เปิด 5 จังหวัดแชมป์ช้อป ‘ไทยช่วยไทย’ สุรินทร์-ชลบุรี นำลิ่ว รัฐบาลเผยเงินสะพัดทั่วไทย 86 ล้าน

เปิด 5 จังหวัดแชมป์ช้อป 'ไทยช่วยไทย' สุรินทร์-ชลบุรี นำลิ่ว รัฐบาลเผยเงินสะพัดทั่วไทย 86 ล้าน

เปิด 5 จังหวัดแชมป์ช้อป ‘ไทยช่วยไทย’ สุรินทร์-ชลบุรี นำลิ่ว รัฐบาลเผยเงินสะพัดทั่วไทย 86 ล้าน

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.39 น.

นายกฯ “อนุทิน” เดินหน้า “ไทยช่วยไทย” ครั้งที่ 3 ผนึกเครือข่ายรถพุ่มพวงทั่วประเทศ กระจายสินค้าราคาประหยัดครบ 878 อำเภอ ลดค่าครองชีพประชาชนต่อเนื่อง ดันเศรษฐกิจฐานรากคึกคัก

16 พฤษภาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ” อย่างต่อเนื่อง โดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย บูรณาการร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ ผู้ประกอบการท้องถิ่น และเครือข่ายรถพุ่มพวง จัดกิจกรรมจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด “ครั้งที่ 3” พร้อมกันทั่วประเทศ ครอบคลุม 878 อำเภอ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ และเพิ่มช่องทางเข้าถึงสินค้าจำเป็นให้ประชาชนในทุกพื้นที่

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การดำเนินกิจกรรมครั้งที่ 3 ได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง มีประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 200,000 คน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากกว่า 26 ล้านบาท และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนได้กว่า 5.77 ล้านบาท สะท้อนถึงความสำเร็จของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชน ในการนำสินค้าคุณภาพดี ราคาประหยัด กระจายสู่ประชาชนอย่างทั่วถึง

ทั้งนี้ เมื่อรวมผลการดำเนินงานตั้งแต่ครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 โครงการสามารถสร้างปริมาณการจับจ่ายใช้สอยรวมกว่า 86.96 ล้านบาท และช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชนรวมกว่า 19.44 ล้านบาท ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน SMEs และสินค้า OTOP ควบคู่กับการช่วยประชาชนลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับจังหวัดที่มียอดการใช้จ่ายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดชลบุรี จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดสระบุรี และจังหวัดอ่างทอง ขณะที่อำเภอที่มียอดใช้จ่ายสูงสุด ได้แก่ อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี และอำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต

นอกจากนี้ สินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุดในกลุ่มห้างค้าส่งและค้าปลีกสมัยใหม่ ได้แก่ น้ำมันสำหรับประกอบอาหาร ไข่ไก่ ผลิตภัณฑ์ซักผ้า ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่ม และข้าวสาร ขณะที่สินค้า OTOP ที่มียอดจำหน่ายสูง ได้แก่ กลุ่มอาหาร ของใช้ ผ้าและเครื่องแต่งกาย เครื่องดื่ม และสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร ส่วนสินค้าชุมชนที่ได้รับความนิยม ได้แก่ อาหารสด ขนมและเบเกอรี่ เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร และอาหารแปรรูป

นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลปากท้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเชื่อมโยงเครือข่ายรถพุ่มพวงและช่องทางจำหน่ายสินค้าในระดับชุมชน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าจำเป็นได้สะดวกขึ้นในราคาที่เป็นธรรม พร้อมทั้งช่วยสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น เกษตรกร และวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ

“รัฐบาลจะเดินหน้ามาตรการลดค่าครองชีพ ควบคู่กับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประชาชนทุกกลุ่ม เพื่อให้เศรษฐกิจฐานรากเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

เอกนิติ รับลูกเอกชน 6 ข้อเสนอ เร่งตั้ง กรอ. ดันไทยศูนย์กลางเศรษฐกิจอาเซียน

เอกนิติ รับลูกเอกชน 6 ข้อเสนอ เร่งตั้ง กรอ. ดันไทยศูนย์กลางเศรษฐกิจอาเซียน

เอกนิติ รับลูกเอกชน 6 ข้อเสนอ เร่งตั้ง กรอ. ดันไทยศูนย์กลางเศรษฐกิจอาเซียน

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.28 น.

“เอกนิติ” เผยวงหารือ “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” เห็นพ้องวิกฤตพลังงานโลก เป็นโอกาสสำคัญดึงดูดการลงทุน รับลูก 6 ข้อเสนอจากเอกชน เร่งตั้ง กรอ. หนุนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน- พลังงานสะอาด-AI ควบรวมแบงก์สร้างศูนย์กลางทางการเงิน พร้อมดันไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ หัวใจสำคัญของอาเซียน

เมื่อเวลา 21.25 น. วันที่ 15 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยถึงผลการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีและตัวแทนภาคเอกชนในกิจกรรม” ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ว่าภาคเอกชนมองเห็นตรงกันว่าวิกฤตพลังงานโลกในปัจจุบันถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการดึงดูดการลงทุน โดยเฉพาะแนวโน้มการย้ายฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เข้าสู่ภูมิภาคอาเซียนและไทย ซึ่งไทยจะต้องเร่งคว้าโอกาสนี้ผ่านการดำเนินนโยบายเชิงรุก โดยรัฐบาลได้รับข้อเสนอของ เอกชน 6 ประเด็นได้แก่ 

1.เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน-พลังงานสะอาด ในเรื่องนี้ถือเป็นข้อเสนอหลักจากภาคเอกชนที่เน้นไปที่การเร่งลงทุนในทรัพยากรน้ำเพื่อรองรับภาคการเกษตรและวิกฤตเอลนีโญในช่วงปลายปี รวมถึงการเร่งลงทุนในพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ และการพัฒนาระบบสายส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid Modernization) เพื่อตอบโจทย์วิถีพลังงานโลกสมัยใหม่ 

2.การลงทุนใน “คน” โดยใช้เทคโนโลยี AI และดิจิทัลมาช่วยเพิ่มทักษะ (Up-skill) แรงงานไทย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต 

3.การสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่และศูนย์กลางการเงิน โดยภาคเอกชนมีข้อเสนอว่าในการสร้าง เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) รัฐบาลมุ่งเป้าไปที่จุดแข็งด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) อุตสาหกรรมดิจิทัล และเกษตรสมัยใหม่, โดยมีแผนต่อยอดจากฐาน Data Center ไปสู่ Cloud Service และการผลิต Semiconductor ซึ่งเป็นหัวใจของ AI ขณะที่ภาคธนาคารเสนอให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาค (Regional Hub) ผ่านการสนับสนุนให้ธุรกิจไทยเข้มแข็งและมีการควบรวมกิจการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยใช้โอกาสจากวิกฤตในตะวันออกกลาง

4.การปลดล็อกและแก้ปัญหาอุปสรรคต่างๆ โดยภาคเอกชนต้องการให้รัฐบาลเร่งรัดการขอใบอนุญาตที่ล่าช้า โดยเฉพาะการบริหารจัดการที่ดินสาธารณะที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว, ทั้งนี้ ภาคเอกชนได้ชื่นชมโครงการ BOI Fast Pass ว่าเป็นตัวอย่างความสำเร็จที่ช่วยให้การลงทุนขับเคลื่อนได้รวดเร็วขึ้นจริงตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา และทำให้เกิดการลงทุนจริงกว่า 2 แสนล้านบาทในช่วงที่ผ่านมา  

5.เสนอให้มีการจัดตั้งศูนย์ปราบปรามคอร์รัปชันอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อสร้างความเชื่อมั่น และแก้ปัญหาเรื่องนี้โดยเร็ว 

และ 6.เป็นข้อเสนอในเรื่องการดูแลเรื่องของปัญหาเงินเฟ้อ ที่มีแนวโน้มจะปรับตัวเพิ่มขึ้น ควบคู่กับการดูแลผู้ประกอบการ SMEs จากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น  

สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนในระยะต่อไปนายกรัฐมนตรี มีแนวคิดให้ขับเคลื่อนผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน 3 สถาบัน (กรอ.) เพื่อนำข้อเสนอทั้งหมดมาปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม โดยหากเป็นโครงการที่ต้องใช้งบประมาณต้องเน้นรูปแบบการร่วมลงทุน (PPP) ที่เอกชนเป็นตัวนำและรัฐเป็นผู้สนับสนุน ควบคู่กับการใช้ยุทธศาสตร์ 4T ผ่านยุทธศาสตร์ 4T ประกอบด้วย 1.Target มุ่งเป้าหมายให้ชัดเจน 2.Transition การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด 3.Transform การปฏิรูปทักษะทรัพยากรมนุษย์ และ 4.Together การทำงานร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชน

“รัฐบาลไม่ละเลยปัญหาเร่งด่วน โดยเฉพาะเรื่องเงินเฟ้อและค่าครองชีพของประชาชนระดับฐานราก รวมถึงผู้ประกอบการ SME พร้อมทั้งรับข้อเสนอจากสภาอุตสาหกรรมฯ ในการพัฒนาท่าเรือระนองและเส้นทางรถไฟที่ขาดหาย (Missing Link) ระหว่างชุมพรและระนอง เพื่อยกระดับไทยให้เป็นจุดแข็งสำคัญของอาเซียนอย่างยั่งยืน” 

นายกฯ เยือนเพชรบูรณ์ ติดตามมรดกโลกศรีเทพ-เปิดงานบั้งไฟพุเตย

นายกฯ เยือนเพชรบูรณ์ ติดตามมรดกโลกศรีเทพ-เปิดงานบั้งไฟพุเตย

นายกฯ เยือนเพชรบูรณ์ ติดตามมรดกโลกศรีเทพ-เปิดงานบั้งไฟพุเตย

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.22 น.

นายกฯ “อนุทิน” ลงพื้นที่เพชรบูรณ์ 16 พ.ค. นี้ ติดตามมรดกโลกศรีเทพ–ร่วมเปิดงานฮักบั้งไฟพุเตย ดันท่องเที่ยววัฒนธรรม–เศรษฐกิจท้องถิ่น

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดเดินทางลงพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อติดตามการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม รวมถึงพบปะประชาชนและร่วมกิจกรรมสำคัญของท้องถิ่น เพื่อผลักดันเศรษฐกิจฐานรากและการท่องเที่ยวชุมชนอย่างต่อเนื่อง

ลลิดา เพริศวิวัฒนา

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปเยี่ยมชมอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก เพื่อติดตามการพัฒนาและการบริหารจัดการแหล่งมรดกโลกของไทยให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างยั่งยืน

จากนั้น นายกรัฐมนตรีจะเดินทางต่อไปยังโบราณสถานเขาคลังนอก เพื่อเยี่ยมชมแหล่งโบราณคดีสำคัญและติดตามแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งศักยภาพสำคัญในการสร้างรายได้ให้กับประชาชนและชุมชนในพื้นที่

อนุทิน ชาญวีรกูล

แฟ้มภาพ

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ในช่วงเย็น นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานพิธีเปิดงานประเพณี “ฮักบั้งไฟพุเตย” ประจำปี 2569 ณ บริเวณหน้าสำนักงานเทศบาลตำบลพุเตย อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นประเพณีสำคัญของท้องถิ่นที่สะท้อนอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และความร่วมมือของประชาชนในชุมชน พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่

“นายกรัฐมนตรีย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การอนุรักษ์มรดกทางประวัติศาสตร์ และการสร้างรายได้ให้ประชาชนในระดับพื้นที่ ควบคู่กับการลงพื้นที่พบประชาชน รับฟังปัญหา และติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การพัฒนาเกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง” นางสาวลลิดากล่าว

34เจ้าสัวพรึ่บเข้าทำเนียบ พลิกโฉมเศรษฐกิจ รัฐบาลขอเวลา6เดือน เร่งขับเคลื่อนให้เห็นผล

34เจ้าสัวพรึ่บเข้าทำเนียบ พลิกโฉมเศรษฐกิจ รัฐบาลขอเวลา6เดือน เร่งขับเคลื่อนให้เห็นผล

34เจ้าสัวพรึ่บเข้าทำเนียบ พลิกโฉมเศรษฐกิจ รัฐบาลขอเวลา6เดือน เร่งขับเคลื่อนให้เห็นผล

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

34เจ้าสัวพรึ่บเข้าทำเนียบ พลิกโฉมเศรษฐกิจ รัฐบาลขอเวลา6เดือน เร่งขับเคลื่อนให้เห็นผล ‘ไทยช่วยไทย’สุดคึกคัก แห่ซื้อสินค้ารถพุ่มพวง

