ชัชชาติ ยันคดี เครื่องออกกำลังกาย กทม. ยังไม่จบ รับไม่ได้ โทษเบาเกิน จ่อลุยส่ง ป.ป.ช. ตรวจคู่ขนาน

ชัชชาติ ยันคดี เครื่องออกกำลังกาย กทม. ยังไม่จบ  รับไม่ได้ โทษเบาเกิน จ่อลุยส่ง ป.ป.ช. ตรวจคู่ขนาน

ชัชชาติ ยันคดี เครื่องออกกำลังกาย กทม. ยังไม่จบ รับไม่ได้ โทษเบาเกิน จ่อลุยส่ง ป.ป.ช. ตรวจคู่ขนาน

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 22.00 น.

“ชัชชาติ” ยันผลสอบคดี “เครื่องออกกำลังกาย กทม.” ยังไม่จบ-ไม่รอด คดียังมีต่อแม้มีรายงานให้ลงโทษวินัยตัดเงินเดือน 2%  แจง ก.ก.เห็นว่าโทษเบาเกิน-ยังมีข้อสงสัย ให้สอบสวนเพิ่ม พร้อมส่ง ป.ป.ช. ตรวจคู่ขนาน ย้ำเป็นจุดเริ่มต้นปรับระบบเสนองบประมาณใหม่ให้เข้มขึ้น

วันที่ 8 มิถุนายน 2569  จากกรณีโพสต์ระบุว่า ผลสอบคดีจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายกทม. พบว่า คณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงสอบสวนเจ้าหน้าที่รวม 32 ราย แบ่งเป็น 20 ราย ไม่มีความผิด และอีก 12 รายผิดวินัยไม่ร้ายแรง พร้อมลงโทษเพียงแค่ตัดเงินเดือน 2% หรือประมาณ 600 บาทต่อคน จนสังคมตั้งคำถามถึงบทลงโทษที่เบาเกินไป เมื่อเทียบกับข้อกล่าวหาเรื่องการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายแพงเกินจริง

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. และผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 9 ยืนยันว่า กรณีดังกล่าวยังไม่ถึงข้อยุติ และยังไม่มีการลงโทษตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลออกมา โดยผลสอบสวนที่ถูกพูดถึงเป็นเพียงข้อเสนอจากคณะกรรมการสอบสวนที่ส่งขึ้นมาเท่านั้น

นายชัชชาติกล่าวว่า เมื่อเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร หรือ ก.ก. และฝ่ายบริหาร เห็นว่าบทลงโทษดังกล่าวเบาเกินไป จึงให้ส่งเรื่องกลับไปสอบสวนเพิ่มเติม

ด้าน รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งรับผิดชอบ ก.ก. โดยตรง ระบุเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมามีการสอบสวนเป็นระยะ และนายชัชชาติได้ให้สอบสวนเพิ่มเติมมาโดยตลอด โดยล่าสุดช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคมที่ผ่านมา มีการเสนอผลวินิจฉัยว่าเป็นความผิดวินัยไม่ร้ายแรง และให้ลงโทษตัดเงินเดือน 2% แต่คณะกรรมการใหญ่ของข้าราชการกรุงเทพมหานครเห็นว่าโทษเบาเกินไป อีกทั้งยังมีข้อสงสัยในสำนวนอีกหลายประเด็น จึงให้กลับไปสอบสวนเพิ่มเติม

นายชัชชาติย้ำว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุป และไม่ใช่ว่าฝ่ายบริหารยอมรับผลลงโทษดังกล่าว แต่เป็นฝ่ายบริหารและ ก.ก. ที่เห็นว่า “รับไม่ได้” จึงตีกลับให้พิจารณาใหม่ พร้อมขอให้สังคมรอผลสอบสวนที่ชัดเจนก่อน

นอกจากนี้ กทม. ยังดำเนินการคู่ขนานกับ ป.ป.ช. เพราะ ป.ป.ช. มีอำนาจตรวจสอบที่กว้างกว่า โดยเฉพาะการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ขณะที่ กทม. สามารถดำเนินการได้ตามกรอบวินัยและระเบียบราชการเท่านั้น

นายชัชชาติกล่าวอีกว่า แม้กระบวนการลงโทษยังต้องรอผลสอบสวน แต่กรณีดังกล่าวทำให้ กทม. ปรับเปลี่ยนระบบการเสนองบประมาณใหม่ จากเดิมที่บางโครงการอาจเสนอรายละเอียดไม่เพียงพอ ต่อไปต้องมีข้อมูลที่ชัดเจน ละเอียด และรอบคอบมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในลักษณะเดิมอีก

“ไม่ใช่แค่ลงโทษคนผิด อันนั้นต้องทำอยู่แล้ว แต่ตอนนี้มีผลในการเปลี่ยนโครงสร้างของการเสนองบประมาณด้วย ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ”นายชัชชาติย้ำ และกล่าวทิ้งท้ายว่า 

“หากได้รับโอกาสกลับมาทำงานอีกครั้ง จะเดินหน้าติดตามเรื่องนี้อย่างเต็มที่ เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกของประชาชน พร้อมขอบคุณผู้ที่นำข้อมูลออกมา เพราะทำให้เกิดการตรวจสอบ ทบทวน และปรับปรุงกระบวนการทำงานของ กทม. ให้ดีขึ้น”

เปลี่ยนคลองยุทธศาสตร์ สู่คลองอัจฉริยะ ดร.มัลลิกา ชู นโยบาย AI ป้องกันน้ำท่วมเชิงรุก

เปลี่ยนคลองยุทธศาสตร์ สู่คลองอัจฉริยะ ดร.มัลลิกา ชู นโยบาย AI ป้องกันน้ำท่วมเชิงรุก

เปลี่ยนคลองยุทธศาสตร์ สู่คลองอัจฉริยะ ดร.มัลลิกา ชู นโยบาย AI ป้องกันน้ำท่วมเชิงรุก

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.32 น.

