชู สั่ง สคบ.ขอนแก่น ลงตรวจ ผนึก อย. คุมเข้ม

ศุภมาส ลุยไม่ปล่อย ปม เกี๊ยวทิชชู สั่ง สคบ.ขอนแก่น ลงตรวจ ผนึก อย. คุมเข้ม

ศุภมาส ลุยไม่ปล่อย ปม เกี๊ยวทิชชู สั่ง สคบ.ขอนแก่น ลงตรวจ ผนึก อย. คุมเข้ม

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.33 น.

ศุภมาส ลุยไม่ปล่อย ปม “เกี๊ยวทิชชู” สั่ง สคบ. ขอนแก่น ลงตรวจ ผนึก อย. คุมเข้มความปลอดภัยอาหาร เปิดสิทธิเยียวยาทางแพ่งเต็มที่

15 พฤษภาคม 2569 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินการ กรณีผู้บริโภครายหนึ่งในจังหวัดขอนแก่นแจ้งว่าพบกระดาษทิชชูปะปนอยู่ในไส้เกี๊ยวปลาที่ซื้อจากร้านค้าใกล้บึงแก่นนคร จนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์อย่างกว้างขวาง โดยตนกำชับให้ นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีฯ และ นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ร่วมติดตามข้อเท็จจริงอย่างใกล้ชิด

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า การดูแลความปลอดภัยอาหารและการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค เป็นไปตามมาตรการที่รัฐบาล โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานร่วมกัน  ภายหลังทราบเหตุ ตนสั่งการให้ สคบ. ส่งทีมลงพื้นที่ในวันเกิดเหตุทันที และพยายามประสานผู้เสียหายอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่สามารถติดต่อได้ ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่บริเวณบึงแก่นนคร พบผู้ประกอบการจำหน่ายเกี๊ยวทอดประมาณ 15-20 ร้าน และเกี๊ยวนึ่งอีก 5-7 ร้าน รวมเกือบ 30 ร้านในพื้นที่ พร้อมทั้งสุ่มซื้อตรวจสอบ แต่ยังไม่พบกรณีตามที่ปรากฏในข่าว จึงได้กำชับให้เร่งติดต่อผู้เสียหายเพื่อรับทราบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานโดยเร็วที่สุด

นางสาวศุภมาส กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีอาหารถือเป็นสินค้าที่มีหน่วยงานกำกับดูแลเฉพาะ คือ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ภายใต้พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ซึ่งครอบคลุมถึงกรณี “อาหารไม่บริสุทธิ์” โดย อย. มีอำนาจกำกับดูแลให้ผู้ประกอบการผลิตอาหารถูกสุขลักษณะและไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภคได้โดยตรง การตรวจสอบมาตรฐานความสะอาดและสุขลักษณะของอาหาร แม้ไม่อยู่ในขอบเขตอำนาจของ สคบ. ตามมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ตนจึงได้สั่งการให้ สคบ. ประสานการทำงานร่วมกับ อย. อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างรอบด้านและรวดเร็ว ทั้งนี้ หากผู้บริโภคได้รับความเสียหายจากกรณีดังกล่าว สามารถใช้สิทธิร้องทุกข์และเรียกร้องการเยียวยาทางแพ่งกับ สคบ. ได้ทันที ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญที่ สคบ. จะเข้าไปทำหน้าที่ดูแลสิทธิของผู้บริโภคในด้านการเยียวยาความเสียหาย โดยขณะนี้ สคบ. ได้เตรียมพร้อมรับเรื่องร้องเรียนและให้คำปรึกษาทางกฎหมายแก่ผู้เสียหายไว้แล้ว

“ดิฉันขอฝากถึงผู้ประกอบการร้านอาหารทุกราย ต้องให้ความสำคัญสูงสุดกับ “ความสะอาด” และ “ความปลอดภัย” ในทุกขั้นตอนการผลิตและจำหน่ายอาหาร เพราะอาหาร คือเรื่องของสุขภาพและชีวิตของพี่น้องประชาชน หากตรวจพบการกระทำที่กระทบต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด สำหรับพี่น้องผู้บริโภค ขอให้สังเกตความสะอาดของร้านค้าก่อนตัดสินใจซื้อ เลือกซื้อจากร้านที่มีการรักษาสุขลักษณะที่ดี และหากพบเห็นสิ่งแปลกปลอมในอาหาร ขอให้เก็บอาหารและบรรจุภัณฑ์ไว้เป็นหลักฐาน ถ่ายภาพ และแจ้งหน่วยงานทันที ดิฉันและ สคบ. พร้อมยืนเคียงข้างผู้บริโภคทุกคน” นางสาวศุภมาส กล่าวทิ้งท้าย 

ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนพบอาหารเข้าข่ายไม่ถูกสุขลักษณะหรือไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค สามารถติดต่อไปยังสายด่วน อย. 1556 และหากผู้บริโภคได้รับความเสียหายสามารถร้องเรียนได้ที่ สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ ocpb.go.th หรือศูนย์ดำรงธรรมในพื้นที่ทุกจังหวัด​​​​​​​​​​​​​​​​

สส.ภท. ขอบคุณ นายกฯอนุทิน ลงพื้นที่ช่วยแก้ปัญหา ‘สมุย-พะงัน’

สส.ภท. ขอบคุณ นายกฯอนุทิน ลงพื้นที่ช่วยแก้ปัญหา ‘สมุย-พะงัน’

สส.ภท. ขอบคุณ นายกฯอนุทิน ลงพื้นที่ช่วยแก้ปัญหา ‘สมุย-พะงัน’

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.29 น.

‘สส.ภท.’ แท้งกิ้ว ‘นายกฯอนุทิน’ ลงพื้นที่ช่วยแก้ปัญหา ‘สมุย-พะงัน’ เดินหน้าดันท่องเที่ยวสุราษฎร์ธานี 
                 
15 พฤษภาคม 2569 นายพิพิธ รัตนรักษ์ สส.สุราษฎร์ธานี พรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟสบุ๊ค ระบุว่า ขอเป็นผู้แทนพี่น้องอำเภอเกาะสมุย อำเภอเกาะพะงัน และพี่น้องประชาชนในพื้นที่เขต 2 ขอขอบพระคุณ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย พร้อมคณะ และผู้บริหารหน่วยงานราชการทุกภาคส่วน ที่ให้ความสำคัญกับอำเภอเกาะสมุย และอำเภอเกาะพะงันอย่างเต็มที่
               
ท่านทั้งหลายให้ความสำคัญกับประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่เกาะสมุยและเกาะพะงัน ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนรักษาผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ให้กับคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว พร้อมทั้งตรวจสอบการครอบงำทางเศรษฐกิจอย่างจริงจัง เพื่อความเป็นธรรมของพ่อแม่พี่น้องในพื้นที่
              
กระผมในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 2 เกาะสมุยและเกาะพะงัน ซึ่งเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของกระผม ความรักและความหวงแหนในพื้นถิ่นดินเกิดของกระผมนั้นไม่น้อยไปกว่าใครทั้งสิ้น และกระผมเชื่อมั่นว่าพ่อแม่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ก็รู้สึกรักและหวงแหนถิ่นเกิดเช่นเดียวกัน
                
กระผมจะปกป้องทรัพยากร รวมไปถึงผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน เขต 2 จังหวัดสุราษฎร์ธานี ด้วยสำนึกในบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบอย่างเต็มกำลังความสามารถ ยืนยันและพร้อมสนับสนุนการปราบปรามผู้มีอิทธิพลทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติอย่างเต็มที่ หากพ่อแม่พี่น้องชาวอำเภอเกาะสมุยและอำเภอเกาะพะงันท่านใดได้รับความเดือดร้อน สามารถแจ้งกระผมได้เพื่อประสานหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาโดยเร็วตามนโยบายที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบไว้
    
และขออาสามารับใช้พ่อแม่พี่น้องในพื้นที่เขต 2 หน้าที่ของกระผมคือปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องในทุกมิติ คำมั่นสัญญาของท่านนายกรัฐมนตรี ล้วนเป็นคำสัญญาของกระผมด้วยเช่นกัน.

แท้งกิ้ว สส.ภท. ขอบคุณ นายกฯ ลงพื้นที่ช่วยแก้ปัญหา สมุย-พะงัน เดินหน้าดันท่องเที่ยวสุราษฎร์ธานี

แท้งกิ้ว สส.ภท. ขอบคุณ นายกฯ ลงพื้นที่ช่วยแก้ปัญหา สมุย-พะงัน เดินหน้าดันท่องเที่ยวสุราษฎร์ธานี

แท้งกิ้ว สส.ภท. ขอบคุณ นายกฯ ลงพื้นที่ช่วยแก้ปัญหา สมุย-พะงัน เดินหน้าดันท่องเที่ยวสุราษฎร์ธานี

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.23 น.

