ลุ้นระทึก! 24 เม.ย. ศาลฎีกานัดประชุมพิจารณารับคำร้องคดี 44 สส.ก้าวไกล

ลุ้นระทึก! 24 เม.ย. ศาลฎีกานัดประชุมพิจารณารับคำร้องคดี 44 สส.ก้าวไกล

ลุ้นระทึก! 24 เม.ย. ศาลฎีกานัดประชุมพิจารณารับคำร้องคดี 44 สส.ก้าวไกล

วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.11 น.

16 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าหลัง ป.ป.ช.ยื่นสำนวนคดี 44 สส.พรรคก้าวไกล เสนอชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ไปให้ศาลฎีกา เมื่อวันที่ 9 เม.ย.ที่ผ่าน ว่า “เบื้องต้นได้รับการประสานจากศาลฎีกานัดประชุมพิจารณารับคำร้องคดี ในวันที่ 24 เม.ย.นี้ เดี๋ยวศาลท่านจะสั่งเอง”

ศุภจี สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ลั่นทำงานให้ดีที่สุดเพื่อประเทศ-แจงปมตั้งทีมที่ปรึกษาฯ

ศุภจี สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ลั่นทำงานให้ดีที่สุดเพื่อประเทศ-แจงปมตั้งทีมที่ปรึกษาฯ

ศุภจี สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ลั่นทำงานให้ดีที่สุดเพื่อประเทศ-แจงปมตั้งทีมที่ปรึกษาฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.00 น.

“ศุภจี”สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบฯ หลังรับตำแหน่งรองนายกฯ ตั้งสัจจะอธิษฐานทำงานให้ดีที่สุดเพื่อประเทศ ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์อำนวยพร รับปรับรูปแบบทำงานใหม่ช่วงวิกฤตซ้อนวิกฤต เดินหน้าอุ้มสินค้าอุปโภค-บริโภค แจงตั้งทีมที่ปรึกษาฯ ทำงานหลากหลายมิติ ต้องมีผู้เชี่ยวชาญทุกด้าน

16 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 10.30 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ สักการะศาลพระภูมิเจ้าที่ และศาลตายายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล ภายหลังเข้ารับตำแหน่งรองนายกฯ เพื่อความเป็นสิริมงคล

จากนั้น นางศุภจี ให้สัมภาษณ์ภายหลังสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ว่า ไม่ได้ขอพร แต่ตั้งสัจจะอธิษฐานว่าจะปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุดให้กับประเทศชาติและประชาชน เมื่อทำเต็มที่อย่างนั้นแล้ว ก็ขอให้ช่วยอํานวยพรให้ทำได้ตามที่ตั้งจิตอธิษฐานไว้

เมื่อถามว่า ทำงานรอบนี้จะมีความกดดันมากกว่าการทำงานรอบแรกหรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า ก็เป็นธรรมดา เพราะช่วงนี้กำลังเผชิญหลายวิกฤตสอนวิกฤต ก็คงจะต้องตั้งใจทำหน้าที่อย่างเต็มที่ โดยจะมีการปรับรูปแบบการทำงาน ซึ่งได้ทราบกันแล้วตอนที่แถลงนโยบายรัฐบาล ว่าจะมีการทำงานเป็นคลัสเตอร์บูรณาการร่วมกันกับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดการปัญหาแต่ละเรื่องให้มีประสิทธิภาพ ทั้งระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว ไปพร้อมกันให้ได้

เมื่อถามว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 21 เม.ย.นี้ จะมีมาตรการเด่นอะไรจากกระทรวงพาณิชย์ ออกมาหรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า มาตรการของกระทรวงพาณิชย์ เรื่องแรกคือ การดูแลค่าครองชีพประชาชน ซึ่งสิ่งที่เราพยายามอยู่คือเรื่องของสินค้าควบคุม สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ถ้ามีการขยับตัวของราคาก็ต้องเข้าไปควบคุมดูแล ให้เป็นไปตามกลไกที่เป็น กับประชาชนและผู้ประกอบการ รวมถึงโครงการไทยช่วยไทยที่นำสินค้าราคาประหยัดมาขายให้กับประชาชน ขณะเดียวกันได้มีการขยับนำเอสเอ็มอีเข้ามาอยู่ในแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อเป็นการส่งเสริมศักยภาพ ขนาดที่เรื่องการส่งออกไปยังตะวันออกกลางเรามีการส่งออกไป 20 เปอร์เซ็นต์ แต่ตอนนี้มีการชะงัก เพราะเราส่งไปยากในบางพื้นที่ก็ต้องหาตลาดเพิ่มเติม แต่ยังคงพยายามอย่างยิ่ง เพื่อยังคงรายได้ของประเทศในช่วงวิกฤตแบบนี้

นางศุภจี กล่าวต่อว่า ในช่วงเวลา 13.00 น.วันเดียวกันนี้ ตนมีการประชุม 1 วง ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล โดยวงประชุมแรกเชิญกระทรวงอุตสาหกรรม พูดคุยต่อเนื่องในเรื่องสถานการณ์เม็ดพลาสติก โดยจะเชิญผู้ประกอบการที่มีความรู้เรื่องการทำรีไซเคิลมาพูดคุยด้วย เพราะเราไม่ใช่จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น แต่จะมาทำโครงสร้างไว้สำหรับสถานการณ์ระยะยาว จากนั้นวงประชุมที่ 2 จะเชิญ นางสุขสมรวย วันทนียกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรมช.มหาดไทย มาประชุมหารือ ในเรื่องของการดูแลสินค้าอุปโภคบริโภค เพราะสิ่งสำคัญต้องกระจายสินค้าให้ทั่วถึง จึงต้องอาศัยในเรื่องของท้องถิ่นทั้งอำเภอและตำบลในการช่วยผลักดันเอสเอ็มอี