ดร.มัลลิกา ลุยตรวจคลองลาดพร้าว ประกาศยกระดับ “คลองต้นแบบ AI” รับมือน้ำท่วมกรุงเทพฯ ยุคใหม่ 

“ผู้นำต้องเห็นปัญหาก่อนประชาชนเดือดร้อน” ดร.มัลลิกา ลงพื้นที่ตรวจคลองลาดพร้าว ชูแผน AI Flood Radar – Smart Canal ป้องกันน้ำท่วมเชิงรุก

ดร.มัลลิกา

กรุงเทพมหานคร วันที่ 8 มิถุนายน 2569 เวลา 16.30 น. 

ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 14 ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์คลองลาดพร้าว ซึ่งเป็นคลองยุทธศาสตร์สำคัญด้านการระบายน้ำของกรุงเทพมหานคร พร้อมรับฟังปัญหาจากประชาชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่

ดร.มัลลิกา กล่าวว่า คลองลาดพร้าวเป็นเส้นเลือดใหญ่ของระบบระบายน้ำกรุงเทพฯ ครอบคลุมพื้นที่หลายเขตทั้งลาดพร้าว จตุจักร บางเขน สายไหม และพื้นที่โดยรอบ หากบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ จะสามารถลดความเสี่ยงน้ำท่วมในพื้นที่เศรษฐกิจและชุมชนขนาดใหญ่ได้อย่างมีนัยสำคัญ

“การแก้ปัญหาน้ำท่วมในอนาคต ไม่ใช่รอให้น้ำท่วมแล้วค่อยสูบออก แต่ต้องรู้ล่วงหน้า เตรียมพร้อมล่วงหน้า และสั่งการล่วงหน้า ด้วยเทคโนโลยี AI กับ ศักยภาพของสำนักงานระบายน้ำรวมทั้งภาคภาคีเครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่ และข้อมูลแบบ Real Time”

ดร.มัลลิกา

ดร.มัลลิกา ระบุว่า หากได้รับความไว้วางใจจากประชาชน จะเร่งผลักดันโครงการ AI Flood Radar เชื่อมต่อข้อมูลเรดาร์ตรวจฝน ระบบวัดระดับน้ำ สถานีสูบน้ำ และประตูระบายน้ำทั่วกรุงเทพมหานคร ให้สามารถคาดการณ์สถานการณ์น้ำล่วงหน้าและแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างแม่นยำ

นอกจากนี้ ยังเสนอแนวทางยกระดับคลองลาดพร้าวสู่ “Smart Canal” โดยติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจวัดระดับน้ำ คุณภาพน้ำ และความเร็วกระแสน้ำแบบเรียลไทม์ ควบคู่กับการขุดลอกคลองอย่างเป็นระบบ การกำจัดจุดคอขวด และการเพิ่มพื้นที่แก้มลิงเมืองเพื่อรองรับฝนตกหนักจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ดร.มัลลิกา

“คลองลาดพร้าวไม่ควรเป็นเพียงทางระบายน้ำ แต่ต้องเป็นต้นแบบการบริหารจัดการน้ำของกรุงเทพฯ ในศตวรรษที่ 21 เป็นโมเดลที่ผสานเทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตประชาชนเข้าด้วยกัน”

ภาพรวมประชาชนที่นี่สะท้อนปัญหาตะกอนสะสม น้ำเสีย และความกังวลเรื่องน้ำท่วมในช่วงฤดูฝน ซึ่ง ดร.มัลลิกา ยืนยันว่าจะผลักดันการบริหารจัดการน้ำแบบเชิงรุก เพื่อให้กรุงเทพมหานครก้าวสู่การเป็น “มหานครอัจฉริยะ ปลอดน้ำท่วม และพร้อมรับมือทุกวิกฤต”

“เราจะปลุกภารกิจใหญ่ เปลี่ยนคลองยุทธศาสตร์สู่ AI Smart Canal ป้องกันน้ำท่วม” 

ดร.มัลลิกา กล่าว 

ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข

ขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข

ชื่นมื่น! อนุทิน โชว์ เล่นดนตรีพื้นเมืองเวียดนาม เพลง สบายๆ กลางงานเลี้ยงอาหารค่ำ (คลิป)

ชื่นมื่น! อนุทิน โชว์ เล่นดนตรีพื้นเมืองเวียดนาม เพลง สบายๆ กลางงานเลี้ยงอาหารค่ำ (คลิป)

ชื่นมื่น! อนุทิน โชว์ เล่นดนตรีพื้นเมืองเวียดนาม เพลง สบายๆ กลางงานเลี้ยงอาหารค่ำ (คลิป)

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.15 น.

