วิโรจน์ ร่ายยาว! ไม่ยึดติด หลงใหล ได้ปลื้ม หรืออาลัยอาวรณ์กับความเป็น สส.

วิโรจน์ ร่ายยาว! ไม่ยึดติด หลงใหล ได้ปลื้ม หรืออาลัยอาวรณ์กับความเป็น สส.

วิโรจน์ ร่ายยาว! ไม่ยึดติด หลงใหล ได้ปลื้ม หรืออาลัยอาวรณ์กับความเป็น สส.

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.22 น.

“วิโรจน์”ร่ายยาว! ไม่ยึดติด หลงใหล ได้ปลื้ม หรืออาลัยอาวรณ์กับความเป็น สส. ดีใจที่สุดคือการได้เป็นตัวแทนประชาชนในการขับเคลื่อนอุดมการณ์แก้ปัญหาให้ ปชช. ส่วนเรื่องคดีความ สู้เต็มที่ สู้ยิบตา

22 เมษายน 2569 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ผมในฐานะเป็นหนึ่งใน 44 สส. เอาจริงๆ ผมไม่ได้ยึดติด หลงใหล ได้ปลื้ม หรืออาลัยอาวรณ์กับความเป็น สส. อะไรมากนัก เพราะที่ผ่านมา ผมไม่ได้มาเป็น สส. เพราะอยากเป็น สส.  หรือมาเป็น สส. เพราะว่าอยากจะใช้ตำแหน่ง สส. ไปหาผลประโยชน์อะไร

สิ่งที่ดีใจที่สุดในการที่ได้มาเป็น สส. ของพรรค ก็คือ การได้เป็นตัวแทนของประชาชน ในการขับเคลื่อนอุดมการณ์ร่วมกันกับพรรค เพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชนที่เขาต้องการให้ผมเป็นตัวแทนของพวกเขา พร้อมกับการสร้างการเปลี่ยนแปลง และพาสังคมไปข้างหน้า ซึ่งผมเชื่อว่าที่ผ่านมา สิ่งที่ผมทำร่วมกันกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ของผม เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

เรื่องของคดีความ พวกผมสู้เต็มที่ สู้ยิบตา อยู่แล้วครับ ไม่ต้องห่วง ในส่วนของผม ผมสามารถยืนยันในความสุจริตของตัวผมได้อยู่แล้ว ไม่ว่าสุดท้ายจะลงเอยอย่างไร ประชาชนจะได้เห็นทั้งข้อเท็จจริง และข้อกฎหมาย ตลอดจนตรรกะเหตุผล ในการหักล้างทุกข้อกล่าวหาที่มีต่อตัวผมอย่างแน่นอน เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ใช้วิจารณญาณ และหลักนิติรัฐในการวินิจฉัยด้วยตนเองต่อไป และไม่ว่ามันจะจบลงแบบไหน ต่อให้ผมและเพื่อนๆ จะไม่ได้เป็น สส. อีกแล้ว ผมก็คงจะไม่อาลัยอาวรณ์อะไรมากนัก ขอเพียง สส. รุ่นต่อๆ ไป ยังคงเดินหน้าในเส้นทางของอุดมการณ์ต่อไป ไม่หยุดที่จะทำงานทางความคิดและสร้างความผูกพันกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง พรรคก็ยังจะเป็นทางเลือกหลักของประชาชนได้ต่อไป

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมกังวลที่สุด ก็คือ หาก สส. ที่มีอยู่ในปัจจุบันหลงลืมไปว่า เรามาเป็น สส. เพื่อขับเคลื่อนอุดมการณ์อะไร จนไม่มีความกล้าหาญที่จะเดินต่อในเส้นทางอุดมการณ์เดิม กลัวว่าถ้าทำแบบนี้แล้วจะถูกร้อง กลัวว่าถ้าทำแบบนั้นแล้วจะถูกตัดสิทธิ์ กลัวว่าถ้าลุยต่อไปในเส้นทางเดิมแล้วจะไม่ได้เป็น สส. จนต้องเดินสวนทางกับเส้นทางเดิม ยืนอยู่กับที่ หรือเดินวนไปวนมา กับตำแหน่ง สส. ที่อยากจะเป็นต่อไปเรื่อยๆ ถ้าเป็นแบบนี้เมื่อไหร่ พรรคก็จะไม่มีความจำเป็นเลยที่จะดำรงอยู่ในสังคม ประชาชนก็จะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเลือก สส. จากพรรคนี้อีกต่อไป

ผมอยากเห็น สส. ของพรรค ลงไปทำงานร่วมกันกับประชาชน ตลอดจนภาคีเครือข่ายต่างๆ อย่างใกล้ชิด และร่วมกันขับเคลื่อนวาระเชิงประเด็น หรือวาระเชิงพื้นที่อย่างแข็งขัน นอกสภาก็ทำงานทางความคิด และสร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชนในกลุ่มที่เกี่ยวข้องอย่างแนบแน่น ในสภาก็ใช้กลไกต่างๆของสภา ตลอดจนกลไกทางกฎหมาย การเชื่อมโยงกับองค์กรตามรัฐธรรมนูญต่างๆ แก้ไขปัญหาให้กับประชาชนอย่างจริงจัง มากกว่าการสร้างคอนเทนต์ ทำตัวเป็นอินฟลู ถ่ายเซลฟี่ว่าวันนี้มาทำอะไรที่สภา ห้องทำงานเป็นอย่างไรสวยไหม วันนี้นั่งในสภากับใคร ชุดที่ใส่มาเป็นชุดไหน วันนี้กินอะไร กำลังจะไปดูงานที่ไหน ห้องพักที่โรงแรมเป็นไง

ผมอยากเห็น สส. ที่ใช้กลไกของอำนาจนิติบัญญัติที่มีในการแก้ปัญหาให้กับประชาชน และติดตามเรื่องให้ถึงที่สุด มากกว่าการเอามาพูดในสภาไม่กี่นาที แล้วก็ปล่อยจอย หรือไม่ก็แค่ไปถ่ายรูปชี้โน่นชี้นี่ แค่ฟ้องว่าฉันเจอปัญหาแล้วนะ แต่ไม่ได้วางแผนต่อว่าจะทำอะไรต่อไปที่ดีไปกว่าการถ่ายรูปอัปสเตตัสในเฟซบุ๊ก หรือถ่ายคลิปลงติ๊กต็อก

ที่ผ่านมา ตอนที่ผมยังเป็น สส. ใหม่ๆ ผมจะระลึกเสมอว่า ผมกำลังใช้เงินในกระปุกแห่งอุดมการณ์ ที่คนรุ่นก่อนๆ ได้ช่วยกันหยอดเอาไว้ ผมต้องตั้งหลักให้ได้เร็วที่สุด เพื่อจะได้ช่วยสานต่ออุดมการณ์ของพรรค ที่คนรุ่นก่อนสร้างเอาไว้ ซึ่งก็เหมือนกับการที่เราได้ช่วยหยอดกระปุกแห่งอุดมการณ์นั้นต่อ ผมจะคิดว่า ถ้าผมมัวแต่ใช้เงินในกระปุกที่คนรุ่นก่อนหยอดเอาไว้ให้ โดยไม่ช่วยหยอดเพิ่มเลย สุดท้ายเงินในกระปุกแห่งอุดมการณ์ก็จะร่อยหรอ และหมดไปในที่สุด

ผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า สส. ปัจจุบัน จะใช้เงินในกระปุกแห่งอุดมการณ์ที่คนรุ่นก่อนๆ หยอดเอาไว้อย่างคุ้มค่าที่สุด และเมื่อพวกคุณแข็งแรงเพียงพอแล้ว ก็จะมาช่วยกันหยอดกระปุกแห่งอุดมการณ์นั้นต่อให้เต็มกระปุก เพื่อให้คนในรุ่นต่อๆ ไปได้ใช้เป็นทุนรอนในการขับเคลื่อนอุดมการณ์ของพวกเราต่อไป แบบไม่รู้จบ

เป็นกำลังใจ และพร้อมสนับสนุนทุกคนเสมอครับ

จาตุรนต์ ท้วงรัฐ! กู้ 5 แสนล้านลัดขั้นตอน ห่วงกระทบความเชื่อมั่น

จาตุรนต์ ท้วงรัฐ! กู้ 5 แสนล้านลัดขั้นตอน ห่วงกระทบความเชื่อมั่น

จาตุรนต์ ท้วงรัฐ! กู้ 5 แสนล้านลัดขั้นตอน ห่วงกระทบความเชื่อมั่น

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.19 น.

22 เมษายน 2569 นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก แสดงความเห็นต่อกรณีรัฐบาลเตรียมออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท ว่า เงินกู้ 5 แสนล้านบาทไม่ใช่เรื่องเล็ก นี่เป็นวงเงินขนาดใหญ่พอ ๆ กับการจัดทำงบประมาณทั้งปี และโยงกับการเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ

เรื่องใหญ่ระดับนี้ ตามปกติแล้วรัฐบาลต้องหารือร่วมกันอย่างรอบด้านก่อนว่าจะกู้หรือไม่ กู้เท่าใด และใช้เพื่ออะไร โดยอย่างน้อยต้องมีการพูดคุยระหว่างนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สภาพัฒน์ สำนักงบประมาณ และธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อดูให้ครบทั้งรายได้ของรัฐ รายจ่ายที่จำเป็น ภาระขาดดุล ความสามารถของเศรษฐกิจในการรองรับ และผลที่จะเกิดขึ้นต่อความน่าเชื่อถือทางการเงินการคลังของประเทศ

พูดง่าย ๆ คือ ก่อนจะกำหนดวงเงินกู้ รัฐบาลต้องตอบคำถามให้ได้ก่อนว่า ประเทศไทยกำลังเจอปัญหาอะไร ปัญหานั้นควรใช้งบประมาณเดิมปรับแก้ได้แค่ไหน งบปี 2569 ต้องปรับอะไร งบปี 2570 ที่จะขาดดุลอีกจำนวนมากจะใช้กับอะไร และเงินกู้ใหม่ 5 แสนล้านบาทจำเป็นตรงไหนบ้าง แล้วจึงค่อยมาตัดสินใจเรื่องวงเงินและเพดานหนี้

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้กลับเป็นอีกแบบ คือเริ่มจากการพูดเรื่องออก พ.ร.ก. กู้เงินตามรัฐธรรมนูญมาก่อน แล้วค่อยบอกว่ารายละเอียดจะเป็นเรื่องของกระทรวงการคลัง ทั้งที่กระทรวงการคลังเองก็ยังบอกว่ายังไม่ได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน แบบนี้จึงเป็นการลัดขั้นตอน และทำให้คนตั้งคำถามได้ทันทีว่า สรุปแล้วรัฐบาลมีแผนจริงหรือยัง หรือเพียงแค่รีบตั้งวงเงินกู้ขึ้นมาก่อน

ปัญหาของการลัดขั้นตอนไม่ได้อยู่แค่เรื่องกระบวนการ แต่กระทบไปถึงความเชื่อมั่นของประเทศด้วย สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ และนักลงทุนย่อมมองว่าประเทศไทยกำลังตัดสินใจเรื่องหนี้ก้อนใหญ่โดยที่ยังไม่มีทิศทาง ขาดความชัดเจนทางนโยบาย ขาดวินัยทางการคลัง และยังไม่รู้ว่าจะเอาเงินไปลงทุนในเรื่องที่สร้างรายได้หรือเพิ่มขีดความสามารถได้จริงหรือไม่ เมื่อความน่าลงทุนลดลง คนก็มาลงทุนน้อยลง เศรษฐกิจก็โตช้าลง และสุดท้ายประเทศก็ยิ่งมีปัญหาในการหารายได้มารองรับหนี้ในอนาคต

ที่สำคัญ ต้องเข้าใจให้ถูกว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่เหมือนช่วงโควิด ช่วงโควิดปัญหาคือคนไม่มีเงินใช้ จึงมีมาตรการกระตุ้นการบริโภคได้ แต่เวลานี้ปัญหาของเศรษฐกิจอยู่ที่ต้นทุนการผลิต ต้นทุนพลังงาน และต้นทุนการขนส่ง เพราะฉะนั้น จะใช้วิธีแจกเงินเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายแบบเดิมไม่ได้

ถ้ายังคิดแบบเดิม ไม่ว่าจะเป็นการแจกเพื่อบริโภค หรือกระจายงบไปตามกระทรวงต่าง ๆ แบบเฉลี่ย ๆ กันไป โดยไม่ได้ตอบโจทย์เศรษฐกิจจริง ก็จะเป็นการใช้เงินผิดทาง ไม่คุ้มค่า และไม่มีผลตอบแทนกลับมา

กรวีร์ คุมวิปรัฐบาล! จี้ รมต.ตอบกระทู้-เร่งเคลียร์กฎหมายค้าง

กรวีร์ คุมวิปรัฐบาล! จี้ รมต.ตอบกระทู้-เร่งเคลียร์กฎหมายค้าง

กรวีร์ คุมวิปรัฐบาล! จี้ รมต.ตอบกระทู้-เร่งเคลียร์กฎหมายค้าง

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.15 น.

“ปธ.วิปรัฐบาลคนใหม่”เผย”นายกฯ”ให้กำลังใจทำหน้าที่ ยันพร้อมประสาน รมต.มาตอบกระทู้ในสภาฯ วอน”ฝ่ายค้าน”แจ้งหลังถกวิปว่าจะถามคนใด ขอรอ”ครม.”ยืนยันร่างกฎหมายค้างจากชุดก่อน กลับมาพิจารณาให้ทันตามกรอบเวลา

22 เมษายน 2569 นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (ประธานวิปรัฐบาล) กล่าวถึงทิศทางการขับเคลื่อนงานในสภาผู้แทนราษฎร หลังจากที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานวิปรัฐบาล โดยกำหนดให้มีการประชุมวิปรัฐบาลทุกสัปดาห์ในวันจันทร์ช่วงบ่าย และคาดการณ์ว่าการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเร็วๆนี้จะสามารถพิจารณาร่างกฎหมายได้ เพราะขณะนี้กำลังรอรัฐบาล เตรียมยืนยันร่างกฎหมายที่ค้างจากสมัยประชุมสภาครั้งก่อนกลับมาพิจารณาใหม่อีกครั้ง ระหว่างรอการประชุมสภาผู้แทนราษฎรทุกสัปดาห์ ในวันพุธจะเป็นการพิจารณาญัตติที่ยื่นค้างไว้ในวาระการประชุมสภา ส่วนการประชุมวันพฤหัสบดีจะเป็นวาระพิจารณากระทู้ถามสด กระทู้ถามทั่วไป รวมถึงเรื่องรับทราบและญัตติอื่นๆ พร้อมเปิดเผยว่า ตั้งแต่เปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรมามีการประสานงานระหว่างวิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้านมาโดยตลอด ซึ่งเป็นไปด้วยดี

นายกรวีร์ ยังกล่าวถึงการประสานรัฐมนตรีมาตอบกระทู้ชี้แจงข้อซักถามต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ตามข้อเรียกร้องของฝ่ายค้าน ว่า ตามหลักการเว็บรัฐบาลเห็นด้วยว่าฝ่ายบริหาร หรือรัฐมนตรีที่รับผิดชอบเรื่องต่างๆ ต้องรับผิดชอบต่อสภาให้มากขึ้น พร้อมขอฝ่ายค้านแจ้งในวันจันทร์ว่าต้องการตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีคนใดเพื่อประสานไว้ล่วงหน้า โดยยืนยันว่าจะประสานอย่างเต็มที่ ย้ำว่าไม่มีเหตุผลใดรัฐมนตรีจะต้องกลัว หรือหนีสภากลัวการติดตามตรวจสอบของฝ่ายค้าน เพราะทุกท่านต้องทำการบ้านและมีข้อมูลในการชี้แจง

“เราอยากจะเห็นการตอบกระทู้สดที่มากขึ้นเราก็มีการพูดคุยกับทางฝ่ายค้านไว้ ว่าจะเป็นไปได้หรือไม่หากวันจันทร์ช่วงเย็น หลังจากที่มีการประชุมวิปฝ่ายค้านแล้ว จะขอทราบว่าในสัปดาห์นั้นกระทู้สดจะถามรัฐมนตรีท่านใด ทางผมเองจะได้ประสานกับรัฐมนตรีเอาไว้ล่วงหน้า หรือบางครั้งที่ถามตัว พณฯ ท่านนายกรัฐมนตรี จะได้มีการเตรียมว่าควรจะมอบใครกรณีที่นายกรัฐมนตรีติดภารกิจ อยากจะเห็นครับว่าวันพฤหัสจะมีรัฐมนตรีมาตอบกระทู้ของสภาทางฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลอย่างเป็นประจำ” ประธานวิปรัฐบาล กล่าว

นายกรวีร์ ยังกล่าวถึงการประสานตกลงเกี่ยวกับการจัดสรรโควตาตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร ว่า ในท้ายที่สุดจะตกลงกันได้ ซึ่งจะต้องมีการหารือกัน ชี้ไม่มีใครที่จะได้ทุกอย่างตามที่ต้องการ ฝ่ายรัฐบาลเองก็ไม่ได้ทุกอย่าง ฝ่ายค้านเองก็ไม่ได้ทุกอย่าง จะต้องดูว่าในประเด็นไหนที่จะพอรับกันได้ เพื่อจัดสรรให้เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับ ยืนยันจะพยายามพูดคุยจัดสรรปันส่วนให้ลงตัวมากที่สุด ซึ่งไม่สามารถทำให้ทุกฝ่ายพอใจได้แต่จะต้องทำให้สามารถรับเงื่อนไขของกันและกันได้ เบื้องต้นขณะนี้ในการหารือลงตัวในหลายคณะยังติดอยู่ในบางคณะเท่านั้นที่ยังพูดคุยตกลงยังไม่ได้

“นายกรัฐมนตรีได้ฝากฝังในการทำหน้าที่ประธานวิปรัฐบาลกับผมว่า ทำให้เต็มที่ หากมีตรงไหนที่ต้องประสานเพื่อให้งานของสภาฯ และฝ่ายบริหารเดินหน้าได้ พร้อมกับให้กำลังใจในการทำงาน” นายกรวีร์ กล่าว

หมอวรงค์ อัด ศุภจี ไร้ประสบการณ์แก้ปัญหาราคาข้าว-ผลผลิตเกษตรกรรากหญ้า

หมอวรงค์ อัด ศุภจี ไร้ประสบการณ์แก้ปัญหาราคาข้าว-ผลผลิตเกษตรกรรากหญ้า

หมอวรงค์ อัด ศุภจี ไร้ประสบการณ์แก้ปัญหาราคาข้าว-ผลผลิตเกษตรกรรากหญ้า

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.02 น.

หมอวรงค์ อัด ศุภจี ไม่มีประสบการณ์แก้ปัญหาราคาข้าว-ผลผลิตเกษตรกรรากหญ้า

เมื่อวันที่ 22 เม.ย.2569 เวลา 15.50 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติการแก้ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ของนายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โดย นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี อภิปรายว่า ราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำหลายรายการ โดยเฉพาะราคาข้าว ฤดูกาลนี้เป็นฤดูข้าวนาปรัง ประมาณ 70% เก็บเกี่ยวเดือนมีนาคม ถึงเมษายน ปริมาณออกมามากจนราคาตกต่ำ ทั้งที่ชาวนาเป็นฐานเสียงเลือก สส.เข้าสภาฯ ในวงจรข้าว โรงสี พ่อค้าข้าวถุง พ่อค้าส่งออกร่ำรวย แต่ชาวนาผู้ปลูกข้าวจน  

“ขอเรียนนางศุภจี สุธรรมพันธ์ุ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ชื่นชมเพราะหลายเรื่องนางศุภจีทำได้ดี แต่การแก้ปัญหาเรื่องข้าว หรือผลผลิตการเกษตรระดับรากหญ้า ท่านไม่มีประสบการณ์จริงๆ มาเรียนรู้กับผมได้” นพ.วรงค์ กล่าว

นพ.วรงค์ กล่าวด้วยว่า ปัญหานี้เกิดทุกสมัย แต่ไม่มีใครจริงใจแก้ปัญหา แนวทางแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนคือ การเสนอพ.ร.บ.การแบ่งบันผลประโยชน์ข้าว ที่มีการกำหนดไว้ชัดเจนถึงการแบ่งปันผลประโยชน์ให้เกษตรกร โรงสีข้าว ผู้จัดจำหน่วยข้าวสาร และให้ความคุ้มครองกำไรกับชาวนาไม่น้อยกว่า 50 % ที่เสนอโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล และคณะ เมื่อปี2562 ถ้ารัฐบาลเอาสิ่งนี้ไปทำ พร้อมสนับสนุนเต็มที่ให้กฎหมายนี้เกิดขึ้น ให้ชาวนาลืมตาอ้าปากแบบยั่งยืน ไม่ต้องจำนำ ไม่ต้องประกัน เพราะทุกคนได้รับความเป็นธรรม

กองทัพเรือเผยโฉม 6 บริษัท ยื่นซองชิงดำโครงการเรือฟริเกต ย้ำโปร่งใสภายใต้ข้อตกลงคุณธรรม

กองทัพเรือเผยโฉม 6 บริษัท ยื่นซองชิงดำโครงการเรือฟริเกต ย้ำโปร่งใสภายใต้ข้อตกลงคุณธรรม

กองทัพเรือเผยโฉม 6 บริษัท ยื่นซองชิงดำโครงการเรือฟริเกต ย้ำโปร่งใสภายใต้ข้อตกลงคุณธรรม

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.39 น.

กองทัพเรือแจงความคืบหน้าโครงการจัดหาเรือฟริเกต มีบริษัทต่างๆ มายื่นข้อเสนอ 6 ราย จากที่เชิญชวน 11 ราย ทั้งนี้ อยู่ภายใต้การสังเกตการณ์ตามข้อตกลงคุณธรรม

22 เมษายน 2569 พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงความคืบหน้าการดำเนินโครงการจัดหาเรือฟริเกต ตามขั้นตอนการเชิญชวนบริษัทผู้มีศักยภาพและมีประสบการณ์ในการต่อเรือฟริเกตจากหลายประเทศ เข้ายื่นข้อเสนอ จำนวน 11 ราย บัดนี้ ครบกำหนดเวลาแล้ว มีบริษัทฯ เข้ายื่นข้อเสนอจำนวน 6 ราย ได้แก่ 1.บริษัท Hyundai Heavy Industries Co., Ltd. (สาธารณรัฐเกาหลี) 2.บริษัท Singapore Technologies Engineering Ltd. (สาธารณรัฐสิงคโปร์) 3.บริษัท Askeri Fabrika ve Tersane İşletmeleri A.Ş. (สาธารณรัฐตุรกี) 4.บริษัท TAIS Gemi İnşa ve Teknoloji A.Ş. (สาธารณรัฐตุรกี) 5.บริษัท Hanwha Ocean Co., Ltd. (สาธารณรัฐเกาหลี) และ 6.บริษัท Navantia S.A. (ราชอาณาจักรสเปน)

โดยมีบริษัทฯ ที่ส่งหนังสือแจ้งความประสงค์ไม่เข้ายื่นข้อเสนอฯ จำนวน 3 ราย และมีบริษัทฯ ที่ไม่ได้เข้ายื่นข้อเสนอฯ ภายในระยะเวลาที่กำหนด จำนวน 2 ราย ทั้งนี้ กระบวนการต่างๆ ในการรับข้อเสนอฯ ของกองทัพเรือ ได้ดำเนินการภายใต้การสังเกตการณ์ของคณะผู้สังเกตการณ์ตามข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) เพื่อให้เป็นไปด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

สำหรับในขั้นตอนต่อไปนั้น คณะกรรมการที่กองทัพเรือแต่งตั้งขึ้นจะดำเนินการพิจารณาข้อเสนอของทุกๆ บริษัทโดยละเอียด ครอบคลุมในประเด็นสำคัญ ได้แก่ คุณสมบัติของผู้เสนอราคา ข้อเสนอทางเทคนิค ข้อเสนอด้านการชดเชยทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม (Offset) และข้อเสนอด้านราคา โดยกระบวนการพิจารณาดังกล่าวคาดว่าจะใช้ระยะเวลาประมาณ 1 เดือนเศษ เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างรอบคอบ รัดกุม และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ

กองทัพเรือขอยืนยันว่า การจัดหายุทโธปกรณ์ในครั้งนี้ มุ่งเน้นการเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันประเทศและรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล โดยยึดหลักความโปร่งใส ความคุ้มค่า และผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ และก่อให้เกิดการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมในประเทศ

– 006

ผู้แทนฯควักจ่ายอิ่มมื้อแรก! หมอวรงค์-จูรี นำไลฟ์สดบรรยากาศ สส.ซื้อข้าวกินเอง

ผู้แทนฯควักจ่ายอิ่มมื้อแรก! หมอวรงค์-จูรี นำไลฟ์สดบรรยากาศ สส.ซื้อข้าวกินเอง

ผู้แทนฯควักจ่ายอิ่มมื้อแรก! หมอวรงค์-จูรี นำไลฟ์สดบรรยากาศ สส.ซื้อข้าวกินเอง

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.05 น.

คิกออฟผู้แทนฯควักจ่ายอิ่มมื้อแรก! วันประชุมสภาฯ 22 เมษาฯ สส.ซื้อข้าวกินเอง “หมอวรงค์-จูรี”นำไลฟ์สดพาชมบรรยากาศ

22 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภา ว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันนี้ ภายหลังจากเทศกาลสงกรานต์ ถือเป็นวันแรกที่ สส.จะต้องจ่ายเงินซื้ออาหารมื้อกลางวันเพื่อมารับประทานเอง ซึ่งเป็นไปตาม นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้มีนโยบายจากข้อตกลงร่วมกันกับพรรคการเมืองในสภาฯ และจัดพื้นที่บริเวณชั้น 2 ห้องอาหารที่ติดกับห้องประชุมสภาฯ จัดให้มีร้านค้าเพื่อบริการให้กับ สส. โดยในช่วงเริ่มต้นจะเป็นการเอาเงินสดไปแลกคูปอง เพื่อซื้ออาหาร หรือสามารถสแกนจ่าย QR Code หน้าร้านได้เลย ส่วนในอนาคตจะมีเป็นบัตรอาหารแบบเติมเงิน เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับ สส.ในการจ่ายเงิน

ทั้งนี้ มี สส.หลายคนได้ไลฟ์สดลงเพจและเฟซบุ๊กของตัวเอง พาเยี่ยมชมร้านอาหาร อาทิ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี ไลฟ์สดพร้อมระบุว่า “#อาหารมื้อแรกในสภา วันนี้ได้ทานอาหารมื้อแรก ในห้องอาหารสภา หลังจากที่ให้ สส.ซื้ออาหารทานเอง ผมทานข้าวหมูแดงหมูกรอบ ราคาชามละ 65 บาท ถ้าสภาเปิดโอกาสให้คณะทำงานของ สส.มาซื้อทานด้วย น่าจะทำให้ร้านค้าขายดีขึ้น วันแรกยังจำกัดเฉพาะ สส. น่าจะทำให้ลูกค้าน้อย ที่ใช้บริการ”

เช่นเดียวกับ นายจูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้ไลฟ์สดพาเยี่ยมชมร้านอาหารเช่นกัน ซึ่งร้านอาหารที่นำมาจำหน่ายให้กับ สส. อาทิ ก๋วยเตี๋ยว เส้นหมี่ไก่ฉีก ข้าวมันไก่ ข้าวซอย ข้าวราดแกง ข้าวหมกไก่อิสลาม ลูกชิ้นปิ้ง กาแฟสด เครื่องดื่ม และ ขนม เป็นต้น

ภูมิธรรม ย้ำดีเอ็นเอเพื่อไทย 30 ปีหัวใจไม่เปลี่ยน ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

ภูมิธรรม ย้ำดีเอ็นเอเพื่อไทย 30 ปีหัวใจไม่เปลี่ยน ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

ภูมิธรรม ย้ำดีเอ็นเอเพื่อไทย 30 ปีหัวใจไม่เปลี่ยน ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.53 น.

22 เมษายน 2569 นายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์ข้อความพร้อมภาพผ่านเฟซบุ๊ก ภายหลังร่วมรับประทานอาหารกับแกนนำพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 21 เม.ย.ที่ผ่านมา ว่า เมื่อวานพวกเรา​”ทีมเพื่อไทย”
หลายรุ่นได้มีโอกาสพบปะพูดคุย
ทานอาหารร่วมกัน

“ทีมเพื่อไทย” เป็นการรวมกัน
ของประสบการณ์ ความตั้งใจ​
และ​ความรู้​ ที่ต่อเนื่องยาวนาน
ตั้งแต่รุ่นสร้าง​ “ไทยรักไทย”
ผ่าน “พลังประชาชน”
มาถึงรุ่นสานต่อ “เพื่อไทย” ในวันนี้
ที่ยังคงยืนอยู่บนหลักคิดเดิม
อย่างมั่นคง

หลายคนในภาพนี้
บางท่านอาจไม่ได้มีตำแหน่ง
บางท่านอาจไม่ได้อยู่หน้าฉากทางการเมือง
และอีกหลายท่านที่ไม่ได้มาในวันนี้

แต่ทุกคนยังคงมีสิ่งที่เหมือนกัน
คือ “หัวใจ” ที่ไม่เคยเปลี่ยน
หัวใจของการทำงานการเมือง
ที่ยึด “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง”

ผมคิดว่าการพูดคุย
จะไม่จบแค่โต๊ะนี้ วันนี้
เราจะชวนกันมาคุยในครั้งต่อๆไป เพื่อ “รวมสมอง รวมหัวใจ
ของคนเพื่อไทย”ให้ช่วยกัน
ในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า

ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี
พรรคเพื่อไทยผ่านทั้งช่วงรุ่งเรือง
และช่วงท้าทายอย่างเช่นปัจจุบัน​
ซึ่ง เรา “ยกเครื่อง” ตัวเอง
มาเป็นลำดับ
เพื่อให้พรรคเพื่อไทยแข็งแรงขึ้น พร้อมรับใช้ประชาชนได้ดีกว่าเดิม

และยังเชื่อมั่นเหมือนเดิมว่า
การเมืองที่ดี ต้องทำให้ชีวิตประชาชนดีขึ้นจริง
นี่คือ “เพื่อไทย”
ที่ยังคงเป็นความหวัง
และเป็นที่พึ่งของพี่น้องประชาชน…เสมอมาและต่อไปในอนาคต

พรรคส้ม อัดรัฐบาล ช่วยเกษตรกรแบบฉาบฉวย เมินแก้อุดหนุนราคาน้ำมัน-ปุ๋ย

พรรคส้ม อัดรัฐบาล ช่วยเกษตรกรแบบฉาบฉวย เมินแก้อุดหนุนราคาน้ำมัน-ปุ๋ย

พรรคส้ม อัดรัฐบาล ช่วยเกษตรกรแบบฉาบฉวย เมินแก้อุดหนุนราคาน้ำมัน-ปุ๋ย

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.40 น.

“สภาฯ”ถกญัตติปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ “พรรคส้ม”อัด”รัฐบาล” ช่วยเกษตรกรแบบฉาบฉวย เมินแก้อุดหนุนราคาน้ำมัน-ปุ๋ย

22 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎา ที่มี นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ภายหลังจากที่ประชุมพิจารณาญัตติการบริหารจัดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเสร็จแล้ว จึงเข้าสู่ญัตติการแก้ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ของ นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.)

โดย นายเลาฟั้ง กล่าวว่า ตั้งแต่ต้นปี 2569 ราคาสินค้าเกษตรหลายรายการตกต่ำอย่างมาก ทั้ง มะพร้าวน้ำหอม หอมหัวใหญ่ กะหล่ำปลี มันฝรั่ง กระเทียม กระทบความเป็นอยู่ของเกษตรกรจำนวนมาก สาเหตุปัญหาดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงสถานการณ์ตลาดตามปกติเท่านั้น แต่ยังมาจากการกำกับดูแลมาตรฐานของสินค้าที่ไม่ครอบคลุม ชัดเจน ปริมาณการนำเข้าที่มากเกินไป ยิ่งสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางยังรุนแรง ส่งผลกระทบต้นทุนการผลิตเกษตรกร ที่เพิ่มขึ้น ทั้งน้ำมันเชื้อเพลิง ปุ๋ยเคมี ความเดือดร้อนเหล่านี้เกษตรกรไม่ได้รับการช่วยเหลือใดๆ สินค้าที่วิกฤตมากๆ คือ มะม่วง เหลือกิโลกรัมละ 3 บาท ตกลูกละไม่ถึงบาท ถุงห่อมะม่วงยังแพงกว่ามะม่วง รัฐบาลประโคมว่าช่วยแล้ว แต่ความจริงไม่ได้ช่วย ขณะนี้ต้นทุนเพาะปลูกสูง แต่รัฐบาลช่วยแบบฉาบฉวย เช่น ราคามะม่วง ที่ จ.พิษณุโลก กรมการค้าภายในเข้าไปช่วยซื้อ เพิ่มให้อีกกิโลกรัมละ 1.50 บาท แต่ซื้อแค่ 30 ตัน จากทั้งจังหวัดมี 50,000 ตัน คิดเป็นแค่ 0.06% ทั้งจังหวัดขาดทุน 450 ล้านบาท ขณะที่ราคาสินค้าเกษตรอื่นๆ อาทิ ข้าว ราคาตันละ 5,000 – 6,000บาท จากต้นทุน 6,000 – 10,000 บาท มันสำปะหลัง กิโลกรัมละ 2.8 – 3.5 บาท ส้ม กิโลกรัมละ 3 – 8 บาท กะหล่ำปลี กิโลกรัมไม่ถึงบาท รัฐบาลช่วยแบบฉาบฉวย แทบจะไม่ได้ช่วย

นายเลาฟั้ง กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันยังมีปัญหานำเข้าสินค้าการเกษตรจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นทุกปีตั้งแต่ปี 2563 ถึงปัจจุบัน สวนทางกับการส่งออก และสิ่งที่ซ้ำเติมตามมาคือ สงครามตะวันออกลาง ทำให้ราคาน้ำมันแพง ต้นทุกเกษตรกรเพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่รัฐบาลทำคือทอดทิ้งเกษตรกร ไม่อุดหนุนราคาน้ำมัน ปุ๋ย ผิดกับต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย ญี่ปุ่น ที่ปกป้องเกษตรกร ทั้งลดราคา และแจกคูปองให้เกษตรกรไปซื้อน้ำมัน ปุ๋ย ในราคาถูกกว่าคนอื่น แต่ประเทศไทยในภาวะปุ๋ยแพง ขาดแคลน กลับยังส่งออกปุ๋ยไปต่างประเทศ มีข้อเสนอ 3 ข้อ คือ 1.ระยะสั้น ต้องช่วยให้เกษตรกรมีเงินเลี้ยงชีพ มีต้นทุนเพาะปลูกฤดูกาลหน้า 2.ระยะกลาง หาทางออก ลดต้นทุนให้เกษตรกรสามารถแข่งกับต่างประเทศได้ 3.ระยะยาว ต้องออกแบบโครงสร้างให้เกษตรกรได้กำไร

พีระพัฒน์ ยันข่าวจริง ปมแก้ ม.236 ลดอำนาจ ปธ.สภาฯ เชิญ พริษฐ์ ออกคุยโต้งๆ

พีระพัฒน์ ยันข่าวจริง ปมแก้ ม.236 ลดอำนาจ ปธ.สภาฯ เชิญ พริษฐ์ ออกคุยโต้งๆ

พีระพัฒน์ ยันข่าวจริง ปมแก้ ม.236 ลดอำนาจ ปธ.สภาฯ เชิญ พริษฐ์ ออกคุยโต้งๆ

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.23 น.

รายการคุยโต้งๆ วันที่ 22 เมษายน 2569 นายพีระพัฒน์ วัฒนาภิรมย์ ผู้ดำเนินรายการ ได้ชี้แจงกรณี นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์เฟสบุ๊กเรียกร้องให้ผู้บริหารแนวหน้าออนไลน์ รับผิดชอบ โดยระบุว่า นายพีระพัฒน์ ได้สร้างข่าวปลอมโจมตีตนว่าเรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายให้ประธานสภาฯ มาจาก สส.ฝ่ายค้าน

นายพีระพัฒน์ ชี้แจงว่า ข่าวดังกล่าวเป็นข่าวจริง ไม่ใช่ข่าวปลอม โดยมาจากคำให้สัมภาษณ์ และการโพสต์ของนายพริษฐ์ ซึ่งมีข้อความระบุว่า “แต่เราต้องอย่าลืมว่าประธานสภาฯ มักจะเป็น สส.รัฐบาล (เหมือนในยุคปัจจุบัน)” ตนเลยตั้งคำถามว่า แปลว่าจะให้ประธานสภาฯ มาจากฝ่ายค้าน ใช่หรือไม่

“คุณพริษฐ์ ไม่ได้พูดว่าเสนอให้ประธานสภาฯ มาจากฝ่ายค้าน แต่เมื่อมีคำพูดดังกล่าว ผมก็ตั้งคำถามเรื่องนี้ขึ้นมา การพูดของคุณพริษฐ์ ไม่ผิด แต่เป็นการพูดในระนาบเดียว ไม่ได้พูดถึงองค์ประกอบอื่นๆ ถ้าไม่มีคำว่า แต่เราต้องอย่าลืมว่าประธานสภาฯ มักจะเป็น สส.รัฐบาล (เหมือนในยุคปัจจุบัน) ผมก็คงไม่หลุดคำพูดนี้ออกมา” นายพีระพัฒน์ กล่าว

นายพีระพัฒน์ ย้ำว่า ข่าวนี้ไม่ใช่ข่าวปลอม เป็นข่าวจริง แต่เป็นปัญหาเรื่องของการตีความ ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหญ่โต แต่ถ้านายพริษฐ์ ยังไม่สบายใจ และคิดว่าสิ่งนี้สร้างความเสียหายให้ ตนก็ยินดีให้นายพริษฐ์ มาออกอากาศ โดยตนได้ติดต่อทางโทรศัพท์ไปแล้ว เมื่อเวลา 11.14 น. นั่นคือหมายเลขโทรศัพท์ของตน นายพริษฐ์ สามารถโทรกลับมาได้ จะได้เชิญมาออกอากาศคุยกัน ซึ่งถ้าตนตีความผิดไปก็จะได้ขอโทษ แต่เจตนาของนายพริษฐ์ ยังคลุมเครือ ก็จะได้ซักไซ้กันให้กระจ่าง

สำหรับประเด็นดังกล่าว เมื่อคืนที่ผ่านมา (20 เมษายน) นายพริษฐ์ โพสต์เฟสบุ๊กระบุว่า “เรียนผู้บริหาร Naewnanews – แนวหน้าออนไลน์

ผมขออนุญาตใช้พื้นที่นี้ในการสอบถามความรับผิดชอบของท่าน ต่อกรณีที่ผู้ดำเนินรายการของท่าน (คุณพีระพัฒน์) ได้ผลิตและเผยแพร่ข่าวปลอม เพื่อกล่าวหาผมด้วยข่าวปลอมดังกล่าว ในรายการ “คุยโต้งๆ” ที่เผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ของ “แนวหน้าออนไลน์”

เมื่อวันที่ 18 เมษยายน ผมได้โพสต์ความเห็นผม ว่าทำไมเราควรมีการแก้ไข มาตรา 236 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อ “ตัดอำนาจ-ดุลพินิจประธานสภา” ที่อาจถูกใช้สกัดกั้นภาคประชาชนในกลไกตรวจสอบ ป.ป.ช. และอาจเปิดช่องให้รัฐบาล และ ป.ป.ช. ฮั้วกันได้ โดยใช้ประธานสภาเป็นเครื่องมือ

ในวันนี้ (21 เมษายน) ผมเห็นว่าคุณพีระพัฒน์ได้หยิบข้อเสนอผมดังกล่าวไปพูดในรายการ

โดยคุณพีระพัฒน์ได้แต่งเรื่องขึ้นมาเองทั้งหมดว่าผม “เรียกร้องว่าประธานสภาต้องมาจากฝ่ายค้าน” (คุณพีระพัฒน์ถึงขั้นเอาเรื่องแต่งเรื่องนี้ไปใส่ในภาพปกคลิป ใส่ในหัวข้อคลิป และใช้เป็นเนื้อเรื่องหลักในการบรรยายในคลิป) ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้มีการเสนอข้อเรียกร้องดังกล่าว ในข้อเสนอของผมเลย – หากใครย้อนไปอ่านข้อเสนอต้นเรื่องของผม ก็จะเห็นว่า ไม่มีคำใดเลย ที่เป็นการเสนอ หรือสามารถถูกตีความได้ว่าเป็นการเสนอ ให้ประธานสภาต้องมาจากฝ่ายค้าน

ผมเชื่อว่าผู้ดำเนินรายการไม่ได้ขาดทักษะการอ่านหรือจับใจความขั้นพื้นฐาน ดังนั้นจึงอดสงสัยไม่ได้ว่าผู้ดำเนินรายการจงใจสร้างข่าวปลอมขึ้นมาหรือไม่ เพื่อโจมตีผมบนข้อกล่าวหาที่เป็นเท็จ

ในฐานะคนทำงานการเมือง ผมพร้อมน้อมรับทุกคำวิพากษ์วิจารณ์ เพราะเสรีภาพในการแสดงออก และเสรีภาพสื่อ ป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ต้องได้รับการคุ้มครองในระบอบประชาธิปไตย – จะเปรียบเทียบว่าผมเป็น “หมา” ผมก็ไม่ติดใจ / ผมได้แต่เพียงสงสัย ว่าคนที่กล้าวิจารณ์คนอื่นในลักษณะนี้ จะเรียกหรือนิยามคนที่จงใจสร้างข่าวปลอมเพื่อกล่าวหาคนอื่นว่าอะไร?

ดังนั้น ผมขอเรียนสอบถามผู้บริหารแนวหน้าออนไลน์ ว่าในฐานะสื่อมวลชนที่มีผลงานและชื่อเสียงมายาวนาน ท่านจะบริหารจัดการอย่างไร กับการที่ผู้ดำเนินรายการในช่องทางของท่าน สร้างและเผยแพร่ข่าวปลอม เพื่อกล่าวหาผมด้วยข่าวปลอมดังกล่าว?

ผมหวังว่าในฐานะสื่อมวลชนที่สังคมคาดหวังให้ผลิตเนื้อหาที่แม่นยำและน่าเชื่อถือ ผมจะได้เห็นการแสดงความรับผิดชอบจากผู้บริหารแนวหน้าออนไลน์ ทั้งในการแก้ไขความเสียหายที่ได้เกิดขึ้นไปแล้ว การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องกับประชาชน และการดำเนินการอย่างเหมาะสมกับผู้ดำเนินรายการที่ได้สร้างข่าวปลอมครั้งนี้ครับ”

ส่วนโพสต์ที่เป็นของนายพริษฐ์ ที่ทางรายการคุยโต้งๆ ได้นำไปวิจารณ์ในรายการ ระบุว่า “[ จะทำอย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้ รัฐบาล และ ป.ป.ช. ฮั้วกัน โดยใช้ประธานสภาเป็นเครื่องมือ? ทำไมเราจำเป็นต้อง #แก้มาตรา236 เพื่อตัดดุลพินิจของประธานสภา ที่อาจถูกใช้สกัดกั้นภาคประชาชนในกลไกตรวจสอบ ป.ป.ช. ]

ประเทศเราจะแก้ปัญหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันไม่ได้ หากหน่วยงานหลักของประเทศเรื่องการต่อต้านการทุจริต ไม่ทำงานอย่างเที่ยงธรรมและตรวจสอบได้

แต่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา การปฏิบัติหน้าที่ของ ป.ป.ช. ถูกตั้งคำถามมากขึ้น หลังเราค้นพบว่า ป.ป.ช. ได้มีมติยกคำร้องคดีที่คุณศักดิ์สยาม ชิดชอบ (อดีต รมว.คมนาคม) ถูกกล่าวหาว่าซุกหุ้นหรือถือหุ้นแทน (นอมินี) ในบริษัท หจก. บุรีเจริญคอนสตรัคชัน และแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ ซึ่งเคยเป็นชนวนที่ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณศักดิ์สยามพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีเมื่อ 2 ปีก่อน – ในส่วนของข้อพิรุธต่อมติดังกล่าว ทาง สส. ปกรณ์วุฒิ ได้ตั้งข้อสังเกตไว้เบื้องต้นแล้ว และเราคงต้องตรวจสอบคำอธิบายของ ป.ป.ช. ที่เลขาฯ ป.ป.ช. แจ้งว่าจะมีการเผยแพร่เป็นเอกสารในเร็วๆนี้ เป็นการต่อไป

อย่างไรก็ตาม หนึ่งประเด็นที่หลายคนตั้งคำถาม คือหากสมมุติเราค้นพบว่า ป.ป.ช. ได้ดำเนินการอะไรไป (ไม่ว่าจะในกรณีคุณศักดิ์สยาม หรือกรณีอื่น) ที่เข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือขัดต่อกฎหมาย “ประชาชนจะทำอะไรได้บ้าง?”

ความจริงแล้ว กฎหมายปัจจุบัน (มาตรา 236 ของรัฐธรรมนูญ) มีการเปิดช่องให้ ประชาชน 20,000 รายชื่อ สามารถเข้าชื่อกล่าวหา ป.ป.ช. โดยให้ประธานศาลฎีกาตั้งคณะไต่สวนอิสระขึ้นมาตรวจสอบ ป.ป.ช. ตามข้อกล่าวหาได้ (ซึ่งแตกต่างจากองค์กรอิสระอื่น ที่ประชาชนไม่มีสิทธิเข้าชื่อตามกลไกดังกล่าวเลย)

แต่ ! กลไกนี้มีช่องโหว่ขนาดใหญ่ เพราะมาตรา 236 ดันไปเพิ่มขั้นตอนเข้ามา ว่าหากประชาชนเข้าชื่อได้ครบถ้วนแล้ว จะต้องส่งไปให้ประธานรัฐสภาเสียก่อน เพื่อให้ประธานรัฐสภาใช้ “ดุลพินิจ” ในการกลั่นกรองและตัดสินใจว่าจะส่งเรื่องต่อไปที่ประธานศาลฎีกาเพื่อให้ตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ หรือจะปัดตกและยุติข้อร้องเรียนให้ไปไม่ถึงศาล

หากมองแบบผิวเผิน หลายคนอาจไม่ได้รู้สึกเอะใจอะไร และมองว่าการเพิ่มขั้นตอนดังกล่าว ก็เป็นไปเพื่อให้เรามีประธานสภามาช่วยกลั่นกรองข้อกล่าวหาต่างๆให้มีความรอบคอบขึ้น

แต่เราต้องอย่าลืมว่าประธานสภามักจะเป็น สส. รัฐบาล (เหมือนในยุคปัจจุบัน)

ดังนั้น ทุกท่านลองจินตนาการดูครับ ว่าหากวันไหนที่รัฐบาล และ ป.ป.ช. เกิด “ฮั้ว” กัน และตกลงกันว่าจะให้ ป.ป.ช. “เกียร์ว่าง” และละเว้นตรวจสอบการทุจริตของนักการเมืองฝ่ายรัฐบาล : หากเป็นเช่นนั้น ไม่ว่าประชาชนกี่ล้านคนจะร้องเรียน ป.ป.ช. ผ่านกลไกนี้ แต่เรื่องดังกล่าวก็แทบจะไม่มีโอกาสไปถึงศาล เพราะรัฐบาลก็สามารถสั่งการหรือกดดันให้ประธานรัฐสภาใช้อำนาจที่มีตามมาตรา 236 เพื่อปัดตกทุกข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช. ได้

ดังนั้น ตราบใดที่ประธานรัฐสภายังคงมีอำนาจและดุลพินิจตามมาตรา 236 บทบัญญัตินี้จะเป็นช่องโหว่ที่เปิดช่องให้รัฐบาลกับ ป.ป.ช. ฮั้วกันได้ง่ายขึ้น และทำให้กลไกตรวจสอบ ป.ป.ช. ใช้งานไม่ได้จริง

เพื่อป้องกันการฮั้วกันระหว่างรัฐบาลกับ ป.ป.ช. และเพื่อช่วยยกระดับประสิทธิภาพของกลไกของภาคประชาชนในการตรวจสอบ ป.ป.ช. ผมเห็นว่าเราจำเป็นต้อง #แก้มาตรา236 โดยการตัดอำนาจและดุลพินิจของประธานรัฐสภาในการชี้ขาด ว่าจะส่งเรื่องร้องเรียนของประชาชนต่อ ป.ป.ช. ไปที่ศาลหรือไม่

ทางเราพรรคประชาชนได้ยื่นร่างกฎหมายดังกล่าวเข้าสภาแล้ว โดยเราหวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากสมาชิกรัฐสภาเพื่อผลักดันให้สำเร็จ ตามนโยบายของรัฐบาลที่เขียนไว้ในคำแถลงต่อรัฐสภาว่าต้องการ “แก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง”

– 006

อภิสิทธิ์ ชี้ช่องรัฐยังมีตัวเล่นเก็บ ภาษีสรรพสามิต-ลดค่าการกลั่นน้ำมัน แทนออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน

อภิสิทธิ์ ชี้ช่องรัฐยังมีตัวเล่นเก็บ ภาษีสรรพสามิต-ลดค่าการกลั่นน้ำมัน แทนออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน

อภิสิทธิ์ ชี้ช่องรัฐยังมีตัวเล่นเก็บ ภาษีสรรพสามิต-ลดค่าการกลั่นน้ำมัน แทนออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.14 น.

อภิสิทธิ์ ชี้ช่องรัฐยังมีตัวเล่นเก็บ ภาษีสรรพสามิต-ลดค่าการกลั่นน้ำมัน แทนออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน ชี้เป็นการช่วยทุกฝ่ายลดต้นทุนค่าพลังงานไม่ใช่เยียวยาแค่ปลายทาง  

เมื่อวันที่ 22 เม.ย.2569 เวลา 14.15 น. ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์กรณีที่รัฐบาลเตรียมออกพ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาทว่า ตอนนี้เรากำลังรอฟังคำชี้แจงจากรัฐบาลว่าความตั้งใจในการใช้จ่ายเงินนั้นเป็นเรื่องอะไร แต่ที่พรรคประชาธิปัตย์พยายามทำเสนอมาตลอดคืออยากให้รัฐบาลบริหารจัดการเรื่องต้นทุนให้มากที่สุด พูดง่ายๆคือ ขณะนี้ยังมีตัวเล่นไม่ว่าจะเป็นภาษีสรรพสามิต ค่าการกลั่น ซึ่งสามารถลดลงได้อีกมากพอสมควร เอามาช่วยเรื่องต้นทุนก่อน ยิ่งรัฐบาลสามารถช่วยได้มากเท่าไร ความจำเป็นที่ต้องใช้เงินมาดูแลปลายทางก็จะน้อยลง ตนคิดว่าน่าจะเป็นวิธีการที่ดีกว่าสำหรับทุกฝ่าย เพราะสุดท้ายถ้าใช้การกู้เงินมาแล้วช่วยเหลือ ก็จะเกิดประเด็นที่ต้องพิจารณาอีกว่าจะต้องช่วยกลุ่มไหนอย่างไร 

“สมมติลดค่าการกลั่นลงมาได้ 5 บาท อันนี้จะช่วยทุกคน อย่ามองว่าเป็นการช่วยเฉพาะผู้ใช้น้ำมันโดยตรง แต่คือการช่วยประชาชนทุกคนจากค่าขนส่ง แต่หากไม่ทำตรงนี้แล้วหวังจะไปช่วยปลายทาง สมมติว่ายอมแม้กระทั่งตัดภาษีสรรพสามิตก็จะกลายเป็นการเสียน้อยเสียยาก คือนึกว่าจะเก็บเงินตรงนี้ไว้ แต่สุดท้ายก็ต้องไปจ่ายเงินช่วยเหลืออีกมาก จึงเป็นแนวทางที่เราพยายามเสนอ ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามตนเข้าใจว่าโดยสถานการณ์คลัง ตอนนี้การจะขยายเพดานหนี้สาธารณะเป็นเรื่องจำเป็น แต่เราก็อยากจะฟังว่าถ้าทำเช่นนั้น รัฐบาลก็ต้องมีแผนที่ชัดเจน ว่าจะไม่ให้ลุกลามบานปลายขยายไปเรื่อย หรือจะมีแนวทางอย่างไรในการดึงรายได้กลับเข้ามา เราเข้าใจสถานการณ์ตรงนี้ และอยากฟังรายละเอียดในเรื่องการใช้จ่ายเงิน 

เมื่อถามว่าขณะนี้ รมว.แรงงานพยายามเจรจาลดค่ากลั่นอยู่เช่นกัน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาก็ได้มีการพูดคุยกัน ซึ่งตนยืนยันว่าหากท่านระบุว่าเดือน มี.ค. สามารถลดได้ 2 บาท ในขณะที่ค่าการกลั่นตอนนั้นอยู่ที่ 7-8 บาท แต่ตอนนี้ และวันนี้ขึ้นมา 14-15 บาท ดังนั้นอย่างน้อย เราต้องได้กลับคืนมาอีก ก็อยากให้เร่งทำ แต่ขณะนี้แนวทางของรัฐบาลคือไปรอดูเฉลี่ยแล้วมาเก็บ แต่ใจเราอยากให้มีระบบเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษ หรือเรียกว่าภาษีลาภลอยในสถานการณ์แบบนี้ และให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง เพราะขณะนี้เดือน เม.ย.ค่อนเดือนแล้ว เขาได้เงินมา 14-15 บาท มานาน แต่ถ้าเราเก็บมาแต่ต้นเดือน ก็น่าจะช่วยได้เยอะ อย่างตอนนี้นำมันดีเซลลิตรละ 41-42 บาท ลดภาษีสรรพสามิต 6 บาท เก็บค่าการกลั่นอีก 5 บาท น้ำมันดีเซลก็จะกลับไปอยู่ที่ราวๆ 30 บาท แต่พอเราปล่อยตรงนี้ไป ค่าราคาสินค้าขนส่งก็ขึ้นไปแล้ว พอน้ำมันลงรัฐบาลก็ต้องไปดูว่าเขาจะขยับราคาสินค้าลงหรือไม่ ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่มีสัญญาณว่าต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้นนั้นจะลดลง เราจึงอยากให้บริหารเรื่องต้นทุนให้เร็วที่สุด จึงจะช่วยลดภาระของรัฐบาลในการไปช่วยประชาชนที่ได้รับผลกระทบ