เมื่อถามถึงการตั้งทีมที่ปรึกษาฯ จะสร้างความเชื่อมั่นได้อย่างไรบ้าง นางศุภจี กล่าวว่า ในมุมของมิติการทำงาน มันมีหลากหลายมิติ ในเรื่องของการส่งออกต้องเน้นเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเราได้มีการทำงานร่วมกันกับกระทรวงการต่างประเทศ เพราะภูมิรัฐศาสตร์กับภูมิเศรษฐศาสตร์ ต้องประสานกันไป เราต้องเข้าใจว่าตลาดไหนมีโอกาส ตลาดไหนควรระวังและ ต้องปรับตัวอย่างไร ฉะนั้นการที่เรามีที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญเฉพาะตรงนี้ ทั้งสหรัฐอเมริกาจีน ยุโรปและอินเดีย เราต้องมีที่ปรึกษาที่เป็นผู้เชี่ยวชาญหลากหลายเพื่อดูแลตรงนั้น ขณะที่อีกส่วนคือที่ปรึกษาของรองนายกฯ จะดูแลเรื่องสินค้าเกษตรภายในประเทศเพื่อมาช่วยเติมนโยบาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้น นางศุภจี ได้เดินมาเยี่ยมห้องทำงานสื่อมวลชน (รังนกกระจอก 2 และ 3) โดยพูดคุยถึงการทำงานของสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล พร้อมทั้งระบุว่า “ตนยินดีรับฟังคำชี้แนะ และสื่อมวลชนสามารถเสนอคำแนะนำมาได้ หรือว่าถ้าอยากได้ข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานก็สามารถส่งข้อความไปได้”

ทำงานตรงไปตรงมา! ทีมโฆษกรัฐบาล นำพวงมาลัยขอโอวาทนายกฯ ก่อนเริ่มปฏิบัติหน้าที่

ทำงานตรงไปตรงมา! ทีมโฆษกรัฐบาล นำพวงมาลัยขอโอวาทนายกฯ ก่อนเริ่มปฏิบัติหน้าที่

ทำงานตรงไปตรงมา! ทีมโฆษกรัฐบาล นำพวงมาลัยขอโอวาทนายกฯ ก่อนเริ่มปฏิบัติหน้าที่

วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.49 น.

ทีมโฆษกรัฐบาล นำพวงมาลัยขอโอวาทนายกฯ ก่อนเริ่มปฏิบัติหน้าที่ ยึดหลักทำงานตรงไปตรงมา ครบถ้วน สร้างความเข้าใจประชาชน ไม่หวั่นเฟคนิวส์-IO บอกไม่หวังดอกไม้-ยอดไลค์ แต่ขอทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

16 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 10.00 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล ทีมโฆษกรัฐบาล นำโดย น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี และ น.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ ว่าที่รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี นำพวงมาลัยเข้ารับพรจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อปฏิบัติงานในฐานะทีมโฆษกรัฐบาล

น.ส.รัชดา ได้พา น.ส.ลลิดา และ น.ส.พลอยทะเล นำพวงมาลัยมากราบขอพรนายกฯ เนื่องในเทศกาลปีใหม่ไทย วันสงกรานต์ โดยนายกฯ อวยพร แลมอบโอวาท รวมถึงแนวทางการทำงานให้กับทั้งสามคน

จากนั้น ทีมโฆษกรัฐบาล นำโดย น.ส.รัชดา เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้ให้โอวาทว่าให้เต็มที่กับการทำงาน โดยการทำงานในเรื่องหลักคือการสื่อสารข้อมูลให้ครบถ้วน และรับฟังเสียงสะท้อนของประชาชน เพื่อที่จะได้ชี้แจง สื่อสาร และทำความเข้าใจให้ครบถ้วน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ย้ำว่าให้เอาความรู้สึก และความคาดหวังของประชาชนเป็นที่ตั้ง รวมถึงพูดในสิ่งที่เป็นความจริง เพื่อที่จะเป็นการสื่อสารระหว่างรัฐบาลถึงประชาชน

ส่วนในประเด็นการเมืองก็จะต้องดูทุกอย่าง แต่ในประเด็นการเมืองเราจะไม่ได้ทำในมิติตอบโต้แบบสวนไปสวนมา และอยากให้ทุกคนเข้าใจว่ายุคโซเชียลมีเดีย มีข้อมูลหลายมิติ ซึ่งทีมโฆษกรัฐบาลจะออกมาชี้แจงให้เกิดความชัดเจน จึงขออย่ามองว่าพวกเราออกมาสวน แต่เราต้องอยู่บนโลกแห่งความจริง คือ ความถูกต้อง เราถึงจะอยู่แบบเข้าใจซึ่งกันและกัน

น.ส.รัชดา ยืนยันว่าว่า จะใช้ทุกช่องทางของแพลตฟอร์มไทยคู่ฟ้าในการสื่อสารกับประชาชน และนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง รวมถึงการใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ไม่ใช่ใช้รูปแบบทางการเพียงอย่างเดียว รวมถึงต้องโพสต์รวดเร็วให้ทันต่อสถานการณ์ และมีกราฟฟิคเพื่อสร้างความเข้าใจให้ง่ายมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะต้องทลายความเป็นทางการที่เรายึดถือมาหลายสิบปี โดยวันนี้การทำงานของสำนักโฆษกต้องเปลี่ยนไปแล้ว และทำให้เพจไทยคู่ฟ้าเป็นที่รู้จัก เป็นแหล่งข้อมูลที่ถูกต้อง เพราะวันนี้มีข่าวลือต่างๆ มากมาย

สำหรับธีม และหลักการทำงานในขณะนี้ เราจะต้องทำงานแบบตรงไปตรงมา ครบถ้วน เพื่อความเข้าใจของพี่น้องประชาชน ซึ่งเราก็ไม่กลัวการใช้ IO เข้ามาโจมตี เพราะเรามาอยู่จุดนี้ “ไม่ได้คาดหวังดอกไม้หรือยอดไลค์ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ แต่เราขอทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดีที่สุด”

อย่างไรก็ตาม น.ส.ลลิดา ก็จะมาดูแลในเรื่องทั่วไปตามภารกิจสำนักโฆษกรัฐบาล และยังช่วยสื่อสารภาษาจีน เช่นเดียวกับ น.ส.พลอยทะเล ที่จะมาช่วยสื่อสารในเรื่องภาษาอังกฤษอีกด้วย

ด้าน น.ส.ลลิดา ระบุว่า การทำงารในรอบที่ 2 ในฐานะรองโฆษกนั้น การทำงานจะเข้มข้นขึ้น และเอาประสบการณ์จากการเป็นรองโฆษกในครั้งที่แล้ว มาทำงานในครั้งนี้ให้ดียิ่งขึ้น