แท้งกิ้ว สส.ภท. ขอบคุณ นายกฯ ลงพื้นที่ช่วยแก้ปัญหา สมุย-พะงัน เดินหน้าดันท่องเที่ยวสุราษฎร์ธานี 
                 
เมื่อวันที่ 15 พ.ค.2569 นายพิพิธ รัตนรักษ์ สส.สุราษฎร์ธานี พรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “ขอเป็นผู้แทนพี่น้องอำเภอเกาะสมุย อำเภอเกาะพะงัน และพี่น้องประชาชนในพื้นที่เขต 2 ขอขอบพระคุณ  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย พร้อมคณะ และผู้บริหารหน่วยงานราชการทุกภาคส่วน ที่ให้ความสำคัญกับอำเภอเกาะสมุย และอำเภอเกาะพะงันอย่างเต็มที่

ท่านทั้งหลายให้ความสำคัญกับประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่เกาะสมุยและเกาะพะงัน ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนรักษาผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ให้กับคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว พร้อมทั้งตรวจสอบการครอบงำทางเศรษฐกิจอย่างจริงจัง เพื่อความเป็นธรรมของพ่อแม่พี่น้องในพื้นที่

กระผมในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 2 เกาะสมุยและเกาะพะงัน ซึ่งเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของกระผม ความรักและความหวงแหนในพื้นถิ่นดินเกิดของกระผมนั้นไม่น้อยไปกว่าใครทั้งสิ้น และกระผมเชื่อมั่นว่าพ่อแม่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ก็รู้สึกรักและหวงแหนถิ่นเกิดเช่นเดียวกัน

กระผมจะปกป้องทรัพยากร รวมไปถึงผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน เขต 2 จังหวัดสุราษฎร์ธานี ด้วยสำนึกในบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบอย่างเต็มกำลังความสามารถ ยืนยันและพร้อมสนับสนุนการปราบปรามผู้มีอิทธิพลทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติอย่างเต็มที่ หากพ่อแม่พี่น้องชาวอำเภอเกาะสมุยและอำเภอเกาะพะงันท่านใดได้รับความเดือดร้อน สามารถแจ้งกระผมได้เพื่อประสานหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาโดยเร็วตามนโยบายที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบไว้

และขออาสามารับใช้พ่อแม่พี่น้องในพื้นที่เขต 2 หน้าที่ของกระผมคือปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องในทุกมิติ คำมั่นสัญญาของท่านนายกรัฐมนตรี ล้วนเป็นคำสัญญาของกระผมด้วยเช่นกัน”

อรรถวิชช์ ติง รัฐบาล เมิน 2 ร่างกม.ภาคปชช. เปิดทางปลดล็อก หนี้นอกระบบ-เครดิตบูโร

อรรถวิชช์ ติง รัฐบาล เมิน 2 ร่างกม.ภาคปชช. เปิดทางปลดล็อก หนี้นอกระบบ-เครดิตบูโร

อรรถวิชช์ ติง รัฐบาล เมิน 2 ร่างกม.ภาคปชช. เปิดทางปลดล็อก หนี้นอกระบบ-เครดิตบูโร

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.15 น.

อรรถวิชช์ ติง รัฐบาล เมิน 2 ร่างกม.ภาคประชาชน เปิดทางปลดล็อก หนี้นอกระบบ-เครดิตบูโร จี้ให้ความสำคัญ

เมื่อวันที่ 15 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วน การให้ความเห็นชอบให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่รัฐสภามิได้ให้ความเห็นชอบ และยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ตามมาตรา 147 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ โดยนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ อภิปรายว่า ตนขอบคุณรัฐบาลที่ยืนยันร่างพ.ร.บ.ล้มละลาย แต่มีกฎหมายอีกฉบับที่รัฐบาลไม่ยืนยัน คือ ร่างกฎหมายการประกอบเครดิต หรือ เครดิตบูโร ซึ่งตนทำร่วมกับประชาชน

ทั้งนี้ทุกรัฐบาลเข้ามาพยายามแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ แต่ประเทศไทยติดอันดับ 1 ใน 10 ที่มีหนี้ครัวเรือนมากที่สุด เพราะมีหนี้นอกระบบสูง เพราะระบบเครดิตบูโรล้าหลังที่เกิดในยุคไอเอ็มเอฟ ทั้งนี้การแก้ปัญหาหนี้นอกระบบของประเทศไทยล้มเหลว เพราะเข้าระบบไม่ได้ คนติดเครดิตบูโร มีทั้งหมด 5 ล้านคน และ 90% ของคนติดเครดิตบูโร อายุ 22-60 แปลว่าคนทำงานไม่มีสิทธิ์เข้าถึงสินเชื่อ ทั้งนี้ประวัติการติดเครดิตบูโร แสดงเป็นประวัติ 3 ปี แม้จ่ายหนี้หมดแล้ว  แต่การแก้ปัญหาของต่างประเทศใช้ระบบคะแนน

“การมองกฎหมายภาคประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ ผมคิดว่าบางทีรัฐบาลจะฟังราชการประจำจนลืมกฎหมายภาคประชาชน ซึ่งกฎหมายเครดิตบูโรหากท่านได้ประชาชนคนไทยจะหลุดพ้นจากหนี้ได้ เที่ยวนี้ผมเสนอเข้าสภาไปแล้ว หวังว่าประธานสภาฯจะเร่งเข้าสู่วาระที่หนึ่งได้” นายอรรถวิชช์ อภิปราย

นายอรรถวิชช์ กล่าวต่อว่า มีกฎหมายภาคประชาชนอีกฉบับที่ตนคาใจ คือร่างพ.ร.บ.การรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ พ.ศ… (PRTR) ฉบับดังกล่าวเกลาในห้องกมธ.อย่างดี ทั้งนี้ตนขอให้รัฐบาลเชื่อในพลังของประชาชนที่เสนอกฎหมาย เขาคิดรอบคอบ สภาฯช่วยเกลาอย่าางดีให้มั่นใจ ไม่ใช่ให้ผ่านเฉพาะกฎหมายราชการเท่านั้น  ทั้งนี้ร่างกฎหมายของภาคประชาชนสำคัญเพราะเขาใจปัญหาสังคมที่แท้จริง

เปิด 34 รายชื่อ เอกชนยักษ์​ใหญ่เตรียมหารือรัฐบาลเย็นนี้

เปิด 34 รายชื่อ เอกชนยักษ์​ใหญ่เตรียมหารือรัฐบาลเย็นนี้

เปิด 34 รายชื่อ เอกชนยักษ์​ใหญ่เตรียมหารือรัฐบาลเย็นนี้

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.07 น.

เปิด 34 รายชื่อ! “เอกชนยักษ์​ใหญ่”เตรียมหารือ”รัฐบาล”เย็นนี้ ด้าน”ทำเนียบฯ”เตรียมพร้อม รับ CEO ร่วมหารือเวที”ผู้ประกอบการพูดรัฐบาลฟัง”

15 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวทำเนียบรัฐบาล รายงานว่า ตั้งแต่ช่วงเช้าวันนี้ ได้มีเจ้าหน้าที่มาจัดเตรียมห้องและดูความเรียบร้อยที่ตึกภักดีบดินทร์ ซึ่งเป็นสถานที่จัดเวที “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” และตึกสันติไมตรี ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงอาหารค่ำ (หลังนอก) หลังเสร็จจากวงหารือที่จะเริ่มในเวลา 17.00 น.โดยมีนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธาน โดยมีคณะรัฐมนตรีทั้งหมดร่วมรับฟังด้วย

ทั้งนี้ ในเวทีดังกล่าว เป็นการประชุมหารือร่วมระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชน “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน​ ชาญ​วี​รกูล​ นายก​รัฐมนตรี ​และ​รมว.มหาดไทย​ รวมถึงคณะรัฐมนตรี​ ​เชิญผู้บริหารระดับสูงจากภาคธุรกิจ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญกว่า 35 คน เข้าร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความความคิดเห็น ที่ทำเนียบรัฐบาล ในเวลา 17.00 น.โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการร่วมหาแนวทางในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ ประกอบด้วย

​- 3 สถาบัน กกร.และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

​1.นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

​2.นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

​3.นายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย

​4.นายชัย อรุณานนท์ชัย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

– กลุ่มสถาบันการเงิน

1.นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ กรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพจำกัด (มหาชน) ส่งนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

​2.นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย

​3.นายสารัชต์ รัตนาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริการ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

​- กลุ่มธุรกิจการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร

​1.นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด

​2.นายวสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และรักษาการประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มธุรกิจต่างประเทศ บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน)

​3.นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ส่ง นายโสภณ ราชรักษา : Executive vice President,Thai Beverage Public Company Limited

​4.นางวราภรณ์ โอสถานุพันธ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท สยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด

– กลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์

​1.นายสัมพันธ์ ศิลปนาฎ ที่ปรึกษาอาวุโส ฝ่ายพัฒนาเครือข่ายพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ทางธุรกิจ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

​2.นายนรเชษฐ์ แซ่ตั้ง Country Manager ประเทศไทย บริษัท ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด

– กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์

1.นายกลินท์ สารสิน ประธานคณะกรรมการ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด

​2.นายอิสรภาพ อู่โชตนานันท์ กรรมการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด

​3.นายครรชิต ไชยสุโพธิ์ รองประธาน บริษัท เกรท วอลล์ มอเตอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด

4.นางวราภรณ์ โอสถาพันธุ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทสยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด

​- กลุ่มธุรกิจพลังงาน

​1.นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)

​2.นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

​3.นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

– กลุ่มธุรกิจโรงแรม

​1.นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์: นายกสมาคมโรงแรมไทย

​2.นายชนินทธ์ โทณวณิก ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ส่ง นางสาวประชุม ตันติประเสริฐสุข รองประธานฝ่ายปฏิบัติการประจำประเทศไทย (ภาคกลางและภาคใต้) บริษัท ดุสิตธานี จำกัด มหาชน

– กลุ่มธุรกิจสุขภาพ (Healthcare & Wellness)

​1.แพทย์หญิงปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ: ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) BDMS

​2.นางลินดา ลีสหะปัญญา กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) ** ไม่สามารถเข้าร่วมได้**

​- กลุ่มธุรกิจก่อสร้าง

​1.นางสาวลิซ่า งามตระกูลพานิช นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยในพระบรมราชูปถัมภ์

​2.นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)

​3.นายปลิว ตรีวิศวเวทย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน)

– กลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (นิคมอุตสาหกรรม)

1.นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)​

– กลุ่มผู้ประกอบการ SMEs

​1.นายณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย

– กลุ่มธุรกิจค้าปลีก

1.นายชนวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)

​2.นางสาวศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด

– กลุ่มธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค

1.นายเวทิต โชควัฒนา รองประธานกรรมการบริหาร / กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน)

​2.นางสาวดาลัดย์ ทรัพย์ทวีชัยกุล ประธานกรรมการ บริษัท สหยูเนี่ยน จำกัด (มหาชน)

​3.นายทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด​

4.นายโยธิน ดำเนินชาญวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ดับเบิ้ล เอ (1991) จำกัด (มหาชน)

ศรีสุวรรณ ร้อง ป.ป.ช. นำข้อมูล กกร.เอาผิด 10 หน่วยงานรัฐ ปมจ่ายใต้โต๊ะ

ศรีสุวรรณ ร้อง ป.ป.ช. นำข้อมูล กกร.เอาผิด 10 หน่วยงานรัฐ ปมจ่ายใต้โต๊ะ

ศรีสุวรรณ ร้อง ป.ป.ช. นำข้อมูล กกร.เอาผิด 10 หน่วยงานรัฐ ปมจ่ายใต้โต๊ะ

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.04 น.

15 พฤษภาคม 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จ.นนทบุรี นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้ยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.เพื่อขอให้ใช้อำนาจตามกฎหมายในการเรียกข้อมูลการสำรวจการทุจริตคอรัปชันใน 10 หน่วยงานรัฐ มาไต่สวนสอบสวน เพื่อเชื่อมโยงไปให้ถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำการดังกล่าว เพื่อเอาผิดตามครรลองของกฎหมาย หากไม่ดำเนินการจะถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากที่มีการเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการ โดยคณะทำงาน Zero Corruption ของ กกร.โดยผลการสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใส ในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ ที่ระบุว่า มาจากประสบการณ์ตรงของภาคธุรกิจของผู้ขออนุญาตจากหน่วยงานรัฐที่พบการสื่อเป็นนัยหรือร้องขอสิ่งตอบแทนในการยื่นขออนุญาต และยืนยันว่าเคยจ่ายเงิน ของขวัญ หรือผลประโยชน์แก่เจ้าหน้าที่รัฐเพื่ออำนวยความสะดวก และต้องจ่ายเงินพิเศษเพื่อให้ได้มาซึ่งสัญญาภาครัฐ ฯลฯ

โดยเฉพาะการระบุถึงตัวเลขการจ่ายใต้โต๊ะหน่วยงานรัฐที่มี “มูลค่าสินบนเฉลี่ยสูงสุด” 10 อันดับแรก (จำนวนเงินที่เสนอให้ต่อครั้ง) คือ

1.กรมควบคุมมลพิษ เฉลี่ย 102,160 บาทต่อครั้ง

2.กรมเจ้าท่า เฉลี่ย 100,000 บาทต่อครั้ง

3.กรมสรรพสามิต เฉลี่ย 94,667 บาทต่อครั้ง

4.กรมสรรพากร เฉลี่ย 89,498 บาทต่อครั้ง

5.กระบวนการยุติธรรม (ยกเว้นศาล) เฉลี่ย 88,750 บาทต่อครั้ง

6.สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) / บริการสาธารณสุข เฉลี่ย 74,643 บาทต่อครั้ง

7.กรมทางหลวง เฉลี่ย 70,167 บาทต่อครั้ง

8.กรมโยธาธิการและผังเมือง เฉลี่ย 70,000 บาทต่อครั้ง

9.กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เฉลี่ย 68,000 บาทต่อครั้ง

และ 10.กรมป่าไม้ เฉลี่ย 67,500 บาทต่อครั้ง

“จากข้อมูลดังกล่าว ทำให้ผู้บริหารหน่วยงานที่ปรากฏชื่อดังกล่าวตกใจ ลนลาน และแทบจะทุกหน่วยงานดาหน้ากันออกมาปฏิเสธว่าหน่วยงานของตนปฏิบัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลกันแทบทั้งสิ้น แต่ทว่าถ้าไม่มีควันจะมีไฟได้อย่างไร ผลการสำรวจดังกล่าว ป.ป.ช.ต้องไม่นิ่งเฉย เพราะเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงผลงานหรือประสิทธิผลของ ป.ป.ช.ว่าได้ทำหน้าที่ในการกำจัดการทุจริตคอรัปชั่นได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 234-235 และ พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2561 ให้อำนาจ ป.ป.ช.ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตจากนักการเมือง ข้าราช การระดับสูงได้อย่างเต็มที่ รวมทั้งต้องไม่ลืมว่า “ปรบมือข้างเดียวย่อมไม่ดัง” เพราะภาคเอกชนก็เป็นกลไกที่สำคัญที่ทำให้การทุจริตคอรัปชันยังคงเบ่งบานและงอกงามอยู่ เพราะต่างก็อยากได้ความสะดวก อยากได้งาน อยากชนะคู่แข่ง อยากได้สัญญา อยากได้ใบอนุญาต หรืออยากให้ปิดหูปิดตาต่อการกระทำผิดของตนกันทั้งสิ้น” นายศรีสุวรรณ กล่าว

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า ด้วยเหตุดังกล่าว องค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน จึงทำเรื่องมาแจ้งให้ ป.ป.ช.ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 30 – 31 แห่ง พ.ร.ป.ป.ป.ช.2561 ในการเรียกข้อมูลการสำรวจทั้งหมดจาก กกร.มาเจาะข้อมูลในรายละเอียด เพื่อเชื่อมโยงไปถึงตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนในหน่วยงานรัฐดังกล่าว เพื่อดำเนินการเอาผิดตามกฎหมาย รวมทั้งใช้เป็นฐานข้อมูลในการสร้างมาตรการในการป้องกันหรือปิดช่องโหว่ในการทุจริตต่อไป

(ข่าวที่เกี่ยวข้อง : กกร.เปิดโผ 10 หน่วยงานรัฐ เสี่ยงคอร์รัปชัน-เรียกรับสินบนสูง)

รมว.กห.การันตี! รัฐบาล-กองทัพ ไร้เงื่อนไขเปิดด่าน ส่งตัว ลุงโยชน์ กลับไทย

รมว.กห.การันตี! รัฐบาล-กองทัพ ไร้เงื่อนไขเปิดด่าน ส่งตัว ลุงโยชน์ กลับไทย

รมว.กห.การันตี! รัฐบาล-กองทัพ ไร้เงื่อนไขเปิดด่าน ส่งตัว ลุงโยชน์ กลับไทย

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.01 น.

“รมว.กลาโหม”การันตี! “รัฐบาล-กองทัพ”ไร้เงื่อนไขเปิดด่าน ส่งตัว”ลุงโยชน์”กลับไทย ชี้เป็นความร่วมมือที่ดี ยกเครดิต”มทภ.2″ประสานงาน เชื่อหากบรรยากาศดี การเจรจาทวิภาคีทุกระดับคืบหน้า

15 พฤษภาคม 2569 ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (มทร.อีสาน) จ.นครราชสีมา พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวถึงกรณีที่ทหารกัมพูชาส่งตัว นายโยชน์ สายน้อย ชาวไทยที่ถูกจับกุม ขณะเข้าไปหาของในป่าให้กับกองทัพที่ 2 แล้วนั้น ว่า ถือเป็นความร่วมมือของรัฐบาล และกองทัพ และหน่วยงานในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทัพภาคที่ 2 ได้มีการประสานงานทันที เมื่อรู้ว่ามีเหตุการณ์เกิดขึ้น วันนี้จึงเป็นที่มาของการปล่อยตัว ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นในการลดความขัดแย้ง เพิ่มความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน แต่ความเป็นทหารของเราไม่ได้ลดหย่อนลงไป เรายังคงความพร้อมในการปกป้องอธิปไตย อย่างที่นายกรัฐมนตรีได้มีการหารือกับฝ่ายกัมพูชา ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งหากมีแนวโน้มที่ดีขึ้นเรื่อยๆ เราก็จะใช้กลไกทวิภาคีในการประชุม ตั้งแต่คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ JBC , คณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค หรือ RBC ตามลำดับ ซึ่งอยากให้เชื่อมั่นในกองทัพว่า มีความพร้อม พร้อมขอให้ประชาชนรับฟังข่าวสารจากหน่วยงานของรัฐ

พลโท อดุลย์ กล่าวต่อว่า สำหรับการประชุม GBC ในระดับของกระทรวงกลาโหมนั้น ไม่จำเป็นต้องรอให้มีการประชุม JBC ของกระทรวงการต่างประเทศก่อน เพราะสามารถทำควบคู่ไปกันได้ หากบรรยากาศดีเช่นนี้ ซึ่งแต่ถ้ากลไกต่างๆ ดีขึ้น เช่น กัมพูชาปฏิบัติตามข้อตกลงหลังหยุดยิงที่ได้พูดคุยกันไว้ และร่วมมือกันในการปราบปรามสแกมเมอร์ เราก็จะมีการพูดคุยกัน ซึ่งต้องเริ่มต้นจากความร่วมมือเล็กๆ น้อยๆ อย่างกรณีนี้ พร้อมยืนยันว่า จะไม่มีการเปิดด่านแน่นอน และการส่งตัวในวันนี้ ไม่มีการแลกเปลี่ยนเงื่อนไขใดๆ และไม่ได้เป็นเงื่อนไขในการจะเปิดด่าน ซึ่งทุกอย่างยึดตามถ้อยแถลงร่วม หรือ Joint Statement ซึ่งการประสานงานมีแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นผู้ดำเนินการ ยืนยันว่า ไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งระดับกองทัพ และระดับรัฐบาล

เมื่อถามว่า อยากให้สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน เนื่องจากยังมีเหตุการณ์ตามแนวชายแดนอยู่ พลโท อดุลย์ กล่าวว่า ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะทหารถือปืนชายแดนทั้ง 2 ฝ่าย ต่างฝ่าย ต่างปกป้องอธิปไตยของตนเอง โดยต้องเข้าใจซึ่งกันและกัน แต่ความพร้อมของกำลังพล ตั้งแต่ผู้บังคับหน่วยในพื้นที่ ไปจนถึงแม่ทัพภาคที่ 2 ก็ยืนยันว่า มีความพร้อม ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจจะมีบ้าง เนื่องจากมีกำลังพลที่ขาดวินัย แต่ในส่วนของเราได้มีการกำชับอย่างดี ให้ปฏิบัติตามกฎการปะทะอย่างเข้มงวด ซึ่งเรามีบทเรียนอยู่แล้ว โดยกำลังพลทุกระดับมีความเข้าใจ