วันที่ 8 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นายเล มิญ ฮึง (H.E. Mr. Le Minh Hung) นายกรัฐมนตรีเวียดนาม เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และภริยา 

โดยในช่วงหนึ่ง นายกฯได้ร่วมเล่นดนตรีพี้นเมืองเวียดนาม ซึ่งมีลักษณะคล้ายระนาดไทย ในเพลงสบายๆ และเพลงลอยกระทง

9 มิ.ย.ปลดกำไล EM ‘ทักษิณ’ ไม่ได้ เหตุ‘ราชทัณฑ์’ยังไม่ส่งหนังสือพ้นโทษให้ ‘คุมประพฤติ’

9 มิ.ย.ปลดกำไล EM ‘ทักษิณ’ ไม่ได้ เหตุ‘ราชทัณฑ์’ยังไม่ส่งหนังสือพ้นโทษให้ ‘คุมประพฤติ’

9 มิ.ย.ปลดกำไล EM ‘ทักษิณ’ ไม่ได้ เหตุ‘ราชทัณฑ์’ยังไม่ส่งหนังสือพ้นโทษให้ ‘คุมประพฤติ’

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.54 น.

”คุมประพฤติ“ แจง“ราชทัณฑ์” ยังไม่ส่งหนังสือพ้นโทษ “ทักษิณ” มายัง “สนง.คุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1” จึงทำให้ “ทักษิณ”ยังไม่สามารถขอถอดกำไล EM ได้ หลังกระแสลือสะพัด “ทักษิณ” เตรียมปลดกำไล EM พรุ่งนี้​

สืบเนื่องจากพระราชกฤษฎีกาพระราช ทานอภัยโทษ พ.ศ. 2569 ในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิ.ย.69 นับเป็นอภิลักขิตกาลสำคัญ สมควรพระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องราชทัณฑ์ เพื่อให้โอกาสแก่บุคคลเหล่านั้นกลับประพฤติตนเป็นพลเมืองดี อันจะเป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติสืบไป  โดย 1 ในรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานอภัยโทษเป็นกรณีทั่วไป คือ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ระหว่างการพักโทษคุมประพฤติทั้งหมด 4 เดือน (11 พ.ค.69-9 ก.ย.69) แต่เนื่องด้วยนายทักษิณมีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ตามมาตรา 8 แห่งพระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษ เหลือโทษไม่ถึง 1 ปี จึงเป็นผู้ต้องราชทัณฑ์ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไป 

ขณะที่กรณีการปลดกำไล EM ของนายทักษิณยังอยู่ระหว่างรอกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการฯ ตามมาตรา 21 แห่งพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ ที่จะพิจารณากลั่นกรองตรวจสอบผู้ซึ่งจะได้รับพระราชทานอภัยโทษและส่งรายชื่อต่อศาลแห่งท้องที่ให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ เพื่อความสะดวกแก่ศาลแห่งท้องที่พิจารณาออกหมายสั่งปล่อย และรับใบบริสุทธิ์พ้นโทษกับทางเรือนจำพิเศษธนบุรี ก่อนนำไปยื่นขอถอดกำไล EM ต่อสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 นั้น

ล่าสุด รายงานข่าวจากกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า กรณีที่คณะกรรมการ 3 ฝ่ายตามมาตรา 21 แห่งพระราชกฤษฎี กาพระราชทานอภัยโทษ ต้องพิจารณาตรวจสอบรายชื่อของผู้ได้รับอภัยโทษทั่วประเทศที่ผ่านเกณฑ์ ซึ่งกรณีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกคุมประพฤติที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไปให้ปล่อยตัวไป เนื่องด้วยเหลือโทษไม่ถึง 1 ปี ล่าสุดสถานะยังคงอยู่ระหว่างขั้นตอนของราชทัณฑ์ ซึ่งเรือนจำพิเศษธนบุรี จะต้องรอหมายปล่อยตัวจากศาลให้เรียบร้อยก่อน เพื่อที่นายทักษิณจะได้ไปรับเอาใบบริสุทธิ์ หรือเอกสารสำคัญการปล่อยตัวนักโทษเด็ดขาดที่พ้นโทษ ไปยื่นแสดงต่อเจ้าหน้าที่คุมประพฤติ สำนัก งานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 สำหรับถอดกำไล EM พ้นโทษบริบูรณ์

ทั้งนี้ รายงานจากสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบพื้นที่สถานที่คุมประพฤติ “บ้านจันทร์ส่องหล้า” ของนายทักษิณ ได้ยืนยันว่า ทางราชทัณฑ์ หรือเรือนจำพิเศษธนบุรี ยังไม่มีการส่งหนังสือแจ้งการพ้นโทษของนายทักษิณ ชินวัตร มายังสำนักงานฯ แต่อย่างใด ทำให้นายทักษิณ ยังคงต้องติดกำไล EM ไว้ดังเดิมจนกว่าขั้นตอนปล่อยตัวพ้นโทษจะดำเนินการเสร็จสิ้น จึงจะได้นัดหมายการถอดกำไล EM ดังกล่าวต่อไปได้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : จับตาพรุ่งนี้! คุมประพฤติ เตรียมปลดกำไลEM ทักษิณ ชินวัตร

นายกฯ เยี่ยมคารวะ ประธานสภาแห่งชาติ เวียดนาม เชื่อมความร่วมมือที่ใกล้ชิดกับฝ่ายนิติบัญญัติ

นายกฯ เยี่ยมคารวะ ประธานสภาแห่งชาติ เวียดนาม เชื่อมความร่วมมือที่ใกล้ชิดกับฝ่ายนิติบัญญัติ

นายกฯ เยี่ยมคารวะ ประธานสภาแห่งชาติ เวียดนาม เชื่อมความร่วมมือที่ใกล้ชิดกับฝ่ายนิติบัญญัติ

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.29 น.

