ราชกิจจาฯ เผยแพร่คำสั่ง แต่งตั้ง ที่ปรึกษา-เลขานุการ ศุภจี รมว.กระทรวงพาณิชย์

ราชกิจจาฯ เผยแพร่คำสั่ง แต่งตั้ง ที่ปรึกษา-เลขานุการ ศุภจี รมว.กระทรวงพาณิชย์

ราชกิจจาฯ เผยแพร่คำสั่ง แต่งตั้ง ที่ปรึกษา-เลขานุการ ศุภจี รมว.กระทรวงพาณิชย์

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.38 น.

วันที่ 30 เมษายน 2569  เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ คำสั่งกระทรวงพาณิชย์ ที่ 674/2569 เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการการเมือง

ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นรองนายกรัฐนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตามประกาศ ลงวันที่ 30 มีนาคม 2569 นั้น

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2535 ด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569 จึงแต่งตั้งให้บุคคลดำรงตำแหน่ง ข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ราย ดังนี้

1. นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

2. นายวรวุฒิ โปษกานนท์ ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป

สั่ง ณ วันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

29 เมษายน 2569

ลุงป้อม เดินเล่นชิลๆ ตระเวนชิมของอร่อยย่านเก่าแก่วิสุทธิกษัตริย์

ลุงป้อม เดินเล่นชิลๆ ตระเวนชิมของอร่อยย่านเก่าแก่วิสุทธิกษัตริย์

ลุงป้อม เดินเล่นชิลๆ ตระเวนชิมของอร่อยย่านเก่าแก่วิสุทธิกษัตริย์

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.15 น.

30 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 11.30 น.ที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ปรับลุคถอดเสื้อคลุม เดินเล่นชิลๆ พร้อมคนใกล้ชิด ตระเวนชิมของอร่อยในย่านเก่าแก่วิสุทธิกษัตริย์ แหล่งรวมร้านดังระดับตำนาน ที่ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวรู้จักดี

มื้อเที่ยงวันนี้ “ลุงป้อม” เลือกฝากท้องที่ ก๋วยเตี๋ยวเนื้อเทนซัน ไร้เทียมทาน ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อเจ้าดัง น้ำซุปเข้มข้นหอมเครื่องเทศ ก่อนจะต่อด้วยของว่างและเครื่องดื่มที่ เฮี้ยะไถ่กี่ ร้านกาแฟโบราณคู่ย่านที่ยังคงเสน่ห์คลาสสิกไม่เปลี่ยน

พล.อ.ประวิตร กล่าวด้วยอารมณ์ดีว่า ช่วงนี้เห็นคนแซวกันเยอะว่าอากาศร้อนทำไมยังใส่เสื้อคลุม วันนี้เลยถอดเสียเลย ถือโอกาสออกมาเดินเล่น หาอะไรอร่อยๆ กิน พร้อมชวนประชาชนช่วยแนะนำร้านเด็ดในพื้นที่ต่างๆ ให้ตนได้ตามไปชิม

“อย่างวันนี้ พี่เอ ศุภชัย ก็ส่งคลิปชวนไปเดินตลาด เห็นรีวิวเยอะว่าของกินเพียบ ผมเองก็ชอบไข่พะโล้พี่เอมาก ไว้มีเวลาจะไปแน่นอน” พล.อ.ประวิตร กล่าว

สำหรับย่านวิสุทธิกษัตริย์ เจ้าตัวย้ำว่า เป็นอีกพื้นที่ที่ของอร่อยซ่อนตัวอยู่เยอะ โดยเฉพาะก๋วยเตี๋ยวที่ตนโปรดเป็นพิเศษ พร้อมทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มว่า “กินของอร่อยแล้ว อย่าลืมออกกำลังกายกันด้วยนะครับ”

– 006

ปชน. ชี้ หนังสือแบบเรียน สกร. ‘ตกยุค-ห่วย-แพง’ จี้เร่งแก้ไข เตือนระวังเสียเก้าอี้

ปชน. ชี้ หนังสือแบบเรียน สกร. 'ตกยุค-ห่วย-แพง' จี้เร่งแก้ไข เตือนระวังเสียเก้าอี้

ปชน. ชี้ หนังสือแบบเรียน สกร. ‘ตกยุค-ห่วย-แพง’ จี้เร่งแก้ไข เตือนระวังเสียเก้าอี้

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.07 น.

วันที่ 30 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา สส.พรรคประชาชน นำโดยนายธีรศักดิ์ จิระตราชู สส.บัญชีรายชื่อ น.ส.ปวิตรา จิตตกิจ สส.กทม. น.ส.พิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์ สส.กทม. และนายณพัฎน์ จิตตภินันท์กัณตา สส.กทม. ร่วมแถลงข่าวถึงกรณีการทำงานของกรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.) และกรณีเด็กหลุดการศึกษานอกระบบ 
  
โดยน.ส.ปวิตรา ได้นำหนังสือแบบเรียน สกร.ที่รัฐจัดซื้อจัดโดยกรมส่งเสริมการเรียนรู้มากางโชว์ พร้อมกล่าวว่า เป็นหนังสือที่ด้อยคุณภาพ ตกยุค ราคาแพงเกินกว่าเหตุ ทั้งเนื้อหา รูปแบบ หน้าปก และสันหนังสือค่อนข้างที่จะล้าสมัย ภาพประกอบไม่ชัดเจน หลายเล่มจัดพิมพ์หน้าปก 4 สี แต่เนื้อหาข้างในเป็นขาวดำ และถูกตั้งราคาค่อนข้างสูงเกินความเหมาะสม เช่นบางวิชาตั้งราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 100  ไปจนถึง 800 บาท ขณะที่บางเล่มมีเพียง 130 หน้า กลับถูกตั้งราคาที่ 200 กว่าบาทและบางวิชาที่มีเพียง 90 หน้า ราคาขายที่ 300 กว่าบาท ต่างจากหนังสือเรียนของ สพฐ.ที่มีการควบคุมราคาและพิมพ์ด้วยกระดาษปอนด์ 4 สี จึงทำให้ผู้เรียน สกร.ถูกบังคับให้เรียนด้วยหนังสือที่ไม่สอดคล้องกับโลกปัจจุบัน 
  
น.ส.ปวิตรา กล่าวต่อว่า หนังสือแบบเรียนของ สกร.ยังเป็นหนังสือที่มีเนื้อหาทางวิชาการน้อย แบบฝึกหัดไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริงเพราะเป็นหนังสือหลักสูตรเก่าของปี 2551 ที่ถูกนำกลับมาตีพิมพ์ใหม่  สิ่งที่น่ากังวลคือความไม่สอดคล้องระหว่างหลักสูตรใหม่กับหนังสือเรียนที่ใช้จริงที่ได้รับใบอนุญาตมานานกว่า 10 ปี และยังถูกใช้งานมาถึงปัจจุบัน สกร.คือพื้นที่ความหวัง พื้นที่ของอนาคตของคนไทยที่หลายชีวิตต้องรู้จากระบบ ตกหล่นขาดโอกาสจากการศึกษาแบบปกติ โดยปกติแล้วยุคปัจจุบันก้าวไปถึงยุค AI ที่กำลังจะเปลี่ยนตลาดแรงงาน เราไม่สามารถปล่อยให้ สกร.ถูกลดความสำคัญหรือถอยหลังลงคลองได้แล้ว เราควรจะช่วยกันสนับสนุนผลักดันให้ไปอยู่แนวหน้า
  
“ดิฉันอยากจะฝากไปถึงรัฐมนตรีที่กำกับดูแล สกร.ให้ท่านช่วยมาดูปัญหานี้ มันชักจะไม่ชอบมาพากล เพราะทำไมหนังสือที่ใช้อยู่ถึงด้อยคุณภาพขนาดนี้ ท่านต้องทำเรื่องให้กระจ่าง โปร่งใสและตรวจสอบได้ อย่าปล่อยให้เกิดการทำร้ายอนาคตของประเทศ อย่าปล่อยให้รัฐใช้งบประมาณไปกับการศึกษาที่ตกยุค ล้าหลัง ไม่สามารถยกระดับชีวิตของประชากรได้อย่างจริง เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะถ้าหนังสือไม่มีคุณภาพผู้เรียนก็จะเสียโอกาส และถ้าหนังสือราคาแพงประเทศชาติก็จะสูญเสียงบประมาณ ถ้ากระบวนการจัดซื้อไม่โปร่งใส ตรวจสอบไม่ได้ นอกจากความศรัทธาต่อการศึกษาของประเทศไทยจะลดลง ท่านรัฐมนตรีก็อาจจะเสียเก้าอี้ของท่านด้วย” น.ส.ปวิตรา กล่าว 
   
น.ส.ปวิตรา กล่าวต่อว่า วันนี้อยากให้ สกร.ยอมรับว่ามีปัญหา เช่น พื้นที่ฝั่งธนบุรีที่หลายพื้นที่ต้องไปเช่าที่เอกชน หรือไปสถานที่วัด เพื่อเป็นหน่วยการศึกษาของ สกร.อะไรชำรุดก็ต้องไปหาทุนมาซ่อมแซมกันเอง เห็นด้วยว่าการศึกษาไม่ได้จำกัดด้วยสถานที่ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสถานที่ในการเรียนมีผลต่อการเรียนและประสิทธิภาพการศึกษา  ดังนั้นจึงขอตั้งคำถามไปยังรัฐมนตรีที่กำกับดูแล สกร.ว่ามีความกล้าหาญที่จะแก้ปัญหานี้ อย่างจริงจังหรือไม่ หรือว่าเกรงกลัวอะไรอยู่ในกระทรวง หรือเกรงกลัวต่ออิทธิพลอะไรหรือไม่จนต้องปิดตาข้างหนึ่งแล้วปล่อยให้ปัญหานี้ทิ้งค้าง
  
ด้านนายธีรศักดิ์ กล่าวถึงการดำเนินการเรื่องนี้ในสภาว่าจะดำเนินการติดตามอย่างต่อเนื่อง เช่นการปรึกษาหารือ และการตั้งกระทู้ถามให้ตอบในราชกิจจานุเบกษา ว่าจะสามารถดำเนินการเรื่องนี้ให้แล้วเสร็จได้อย่างไร เช่นแผนการใช้ในปี 2570 ว่าขอให้เร่งแก้ไขให้เป็นรูปประธรรมได้ภายในปี 2569

ศรีสุวรรณ บุกร้อง ป.ป.ช.สอบ ราชทัณฑ์-ยุติธรรม ปมพักโทษ ทักษิณ มิชอบ

ศรีสุวรรณ บุกร้อง ป.ป.ช.สอบ ราชทัณฑ์-ยุติธรรม ปมพักโทษ ทักษิณ มิชอบ

ศรีสุวรรณ บุกร้อง ป.ป.ช.สอบ ราชทัณฑ์-ยุติธรรม ปมพักโทษ ทักษิณ มิชอบ

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.16 น.

ศรีสุวรรณ บุกร้อง ป.ป.ช.สอบ ราชทัณฑ์-ยุติธรรม ปมพักโทษ ทักษิณ มิชอบ

เมื่อวันที่ 30 เม.ย.2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จ.นนทบุรี นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นคำร้องเพื่อขอให้ไต่สวน และวินิจฉัยชี้มูลความผิดกรรมการ และอนุกรรมการพักโทษระดับกรมราชทัณฑ์ และระดับกระทรวงยุติธรรมทุกชุด ที่พิจารณาอนุญาตให้ นช.ทักษิณ ชินวัตร ได้รับการพักโทษโดยไม่ชอบด้วยคำสั่ง คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยไม่มีการแจ้งความดำเนินคดีกับ นช.ทักษิณ ชินวัตร

ทั้งนี้ จากการประชุมคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ ครั้งที่ 4/2569 โดยมีนักโทษเด็ดขาดเข้ารับการพิจารณา ทั้งสิ้นจำนวน 920 ราย โดยในจำนวนนี้มีมติเห็นชอบพักการลงโทษกรณีปกติให้แก่ นช.ทักษิณ ชินวัตร และมีเงื่อนไขให้ติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) จนกว่าจะพ้นโทษ โดยอ้างว่ามีเหตุผลให้ได้รับการพักการลงโทษ เพราะมีคุณสมบัติครบถ้วนตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 มาตรา 52 (7) กฎกระทรวง กำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดฯ พ.ศ.2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2564

แต่ทว่าคณะกรรมการพักการลงโทษระดับกระทรวงยุติธรรม ซึ่งมีนางธารินี แสงสว่าง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ที่ได้รับมอบหมายจากนางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม ให้ทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการฯ ประชุมหารือกับกรรมการแต่ละหน่วยงาน เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบผู้ต้องขังเด็ดขาดทั่วประเทศที่มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์โครงการพักการลงโทษกรณีทั่วไป กลับมติให้ นช.ทักษิณ ชินวัตร ผู้ต้องขังเด็ดขาดเรือนจำกลางคลองเปรม เป็นผู้มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ได้รับการพักการลงโทษกรณีทั่วไป โดยไม่ต้องติดกำไล EM เนื่องด้วยเป็นผู้ต้องขังสูงวัยอายุเกินกว่า 70 ปี และมีโรคประจำตัว

โดยที่คณะกรรมการและคณะอนุกรรมการฯดังกล่าว กลับไม่นำประเด็นที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้สั่งแล้วว่าการบังคับจองจำโทษ นช.ทักษิณ ชินวัตร ระหว่าง 22 ส.ค.66 ต่อเนื่อง 1 ปีไม่ชอบ โดย นช.ทักษิณ ชินวัตร มีส่วนรับรู้และได้ผลประโยชน์ แต่ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งมีอำนาจหน้าที่บริหาร ควบคุม สั่งการกระทรวงยุติธรรมและกรมราชทัณฑ์ มีหน้าที่ต้องดำเนินคดีต่อ นช.ทักษิณ ชินวัตร ข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับข้าราชการกระทรวงยุติธรรม และแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ มากกว่าห้าคน ซึ่งร่วมกันหรือแบ่งงานกันทำเพื่อให้พ้นไปจากการบังคับโทษตามคำสั่งศาลฎีกาฯ เมื่อ 23.00 น. คืนวันที่ 22 ส.ค.66 เป็นเวลากว่า 1 ปี มาพิจารณาเพื่อใช้เป็นเงื่อนไขในการยุติการพักโทษนายทักษิณ ชินวัตร แต่อย่างใด

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า องค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน เคยมีคำร้องเป็นหนังสือแจ้งเตือนผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดมาก่อนแล้วตั้งแต่ 20 มี.ค.69 แต่ทว่ากลับเพิกเฉย วันนี้จึงจำต้องนำความพร้อมพยานหลักฐานมาร้องเรียนต่อ ป.ป.ช.เพื่อให้ใช้อำนาจตาม พรป.ป.ป.ช.2561 ในการไต่สวนและวินิจฉัยชี้มูลความผิดทุกคนที่เอื้อประโยชน์ให้ นช.ทักษิณ ตามครรลองของกฎหมายต่อไป 

สนธิญา ยื่นศาลฎีกา ทบทวนคำสั่ง 10 สส.ปชน.หยุดปฏิบัติหน้าที่

สนธิญา ยื่นศาลฎีกา ทบทวนคำสั่ง 10 สส.ปชน.หยุดปฏิบัติหน้าที่

สนธิญา ยื่นศาลฎีกา ทบทวนคำสั่ง 10 สส.ปชน.หยุดปฏิบัติหน้าที่

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.06 น.

“สนธิญา”ยื่นศาลฎีกา ทบทวนคำสั่ง 10 สส.ปชน.หยุดปฏิบัติหน้าที่ ปมแก้ ม.112 พ่วงสอบ”เท้ง”ขัดคำสั่งศาล ขึ้นเวทีแถลงข่าวหลังคำวินิจฉัย

30 เมษายน 2569 ที่ศาลฎีกา สนามหลวง นายสนธิญา สวัสดี นักร้องเรียนและนักเคลื่อนไหวทางการเมือง เข้ายื่นคำร้องคัดค้านขอให้ศาลฎีกา โปรดพิจารณาวินิจฉัยคำสั่งใหม่ กรณีการสั่งยุติการปฏิบัติหน้าที่ 10 สส.พรรคประชาชน (ปชน.) ที่เข้าชื่อยื่นแก้มาตรา 112 พร้อมยื่นตรวจสอบการกระทำผิดคำสั่งศาลฎีกา กรณีการให้สัมภาษณ์หลังคำวินิจฉัยศาลของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เป็นการขัดต่อคำสั่งศาลฎีกาหรือไม่

นายสนธิญา กล่าวว่า การที่ตนจะร้องตรงต่อศาลให้พิจารณาคำสั่ง 10 สส.หยุดปฎิบัติหน้าที่ มีผู้หลักผู้ใหญ่หลายท่านบอกว่าตนเองไม่ใช่ผู้ร้องโดยตรง ซึ่งตนขอแย้งว่ากรณีศาลฎีกาหรือกรณีของศาลรัฐธรรมนูญ ประชาชนทั่วไปไม่สามารถร้องตรงต่อทั้งสองศาลได้ แต่ต้องร้องผ่านสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งตนเองเป็นหนึ่งในสองผู้ร้องที่ร้องเรียนผ่าน ป.ป.ช.จึงได้พิจารณากับฝ่ายกฎหมายว่า กรณีการยื่นเพื่อให้ศาลเปลี่ยนแปลงคำสั่งให้ 10 สส.หยุดปฏิบัติหน้าที่ นั้น ตนจะขอยื่นผ่าน ป.ป.ช.ในอาทิตย์หน้า

ส่วนประเด็นการขัดคำสั่งศาลฎีกานั้น นายสนธิญา กล่าวว่า วันนี้ตนได้ยื่นคำร้องต่อองค์คณะตุลาการศาลฎีกาเรียบร้อยแล้ว โดยศาลมีคำสั่งห้ามชัดเจนว่า ห้ามกระทำซ้ำ หรือกระทำการใดๆ หรือแสดงความคิดเห็น ซึ่งกรณีที่นายนัฐพงษ์ และคณะ สส.10 คน แถลงข่าวภายหลังมีคำสั่งศาล โดยมีใจความว่า “จะไม่เพิ่มและไม่ลดเพดาน เคยกระทำมาอย่างใดอย่างหนึ่งก็จะทำอย่างอย่างนั้นตามปกติ และจะทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถในหน้าที่ สส.” ในประเด็นนี้ตนจึงเห็นว่าการตอบคำถามผู้สื่อข่าวของนายณัฐพงษ์ กำลังจงใจที่จะตอบโต้ต่อศาลฎีกา และจงใจประกาศอย่างชัดเจนว่าไม่ยอมรับ หรือการกระทำการใดๆ ต่อไป โดยที่ไม่ฟังคำสั่งศาลฎีกาหรือไม่

“ตนจึงขออนุญาตนำเรื่องนี้มาร้องเรียนต่อศาลฎีกา เพื่อโปรดพิจารณาวินิจฉัยและเป็นแนวทางในการปฏิบัติ เพราะหากไม่มีคำสั่งจากศาลฎีกา ตนเองก็ไม่สามารถมาร้องขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยได้ โดยยืนยันว่าตนเองร้องเรียนในฐานะผู้ร้องต่อ ป.ป.ช.และในฐานะประชาชนตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตตรา 50”

นายสนธยา กล่าวย้ำว่า เจตนาของตนเองคือต้องการให้องค์คณะตุลาการศาลฎีกาทุกท่าน โปรดพิจารณาวินิจฉัยว่าสิ่งที่ตนร้องเรียนมานั้นขัดหรือไม่ขัดต่อคำสั่งของศาลอย่างไร เนื่องจากในวันที่ 24 เม.ย.ที่ผ่านมา ศาลฎีกามีการออกคำสั่งเวลา 10.30 น.จากนั้นเลยมา 2 ชั่วโมง 12.30 น.มีการขึ้นเวทีแถลงข่าวของหัวหน้าพรรค และ 10 สส. สิ่งเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่ส่อเจตนาว่า การกระทำของพวกคุณต้องมาแถลงต่อศาลพูดอย่างนั้นไปเพราะอะไร

อภิสิทธิ์ กระทุ้งหนัก! นายกฯ-ครม.เบี้ยวตอบกระทู้ – บี้ โสภณ ทำตามข้อบังคับ

อภิสิทธิ์ กระทุ้งหนัก! นายกฯ-ครม.เบี้ยวตอบกระทู้ - บี้ โสภณ ทำตามข้อบังคับ

อภิสิทธิ์ กระทุ้งหนัก! นายกฯ-ครม.เบี้ยวตอบกระทู้ – บี้ โสภณ ทำตามข้อบังคับ

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.57 น.

“อภิสิทธิ์”กระทุ้งหนัก “นายกฯ-ครม.”เบี้ยวตอบกระทู้ – บี้”โสภณ”ทำตามข้อบังคับ ต้องแจ้งเหตุเป็นหลักฐานลายลักษณ์อักษร เหน็บถ้าอย่างนั้นก็ส่งเสริมให้หนีสภาฯ ไปเรื่อยๆ ด้าน”ปธ.สภาฯ”เผยจ่อแก้ข้อบังคับ หลังพบ สส.ไม่ได้ปฏิบัติตามข้อบังคับ คำวินิจฉัยของประธานมีปัญหา

30 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 11.09 น.ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม ภายหลังจบการพิจารณากระทู้ถามสดของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ตั้งถาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เรื่องน้ำมัน ซึ่งนายกฯ มอบหมาย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ ในฐานะรมว.คมนาคม มาชี้แจง แต่นายพิพัฒน์ ไม่สามารถมาตอบแทนได้ จึงได้มอบหมาย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม มาตอบกระทู้ถามดังกล่าวแทน ซึ่งนายณัฐพงษ์ ได้ฝากประเด็นคำถามเจาะจงไปที่นายกฯ หรือรมว.คมนาคม ให้มาตอบชี้แจงในการประชุมฯ คราวหน้าด้วยตัวเอง กรณีการกักตุนน้ำมัน เชื่อมโยงกลุ่มทุนเทา สแกมเมอร์ และเสี่ย ต. เพื่อนของ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม จะจัดการอย่างไร หรือจะเลือกปฏิบัติ 2 มาตรฐาน เพราะเป็นหัวจ่ายสำคัญของพรรคภูมิใจไทย

ทำให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นประท้วงประธานฯ ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้มีโอกาสเกิดขึ้นบ่อยและซ้ำซาก ตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญ หรือข้อบังคับการประชุมสภาฯ ข้อที่ 151 เจตนาชัดเจนต้องการให้นายกฯ และรัฐมนตรีที่ถูกตั้งกระทู้ถาม ต้องมาตอบกระทู้ถามในเรื่องนั้นด้วยตนเอง เว้นแต่มีเหตุจำเป็น ให้แจ้งต่อประธานสภาฯเป็นหนังสือก่อนหรือในวันการประชุมสภาฯ และให้กำหนดว่าจะตอบได้เมื่อใด ดังนั้นต่อไปถ้านายกฯ หรือรัฐมนตรีบอกว่าไม่สามารถมาตอบกระทู้ได้ ประธานฯจะแจ้งที่ประชุมได้หรือไม่ว่าเหตุจำเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้คืออะไร

“สภาฯ จะได้ทราบว่า ท่านไปเปิดงานสำคัญกว่าการมาตอบกระทู้ตรงนี้จริงหรือไม่ หรือท่านประชุมซึ่งความจริงจะเลื่อนก็ได้แล้วไม่มาตอบกระทู้ ประธานฯควรวินิจฉัยด้วยซ้ำว่าเหตุที่แจ้งมาเข้าข่ายความจำเป็นที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้หรือไม่ และหากแจ้งเพียงว่ามีนัดหมายไว้ก่อน ประธานควรแจ้งที่ประชุมฯด้วยว่า นัดหมายอะไร เมื่อไหร่ มีหลักฐานหรือไม่ สภาฯจะได้ศักดิ์สิทธิ์ อย่างน้อยหากประธานฯ ไม่สามารถทัดทานได้ สังคมจะได้รับรู้ ว่ามันเป็นจำเป็นขนาดนั้นหรือไม่” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ทำให้ นายโสภณ วินิจฉัยยืนยันว่า ปฏิบัติตามข้อบังคับที่ 151 เขียนไว้ชัดเจน ว่ามอบหมายได้ ประเพณีปฏิบัติที่ผ่านมาก็เป็นแบบนี้ในกระทู้ถามสด ประเด็นที่นายอภิสิทธิ์หยิบยกขึ้นมาคือกระทู้ทั่วไป มันมีเวลาที่เลื่อนไปตอบวันอื่น ฉะนั้น หากจะให้ตนปฏิบัติตามข้อบังคับอย่างเคร่งครัด ต้องไปแก้ข้อบังคับ

นายอภิสิทธิ์ จึงชี้แจงว่า ข้อบังคับถ้าจะบอกกันว่าให้ปฏิบัติตามลายลักษณ์อักษร แต่ไม่มีการตรวจสอบ มันก็เหมือนไม่มีข้อบังคับ ต่อให้แก้ข้อบังคับก็ไม่มีประโยชน์ ตนพยายามหาทางออก จะได้ไม่ต้องมาเถียงเรื่องแบบนี้ทุกสัปดาห์ ตนแค่เรียกร้องว่าอย่างน้อยที่สุดโปร่งใสหน่อย เหตุผลคืออะไร มีหลักฐานหรือไม่ ไม่อย่างนั้นเราก็ส่งเสริมให้นายกฯ กับรัฐมนตรีหนีสภาฯ ไปเรื่อยๆ

นายโสภณ จึงกล่าวว่า ตนประสานเลขาธิการสภาฯ ให้ประสานและหารือพรรคการเมืองเพื่อปรับปรุงข้อบังคับที่ไม่สามารถทำได้และเป็นอุปสรรคต่อการทำหน้าที่ปฏิบัติงานของสภาฯ ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าข้อบังคับที่เขียนไว้ สส.ไม่ได้ปฏิบัติตรงตามข้อบังคับ จึงเป็นเหตุให้การวินิจฉัยของประธานมีปัญหา อย่างไรก็ดี ตนเห็นด้วยกับนายอภิสิทธิ์ที่ข้อบังคับต้องชัดเจน

ขณะที่ นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ลุกขึ้นชี้แจงว่า วันนี้ไม่ได้มีใครทำผิดข้อบังคับ ไม่มีอะไรผิดการปฏิบัติของสภาฯ ตั้งแต่เปิดสภาฯมาท่านเห็นรัฐมนตรีหนีสภาฯหรือไม่ เราพยายามจะทำให้กระบวนการตรวจสอบและการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติมันทำได้ ตนขอฝากไปยังฝ่ายค้านว่า สัปดาห์หน้าเป็นต้นไปขอให้ระบุล่วงหน้าหน่อยว่าจะถามกระทู้เรื่องอะไร ไม่จำเป็นต้องบอกว่าจะถามอะไร เพื่อจะได้ประสานงานรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องมาตอบชี้แจง กระบวนการนิติบัญญัติของเราจะได้ประโยชน์ไปยังประชาชน

ส่วน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน หารือสนับสนุนนายอภิสิทธิ์กรณีที่รัฐมนตรีต้องมีหนังสือแจ้งเหตุจำเป็นที่ไม่มาตอบกระทู้ได้ โดยย้ำว่ากรณีที่นายกฯ หรือนายพิพัฒน์ มอบหมายให้นายสิริพงศ์ มาตอบต้องมีหนังสือต่อประธานสภาฯ และบอกถึงเหตุจำเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้นเพื่อความบริสุทธิ์ใจขอให้เปิดเผย อย่าไปทำหนังสือหรือทำนัดขึ้นมาย้อนหลัง เพื่อไม่ให้สภาฯ กังขาว่าเหตุที่นายกฯ หรือนายพิพัฒน์ไม่สามารถตอบกระทู้ได้เป็นเหตุที่หลีกเลี่ยงได้หรือไม่

นายพริษฐ์ อภิปรายต่อว่า ขณะที่ประธานวิปรัฐบาลขอความร่วมมือให้แจ้งก่อนล่วงหน้าก่อนวันประชุมฯว่าจะถามกระทู้สดรัฐมนตรีคนใด แต่การตั้งถามกระทู้สดเป็นความเดือดร้อนเฉพาะหน้าของประชาชน และเป็นประเด็นที่สืบเนื่องจากการประชุมครม.ทุกวันอังคาร ดังนั้น จะให้รู้ว่าถามเรื่องใด ก่อนมติ ครม.เป็นไปได้ยาก แต่เพื่ออำนวยความสะดวกกับประธานวิปรัฐบาล ขอแจ้งการถามกระทู้สดในสัปดาห์หน้า ว่าจะถามนายกฯ ซึ่งแจ้งล่วงหน้า 1 สัปดาห์ ประธานวิปรัฐบาลสามารถประสานงานได้ และตนจะรอดูว่านายกฯมาตอบกระทู้สดต่อสภาหรือใช้คติว่า ถ้าว่างแล้วจะมาตอบต่อสภาฯ ซึ่งผิดข้อบังคับการประชุมสภาฯ ในสภาฯ ที่นายกฯ เป็นสมาชิก

ในตอนท้าย นายโสภณ ชี้แจงว่า กระทู้สดที่ผ่านมา ประธานได้มอบให้รองประธานสภาฯ พิจารณาเป็นไปตามข้อบังคับ ส่วนกระทู้ใดสดหรือไม่ หรือใครตอบ ตนไม่ทราบ เป็นแนวปฏิบัติตลอด การคาดคั้นเอาเป็นเอาตาย บอกว่าตนผิดข้อบังคับไม่ถูก ขณะที่การประสานงานของวิปฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลให้เป็นเรื่องที่ตกลงกัน ประธานมีหน้าที่ควบคุมการประชุมให้เรียบร้อย ส่วนหนังสือไม่ใช่จะเอาเวลานี้

ทักษิณ ดีใจได้พักโทษ แต่งง!ปมติดกำไล EM – อุ๊งอิ๊งค์ นำครอบครัวรับพ่อ 11 พ.ค.นี้

ทักษิณ ดีใจได้พักโทษ แต่งง!ปมติดกำไล EM - อุ๊งอิ๊งค์ นำครอบครัวรับพ่อ 11 พ.ค.นี้

ทักษิณ ดีใจได้พักโทษ แต่งง!ปมติดกำไล EM – อุ๊งอิ๊งค์ นำครอบครัวรับพ่อ 11 พ.ค.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.46 น.

30 เมษายน 2569 ที่เรือนจำกลางคลองเปรม สมาชิกครอบครัวชินวัตร นำโดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือ อุ๊งอิ๊งค์ ที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย (พท.) อดีตนายกรัฐมนตรี บุตรสาวคนเล็กของ นายทักษิณ ชินวัตร , น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ บุตรสาวคนกลางของนายทักษิณ พร้อมด้วย นายปิฎก สุขสวัสดิ์ สามีของ น.ส.แพทองธาร เป็นตัวแทนครอบครัวเดินทางเข้าเยี่ยม นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ 60 พร้อมกับ นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที

ก่อนที่ น.ส.แพทองธาร ออกมาเปิดเผยสั้นๆ ว่า ทางคุณพ่อได้รับทราบมติคณะกรรมการพักการลงโทษเรียบร้อยแล้ว ส่วนความรู้สึกของคุณพ่อก็เป็นไปตามกระบวนการทุกอย่าง อาจจะมีความรู้สึกในเรื่องของการติดกำไล EM ก็มีบ่นนิดหน่อยว่าตนเองนั้นแก่แล้ว และเคยเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีมาด้วย แต่พอต้องติดกำไล EM ก็รู้สึกนิดหนึ่ง แต่ไม่เป็นไร เราก็พร้อมทำตามกระบวนการทุกอย่าง ส่วนความรู้สึกภายหลังมีมติพักโทษ ครอบครัวก็รู้สึกว่าได้พักโทษก็ดีใจ

เมื่อถามว่า เรื่องติดกำไล EM เป็นความกังวลหรือไม่ เพราะโดยปกติแล้วถ้าสูงวัย มีโรคประจำตัว และมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ส่วนใหญ่จะไม่ต้องติดกำไล EM นั้น น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า เท่าที่ทราบผู้สูงอายุส่วนใหญ่ก็ไม่ต้องติดกำไล EM แต่อันนี้มีมติให้ติดก็ต้องติด ทั้งนี้ ตนไม่ได้มองว่าน่าแปลกใจอยู่แล้ว เพราะไม่ได้มีอะไร

น.ส.แพทองธาร กล่าวด้วยว่า ในวันที่ 11 พ.ค.69 ตนและครอบครัวจะเดินทางมายังเรือนจำฯ ตามเวลาของราชทัณฑ์ อย่างไรก็ตาม ในเรื่องที่ตนได้โพสต์นับถอยหลัง ก็ยังไม่ได้เล่าให้คุณพ่อฟังแต่อย่างใด ส่วนคุณพ่อจะมีอะไรที่อยากทำเป็นพิเศษหรือไม่นั้น ตอนนี้ก็ยังไม่มีอะไร แค่บอกว่ากลับบ้าน และก็มีการคุยกันเรื่องสุขภาพ เนื่องจากคุณพ่ออยู่ข้างในไม่ได้ตรวจสุขภาพ

เมื่อสอบถามทางครอบครัวชินวัตร ว่ามีเมนูอะไรที่จะรอต้อนรับนายทักษิณ หลังจากได้รับการปล่อยตัวหรือไม่นั้น ทางครอบครัวไม่ได้ตอบคำถามสื่อมวลชน ก่อนเดินขึ้นรถเดินทางกลับออกจากพื้นที่เรือนจำฯ ทันที

ด้าน นายวิญญัติ เปิดเผยถึงความพร้อมในการปล่อยตัวพักโทษคุมประพฤติของนายทักษิณ ในวันที่ 11 พ.ค.69 ว่า ขั้นตอนต่างๆ อยู่ระหว่างการเตรียมการของเรือนจำ โดยผู้บัญชาการเรือนจำกลางคลองเปรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกรมคุมประพฤติ จะร่วมกันหารือวางรายละเอียด ซึ่งคาดว่าในวันดังกล่าวจะมีการปล่อยตัวนายทักษิณเพียงรายเดียว เนื่องจากผู้ต้องขังรายอื่นประมาณ 9 ราย ที่ได้รับการพักโทษนั้น จะมีการทยอยปล่อยตัวออกจากเรือนจำวันอื่น เพราะมีวันพ้นโทษที่แตกต่างกัน

ส่วนประเด็นการติดกำไลติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (EM) นายวิญญัติ กล่าวว่า นายทักษิณบอกว่ารู้สึกยินดีที่ได้รับการพักโทษ เนื่องจากเป็นสิทธิของผู้ต้องขังที่มีคุณสมบัติครบถ้วน แต่ยังมีข้อสงสัยต่อความจำเป็นของมาตรการดังกล่าว เนื่องจากนายทักษิณเป็นผู้สูงอายุและมีโรคประจำตัว อีกทั้งยืนยันว่าไม่มีพฤติการณ์หลบหนี รวมถึงเคยเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเชื่อว่าทางคณะอนุกรรมการฯ สามารถนำมาผ่อนปรนข้อบังคับใส่กำไล EM ได้ โดยส่วนตัวตนก็ไม่คิดว่าทางคณะอนุกรรมการฯ จะให้นายทักษิณใส่กำไล EM เช่นกัน และหากการใช้มาตรการนี้ใช้กับผู้อื่นด้วยก็จะดี พร้อมทั้งยังตั้งคำถามว่าการติดกำไล EM ได้คำนึงถึงสุขภาพของผู้ได้รับการพักโทษหรือไม่ อีกทั้งจะกระทบศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของนายทักษิณหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม นายทักษิณก็พร้อมน้อมรับมติของคณะกรรมการฯ แม้จะตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสมก็ตาม

นายวิญญัติ กล่าวต่อว่า ภายหลังการปล่อยตัวรับการพักโทษ นายทักษิณจะต้องเข้าสู่กระบวนการคุมประพฤติเป็นเวลา 4 เดือน และต้องรายงานตัวภายใน 3 วันนับจากวันปล่อยตัว รวมถึงรายงานตัวต่อเนื่องทุกเดือนจนกว่าจะครบกำหนดโทษ ซึ่งคาดว่าจะสิ้นสุดในวันที่ 9 ก.ย.69

นายวิญญัติ กล่าวว่า ท่านเป็นบุคคลที่ไม่คิดจะหลบหนี ถ้าจะหลบหนีคงไม่มารับโทษ ดังนั้น จึงไม่ควรเอามาตรการติดกำไล EM มาใช้กับท่าน ท่านงง แต่ก็น้อมรับกระบวนการที่คณะกรรมการฯ ได้พิจารณา ส่วนความเห็นของตน ตนได้ตั้งข้อสังเกตว่า ท่านเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี มีคุณูปการใหญ่หลวงต่อประเทศชาติหลายเรื่อง มีนโยบายสำเร็จหลายประการที่ประชาชนทราบดี นี่คือคุณงามความดีของท่าน แต่ในเรื่องของความเหมาะสม หากจะบอกว่ามีความเหมาะสมเพื่อให้เกิดความเสมอภาคเท่าเทียมผู้ต้องขังอื่น มันก็คือข้อดี แต่ข้อเสีย คือ ความเสมอภาคของผู้ต้องขังก็ต้องคำนึงว่ามันเกินความจำเป็นหรือไม่ที่จะที่ใช้มาตรการนี้กับท่าน ส่วนเรื่องความเชื่อมั่น ว่าเป็นการควบคุมที่จะใช้กำไล EM เพื่อป้องกันการหลบหนี หรือควบคุมดูแลให้ท่านอยู่ในพื้นที่นั้น อันนี้ก็ชัดเจนว่าท่านมีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านจันทร์ส่องหล้า ไม่น่าจะเป็นประเด็น แต่อย่างที่ทราบตนก็ดีใจกับท่านอยู่แล้ว

นายวิญญัติ กล่าวด้วยว่า ประการต่อมาเรื่องการติดกำไล EM ก็รอให้กรมคุมประพฤติที่เป็นหน่วยงานหลักรับตัวท่านไปคุมประพฤติอีก 4 เดือน ว่าจะใช้วิธีการอะไร แต่ท่านก็มีหน้าที่รับเงื่อนไขและเข้ารายงานตัวภายใน 3 วัน กระบวนการขั้นตอนนี้ตนไม่ทราบ ขอให้เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ให้ข้อมูลแทน

ส่วนกรณีเหตุใดนายทักษิณ จึงถูกติดกำไล EM ในขณะที่คดีอาญาร้ายแรงอย่างปล้นฆ่า จึงแตกต่างนั้น ทนายวิญญัติ มองว่า เป็นความเห็นของแต่ละฝ่าย แต่ท่านยอมรับมติ ไม่มีปัญหาอะไร ถือเป็นความเห็นหลากหลายของประชาชน

เมื่อถามว่า การติดกำไล EM เพราะเกรงว่านายทักษิณ จะไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองหรือไม่นั้น นายวิญญัติ กล่าวว่า การยุ่งเกี่ยวกับการเมืองหรือไม่นั้น ไม่มีรัฐธรรมนูญมาตราใดระบุว่าเป็นข้อห้าม เพราะสิทธิการเมืองคือสิทธิขั้นพื้นฐาน ดังนั้น ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของท่าน หากไม่ได้ความเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีของท่าน แต่ท่านอายุมากและมีคุณูปการ การติดกำไล EM มันกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของท่านหรือไม่ ฉะนั้น การถามว่าเพื่อป้องกันไม่ให้ท่านยุ่งเกี่ยวกับการเมืองหรือไม่นั้น หากพูดตามหลักกฎหมาย ไม่เกี่ยวข้องแน่นอน หากท่านจะให้คำปรึกษาหรือเป็นที่ปรึกษาอะไรแบบไหนก็เป็นสิทธิของท่าน แฃะตนเชื่อว่าในระหว่างการคุมประพฤติ 4 เดือน ท่านจะเก็บเนื้อตัวอยู่บ้าน

สำหรับวันที่ 11 พ.ค.69 หากออกจากเรือนจำฯ แล้วจะต้องไปรายงานตัวภายในวันที่ 11 พ.ค.เลยหรือไม่ หรือจะไปภายใน 3 วันที่มีการกำหนดนั้น นายวิญญัติ กล่าวว่า อันนั้นเป็นขั้นตอนที่กรมคุมประพฤติจะมาชี้แจงกับท่านอีกที ตนไม่มีความเห็นหรือตอบแทนได้ แต่ตามระเบียบให้เวลา 3 วัน นับแต่วันที่ปล่อยตัว เช่น ปล่อยวันที่ 11 พ.ค.69 ก็มีเวลาถึงวันที่ 14 พ.ค.69 แต่บางคนก็บอกว่าให้นับวันแรกด้วย ก็จะถึงแค่วันที่ 13 พ.ค.69 ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ต้องไปรายงานตัวจนกว่าจะพ้นโทษ และทุกคนก็ทราบว่าท่านจะพ้นโทษในวันที่ 9 ก.ย.69

ทั้งนี้ ไม่มีอะไรน่ากังวลหลังจากการปล่อยตัวพักโทษคุมประพฤติ มีแต่ญาติๆ และหลายฝ่ายคงตื่นเต้นและรอรับท่าน และนับวันรอวัน แต่อย่างที่บอกว่าท่านงงเพียงว่าทำไมต้องใช้กำไล EM กับท่านด้วย

เมื่อถามอีกว่า หลังจากพักโทษไปแล้ว มีโอกาสจะไปเป็นที่ปรึกษาของพรรค หรือที่ปรึกษาของนักการเมืองหรือไม่นั้น นายวิญญัติ แจงว่า ต้องสอบถามท่านทักษิณแทน เพราะตนตอบคำถามแทนท่านไม่ได้ แต่มันก็เป็นสิทธิและความเหมาะสมที่ท่านจะพิจารณาได้ และที่สำคัญท่านเป็นผู้มีประสบการณ์ ความรู้ความสามารถ เป็นบุคคลที่ทั่วโลกรู้จัก หากใครเห็นประโยชน์จากตรงนี้ แล้วอยากปรึกษาท่าน ตนเชื่อว่าท่านยินดี เพราะที่ผ่านมาท่านก็เป็นห่วงประชาชนและประเทศชาติ ทั้งนี้ เวลามาหน้าเรือนจำฯ ในวันที่ 11 พ.ค.69 เท่าที่พูดคุยกัน จะอยู่ที่ประมาณเวลา 07.45 น.เป็นต้นไป และประมาณ 08.00 น.ท่านจะออกจากที่นี่

นายวิญญัติ ปิดท้ายว่า สำหรับความเห็นของตนนั้น การที่คณะกรรมการฯ ให้ติดกำไล EM ตนไม่ได้ร่วมประชุมด้วย แต่ในความเห็นส่วนตัวมองว่าการติดกำไล EM นำมาใช้ในไทยเพื่อเป็นมาตรการปล่อยตัวชั่วคราว ให้ทางเลือกกับผู้ยากจนหรือผู้ที่ไม่มีหลักทรัพย์มาวางค้ำประกัน แล้วก็เอากำไล EM เป็นเครื่องพันธนาการ เพื่อส่งสัญญาณให้ทางราชทัณฑ์หรือคุมประพฤติ ฉะนั้น หลักการตรงนี้ ตนเรียนตามตรงว่า ต้องติดถ้าได้ปล่อยตัว แต่มันก็มีข้อผ่อนปรน เช่น อายุเกิน 70 ปี หรือมีโรคประจำตัว พิการหรือไม่ หรือมีอุปสรรคต่อการเข้ารับการรักษาพยาบาลหรือไม่ เพราะกำไล EM คือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หากใครเข้ารับการรักษาพยาบาล มันจะกระทบการรักษาไหม หรือคนเป็นโรคเบาหวาน ใส่แล้วจะคันขอไหม นี่คือข้อผ่อนปรนหลักๆ ที่เคยเห็นมา หรืออีกอย่างคือความเหมาะสม เกียรติยศและศักดิ์ศรีความเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีถูกนำไปพิจารณาหรือไม่ ตนก็ไม่ทราบ หากถามว่าติดกำไล EM มันคือต้องติด แต่มันก็มีข้อผ่อนปรน ส่วนจะเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองหรือเพราะกลัวว่าท่านจะหลบหนีหรือไม่นั้น ตนไม่ขอแสดงความเห็น เพราะอยากให้คิดว่าถ้าจะหลบหนี ท่านคงไม่กลับมารับโทษ นี่ก็รับโทษมาแล้ว 8 เดือน ท่านรักประเทศไทศจึงกลับมาอยู่บ้าน เเม้ท่านไปอยู่ต่างประเทศ ท่านก็อยากกลับบ้านแล้ว อย่างไรก็ตาม ท่านน้อมรับมติที่ให้ติดกำไล EM แต่ก็ยอมรับด้วยความงุนงง แต่ติดก็ต้องติด

ก.ตร.ไฟเขียว! ปรับเกณฑ์ประเมินสายสืบสวน ดันแต่งตั้งตำรวจหญิงนอกวาระ

ก.ตร.ไฟเขียว! ปรับเกณฑ์ประเมินสายสืบสวน ดันแต่งตั้งตำรวจหญิงนอกวาระ

ก.ตร.ไฟเขียว! ปรับเกณฑ์ประเมินสายสืบสวน ดันแต่งตั้งตำรวจหญิงนอกวาระ

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.35 น.

30 เมษายน 2569 พล.ต.ท.ชัยต์พจน์ สุวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 4/2569 ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุม เปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้มีทั้งวาระเพื่อทราบและวาระเพื่อพิจารณา โดยในส่วนของวาระเพื่อทราบ เป็นการรายงานผลการดำเนินงานตามปกติของคณะอนุกรรมการ ก.ตร.ในด้านต่างๆ อาทิ งานด้านวินัย การบริหารทรัพยากรบุคคล และการพิจารณาข้อกฎหมาย ซึ่งดำเนินการแทน ก.ตร.ตามกรอบอำนาจหน้าที่ และนำเสนอให้ที่ประชุมรับทราบตามวงรอบ

ส่วนวาระเพื่อพิจารณา ที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบในประเด็นสำคัญ ได้แก่ การปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินความรู้ความสามารถของข้าราชการตำรวจในสายงานสืบสวนและสอบสวน เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้น ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2569

ทั้งนี้ การปรับปรุงหลักเกณฑ์ดังกล่าว เป็นผลมาจากการลงพื้นที่ของคณะทำงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อชี้แจงและทำความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างสายงานสืบสวนสอบสวน ซึ่งพบข้อจำกัดและปัญหาในการปฏิบัติจริง จึงได้นำมาปรับแก้เพื่อให้เกิดความเหมาะสม และเป็นธรรม โดยมุ่งเน้นให้ข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติงานในสายงานดังกล่าวอย่างแท้จริง ได้รับสิทธิและโอกาสในการเติบโตในสายอาชีพอย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้พิจารณาอนุมัติการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจนอกวาระประจำปี โดยเฉพาะในกลุ่มตำรวจหญิงสายงานป้องกันและปราบปราม ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความจำเป็นต้องเสริมกำลังในหลายหน่วยงานสำคัญ อาทิ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน กองบัญชาการตำรวจนครบาล และกองบัญชาการตำรวจสันติบาล

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า การแต่งตั้งนอกวาระครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายและแผนการดำเนินงานที่ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563 ถึงปีงบประมาณ 2569 เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนกำลังพลตำรวจหญิง โดยผู้ที่ได้รับการบรรจุและผ่านการฝึกอบรมเรียบร้อยแล้ว จะได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ เพื่อไม่ให้เสียสิทธิ และสามารถปฏิบัติหน้าที่ในสายงานป้องกันและปราบปรามได้อย่างเต็มรูปแบบ

ทั้งนี้ กำลังพลตำรวจหญิงดังกล่าวจะมีบทบาทสำคัญในการปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคง โดยเฉพาะงานถวายความปลอดภัยบุคคลสำคัญ การดูแลแขกต่างประเทศ และภารกิจในพระราชพิธีต่าง ๆ ที่จะมีขึ้นในช่วงปลายปี 2569 ซึ่งจำเป็นต้องใช้บุคลากรที่ผ่านการฝึกเฉพาะทาง และมีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์สำคัญระดับประเทศ

พล.ต.ท.ชัยต์พจน์ กล่าวย้ำว่า การดำเนินการทั้งหมดเป็นไปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารกำลังพล และรองรับภารกิจสำคัญของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในอนาคต ตลอดจนสร้างความเป็นธรรมและขวัญกำลังใจให้กับข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างทุ่มเทต่อไป

กกต.ยื่นแก้ชื่อพยาน! ศาล รธน.สั่งทำคำชี้แจงใน 15 วัน คดีบาร์โค้ด

กกต.ยื่นแก้ชื่อพยาน! ศาล รธน.สั่งทำคำชี้แจงใน 15 วัน คดีบาร์โค้ด

กกต.ยื่นแก้ชื่อพยาน! ศาล รธน.สั่งทำคำชี้แจงใน 15 วัน คดีบาร์โค้ด

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.21 น.

30 เมษายน 2569 ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาคำร้องที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ร้อง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธธรรมนูญ มาตรา 213 โดยกล่าวอ้างว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวน 21 คำร้อง ขอให้พิจารณายื่นคำร้องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะ ในฐานะผู้ถูกร้อง ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนน รวมถึงผลการลงคะแนนได้ ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

ซึ่งผู้ถูกร้องยื่นบัญชีระบุพยานบุคคล (เพิ่มเติม) ฉบับลงวันที่ 24 เมษายน 2569 ขอแก้ไขเพิ่มเติมบัญชีระบุพยานบุคคล ฉบับลงวันที่ 17 เมษายน 2569 ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาให้บุคคลที่ถูกอ้างเป็นพยานจัดทำถ้อยคำเป็นหนังสือ ให้หน่วยงานหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องจัดทำความเห็นเป็นหนังสือตามประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนด และจัดส่งสำเนาเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ เพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อไป

ภราดร พบนายกฯ คาดสัปดาห์หน้า ครม.มีมติไทยช่วยไทย ครอบคลุม ปชช.กว่า 30 ล้านคน

ภราดร พบนายกฯ คาดสัปดาห์หน้า ครม.มีมติไทยช่วยไทย ครอบคลุม ปชช.กว่า 30 ล้านคน

ภราดร พบนายกฯ คาดสัปดาห์หน้า ครม.มีมติไทยช่วยไทย ครอบคลุม ปชช.กว่า 30 ล้านคน

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.18 น.

30 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 11.25 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าพบนายกรัฐมนตรีที่ตึกไทยคู่ฟ้า ว่า น่าจะมีการพูดคุยเกี่ยวกับโครงการไทยช่วยไทย ซึ่งน่าจะมีแนวทางที่ชัดเจน โดยคิดว่า สัปดาห์หน้าน่าจะมีมติอย่างใดอย่างหนึ่งจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้จึงมาพูดคุยกันก่อน

ผู้สื่อข่าวถามว่า การหารือวันนี้ ถือเป็นการหารือแทน ครม.เศรษฐกิจหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า กำลังจะหารือกับนายกฯว่า เนื่องจากวันจันทร์ที่ 4 พ.ค. เป็นวันหยุด จะมีการหารือ ครม.เศรษฐกิจหรือไม่ เมื่อถามย้ำว่า แสดงว่า นายกฯต้องการอยากให้โครงการนี้ออกมาเร็วที่สุดใช่หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ตามกำหนดคือ 1 มิ.ย.ที่ได้ประกาศไป

เมื่อถามว่า ความพร้อมที่รัฐบาลพอจะเตรียมได้ตอนนี้เป็นเรื่องงบประมาณอย่างเดียว หรือประสานกับหน่วยงานเศรษฐกิจอื่นๆ ด้วย นายภราดร กล่าวว่า ต้องรอดูกระทรวงการคลังที่เป็นฝ่ายออกนโยบายและแนวทาง รวมถึงกระทรวงอื่นด้วยว่า มีความคิดกับเรื่องการเยียวยาในส่วนไหนอย่างไรบ้าง เช่น กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีอะไรหรือไม่ ต้องถามหลายๆ กระทรวงดูด้วย ในส่วนของกระทรวงการคลัง ทางนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ได้บอกถึงมาตรการ 2-3 เรื่องไปแล้ว

เมื่อถามถึงกลุ่มเป้าหมายที่จะครอบคลุม 20-30 ล้านคน จำนวนยังเป็นเท่านี้อยู่หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า เบื้องต้นมี 2 ส่วนคือ 1.ผู้ที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.2 ล้านคน และ2.จะใช้โครงการไทยช่วยไทย หรือคนละครึ่งเดิม ตอนนี้กำลังดูตัวเลขว่า น่าจะได้ประมาณเท่าไหร่ เพราะฉะนั้น 2 ส่วนบวกกันอย่างน้อยน่าจะต้องเกิน 30 ล้านคน เพราะอยู่ในส่วนของสวัสดิการแห่งรัฐ 13.2 ล้านคน แต่ในส่วนนี้เดิมคือ 20 ล้านคน อาจจะมีบวกๆ ดังนั้น อาจจะเกิน 30 ล้านคนของผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้