รัฐบาลเปิดทำเนียบคุย 34 เจ้าสัว พร้อมรับฟังข้อเสนอ หวังให้เอกชนเป็นหัวหอกพลิกโฉมเศรษฐกิจระยะยาว “เอกนิติ” เผยจะรวบรวมความคิดเห็นทั้งหมดมาขับเคลื่อนต่อผ่านกลไกของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ซึ่งจะผลักดันให้เกิดผลในเชิงปฏิบัติภายใน 6 เดือน นายกฯ บอกพูดคุยกับคณะเจ้าสัวเพื่อแก้ข้อติดขัดธุรกิจ มุ่งสร้างงานให้ประชาชน

เมื่อเวลา 08.50 น. วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางเข้าปฏิบัติงานที่ทำเนียบรัฐบาล โดยได้เรียกนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

mเข้าพบ เพื่อรายงานสภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 ก่อนที่ในช่วง 17.00 น.ของวันเดียวกันนี้ จะเปิดทำเนียบรัฐบาลต้อนรับผู้บริหารระดับสูงจากภาคธุรกิจ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ 34 คน เข้าร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความความคิดเห็น โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการร่วมหาแนวทางในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ

รบ.เปิดทำเนียบหารือ34เจ้าสัว

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้เชิญผู้บริหารระดับสูงจากภาคธุรกิจ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ 34 คน เข้าร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความความคิดเห็น ที่ทำเนียบรัฐบาล ในเวลา 17.00 น. โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการร่วมหาแนวทางในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ

“เวทีนี้จะเป็นเวทีที่เน้นการรับฟังความเห็นเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะมีทั้งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีสายเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องมาร่วมรับฟังภาคธุรกิจกันอย่างพร้อมเพรียง โดยการพูดคุยวันนี้จะหารือเรื่องแนวทางการพลิกโฉมเศรษฐกิจไทยภายใต้บริบทโลกใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยรัฐบาลจะปรับเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้สั่งการแบบเดิมมาเป็นผู้สนับสนุน เพื่อให้ภาคเอกชนเป็นหัวหอกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะโลกปัจจุบันเปลี่ยนไปมากจนเราต้องทำงานร่วมกัน” นายเอกนิติ กล่าว

ผลักดันสู่การปฏิบัติใน6เดือน

นายเอกนิติ กล่าวว่า ประเด็นสำคัญของการหารือกับผู้บริหารระดับสูงครั้งนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไป รัฐบาลจะร่วมหารือถึงแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยว่าจะต้องไปในทิศทางไหน เพื่อกำหนดอนาคตประเทศไทยภายใต้ภูมิทัศน์โลกใหม่ รวมถึงแนวทางในการพลิกโฉมเศรษฐกิจไทยเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ และจะสอบถามว่าทางภาคเอกชนต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนในเรื่องอะไรบ้าง และเมื่อรัฐบาลได้รับฟังความคิดเห็นทั้งหมดแล้ว จะรวบรวมความคิดเห็นและข้อเสนอทั้งหมดมาขับเคลื่อนต่อผ่านกลไกของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ซึ่งจะผลักดันให้เกิดผลในเชิงปฏิบัติภายใน 6 เดือน

ผู้บริหารระดับสูงบ.ยักษ์ใหญ่ร่วมวง

สำหรับผู้บริหารที่จะเข้าร่วมหารือกับนายกฯ มีรายชื่อเบื้องต้น ดังนี้ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน)

รวมทั้งผู้บริหารจากกลุ่มค้าปลีก การเงิน ยานยนต์ พลังงาน ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ สุขภาพ และสุขภาพ อาทิ นายสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) นายปลิว ตรีวิศวเวทย์ กรรมการบริหาร บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน)

นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นางสาวศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายผยง ศรีวณิช สมาคมธนาคารไทย ดร.ณพพงศ์ ธีระวร สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย นางสาวลิซ่า งามตระกูลพานิช: สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ นายชัย อรุณานนท์ชัย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ สมาคมโรงแรมไทย

หอการค้าฯ-สภาอุตฯชมรัฐบาล

เมื่อเวลา 09.45 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมหารือร่วมระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชน เรื่องแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ ในเย็นวันนี้ (15 พ.ค.) จะมีอะไรเสนอต่อรัฐบาลบ้าง ว่า ยังไม่ได้คุย จะไปพูดก่อนได้อย่างไร แต่เรามีข้อเสนออยู่แล้ว โดยรัฐบาลได้ติดต่อเอกชนมา ประมาณ 1 สัปดาห์กว่าแล้ว

ด้าน นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล เป็นประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ในส่วนของ ส.อ.ท.มีคำตอบเดียวกับทางสภาหอการค้าฯ หากบอกตอนนี้คงไม่ตื่นเต้น คงจะเปิดเผยหลังจากได้พบกับรัฐบาลแล้ว ซึ่งก็มีหลายประเด็นที่เหมาะสมกับสภาวการณ์ตอนนี้ ซึ่งขณะนี้เราอยู่ในภาวะวิกฤตอยู่แล้ว ประเด็นนี้ตอนนี้คือ การเพิ่มศักยภาพแข่งขันในประเทศว่า ต้องตอบโจทย์ตรงนี้ให้ได้ ขณะเดียวกัน เราต้องการผลักดันเรื่องแอนตี้คอร์รัปชั่น สร้างความโปร่งใสในระบบ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ด้วยสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ที่ได้รับผลกระทบ มองว่า รัฐบาลควรมุ่งเป้าไปที่จุดไหน นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า ต้องดูกลุ่มเปราะบางก่อน ถือว่า สำคัญมาก ต้องควิกวิน ขณะที่นายพจน์ กล่าวเสริมว่า กลุ่มเปราะบางก็กลุ่มหนึ่ง สิ่งที่เราได้รับโจทย์มาคือ วันนี้นายกฯจะรับฟังจาก CEO ทั้งหลาย รวมทั้งภาคเอกชนทั้งหลายว่า ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้เรามีข้อเสนอแนะอะไรที่จะสามารถผลักดันกันต่อไปได้

เมื่อถามว่า การพบปะกันระหว่างภาคเอกชนกับรัฐบาลถือเป็นนิมิตที่ดีสำหรับภาคเอกชนใช่หรือไม่ นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า ดีมาก ขณะที่นายพจน์ กล่าวเสริมว่า เยี่ยมเลย ซึ่งเราคิดอยู่ตลอดเวลาว่า ถึงอย่างไรรัฐกับเอกชนควรจะมาพบกัน โดยเฉพาะหารือเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจ ความจริงรัฐเป็นผู้อำนวยความสะดวกทางด้านนโยบายกับหน่วยงาน แต่คนขับเคลื่อนจริงๆ คือเอกชน เราทราบดีว่า ปัญหาอยู่ตรงไหน

นายกฯ หาทางช่วยสร้างงานให้ปชช.

เมื่อเวลา 16.45น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ก่อนพูดคุยกับกลุ่มเจ้าสัว คาดหวังอะไรว่า วันนี้เราให้ผู้ประกอบการได้แนะนำให้ความเห็นแล้วรัฐบาลจะรับฟังนำความคิดเห็นข้อชี้แนะต่างๆพยายามอำนวยความสะดวกให้มากที่สุดเพื่อให้การประกอบธุรกิจในประเทศไทยเกิดประโยชน์สูงสุดกับทั้งผู้ประกอบการ ประชาชน และประเทศ

เมื่อถามว่าจะนำความคิดเห็นเหล่านั้นไปต่อยอดในการขับเคลื่อนเศรฐกิจอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า เราก็รับฟังเขาว่าแต่ละภาคส่วนเป็นอย่างไรบ้าง เขาคาดหวังอะไรที่จะให้รัฐบาลสนับสนุนและทำให้เขาขยายกิจการได้ ให้เขาสร้างงานสร้างรายได้ให้กับประเทศหรือตรงไหนติดขัด และภายใต้การบริหารของรัฐบาลที่ตนเป็นหัวหน้า ต้องการให้ขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจไปด้วยกัน รัฐบาลไม่ได้เป็นผู้ประกอบการ จะไปขับเคลื่อนอะไรโดยไม่ถามผู้ประกอบการก็อาจไม่ตรงความต้องการ หรืออาจไม่มีประสิทธิภาพสูงสุด อยากให้ผู้ประกอบการที่ส่วนใหญ่รู้จักกันสนิทแนบแน่นอยู่แล้วมาพูดเปิดอกกันรัฐบาลมีหน้าที่ต้องทำทุกอย่างให้เศรษฐกิจแข็งแรงมีศักยภาพ มีอนาคต มีความยั่งยืน

เมื่อถามว่าการพูดคุยครั้งนี้จะขอความร่วมมืออะไรจากผู้ประกอบการหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าเราสามารถทำให้เขาได้ดำเนินกิจการเติบโตขยายตัวได้ ช่วยเราจ้างแรงงานให้มีอัตราการทำงานของประชาชนสิ่งเหล่านี้จะผลักดันให้ธุรกิจเดินหน้าไปให้เศรษฐกิจได้ขับเคลื่อนขยายตัว

‘อนุทิน’ล้อมวงคุยCEOชั้นนำระดับปท.

ต่อมาเวลา 17.00 น. นายอนุทิน เป็นประธานการประชุมหารือร่วมระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชน เรื่องแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ จากภาคธุรกิจ และกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และรมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกฯ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม นายไชยชนก ชิดชอบ รมว. ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน นายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว. ศึกษาธิการ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม

‘เจ้าสัวซีพี-เจ้าสัวสหพัฒน์’นั่งประกบ

ทั้งนี้ นายภัคพล งามลักษณ์ ประธานคณะผู้บริหารด้านปฏิบัติการเครือเจริญโภคภัณฑ์ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสของเครือเจริญโภคภัณฑ์ นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูลย์ จำกัด (มหาชน) ได้นั่งขนาบข้างนายกฯ

นอกจากนี้ยังมีนายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)  นายอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ผู้บริหารบริษัท คิง เพาเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ประธานและประธานคณะผู้บริหาร บริษัท อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป จำกัด

ลั่นรัฐบาล-เอกชน ต้องเดินคู่กัน

โดยนายกฯ กล่าวว่า วันนี้ต้องขอกล่าวคำว่ายินดีต้อนรับผู้ประกอบการภาคเอกชนทุกท่านที่ได้ให้เกียรติรัฐบาลได้มาพบกันกับพวกเราวันนี้ หัวข้อคือผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง เพราะฉะนั้นจากนี้ไปตนพูดจบก็เหลือแต่ท่านพูดแล้ว พวกตนก็ฟังอย่างเดียวและประมวลเรื่องต่างๆเพื่อนำเป็นบทสรุปในการที่จะทำให้ทุกอย่างได้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของผู้ประกอบการ ซึ่งทางรัฐบาลชุดนี้ถือว่าเป็นผู้ที่จะต้องขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศร่วมกันไปกับรัฐบาล ต่างคนต่างไปไม่ได้ เพราะว่ามันจะทำให้เป้าหมายเราไม่สามารถบรรลุ  วันนี้เป้าหมายคือรัฐบาลต้องการรับฟังความคิดเห็นของทุกท่านเพื่อที่จะทำให้เราสามารถส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบการภาคส่วนให้สามารถแข่งขันได้อย่างเต็มศักยภาพในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเงินระหว่างประเทศ เรื่องของเทคโนโลยีเรื่องของสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงเวลาที่ที่ผ่านมา รัฐบาลเราให้ความสำคัญกับการลดอุปสรรคเสริมศักยภาพให้กับภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาด้านกฎระเบียบต่างๆขั้นตอนการอนุญาตที่มีความซ้ำซ้อน ซึ่งเป็นต้นทุน ของการดำเนินธุรกิจตลอดจนปัญหาการขาดแคลนแรงงานและทักษะแรงงานที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ และการเปิดประตูสู่อุตสาหกรรมสีเขียวที่กำลังมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก

ชู3ประเด็นขับเคลื่อนอาเซียน

นายกฯ กล่าวต่อว่า ในที่ประชุมวงนี้ต้องถือว่าไม่มีหัวโต๊ะทุกคนถือว่าเป็นหัวโต๊ะ ตนก็ได้แทรกให้รัฐมนตรีหลายท่านอยู่ในการประชุมนั่งแซมกับท่านด้วย เมื่อสัปดาห์ก่อน ตนได้ไปประชุมอาเซียนที่ฟิลิปปินส์ ก็ได้ไปเสนอเรื่องการผลักดันการให้ความสำคัญกับทางพลังงานโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน ความร่วมมือด้านพลังงานสะอาดและความมั่นคงทางอาหาร ย้ำว่าอาเซียนจะต้องพูดด้วยเสียงเดียวกันมากขึ้น เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันและเกิดกลไกลในการต่อรอง ซึ่งจะเป็นการยกระดับความสำคัญของอาเซียนในทางภูมิศาสตร์ด้วย ซึ่งทุกประเทศต้องกราบเรียนว่าพูดถึงเรื่องพลังงานสะอาดพูดถึงเรื่องโลจิสติกส์ พูดถึงเรื่องความมั่นคงทางอาหารทุกประเทศพูดเหมือนกันไม่ได้นัดหมาย แต่เน้นใน 3 ประเด็นนี้ ซึ่งตนคิดว่าสำหรับประเทศไทยเรามีความแข็งแรงและมีศักยภาพเป็นอย่างมากใน 3 ประเด็นนี้ที่จะขับเคลื่อนให้อาเซียนของเราเป็นศูนย์กลางที่จะทำให้โลกทั้งใบให้ความสำคัญและประเทศไทยของเรา เชื่อว่าเป็นศูนย์กลางของอาเซียน ฉะนั้นโอกาสในการขับเคลื่อนให้ประเทศไทยของเรามีความมั่นคงแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น พูดง่ายๆ ว่าเรามีโอกาสมากกว่าคนอื่น

รบ.พร้อมอำนวยความสะดวกทุกอย่าง

นายอนุทิน กล่าวว่า สิ่งที่ตนได้กราบเรียนคือรัฐกับเอกชนต้องไปด้วยกันและในความเป็นรัฐบาลชุดนี้เราพร้อมที่จะอำนวยความสะดวกทุกๆ อย่างวันนี้เราไม่ยึดติดอยู่กับบริบทเดิมๆ หรือยึดติดกับกฎหมายเก่าๆ และขั้นตอนที่หลากหลายและที่สำคัญความยุติธรรมให้ทุกท่านได้มีโอกาสในการประกอบธุรกิจและดำเนินธุรกิจในการว่าจ้างแรงงานเสริมสร้างศักยภาพให้กับประเทศให้กับกิจการของท่าน เพราะรัฐบาลถือว่าประเทศไทยถ้าเราจะขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความแข็งแกร่งไปได้ เราจะขาดพวกท่านไม่ได้ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ตนได้ปรารภหารือกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลายท่านตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่น สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)และ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)จึงได้ขอให้มีการ จัดการพบปะกันในวันนี้ขึ้น เพื่อรับฟังความเห็นจากท่านทั้งหลายเพื่อที่เราจะได้นำมาประยุทธ์และนำมาทำให้ความต้องการความคาดหวังทั้งหลายของท่านได้เป็นส่วนที่จะทำให้ท่านบรรลุเป้าหมาย เมื่อท่านประสบความสำเร็จ ประเทศไทยก็ประสบความสำเร็จ ทุกคนถือว่าเป็นผู้ชนะนี่คือวัตถุประสงค์ของวันนี้

ขอใช้ทุกข้อมูลเพื่อประโยชน์ชาติ

“ผมขอให้ท่านได้หารือกันในวงนี้เต็มที่และถ้ายังไม่หนำใจเดี๋ยวเราไปทานข้าวเย็นกันวันนี้ ขออนุญาตให้รัฐบาลเป็นเจ้ามือและเป็นเจ้าภาพในการร่วมรับประทานอาหารเย็นกับนักธุรกิจชั้นนำผู้ประกอบการชั้นนำของประเทศ เพื่อใช้ทุกแนวทางและทุกข้อมูลที่ได้จากท่านเพื่อทำประโยชน์ให้กับประเทศไทยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”นายกฯ กล่าว

นายกฯร่วมถ่ายภาพหมู่ในตึกไทย

จากนั้นเวลา19.20น.ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุมหารือร่วมระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชน เรื่องแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ จากภาคธุรกิจ และกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ ซึ่งใช้เวลาหารือกว่า 2 ชั่วโมงครึ่ง นายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกฯและรมว.มหาดไทย ได้เชิญนักธุรกิจและผู้ประกอบการชั้นนำของประเทศ ไปถ่ายภาพหมู่ภายในตึกไทยคู่ฟ้า

จากนั้น นายกฯนำ นักธุรกิจและผู้ประกอบการชั้นนำเดินลงจากตึกไทยคู่ฟ้าเพื่อไปยังตึกสันติไมตรี โดยผู้สื่อข่าวถามถึงการหารือเป็นอย่างไรบ้าง โดยนายอนุทินร้องโอ้โหพร้อมกล่าวว่า“คิดดู คนระดับนี้2ชั่วโมงกว่า ไม่ได้มาคุยเล่น” เมื่อถามย้ำว่าบรรยากาศการพูดคุยเป็นอย่างไรบ้าง นายอนุทิน หัวเราะพร้อมกับกล่าวว่า “หูชาเลย”

พาCEOทานดินเนอร์มื้อค่ำ

ต่อมา นายอนุทิน ได้เดินกลับมาตึกไทยคู่ฟ้าเพื่อทำธุระส่วนตัว โดยจังหวะที่เดินออกจากตึกได้เดินมาพร้อมกับนางสาวศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร บริษัทเดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ก่อนจะปล่อยมุกกับผู้สื่อข่าวว่า “ควงสาว”

โดยเวลา 19.35 น. นายอนุทินเป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารค่ำ ที่ตึกสันติไมตรี ภายในงานจัดอาหารในรูปแบบ Thai Fusion Set อาทิ ทาร์ตยำส้มโอ  กุ้งหวานแตงโม ข้าวสามสีผัดพริกเกลือปลาย่างสมุนไพร เป็นต้น

นัดบิ๊กสถาบันการเงินไฟแนนซ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การพบกันครั้งนี้รัฐบาลได้สอบถามความเห็น โดยให้บรรดาภาคเอกชนตอบแบบสอบถามว่ามีมาตรการหรือนโยบายใดที่อยากจะให้รัฐบาลยุติเพื่อประกอบการตัดสินใจในการวางกรอบนโยบายในอนาคต พร้อมให้เขียนเปิดใจถึงนายกรัฐมนตรีเป็นการส่วนตัว

โดยภายหลังจากรับฟังความคิดเห็นจาก 10 ภาคธุรกิจแล้วนั้น มีรายงานว่า ในครั้งหน้ารัฐบาลเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้บริหารสถาบันการเงินไฟแนนซ์ รวมไปถึงกลุ่มธุรกิจการเงินมาหารือที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะต่อไป

ชาวบ้านแห่ช้อป‘ไทยช่วยไทย’

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการจัดกิจกรรมตลาดนัด “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” โดยบูรณาการร่วมกับการจัดกิจกรรม (Kick-off) จำหน่ายสินค้าฯ ผ่าน “เครือข่ายรถพุ่มพวง ” ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ 878 แห่ง เป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนเดินทางมาจับจ่ายเลือกซื้อสินค้าราคาประหยัดกันอย่างต่อเนื่อง โดยมีทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าเกษตร ผลิตภัณฑ์ชุมชน นำมาจำหน่ายในราคาพิเศษ ลดสูงสุดถึง 58% เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับพี่น้องประชาชนและเครือข่ายรถพุ่มพวง เครือข่ายร้านค้าชุมชน กระจายสินค้าราคาถูก คุณภาพดี ลงสู่ตำบล หมู่บ้าน ทั่วประเทศ เพื่อลดภาระค่าครองชีพ ให้กับพี่น้องประชาชนอย่าง

ปล่อยคาราวานรถพุ่มพวงทั่วปท.

ส่วนที่ว่าการอำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง เป็นประธานในพิธีปล่อยขบวนคาราวานรถพุ่มพวงอย่างยิ่งใหญ่ ในกิจกรรม Kick-off โครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ ผ่านเครือข่ายรถพุ่มพวง” ซึ่งเป็นการดำเนินงานเชิงรุกตามนโยบายรัฐบาลเพื่อลดภาระรายจ่ายให้แก่ประชาชน โดยมีการจัดกิจกรรมพร้อมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ โดยโครงการนี้เป็นการบูรณาการความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง กรมการปกครอง (มหาดไทย), กรมการค้าภายใน (พาณิชย์) และ ไปรษณีย์ไทย (ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) เพื่อกระจายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในราคาประหยัดให้เข้าถึงประชาชนลึกถึงระดับหมู่บ้าน โดยใช้กลไกของ “รถพุ่มพวง” ซึ่งเป็นรถเร่ขายสินค้าที่ใกล้ชิดกับวิถีชีวิตชาวบ้านมากที่สุด เป็นหัวหอก

ชลบุรี Kick Off “ไทยช่วยไทย”

ที่หน้าที่ว่าการอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี นายชัยพร แพภิรมย์รัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรม “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ ผ่านเครือข่ายรถพุ่มพวง” โดยมีนางภัทรชนันท์ ผ่องผาด นายอำเภอศรีราชา, หัวหน้าส่วนราชการ, กำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนจำนวนมากเข้าร่วมงานอย่างคึกคัก โดยทางจังหวัดชลบุรีได้รับจัดสรรรถพุ่มพวง 55 คัน แบ่งให้อำเภอศรีราชา 4 คัน ประกอบด้วย รถยนต์ 1 คัน รถสามล้อพ่วงข้าง 1 คัน และรถจักรยานยนต์ 2 คัน พร้อมชุดสินค้าเริ่มต้นและสนับสนุนค่าน้ำมันตามขนาดรถ

คกก.ศึกษาแลนด์บริดจ์ถกนัดแรก

อีกด้านหนึ่ง เมื่อเวลา 14.50 น. นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์)ให้สัมภาษณ์ภายการประชุมนัดแรกที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง เป็นประธานว่า ที่ประชุมหารือถึงข้อมูลพื้นฐานต่างๆในการทำงาน ซึ่งมีเวลา 90 วัน ดังนั้น การจะศึกษาใหม่ตั้งแต่ต้นจึงเป็นไปไม่ได้ คณะกรรมการจึงใช้ผลการศึกษาที่มีอยู่ของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ซึ่งเป็นผลการศึกษาล่าสุดที่มีรายละเอียดค่อนข้างมาก รวมถึงรายงานจากวุฒิสภาที่ได้ศึกษาไว้มาประกอบในการทำงานด้วย

ตั้งอนุฯศึกษา3ชุดดูความเป็นไปได้

นายดนุชา กล่าวว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 3 คณะ ประกอบด้วย 1.คณะอนุกรรมการพิจารณาแนวทางการขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชน และนักวิชาการเข้าร่วมด้วย 2.คณะอนุกรรมการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อม และผู้แทนหน่วยงานเป็นกรรมการ และ 3.คณะอนุกรรมการพิจารณาและขับเคลื่อนกระบวนการมีส่วนร่วมและการสื่อสารสาธารณะ โดยมีปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน ซึ่งจะมีการเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนรับทราบ รวมถึงการปรึกษาเชิงสาธารณะ โดยพิจารณาทั้งข้อกังวล รวมถึงนำความห่วงใยในพื้นที่มาร่วมประกอบการพิจารณาด้วย ทั้งนี้ อนุกรรมการทั้ง 3 คณะ จะรายงานผลการดำเนินงานต่อคณะกรรมการฯ เพื่อพิจารณาในการประชุมครั้งถัดไปในช่วงเดือนมิ.ย.

วางกรอบการทำงาน90วัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะรับฟังเสียงนักวิชาการรวมถึงเอ็นจีโอด้วยหรือไม่ นายดนุชา กล่าว่า จะต้องนำมาประกอบการพิจารณาด้วยทั้งหมด เมื่อถามว่า จะออกเป็นลักษณะของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เหมือนกับ พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) หรือไม่ นายดนุชา กล่าวว่า อันนั้นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งต้องไปดูก่อนว่าถ้าโครงการมีลักษณะในเชิงธุรกิจ กลไกในแง่ข้อกฎหมายก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เบื้องต้นจะดูเรื่องความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการก่อน ส่วนเรื่องของกฎหมายยังไม่มีการพูดถึงในขณะนี้ แต่ยืนยันว่า จะรีบดำเนินการ โดยกรอบ 90 วันจะนับจากวันที่ประกาศตั้งคณะกรรมการชุดนี้

นายดนุชา ยืนยันด้วยว่า จะนำเรื่องเศรษฐกิจ และภูมิรัฐศาสตร์ มาประกอบการพิจารณาด้วย แต่ก็ต้องดูว่าการศึกษาในอดีตกับปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ซึ่งผลการศึกษาของสนข. ทำไว้เมื่อปี 2566 ดังนั้น วันนี้ต้องดูเรื่องของภูมิรัฐศาสตร์ว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือไม่ และจะต้องปรับให้เป็นปัจจุบัน

เมื่อถามว่า คิดว่ากรอบการศึกษา 90 วันเพียงพอหรือไม่ นายดนุชา กล่าวว่า จะพยายามทำให้เต็มที่ แต่หากไม่ทันก็จะขอนายกรัฐมนตรีขยายเวลา

‘ชัชชาติ’ลาออกผู้ว่าฯกทม. ชิงเก้าอี้สมัย2

'ชัชชาติ'ลาออกผู้ว่าฯกทม. ชิงเก้าอี้สมัย2

‘ชัชชาติ’ลาออกผู้ว่าฯกทม. ชิงเก้าอี้สมัย2

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘ชัชชาติ’ลาออกผู้ว่าฯกทม. ชิงเก้าอี้สมัย2

“ชัชชาติ” จ่อยื่นใบลาออกผู้ว่าฯกทม.18-19 พฤษภาคม บินเยี่ยม “ลูกชาย”ก่อนเปิดตัวลงสมัครผู้ว่าฯกทม. อีกครั้ง 28 พฤษภาคม ด้าน ปชป.เคาะแล้วส่ง “อนุชา บูรพชัยศรี” ลงชิงเก้าอี้ ขณะที่ เลขาธิการกกต.ยัน จัดเลือกตั้งเรียบร้อยที่สุด เปิดรายชื่อตั้งประธานกมธ.35คณะลงตัว‘ภูมิใจไทย-ประชาชน-เพื่อไทย’ไม่พลิกโผ ขณะที่‘กล้าธรรม’ส่ง‘บุญยิ่ง’นั่งปธ.กมธ.กิจการสภาฯ ด้าน‘ประชาธิปัตย์’ส่ง‘พิทักษ์เดช’คุมกรรมาธิการฟอกเงิน

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ที่ศาลาว่าการกทม. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการแถลงข่าวความคืบหน้าการวางและจัดทำผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ 4) ซึ่งตามกำหนดการแจ้งว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. เป็นผู้แถลง แต่ถึงเวลากลับเปลี่ยนเป็นนายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯกทม. เป็นผู้แถลงแทน ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุใดวันนี้ผู้ว่าฯชัชชาติ จึงไม่มาแถลงเองเกี่ยวข้องกับการเตรียมตัวเพื่อประกาศลาออกก่อนครบวาระหรือไม่ นายวิศณุ ตอบว่า ท่านผู้ว่าฯมีภารกิจหลายอย่าง

‘ชัชชาติ’จ่อลาออก-ลงแข่งชิงใหม่

เมื่อถามอีกกรณีหาก นายชัชชาติ ได้กลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้ง จะยังคงมาเป็นทีมบริหารเหมือนเดิมหรือไม่ นายวิศณุ ตอบว่า ยังไม่รู้ รอดูทางผู้ว่าฯชัชชาติประกาศก่อนว่าจะลงสมัครอีกครั้งหรือไม่ ส่วนยังมีนโยบายอื่นที่จะต้องทำหรือไม่นั้น นายวิศณุ ตอบว่า ตอนนี้ก็ทำนโยบายที่มีอยู่ก่อน

รายงานข่าวแจ้งว่า นายชัชชาติ เตรียมยื่นหนังสือลาออกไปยังกระทรวงมหาดไทยเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.อีกสมัย จากนั้นจะใช้เวลาพักผ่อนและเดินทางไปหาบุตรชายที่ประเทศอเมริกา เพื่อแสดงความยินดีที่บุตรชายจบการศึกษาปริญญาตรี ก่อนจะเดินทางมาสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. พร้อมทั้งเปิดตัวทีมรองผู้ว่าฯพร้อมทีมงาน ในวันที่ 28พ.ค.ในวันเดียวกัน

ปลัดกทม.นั่งรักษาการแทนชั่วคราว

ส่วนบรรยากาศที่กทม.พบว่า ห้องทำงานของรองผู้ว่าฯกทม. คณะที่ปรึกษาที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. เลขานุการผู้ว่าฯกทม. เริ่มเก็บของกันแล้วด้วย อย่างไรก็ตาม เมื่อนายชัชชาติ ลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.จะส่งผลให้ทีมผู้บริหาร กทม.ฝ่ายการเมืองทั้งหมดสิ้นสภาพตามไปด้วย โดยในระหว่างการจัดการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.จนกระทั่งได้ผู้ว่าฯ กทม.และทีมบริหารชุดใหม่ ปลัด กทม.ในฐานะฝ่ายข้าราชการประจำสูงสุด จะทำหน้าที่บริหารราชการ

ยอมรับจ่อยื่นลาออก18-19พ.ค.

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม.กล่าวถึงกระแสข่าวเตรียมยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งว่า ขณะนี้ยังไม่ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.แต่จัดเตรียมหนังสือลาออกไว้ เพื่อยื่นต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย วันที่ 18-19 พ.ค.นี้ จากนั้นจะบินไปอเมริกา เพื่อแสดงความยินดีบุตรชายรับปริญญาและวันที่ 28 พ.ค.จะมาสมัครผู้ว่าฯ กทม.พร้อมเปิดตัวทีมงาน รวมทั้งแถลงผลงานตลอดรยะเวลา 4ปีที่ผ่านมา ตลอดจนนโยบายที่จะเดินหน้าต่อไปในวันเดียวกัน

ลาออกแล้ว-เคาะเลือกตั้ง28มิ.ย.นี้

ว่าที่ร้อยตรีสัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผอ.กกต.กทม.เปิดเผยภายหลังการยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งผู้ว่า กทม.ของนายชัชชาติ ที่ยื่นต่อปลัดกระทรวงมหาดไทยว่า ขั้นตอนนี้กระทรวงมหาดไทยจะแจ้งมายังกรุงเทพมหานครและกรุงเทพมหานครก็จะแจ้งมายังสำนักงานกกต.กทม.ให้รับทราบตามขั้นตอนซึ่งกกตกทม.จะต้องจัดการเลือกตั้งภายใน 60วัน โดยอยู่ในกรอบเวลาสามารถจัดพร้อมกับการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานครได้ คาดว่าจะมีการส่งเรื่องมาถึงกกต.กทม.ในวันจันทร์ที่ 18พฤษภาคม 2559โดยปลัดกทม.จะทำหน้าที่รักษาราชการแทนจนกว่าจะมีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่ตั้งเข้ามาทำหน้าที่

มีรายงานว่า นายชัชชาติ ได้ยื่นหนังสือลาออกก่อนที่จะครบวาระการดำรงตำแหน่งผู้ว่า กทม.ในวันที่ 21พฤษภาคม2569โดย กกต.ได้เห็นชอบแผนให้จัดการเลือกตั้ง 28มิถุนายน2569 ซึ่งจะเป็นการเลือกพร้อมกับนายกเมืองพัทยาและสมาชิกสภาเมืองพัทยา

ปชป.เคาะส่ง’อนุชา’ชิงผู้ว่าฯกทม.

รายงานข่าวจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ ได้ตัดสินใจชัดเจนแล้วว่า ในการเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานคร แทน นายชัชชาติ สิทธิพันธ์ ที่จะหมดวาระ โดยพรรคประชาธิปัตย์ จะส่ง นายอนุชา บูรพชัยศรี อดีต สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ 2สมัย โดยจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเวลา 14.00น.วันเสาร์ที่ 16พฤษภาคมนี้

สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ นายอนุชา ไม่ใช่คนใหม่ในชายคารั้วบ้านสีฟ้า เพราะนี่คือบ้านหลังที่ให้กำเนิด นายอนุชาในทางการเมืองทั้งนี้ นายอนุชา เป็น สส.กรุงเทพฯพรรคประชาธิปัตย์ 2 สมัย คือปี 2550 และ 2554 ต่อมาในการเลือกตั้งปี 2562 ไม่ได้รับการเลือกตั้ง และในการเลือกตั้งปี 2566 ได้ขยับเป็น สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.)แทน นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ลาออกไปทำหน้าที่รัฐมนตรี นายอนุชาจึงได้เลื่อนขึ้นมาเป็น สส.เป็นสมัยที่3 นอกจากเป็นสส.3สมัยแล้วนายอนุชา เคยได้รับแต่งตั้งเป็นเลขานุการ รมว.ศึกษาธิการ (ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ) โฆษกประจำสำนักนายกฯ รองเลขาธิการนายกฯ ฝ่ายการเมือง สมัยที่ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา เป็นนายกฯต่อมา ในการเลือกตั้งปี2569 นายอนุชา ย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย ลงสมัครในระบบบัญชีรายชื่ออันดับที่28ไม่ได้รับการเลือกตั้ง

นอกจากนี้ นายอนุชา ยังมีศักดิ์เป็นลูกเขยของ ร้อยเอกกฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา อดีตผู้ว่าฯ กรุงเทพฯทำธุรกิจส่วนตัวเช่นบริษัท เมโทรเอ็นจิเนียริ่งแอนด์แมชีนเนอรี่ จำกัด ผู้นำเข้าและจำหน่ายเครื่องจักรกลหนักรายใหญ่ของประเทศไทย

กกต.ยันจัดเลือกตั้งเรียบร้อยที่สุด

นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นประธานเปิดกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจรครั้งที่1 ในประเด็นการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพ, ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, สมาชิกสภาเมืองพัทยา และนายกเมืองพัทยา (กรณีดำรงตำแหน่งครบวาระ) พร้อมกล่าวว่า ตามแผนจะมีการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 ช่างอีกไม่นานชาวกรุงเทพฯและชาวพัทยาจะเอาไปใช้สิทธิ์เลือกผู้แทนเข้ามาทำหน้าที่ เป็นสมาชิกสภากรุงเทพ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกเมืองพัทยานายกพัทยาและขอบคุณสื่อมวลชนที่ได้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารในการเลือกตั้งสส.ครั้งที่ผ่านมา เพื่อให้ประชาชนรับทราบข้อมูลพื้นฐานน่าจะเป็นกระบวนการการเลือกตั้งหรือข้อมูลเกี่ยวกับพรรคการเมืองหรือผู้สมัคร เพื่อให้ประชาชนใช้ในการตัดสินใจร่วมกับสิ่งที่พรรคการเมืองหรือผู้สมัครได้ร่วมกันหาเสียงในเวลาเลือกตั้ง ถือว่าสื่อมวลชนได้ทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติและสำนักงานกกต.

ทั้งนี้ ในการเลือกตั้ง ผู้ว่ากรุงเทพมหานคร สมาชิกสภากรุงเทพ นายกเมืองพัทยา และสมาชิกในพัทยานั้นขอให้มั่นใจอย่างหนึ่งเรามีประสบการณ์เรารู้ความต้องการความรู้สึกของประชาชนแต่เราไม่สามารถทำตามใจประชาชนได้แน่นอน แต่สิ่งที่เราต้องทำคือทำให้ดีที่สุดครั้งนี้สิ่งที่เราจะทำให้ประชาชนสบายใจคือการการเลือกตั้งที่น่าจะเรียบร้อยที่สุด

เปิดรายชื่อประธานกมธ.ทั้ง35คณะ

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบรายชื่อสส. นั่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญประจำสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 35 คณะไปเมื่อวันที่ 14พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยวันที่ 15พฤษภาคม2569 มีการประชุม กมธ.แต่ละคณะเพื่อคัดเลือกบุคคลนั่งตำแหน่งต่างๆ ในกมธ.แต่ละคณะทั้ง 35คณะมีสรุปดังนี้ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธาน กมธ.การกฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน,นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา สส.ราชบุรี พรรคกล้าธรรม เป็นประธาน กมธ.กิจการสภาผู้แทนราษฎร,นพ.วาโย อัศวรุ่วเรือง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธานกมธ.กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน ,นายจักพันธ์ ปิยพรไพบูลย์ สส.ประจวบคีรีขันธ์ พรรคกล้าธรรม เป็นประธาน กมธ.กีฬา ,นายสฤษดิ์ บุตรเนียร สส.ปราจีนบุรี พรรคภูมิใจไทย เป็นประธาน กมธ. แก้ปัญหาหนี้สิน ความยากจน และลดความเหลื่อมล้ำ

