ไชยชนก รับ ครม.ถกซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก เชื่อคนไทยได้ดูแน่

ไชยชนก รับ ครม.ถกซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก เชื่อคนไทยได้ดูแน่

ไชยชนก รับ ครม.ถกซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก เชื่อคนไทยได้ดูแน่

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.55 น.

12 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 12.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถึงกรณีคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติงบ 1,300 ล้านบาท ถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ว่า รายละเอียดตนไม่ได้ดูแลเรื่องนี้ ขอให้ไปถามคนอื่น ส่วนงบประมาณของกสทช. จะสนับสนุนเท่าไรนั้น ขอรอดูอีกทีว่าสุดท้ายจะจบอย่างไร แต่ได้เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรีแล้ว เดี๋ยวตนเองจะให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นผู้ชี้แจง 

เมื่อถามย้ำว่า คนไทยจะได้ดูบอลโลกแน่นอน ใช่หรือไม่ นายไชยชนก หัวเราะ และกล่าวว่า “ผมว่าน่าจะได้ดู”

ไอติม อ่านไต๋รัฐบาลรวมเงินกู้ในฉบับเดียว หวังบีบฝ่ายค้านต้องวิจารณ์ส่วนเยียวยาช่วยเหลือไปด้วย

ไอติม อ่านไต๋รัฐบาลรวมเงินกู้ในฉบับเดียว หวังบีบฝ่ายค้านต้องวิจารณ์ส่วนเยียวยาช่วยเหลือไปด้วย

ไอติม อ่านไต๋รัฐบาลรวมเงินกู้ในฉบับเดียว หวังบีบฝ่ายค้านต้องวิจารณ์ส่วนเยียวยาช่วยเหลือไปด้วย

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.25 น.

ไอติม ซัด รัฐบาล ฉวยโอกาสบนความเดือดร้อนประชาชน ข้องใจทำไมรวมเงินกู้ไว้ในฉบับเดียว อ่านไต๋เป็นแผนบีบฝ่ายค้านต้องวิจารณ์ส่วนเยียวยาช่วยเหลือไปด้วย เชื่อจงใจ หนีสภา พลัส เตรียมชงญัตติด่วนพฤหัสฯ นี้ ตั้ง กมธ.วิสามัญตามรอยโควิด ลั่นไร้เหตุผลที่จะไม่ตั้ง 

เมื่อวันที่ 12 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงการที่ฝ่ายค้านยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ กรณีรัฐบาลออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ 400,000 ล้านบาท เพื่อเยียวยาผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลางว่า คำร้องเราเขียนไว้ค่อนข้างชัดเจน รัดกุม พุ่งเป้าไปที่เงินก้อน 200,000 ล้านบาทหลัง ที่เกี่ยวข้องกับโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งเป็นตีกรอบให้ชัดในการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่สิ่งที่ตนและพรรคประชาชนมีความกังวลใจคือการดำเนินการของรัฐบาล ว่ารัฐบาลเลือกดำเนินการอย่างไม่ตรงไปตรงมา เพื่อหลีกหนีการตรวจสอบของสภา ตนขอใช้คำว่าอาจเข้าข่ายปรากฎการณ์ “หนีสภาพลัส” 

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า หนีที่หนึ่ง คือความจงใจของรัฐบาลในการนำเงิน 2 ก้อน มัดรวมไว้ใน พ.ร.ก.ฉบับเดียว ซึ่งเป็นการบีบให้ฝ่ายค้านอาจจะมีท่าทีไม่เห็นด้วย ต้องแสดงความเห็นกับเงินทั้ง 2 ก้อนในคราวเดียวกัน ส่วนคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เราได้แยกเงิน 2 ก้อนอย่างชัดเจน และมองว่าเจตนารมณ์ของรัฐบาลในการรวมเงิน 2 ก้อนอยู่ใน พ.ร.ก.ฉบับเดียว ชัดเจนว่าเป็นการพยายามจะฉวยโอกาสจากความเดือดร้อนของประชาชน เพื่อเอาเงินเยียวยาของประชาชนมาเป็นตัวประกัน และไปสอดไส้โครงการด้านพลังงาน หลีกเลี่ยงการตรวจสอบของสภา เพราะใช้กลไก พ.ร.ก.

นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนขอตั้งคำถามกลับไปว่าหากสิ่งที่ตนพูดไม่เป็นความจริง รัฐบาลไม่ได้พยายามจะเอาเงินเยียวยาของประชาชนมาเป็นตัวประกันห bรือสอดไส้โครงการพลังงานเข้ามา คำถามคือทำไมต้องรวมอยู่ในฉบับเดียว ทำไมไม่เอาเงิน 200,000 ล้านบาทหลัง มารวมเข้ากับงบประมาณปกติ หากจะอ้างว่าไม่สามารถนำเข้าสู่กระบวนการงบประมาณปกติได้ ก็แยกออกมาเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เงินกู้อีกฉบับก็ได้ แต่การเอามารวมกันมันเป็นรูปธรรมของการหนีสภาชั้นที่หนึ่งด้วยการยัดไส้