นายกฯ เยี่ยมคารวะประธานสภาแห่งชาติ เชื่อมความร่วมมือที่ใกล้ชิดกับฝ่ายนิติบัญญัติ สานสัมพันธ์แน่นแฟ้นระหว่างพรรคการเมือง มุ่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อร่วมยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนระหว่างสองประเทศ

เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.69 เวลา 16.30 น. ที่ห้องประชุม Hoa Sen สภาแห่งชาติสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าเยี่ยมคารวะ นายเจิ่น ทัญ เหมิน ประธานสภาแห่งชาติเวียดนาม 

นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณที่ได้ให้การต้อนรับ พร้อมถือโอกาสนี้เชิญประธานสภาฯ เวียดนามเยือนไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อร่วมฉลองโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางทูตไทย-เวียดนามในปีนี้ โดยทั้งสองต่างเห็นว่า ความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม แท้จริงแล้วยาวนานกว่า 50 ปี และประเทศไทยยังเคยเป็นที่พำนักของประธานโฮจิมินห์ และมีอนุสรณ์สถานของประธานโฮจิมินห์ถึง 3 แห่ง รวมถึงมีคนเวียดนามมาตั้งรกรากในไทยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นสะพานเชื่อมสองประเทศให้ยิ่งใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น ซึ่งทั้งสองฝ่ายยินดีที่สองประเทศได้ยกระดับความสัมพันธ์ สู่หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน โดยมีการจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือในประเด็นความร่วมมือด้านนิติบัญญัติ ประธานสภาแห่งชาติยินดีที่รัฐสภาทั้งสองประเทศมีความใกล้ชิดและแลกเปลี่ยนการเยือนอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้เสนอแนวทางขับเคลื่อนความร่วมมือด้านนิติบัญญัติระหว่างกัน อาทิ การดำเนินการตามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือระหว่างสภาผู้แทนราษฎรไทยกับสภาแห่งชาติเวียดนาม รวมถึงการใช้ประโยชน์จากกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย-เวียดนาม ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการเลือกตั้งเพิ่มในส่วนของตำแหน่งที่วางลง ซึ่งมีจำนวนสมาชิกครบแล้ว จะมาเยือนรัฐสภาเวียดนาม เพื่อกระชับความสัมพันธ์ต่อไป ซึ่งนอกจากในระดับทวิภาคีแล้ว ไทยและเวียดนามยังมีการหารือและประสานท่าทีในกรอบพหุภาคี เช่น สมัชชารัฐสภาอาเซียน (AIPA) และสมัชชาสหภาพรัฐสภา (IPU) ด้วย

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรียังได้เสนอให้ส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์ และพรรคการเมืองต่าง ๆ ของไทย และยินดีที่ฝ่ายเวียดนามได้เชิญผู้แทนพรรคการเมืองต่าง ๆ ของไทยมาร่วมประชุม ASEAN Future Forum ในครั้งนี้ด้วย

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ประชาชนไทยและเวียดนามต่างมีความมุ่งหวังและมีความกังวลคล้ายกัน คือ ต้องการความปลอดภัยและความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงการพัฒนาตัวเองให้มีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งฝ่ายนิติบัญญัติของสองประเทศสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ร่วมกันได้

ศุภณัฐ เปิดผลสอบ เครื่องออกกำลังกาย กทม. ตัวละ 7.5 แสน คกก.ชี้ไม่ผิด ปรับแค่คนละ 600

ศุภณัฐ เปิดผลสอบ เครื่องออกกำลังกาย กทม. ตัวละ 7.5 แสน คกก.ชี้ไม่ผิด ปรับแค่คนละ 600

ศุภณัฐ เปิดผลสอบ เครื่องออกกำลังกาย กทม. ตัวละ 7.5 แสน คกก.ชี้ไม่ผิด ปรับแค่คนละ 600

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.00 น.

“ศุภณัฐ” เปิดผลสอบทุจริตลู่วิ่ง กทม. ตัวละ 7.5 แสน สุดท้าย “รอดยกแก๊ง” สั่งปรับแค่คนละ 600 แล้วกลับมาทำงานต่อ

วันที่ 8 มิถุนายน 2569 นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กรุงเทพฯ เขต 9 พรรคประชาชน เปิดเผยผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง กรณีทุจริตจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายราคาแพงเกินจริงของกรุงเทพมหานคร เนื่องในวาระครบรอบ 2 ปีของเหตุการณ์นี้ โดยระบุว่า คณะกรรมการฯ ที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแต่งตั้งขึ้นได้ทำการสอบสวนเจ้าหน้าที่รวม 32 ราย และมีผลตัดสินออกมาว่า เจ้าหน้าที่จำนวน 20 รายไม่มีความผิด ส่วนอีก 12 รายถูกตัดสินว่ามีความผิดไม่ร้ายแรง โดยลงโทษเพียงหักเงินเดือนร้อยละ 2 เป็นเวลา 1 เดือน หรือคิดเป็นเงินเฉลี่ยเพียงคนละ 600 บาท แล้วทำการปิดคดี 

นายศุภณัฐ กล่าวต่อไปว่า ตนไม่สามารถยอมรับผลการสอบสวนในลักษณะนี้ได้ เนื่องจากสร้างความเสียหายให้กับกรุงเทพมหานครกว่าร้อยล้านบาท แต่คณะกรรมการฯ กลับสอบสวนในลักษณะฟอกขาว ตั้งธงลงโทษเพียงเล็กน้อยพอให้ตอบสื่อมวลชนได้ว่าลงโทษแล้ว ทว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนยังคงปฏิบัติงานใน กทม. ต่อไปได้ตามปกติ เสมือนเป็นการการันตีว่าคดีนี้ไม่ได้มีการทุจริต ทั้งที่เป็นการปล้นเงินประชาชนอย่างเห็นได้ชัดในทุกกระบวนการ ตั้งแต่การล็อกสเปกสินค้า ล็อกคุณสมบัติ ล็อกผลงาน ปั้นราคากลางแพงเกินจริง และการฮั้วสืบราคา