‘รัชนก’นั่งประธานกมธ.งบประมาณ

นายนพพล เหลืองทองนารา สส.พิษณุโลก พรรคเพื่อไทย เป็นประธาน กมธ.การเกษตรและสหกรณ์,นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน เป็นประธาน กมธ.การคมนาคม ,นายมณเฑียร สงฆ์ประชา สส.ชัยนาท พรรคภูมิใจไทย เป็นประธาน กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ,นายอรรถพล ไตรศรี สส.พังงา พรรคภูมิใจไทย เป็นประธาน กมธ.การคุ้มครองผู้บริโภค นายจุติ ไกรฤกษ์ สส.พิษณุโลก พรรคภูมิใจไทย เป็นประธาน กมธ.การเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน,นางจิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล สส.อุบลราชธานี พรรคไทรวมพลัง เป็นประธาน กมธ.การต่างประเทศ,นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี พรรคภูมิใจไทย เป็นประธาน กมธ.การตำรวจ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธาน กมธ.ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ,นายเอกราช อุดมอำนวย สส.กทม. พรรคประชาชน เป็นประธาน กมธ.การทหาร ,พ.ท.สินธพ แก้วพิจิตร สส.นครปฐม พรรคกล้าธรรม เป็นประธาน กมธ.การท่องเที่ยว

‘พิทักษ์เดช’ผงาดปธ.กมธ.ฟอกเงิน

น.ส.กุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย เป็นประธาน กมธ.การที่ดินทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม,นายธนยศ ทิมสุวรรณ สส.เลย พรรคภูมิใจไทย เป็นประธานกมธ.การปกครอง ,นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สส.ระนอง พรรคภูมิใจไทย เป็นประธานกมธ.การกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ,นายพิทักษ์เดช เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธานกมธ.การป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด,นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน เป็นประธาน กมธ.การป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติและสาธารณภัย นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีษะเกษ พรรคภูมิใจไทย เป็นประธาน กมธ.การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (ป.ป.ช.),นายสุพล จุลใส สส.ชุมพร พรรคภูมิใจไทย เป็นประธาน กมธ.พลังงาน ,น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธาน กมธ.พัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน

‘อลงกต’ประธานกมธ.การสื่อสาร

นายวีระยุทธกาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธาน กมธ.การพัฒนาเศรษฐกิจ ,นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย เป็นประธาน กมธ.การพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา,นายจิรวัฒน์ศิริพานิชย์ สส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย เป็นประธาน กมธ.การศึกษา,นายวีระพล จิตสัมฤทธิ์ สส.ศรีษะเกษ พรรคเพื่อไทย เป็นประธาน กมธ.การแรงงาน น.ส.รัชนก สุขประเสริฐ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน เป็นประธาน กมธ.การสวัสดิการสังคม,นางฐิติมา ฉายแสง สส.ฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทย เป็นประธาน กมธ.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ,นายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธาน กมธ.การสาธารณสุข นายภาคภูมิ บูลย์ประมุข สส.ตาก พรรคกล้าธรรม เป็นประธาน กมธ.การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ,นายอลงกต มณีกาศ สส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย เป็นประธาน กมธ.การสื่อสารโทรคมนาคมและดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม,นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สส.เพชรบุรี พรรคภูมิใจไทย เป็นประธาน กมธ.การศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม,นายศุภโชค ศรีสุขจร สส.นครปฐม พรรคภูมิใจไทย เป็นประธาน กมธ.การอุตสาหกรรม

ถกร่วมเคลียร์กม.ค้างท่อ34ฉบับ

เวลา09.20น.ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วน การให้ความเห็นชอบให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่รัฐสภามิได้ให้ความเห็นนชอบ และยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ตามมาตรา 147 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ โดยนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า มีร่างกฎหมายที่ค้างการพิจารณาของสภาฯ และ วุฒิสภา ซึ่งครม.ร้องขอต่อสภาฯ จำนวน 34 ฉบับ

‘เท้ง’ซัดรัฐบาลไม่จริงใจแก้ไขรธน.

โดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายตั้งคำถามถึงเหตุผลที่รัฐบาลเลือกพิจารณายืนยันหรือไม่ยืนยันต่อร่างกฎหมายว่า โดยเฉพาะร่างกฎหมายคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ร่างกฎหมายนิรโทษกรรมที่ดินที่คืนความเป็นธรรมให้กับประชาชนที่ถูกรัฐประกาศนโยบายทวงคืนผืนป่า ร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ร่างกฎหมายธรรมนูญศาลทหาร และ ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ตนขอตั้งคำถามว่า อำนาจพิจารณากฎหมายอยู่ที่กฎหมายหรืออยู่ที่รัฐสภา โดยรัฐบาลสามารถคิดแทนได้เองหรือว่าร่างกฎหมายที่เสนอมาอาจไม่ผ่าน จึงปัดตกดีกว่า หรือควรให้รัฐสภาได้ถกเถียงและตกลงว่าฉบับใดควรได้ไปต่อหรือไม่

“รัฐบาลใช้วิธีการปัดตกร่างกฎหมาย ด้วยเหตุผลเดียวกับการปัดตกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าส่งกลับมาแล้วอาจไม่ผ่าน ผมขอตั้งคำถามว่า 34 ฉบับที่ ครม.ส่งกลับมานั้นจะได้รับมติเห็นชอบจากรัฐสภา หรือ ฉบับต่างๆ พูดคุยหลังบ้านว่าผ่านแน่นอน ทั้งนี้ผมอยากฟังคำตอบจากรัฐบาลให้ความเห็นทางการเมืองและฐานะผู้กำหนดนโยบายมีหลักเกณฑ์ยืนยันหรือไม่ยืนยัน หรือกฎหมายที่เกี่ยวกับโครงสร้างอำนาจของรัฐบาล ทั้งการปฏิรูปกองทัพ เรื่องแรงงานที่เกี่ยวกับกลุ่มทุนที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับรัฐบาลหรือไม่ หรือกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่ถูกตั้งคำถามว่าเพิ่มภาระให้ผู้ประกอบการ รวมถึงร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่กติกาสูงสุดเป็นฐานอำนาจให้กับรัฐบาลระบอบสีน้ำเงิน” นายณัฐพงษ์ กล่าว

สว.นันทนาอัด’ภท.สักแต่พูดพลัส’

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่ สส.พรรคประชาชน ได้ลุกตั้งคำถามเช่นกันถึงเหตุผลที่รัฐบาลปัดตกกฎหมายของพรรคฝ่ายค้านหลายฉบับ ส่วนสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เช่น น.ส.นันทนานันทวโรภาส สว.กลุ่มพันธุ์ใหม่ ตั้งคำถามต่อการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลไม่ทำตามสัญญา พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ที่ไม่ยอมแก้ไข เพราะมีการออกแบบให้กินรวบประเทศ ทั้งฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ องค์กรอิสระ เป็นสีเดียวกัน

หากจะเบี้ยวแก้รัฐธรรมนูญควรเปลี่ยนคำขวัญของพรรคให้เป็นพรรคสักแต่พูดพลัส

‘อภิสิทธิ์’เมินทิ้งกม.ภาคประชาชน

เวลา10.15น. ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นอภิปรายว่า ความพยายามแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดโอกาสให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ดำเนินการมาเกือบ 10 ปี แต่มีอันเป็นไปทุกครั้ง จนกระทั่งเกิดความหวังเมื่อปลายสภาชุดที่แล้ว ที่มีการไปตกลงกันระหว่าง 2 พรรคการเมืองใหญ่ หรือ MOA ผมไม่ได้เป็นส่วนหนึ่ง แต่การที่ไม่เดินหน้าตามนั้น เดิมอาจจะเป็นเรื่องระหว่างพรรคการเมืองด้วยกันแต่เมื่อมีการไปจัดทำประชามติ แล้วเสียงเห็นชอบของประชาชนจำนวนมหาศาลยืนยันมา ก็คิดว่ารัฐบาลน่าจะแสดงความเคารพเจตนารมณ์ ต่อประชามติที่รัฐบาลเป็นคนไปขอให้มีการจัดทำขึ้น” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

กลับสู่วังวนสังคมขัดแย้งอีกครั้ง

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ทราบดีว่าถ้ารัฐบาลยืนยัน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะผ่านทันที ต้องมาตั้งต้นเรื่องการตั้งกรรมาธิการกันใหม่ แต่น่าเสียดายเพราะถ้ารัฐบาลยืนยันคิดว่าสภาก็จะย้อนกลับไปดูการพิจารณาที่ค้างอยู่ และพบว่าประเด็นที่ละเอียดอ่อนที่สุดคือเรื่องหมวด 1 หมวด 2 ในสภาชุดที่แล้วสามารถเดินหน้า เหมือนการประนีประนอมกันได้แล้ว แต่วันนี้รัฐบาลเลือกที่จะให้กระบวนการนี้ต้องไปตั้งต้นใหม่ ซึ่งผมเชื่อว่าจะทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ในประเด็นที่เป็นความละเอียดอ่อนและไม่ควรต้องมาเป็นประเด็นความขัดแย้งของสังคม ซึ่งการตัดสินใจไม่ยืนยัน ผมจึงมองว่าเป็นการไม่เคารพข้อตกลงที่เคยทำไว้ ไม่เคารพการตัดสินใจของประชาชนที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ และมีแต่จะนำให้ปัญหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญกลับเข้ามาอยู่ในวังวนของความขัดแย้งซึ่งไม่ควรจะเป็นความขัดแย้งที่รัฐบาลจะส่งเสริมในสังคมนี้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

“กลายเป็นว่ากฎหมายที่ประชาชนลงประชามติอยากให้เดินหน้ากฎหมายที่ภาคประชาชนเสนอกฎหมายที่คนเดือดร้อนจริงๆ คือประชาชนล้วนๆ รัฐบาลกลับตัดสินใจไม่เดินหน้า ควรต้องไปตั้งต้นกันใหม่หมด เช่นเดียวกับกฎหมายเกี่ยวข้องกับผู้ใช้แรงงานทั้ง 2ฉบับ รัฐบาลตัดสินใจไม่ไปต่อ บรรดากฎหมายที่รัฐบาลยืนยันไปหลายฉบับก็มีปัญหาอยู่เหมือนกัน จะมาอ้างเพียงแค่ว่ายังมีความเห็นที่แตกต่างแล้วไม่ยืนยันคงไม่ใช่หลักเกณฑ์ที่แท้จริง การที่รัฐบาล ตัดสินใจไม่ยืนยันกฎหมายคุ้มครองแรงงานย่อมแสดงให้เห็นว่า การใส่ใจปัญหาของผู้ที่เป็นกำลังสำคัญของระบบเศรษฐกิจกลับถูกมองข้าม”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เย้ยกฎหมาย’อสม.’ยังไม่เห็นด้วย

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ฉบับสุดท้ายที่อยากทวงถามคือกฎหมายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านและแนวหน้าสุขภาพ หรือ อสม. ไม่น่าเชื่อทำไมช่วงเลือกตั้งทุกคนรัก อสม.หมดเลย แต่เลือกตั้งเสร็จ นโยบายรัฐบาลก็ไม่เขียนถึง กฎหมายซึ่งเคยผลักดันไป จนจะทำให้มีการยกระดับสถานะ หรือปรับปรุงสวัสดิการก็กลับถูกทิ้งอีกทั้ง ๆ ที่ อสม. คือกลุ่มคนที่ทั่วโลกมองเป็นแบบอย่าง ทำไมจึงต้องกลับไปตั้งต้นใหม่ เป็นเรื่องที่วัดกันว่าทิศทางแนวคิดทัศนคติของรัฐบาล ในการทำงานด้านนิติบัญญัติที่มีความสัมพันธ์กับตัวแทนของประชาชนและภาคประชาชนคืออะไรขอบคุณสำหรับกฎหมายทุกฉบับที่รัฐบาลเสนอยืนยันให้ไปต่อ และพร้อมที่จะให้การสนับสนุน แต่เสียดายและอยากให้ทางรัฐบาลกลับไปทบทวนแนวคิด ว่าแม้ท่านจะมีอำนาจบริหารแต่ท่านมาจากที่นี่ และที่นี่มาจากประชาชน อะไรที่ประชาชนแสดงเจตนารมณ์แล้ว ให้โอกาสเขาได้ทำสิ่งเหล่านี้และขอให้คิดถึงกลุ่มคนเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ถูกมองข้ามอยู่ตลอดเวลา จะถือได้ว่าเราได้ทำหน้าที่ของการเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง

‘ไอติม’บี้ปัดตกร่างแก้รธน.เพราะอะไร

นายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายในประเด็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่รัฐบาลไม่เลือกยืนยันร่างแก้ไขมาตรา 256 และเพิ่มหมวดใหม่ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า ตนฟังเหตุผลที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รวมถึงบรรดาแกนนำพรรคภูมิใจไทยแล้วฟังไม่ขึ้น จนล่าสุดนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ บอกว่าจะขยับเรื่องดังกล่าวในวันที่ 19 พ.ค. นี้ ซึ่งตนจับตาว่าจะมีเนื้อหาที่กินรวบหรือไม่ อย่างไรก็ดี ตนมองว่ารัฐบาลไม่จริงใจต่อการแก้รัฐธรรมนูญ เพราะนายกฯ รัฐบาล เครือข่ายที่เกี่ยวข้องได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญ ที่ทำให้เกิดระบอบตั๋วสีน้ำเงิน และเป็นปัญหาการเมืองไทยในปัจจุบัน

สงสัยพรรคของตัวเองได้ประโยชน์

“เป็นเพราะนายกฯได้ประโยชน์จากกติกาให้ที่มาของสว.ไม่ได้มาจากประชาชน ทำให้มีการฮั้วสว. ได้ประโยชน์จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ต่อให้จัดเลือกตั้งแย่ แต่ยังอยู่ได้ ได้ประโยชน์จาก ป.ป.ช. ที่ต่อให้นายกฯมีคดีก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะมี ปปช.ปกป้อง รวมถึงกรณีที่ ครม.ปล่อยให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับเดิมตกไป ผมเห็นว่าหากรัฐบาลไม่สามารถพิสูจน์ให้ประชาชนสิ้นข้อสงสัย พร้อมทำตามคำสั่งประชาชน ทำรัฐธรรมนูญใหม่ที่ประชาชนมีส่วนร่วม ประชาชนอดสงสัยไม่ได้ว่า หากรัฐบาลไม่ฟังคำสั่งประชาชน แล้วรัฐบาลฟังคำสั่งใคร” นายพริษฐ์ กล่าว

‘ภราดร’ยัน19พ.ค.ภท.หารือแก้รธน.

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า ยืนยันว่ารัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญกับสถาบันนิติบัญญัติ จึงเป็นที่มาของการยืนยันกฎหมายทั้ง34ฉบับ หากสังเกตให้ดีกฎหมายทั้ง34ฉบับ ผ่านมติครม.เพื่อยืนยันกฎหมาย2ครั้ง ครั้งแรกยืนยันที่31ฉบับวันที่5พ.ค. และครั้งล่าสุดยืนยันกฎหมายอีก3ฉบับเมื่อวันที่12พ.ค.ที่ผ่านมา เหตุผลที่ทำแบบนี้เพื่อเว้นช่วงเวลา1สัปดาห์จากที่มีมติ ครม.ครั้งแรก ก่อนที่จะครบกำหนด60วันตามรัฐธรรมนูญมาตรา147ในวันที่12พ.ค. ให้กับผู้ที่ประสงค์อยากจะยืนยันร่างกฎหมายของตัวเองต่อครม. เราพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน ผ่านกระบวนการคิด รับฟังรอบด้าน

นายภราดร ยังชี้แจงถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า รัฐบาล และพรรคภูมิใจไทย มีความจริงใจและมีเจตจำนงชัดเจนต่อการแก้รัฐธรรมนูญโดยเปิดช่องให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) และตนได้หารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ว่า วันที่ 19 พ.ค. จะหารือในที่ประชุมพรรคภูมิใจไทย หากไม่มีเหตุขัดข้องจะให้สส.ทั้ง 190คนยื่นเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อรัฐสภาต่อไป เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชนตามผลประชามติ 21.6 ล้านเสียง

611เสียงไฟเขียวยืนยัน34ร่างกฎหมาย

เวลา15.40น.ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วนการให้ความเห็นชอบให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ที่รัฐสภามิได้ให้ความเห็นชอบ และยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ตามมาตรา147 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ ที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) เป็นผู้เสนอ จำนวน34ฉบับ ทั้งนี้ หลังจากสมาชิกรัฐสภา อภิปรายเสร็จสิ้นและ นายภราดร ชี้แจงต่อที่ประชุมอีกครั้งแล้ว จึงได้ลงมติ โดยที่ประชุมได้ใช้วิธีการลงมติครั้งเดียว ว่าจะเห็นชอบร่างกฎหมายที่ ครม. ร้องขอต่อรัฐสภา ทั้ง 34ฉบับ หรือไม่ มติของที่ประชุม เห็นชอบ 611 เสียง ไม่เห็นชอบ 3เสียง จากนั้น นายโสภณ ได้สั่งปิดประชุมทันทีในเวลา16.20น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่รัฐสภา ลงมติเห็นชอบแล้ว ร่างกฎหมายทั้ง 34 ฉบับจะกลับไปสู่ขั้นตอนที่ค้างอยู่ ยกเว้นหากเป็นร่างกฎหมายที่อยู่ในขั้นตอนกมธ.ของสภาฯ ทางสภาฯ ต้องตั้งกมธ.ชุดใหม่ขึ้นมาพิจารณา ขณะที่วาระกมธ.ของสว.นั้น จะให้วิปวุฒิสภาพิจารณาว่าปรับเปลี่ยนกมธ.หรือให้ชุดเดิม ทำงานต่อ สำหรับขั้นตอนของร่างกฎหมายที่ค้างอยู่นั้น แบ่งเป็น โดย 1.ร่างกฎหมายที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติม และส่งคือสภาฯ 1ฉบับ 2.อยู่ในชั้นกมธ.วุฒิสภา พิจารณาเสร็จแล้วรอเข้าวาระพิจารณา 4 ฉบับ 3.อยู่ในชั้น กมธ.ของวุฒิสภา 3ฉบับ 4.รอการพิจารณาของวุฒิสภาวาระที่หนึ่ง จำนวน 5 ฉบับ5.อยู่ในส่วนที่กมธ.สภาฯ พิจารณาเสร็จแล้วรอพิจารณาวาระสอง จำนวน 5 ฉบับ 6.อยู่ระหว่างพิจารณาของ กมธ.สภาฯ จำนวน 1ฉบับ และ7.รอพิจารณาวาระที่หนึ่ง

แวดวงนักปกครอง : 16 พฤษภาคม 2569

แวดวงนักปกครอง : 16 พฤษภาคม 2569

แวดวงนักปกครอง : 16 พฤษภาคม 2569

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายกฯ “อนุทิน” เปิดทำเนียบ มอบนโยบายกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ กว่า 200 คน ณ ตึกสันติไมตรี ย้ำบทบาทฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้านเป็น “ทุกอย่างของชาวบ้าน” ต้องเข้าถึงพื้นที่รับฟังปัญหา และไม่ทอดทิ้งประชาชน กำชับเดินหน้าปราบยาเสพติด ผู้มีอิทธิพล ขับเคลื่อน “หมู่บ้านสีขาว” และอาชญากรรมออนไลน์อย่างจริงจัง ยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ พร้อมฝากให้ทุกพื้นที่เตรียมรับมือฤดูฝนและสาธารณภัยอย่างใกล้ชิด

ขับเคลื่อน “ไทยช่วยไทย” นายกฯ “อนุทิน” นำ Kick-offรถพุ่มพวง ณ ตึกสันติไมตรี หนุนรถพุ่มพวงกระจายสินค้าราคาประหยัด ลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยความร่วมมือมหาดไทย-พาณิชย์-เอกชน นำสินค้าจำเป็นกว่า 3,000 รายการลดสูงสุด 58% ส่งตรงถึงชุมชน ครอบคลุมกว่า 4 ล้านครัวเรือน พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการรถพุ่มพวง สร้างรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

สายข่าวแม่นยำ นายอำเภอสั่งลุย! นางศรุดา อินทร์ประพันธ์นายอำเภอเมืองพัทลุง พร้อมฝ่ายปกครอง เปิดปฏิบัติการจู่โจมเช้ามืด ปิดล้อมเป้าหมายกลางเมืองพัทลุง หลังสืบทราบเป็นจุดพักยาเสพติด ผลการตรวจค้นพบยาบ้า ไอซ์ อาวุธปืน และของกลางอีกหลายรายการ ก่อนควบคุมตัวผู้ต้องหาดำเนินคดีตามกฎหมาย ปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นการตัดวงจรยาเสพติดลอตใหญ่ ป้องกันการแพร่ระบาดสู่เยาวชนและประชาชนในพื้นที่ พร้อมย้ำเดินหน้ากวาดล้างต่อเนื่อง เพื่อความปลอดภัยของชาวพัทลุง

นางศรุดา อินทร์ประพันธ์

นายอำเภอเมืองพัทลุง จ.พัทลุง

นายปริญญา เทียนทรัพย์

นายอำเภอยางสีสุราช จ.มหาสารคาม

นายอำเภอสาวเก่ง แห่งเมืองคนสวย! นางสาวรัศมินท์พฤกษาทร นายอำเภอโพธาราม จ.ราชบุรี พร้อมชุดปฏิบัติการพิเศษ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่บุกสวนมะพร้าวลักลอบเปิดให้เล่นการพนันกำถั่ว หรือโปถั่ว เจ้าหน้าที่แสดงตัวเข้าจับกุมทันทีขณะทำการปิดล้อมตรวจค้น พบนักพนันบางส่วนพยายามวิ่งหลบหนีสามารถจับกุมนักพนันได้จำนวนทั้งสิ้น 83 ราย พร้อมตรวจยึดอุปกรณ์การเล่นพนัน เงินสดหมุนเวียน และของกลางอื่นที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่ทำการบันทึกภาพ ตรวจยึดของกลาง บันทึกจับกุม และควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมด นำส่งพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายในข้อหาร่วมกันลักลอบเล่นการพนันโดยไม่ได้รับอนุญาต

ปัญหาเรื่องน้ำรอไม่ได้! คนบรรพตพิสัย เตรียมเฮ! นายอำเภอลุยสำรวจปากคลอง เร่งเคลียร์สันดอนทรายขวางทางน้ำช่วยเกษตรกร 3 ตำบล นายปกรณ์เกียรติ กาฬษร นายอำเภอบรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ ร่วมกับท้องถิ่น ลงพื้นที่แม่น้ำหน้าวัดท่างิ้ว เร่งสำรวจปัญหาสันดอนทรายอุดตันปากคลองบ้านตั้วเกา หลังชาวบ้านร้องน้ำไหลเข้าคลองไม่เพียงพอ พบสันดอนทรายขนาดใหญ่ปิดกั้นทางน้ำกระทบพื้นที่เกษตร เสี่ยงขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูกาลเพาะปลูก นายอำเภอสั่งการเตรียมนำเครื่องจักรกลหนักเข้าขุดลอกเปิดทางน้ำโดยเร่งด่วน ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรอย่างทั่วถึงและทันท่วงที

“นายอำเภอพาเที่ยว” พาทุกคนเตรียมม่วนซื่นครั้งใหญ่! นายปริญญา เทียนทรัพย์ นายอำเภอยางสีสุราช จ.มหาสารคาม ขอเชิญเที่ยว “งานบุญบั้งไฟอำเภอยางสีสุราช ประจำปี 2569” สืบสานประเพณีอีสานแห่งศรัทธาและวัฒนธรรมท้องถิ่น พบไฮไลต์ขบวนแห่บั้งไฟสุดตระการตา พร้อมชมพิธีจุดบั้งไฟบูชาพญาแถนตามวิถีดั้งเดิม และสีสันแห่งความสามัคคีของชาวอีสาน สัมผัสเสน่ห์เมืองยางสีสุราช แต่งชุดพื้นเมือง เก็บภาพความประทับใจ “แล้วมาม่วนไปนำกันเด้อพี่น้อง!”

นาย..อำเภอน้อย

ความน่าอับอายของระบบการเมืองไทย ในสายตาประเทศเพื่อนบ้านและในเวทีโลก

ความน่าอับอายของระบบการเมืองไทย  ในสายตาประเทศเพื่อนบ้านและในเวทีโลก

ความน่าอับอายของระบบการเมืองไทย ในสายตาประเทศเพื่อนบ้านและในเวทีโลก

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ขณะนี้ รัฐบาลซึ่งมีพรรคภูมิใจไทย เป็นแกนนำ ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ปัดฝุ่นโครงการเชื่อมฝั่งทะเลอันดามันของมหาสมุทรแปซิฟิก กับฝั่งอ่าวไทยของทะเลจีนและมหาสมุทรแปซิฟิก

มีเสียงคัดค้านกันมากมาย ทั้งจากประชาชน พรรคการเมือง

แต่เสียงสนับสนุนก็มีพอสมควร ผู้เขียนจึงจะขอสรุปให้ประชาชนผู้ที่สนใจฟัง และเอาไปคิด ดังนี้

เรื่องการเชื่อมต่อระหว่างฝั่งมหาสมุทรอินเดีย กับมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งน่าจะเรียกว่า “Southern Economic Corridor” หรือ “ ระเบียงพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้” (SEC) มีมานานแล้วมากกว่า 40 ปี

และทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 44 ซึ่งจะเป็นแกนกลางของการพัฒนาภาคใต้ เริ่มวางแผนกันมาตั้งแต่สมัยที่ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็คงจะผ่านการเห็นชอบจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจฯเรียบร้อยแล้ว จากอำเภอขนอม อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ลงไปถึงอำเภออ่าวลึก ขนานชายฝั่งทะเลไปจนถึงจังหวัดกระบี่ น่าจะสร้างเสร็จมาแล้วไม่ต่ำกว่า 30 ปี

เพื่อเป็นที่ตั้งของ “ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้”ให้มีการสร้างโรงกลั่นน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางถังเก็บน้ำมันดิบ ถังเก็บแก๊ส ตลอดจนอุตสาหกรรมและคลังสินค้านานาชนิด ถนนนี้จึงกว้างถึง 200 เมตร แบ่งเป็นทางรถยนต์ 4 เลน ที่เหลือเก็บไว้สร้างทางรถไฟ ท่อแก๊ส และยังมีพื้นที่ตรงกลางอีกประมาณ 100 เมตรเศษ

เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ผู้เขียนได้นั่งรถยนต์จากอำเภอขนอมไปตามถนนสายนี้ เพื่อชมผลของวิสัยทัศน์อันยาวไกลของพลเอกเปรม และสภาพัฒน์ (สศช.) สมัยนั้น แต่ปรากฏว่าไม่มีการพัฒนาใดๆ อันเป็นการสืบสาน ต่อยอด ออกไปอีกเลย นอกจากนั้น ที่ว่างตรงกลางก็ถูกประชาชนในท้องถิ่น บุกรุกไปปลูกต้นปาล์ม ต้นมะพร้าว และต้นไม้ ยืนต้นอีกมากมาย

ทั้งนี้ เพราะรัฐบาลถัดๆ มา เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Parliamentarian Democracy) ที่เปิดโอกาสให้ สส., สว. ของอำนาจนิติบัญญัติ (Legislative Power) เข้ามาเป็นผู้เลือกตั้ง (Electoral Body) ผู้ใช้อำนาจบริหาร (Executive Power หรือ รัฐบาลนั่นเอง) และยังเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองในระบบนี้ เป็นผู้ใช้อำนาจบริหาร ควบคู่ไปกับการใช้อำนาจนิติบัญญัติด้วย

คงไม่ต้องจาระไนให้มาก ว่าพรรคการเมืองและนักการเมืองส่วนใหญ่ ที่อยู่ในระบบนี้ก็จำต้อง :-

ต้องไม่ดำเนินการสืบสานโครงการดีๆ ที่คนเก่าทำไว้

พรรคใดไม่ได้เป็นรัฐบาล ก็ต้องหาทางทำลายโครงการของฝ่ายรัฐบาลให้พังไป เพื่อตน จะมีโอกาสได้เข้ามาเป็นรัฐบาลบ้าง

ต้องขวนขวายหาทุนรอนสะสมไว้ เพื่อจะได้เป็นรัฐมนตรีกับเขาบ้าง

ต้องมาสว่างไปมืด แบบที่ภิกษุรักเกียรติ สุขธนะ อดีต สส. 7 สมัย และอดีต รมต. 5 สมัย บรรยายธรรมไว้

ต้องมีบ้านใหญ่ ไว้เลี้ยงดูมุ้งเล็กๆ ในสังกัด

ต้องแบ่งคนไทยออกเป็นหลายกลุ่ม หลายพรรค หลายสี

สรุปแล้ว มัวแต่แย่งชิงอำนาจทางการเมือง มัวแต่หาทุนสะสม มัวแต่ทำโครงการประชานิยม จึงไม่มีโครงการใหญ่ๆ ที่เป็นประโยชน์แก่เศรษฐกิจของคนไทยส่วนรวมแล้วเสร็จ

_____________________

เป็นที่น่าอับอายขายหน้าแก่ประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อเพื่อนบ้านทางภาคใต้ของเรา เห็นว่าประเทศไทย คงทำโครงการเช่นนี้ไม่สำเร็จแน่ จึงได้เริ่มทำโครงการเช่นเดียวกันบ้าง

เขาเรียกโครงการที่เชื่อมสองฝั่งของประเทศเขา ว่าเป็นโครงการเชื่อมต่อฝั่งทะเลตะวันออกกับฝั่งตะวันตกเข้าด้วยกัน เริ่มทีหลังประเทศไทย 20 กว่าปี แต่จะเปิดใช้งานในต้นปี 2570 (มกราคม ค.ศ. 2027) นี้แล้ว

เพื่อเชื่อมต่อท่าเรือของทั้งสองฝั่งทะเล คือทะเลอันดามัน และอ่าวไทย ของมหาสมุทรแปซิฟิก เข้าด้วยกัน

จาก Port Klang ท่าเรือหลักฝั่งตะวันตกในรัฐสลังงอร์ไปจนถึง Kuantan Port ในรัฐปะหังใกล้รัฐตรังกานู ท่าเรือหลักของฝั่งตะวันออก โดยผูกระบบการขนส่งทั้งหมดเข้าด้วยกัน ทั้งรถไฟโดยสาร และรถบรรทุกสินค้า สนามบิน ท่าเรือ เป็นระบบเศรษฐกิจร่วม

ดังนั้น โรงกลั่นน้ำมัน คลังน้ำมันดิบ และคลังน้ำมันที่กลั่นแล้ว จากตะวันออกกลาง และอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ต้องการลูกค้าในอินเดีย ปากีสถาน บังกลาเทศ จากญี่ปุ่นและจีน ก็น่าจะมาตั้งโรงงานที่ประเทศเพื่อนบ้านของไทยไหม เพราะรอไทยมา 40 ปีแล้ว ก็ยังมัวแต่รำเบิกโรงอยู่ หรือมัวแต่ทะเลาะเบาะแว้ง แย่งชิงอำนาจบริหาร (การเป็นรัฐบาล) กันอยู่อย่างหน้าดำหน้าแดง บางปีก็นายกรัฐมนตรีถึง 3 คน 3 ครม.

ถ้าไม่อายตอนนี้และจะไปอายเมื่อใด

แล้วรัฐบาลซึ่งมีพรรคภูมิใจไทย เป็นแกนนำ จะทำอย่างไร จะหยุดชะงักปล่อยให้เพื่อนบ้านคาบการพัฒนาชิ้นใหญ่ไปกินเสียเฉยๆ หรืออย่างไร

___________________

ผู้เขียนเอง ก็อยากเสนอคณะกรรมการ ที่นายกฯอนุทินตั้งไว้พิจารณาเรื่องนี้ โดยมี นักบริหารมืออาชีพ (Professional Executive with proven success เป็นประธาน) พิจารณาเป็น 4 ข้อ ดังนี้

1.ยกเลิกโครงการแลนด์บริดจ์ ที่จะใช้เงินเป็นล้านๆ บาทนี้เสีย

2.ประกาศโครงการใหม่ เรียกว่า Southern Economic Corridor (SEC) คู่กับ EEC ปัจจุบัน โดยไม่ต้องใช้เงินเลย โดย

3.รีบเชิญชวนให้ประเทศต่างๆ มาลงทุนสร้างท่าเรือทั้งสองฝั่งทะเล สร้างถังเก็บน้ำมัน ถังแก๊ส โรงกลั่น โรงงานอุตสาหกรรม ริมถนนสาย 44 ที่เราสร้างไว้แล้ว โดยได้รับการส่งเสริมตามมาตรการที่มีอยู่ โดยให้เอกชนจากต่างประเทศเหล่านี้มาลงทุนเอง ซื้อที่ดินเอง รัฐอำนวยความสะดวกแบบ One stop service.

4.หาทางออกจากระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Parliamentarian Democracy) ซึ่งนำความเสียหายมาสู่ประเทศอย่างประเมินค่ามิได้ เสียโดยรีบด่วน ไม่ให้ฝ่ายนิติบัญญัติ (สส., สว.) เข้ามาใช้อำนาจบริหารอีกต่อไปโดยคิดแก้ไขวิธี “การเข้าสู่อำนาจบริหาร” เสียใหม่โดยมี Electoral Body แห่งอำนาจบริหาร ขึ้นมาใหม่ ซึ่งอาจจะคิดค้นขึ้นมาใหม่ หรือหาซื้อหนังสือ “การปฏิรูปการเมืองไทย” ได้ที่สำนักงาน นสพ.แนวหน้า โทร.02-9735000 และโทร. 02-5212690 นำมาถกกับหัวหน้าพรรคของท่านดู

ศิริภูมิ

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“สิ่งที่อยากเห็นไม่ได้หวังว่าจะเกิดการนำข้อมูลเหล่านี้ (การคอร์รัปชันเรียกรับสินบน)มาใช้ในการต่อว่า บั่นทอน หรือ ตำหนิ หน่วยงานเหล่านั้น แต่หวังว่าทุกหน่วยงานจะยอมรับความจริง แล้วนำไปดำเนินการแก้ไข”

นายมานะ นิมิตรมงคล

ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน

(ประเทศไทย) (ACT)

ย้อนรอยมหากาพย์’คลองด่าน’ เจิมศักดิ์ ตั้งคำถามถึง คพ. ปัจจุบัน เปลี่ยนไปจริงหรือ?

ย้อนรอยมหากาพย์'คลองด่าน' เจิมศักดิ์ ตั้งคำถามถึง คพ. ปัจจุบัน เปลี่ยนไปจริงหรือ?

ย้อนรอยมหากาพย์’คลองด่าน’ เจิมศักดิ์ ตั้งคำถามถึง คพ. ปัจจุบัน เปลี่ยนไปจริงหรือ?

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.36 น.

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า กรมควบคุมมลพิษ กับทุจริตโครงการระบบบำบัดน้ำเสียคลองด่าน

อดีต เมื่อสมัยผมดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้งปี 2543 วุฒิสภาได้มอบหมายให้ ตั้งกรรมาธิการตรวจสอบการทุจริต โครงการระบบบำบัดน้ำเสียคลองด่าน ได้พบการทุจริตที่เกี่ยวข้องกับกรมควบคุมมลพิษ 

สรุปความสัมพันธ์เชิงคอร์รัปชัน: กรมควบคุมมลพิษ กับ โครงการระบบบำบัดน้ำเสียคลองด่าน

โครงการระบบบำบัดน้ำเสียคลองด่าน จังหวัดสมุทรปราการ ถือเป็นคดีประวัติศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อมและการทุจริตที่สำคัญที่สุดโครงการหนึ่งของประเทศไทย โดยมี กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ในฐานะส่วนราชการเจ้าของโครงการ เป็นตัวละครหลักที่มีความสัมพันธ์และเกี่ยวพันกับกระบวนการคอร์รัปชันในหลากมิติ ดังนี้

1. การทุจริตเชิงนโยบายและการเปลี่ยนรูปแบบโครงการ
เดิมทีโครงการถูกออกแบบให้เป็นโรงบำบัดน้ำเสียขนาดเล็กกระจายตามจุดต่าง ๆ แต่ต่อมาข้าราชการระดับสูงและฝ่ายการเมืองในกรมควบคุมมลพิษได้ผลักดันให้เปลี่ยนแผนเป็น “ระบบรวมศูนย์” (Centralized System) เพียงจุดเดียวที่ตำบลคลองด่าน ซึ่งส่งผลให้งบประมาณพุ่งสูงขึ้นเป็นกว่า 2.3 หมื่นล้านบาท เปิดช่องให้เกิดการผูกขาดและการเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มบริษัทที่ปรึกษาและกลุ่มบริษัทรับเหมา (กิจการร่วมค้า NVPSKG) ในขั้นตอนการกำหนดข้อกำหนดและเงื่อนไขการประมูล (TOR)

2. การฉ้อโกงและการทุจริตจัดซื้อที่ดิน
กระบวนการจัดซื้อที่ดินเพื่อก่อสร้างโครงการ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการทุจริตในคดีนี้ โดยกลุ่มผู้อยู่เบื้องหลังได้ทำการกว้านซื้อที่ดินซึ่งเป็นพื้นที่ป่าชายเลน คลองสาธารณประโยชน์ และที่ดินสาธารณะของพลเมือง นำมาออกโฉนดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จากนั้นนำมาเร่ขายต่อให้กับกรมควบคุมมลพิษในราคาที่สูงเกินกว่าความเป็นจริงหลายเท่าตัว โดยมีข้าราชการระดับสูงของกรมควบคุมมลพิษและนักการเมืองระดับรัฐมนตรีร่วมใช้อำนาจหน้าที่เร่งรัดและอนุมัติการจัดซื้อจัดจ้าง

3. สัญญามิชอบและการเผชิญหน้าทางกฎหมาย (ค่าโง่คลองด่าน)
เมื่อความจริงถูกเปิดโปงและมีการสั่งระงับโครงการ กรมควบคุมมลพิษได้บอกเลิกสัญญากับฝ่ายเอกชน ส่งผลให้กลุ่มกิจการร่วมค้าฟ้องร้องต่ออนุญาโตตุลาการและนำไปสู่คำสั่งให้รัฐจ่ายค่าชดเชยหรือ “ค่าโง่คลองด่าน” มูลค่ากว่า 9,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาให้กลับคำสั่งและรื้อฟื้นคดีใหม่ โดยอาศัยหลักฐานเชิงประจักษ์ว่ามีความทุจริตและฉ้อโกงเกิดขึ้นในทุกขั้นตอนตั้งแต่เริ่มต้น ส่งผลให้กรมควบคุมมลพิษและภาครัฐไม่ต้องจ่ายค่าความเสียหายดังกล่าวในท้ายที่สุด

สรุปมิติความสัมพันธ์เชิงทุจริตระหว่าง กรมควบคุมมลพิษ กับ โครงการคลองด่าน

ระดับนโยบาย (Policy Corruption)
การเปลี่ยนรูปแบบจากโรงบำบัดย่อยเป็นระบบรวมศูนย์ขนาดใหญ่ เพื่อเอื้อให้เกิดการตั้งงบประมาณจำนวนมหาศาลและการล็อกสเปกประมูล

มิติการจัดการที่ดิน (Land Fraud)
เจ้าหน้าที่รัฐสมรู้ร่วมคิดในการออกโฉนดบนที่สาธารณะและป่าชายเลนโดยมิชอบ เพื่อนำมาจัดซื้อในราคาสูงเกินจริง

มิติทางนิติกรรมและสัญญา (Contractual Fraud)
การผูกพันสัญญาที่รัฐเสียเปรียบอย่างรุนแรง นำไปสู่มหากาพย์การฟ้องร้องเรียก “ค่าโง่” กว่า 9 พันล้านบาท ก่อนศาลปกครองสูงสุดจะพิพากษาพลิกคดีเนื่องจากพบการฉ้อโกงตั้งแต่ต้น

ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders)
การประสานประโยชน์อย่างเป็นระบบระหว่าง ข้าราชการประจำระดับสูงในกรมควบคุมมลพิษ ฝ่ายการเมืองระดับรัฐมนตรี และกลุ่มทุนรับเหมาก่อสร้าง

คดีคลองด่านจึงกลายเป็นหมุดหมายสำคัญและกรณีศึกษาของสังคมไทยในเรื่องภัยพิบัติจากการคอร์รัปชันเชิงนโยบาย ที่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อระบบงบประมาณ การบริหารราชการแผ่นดิน และทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล

ผลของการตรวจสอบของกรรมาธิการ  ซึ่งผมได้เป็นผู้รายงานต่อวุฒิสภาในสมัยนั้น  เป็นที่น่าภูมิใจว่าวุฒิสภาได้มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ จากผู้มาประชุมทั้งหมดเกือบ  200 คน รับรองและเห็นด้วยกับรายงานผลการตรวจสอบ 

สมัยนั้นได้มาขอรายงานไปดำเนินคดี จนกระทั่งมีอดีตรัฐมนตรีถูกศาลสั่ง จำคุกและหนีไปอยู่ต่างประเทศ  รัฐมนตรีที่รับผิดชอบควบคุมดูแลกรมควบคุมมลพิษถึงแก่กรรม

หากปัจจุบันกรมควบคุมมลพิษ ยืนยันว่ากรมควบคุมมลพิษไม่มีทุจริต คอรัปชั่น  เพราะเป็นกรมทางวิชาการ ไม่ได้มีอำนาจในการออกใบอนุญาต ก็เป็นที่น่ายินดี  และคงต้องอธิบายต่อไปว่า  ในอดีตมีเหตุการณ์เกิดขึ้นในกรณีบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่านได้อย่างไร? ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

รัฐบาลรับข้อเสนอเอกชนเป็นวาระเศรษฐกิจเร่งด่วน ฟื้น กรอ.ตั้งระบบติดตามผล ย้ำไม่ใช่แค่รับฟัง ต้องนำไปทำจริง

รัฐบาลรับข้อเสนอเอกชนเป็นวาระเศรษฐกิจเร่งด่วน ฟื้น กรอ.ตั้งระบบติดตามผล ย้ำไม่ใช่แค่รับฟัง ต้องนำไปทำจริง

รัฐบาลรับข้อเสนอเอกชนเป็นวาระเศรษฐกิจเร่งด่วน ฟื้น กรอ.ตั้งระบบติดตามผล ย้ำไม่ใช่แค่รับฟัง ต้องนำไปทำจริง

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.15 น.

รัฐบาลรับข้อเสนอเอกชนเป็นวาระเศรษฐกิจเร่งด่วน สั่งแปลงเป็น Action Plan ฟื้น กรอ. ตั้งระบบติดตามผลร่วมรัฐ–เอกชน ย้ำเวทีนี้ไม่ใช่แค่รับฟัง แต่ต้องนำไปทำจริง

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เวลา 17.00 น. ทึ่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวเปิดเวทีการหารือร่วมระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชน เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีคณะรัฐมนตรี ผู้บริหารระดับสูงภาคเอกชน และหัวหน้าส่วนราชการเข้าร่วมด้วย นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวสรุปดังนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณทุกฝ่ายที่สละเวลามาร่วมหารือ พร้อมระบุว่า หลายท่านเป็นผู้ที่คุ้นเคยกันมาอย่างยาวนาน การได้กลับมาพบปะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกันอีกครั้ง จึงนับเป็นโอกาสอันดีในการร่วมกันมองทิศทางอนาคตของประเทศ ท่ามกลางบริบทโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านการเมืองระหว่างประเทศ เทคโนโลยี นวัตกรรม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของการหารือครั้งนี้ คือ การเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อให้รัฐบาลสามารถส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในทุกอุตสาหกรรม ให้สามารถแข่งขันได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยที่ผ่านมา รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการลดอุปสรรคและเสริมศักยภาพภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการปรับปรุงกฎระเบียบและขั้นตอนอนุญาตที่ซ้ำซ้อน การแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน การพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ตลอดจนการผลักดันอุตสาหกรรมสีเขียว ซึ่งกำลังมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกในอนาคต

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ณ สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยประเทศไทยได้ผลักดันความร่วมมือด้านเสถียรภาพทางพลังงาน ผ่านแนวคิด ASEAN Power Grid หรือโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน รวมถึงความร่วมมือด้านพลังงานสะอาดและความมั่นคงทางอาหาร พร้อมย้ำว่า “อาเซียนต้องพูดด้วยเสียงเดียวกันมากขึ้น” เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เพิ่มอำนาจต่อรองของภูมิภาค และยกระดับบทบาทของอาเซียนในเวทีภูมิรัฐศาสตร์โลก

นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า หลายประเทศต่างให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด ระบบโลจิสติกส์ และความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพและความพร้อมอย่างมากในทุกด้าน โดยไทยสามารถก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางของอาเซียนในการขับเคลื่อนความร่วมมือเหล่านี้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจให้กับทั้งภูมิภาค

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ประเทศไทยจึงมีโอกาสสำคัญในการยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจมากกว่าหลายประเทศ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ “ภาครัฐและภาคเอกชนเดินหน้าไปด้วยกัน” 

โดยรัฐบาลชุดนี้พร้อมอำนวยความสะดวกในทุกมิติ ไม่ยึดติดกับข้อจำกัดเดิม ๆ กฎหมายล้าสมัย หรือขั้นตอนที่ยุ่งยาก พร้อมเร่งสร้างความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ การลงทุน และการจ้างงาน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของประเทศและกิจการของทุกภาคส่วนให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง

นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า วันนี้มีผู้บริหารภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ทั้งรองนายกรัฐมนตรี หน่วยงานเศรษฐกิจ สภาพัฒน์ และ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้จัดงานครั้งนี้ขึ้น เพื่อร่วมรับฟังข้อเสนอและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด โดยรัฐบาลตั้งใจให้เวทีนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการหารือเชิงลึก เพื่อนำข้อเสนอและความต้องการจากทุกภาคส่วนไปประยุกต์ใช้ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ความสำเร็จของภาคเอกชน คือ ความสำเร็จของประเทศไทย พร้อมขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันหารืออย่างเต็มที่ โดยรัฐบาลจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำแก่ภาคเอกชนชั้นนำของไทยในวันนี้ด้วย และหวังว่าจะได้นำทุกข้อเสนอ แนวคิด และข้อมูลที่ได้รับ ไปต่อยอดในการพัฒนาประเทศ เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศไทยและประชาชนต่อไป

จากนั้นนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้รับฟังข้อเสนอแนะจากผู้บริหารระดับสูงภาคเอกชนซึ่งเป็นผู้แทนจาก 10 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่

1. สถาบันหลัก กกร. – คุณพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คุณผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย

2. ยานยนต์ – คุณกลินท์ สารสิน ประธานคณะกรรมการ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด

3. โรงแรม/ท่องเที่ยว – คุณเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย

4. สุขภาพ – แพทย์หญิงปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ ประธานกรรมการบริหาร BDMS

5. ก่อสร้าง/อสังหาฯ – คุณธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCG

6. ค้าปลีก/สินค้าอุปโภคบริโภค – คุณสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ คุณเวทิต โชควัฒนา รองประธานกรรมการบริหาร / กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน)

7. พลังงาน – คุณสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Gulf

8. การเงิน – คุณขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย

9. เทคโนโลยี – ดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฎที่ปรึกษาอาวุโส บริษัท Delta Electronics Thailand

10. เกษตร/อาหาร – คุณธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์

ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นายเอกนิติ นิติทัณฑประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้สรุปข้อเสนอของภาคเอกชนเป็น 4 กลุ่มยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาคน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเห็นว่าแม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญความผันผวน แต่ประเทศไทยยังมีโอกาสสำคัญจากการย้ายฐานการผลิต บุคลากร และห่วงโซ่อุปทานมายังภูมิภาค

โดยภาคเอกชนจากทุกภาคส่วนมีความเห็นสอดคล้องกันว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งลงทุนใน “โครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต” โดยเฉพาะพลังงานสะอาด การบริหารจัดการน้ำ และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ควบคู่กับการใช้โอกาสจากการลงทุนจากต่างประเทศให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New Growth Engines) อาทิ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโลจิสติกส์สมัยใหม่

ทั้งนี้ รัฐบาลมุ่งเชื่อมโยงโอกาสดังกล่าวสู่ผู้ประกอบการไทยในทุกระดับ โดยเฉพาะ SME และ Micro SME รวมถึงผู้ประกอบการท้องถิ่น เพื่อให้สามารถเข้าถึงการสนับสนุนของภาครัฐได้อย่างทั่วถึงและเป็นรูปธรรม ไม่ให้การเติบโตกระจุกตัวอยู่เพียงบางกลุ่ม

ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้เร่งรัดแก้ไขอุปสรรคสำคัญที่ภาคเอกชนสะท้อน อาทิ ขั้นตอนการอนุญาต การอำนวยความสะดวกด้านกฎระเบียบ และข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อยกระดับสภาพแวดล้อมการลงทุนของประเทศให้มีความคล่องตัว โปร่งใส และเอื้อต่อการแข่งขันในระดับสากล

นอกจากนี้ มาตรการ BOI Fast Track ได้เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม โดยสามารถดึงดูดการลงทุนจริงได้กว่า 200,000 ล้านบาทในไตรมาสแรกของปี สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพเศรษฐกิจไทยและทิศทางนโยบายของรัฐบาล

รองนายกรัฐมนตรีฯ ย้ำว่า รัฐบาลจะนำทุกข้อเสนอจากภาคเอกชนในครั้งนี้ไปขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง พร้อมฟื้นกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน หรีอ คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ให้กลับมามีบทบาทเชิงรุกอีกครั้ง เพื่อผนึกกำลัง “รัฐ–เอกชน” เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นระบบ สร้างความเข้มแข็งจากฐานราก และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว