เอกนิติ ยัน เพดานหนี้สาธารณะคงเดิม 70% เผย ถกงบประมาณเรียบร้อยยึดหลักเดิม

เอกนิติ ยัน เพดานหนี้สาธารณะคงเดิม 70% เผย ถกงบประมาณเรียบร้อยยึดหลักเดิม

เอกนิติ ยัน เพดานหนี้สาธารณะคงเดิม 70% เผย ถกงบประมาณเรียบร้อยยึดหลักเดิม

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.17 น.

เอกนิติ ยัน เพดานหนี้สาธารณะคงเดิม 70% เผย ถกงบประมาณเรียบร้อยยึดหลักเดิม

เมื่อเวลา 13.40 น. วันที่ 22 เม.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์กรณีผลการประชุมพิจารณากรอบวงเงินงบประมาณปี 2570 ว่า มีเรื่อง 4 หน่วยงาน และเรื่องงบประมาณก็เรียบร้อย เราก็ยังยึดหลักเดิม

เมื่อถามว่า มีการหารือถึงการปรับเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% เป็น 75% หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ยัง อาจจะยังไม่ได้มีการขยาย ก่อนกล่าวยืนยันว่า เป็น 70% เท่าเดิม ก่อนขึ้นรถออกจากทำเนียบรัฐบาลทันที 

ประเสริฐ ถกงบปี 70 ชง 4.5 แสนล้าน พัฒนาการศึกษา พุ่งขึ้น20% ไม่ห่วงถูกหั่นย้ำเดินหน้าตามกรอบรัฐบาล

ประเสริฐ ถกงบปี 70 ชง 4.5 แสนล้าน พัฒนาการศึกษา พุ่งขึ้น20% ไม่ห่วงถูกหั่นย้ำเดินหน้าตามกรอบรัฐบาล

ประเสริฐ ถกงบปี 70 ชง 4.5 แสนล้าน พัฒนาการศึกษา พุ่งขึ้น20% ไม่ห่วงถูกหั่นย้ำเดินหน้าตามกรอบรัฐบาล

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.11 น.

“ประเสริฐ รมว.ศธ.“ ถกงบปี 70  ศธ.ชง 4.5แสนล้าน พุ่งขึ้น 20% เน้นพัฒนาการศึกษา 5 ด้าน ไม่ห่วงถูกหั่นย้ำเดินหน้าตามกรอบรัฐบาล

วันที่ 22 เมษายน 2569 นายประเสริฐ  จันทรรวงทอง รัฐมนตรีส่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังประชุมหารือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ กับสำนักงบประมาณในการจัดทำคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในส่วนของศธ. โดยมีผู้บริหารองค์กรหลัก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ศธ.เข้าร่วม  ว่า ที่ประชุมได้พิจารณากรอบงบประมาณปี 2570 ในส่วนของศธ.ก่อนนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี(ครม.) โดยเบื้องต้น ศธ.ได้ตั้งงบประมาณในภาพรวมที่จะเสนอให้ ครม. พิจารณา ในวงเงินรวม 450,000 แสนล้านบาท แต่เป็นงบลงทุนเพียง 50,000 ล้านบาทเท่านั้น 

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า การจัดทำงบดังกล่าว เป็นไปตามแนวทางที่สำนักงบประมาณกำหนดไว้ คือให้มากกว่างบที่ ศธ.เคยได้รับในปี 2569 ประมาณ 20%  ซึ่งการพิจารณาอนุมัติยังมีอีกหลายขั้นตอน ในส่วนของศธ. ได้มีการจัดทำงบประมาณตามกรอบนโยบายที่นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ให้ไว้เมื่อวันที่ 20 เม.ย.2569 ใน  5 ด้าน และ ศธ.จะนำมาผนวกกับนโยบายที่ ศธ. ต้องการขับเคลื่อน 5 ภารกิจหลัก คือ คืนเวลาให้ครู คืนอนาคตให้เด็ก, รื้อสูตรลดความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณ  ยกเลิกการจัดสรรงบรายหัวแบบเท่ากันแต่ไม่เป็นธรรม, ยกระดับการเรียนรู้สู่โลกความจริง เปลี่ยนการเรียนการสอนแบบท่องจำเป็น หลักสูตรฐานสมรรถนะ, โรงเรียนต้องเป็น พื้นที่ปลอดภัย ตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ 24 ชั่วโมง และผลักดันร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติให้เสร็จภายในรัฐบาลนี้   

“ผมได้มีการตั้งข้อสังเกตุบางประการ และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปปรับแก้กรอบงบประมาณ ให้สอดคล้องกับภารกิจหลักของศธ.  เช่น การลดภาระครู  ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่  ดังนั้น จึงจำเป็นให้แต่ละหน่วยงานไปบูรณาการการทำงาน โดยนำงบมาพิจารณา ว่า จะปรับเพิ่มหรือลดในส่วนใดได้บ้าง  เพื่อให้การทำงานเกิดผลสัมฤทธิ์ที่มีประสิทธิภาพในทางปฏิบัติ ผมทราบดีว่าปีนี้มีงบประมาณค่อนข้างจำกัด จากผลกระทบเรื่องวิกฤตพลังงาน  ดังนั้น การใช้งบประมาณต้องเกิดความคุ้มค่าสูงสุด เช่น งบศึกษาดูงาน ขอให้ไปพิจารณาว่าถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องดำเนินการ เป็นต้น ส่วนมีความกังวลว่างบจะถูกตัดหรือไม่ นั้น ส่วนตัวผมไม่กังวล เพราะการจัดทำงบประมาณเป็นไปตามกรอบนโยบายที่รัฐบาลกำหนด” นายประเสริฐ กล่าว 

อ.ไชยันต์ ชวนให้คิด! สมมติว่า 3 จังหวัดใต้เป็นอิสระ จะปกครองตนเองอย่างไร?

อ.ไชยันต์ ชวนให้คิด! สมมติว่า 3 จังหวัดใต้เป็นอิสระ จะปกครองตนเองอย่างไร?

อ.ไชยันต์ ชวนให้คิด! สมมติว่า 3 จังหวัดใต้เป็นอิสระ จะปกครองตนเองอย่างไร?

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.40 น.

วันที่ 4 มีนาคม 2569 ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Chaiyan Chaiyaporn ระบุว่า  สมมติว่า สามจังหวัดใต้เป็นอิสระ จะปกครองตนเองอย่างไร ?

1. ถ้าเป็นการปกครองโดยเชื้อสายเจ้าครองนครเดิม และใช้กฎหมายอิสลามเป็นรัฐธรรมนูญ

ปัญหา:

1. 1 เชื้อสายเจ้าไม่ได้มีคนเดียว จะตกลงกันอย่างไร ?