นายศุภณัฐ กล่าวต่อไปถึงรายละเอียดในการใช้อำนาจและดุลพินิจของคณะกรรมการสอบสวนฯ โดยชี้ว่ามีการแยกการพิจารณาออกเป็นสองส่วน คือเรื่องราคาและเรื่องการล็อกสเปก ในส่วนของราคานั้น คณะกรรมการฯ ได้ส่งหนังสือถามไปยังบริษัทเอกชน 7 รายเพื่อให้จัดทำใบเสนอราคา แต่ส่วนใหญ่กลับเลือกถามบริษัทฟิตเนสที่ไม่ได้มีธุรกิจขายเครื่องออกกำลังกายโดยตรง และไม่มีทางมีเครื่องออกกำลังกายยี่ห้อที่ กทม. จัดซื้อเนื่องจากเป็นสินค้าประเภทรับจ้างผลิต (OEM) ที่ไม่มีขายทั่วไปในท้องตลาด 

ยิ่งไปกว่านั้น คณะกรรมการฯ ยังได้ส่งหนังสือไปถามราคากับบริษัทเอกชนกลุ่มที่ชนะการประมูลจัดซื้อลู่วิ่งแพงในครั้งนี้ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ควรตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าสมรู้ร่วมคิดในการทุจริต แทนที่จะไปถามบริษัทเอกชนรายอื่นในตลาด และเมื่อไม่มีบริษัทใดตอบกลับมา คณะกรรมการฯ จึงแวะตรวจร้านขายลู่วิ่งทั่วไปเพียง 2 ร้านเพื่อเป็นพิธี เมื่อไม่พบสินค้าที่มีสเปกตรงกับที่ กทม. จัดซื้อ จึงนำมาเป็นข้อสรุปว่าไม่อาจชี้ชัดได้ว่าราคาที่ กทม. ซื้อนั้นแพงหรือถูก จึงลงความเห็นว่ามีความผิดไม่ร้ายแรงและสั่งปรับเงินเดือนเพียงร้อยละ 2 

ส่วนในประเด็นการล็อกสเปก คณะกรรมการฯ สรุปเพียงว่าเจ้าหน้าที่ผู้จัดทำคุณลักษณะเฉพาะของพัสดุและราคากลางเขียนเงื่อนไขทีโออาร์ (TOR) กีดกันจริง แต่ถือเป็นความผิดไม่ร้ายแรงและสั่งปรับในอัตราเดียวกันก่อนยุติเรื่อง ซึ่งสิ่งที่น่าร้ายแรงที่สุดคือ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้รับทราบและลงนามเห็นชอบกับรายงานผลการสอบสวนฉบับนี้โดยไม่ได้สั่งให้มีการสอบสวนใหม่ ทั้งที่เนื้อหาในรายงานมีความตกหล่นและส่อไปในทางฟอกขาวให้เจ้าหน้าที่อย่างชัดเจน

ทั้งนี้ นาบศุภณัฐ ได้แสดงข้อเห็นแย้งต่อผลการสอบสวนของคณะกรรมการฯ ใน 5 ประเด็นหลัก

ประเด็นแรก คือเรื่องการจงใจล็อกสเปกสินค้าที่เขียนเงื่อนไขเจาะจงให้ผ่านได้เพียงยี่ห้อเดียว ซึ่งการที่คณะกรรมการฯ ลงพื้นที่แล้วไม่เจอเครื่องออกกำลังกายสเปกนี้ในตลาด ย่อมเป็นหลักฐานชัดเจนว่ามีการล็อกสเปกและมีความผิดร้ายแรงตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างฯ ซึ่งคณะกรรมการฯ ควรสอบลึกไปถึงเจ้าหน้าที่ว่านำสเปกนี้มาจากไหน

ประเด็นที่สอง คือเรื่องการจงใจจัดทำราคากลางแพงเกินจริง โดยในอดีตช่วงปี 2563 ถึง 2564 กทม. เคยจัดซื้อลู่วิ่งในราคาตัวละ 250,000 บาท แต่ในปี 2566 กลับแก้ราคากลางสูงขึ้นเป็นตัวละ 750,000 บาท ทั้งที่สเปกแทบไม่แตกต่างจากเดิม

ประเด็นที่สาม คือเรื่องการจงใจสืบราคากับบริษัทเอกชนรายเดิมๆ ซึ่งคณะกรรมการฯ ละเลยไม่ตรวจสอบ ทั้งที่มีข้อพิพาทชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่สืบราคากับบริษัทที่เพิ่งจดทะเบียนใหม่และไม่เคยมีประวัติค้าขายเครื่องออกกำลังกายกับ กทม. มาก่อน

ประเด็นที่สี่ คือเรื่องการจงใจเขียนทีโออาร์ล็อกคุณสมบัติโดยกำหนดให้ต้องมีหนังสือรับรองการแต่งตั้งจากผู้ผลิตหรือตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งเป็นการกีดกันเอกชนรายอื่นที่อาจนำเข้าสินค้าชนิดเดียวกันมาขายในราคาที่ถูกกว่า