ขณะที่ น.ส.พลอยทะเล ว่าที่รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ในฐานะคนรุ่นใหม่ต้องการสื่อสารงานของราชการ และงานของรัฐบาลให้เข้าถึงประชาชนได้ง่าย รวมถึงการแก้ไขปัญหาข่าวปลอม โดยมีเป้าหมายคือการให้คนรุ่นใหม่เข้าใจการทำงานของรัฐบาลแม่นยำ ที่ถูกต้อง เข้าใจได้ง่าย

– 006

วันวิชิต ชี้รัฐบาลสอบผ่าน สงกรานต์ 69 คึกคักระดับโลก ลบข้อกังขาเศรษฐกิจ-น้ำมันขาด

วันวิชิต ชี้รัฐบาลสอบผ่าน สงกรานต์ 69 คึกคักระดับโลก ลบข้อกังขาเศรษฐกิจ-น้ำมันขาด

วันวิชิต ชี้รัฐบาลสอบผ่าน สงกรานต์ 69 คึกคักระดับโลก ลบข้อกังขาเศรษฐกิจ-น้ำมันขาด

วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.25 น.

16 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงบรรยากาศเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ว่า เป็นไปอย่างคึกคักเกินความคาดหมาย และสะท้อนภาพรวมเชิงบวกของเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประชาชนได้อย่างชัดเจน

โดยระบุว่า ตลอดช่วงเทศกาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ไม่ได้หยุดพัก แต่ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องในหลายจังหวัด ทั้งในลักษณะไม่เป็นทางการและทางการ อาทิ การร่วมกิจกรรมกับประชาชน การตรวจจุดท่องเที่ยว และการติดตามสถานการณ์ด้านพลังงาน ซึ่งช่วยสะท้อนภาพรวมการใช้ชีวิตและการเดินทางของประชาชนในช่วงวันหยุดยาวได้อย่างใกล้ชิด

ผศ.ดร.วันวิชิต ระบุว่า บรรยากาศที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ มีประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก สะท้อนว่าความกังวลเกี่ยวกับวิกฤตราคาพลังงานไม่ได้ส่งผลให้การเดินทางหรือการท่องเที่ยวหยุดชะงักตามที่หลายฝ่ายกังวลก่อนหน้านี้

“ภาพรวมสงกรานต์ปีนี้ ถือเป็นการลบข้อกังขาที่ว่าเศรษฐกิจชะลอตัวจนคนไม่เดินทาง หรือกังวลน้ำมันขาดแคลน จนคนไม่ออกต่างจังหวัด ถือเป็นข่าวที่ทำลายความเชื่อมั่นของรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลแก้เกมอย่างหนัก กระทั่ง สงกรานต์ กลับมาคึกคัก และคึกคักกว่าที่หลายคนคิด ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นคือ ประชาชนยังเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวกันอย่างสนุกสนาน ก็ต้องให้เครดิตรัฐบาลด้วย” ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าว

นอกจากนี้ ยังมองว่า เทศกาลสงกรานต์ของไทยในปีนี้ได้ยกระดับสู่ “มหกรรมระดับโลก” อย่างชัดเจน โดยหลายพื้นที่กลายเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นจังหวัด พระนครศรีอยุธยา อำเภอสะเดา จังหวัด สงขลา หรือจังหวัด พะเยา ที่มีการจัดกิจกรรมขนาดใหญ่ รวมถึงคอนเสิร์ตจากศิลปินระดับนานาชาติอย่าง BamBam ที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ขณะที่พื้นที่ยอดนิยมอย่าง ถนนข้าวสาร และ สีลม ยังคงเป็นแลนด์มาร์กระดับโลกที่นักท่องเที่ยวต่างชาติเลือกเดินทางมาร่วมเฉลิมฉลองอย่างหนาแน่น

ผศ.ดร.วันวิชิต ยังระบุด้วยว่า การจัดกิจกรรมที่คึกคักในหลายพื้นที่ ส่งผลให้เกิดการกระจายรายได้ไปสู่ภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้หมุนเวียนได้ดีขึ้น โดยมองว่า “สงกรานต์” เปรียบเสมือนแรงกระตุ้นสำคัญที่ช่วยพยุงและฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยในช่วงเวลาที่มีความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก

ส่วนประเด็นราคาพลังงาน มองว่าเป็นผลจากปัจจัยภายนอกเป็นหลัก ขณะที่ภายในประเทศ รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด ทั้งการตรวจสอบการกักตุนและการค้าผิดปกติ ซึ่งมีการดำเนินคดีอย่างต่อเนื่อง

ท้ายที่สุด แสดงความเชื่อมั่นว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” จะสามารถออกมาได้อย่างทันท่วงที และช่วยสร้างความต่อเนื่องในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนในระยะต่อไป

ปปง.เตรียมคืนความเป็นธรรม จ่อเปิดรับคำร้องคุ้มครองสิทธิฯ ผู้เสียหายคดีสแกมเมอร์ข้ามชาติ

ปปง.เตรียมคืนความเป็นธรรม จ่อเปิดรับคำร้องคุ้มครองสิทธิฯ ผู้เสียหายคดีสแกมเมอร์ข้ามชาติ

ปปง.เตรียมคืนความเป็นธรรม จ่อเปิดรับคำร้องคุ้มครองสิทธิฯ ผู้เสียหายคดีสแกมเมอร์ข้ามชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.22 น.

นายกฯ เข้าใจความรู้สึกผู้เสียหายคดีสแกมเมอร์ข้ามชาติ ล่าสุด ปปง. เตรียมคืนความเป็นธรรมให้ผู้เสียหาย จ่อเปิดรับคำร้องคุ้มครองสิทธิฯ คลายกังวลผู้เสียหาย

เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากกรณีที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สามารถยึดและอายัดทรัพย์สินเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ รายคดี นางสาวแตงไทยฯ กรณี MR.LEAK YIM นางวิรินยาฯ MR.SMITH BEN และนางสาวแคทรียาฯ กับพวก มูลค่าทั้งสิ้นกว่า 2 หมื่นล้านบาทนั้น  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มท. ยังคงติดตามคดีดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพราะเข้าใจความรู้สึกและความเดือดร้อนของผู้เสียหายที่โดนหลอกลวง 

โดยให้ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เร่งคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายในคดีดังกล่าว เพื่อนำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปคืนหรือชดใช้คืนให้กับผู้เสียหายตามสัดส่วนความเสียหาย แทนการสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน

ล่าสุด สำนักงาน ปปง. กำลังจัดทำประกาศเปิดรับคำร้องขอคุ้มครองสิทธิ กรณีที่เกี่ยวข้องกับนางสาวแตงไทย บ้านมะหิงษ์ กับพวก กรณี MR. LEAK YIM นางสาววิรินยา ยิมจ์  MR. SMITH BEN และนางสาวแคทรียา บีเวอร์ กับพวก คาดว่าจะเปิดรับได้ในเร็ว ๆ นี้

ทั้งนี้ ได้ประสานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดตั้งจุดรับคำร้องที่สำนักงาน ปปง. และสถานีตำรวจทั่วประเทศ พร้อมเปิดช่องทางยื่นคำร้องออนไลน์และทางไปรษณีย์ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เสียหาย

“ผู้เสียหายสามารถยื่นคำร้องได้ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา จึงขอให้ ปชช. ติดตามข้อมูลจากเว็บไซต์ ปปง. และเตรียมหลักฐานให้พร้อม เช่น สลิปโอนเงิน รายการเดินบัญชี หลักฐานแจ้งความ และเอกสารที่เกี่ยวข้อง”นางสาวรัชดาระบุ

ศุภมาส รอหารือ วราวุธ-เอกนัฏ ลาออก สส.เปิดทางคนมีเวลาเข้าทำงานสภาฯ

ศุภมาส รอหารือ วราวุธ-เอกนัฏ ลาออก สส.เปิดทางคนมีเวลาเข้าทำงานสภาฯ

ศุภมาส รอหารือ วราวุธ-เอกนัฏ ลาออก สส.เปิดทางคนมีเวลาเข้าทำงานสภาฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.10 น.

“ศุภมาส”รอหารือ”วราวุธ-เอกนัฏ” ลาออก สส.บัญชีรายชื่อ ภูมิใจไทย เปิดทางคนมีเวลาเข้าทำงานสภาแทน บอกยังไม่ชัด ภท.ส่งผู้ว่าฯ กทม.หรือไม่

16 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) จำเป็นจะต้องลาออกจากตำแหน่ง สส.บัญชีรายชื่อ หรือไม่ ว่า เป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติในลักษณะของคนที่เป็น สส.บัญชีรายชื่อ ส่วน สส.เขต คงจะออกไม่ได้ เพื่อหลีกทางให้กับท่านที่มีเวลาทำงานมากกว่า เพราะ สส.บัญชีรายชื่อ มีหน้าที่ต้องดูแลประชาชนในภาพรวม จึงควรให้คนที่มีเวลาไปทำงานในสภาได้เต็มเวลามากกว่า ซึ่งขณะนี้เหลืออีก 3 ท่าน คือ ตนเอง , นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม และ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ที่กำลังพูดคุยกันอยู่ ส่วนตัวก็อยากจะรีบออกเหมือนกัน แต่ต้องรอดูความพร้อมก่อน

เมื่อถามถึงการเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ของพรรคภูมิใจไทย ว่าเป็นอย่างไร น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า ต้องรอรับนโยบายจากพรรคอีกครั้ง ซึ่งตนเห็นว่าพรรคอื่นก็ยังไม่แน่นอนเหมือนกันว่าจะส่งให้ใคร จึงคิดว่าคงยังไม่ช้าไป

วิมล สวนแรง เท้ง ชี้วาทกรรมตั๋วใบที่ 2 สื่อถึงใครคนการเมืองเขารู้กัน

วิมล สวนแรง เท้ง ชี้วาทกรรมตั๋วใบที่ 2 สื่อถึงใครคนการเมืองเขารู้กัน

วิมล สวนแรง เท้ง ชี้วาทกรรมตั๋วใบที่ 2 สื่อถึงใครคนการเมืองเขารู้กัน

วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.12 น.

16 เมษายน 2569 นายวิมล ไทรนิ่มนวล นักเขียนรางวัลซีไรต์ ได้โพสต์ภาพกราฟิกข่าวของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ที่มีข้อความว่า “กลุ่มคนบางกลุ่มในประเทศนี้ที่ต้องการรักษา ระเบียบเดิมให้คงอยู่ต่อไป มีหน้าที่คุ้มครอง ทุกคนในค่ายรัฐบาลภูมิใจไทยปัจจุบัน คอยส่งสัญญาณบอกกลุ่มอื่นๆ ว่า มาเถอะ อยู่ข้างนี้ทำอะไรก็ไม่ผิด คนกลุ่มนี้คือคนที่ถือตั๋วใบที่ 2 และให้สัญญาณ แก่พรรคภูมิใจไทยในคืนก่อนวันเลือกตั้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน”

โดย นายวิมล โพสต์ข้อความว่า “คนบางกลุ่ม”

อ่านข้อความนี้ดู ถ้าไม่รู้ว่าณัฐพงษ์พูดถึงใครก็เงียบไว้ อย่าใช้เหตุผลว่าอะไรที่ตนไม่รู้ ไม่ได้ยิน ไม่เข้าใจ ไม่ชอบ ย่อมไม่จริง ไม่มี

ข้อความข้างล่างนี้พูดถึง…

1. “คนบางกลุ่ม” มีหน้าที่คุ้มครองทุกคนในรัฐบาลภูมิใจไทย….

2. “อยู่ข้างนี้ทำอะไรก็ไม่ผิด”

3. “คนกลุ่มนี้คือคนที่ถือตั๋วใบทึ่ 2”

4. (คนกลุ่มนี้) ให้สัญญาญแก่ภูมิใจไทยในคืนก่อนการเลือกตั้ง

คืนก่อนวันเลือกตั้งคุณอนุทินอยู่ที่ไหน?

ประเด็นเหล่านี้พวกสื่อ นักวิจารณ์ และคนดังพูดกันเกร่อ หาดูในยูทูป

ดีกว่านั้นดูช่อง “ไฟเย็น” ที่ไม่ได้เป็นชื่อเพลงบ้าง และอย่าแถว่า ณัฐพงษ์พูดถึง “กลุ่มคน” เท่านั้น!

ข้อความทำนองนี้พูดกันมานับแต่กำเนิดพรรคอนาคตใหม่ พวกแกนนำพูดกันทุกคน เพียงแต่เปลี่ยนวาทะไปตามเรื่องราวหรือประเด็นที่เกิดขึ้นในขณะนั้น เช่นที่ณัฐพงษ์พูดเมื่อไม่นานมานี้

ส่วนเรื่องใส่ร้าย “คนบางกลุ่ม” ที่พวกกเฬวรากทำกันนั้นมันชาติชั่วเกินกว่าจะเอามาเผยแพร่ ผมบอกในบทความชื่อ “บนบ่าของคุณอนุทิน” แค่นั้น

ถ้าวันนี้ยังไม่รู้ว่าขบวนการส้มต้องการอะไร ไม่เข้าใจว่าคำพูดของพวกเขาหมายถึงใครและอะไร ก็ไปสนใจข่าวบันเทิงเถอะครับ อย่าเสียเวลาพูดเรื่องการเมืองแค่ผิวเผินเลย ไม่ทันขบวนการส้มหรอก

พวกกเฬวรากไม่อ่านหนังสือในขบวนการส้มยังรู้เลย.

อย่ามองข้ามไฟใต้! เทพไท กระทุ้ง อนุทิน ตั้งมือดีคุมงานความมั่นคง

อย่ามองข้ามไฟใต้! เทพไท กระทุ้ง อนุทิน ตั้งมือดีคุมงานความมั่นคง

อย่ามองข้ามไฟใต้! เทพไท กระทุ้ง อนุทิน ตั้งมือดีคุมงานความมั่นคง

วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.35 น.

16 เมษายน 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ตั้งรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง ดีไหม?

มีกระแสข่าวออกมาว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เตรียมการลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในวันที่ 17 เมษายน 2569 เพื่อไปติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีปัญหาเรื้อรังมาเป็นเวลายาวนาน มีเหตุความรุนแรงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนทำให้ผู้คนในสังคมรู้สึกเป็นเรื่องปกติ

ช่วงที่ผ่านมารัฐบาลและประชาชนส่วนใหญ่ต่างก็มุ่งเน้นให้ความสนใจในปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา มากกว่าปัญหาชายแดน 3 จังหวัดภาคใต้ด้วยซ้ำไป เมื่อเกิดเหตุความรุนแรงเกิดเหตุความไม่สงบหลายครั้ง ดูเหมือนรัฐบาลจะให้ความสำคัญกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน้อยมาก จนล่าสุดเกิดเหตุการณ์ยิง ส.ส.พรรคประชาชาติ คือ นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ จึงทำให้เป็นประเด็นที่ทุกฝ่ายให้ความสำคัญและความสนใจ จนนายอนุทินต้องเดินทางลงไปพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี เป็นเรื่องที่ควรให้การสนับสนุน และอยากจะเรียกร้องให้นายอนุทินให้ความสำคัญเป็นพิเศษเหมือนกับการให้ความสำคัญปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา อยากให้ลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในความถี่ที่ใกล้เคียงกัน เพราะปัญหาชายแดนทั้ง 2 ที่ 2 แห่งนี้ ต่างก็เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติทั้งสิ้น

ตอนนี้รัฐบาลของนายอนุทิน ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับผู้รับผิดชอบด้านความมั่นคง ถ้าดูการแบ่งงานความรับผิดชอบ จะเห็นได้ว่าปัญหาความมั่นคง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และหน่วยงานด้านความมั่นคงอื่นๆ อยู่ในความรับผิดชอบของ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ซึ่งเปรียบเสมือนนายสีหศักดิ์เป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ซึ่งในทางปฏิบัติสามารถทำได้ แต่ด้วยประสบการณ์และความรับผิดชอบที่ผ่านมา นายสีหศักดิ์ไม่เคยรับผิดชอบด้านความมั่นคงเลย เพราะเป็นแค่ปลัดกระทรวงการต่างประเทศเท่านั้น

ดังนั้น รัฐบาลอนุทิน 2 ควรจะมีรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงขึ้นมาเป็นการเฉพาะ และควรให้ความสำคัญกับเรื่องความมั่นคงเป็นกรณีพิเศษ แต่การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีรัฐบาลอนุทิน 2 ยังไม่มีฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาลที่ชัดเจน ถ้าหากนายอนุทินจะรับผิดชอบงานด้านความมั่นคงด้วยตัวเอง ก็ต้องประกาศให้ชัดว่า นายอนุทินคือหัวหน้าด้านความมั่นคง แต่ถ้าหากจะรับผิดชอบในฐานะนายกรัฐมนตรี และมีหัวหน้าฝ่ายความมั่นคงขึ้นมาอีกตำแหน่งหนึ่ง ก็เห็นว่านายอนุทินสามารถจะแต่งตั้งบุคคลที่รับผิดชอบด้านความมั่นคงเพิ่มเติมขึ้นมาได้อีก เพราะตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้ ยังเหลืออีก 1 ตำแหน่ง

เพื่อไม่ให้การสั่งการด้านความมั่นคง และการแก้ปัญหาด้านความมั่นคงล่าช้า อ่อนแอหรือสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติ นายอนุทินควรจะสรรหาบุคคลที่เหมาะสม และแต่งตั้งให้เป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงขึ้นมาอีกคนหนึ่ง จะเป็นการดีที่สุด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ในเมื่อตอนนี้เรามีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศแล้ว พวกเราพรรคฝ่ายค้านจะเดินหน้าทำหน้าที่เป็น “เงา” ที่คอยติดตาม เฝ้าดู และตรวจสอบทุกฝีก้าวของรัฐบาล เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนทั่วประเทศ”

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ

สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน

‘สีหศักดิ์’บินด่วนโอมาน เปิดดีลอิหร่าน ช่วยเรือไทยผ่านฮอร์มุซ

‘สีหศักดิ์’บินด่วนโอมาน  เปิดดีลอิหร่าน  ช่วยเรือไทยผ่านฮอร์มุซ

‘สีหศักดิ์’บินด่วนโอมาน เปิดดีลอิหร่าน ช่วยเรือไทยผ่านฮอร์มุซ

วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘สีหศักดิ์’บินด่วนโอมาน เปิดดีลอิหร่าน ช่วยเรือไทยผ่านฮอร์มุซ อนุทินจับมือนายกฯญี่ปุ่น ผนึกอาเซียนสู้วิกฤตน้ำมัน