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า หนีที่สอง ต้องให้ความเป็นธรรมเพราะยังไม่เกิดขึ้น แต่เรามีความกังวลใจ โดยในวันที่14 พ.ค.นี้ พรรคประชาชนจะยื่นญัตติเพื่อตั้งคณะกรรมการธิการวิสามัญติดตามตรวจสอบการใช้เงินตาม พ.ร.ก.เงินกู้นี้ แม้ว่าจะยื่นเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ แต่ พ.ร.ก.เงินกู้ก็บังคับใช้ได้แล้ว และรัฐบาลยืนยันจะเดินหน้าใช้เงินจาก พ.ร.ก.เงินกู้ เมื่อการใช้เงินกำลังจะเกิดขึ้น จึงเป็นเรื่องที่ดีที่สภาจะสามารถมีกรรมาธิการวิสามัญมาตรวจสอบความโปร่งใสในการใช้เงิน ซึ่งไม่ได้เป็นอะไรที่แปลกใหม่ เหมือน พ.ร.ก.เงินกู้ช่วงโควิด-19 ที่มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญแบบนี้ขึ้นมา ดังนั้น การยื่นศาลรัฐธรรมนูญอาจทำให้วาระการลงมติอนุมัติ พ.ร.ก. เงินกู้ชะลอออกไป แต่เมื่อการใช้เงินเกิดขึ้นแล้วก็ไม่มีเหตุใด ที่สภาจะไม่ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อตรวจสอบการใช้เงิน จึงหวังว่า สส.รัฐบาลจะให้ความร่วมมือ และไม่พยายามใช้เสียงข้างมากเพื่อปิดกั้นการตรวจสอบ

เมื่อถามว่ากระบวนการของคณะกรรมาธิการสามัญติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ไม่สามารถใช้ตรวจสอบในกรณีนี้ได้ใช่หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า เป็นคนละประเด็นกัน เพราะคณะกรรมาธิการสามัญติดตามงบฯ ภารกิจคือติดตามตรวจสอบงบประมาณในภาพรวม ไม่ได้เป็นภารกิจที่เจาะจง พ.ร.ก.เงินกู้ก้อนนี้ และเราเห็นว่าทุกครั้งที่มีการออก พ.ร.ก.เงินกู้ ก็ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาโดยเฉพาะ หากมีการสกัดกั้นไม่ให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญดังกล่าว  เราก็ต้องพยายามใช้กลไกอื่นให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ตนคิดว่าไม่มีเหตุที่จะไม่ตั้ง

เมื่อถามว่านายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ระบุว่ายินดีหากมีการยื่นญัตติ ฝ่ายค้านพร้อมยื่นพรุ่งนี้เลยหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า เอกสารญัตติพร้อมอยู่แล้ว ถ้ารัฐบาลพร้อม ก็สามารถยื่นด้วยวาจาได้ ถ้า สส.รัฐบาล วิปรัฐบาลยินดี ก็สามารถตั้งได้เลยในวันพฤหัสบดีนี้

เมื่อถามว่าจะมีกลไกหรืออาวุธใดที่จะยับยั้งมากกว่านี้หรือไม่ เช่น การอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายพริษฐ์ กล่าวว่า นั่นเป็นอาวุธที่ฝ่ายค้านมีอยู่แล้ว ยังไม่นับรวมเรื่องการตรวจสอบงบประมาณ ที่น่าจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคม แต่ ณ วันนี้ เราพุ่งเป้าไปที่การตรวจสอบ พ.ร.ก.เงินกู้เฉพาะหน้า และไม่ได้ปิดกั้นการใช้อาวุธอื่น ในการตรวจสอบ อันที่จริงไม่ใช่เพียง พ.ร.ก.เงินกู้ แต่ยังมีอีกหลายกรณีที่เราเริ่มเห็นความไม่ชอบมาพากลของรัฐบาล

เมื่อถามว่าหากกระบวนการผู้นำฝ่ายค้านเสร็จสิ้น  จะพิจารณายื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า อันนั้นเป็นอาวุธที่ฝ่ายค้านสามารถดำเนินการได้ทันทีอยู่แล้ว

เมื่อถามย้ำว่าจะยื่นเลยหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า  เราคงมีการหารือกันทันที แต่จะใช้เมื่อไหร่ ต้องดูข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญ ว่ากลไกการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 ยื่นได้ 1 ครั้งต่อปี เรามีเวลาจากวันนี้จนถึงช่วงเดือนมีนาคม 2570 ที่สามารถใช้ได้ ส่วนจังหวะเวลาจะเป็นช่วงไหน ผู้นำฝ่ายค้านคงต้องหารือกับพรรคร่วมฝ่ายค้านก่อน

ผอ.​สำนักข่าวกรอง​ ยอมรับ​ หมิงเฉิน​ ซัน โยงแก๊ง​สแกมเมอร์​เพื่อนบ้าน

ผอ.​สำนักข่าวกรอง​ ยอมรับ​ หมิงเฉิน​ ซัน โยงแก๊ง​สแกมเมอร์​เพื่อนบ้าน

ผอ.​สำนักข่าวกรอง​ ยอมรับ​ หมิงเฉิน​ ซัน โยงแก๊ง​สแกมเมอร์​เพื่อนบ้าน

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.19 น.

ผอ.​สำนักข่าวกรอง​ ยอมรับ​ หมิงเฉิน​ ซัน โยงแก๊ง​สแกมเมอร์​เพื่อนบ้าน

เมื่อวันที่ 12 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์​ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ​ กล่าวถึงกรณีที่มีรายงานข่าว​ว่า​นายหมิงเฉิน ซัน​ ผู้ต้องหาชาวจีน​ครอบครองอาวุธสงคราม​ มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มสแกมเมอร์ในระดับหัวหน้าสั่งการ​ ว่า​ เรื่องนี้ตนพูดไม่ได้มาก แต่ก็คล้ายๆ ในลักษณะนั้น

เมื่อถามย้ำว่า มีความเชื่อมโยงกับทุนเทาสแกมเมอร์ฝั่งประเทศเพื่อนบ้านหรือไม่​ นายฐนัตถ์​ กล่าวว่า​ ไม่ถึงขั้นนั้น​ แต่ยอมรับว่า​ มีความเชื่อมโยง

สนธิญา ร้อง ผบ.ตร. โอนคดี หมิงเฉิน ซัน ให้ CIB หรือ DSI ชี้โยงเครือข่ายจีนเทา-ภัยความมั่นคง

สนธิญา ร้อง ผบ.ตร. โอนคดี หมิงเฉิน ซัน ให้ CIB หรือ DSI ชี้โยงเครือข่ายจีนเทา-ภัยความมั่นคง

สนธิญา ร้อง ผบ.ตร. โอนคดี หมิงเฉิน ซัน ให้ CIB หรือ DSI ชี้โยงเครือข่ายจีนเทา-ภัยความมั่นคง

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.05 น.

สนธิญา ร้อง ผบ.ตร. โอนคดี หมิงเฉิน ซัน ให้ CIB หรือ DSI รับผิดชอบ ชี้โยงเครือข่ายจีนเทา-ภัยความมั่นคง

เมื่อวันที่ 12 พ.ค.2569 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) นายสนธิญา สวัสดี เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอให้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พิจารณาโอนคดีนายหมิงเฉิน ซัน ผู้ต้องหาชาวจีนที่เกี่ยวข้องกับการพบคลังอาวุธสงครามในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ไปให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) รับเป็นคดีพิเศษ เนื่องจากเห็นว่าคดีมีความซับซ้อนและขยายผลเชื่อมโยงหลายพื้นที่

นายสนธิญา กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวมีเหตุผลสำคัญ 3 ประเด็น ประกอบด้วย ขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติมอบคดีให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางรับผิดชอบ หรือพิจารณาให้กรมสอบสวนคดีพิเศษรับเป็นคดีพิเศษ รวมถึงขอให้ตรวจสอบขบวนการปลอมแปลงสัญชาติและบัตรประชาชนให้กลุ่มจีนเทา ในพื้นที่อำเภอเชียงดาว และอำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งตนเองเคยร้องเรียนไว้ก่อนหน้านี้

นายสนธิญา ระบุว่า จากข้อมูลที่ติดตามพบว่า นายหมิงเฉิน ซัน มีความเชื่อมโยงกับพื้นที่อำเภอเชียงดาว และเชื่อว่าผู้ต้องหารายนี้ไม่น่าจะก่อเหตุเพียงลำพัง แต่มีลักษณะเป็นขบวนการ มีบุคคลและเครือข่ายหลายฝ่ายเกี่ยวข้อง เข้าข่ายความผิดลักษณะอั้งยี่ซ่องโจร และอาจเชื่อมโยงกับความผิดตามกฎหมายหลายฉบับ รวมถึงคดีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ

นอกจากนี้ นายสนธิญา ยังกล่าวว่า คดีดังกล่าวอาจมีความเชื่อมโยงไปถึงเครือข่ายบุคคลต่างชาติ รวมถึงหน่วยงานด้านความมั่นคงของประเทศเพื่อนบ้าน และมีการเคลื่อนไหวเชื่อมโยงระหว่างไทย กัมพูชา และเมียนมา ซึ่งมองว่าเป็นภัยต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไทย

พร้อมกันนี้ ยังเรียกร้องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งตรวจสอบเส้นทางการเงินและทรัพย์สินของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อดำเนินการยึดทรัพย์ตามกฎหมาย โดยหลังจากยื่นหนังสือต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้ว ภายใน 2 วัน จะเดินทางไปยื่นเรื่องต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ และสำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อขอให้ตรวจสอบบุคคลและหน่วยงานที่อาจเกี่ยวข้องเพิ่มเติม

นายสนธิญา กล่าวว่า ปัญหากลุ่มจีนเทาและเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ ถือเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่ประเทศไทยต้องเร่งจัดการอย่างจริงจัง เนื่องจากกลุ่มเหล่านี้มีการเคลื่อนไหวใช้ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นฐานปฏิบัติการ และใช้ไทยเป็นจุดเชื่อมต่อในการเดินทางและดำเนินธุรกิจผิดกฎหมาย จึงต้องการให้หน่วยงานรัฐดำเนินการอย่างเด็ดขาดและขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต่อไป

ศุภจี เคลียร์สหรัฐฯ ปมมาตรา 301 ชี้ไทยได้ดุลเพิ่ม 30% จากสินค้าผลิตโดยอเมริกา

ศุภจี เคลียร์สหรัฐฯ ปมมาตรา 301 ชี้ไทยได้ดุลเพิ่ม 30% จากสินค้าผลิตโดยอเมริกา

ศุภจี เคลียร์สหรัฐฯ ปมมาตรา 301 ชี้ไทยได้ดุลเพิ่ม 30% จากสินค้าผลิตโดยอเมริกา

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.34 น.

ศุภจี เผย คืบหน้าเจรจาการค้าไทย-สหรัฐฯ เร่งเคลียร์ปมมาตรา 301 แจงเหตุไทยได้ดุลการค้าเพิ่มชี้ 30%  

12 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 08.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการเดินทางไปเจรจาความร่วมมือทางการค้า และชี้แจงกับสหรัฐเรื่องประเด็นการสอบสวนไทยข้อหาการค้าที่ไม่เป็นธรรมตามมาตรา 301 ของกฎหมายการค้าสหรัฐว่าในขณะนี้ทีมงานฝ่ายไทยยังคงพำนักอยู่ที่สหรัฐฯ เพื่อหารือในรายละเอียดทางเทคนิคกับทางสหรัฐในประเด็นที่มีการสอบสวนอย่างต่อเนื่อง โดยประเด็นสำคัญที่ฝ่ายสหรัฐฯ ให้ความสนใจมี 2 เรื่องหลัก คือ เรื่องกำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) และประเด็นแรงงานบังคับ (Forced Labor) ซึ่งในเบื้องต้นฝ่ายไทยได้ส่งเอกสารคำชี้แจงในทุกประเด็นอย่างละเอียดไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 15 เมษายนที่ผ่านมา

โดยมีความเชื่อมั่นว่าข้อมูลที่นำเสนอไปนั้นมีความชัดเจนและครบถ้วน และทั้งสองฝ่ายยังคงยืนยันเจตนารมณ์ร่วมกันที่จะผลักดันการค้าให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดต่อทั้งสองประเทศต่อไป นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้เร่งรัดการเจรจาในส่วนของ กรอบความตกลงทางการค้าและการลงทุน” (Trade and Investment Framework Agreement) หรือ “TIFA” ซึ่งเป็นประเด็นที่ค้างคามาตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อน รัฐบาลไทยและสหรัฐพร้อมจะผลักดันเรื่องนี้ร่วมกันโดยตั้งเป้าหมายที่จะดำเนินการในส่วนนี้ให้แล้วเสร็จก่อนที่จะมีการเริ่มกระบวนการไต่สวนตามมาตรา 301 (Section 301) ของกฎหมายการค้าสหรัฐฯ ต่อไป

เมื่อถามถึงประเด็นที่ผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) แสดงความกังวลเรื่องการเกินดุลการค้าของประเทศไทยที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา นางศุภจี กล่าวว่า สินค้าที่ทำให้ไทยได้ดุลการค้าสหรัฐเพิ่มขึ้นนั้น อย่างน้อย 30%  เป็นสินค้าที่ผลิตโดยบริษัทของสหรัฐฯ เองที่เข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย และอีกกว่า 20% เป็นสินค้าจากผู้ประกอบการไทยนอกจากนั้นได้มีการชี้แจงให้สหรัฐทราบถึงการป้องกันการสวมสิทธิส่งออก (Transshipment) หรือการนำสินค้าจากประเทศที่สามมาผ่านไทยเพื่อส่งออกไปยังสหรัฐ โดยยืนยันว่ารัฐบาลไทยมีข้อมูลและเอกสารหลักฐานที่ชัดเจนในการอธิบายข้อเท็จจริงทุกประการ เพื่อพิสูจน์ความโปร่งใสในกระบวนการส่งออกของไทย โดยเรื่องนี้ได้มีการเน้นย้ำเพื่อให้สหรัฐคลายความกังวล และมีความมั่นใจว่าประเทศไทยได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้

รมว.ยธ. เผย หมิงเฉิน ซัน ผู้ต้องหาชาวจีน ช็อกจนต้องส่งรพ. ตอนนี้ปลอดภัยแล้ว

รมว.ยธ. เผย หมิงเฉิน ซัน ผู้ต้องหาชาวจีน ช็อกจนต้องส่งรพ. ตอนนี้ปลอดภัยแล้ว

รมว.ยธ. เผย หมิงเฉิน ซัน ผู้ต้องหาชาวจีน ช็อกจนต้องส่งรพ. ตอนนี้ปลอดภัยแล้ว

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.22 น.

รมว.ยธ. เผย หมิงเฉิน ซัน ผู้ต้องหาชาวจีน ช็อกจนต้องส่งรพ. ตอนนี้ปลอดภัยแล้ว สั่ง ตร.จัดกำลังเฝ้า พร้อมให้ตรวจสอบหาสารเสพติด 

เมื่อวันที่ 12 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษนำตัวนายหมิงเฉิน ซัน ผู้ต้องหาชาวจีนในคดีซุกระเบิดซีโฟร์และอาวุธสงครามส่งโรงพยาบาลหลังมีอาการชักเกร็ง เมื่อคืนวันที่ 11 พ.ค. ว่า จากที่ได้รับรายงานเขามีอาการช็อก ได้สั่งการให้กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ชุดปฏิบัติการพิเศษ กองบังคับการสืบสวน จัดกำลังเข้าไปดูแลรักษาความปลอดภัย ส่วนอาการนายหมิงเฉิน ซันขณะนี้ปลอดภัย แต่รายละเอียดยังไม่มีการรายงานเข้ามา

ผู้สื่อข่าวถามว่า สาเหตุเกิดจากภาวะเครียดใช่หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า กำลังให้เขาดูทั้งระบบ รวมถึงให้มีการตรวจสอบหาสารเสพติดด้วย แต่ขณะนี้ผลยังไม่ออก ส่วนการตรวจสอบสาเหตุอาการป่วยนั้น เจ้าหน้าที่กำลังดูในรายละเอียด และดูในเรื่องของอาการเจ็บป่วย

สีหศักดิ์ จ่อทบทวนฟรีวีซ่านักท่องเที่ยว ปรับลดเหลือไม่เกิน 30 วัน

สีหศักดิ์ จ่อทบทวนฟรีวีซ่านักท่องเที่ยว ปรับลดเหลือไม่เกิน 30 วัน

สีหศักดิ์ จ่อทบทวนฟรีวีซ่านักท่องเที่ยว ปรับลดเหลือไม่เกิน 30 วัน

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.09 น.

สีหศักดิ์ จ่อทบทวนฟรีวีซ่านักท่องเที่ยว สกัดใช้ผิดวัตถุประสงค์ ทำกระทบประเทศไทย เผย ปรับลดเหลือไม่เกิน 30 วัน

เมื่อวันที่ 12 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงการทบทวนมาตรการฟรีวีซ่าว่า กระทรวงการต่างประเทศเห็นว่าวีซ่ามีหลายประเภท โดยฟรีวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวให้ระยะเวลา 60 วันอาจจะมากไป และอาจมีคนที่ไม่ได้เข้ามาเพื่อวัตถุประสงค์การท่องเที่ยว แต่อาศัยเข้ามาตรงนี้จึงต้องดูแลให้รัดกุม โดยเรื่องนี้เตรียมเสนอตั้งแต่สมัยรัฐบาลอนุทิน 1 แต่เป็นช่วงของการเลือกตั้งจึงเลื่อนออกไป และขณะนี้ต้องเร่งเสนอ โดยกระบวนการทางสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ต้องสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่เชื่อว่าคงไม่มีปัญหา เพราะคณะกรรมการวีซ่าที่กระทรวงการต่างประเทศเป็นประธานมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูอยู่แล้ว ตนได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมาว่าเรื่องวีซ่าปัจจุบันมีจำนวนมากที่มีการผลักดันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แม้จะเป็นวัตถุประสงค์ที่ดี เช่น เข้ามาเป็นผู้เชี่ยวชาญ เข้ามาเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ แต่บางครั้งอาจเกินความจำเป็น จึงต้องมาดูหลักเกณฑ์ว่าเป็นอย่างไร มีความจำเป็นขนาดไหน

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะได้ข้อสรุปยุบรวมหลักเกณฑ์ในการออกวีซ่าเมื่อไหร่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า สิ่งที่ต้องทำลำดับแรกคือ เรื่องฟรีวีซ่า ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนักท่องเที่ยว สืบเนื่องจากกรณีชาวจีน ที่มีคนไปบอกว่าตนให้ความเห็นเรื่องวีซ่าหลังจากเกิดเหตุการณ์ ความจริงไม่ใช่ เพราะก่อนหน้านี้ทำมาแล้ว นอกจากนั้นจะดูภาพรวมวีซ่า ซึ่งมีจำนวนมากว่าจำเป็นหรือไม่ และจะยุบรวมได้หรือไม่ 

เมื่อถามว่า กรณีชาวจีนจะมีเรื่องการพิจารณาลดเวลาพำนักในประเทศไทย หรือจะยกเลิกไปเลยกรณีฟรีวีซ่า นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เราไม่ได้มุ่งที่ประเทศใด แต่ดูที่กิจกรรมที่อาจสร้างปัญหาให้กับประเทศไทย โดยจะต้องออกวีซ่าให้กำหนดระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับการท่องเที่ยว ไม่น่าจะเกิน 30 วัน และกำหนดหลักเกณฑ์ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ รวมถึงคนที่เข้ามาเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของวีซ่านั้นๆ หรือไม่ เราไม่ได้เลือกปฏิบัติ แต่ใครที่เข้ามาประกอบกิจกรรมที่เราไม่พึงประสงค์ที่เกี่ยวกับภัยเรื่องความมั่นคง อย่างเช่น กรณีชายชาวจีนที่เราจับกุม เราต้องเข้มงวด

สีหศักดิ์​ ย้ำ เจรจาภายใต้​ UNCLOS​ หลังเขมร แอบขึ้นทะเบียน MOU44​ ลั่น ลากเส้นอย่างไรเกาะกูดก็ของไทย

สีหศักดิ์​ ย้ำ เจรจาภายใต้​ UNCLOS​ หลังเขมร แอบขึ้นทะเบียน MOU44​ ลั่น ลากเส้นอย่างไรเกาะกูดก็ของไทย

สีหศักดิ์​ ย้ำ เจรจาภายใต้​ UNCLOS​ หลังเขมร แอบขึ้นทะเบียน MOU44​ ลั่น ลากเส้นอย่างไรเกาะกูดก็ของไทย

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.52 น.

สีหศักดิ์ ไม่รับรู้​ กัมพูชาแอบขึ้นทะเบียน MOU 2544​ ลั่น ลากเส้นมาอย่างไรก็ดินแดนไทย​ ย้ำ เจรจาภายใต้​ UNCLOS​ เผย ส่งทนายช่วยคนไทยถูกจับหาของป่าแล้ว

เมื่อวันที่ 12 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบ​รัฐบาล​ นายสีหศักดิ์​ พวงเกตุแก้ว​ รองนายกรัฐมนตรี และ​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​การต่างประเทศ​ กล่าวถึงกรณีทหารกัมพูชาจับตัวคนไทยหาของป่าในข้อหาลักลอบข้ามแดนว่า​ ขณะนี้อยู่ในกระบวนการ เรื่องการให้ความช่วยเหลือในเรื่องของทนายความ ขณะนี้มีการประสานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมติดตามอย่างใกล้ชิด

เมื่อถามถึงกรณีทางการกัมพูชาขึ้นทะเบียนบันทึกความเข้าใจ ระหว่างไทยและกัมพูชาปี 2001 หรือที่ฝ่ายไทยเรียกว่า MOU 2544​ เพื่อเป็นหลักฐานเรื่องเส้นเขตแดน​ ก่อนที่รัฐบาลไทยจะประกาศยกเลิก​ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า​ ปัจจุบันกัมพูชาเป็นรัฐภาคีของกฎหมาย อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982​  หรือ UNCLOS​  ซึ่งเป็นกรอบเดียวกันกับที่เราจะพูดคุย ในขณะที่ MOU 2544 เรายกเลิกไปแล้ว ได้เห็นว่าการเจรจาภายใต้​ UNCLOS เป็นเรื่องที่ดี ไม่ต้องเสียเวลา แต่ยังไม่ควรที่จะสรุปว่าจะใช้กลไกใด

เมื่อถามถึงการที่กัมพูชาไปขึ้นทะเบียน MOU 2544​ เพื่อบันทึกเป็นหลักฐานถึงเส้นขีดแดนที่กัมพูชา​อ้างลากผ่านเกาะกูด​ จ.ตราด​ ของไทย​ นายสีหศักดิ์​ กล่าวว่า อันนั้นไม่ได้ เพราะภายใต้กฎหมาย​ UNCLOS ต้องไปดูเรื่องเขตแดน​ ซึ่งเป็นกติกากฎหมายระหว่างประเทศ ที่สากลยอมรับ​ ตนไม่ทราบว่าเขาไปแอบขึ้นทะเบียนอะไรอย่างไร รู้เพียงอย่างเดียวว่าจะคุยกันภายใต้กฎหมาย​ UNCLOS

เมื่อถามว่า จะไม่มีผลต่อเกาะกูดของไทยใช่หรือไม่ นายสีหศักดิ์​ กล่าวว่า หากมีการลากเส้น​จะรู้เลยว่าเกาะกูดเป็นของไทยอยู่แล้ว

สีหศักดิ์ ชี้ ดับไฟใต้ต้องบูรณาการทำงาานร่วมกัน ชี้พูดคุยสันติสุขเป็นแค่ส่วนหนึ่ง

สีหศักดิ์ ชี้ ดับไฟใต้ต้องบูรณาการทำงาานร่วมกัน ชี้พูดคุยสันติสุขเป็นแค่ส่วนหนึ่ง

สีหศักดิ์ ชี้ ดับไฟใต้ต้องบูรณาการทำงาานร่วมกัน ชี้พูดคุยสันติสุขเป็นแค่ส่วนหนึ่ง

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.44 น.

สีหศักดิ์ ชี้ ดับไฟใต้เกี่ยวข้องหลายมิติ ต้องบูรณาการไปทิศทางเดียวกัน ระบุ พูดคุยสันติสุขเป็นแค่ส่วนหนึ่ง ไม่ใช่หนทางแก้ปัญหาทั้งหมด

เมื่อวันที่ 12 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวภายหลังได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นประธานคณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องให้มีการบูรณาการการทำงานร่วมกัน การเจรจาสันติสุขถือเป็นอีกแนวทางหนึ่ง และการแก้ไขปัญหาพื้นที่ การแก้ไขปัญหาอัตลักษณ์ การพัฒนาพื้นที่อื่นๆ รวมถึงการแก้ไขปัญหาความยุติธรรม ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถึงเวลาที่การดำเนินการต่างๆ จะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน รวมถึงการพูดคุยกับกลุ่มก่อความไม่สงบ และการแก้ไขปัญหาทางการเมืองก็ต้องพูดคุยกับประชาชนในพื้นที่ ตนมองว่าเป็นสิ่งดี สิ่งเหล่านี้ฝ่ายกระทรวงกลาโหมเป็นผู้เสนอ 

ผู้สื่อข่าวถามว่า การดำเนินการแนวทางนี้ถือเป็นการใช้การเมืองนำการทหารใช่หรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า บางส่วนก็คือเรื่องการเมือง บางส่วนก็คือเรื่องการทหาร รวมถึงมิติการต่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพราะมีประเทศมาเลเซียเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่การดำเนินการไปในทิศทางเดียวกันถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด 

เมื่อถามว่า การพูดคุยสันติสุขมีมาในทุกรัฐบาล แต่รัฐบาลชุดนี้จะพลัสอย่างไร นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า หากมีการประสานการพูดคุย โดยตระหนักว่าการพูดคุยกับกลุ่มดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่ง แต่ไม่ได้เป็นหนทางการแก้แก้ไขปัญหาทั้งหมด เพราะการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้จะต้องเน้นที่ประชาชนเป็นที่ตั้ง

ส้มแตกกลางบ้าน! เมื่อการเหยียดประวัติศาสตร์ ถูกขายในนาม ความก้าวหน้า

ส้มแตกกลางบ้าน! เมื่อการเหยียดประวัติศาสตร์ ถูกขายในนาม ความก้าวหน้า

ส้มแตกกลางบ้าน! เมื่อการเหยียดประวัติศาสตร์ ถูกขายในนาม ความก้าวหน้า

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.29 น.

ส้มแตกกลางบ้าน! เมื่อการเหยียดประวัติศาสตร์ ถูกขายในนาม ความก้าวหน้า

เมื่อวันที่ 12 พ.ค.2569 เพจเฟซบุ๊ก “ปราชญ์สามสี” ได้โพสต์ภาพ พร้อมข้อความ ระบุว่า “ส้มแตกกลางบ้าน!เมื่อการเหยียดประวัติศาสตร์ ถูกขายในนาม “ความก้าวหน้า”

ดราม่า THACCA กับกรณี สส.ไอซ์ รักชนก ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นเรื่องละครย้อนยุค หรือการถกเถียงว่าใครควรได้รับทุนสนับสนุนสื่อจากรัฐเท่านั้น แต่กำลังลุกลามกลายเป็นคำถามใหญ่ต่อวิธีคิดของฝ่ายที่อ้างตนว่า “ก้าวหน้า” ว่าแท้จริงแล้วก้าวหน้าเพราะเปิดพื้นที่ให้ความหลากหลาย หรือก้าวหน้าเฉพาะเมื่อประวัติศาสตร์ถูกเล่าในแบบที่ตนเองพอใจเท่านั้น

ประเด็นนี้ร้อนแรงขึ้น เมื่อเพจ Drama-Addict หรือ “จ่าพิชิต” ซึ่งเจ้าตัวระบุชัดว่าตนเองเป็น voter พรรคส้ม ยังออกมาตั้งข้อสังเกตต่อแนวคิดของ สส.ไอซ์ ว่าเป็นเรื่องที่ “รับไม่ได้” โดยสรุปใจความสำคัญว่า นี่ไม่ใช่การก้าวหน้า แต่เป็นการถอยหลังลงคลอง เพราะแนวคิดที่ต้องการคุมสื่อทั้งหมดผ่านอำนาจรัฐหรืออำนาจงบประมาณนั้น น่ากังวลอย่างยิ่ง

จุดสำคัญคือ จ่าพิชิตไม่ได้ออกมาจากฐานะ “ฝ่ายตรงข้าม” ของพรรคส้ม แต่พูดในฐานะคนที่ยังเป็น voter ฝั่งเดียวกัน นี่จึงทำให้ดราม่าครั้งนี้กลายเป็นภาพของ “ส้มแตก” อย่างชัดเจน เพราะไม่ใช่แค่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมออกมาวิจารณ์ แต่คนในฐานสนับสนุนของพรรคเองก็เริ่มไม่โอเคกับแนวคิดที่ดูเหมือนจะเอาอำนาจรัฐไปกำหนดว่า สื่อแบบไหนควรได้รับการสนับสนุน และสื่อแบบไหนควรถูกกันออกไป

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้น คือบรรยากาศการโจมตีผู้สร้างสรรค์ผลงานหรือผู้เห็นต่าง ด้วยการติดป้ายว่าเป็น “สลิ่ม” เป็น “อนุรักษ์นิยม” หรือเป็นฝ่ายถอยหลัง ทั้งที่ในโลกของศิลปะ ประวัติศาสตร์ และสื่อสร้างสรรค์ ไม่มีใครควรถูกตัดสินเพียงเพราะเล่าเรื่องในมุมที่ไม่ถูกใจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

การเล่าประวัติศาสตร์ไม่ควรถูกผูกขาดโดยกลุ่มการเมืองใดกลุ่มหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยม ฝ่ายเสรีนิยม หรือฝ่ายก้าวหน้า เพราะประวัติศาสตร์มีหลายมิติ มีทั้งด้านสว่าง ด้านมืด ความขัดแย้ง ความผิดพลาด และความทรงจำที่หลากหลาย การที่ใครคนหนึ่งทำละคร หนัง หรือสื่อที่เล่าเหตุการณ์ในอดีตต่างจากมุมมองของพรรคการเมืองบางพรรค จึงไม่ควรถูกลากไปแขวนว่าเป็นเครื่องมือของฝ่ายตรงข้ามทันที

ถ้าวันนี้ใครสร้างหนังวิจารณ์เจ้า วิจารณ์ทหาร วิจารณ์อำนาจเก่า แล้วได้รับทุน หลายคนอาจเรียกว่านั่นคือเสรีภาพทางศิลปะ แต่พอมีงานที่เล่าคณะราษฎรในมุมลบ หรือเล่าประวัติศาสตร์ในแบบที่ไม่ตรงกับรสนิยมของฝ่ายส้ม กลับถูกตั้งคำถามว่าเหตุใดรัฐจึงสนับสนุน แบบนี้มันคือเสรีภาพจริง หรือเป็นเพียงเสรีภาพแบบเลือกข้าง

นี่คือสิ่งที่ทำให้คำพูดของจ่าพิชิตมีน้ำหนัก เพราะเขาชี้ให้เห็นว่า THACCA หรือโครงการสนับสนุนสื่อ ควรทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ให้ทุนแก่ผู้ผลิตงานสร้างสรรค์ ไม่ใช่ผู้กำกับเนื้อหาทางอุดมการณ์ ผู้กำกับจะคิดแบบไหน อยู่ฝั่งไหน เล่าเรื่องเอียงไปทางใด ก็เป็นสิทธิของผู้สร้าง ส่วนประชาชนมีหน้าที่รับชม ตั้งคำถาม วิจารณ์ และตัดสินด้วยวิจารณญาณของตนเอง

แต่ถ้าพรรคการเมืองหรือ สส.เริ่มคิดว่า ต้องเข้าไปมีอำนาจเหนือระบบงบประมาณ เพื่อเลือกสนับสนุนเฉพาะสิ่งที่ตนเองเห็นว่า “ควรเล่า” หรือ “พาสังคมไปข้างหน้า” คำถามก็คือ ใครเป็นคนกำหนดว่าอะไรคือข้างหน้า และอะไรคือถอยหลัง

เพราะในหลายครั้ง คำว่า “ก้าวหน้า” ถูกใช้เป็นใบอนุญาตในการดูถูกความทรงจำของคนอื่น เหยียดประวัติศาสตร์แบบอื่น และดิสเครดิตคนเห็นต่างว่าเป็นพวกสลิ่ม อนุรักษ์นิยม หรือฝ่ายมืด ทั้งที่สังคมประชาธิปไตยไม่ควรทำงานแบบนั้น

การวิจารณ์งบประมาณรัฐทำได้ การตรวจสอบ THACCA ทำได้ การตั้งคำถามว่างบสนับสนุนสื่อโปร่งใสหรือไม่ก็ทำได้ทั้งหมด แต่การขยับจากการตรวจสอบงบประมาณ ไปสู่การตั้งท่ารังเกียจงานสร้างสรรค์เพราะมันเล่าประวัติศาสตร์ไม่ถูกใจฝ่ายตนเอง นั่นคือคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง

ยิ่งเมื่อมีผู้สนับสนุนพรรคส้มเองออกมาส่งเสียงว่า “แบบนี้ไม่โอเค” พรรคก็ควรฟัง ไม่ใช่ปล่อยให้บรรยากาศการเมืองกลายเป็นการไล่ป้ายสีคนเห็นต่างไปเรื่อย ๆ เพราะท้ายที่สุดแล้ว พรรคที่อ้างว่าต่อสู้กับการผูกขาดทางความคิด อาจกำลังถูกตั้งคำถามเสียเองว่า กำลังสร้างการผูกขาดแบบใหม่ในนามความก้าวหน้าหรือไม่

กรณีนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่อง สส.ไอซ์ ไม่ใช่แค่เรื่องละคร และไม่ใช่แค่เรื่อง THACCA แต่เป็นบททดสอบสำคัญของพรรคส้มว่า จะยอมรับความหลากหลายทางความคิดได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะความคิดที่ไม่ถูกใจตนเอง

เพราะถ้าเสรีภาพมีไว้เฉพาะให้คนฝ่ายเดียวกันใช้ ถ้าประวัติศาสตร์เล่าได้เฉพาะเวอร์ชันที่พรรคพอใจ และถ้าใครเล่าต่างออกไปต้องถูกประณามว่าเป็นสลิ่มหรืออนุรักษ์นิยม แบบนั้นคงไม่ใช่ความก้าวหน้า

มันคือการถอยหลังลงคลอง เพียงแต่เปลี่ยนคนถือไม้พายเท่านั้นเอง

ป.สามสี”