ประเด็นที่ห้า คือการจงใจเขียนทีโออาร์ล็อกผลงานของผู้เสนอราคาให้สูงเกินจริง โดยกำหนดให้ต้องเคยมีสัญญาซื้อขายเดิม 2 ถึง 3 สัญญา ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่เข้มงวดเกินกว่าปกติแม้แต่ในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ระดับพันล้านบาท

นอกจากข้อสังเกตทั้ง 5 ประเด็นแล้ว นายศุภณัฐ ยังได้ตั้งคำถามสำคัญไปยังอดีตผู้ว่าฯ กทม. เกี่ยวกับจำนวนโครงการที่เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ โดยระบุว่า โครงการที่มีข้อสงสัยทุจริตจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายมีทั้งหมด 24 โครงการ แต่ทาง กทม. กลับเลือกตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเพียง 7 โครงการเท่านั้น และละเลยอีก 17 โครงการที่เหลือ ซึ่งจากการตรวจสอบเอกสารลับของ กทม. ที่ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการติดตามงบประมาณฯ พบว่าคำสั่งที่อดีตผู้ว่าฯ ลงนาม ทั้งคำสั่งที่ 1821/2567 และคำสั่งที่ 2364/2567 เป็นการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเพียง 7 โครงการจริง ซึ่งขัดแย้งกับที่เคยให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่าจะตรวจสอบทั้งหมด และแม้ตนจะเคยส่งหนังสือทวงถามเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2568 เพื่อขอให้ตรวจสอบอีก 17 โครงการที่เหลือ ซึ่งมีการจัดซื้อลู่วิ่งตัวละ 500,000 บาทโดยเจ้าหน้าที่กลุ่มเดิม แต่อดีตผู้ว่าฯ ก็ไม่เคยมีหนังสือชี้แจงตอบกลับมาจนกระทั่งลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งตนมั่นใจว่าหากยอมตรวจสอบครบทั้ง 24 โครงการ จะเห็นรูปแบบการทุจริตที่เป็นขบวนการชัดเจนกว่านี้ แต่อดีตผู้ว่าฯ กลับเลือกตัดตอนการสอบสวนเพื่อไม่ให้สาวถึงตัวการใหญ่

นายศุภณัฐ กล่าวทิ้งท้ายว่า ตนพร้อมที่จะน้อมรับกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มผู้สนับสนุนอดีตผู้ว่าฯ ที่อาจมองข้ามเรื่องการทุจริต แต่ตนยืนยันว่าจะไม่ยอมให้เงินภาษีของคนกรุงเทพฯ สูญหายไปฟรีๆ โดยไม่ทำอะไร และจะไม่ยอมให้ กทม. เซตมาตรฐานการทุจริตและการสอบสวนที่ผิดพลาดเช่นนี้ให้หน่วยงานอื่นทั่วประเทศลอกเลียนแบบ แล้วปล่อยให้ผู้กระทำผิดลอยนวล 

ส่วนกรณีที่มีการตั้งคำถามถึงการออกมาเปิดเผยข้อมูลในช่วงเลือกตั้ง ตนเห็นว่าการปกป้องผลประโยชน์ของชาติไม่มีความจำเป็นต้องเลือกเวลา อีกทั้งตนเคยรอให้อดีตผู้ว่าฯ ประกาศผลสอบสวนด้วยตนเอง แต่กลับเงียบหาย และในการออกรายการข่าวเมื่อเดือนที่ผ่านมา อดีตผู้ว่าฯ ก็ยังคงตอบคำถามแบบแบ่งรับแบ่งสู้โดยไม่มีสื่อมวลชนรายใดจี้ถามต่อ ประกอบกับคดีนี้ได้เดินทางมาครบรอบ 2 ปีพอดี ตนจึงต้องนำข้อเท็จจริงทั้งหมดออกมาชี้แจงให้สังคมได้รับทราบและร่วมกันตรวจสอบต่อไป
.
เพิ่มเติม: https://www.facebook.com/share/p/1DaLyTsffr/?mibextid=wwXIfr 

‘ชัชวาล’ จี้รัฐบาลตอบให้ชัดเคาะให้ไร่ละพันเมื่อไร อย่าใช้วาทกรรมสร้างความหวัง

‘ชัชวาล’ จี้รัฐบาลตอบให้ชัดเคาะให้ไร่ละพันเมื่อไร อย่าใช้วาทกรรมสร้างความหวัง

‘ชัชวาล’ จี้รัฐบาลตอบให้ชัดเคาะให้ไร่ละพันเมื่อไร อย่าใช้วาทกรรมสร้างความหวัง

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.56 น.

“สส.ชัชวาล” จี้รัฐบาลตอบให้ชัดเคาะ “ไร่ละพัน” เมื่อไร เตือนอย่าใช้วาทกรรมสร้างความหวัง สับปล่อยเกียร์ว่าง “ลานีญา” พ่นพิษ ทำฝนทิ้งช่วง เมล็ดพันธุ์ข้าวขาดแคลนหนัก ทุบซ้ำต้นทุนชาวนาพุ่งสูง 

วันที่ 8 มิถุนายน 2569 นายชัชวาล แพทยาไทย  สส.ร้อยเอ็ด เขต 7 พรรคไทยสร้างไทย  (ทสท.) กล่าวถึงความน่ากังวลโครงการช่วยเหลือชาวนา ไร่ละ 1,000 บาท ของรัฐบาล ว่า ขณะนี้ยังไร้ความชัดเจนจากรัฐบาล ทั้งที่แนวคิดเกษตรแม่นยำยังไม่เกิดขึ้นจริง และปีนี้เกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนเพาะปลูกสูงรอบด้านจากผลกระทบสงครามโลก การที่รัฐบาลโยนเรื่องไปให้คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ชุดใหญ่ พิจารณา จึงถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมจงใจลากเวลาและยื้อขั้นตอนตั้งอนุกรรมการขึ้นมาทำงานใหม่ ซึ่งยิ่งทำให้ชาวนาเสี่ยงต่อการแบกรับภาระหนี้สินนอกระบบเพิ่มขึ้น จึงขอจี้ให้รัฐบาลแสดงความจริงใจเร่งให้คำตอบในมาตรการเยียวยาระยะสั้น แทนการใช้วาทกรรมสร้างความหวังว่าจะจ่ายเงินอุดหนุน 2,000 หรือ 3,000 บาท ไปวันๆ

นอกจากนี้ นายชัชวาล ยังได้สะท้อนถึงวิกฤตซ้ำเติมเกษตรกรอย่างหนักในขณะนี้ คือสถานการณ์ขาดแคลนเมล็ดพันธุ์สำหรับการเพาะปลูกข้าวในฤดูกาลใหม่ โดยขอทวงถามมาตรการรับมือเชิงรุกจากรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต่อกรณีที่แปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีได้รับความเสียหายอย่างหนักจากเอฟเฟกต์ของปรากฏการณ์ลานีญาที่บิดเบือนสภาพภูมิอากาศ จนส่งผลให้เกิดสภาวะฝนทิ้งช่วงอย่างรุนแรงและยาวนานในหลายพื้นที่เพาะปลูกหลัก ส่งผลให้ต้นกล้าและแปลงขยายพันธุ์ข้าวแห้งตาย ยอดการเก็บเกี่ยวผลผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพลดฮวบลงอย่างน่าใจหาย ซึ่งนี่ถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างระดับใหญ่ที่กำลังส่งผลกระทบและสร้างความเดือดร้อนต่อพี่น้องชาวไร่ชาวนาเป็นวงกว้างตั้งแต่เริ่มต้นฤดูการผลิตปีนี้

สส.ร้อยเอ็ด กล่าวต่อว่า จากวิกฤตการณ์ขาดแคลนเมล็ดพันธุ์เนื่องจากภัยฝนทิ้งช่วงดังกล่าว นำไปสู่ผลกระทบด้านลบที่น่าเป็นห่วง 3 ประเด็นหลัก คือ การระบาดหนักของกลุ่มเมล็ดพันธุ์เถื่อนและข้าวปลอมปนไม่ได้มาตรฐานในท้องตลาดเนื่องจากพ่อค้าฉวยโอกาสโก่งราคาขายแพงในช่วงที่สินค้าขาดแคลน จนกลายเป็นต้นทุนแฝงที่ซ้ำเติมวิกฤตหนี้สินเดิมของชาวนาให้พุ่งสูงขึ้น อีกทั้งยังเสี่ยงต่อความมั่นคงทางอาหารและการส่งออกข้าวของประเทศในระยะยาว เนื่องจากปัญหาขาดแคลนเมล็ดพันธุ์นี้บวกกับภัยแล้งจากฝนทิ้งช่วง จะส่งผลให้รอบการปักดำข้าวของชาวนาต้องเลื่อนออกไปไกลกว่าเดิม และหากรัฐบาลยังไม่มีมาตรการสำรองหรือกระจายเมล็ดพันธุ์อย่างทั่วถึง จะทำให้ภาพรวมผลผลิตข้าวไทยลดลงอย่างแน่นอน
นายชัชวาล กล่าวว่า วิกฤตลานีญาและปัญหาฝนทิ้งช่วงเป็นเรื่องที่ส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า รัฐบาลจึงไม่สามารถอ้างได้ว่าเพิ่งเกิดขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในตอนนี้คือความล้มเหลวของมาตรการเชิงรุกในการเตรียมความพร้อมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร เพราะเมล็ดพันธุ์ข้าวคือต้นทุนหัวใจสำคัญที่สุดในการเริ่มต้นทำนา

“ถ้ารัฐบาลยังคงเพิกเฉย ปล่อยเกียร์ว่างปล่อยให้ชาวนาเผชิญชะตากรรมตามยถากรรม โดยที่โครงการไร่ละ 1,000 บาท ก็ยังไม่มีความคืบหน้า และเมล็ดพันธุ์ข้าวยังมาขาดแคลนหนักจากภัยแล้งซ้ำเติมอีก ปลายปีนี้ประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับภาวะวิกฤตเศรษฐกิจฐานรากที่ล้มละลายอย่างแท้จริง”นายชัชวาล กล่าว

จับตาพรุ่งนี้! คุมประพฤติ เตรียมปลดกำไลEM ทักษิณ ชินวัตร

จับตาพรุ่งนี้! คุมประพฤติ เตรียมปลดกำไลEM ทักษิณ ชินวัตร

จับตาพรุ่งนี้! คุมประพฤติ เตรียมปลดกำไลEM ทักษิณ ชินวัตร

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.29 น.

พรุ่งนี้! คุมประพฤติเตรียมปลดกำไลอีเอ็ม ‘ทักษิณ’

วันที่ 8 มิถุนายน 2569  รายงานข่าวแจ้งว่า ภายหลังจากที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกคุมประพฤติ ได้รับพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไปให้ปล่อยตัวไป ในระหว่างการพักโทษคุมประพฤติ เนื่องด้วยเหลือโทษไม่ถึง 1 ปี สำหรับรายชื่อ นายทักษิณ พร้อมกับผู้ต้องคุมประพฤติ รายอื่นที่เข้าหลักเกณฑ์ ปล่อยตัว ได้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการ 3 ฝ่ายตามมาตรา 21 แห่งพระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษ ซึ่งคาดว่าสามารถปลดกำไลอีเอ็ม ของนายทักษิณ ได้ในวันที่ 9 มิ.ย.