2.1 เมื่อสถาปนากฎหมายและวัฒนธรรม ประเพณีอิสลามเต็มตัวความเสมอภาคของบุคคลที่อย่างน้อยเคยมีและให้หลักประกันไว้ในรัฐธรรมนูญไทยจะหายหรือลดน้อยลงไป เช่น ความเสมอภาคระหว่างหญิง-ชาย ฯลฯ

2. ถ้าปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

ปัญหา:

2.1 ใครจะเป็นราชาธิบดี ดู ข้อ 1.1 ข้างต้น

2.2 เมื่อมีการเลือกตั้ง ผลจะออกมาไม่ต่างที่เป็นอยู่ขณะนี้ แล้วใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก ก็คงเดากันได้

2.3 หากไม่ได้เป็นรัฐอิสลามเต็มตัว เหมือนข้อ 1 ก็อาจจะมีปัญหาระหว่างผู้สนับสนุนการเป็นอิสลามเข้มข้น กับ อิสลามสมัยใหม่เพราะการได้มาซึ่งเอกราช อยู่บนข้ออ้างการเป็นอิสลามเข้มข้น ปัญหาความเสมอภาคระหว่างหญิง-ชายจะเป็นประเด็นหนึ่งที่โต้เถียงกัน

3. ถ้าปกครองแบบสาธารณรัฐ

ปัญหา:

3.1 จะเป็นระบอบประธานาธิบดี หรือระบอบกึ่งประธานาธิบดีกึ่งรัฐสภา ?

3.1.1 ถ้าเป็นระบอบประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้ง (มีอำนาจมาก เพราะรวบตำแหน่งประมุขของรัฐกับนายกรัฐมนตรีไว้ที่คนๆเดียว) ผลการเลือกตั้ง ก็เดาได้ว่าใครจะเป็นประธานาธิบดีคนแรก ดูข้อ 2.2

3.1.2 ถ้าเป็นระบอบกึ่งประธานาธิบดีกึ่งรัฐสภา จะต้องถกเถียงกันอีกว่า จะเอาแบบสิงคโปร์ที่นายกรัฐมนตรีมีอำนาจมาก หรือแบบฝรั่งเศสที่ประธานาธิบดีมีอำนาจมาก

ฝากถึงนักศึกษารัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ ศูนย์สิทธิมนุษยชน กลุ่มต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี ครับ

วาทะ ‘ชัยชนะ’ เป็นเหตุ ปู จิตกร แนะ ปชป. ขจัด ปุ่มทำลายตัวเอง

วาทะ 'ชัยชนะ' เป็นเหตุ ปู จิตกร แนะ ปชป. ขจัด ปุ่มทำลายตัวเอง

วาทะ ‘ชัยชนะ’ เป็นเหตุ ปู จิตกร แนะ ปชป. ขจัด ปุ่มทำลายตัวเอง

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.23 น.

วันที่ 22 เมษายน 2569 จากกรณี นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์การทำงาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ถึงประเด็นค่าครองชีพและราคาสินค้าที่ยังคงสวนทางพลังงาน นายชัยชนะ ระบุว่า “ท่านซุปเปอร์จี ควรตั้งใจทำงาน ให้เหมือนทำทรงผมนะครับ” 

ล่าสุด  “ปู” จิตกร บุษบา สื่อมวลชนและพิธีกรช่อง แนวหน้าออนไลน์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงเรื่องนี้ว่า  คุณศุภจี เป็นผู้หญิง  คุณชัยชนะ เป็นผู้ชาย  หลักการสากลที่คนจะชื่นชมหรือตำหนิ คือการแสดงออกซึ่งความเป็น #สุภาพบุรุษ 

สุภาพบุรุษ ที่ได้รับการอบรมมาดี จะระมัดระวังเรื่องการกล่าวถึง #สตรี  โดยจะเลี่ยงการพูดถึงเนื้อตัวร่างกาย

คุณศุภจี กำลัง #ขึ้นหม้อ ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอันเลย  นับแต่ได้ตำแหน่งสำคัญไป ในรัฐบาลชุดก่อน จนถึงรัฐบาลชุดนี้  

แต่คุณศุภจีเป็นคน #พูดสวย #สื่อสารตัวเองเก่ง จึงเกิด #ภาพจำเชิงบวก เป็นภาพแห่ง #ความหวัง ของ #คนนอก ที่เข้ามาในวงการเมือง #เพื่อชาติ  ภาพของคุณศุภจีถูกวาดไว้อย่างนั้น และเป็น #โปสเตอร์สำคัญ ที่พรรคภูมิใจไทยใช้ #แต่งบ้าน 

ในขณะที่ #แต้มบุญ ของคุณชัยชนะ  คำสรรเสริญ หรือคำชื่นชม หรือเกียรติประวัติของสังคมที่มีต่อคุณชัยชนะ #ไม่สูงเท่า  แถมดูต่างกันราว #ฟ้ากับเหว  ในความรู้สึกของผู้คน  พูดง่ายๆ ว่า ทั้งภาพลักษณ์และภาพจำ คุณชัยชนะยังอยู่ในแดนลบ  ขณะที่ภาพลักษณ์ของคุณศุภจีอยู่ในแดนบวก ในใจคน  

พอคุณชัยชนะทิ้งความเป็นสุภาพบุรุษมายุ่งกับทรงผมของสุภาพสตรี  แทนที่จะเน้นที่ #เนื้องาน (ซึ่งเกือบไม่มี) ยังไม่รวมเรื่อง #มารยาท ในการดึงคนไปทำงานที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ก่อนหน้านี้  คุณชัยชนะย่อมถูกด่ายับ !!

ต้องยอมรับว่า พรรคประชาธิปัตย์เวลานี้ ไม่ใช่ #คนโปรด ของสังคม  พรรคภูมิใจไทย ได้ชิงบทบาทการนำ การเป็นสัญลักษณ์ของ #ความหวัง ไปแสดงอยู่  พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งชูเรื่อง #การเมืองสุจริต และการเป็น #ทางเลือกที่ปลอดภัย  ต้องเริ่มต้นที่ #วจีสุจริต ให้ได้ก่อน  เอาชนะ #เสียงในหัว ของตัวเองให้ได้  แล้วตกแต่งการสื่อสารให้สร้างสรรค์  ให้ทุกๆ ครั้งที่มีความเห็นใด ชัดเจนว่าเป็นไป #เพื่อประเทศชาติและประชาชน  โดยไม่มี #โลหะหนักทางถ้อยคำ ปนเปื้อนโดยไม่จำเป็น

ประชาธิปัตย์ ต้องรู้ตัวเองและหมั่นเตือนตัวเองว่า กำลังตกอยู่ในสภาพ #เครื่องมือที่เขาไม่ใช้  ทุกๆ การให้ความเห็นจึงต้องแสดงศักยภาพของ #ความเป็นเครื่องมือที่ดี ที่ช่วยขัดช่วยเกลา ช่วยขันความหละหลวมให้รอบคอบ  เร่งความล่าช้าให้ฉับไว  กระตุ้นความไม่ใส่ใจให้เกิดความรอบคอบ  ไม่ใช่เป็นแค่เครื่องมือ #ถากถาง

โพสต์นี้ของคุณชัยชนะจึงเป็นการสื่อสารที่ผิดพลาด เละเทะ ไม่มีคุณค่า  เพียงเพราะว่า #คำแต่งจาน ได้ทำลาย #โภชนาการ ที่มีอยู่ในทุกๆ ประโยคก่อนหน้านั้น อย่างย่อยยับ

คนประชาธิปัตย์ต้องเร่งขจัด #ปุ่มทำลายตัวเอง ในตัวเองก่อน เป็นสิ่งแรก  แล้วเดินหน้าขจัดความไม่ตรงไปตรงมา ความล่าช้า ความหละหลวม ความโง่เขลา การเอาใจนายทุน การทุจริต การหาประโยชน์ ฯลฯ ในพื้นที่อำนาจทางการเมืองของรัฐบาล  เพื่อความถูกต้องและประโยชน์ของประชาชน-ประเทศชาติ เป็นหลัก  

แล้วคนจะกลับมารัก และตระหนักในคุณค่าของเครื่องมือที่เรียกว่า #ประชาธิปัตย์ ได้อีกหน.

ด้วยรัก

• ปู จิตกร บุษบา •

ป.ป.ช. เตรียมแถลงเคลียร์ครหา 2 มาตรฐาน พรุ่งนี้ จากเหตุวินิจฉัยทรัพย์สิน รมต. สวนทางคำตัดสินศาล รธน.

ป.ป.ช. เตรียมแถลงเคลียร์ครหา 2 มาตรฐาน พรุ่งนี้ จากเหตุวินิจฉัยทรัพย์สิน รมต. สวนทางคำตัดสินศาล รธน.

ป.ป.ช. เตรียมแถลงเคลียร์ครหา 2 มาตรฐาน พรุ่งนี้ จากเหตุวินิจฉัยทรัพย์สิน รมต. สวนทางคำตัดสินศาล รธน.

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.14 น.

‘ป.ป.ช.’ เผยพรุ่งนี้ออกข้อชี้แจงเคลียร์ครหา ‘2 มาตรฐาน’ จากเหตุวินิจฉัยทรัพย์สิน รมต.สวนทางคำตัดสินศาลรัฐธรรมนูญ ย้ำต้องดูที่ประเด็น ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย เตือน สส.เข้ารับตำแหน่ง ทำบัญชียื่นฯต้องยึดรอบคอบ ทั้ง ‘หุ้น – ทรัพย์สินผู้อยู่กินฉันสามี ภรรยา’ 

วันที่ 22 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นายประภาศ คงเอียด กรรมการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (กรรมการ ป.ป.ช.) กล่าวปาฐกถาพิเศษตอนหนึ่งในหัวข้อ “บัญชีทรัพย์สิน” : ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและความเสี่ยงทางกฎหมาย ภายในงานสัมมนาวิชาการ เรื่อง “สส. 101: start strong” ที่จัดโดยสถาบันพระปกเกล้าร่วมกับเดลินิวส์ว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีปัญหาเรื่องทุจริตอยู่ในขั้นวิกฤต ตัวสะท้อนที่ชัดเจนสุดคือค่า CPI สำรวจโดยองค์กรระหวางประเทศ จัดอันดับประเทศอยู่ที่ 116 ด้อยกว่าประเทศในอาเซียน เกือบจะอยู่ท้ายๆ อย่างไรก็ตาม ป.ป.ช.อยู่เกือบปลายน้ำ เป็นคดีก่อนถึงเข้าสู่กระบวนการของเราทั้งๆ ที่ควรแก้ตั้งแต่ต้นน้ำ ทั้งนี้ เรื่องบัญชีทรัพย์สินในกฎหมายป.ป.ช. เป็นเครื่องมือป้องกัน เพราะคนที่เข้ามาในตำแหน่งแล้วมีความเสี่ยงทำทุจริตได้ ดังนั้นเมื่อเปิดเผยก็จะทำให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ว่าผู้เข้ามาดำรงตำแหน่งมีทรัพย์สินก่อนเข้ามาเท่าไหร่ พ้นตำแหน่งแล้วมีทรัพย์สินเท่าไหร่ นอกจากนี้บัญชีทรัพย์สินยังช่วยเรื่องการปราบปรามการทุจริต เพราะถ้ามีความไม่ชอบหรือผิดปกติ ก็จะมีการดำเนินการตามกฎหมาย แต่ขอให้เชื่อมั่นในองค์กร ป.ป.ช. โดยเฉพาะเรื่องการตรวจสอบทรัพย์สิน ตนบอกได้เลยว่าไม่ใช่ว่าเราตั้งท่าจะเล่นงาน ยืนยันว่าไม่มี ตนเข้าร่วมประชุมเรื่องบัญชีทรัพย์สิน น้อยมากที่คนที่จะโดนชี้ หรือกล่าวหาเรื่องบัญชีทรัพย์สิน หากไม่หนักหนาสาหัสจริงๆ เราก็ไม่เอา เพราะเข้าใจว่ามีความผิดพลาด หลงลืมได้ แต่ที่สำคัญคือพฤติการแห่งการกระทำนั้นส่อถึงเจตนาหรือไม่  

“ขณะนี้มีการพูดถึง 2 มาตรฐาน หรืออะไรต่างๆ ผมขอยืนยันว่า เราสามารถอธิบายข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายได้อย่างชัดแจ้ง ในวันพรุ่งนี้ (23 เม.ย.) ป.ป.ช. จะออกข้อชี้แจงในเรื่องนี้ ซึ่งองค์กร ป.ป.ช และผมจะมีจุดอ่อนอย่างหนึ่ง คือไม่ค่อยได้ทำงานเชิงรุก คล้ายกับศาล คือตัดสินไปแล้วบนพื้นฐานของข้อมูล สำนวนข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย อย่าลืมว่าข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย คือตัวบ่งชี้ถึงการวินิจฉัย ไม่ว่าจะเป็นศาลหรือป.ป.ช. บางเรื่องเราจะเอา เรื่องหนึ่งไปเปรียบเทียบกับเรื่องหนึ่งไม่ได้เสมอไป โดยเฉพาะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องอะไรคือเรื่องคุณสมบัติของรัฐมนตรี การวินิจฉัยของป.ป.ช. คือการวินิจฉัยเรื่องจงใจหรือเจตนายื่นบัญชีทรัพย์สินหรือปกปิดบัญชีทรัพย์สินหรือไม่ ซึ่งมันไม่ใช่ว่าจะต้องเอาข้อเท็จจริง หรือคำวินิจฉัยมาใช้เสมอไป ก็ต้องดูว่าประเด็นอะไรด้วย ในรายละเอียดจะมีการชี้แจงต่อไป เราเคารพความคิดความเห็นของทุกคน แต่ความเห็น มีสิทธิ์ที่จะให้ความคิดเห็นอย่างไรก็ได้ แต่พื้นฐานคือข้อมูลข้อกฎหมายครบถ้วนหรือไม่ เป็นเรื่องที่จะต้องตระหนัก“ นายประภาส กล่าว 

นายประภาส กล่าวถึงการตรวจสอบทรัพย์สินว่า ขอให้ สส. และผู้ช่วยสส.มีความรอบคอบในการจัดทำบัญชีทรัพย์สิน หนี้สินที่จะยื่นต่อป.ป.ช. แน่นอนว่าท่านอยู่ในฝ่ายการเมือง ก็มีฝั่งตรงข้าม หรือผู้ไม่หวังดีอยู่เสมอเพราะฉะนั้นถ้าพลาดนิดเดียว บางครั้งความผิดพลาดนั้นอาจไม่ได้เกิดจากเจตนาของท่านแต่ท่านก็ แต่ถูกนำไปเป็นประเด็นดรามา และการใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองได้ โดยที่ต้องระมัดระวัง คือ เรื่องหุ้น เรื่องทรัพย์สินคู่สมรส ซึ่งปัจจุบันครอบคลุมไปถึง การอยู่กินฉันสามีภรรยาแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ซึ่งหากมีการร้องเรียนเข้ามา ป.ป.ช.ต้องเข้าไปตรวจสอบ จนถึงขั้นส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเชิงลึกเพื่อดูพฤติการณ์ถึงบ้านด้วย เรื่องนี้ขอฝาก สส.ด้วยความห่วงใย

กมธ.ไฟป่า-ฝุ่น ถกนัดแรกเดือด! ‘ภูมิใจไทย-ประชาชน’แย่งเก้าอี้ประธาน จนต้องลงมติแบบลับ

กมธ.ไฟป่า-ฝุ่น ถกนัดแรกเดือด! 'ภูมิใจไทย-ประชาชน'แย่งเก้าอี้ประธาน จนต้องลงมติแบบลับ

กมธ.ไฟป่า-ฝุ่น ถกนัดแรกเดือด! ‘ภูมิใจไทย-ประชาชน’แย่งเก้าอี้ประธาน จนต้องลงมติแบบลับ

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.58 น.

‘กมธ.วิสามัญฯสางไฟป่าและฝุ่นPM 2.5’ ถกนัดแรก ‘ภท.-พรรคส้ม’ เดือดชิงแย่งเก้าอี้ประธาน ก่อนโหวตลับ ‘พิมพ์ภัทรา’ ซิวปธ.กมธ. ขณะที่ ’ภัทรพงษ์‘ รองฯคนที่2

วันที่ 22 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 09.00น. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาศึกษามาตราและแนวทางการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาไฟป่า และติดตามปัญหาวิกฤติฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) นัดแรก เพื่อเลือกประธานกรรมาธิการฯ และตำแหน่งสำคัญ โดยมีนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ซึ่งมีอาวุโสสูงสุดทำหน้าที่เป็นประธานชั่วคราว ก่อนจะเข้าสู่วาระการประชุมโดยเปิดให้สมาชิกเสนอชื่อบุคคลที่เห็นสมควรให้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมาธิการฯ 

โดยนายสมบัติ ยะสินธุ์ สส.แม่ฮ่องสอน พรรคภูมิใจไทย เสนอชื่อน.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สส.นครศรีธรรมราข พรรคภูมิใจไทย เป็นประธานกรรมาธิการ 

ขณะที่นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ เสนอชื่อตัวเองเป็นประธานกรรมาธิการพร้อมเสนอให้ประธานเปิดโอกาสให้ผู้ที่ถูกเสนอชื่อได้แสดงวิสัยทัศน์ เนื่องจากคณะกรรมาธิการชุดนี้มีเวลาทำงานเพียงไม่กี่เดือน ก่อนจะต้องสรุปข้อคิดเห็นเสนอต่อสภา ก่อนวันที่ 11 ก.ค.นี้ เพื่อให้ทันการพิจารณางบประมาณ รายจ่ายประจำปี 2570 

ทั้งนี้ กรรมาธิการหลายคนเห็นด้วย โดยนายคริษฐ์ ปานเนียม อดีต สส.ตาก พรรคประชาชน ได้สนับสนุนให้มีการแสดงวิสัยทัศน์ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ก่อนที่นายสมบัติ จะแสดงความเห็นว่า ประธานกรรมาธิการควรเป็นคนของฝ่ายรัฐบาล เพราะเวลาประสานงาน หรือทำหน้าที่ ถ้าเป็นรัฐบาล ส่วนราชการจะเกรงใจและประสานงานได้ดีกว่า 

ด้านนพ.เอกภพ เพียรพิเศษ อดีตผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า  เราไม่ควรมาเถียงกันว่าประธานควรเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล เพราะคณะกรรมาธิการฯ ชุดนี้ไม่ได้ตั้งขึ้นมา เพื่อติดตามการทำงานของรัฐบาล จากนั้นนายสมบัติได้เริ่มให้ผู้ถูกเสนอชื่อ ดำรงตำแหน่งประธานกรรมาธิการ ฯ ได้แสดงวิสัยทัศน์

โดยน.ส.พิมพ์ภัทรา ได้แสดงวิสัยทัศน์เป็นคนแรก พร้อมระบุว่า คณะกรรมาธิการฯ ชุดนี้ไม่ควรแบ่งแยกตั้งแต่ต้นว่าเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล เพราะการทำงานของคณะกรรมาธิการฯ เป็นการทำงานให้ประชาชน และการตั้งคณะกรรมาธิการฯ ก็ไม่ใช่การเลือกตั้ง แต่เป็นการตั้งมาในทุกยุคทุกสมัย ซึ่งในช่วงต้นเข้าใจดีว่าจะเป็นการติดตามการทำงานของรัฐบาล การแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 และการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายกระทรวง เบื้องต้นจึงต้องกลับไปดูว่าแต่ละกระทรวงได้วางแผนการทำงานอย่างไร และนำมาเปรียบเทียบว่าปีที่แล้วกับปีนี้แตกต่างกันอย่างไร และนำผลของคณะกรรมาธิการทุกชุดที่เคยพิจารณาเอาไว้แล้วเข้าสู่คณะกรรมาธิการชุดนี้ เพื่อดำเนินการได้เลย เนื่องจากมีเวลาจำกัด และ สส. ในพื้นที่จะต้องทำงานร่วมกันเป็นมิติสุดท้าย ที่สำคัญจะประชุมแต่ในห้องไม่ได้ ต้องลงพื้นที่ไปติดตามผลการปฏิบัติงานด้วย

ด้านนายภัทรพงษ์ ได้แสดงวิสัยทัศน์สนับสนุนเห็นด้วย ว่า ไม่ควรมีฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล แต่ต้องเป็นคณะกรรมาธิการฯ ที่ทำงานร่วมกัน และต้องทำการบ้านจากรายงานของคณะกรรมาธิการไฟป่าชุดก่อน รวมถึงรายงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้คณะกรรมาธิการฯ ชุดนี้เคลื่อนตัวได้เลย โดยจุดเริ่มต้นเห็นว่า ควรต้องตรวจสอบสิ่งที่เคยทำพลาดจากการทำรายจ่ายในงบประมาณปี 2569 ว่ามีอะไรที่ยังขาดแคลน หรือมีจุดไหนที่ไม่เหมาะสม จนถูกตัดงบประมาณเหล่านั้นทิ้ง เช่น การทำแผนพื้นที่ควบคุมมลพิษในพื้นที่ภาคเหนือ แต่สุดท้ายกลับไม่มีการทำตามแผนเหล่านั้น อีกทั้งมีการของบประมาณไป แต่กลับไม่มีการจัดสรรและไม่ได้รับการอนุมัติ ซึ่งต้องไปดูว่าติดขัดที่ตรงไหน ที่จังหวัดหรือว่าที่กระทรวง และการติดขัดเรื่องการใช้เงินสำรองราชการ ที่จังหวัดกังวลมาก ว่า จะถูกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบมากๆ แต่ไม่เคยกลัวว่าลมหายใจของประชาชนจะเป็นอย่างไร ซึ่งหลังจากตรวจสอบภูมิภาคมาแล้วก็จะต้องช่วยรัฐบาลทำงาน เช่น ตอนนี้ที่อยู่ระหว่างการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 

โดยเชื่อว่าถ้าคณะกรรมาธิการฯ ทำงานร่วมกัน ไม่ล่าช้าไม่ศึกษาอะไรที่เคยศึกษามาแล้ว จะช่วยเติมเต็มการจัดทำงบประมาณได้ รวมถึงการจัดทำแผนรับมือกับฝุ่น PM 2.5 โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของประชาชนกับหน่วยงานของรัฐให้ทำงานร่วมกันได้ สามารถจัดการปัญหาไฟป่า ซึ่งต้องมีการวางแผนการทำงานให้ละเอียด เพื่อให้ทันต่อการเสนอเข้าสภาก่อน 11 กรกฎาคม ซึ่งจะคาบเกี่ยวกับช่วงที่พิจารณางบประมาณด้วย

จากนั้นที่ประชุมได้เข้าสู่การลงมติ เลือกประธานกรรมาธิการ และตำแหน่งสำคัญต่างๆ โดยเป็นการลงมติแบบลับ ผลการโหวตคือ น.ส.พิมพ์ภัทรา เป็นประธานคณะกรรมาธิการ ขณะที่รองประธานคณะกรรมาธิการประกอบด้วย นายสมบัติ ยะสินธุ สส. แม่ฮ่องสอน พรรคภูมิใจไทย เป็นรองประธานคณะ กรรมาธิการคนที่หนึ่ง นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร สส. เชียงใหม่ พรรคประชาชน เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการคนที่สอง  ส่วนเลขานุการ คณะกรรมาธิการคือนางพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย 

สีหศักดิ์ เยือนเมียนมา เตรียมหารือ ประธานาธิบดีเมียนมาคนใหม่ ถกแก้ฝุ่นพิษ-อาชญากรรมข้ามชาติ

สีหศักดิ์ เยือนเมียนมา เตรียมหารือ ประธานาธิบดีเมียนมาคนใหม่ ถกแก้ฝุ่นพิษ-อาชญากรรมข้ามชาติ

สีหศักดิ์ เยือนเมียนมา เตรียมหารือ ประธานาธิบดีเมียนมาคนใหม่ ถกแก้ฝุ่นพิษ-อาชญากรรมข้ามชาติ

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.54 น.

“สีหศักดิ์”เยือนเมียมาแสดงความยินดีประธานาธิบดีเมียนมาคนใหม่ ไทยหวังเกิดสันติภาพในเมียนมา พร้อมหารือความร่วมมือความมั่นคงทางชายแดน อาชญากรรมข้ามชาติ มลพิษทางน้ำทางอากาศ การเปิดการค้าชายแดน

วันที่ 22 เมษายน 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการเดินทางไปเยือนประเทศเมียนมา ระหว่างวันที่ 21-22 เม.ย.2569 เพื่อไปคารวะ พลเอกอาวุโส มิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีเมียนมา โดยมีประเด็นที่จะพบปะพูดคุยกับ พลเอกอาวุโส มิน อองไลง์ ประธานาธิบดีเมียนมา 3 เรื่อง โดยเรื่องแรก เพื่อไปแสดงความยินดีที่ พลเอกอาวุโส มิน อองไลง์ ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีของเมียนมาและมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่

เรื่องที่ 2 เราหวังว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญและนำไปสู่ขบวนการสันติภาพ ขบวนการปรองดองพูดคุยระหว่างกลุ่มต่างๆในเมียนมา เพราะเราต้องการเห็นสันติภาพที่ยั่งยืนในเมียนมา และเราในฐานะประเทศเพื่อนบ้านของเมียนมาเราก็อยากเสริมสร้างความสัมพันธ์เรียกว่าเปิดโหมดใหม่ของความสัมพันธ์ ในเรื่องของความสัมพันธ์ก็อยากจะมีความร่วมมือในเรื่องของความมั่นคงทางชายแดน และอีกหลายเรื่อง เช่น ความร่วมมือกันในเรื่องของการปราบปรามขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะสแกมทั้งหลาย  เรื่องยาเสพติดที่เราเป็นห่วงเพราะมียาเสพติดเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น  และเรื่องมลภาวะ ไม่ว่าจะในน้ำหรือในอากาศก็อยากจะร่วมมือกัน ที่สำคัญคือการอยากให้มีการเปิดการค้าชายแดนอีกครั้งหนึ่ง เพราะการค้าชายแดนมีความสำคัญกับทั้งสองประเทศโดยเฉพาะการค้าชายแดน 80% ของการค้าทั้งหมดที่ไทย-เมียนมา

และเรื่องที่ 3 อยากจะสนับสนุนให้เมียนมา กลับสู่อาเซียน เรามีนโยบายที่จะมีปฏิสัมพันธ์ที่เป็นขั้นเป็นตอน เพื่อนำเมียนมากลับมาสู่อาเซียน คืออาเซียนมีฉันทะลามติ 5 ข้อ แต่ที่ผ่านมาไม่มีการปฏิบัติ เราตึงอยากมีบทบาทนำในเรื่องนี้ แต่แน่นอนการที่เมียนมาจะกลับมาสู่อาเซียน ก็ต้องมีการดำเนินการที่ตอบสนองข้อกังวลของอาเซียนด้วย เราก็ยินดีที่ผ่านมาหลังจากที่เมียนมาจัดตั้งรัฐบาลใหม่แล้วก็มีการประกาศอภัยโทษ กับนักโทษทางการเมืองโดยเฉพาะอดีตประธานาธิบดีเมียนมา เราก็หวังว่าการดำเนินการอย่างนี้จะมีอีกต่อไป โดยเฉพาะทำอย่างไรที่จะลดความรุนแรงตามแนวชายแดน การสู้รบตามแนวชายแดนของเรา ก็รู้ว่าทางเมียนมามีความต้องการทางด้านมนุษยธรรมอย่างมาก ทำอย่างไรจะเปิดพื้นที่เพื่อให้อาเซียนหรือองค์การระหว่างประเทศสามารถเข้าไปให้ความช่วยเหลือตามมนุษยธรรมที่มีความต้องการ

นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับ ชายแดนที่มีการสู้รบกัน ไทยเราจะพยายามมีการพูดคุยกับเมียนมาเพื่อให้ลดการใช้ความรุนแรงบริเวณชายแดน เราอยากให้ลดระดับการสู้รบจริงๆแล้วถ้ายุตติได้ก็ดี ตรงนี้เป็นความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างฝ่ายทหาร ที่ผ่านมาก็มีการเยือนของผู้บัญชาการทหารสูงสุด  และเราก็มีการประชุมฝ่ายทหารเป็นการประชุมระดับสูง ครั้งต่อไปฝ่ายไทยเป็นเจ้าภาพ ก็คงจะมีการพูดคุยในเรื่องความมั่นคงตามแนวชายแดนระหว่างฝ่ายทหาร

นายสีหศักดิ์ กล่าวด้วยว่า เรื่องมลภาวะทั้งในน้ำและอากาศ ก็จะคุยกันเรื่องฝุ่น PM 2.5 เพราะเราต้องร่วมมือกัน 3 ประเทศ คือ เมียนมา ไทย และลาว ตรงนี้เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงที่เราจะต้องคุยกับประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีและรัฐมนตรีต่างประเทศของเมียนมาด้วย
 

ยุทธพร ชี้เสถียรภาพการเมือง-นโยบายต่อเนื่อง ปัจจัยหลักดัน Moody’s ปรับมุมมองไทยเชิงบวก

ยุทธพร ชี้เสถียรภาพการเมือง-นโยบายต่อเนื่อง ปัจจัยหลักดัน Moody’s ปรับมุมมองไทยเชิงบวก

ยุทธพร ชี้เสถียรภาพการเมือง-นโยบายต่อเนื่อง ปัจจัยหลักดัน Moody’s ปรับมุมมองไทยเชิงบวก

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.49 น.

“ยุทธพร” ชี้ Moody’s ปรับ Outlook ไทยเป็น Stable เปรียบเหมือนให้ใบรับรองเศรษฐกิจ สะท้อนเสถียรภาพ-นโยบายต่อเนื่อง ลดความเสี่ยงประเทศ

เมื่อวันที่ 22 เม.ย.69 รศ.ดร.ยุทธพร อิสระชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เปิดเผยความเห็นกรณี Moody’s Investors Service ประกาศปรับมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ของประเทศไทยจาก “เชิงลบ” (Negative) เป็น “มีเสถียรภาพ” (Stable) พร้อมคงอันดับเครดิตที่ระดับ Baa1 ว่า ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกสำคัญ เปรียบเสมือน “ใบรับรองความเชื่อมั่น” ของเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน

ทั้งนี้ การปรับ Outlook ดังกล่าว ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขเชิงสถิติ แต่สะท้อนถึงความสำเร็จของการดำเนินนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาล โดยเฉพาะในมิติของ เสถียรภาพทางการเมือง และ ความต่อเนื่องของนโยบาย ซึ่ง Moody’s ให้ความสำคัญในฐานะปัจจัยหลักในการลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของประเทศ

รศ.ดร.ยุทธพร ระบุว่า ในอดีตประเทศไทยมักเผชิญปัญหาความไม่ต่อเนื่องของนโยบายจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แต่รัฐบาลปัจจุบันสามารถผลักดันการปฏิรูปเชิงโครงสร้างได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engines) และการเปิดเสรีในภาคพลังงาน ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนของการเปลี่ยนผ่านจากนโยบายระยะสั้นไปสู่การวางรากฐานการเติบโตอย่างยั่งยืน

ในประเด็นหนี้สาธารณะ แม้มีการคาดการณ์ว่าสัดส่วนหนี้ต่อ GDP อาจเพิ่มขึ้นแตะร้อยละ 62 ในปี 2571 แต่หากพิจารณาเชิงคุณภาพ พบว่าเป็น การขาดดุลเพื่อการลงทุน มากกว่าการบริโภค โดยโครงสร้างหนี้ส่วนใหญ่เป็นสกุลเงินบาทและมีอายุยาว ช่วยลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ขณะที่ภาระดอกเบี้ยต่อรายได้รัฐบาลอยู่ที่ประมาณร้อยละ 6 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้เมื่อเทียบกับประเทศในระดับเดียวกัน สะท้อนประสิทธิภาพในการบริหารหนี้ของภาครัฐ

นอกจากนี้ กลไก “Thailand Fast Pass” ที่ช่วยลดขั้นตอนการอนุมัติและอุปสรรคทางราชการ ยังเป็นตัวอย่างของนวัตกรรมนโยบายที่ตอบโจทย์ภาคเอกชน ทำให้การลงทุนเริ่มฟื้นตัวต่อเนื่อง และมีศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในระยะยาว หากสามารถขยายผลได้ในวงกว้าง

ด้านปัจจัยต่างประเทศ รศ.ดร.ยุทธพร เห็นว่า ไทยยังมีความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะทุนสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง ครอบคลุมการนำเข้าได้ถึงประมาณ 7 เดือน รวมถึงสัดส่วนหนี้ระยะสั้นที่อยู่ในระดับต่ำ ช่วยเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความผันผวนจากภายนอก เช่น นโยบายกำแพงภาษีของประเทศมหาอำนาจ

อย่างไรก็ตาม แม้การปรับ Outlook เป็น “Stable” จะเป็นสัญญาณเชิงบวก แต่รัฐบาลยังมีความท้าทายสำคัญในระยะถัดไป โดยเฉพาะการผลักดันนโยบายให้เกิดผลในทางปฏิบัติ (Policy Execution) อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงการดำเนินมาตรการการคลังแบบเจาะจง (Targeted Fiscal Support) ให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างแม่นยำ เพื่อให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจกระจายตัวอย่างทั่วถึง

“การยอมรับจากสถาบันระดับโลกในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยต้องเร่งต่อยอด หากยังสามารถรักษาวินัยทางการคลังและจังหวะการดำเนินนโยบายได้อย่างต่อเนื่อง โอกาสในการปรับเพิ่มอันดับเครดิตในอนาคตก็มีความเป็นไปได้” รศ.ดร.ยุทธพร กล่าว. 

กระปุกอุดมการณ์ร่อยหรอ! พรรคส้มในยุค ‘ซ้ายสุขโข-สส.สายอินฟลูฯ’

กระปุกอุดมการณ์ร่อยหรอ! พรรคส้มในยุค ‘ซ้ายสุขโข-สส.สายอินฟลูฯ’

กระปุกอุดมการณ์ร่อยหรอ! พรรคส้มในยุค ‘ซ้ายสุขโข-สส.สายอินฟลูฯ’

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.43 น.

บรรยากาศภายในพรรคประชาชน หรือ “พรรคส้ม” เวลานี้ ดูไม่ปกตินัก เมื่อคนระดับหัวขบวนทางความคิดอย่าง “ปิยบุตร แสงกนกกุล” ออกมาพูดแรงว่า พรรคซึ่งเคยถูกสร้างให้เป็น “ยานพาหนะ” แห่งความเปลี่ยนแปลง วันนี้กลับมีบางคนใช้พรรคเป็นเพียงทางผ่านสู่ตำแหน่ง สส. มากกว่าจะใช้ขับเคลื่อน “อุดมการณ์”

ถัดมาไม่นาน “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” หนึ่งใน 44 อดีต สส. ที่กำลังเผชิญคดีจริยธรรมจากกรณีร่วมลงชื่อเสนอแก้ไข “มาตรา 112” ก็โพสต์ข้อความยาวราวกับฝากถ้อยคำไว้ล่วงหน้า ก่อนวันที่ 24 เมษายน ซึ่งศาลฎีกาจะพิจารณาว่าจะ “รับคำร้อง” หรือไม่

ใจความสำคัญของวิโรจน์ ไม่ได้พูดถึงชะตากรรมของตัวเองมากนัก แต่หันไปเตือนคนในพรรคมากกว่า เขาตำหนิพฤติกรรม สส. รุ่นปัจจุบันที่หมกกับการสร้าง “คอนเทนต์” ทำตัวเป็น “อินฟลู” ถ่ายรูป เช็กอิน อัปเดตชีวิตประจำวัน มากกว่าทำหน้าที่ผู้แทนราษฎร

เมื่อสองคนที่อยู่ต้นสายของพรรคพูดตรงกัน ปัญหานี้ย่อมไม่ใช่เสียงเมาท์จากคนนอก แต่เป็นรอยร้าวที่คนในเห็นเต็มตา พรรคส้มวันนี้จึงไม่ได้ขาดคนดัง หากกำลังมีคนดังมากกว่าคนทำงาน

พรรคส้มเคยขายภาพ “การเมืองแบบใหม่” ใช้ภาพลักษณ์คนรุ่นใหม่ ใช้ถ้อยคำเรื่องความหวัง การเปลี่ยนแปลง และความต่างจากพรรคการเมืองเดิมเป็นแรงขับสำคัญ แต่เวลาผ่านไป หลายภาพกลับย้อนมาหาตัวเองอย่างเจ็บแสบ

สส.บางส่วนใช้ตำแหน่งเป็นฐานสร้างชื่อ ใช้ทุกประเด็นร้อนเป็นเวทีโชว์ตัว ใช้กล้องมือถือเป็นเครื่องมือหลัก และใช้ยอดแชร์เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ พูดเก่งไม่ได้แปลว่าทำงานเก่ง คลิปดังไม่ได้แปลว่าช่วยประชาชนได้จริง ผู้ติดตามมากไม่ได้แปลว่าผลงานมากตามไปด้วย

หน้าที่ของ สส. คือออกกฎหมาย ตรวจสอบฝ่ายบริหาร รับเรื่องร้องทุกข์ และตามงานให้เกิดผล แต่ภาพที่เห็นบ่อยขึ้นกลับเป็นการทุ่มเวลาไปกับ “คอนเทนต์” เพื่อรักษากระแสของตัวเอง

คำเตือนของวิโรจน์จึงสะท้อนปัญหาภายในพรรคอย่างชัดเจน ว่า สส.บางส่วนอาจให้เวลากับการสร้างภาพลักษณ์ มากกว่างานผู้แทนที่ประชาชนคาดหวัง

หลักฐานที่เห็นชัด คือทริปดูงานต่างประเทศล่าสุด ซึ่งมี “วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” “ศิริกัญญา ตันสกุล” และ “ไอซ์ รักชนก ศรีนอก” ร่วมเดินทาง

จะเดินทางในนามพรรค หรือใช้งบจากช่องทางใด สายตาประชาชนมองไม่ต่างกัน เพราะผู้เดินทางคือผู้แทนราษฎร ผู้ถือสถานะสาธารณะ

แต่ภาพที่สื่อสารออกมากลับหนักไปทางกิน เที่ยว ถ่ายรูป ปั่นจักรยาน เดินชมเมือง และกินไอศกรีมเย็นฉ่ำ มากกว่าสาระของการดูงาน

ช่วงเวลาเดียวกัน คนไทยจำนวนมากกำลังเผชิญอากาศร้อนทะลุ 40 องศา ค่าไฟสูง ค่าน้ำมันแพง ค่าครองชีพบีบรายได้ คนหาเช้ากินค่ำจำนวนมากยังต้องตากแดดทำงาน ภาพนักการเมืองกินไอติมในต่างแดนจึงติดตาคนดูได้ง่าย เพราะสะท้อนความห่างระหว่างชีวิตผู้แทน กับชีวิตประชาชน

ภาพเช่นนี้ยิ่งตอกย้ำว่า สส.บางส่วนกำลังให้ความสำคัญกับ “คอนเทนต์” มากกว่าความรู้สึกของคนที่กำลังรับภาระค่าครองชีพทุกวัน

คนที่พูดเรื่องประชาชนทุกวัน ควรรู้ว่าภาพบางภาพทำลาย “เครดิต” ได้มากกว่าคำชี้แจงหลายรอบ พรรคที่เคยโจมตีคนอื่นเรื่องดูงานไร้สาระ วันนี้กำลังเจอคำถามแบบเดียวกันย้อนกลับมาใส่ตัวเอง

แก่นของเรื่องนี้ไม่ใช่เที่ยวหรือไม่เที่ยว แต่อยู่ที่ความย้อนแย้งทางการเมือง ปากพูดเรื่องปากท้องประชาชน แต่ภาพที่ออกมากลับเป็นชีวิตสบาย ๆ ไกลจากความจริงของคนส่วนใหญ่

พรรคส้มตั้งแต่อนาคตใหม่ มาถึงก้าวไกล และมาถึงพรรคประชาชน มักวางตัวอยู่ในแนวคิดแบบ “ซ้ายสมัยใหม่” พูดเรื่องรัฐสวัสดิการ ความเท่าเทียม สิทธิพลเมือง การกระจายอำนาจ และวิจารณ์โครงสร้างชนชั้นอยู่เสมอ

แต่เมื่อภาพที่ออกมากลับเป็นการเมืองแบบ “ซ้ายสุขโข” พูดเรื่องชนชั้นอย่างเคร่งเครียด แต่ใช้ชีวิตสาธารณะอย่างสำราญ ความน่าเชื่อถือก็ย่อมลดลงเอง

ประชาชนจำนวนมากไม่ได้ติดใจว่าผู้แทนจะกินอะไร แต่มองว่าผู้แทนรู้จักจังหวะชีวิตคนธรรมดาหรือไม่ เมื่อคนส่วนใหญ่กำลังรัดเข็มขัด ภาพผู้แทนเพลิดเพลินย่อมบาดตาเป็นธรรมดา

วิโรจน์ใช้คำว่า “กระปุกอุดมการณ์” เปรียบว่า คนรุ่นก่อนช่วยกันหยอดสะสมไว้ เพื่อให้คนรุ่นหลังนำไปใช้และต่อยอด หากใช้แต่ไม่เติม สุดท้ายก็ร่อยหรอ

คำเปรียบนี้ตรงกับสภาพพรรคส้มอย่างเจ็บแสบ พรรคยังใช้ “ทุนทางการเมืองจากอดีต” ใช้ภาพจำเรื่องความต่างจากพรรคเดิม และใช้ชื่อของผู้นำรุ่นก่อนเป็นแรงส่งอยู่เสมอ

แต่ สส. รุ่นปัจจุบันบางส่วนกลับนำทุนนั้นไปสร้างชื่อให้ตัวเอง มากกว่าสร้างผลงานใหม่ให้พรรค ขณะเดียวกันกลับใช้เวลาหมกอยู่กับยอดไลก์ ยอดแชร์ และภาพลักษณ์ส่วนตัวมากเกินไป

ความลักลั่นจึงเห็นชัด พรรคกำลังเผชิญแรงกดดันทางการเมืองรอบด้าน แต่ สส.บางส่วนกลับส่งภาพความสบาย เดินสายสร้างคอนเทนต์ และใช้ชีวิตราวกับไม่รับรู้ว่าพรรคกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ

พรรคการเมืองอยู่ได้ด้วย “ผลงาน” ไม่ใช่กระแสชั่วคราว อยู่ได้ด้วย “ความเชื่อมั่น” ไม่ใช่ยอดวิวรายวัน อยู่ได้ด้วยคนลงมือทำไม่ใช่คนเก่งสร้างภาพ

“กระปุกอุดมการณ์” ของพรรคส้มจึงไม่ได้ร่อยหรอเพราะศัตรูภายนอก หากร่อยหรอเพราะคนในพรรคบางส่วนกำลังควักมันไปแลกชื่อเสียงให้ตัวเองทุกวัน.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

วราวุธ กางโรดแมป ONE MIND พลิกอุตสาหกรรมไทยยุคใหม่ ปั้น 4 เสาหลัก

วราวุธ กางโรดแมป ONE MIND พลิกอุตสาหกรรมไทยยุคใหม่ ปั้น 4 เสาหลัก

วราวุธ กางโรดแมป ONE MIND พลิกอุตสาหกรรมไทยยุคใหม่ ปั้น 4 เสาหลัก

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.43 น.

“วราวุธ” กางโรดแมป “ONE MIND” พลิกอุตสาหกรรมไทยยุคใหม่ ปั้น 4 เสาหลัก ดันเศรษฐกิจสีเขียว-ดิจิทัลเชื่อมโลก คุณภาพชีวิต ยกระดับเอสเอ็มอีสู่ Global Value Chain เล็งรื้อกฎหมาย 2 ฉบับ พร้อมตั้ง “กองทุนเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม” รับมือวิกฤตสิ่งแวดล้อม และสังคมสูงวัย

วันที่ 22 เมษายน 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม มอบนโยบายการบริหารงานอย่างเป็นทางการ โดยเน้นย้ำความเชื่อมั่นในการขับเคลื่อนด้วยหลักการ “ONE MIND” หรือการรวมพลังทุกหน่วยงานในกระทรวงให้สื่อสาร และทำงานไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อแก้ปัญหาของประชาชนอย่างบูรณาการผ่าน 4 เสาหลัก (4 Pillars) ที่ตอบโจทย์ทั้งเศรษฐกิจโลก และคุณภาพชีวิตของคนไทย

รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า หลักการบริหาร 4 เสาหลัก (4 Pillars) ต้องการพลิกโฉมกระทรวงอุตสาหกรรม โดยวางโครงสร้างการทำงานใหม่ กล่าวคือ เสาแรก People Engagement การฟังเสียงประชาชน ยุติความเดือดร้อนด้วยระบบช่องทางรวมทุกปัญหาอุตสาหกรรมไว้ที่เดียว พร้อมระบบติดตามสถานะการแก้ไขปัญหาแบบรายเดือน

ส่วนเสาที่ 2 Policy Execution วางเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ขานรับนโยบายรัฐบาลสู่กระทรวงอุตสาหกรรม เป้าหมายเดินหน้าอุตสาหกรรมแห่งอนาคตทั้งดิจิทัล AI, เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ EV การแพทย์และสุขภาพ ผลักดันให้อุตสาหกรรมไทยสู่ห่วงโซ่อุปทานสำคัญของโลก การสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร พัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตเกษตรในพื้นที่ชุมชน พร้อมสร้างอาชีพ และสร้างสะพานเชื่อมทักษะให้กับคนไทย โดยเฉพาะนักศึกษา ผู้สูงอายุ คนพิการ วิสาหกิจชุมชน SME

นายวราวุธ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังมีแผนผลักดัน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมอัจฉริยะ “New Engine” ที่จะผลักดันให้เป็นพรีเมียม สร้างรายได้ใหม่ให้ประเทศ ครอบคลุม เกษตรและอาหาร จะเปลี่ยนข้าว-ยาง-มัน เป็นสินค้าพรีเมียม ดันไทยเป็น Medical Food Hub ของเอเชีย เช่นเดียวกับสมุนไพรและสุขภาพ ยกระดับสมุนไพรสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์เจาะตลาดสุขภาพทั่วโลก 

ส่วนหัตถกรรมอัจฉริยะ จะผลักดันผ้าไทยและงานคราฟต์สู่แบรนด์สากล รวมถึงดิจิทัลเทคโนโลยี จะดึงเม็ดเงินลงทุน Data Center & Cloud Services ระดับโลก สุดท้ายอุตสาหกรรมสีเขียวเร่งสร้างระบบนิเวศ ของ EV และระบบซื้อขายคาร์บอน

นายวราวุธ กล่าวว่า สำหรับเสาที่ 3 Legal Reform ที่เรียกว่าราชการทันใจ เป้าหมายคือจะต้องพิจารณาปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน มุ่งเป้ามาตรฐาน OECD โดยมีกฎหมาย 2 ฉบับแรก คือ พ.ร.บ.กากอุตสาหกรรม และ พ.ร.บ.โรงงานฉบับใหม่ เบื้องต้นจัดตั้งคณะทำงานกฎหมายของกระทรวง ให้ประชุมทุกสัปดาห์ และรายงานความก้าวหน้าให้รัฐมนตรี และที่ประชุมผู้บริหารของกระทรวงทุกเดือน

ไฮไลต์สำคัญ ได้แก่ สมุดพกคาร์บอนของแต่ละโรงงาน โดยจะร่วมองค์การจัดการก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะการควบคุมมลพิษผ่านระบบ CEMS ตรวจวัดจากปล่องแบบเรียลไทม์ การสนับสนุนโซลาร์รูปทอปชุมชน การส่งเสริมการผลิตสินค้าเพื่อผู้สูงอายุ และคนพิการ พร้อมส่งเสริมการจ้างงานกลุ่มเปราะบางเข้ามาอยู่ในห่วงโซ่การผลิตของ SME

สุดท้าย Minister’s Passion คือโจทย์สิ่งแวดล้อม และภัยพิบัติทางธรรมชาติ นโยบายผู้สูงอายุ และคนพิการ รวมถึงการเชื่อมโยงกับโลก และสืบสานต่อยอดจากฐานเดิมที่นายบรรหาร ศิลปอาชา เคยวางฐานรากไว้ เช่น จากอิสเทิร์นซีบอร์ดสู่โครงการ EEC 

ส่วนกลไกใหม่สำคัญที่จะผลักดัน คือการตั้งคณะกรรมการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมไทย ร่วมกับสภาพัฒน์ฯ และ BOI พร้อมผลักดัน กองทุนจัดตั้งกองทุนเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนทุนอุดหนุนการสร้างนวัตกรรมให้ SME รวมทั้งการรีสกิล และอับสกิลแรงงานให้ทันต่อเทคโนโลยีใหม่ และตลาดคาร์บอนเครดิต รองรับมาตรการกำแพงภาษีคาร์บอน (CBAM) จากต่างประเทศ
“Passion ของผมคือการตอบโจทย์โลกที่เปลี่ยนไป เราจะเปลี่ยนความท้าทายเรื่องสิ่งแวดล้อมและสังคมสูงวัย ให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ของคนไทยทุกคน” นายวราวุธ กล่าวทิ้งท้าย