“อนุทิน”ร่วมประชุมกับนายกฯญี่ปุ่น ประกาศจับมือผู้นำอาเซียนฝ่าวิกฤต การันตีไทยไม่ขาดแคลนน้ำมันแต่ก็ไม่ประมาท พร้อมเดินหน้าคนละครึ่งเร็วที่สุด ด้าน“สีหศักดิ์” บินด่วนโอมานคุยความร่วมมือพลังงานช่วยเจรจาเปิดทางเรือสินค้าไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุช ส่วน”อภิสิทธิ์”จี้รื้อโครงสร้างพลังงาน งัดภาษีลาภลอยจัดการโรงกลั่น

เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือ Asia Zero Emission Community (AZEC) Plus Online Summit ผ่านระบบการประชุมทางไกล ตามคำเชิญของนางทากาอิจิ ซานาเอะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นในฐานะประธานการประชุมเพื่อรับมือกับความมั่นคงทางพลังงาน

ญี่ปุ่นช่วยAZECสู้วิกฤตน้ำมัน

สำหรับการ AZEC อาทิ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม ติมอร์เลสเต บังกลาเทศ และไทย รวมถึงผู้แทนระดับรัฐมนตรีจากเกาหลีใต้ ออสเตรเลีย บรูไน อินเดีย ศรีลังกา และจากองค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) และธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) เข้าร่วมการประชุมฯ ด้วย

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้ประกาศข้อริเริ่มใหม่เพื่อสนับสนุนประเทศสมาชิก AZEC โดยจะจัดหาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับการจัดหาน้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป และสินค้าจำเป็น รวมถึงมาตรการสนับสนุนด้านการคลัง พร้อมทั้งเสนอการยกระดับความร่วมมือสู่ “AZEC 2.0” เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นด้านพลังงาน ในระยะยาวให้กับประเทศสมาชิก

หนูย้ำภูมิภาคต้องร่วมมือกัน

ในที่ประชุมฯ นายกรัฐมนตรีได้ย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือในระดับภูมิภาค ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เผชิญความผันผวนด้านพลังงานและผลกระทบต่อเนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ความเชื่อมโยงระหว่างประเทศเป็นความจำเป็น และความมั่นคงทางทะเลมีความสำคัญต่อความมั่นคงด้านพลังงานและอาหารของโลก

นายอนุทิน กล่าวว่า แม้หลายประเทศจะมีมาตรการรับมือในทิศทางคล้ายคลึงกัน แต่มีศักยภาพและข้อจำกัดแตกต่างกัน ความร่วมมือระหว่างประเทศจึงเป็นหัวใจสำคัญ โดยอาเซียนได้มีการหารือในระดับรัฐมนตรีต่างประเทศ และจะสานต่อในเวทีผู้นำอาเซียน เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือกับญี่ปุ่นในการรักษาเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานและเสริมความยืดหยุ่นในจุดที่สำคัญ

รักษาเสถียรภาพตลาดพลังงาน

นายอนุทิน กล่าวว่า ในระยะสั้น จำเป็นต้องรักษาเสถียรภาพของตลาดพลังงาน และการใช้กลไกความร่วมมือเพื่อบรรเทาผลกระทบ ขณะที่ไทยได้ดำเนินมาตรการบริหารจัดการเชื้อเพลิงภายในประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งมีมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มสำหรับประชาชนให้มีพลังงานใช้อย่างเพียงพอในราคาที่เหมาะสมควบคู่กับลดภาระค่าครองชีพ

จับมือญี่ปุ่น-อาเซียนฝ่าวิกฤต

ส่วนในระยะยาว วิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสในการเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยประเทศไทยได้เดินหน้าส่งเสริมพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง อาทิ การเพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงชีวภาพ การขยายพลังงานแสงอาทิตย์ และการเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานพลังงานหมุนเวียนในระดับภูมิภาค เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

“ประเทศไทยยินดีต่อบทบาทนำของญี่ปุ่น และสนับสนุนทั้งมาตรการระยะสั้น และแนวทางพัฒนา AZEC 2.0 โดยนายกรัฐมนตรีย้ำว่า ประเทศไทยพร้อมทำงานร่วมกับญี่ปุ่นและประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อรับมือวิกฤต และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานอย่างยั่งยืนในอนาคต”นายอนุทิน ระบุ

การันตีไม่ขาดแคลนไม่น้ำมัน

ขณะที่นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางว่า หลังจากนี้ประเทศไทยยังต้องรับมืออย่างเคร่งครัดใช่หรือไม่ ว่า ยังต้องติดตามสถานการณ์ตลอดเวลา และบริหารจัดการเรื่องพลังงานด้วยความเข้มงวด และระมัดระวัง แม้ตอนนี้ประเทศไทยยังไม่ได้รับผลกระทบเรื่องการขาดแคลนพลังงาน แต่ได้รับผลกระทบเรื่องของราคา

ทั้งนี้ ช่วงสงกรานต์ตนได้ติดตามสถานการณ์กับรมว.พลังงาน และการเจรจาระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านที่ยังไม่บรรลุผลตามเป้าหมายที่เขาต้องการ แต่ในส่วนของประเทศไทยยังควบคุมสถานการณ์ต่างๆได้ แต่จะประมาทไม่ได้ เพราะสถานการณ์โลกขณะนี้เปลี่ยนชั่วข้ามคืนได้

ชี้การใช้น้ำมันลดลงระดับปกติ

นายอนุทิน กล่าวว่า ขอขอบคุณประชาชน ที่ตระหนักรับมือต่อสถานการณ์น้ำมัน ซึ่งการใช้น้ำมันลดลงมาอยู่ในระดับปกติ ไม่ได้ใช้เกินกำลังการผลิตเหมือนช่วงที่มีความตื่นตระหนก และในช่วงต้นเดือนเมษายน การใช้น้ำมันดีเซลน้อยกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว เป็นผลสืบเนื่องจากการที่ประชาชนให้ความร่วมมือ ทำให้เรามีปริมาณน้ำมันสำรองเพิ่มมากขึ้น และวิกฤตต่างๆคลี่คลาย ซึ่งเราต้องบริหารสถานการณ์ให้เกิดความมั่นคงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

เมินศิริกัญญา-สั่งลุยคนละครึ่ง

เมื่อถามถึงกรณีที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน คัดค้านนโยบายคนละครึ่ง เนื่องจากไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คนที่ท้วงติงก็ต้องทำหน้าที่ของเขา แต่รัฐบาลมีหน้าที่ทำทุกอย่างเพื่อแก้ไขปัญหา และลดความเดือดร้อนให้ประชาชน ซึ่งรัฐบาลจะเปลี่ยนแนวทางไม่ได้ เพราะต้องดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นหลัก

“รับรองว่าเรื่องที่รัฐบาลทำไม่ผิดกฎหมาย และไม่ผิดรัฐธรรมนูญ ส่วนวิธีการหรือรูปแบบคงไม่สามารถทำให้ทุกคนเข้าใจเหมือนกันได้ ซึ่งการที่ฝ่ายค้านท้วงติงถือเป็นเรื่องธรรมดา”นายอนุทิน กล่าว

แย้มพลัสมากกว่าครั้งที่แล้ว

เมื่อถามว่า โครงการคนละครึ่งพลัส จะได้ช่วงไหน และประชาชนจะได้คนละเท่าไหร่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เร็วที่สุด รัฐบาลเพิ่งบริหารราชการแผ่นดินได้เต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา เราทำงานมาโดยตลอด นโยบายต่างๆจะเร่งเป็นรูปธรรม อย่างนโยบายคนละครึ่งพลัสก็อาจจะเรียกเป็นนโยบายไทยช่วยไทย

“นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ได้วางรูปแบบไว้แล้ว น่าจะเป็นพลัสมากกว่าคนละครึ่งครั้งที่แล้ว มาตรการช่วยเหลือเรื่องค่าไฟ 200 หน่วยแรก ไม่ให้เกินหน่วยละ 3 บาท ที่ให้แก่ทุกกลุ่ม ส่วนใครใช้ ไฟเกินก็คิดราคาตามขั้นบันได รวมถึงมาตรการสินค้าไทยช่วยไทย ที่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูกจะออกมามากขึ้น โดยใช้ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ ให้ห้างร้านมาวางสินค้าจำหน่ายแก่ประชาชนมากที่สุด

เผยสีหศักดิ์รายงานบินไปโอมาน

เมื่อถึงกรณีที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ เดินทางไปประเทศโอมาน ได้กำชับเรื่องไหนเป็นพิเศษหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ท่านเดินทางไปเจรจาเรื่องต่างๆ รวมถึงการช่วยเหลือคนไทยในภูมิภาคนั้น โดยเฉพาะในประเทศอิหร่าน

“เมื่อคืนที่ผ่านมา (14 เม.ย.) นายสีหศักดิ์โทรมาหาตน เพื่อรายงานสถานการณ์ ซึ่งไทยได้รับการตอบรับจากประเทศตะวันออกกลางเป็นอย่างดี และนายสีหศักดิ์จะได้ไปเจรจาเรื่องของโลจิสติกส์ สินค้า และเงื่อนไขต่างๆที่เป็นประโยชน์กับประเทศไทย”นายกฯกล่าว

ขอเปิดทางเรือขนน้ำมัน-ก๊าซ-ปุ๋ย

วันเดียวกันนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ พร้อมคณะเดินทางเยือนประเทศโอมาน ตามคำเชิญของ ซัยยิด บัดร์ บิน ฮาหมัด อัล บูไซดี รมว.ต่างประเทศโอมาน เพื่อหารือถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง พร้อมหวังจะเปิดอีกช่องทางหนึ่งในการติดต่อกับอิหร่าน และขอให้เรือบรรทุกสินค้าน้ำมัน ก๊าซ ปุ๋ย สามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ มายังประเทศไทยได้อย่างปลอดภัย

นายสีหศักดิ์ กล่าวสั้นๆก่อนเดินทางว่า การเยือนในครั้งนี้นับเป็นครั้งแรก ซึ่งมีวาระสำคัญในการหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะประเด็นความมั่นคงของการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญระดับโลก

ขอบคุณช่วยเหลือลูกเรือไทย

ข่าวแจ้งว่า ทันทีที่คณะของนายสีหศักดิ์ ไปถึงกรุงมัสกัส ซึ่งช้ากว่าไทย 3 ชั่วโมง นายสีหศักดิ์ ได้พบและหารือกับ ชีฮับ บิน ฏอริก อาล์ ซะอีด รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกิจการกลาโหมของโอมาน รวมทั้งพบและหารือกับ ผู้บัญชาการทหารเรือโอมาน เพื่อขอบคุณที่ช่วยลูกเรือไทย 20 คน ของเรือมยุรีนารีได้อย่างปลอดภัย พร้อมทั้งช่วยค้นหาร่างของ 3 ลูกเรือด้วย

จับตาเข้าหารือด้านพลังงาน

จากนั้น นายสีหศักดิ์ ได้หารือด้านพลังงาน กับ ซาลิม บิน นาสเซอร์ บิน ซาอิด อัล-ออฟี รมว.พลังงานและแร่ธาตุของสุลต่านโอมาน ส่วนในวันที่ 16 เมษายน นายสีหศักดิ์ มีกำหนดการเข้าพบ และหารือกับ ซัยยิด บัดร์ บิน ฮาหมัด อัล บูไซดี รมว.ต่างประเทศโอมานและจะใช้โอกาสนี้พบกับชุมชนไทยในโอมานด้วย ทั้งนี้การเดินทางเยือนโอมานครั้งนี้ เป็นภารกิจแรกของนายสีหศักดิ์ หลังรับตำแหน่งรองนายกฯ

มาร์คจี้รื้อโครงสร้างพลังงาน

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ “เที่ยงเจอกัน” ประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและวิพากษ์การทำงานของรัฐบาลโดยเน้นย้ำถึงความล่าช้าในการรับมือวิกฤตพลังงานและของแพง พร้อมเสนอแนะให้เร่งปรับโครงสร้างราคาพลังงาน นำกลไกภาษีลาภลอยมาใช้ และแนะให้นายกรัฐมนตรีปรับเปลี่ยนวิธีการบริหารประเทศที่ยึดติดกับรูปแบบเอกชนมากเกินไป

“รัฐบาลรับมือวิกฤตพลังงานล่าช้าและแก้ปัญหาไม่ตรงจุด การปล่อยลอยตัวราคาน้ำมันรวดเร็วโดยไร้มาตรการรองรับ ทำให้เงินกองทุนน้ำมันกว่า 4 หมื่นล้านบาทสูญเปล่า และมาตรการช่วยเหลือที่ออกมาวงเงินเพียง 2 พันล้านบาทก็ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับผลกระทบ”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

แนะรัฐบาลเก็บภาษีลาภลอย

นายอภิสิทธิ์ ได้เสนอว่า รัฐบาลควรเร่งผลักดัน พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย เพื่อดึงงบจากโครงการที่มีความจำเป็นน้อยมาจัดระบบช่วยเหลือประชาชนและลดภาษีสรรพสามิต นอกจากนี้ ในส่วนของค่าการกลั่นที่พุ่งสูงขึ้น รัฐบาลควรใช้ “ภาษีลาภลอย” หรือค่าธรรมเนียมพิเศษเฉพาะกิจเพื่อเก็บกำไรส่วนเกินจากโรงกลั่นเข้ากองทุนน้ำมัน ซึ่งเป็นหลักการสากลที่หลายประเทศใช้ ดีกว่าการใช้กฎหมายบีบลดราคาหน้าโรงกลั่นที่อาจสร้างปัญหาสภาพคล่องจนเกิดการชะลอการผลิต

“เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งทบทวนสูตรการรับซื้อไฟฟ้าที่ผูกติดกับราคาก๊าซในตลาดโลก ทำให้เอกชนได้รับส่วนต่างกำไรสูงขึ้นตามราคาก๊าซที่แพงขึ้น ทั้งที่ต้นทุนจริงอาจไม่ได้สูงตามนั้น ซึ่งเป็นประเด็นที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานยังหลีกเลี่ยงที่จะให้ความชัดเจน”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ชี้วิกฤตครั้งนี้ต่างจากต้มยำกุ้ง

นายอภิสิทธิ์ ยังฝากข้อคิดถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่า วิกฤตครั้งนี้แตกต่างจากวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 อย่างสิ้นเชิง เพราะนี่คือปัญหาเงินเฟ้อจากต้นทุน (Cost-push inflation) ที่กระทบถึงระดับครัวเรือนและภาคการผลิตโดยตรง ไม่ใช่วิกฤตหนี้ต่างประเทศ

“ดังนั้น การแก้ปัญหาต้องระวังไม่ใช้เครื่องมือที่ไปทุบเศรษฐกิจให้ฟุบเพื่อหวังกดเงินเฟ้อ และควรเลิกยึดติดกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบหว่านแหอย่าง “คนละครึ่ง” แต่ควรนำงบประมาณไปทำมาตรการ “พุ่งเป้า” ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ผู้มีรายได้น้อย และภาคขนส่งที่กำลังแบกรับต้นทุนอย่างหนัก (เช่น ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ) ซึ่งจะตอบโจทย์สถานการณ์ได้ตรงจุดกว่า”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เย้ยนายกฯทำงานยักแย่ยักยัน

พร้อมได้วิเคราะห์ถึงบทบาทของนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่าปัญหาการทำงานแบบ “ยักแย่ยักยัน” ของรัฐบาล ส่วนหนึ่งมาจากการที่นายกฯ อาจติดอยู่กับรูปแบบการบริหารงานในภาคเอกชนที่มีเป้าหมายเดียวคือกำไรสูงสุด จึงใช้วิธีแบ่งงานให้แต่ละฝ่ายไปจัดการแล้วจบ

แต่การบริหารประเทศ สังคมมีเป้าหมายที่หลากหลายและขัดแย้งกัน เมื่อเกิดความเห็นไม่ตรงกันระหว่างกระทรวง (เช่น พาณิชย์ กับ พลังงาน) ผู้นำประเทศต้องลงมาเป็นผู้หาข้อยุติและสร้างความชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยลอยตัว พร้อมแนะนำให้นายกฯ ออกมาสื่อสารทิศทางนโยบายกับประชาชนให้มากขึ้น แทนการตอบโต้ประเด็นทางการเมือง

สองแถวพัทยาขึ้นราคารอบ30ปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลกระทบจากราคาน้ำมันแพง ทำให้รถโดยสารสองแถวในพื้นที่เมืองพัทยา กำหนดราคาใหม่ที่ 15 บาท สำหรับระยะทาง 1–10 กิโลเมตร และสูงสุด 20 บาทในเส้นทางปลายทาง โดยเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

จากการลงพื้นที่สำรวจความคิดเห็นประชาชน พบว่า ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่แสดงความเข้าใจต่อการปรับขึ้นราคา โดยมองว่าเป็นผลจากต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันและค่าครองชีพในปัจจุบัน ขณะที่บางส่วนระบุว่า ค่าโดยสารเดิม 10 บาทถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับสภาพเศรษฐกิจ และการปรับขึ้นอาจเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ผู้ประกอบการดำเนินกิจการต่อไปได้

สู้น้ำมันไม่ไหวขยับในรอบ30ปี

ด้านนายธงไชย สุขโขใจ ประธานสหกรณ์เดินรถพัทยา เผยว่า การปรับราคาครั้งนี้ เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปี หลังจากผู้ประกอบการตรึงอัตราค่าโดยสารที่ 10 บาทมาอย่างยาวนาน แม้ต้นทุนจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยสาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่สูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ขับขี่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายไม่ไหว จึงได้รวมตัวกันยื่นเรื่องผ่านสำนักงานขนส่งจังหวัดชลบุรี เพื่อขอปรับราคาโดยปัจจุบันมีรถสองแถวให้บริการในพื้นที่เมืองพัทยามากกว่า 712 คัน

เรือด่วนเจ้าพระยาลดลง1บาท

ขณะที่เรือด่วนเจ้าพระยา ประกาศปรับลดอัตราค่าโดยสารเรือทุกประเภทลง 1 บาท เนื่องจากราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวลดลง เหลือ 44.45 บาท/ลิตร เริ่มวันศุกร์ที่ 17 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

นาวาตรีเจริญพร เจริญธรรม กรรมการผู้จัดการบริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด ผู้ให้บริการเรือโดยสารในแม่น้ำเจ้าพระยา ในเส้นทางระหว่างท่าเรือปากเกร็ดถึงท่าเรือวัดราชสิงขรได้กล่าวว่า เนื่องจากสถานการณ์ราคาน้ำมันดีเซลมีการปรับตัวลดลง 4 บาท เป็นราคา 44.45 บาทต่อลิตร เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา บริษัทฯ จึงปรับลดอัตราค่าโดยสารเรือทุกประเภทลง 1 บาทจากอัตราเดิม ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 17 เมษายน 2569 เป็นต้นไป