ภายหลังจากได้รับหมายปล่อยจากศาล และรับใบบริสุทธิ์จากเรือนจำพิเศษธนบุรี โดยจะเดินทางไปปลดกำไลอีเอ็ม ที่สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 ตามกระบวนการปกติ อย่างไรก็ตามมีรายงานด้วยว่า นายทักษิณเตรียมบินไปพักผ่อนที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

โปรดสถาปนาสมณศักดิ์ พระธรรมวชิรกวี ขึ้นเป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรอง

โปรดสถาปนาสมณศักดิ์ พระธรรมวชิรกวี ขึ้นเป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรอง

โปรดสถาปนาสมณศักดิ์ พระธรรมวชิรกวี ขึ้นเป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรอง

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.19 น.

โปรดสถาปนาสมณศักดิ์ พระธรรมวชิรกวี ขึ้นเป็น รองสมเด็จ รูปใหม่ และมีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ  6 รูป

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า โดยที่ทรงพระราชดำริว่า พระสงฆ์ซึ่งดำรงในสมณคุณ มีอุปการะยิ่งแก่การพระศาสนา สมควรจะได้เลื่อนอิสริยฐานันดรในสมณศักดิ์สูงขึ้นมีอยู่

จึ่งทรงพระกรุณาโปรดสถาปนา พระธรรมวชิรกวี ขึ้นเป็น พระราชาคณะเจ้าคณะรองมีราชทินนามตามที่จารึกในหิรัญบัฏว่า พระพรหมวชิรธีรคุณ วิบุลธรรมปฏิภาณ สุพิธานศาสนวรกิจนิวิฐสีลาจารดิลก ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคนิสสสร บวรสังฆาราม คามวาสี สถิต ณ วัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร พระอารามหลวง จังหวัดสิงห์บุรี มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานกรมได้ 8 รูป

ขออาราธนาพระคุณ จงรับธุระพระพุทธศาสนา เป็นภาระสั่งสอน ช่วยระงับอธิกรณ์ และอนุเคราะห์พระภิกษุสามเณรในคณะและในพระอาราม ตามสมควรแก่กำลัง และอิสริยยศ ซึ่งพระราชทานนี้ และจงเจริญอายุ วรรณ สุข พล ปฏิภาณ คุณสารสิริสวัสดิ์ จิรัฏฐิติ วิรุฬหิไพบูลย์ ในพระพุทธศาสนาเทอญ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ๗ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

ประกาศ ณ วันที่ ๘ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ เป็นปีที่ ๑๑ ในรัชกาลปัจจุบัน

นอกจากนี้ เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ พระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ จำนวน 6 รูป ดังนี้

พระราชเมธีวชิรดิลก วัดชูจิตรธรรมาราม จ.พระนครศรีอยุธยา เป็น พระเทพเมธีวชิรดิลก

พระราชวรญาณโสภณ วัดธาตุทอง กรุงเทมหานคร เป็น พระเทพวัชรญาณวิสุทธิ์

พระวชิรวุฒาจารย์ วัดทิพพาวาส กรุงเทพมหานคร เป็น พระราชวชิรวุฒาจารย์

พระวชิราธิบดี วัดธรรมโพธิ์ศรี จ.ปราจีนบุรี เป็น พระราชวัชรถาวรานุสิฐ

พระสุธีวีรบัณฑิต วัดศรีสุดาราม กรุงเทพมหานคร เป็น พระราชบัณฑิตวัชรดิลก

พระมหาอุกฤษ ปภสฺสโร (เปรียญธรรม 7 ประโยค) วัดทุ่งหนองอ้อ จ.ปราจีนบุรี เป็น พระปริยัติวัชรเมธี

โปรดเกล้าฯ ปรับลดชั้นยศ พลตรี และให้พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ประจำพระองค์

โปรดเกล้าฯ ปรับลดชั้นยศ พลตรี และให้พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ประจำพระองค์

โปรดเกล้าฯ ปรับลดชั้นยศ พลตรี และให้พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ประจำพระองค์

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.00 น.

วันที่ 8 มิถุนายน 2569 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา  เผยแพร่ พระบรมราชโองการ ประกาศ ปรับลดชั้นยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร และให้พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ประจำพระองค์

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ปรับลดชั้นยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร และให้พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ประจำพระองค์

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 ของรัฐธธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ประกอบมาตรา 4 และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 มาตรา 10 มาตรา 13 และมาตรา 15 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 และมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติยศทหาร พุทธศักราช 2479 มาตรา 6 มาตรา 9 และมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติราชองครักษ์ พุทธศักราช 2480

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลตรี ศุภ์เมธิศ วีรกิตติสุนทร ตำแหน่ง นายทหารปฏิบัติการประจำ สำนักงานรองผู้บัญชาการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภ รักษาพระองค์ 2 หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลตรี) ดำรงตำแหน่ง นายทหารปฏิบัติการประจำ สำนักงานรองผู้บัญชาการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภ รักษาพระองค์ 1 หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พันเอก) และให้พ้นจาก การปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ประจำพระองค์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม พุทธศักราช 2569

ประกาศ ณ วันที่ 29 พฤษภาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน