มื้อมงคลตรุษจีน @ เกษรวิลเลจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/578852

  • วันที่ 01 ก.พ. 2562 เวลา 15:30 น.

มื้อมงคลตรุษจีน @ เกษรวิลเลจ

เรื่อง แบมบี bambi5789@gmail.comLogo

เกษรวิลเลจ เฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนกับคอนเซ็ปต์ Retreat – Eat – Art เต็มอิ่มกับกิจกรรมและโปรโมชั่นสุดพิเศษ ในแคมเปญ “Gaysorn Chinese New Year 2019” ส่งมอบความสุขเป็นของขวัญต้อนรับเทศกาลมงคลกับโปรโมชั่นตัวเลขนำโชค ช็อปครบ 800 บาท รับฟรีซองอั่งเปาดีไซน์สวย ครบ 8,000 บาทขึ้นไป รับฟรีถุงผ้ารักษ์โลก และไฮไลต์สุดพิเศษ ช็อปครบ 8 หมื่นบาท มีสิทธิลุ้นรับ “อั่งเปานำโชค” เพื่อรับของรางวัลอีกมากมาย

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการตอกย้ำความเป็นอาร์ต คิวเรเตอร์ แห่งอาณาจักรเปี่ยมสไตล์ จึงได้คว้าตัวศิลปินภาพวาดอิลลัสเตรทรุ่นใหม่ไฟแรง ที่ดังไกลถึงต่างแดนอย่าง “ยูน” ปัณพัท เตชเมธากุล มาร่วมจัดแสดงนิทรรศการศิลปะ และออกแบบเหล่าสัตว์ตัวแทนแห่งความโชคดี ประดับตกแต่งทั่วทั้งเกษรวิลเลจ

เรื่องปากท้องนับว่าสำคัญที่สุดในช่วงเทศกาลตรุษจีน ลิ้มรสความอร่อยกับสารพันเมนูมงคลหลากสไตล์ จากร้านอาหารยอดฮิตในเกษรวิลเลจ อาทิ 1823 ทีเลานจ์ บาย รอนเนอเฟลด์ กับข้าว’ กับปลา รวมทั้งร้านใหม่แกะกล่องอย่าง กินซ่า เทนฮารุ ที่เพิ่งขยายสาขาแรกมายังประเทศไทย ส่งเมนู “Oshuogatsu Ryori” จานเรียกน้ำย่อยก่อนเริ่มคอร์สเทมปุระ ประกอบด้วย ถั่วดำ หมายถึงการอยู่อย่างสงบ สุขภาพแข็งแรง ไข่ปลา หมายถึงการมีลูกหลานมากมาย ดอกบ๊วย แกะสลักจากแครอตสื่อถึงความชื่นบาน มีโชคลาภ และอายุยืนยาว และคะมะโบะโขะ สัญลักษณ์แห่งอาทิตย์อุทัย โดยสีแดงแสดงถึงความน่ายินดี ส่วนสีขาวหมายถึงความบริสุทธิ์

ร้านอาหารจีนซิน เทียน ตี้ เสิร์ฟความอิ่มอร่อยสุขภาพดีด้วย 8 เมนูเสริมมงคล อย่างเช่น “นึ่งสมปรารถนา” ปลาเก๋าตัวโตนึ่งสุก เปรียบเสมือนความอุดมสมบูรณ์ “ผัดอายุมั่น ขวัญยืน” เป๋าฮื้อผัดหมี่ซั่วจานเด็ด คลุกเคล้าด้วยผักหลากสี อวยพรให้อายุยืนยาวและรวยโชคลาภในจานเดียว

อีกหนึ่งเมนูเด่น “ซุปราบรื่นโชคดี” ซุปหอยสังข์หมูตุ๋นรสชาติกลมกล่อม เนื้อหอยสังข์อร่อยหนุบหนับเข้ากันได้ดีกับเครื่องตุ๋นยาจีนหอมกรุ่น ที่เสริมมงคลชีวิตในเรื่องสุขภาพ เมนู “เจี๋ยนมั่งมีค้าขาย” หน่อไม้ทะเลเจี๋ยนคะน้าฮ่องกง สื่อความหมายถึงความร่ำรวย มีเงินมีทองใช้ เมนู “ผัดผักรวมมิตรสุขสบาย” ที่รวบรวมสุดยอดของดีมาเอาใจคนรักสุขภาพ ได้แก่ ผักกาดแก้ว เห็ดหอม และสาหร่ายเส้นผม ราดด้วยซอสน้ำแดงสูตรลับของทางร้าน ให้ความหมายเป็นมงคลทั้งด้านความร่ำรวย ความเจริญรุ่งเรือง

มาถึงจานไฮไลต์อย่าง “เป็ดอิ่มหนำสำราญ” เป็ดปักกิ่งหนังกรอบนุ่ม ได้รับการเลี้ยงดูพิเศษด้วยกรรมวิธีเฉพาะที่เรียกว่า “เถียนยา” ซึ่งคำนี้มีความหมายว่าขุนให้อ้วนนั่นเอง เมนู “กุ้งมังกรนำพาบารมี” เสิร์ฟลาภยศตำแหน่งที่เฝ้าปรารถนาพร้อมกับกุ้งมังกรสดอร่อยเกินบรรยาย ผัดพริกเกลือคลุกเคล้าเครื่องปรุงจนได้ที่ ปิดท้ายด้วย “หวานร่มเย็น” หรือโอนีแปะก๊วย เมนูขนมหวานมงคลของชาวจีน อำนวยอวยชัยให้มีลูกมีหลานเต็มบ้านเต็มเมือง และเกื้อหนุนกันให้เจริญรุ่งเรือง เซต 8 เมนูพิเศษฉลองตรุษจีน ราคา 8,900 บาท

สำหรับ เอริค ไคเซอร์ ร้านขนมปังอาร์ทิซานเจ้าดังจากฝรั่งเศส รังสรรค์เมนู “Lucky Express” หรือเค้กมงคลที่มีเนื้อครีมละมุน มีส่วนผสมจากเมล็ดเกาลัดและเมล็ดฟักทอง สื่อความหมายถึงความเจริญมั่งคั่งและร่ำรวยในวันปีใหม่

ไปชม ไปช็อป และไปอิ่มกันได้ตั้งแต่วันที่ 1-18 ก.พ.นี้ 

หนึ่งศตวรรษ เครื่องดื่มสีแดง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/578848

  • วันที่ 01 ก.พ. 2562 เวลา 15:30 น.

หนึ่งศตวรรษ เครื่องดื่มสีแดง

เรื่อง เพ็ญแข สร้อยทอง

สีแดงอยู่รายรอบตัว เมื่อกาลเวลาพาเราเดินทางมาใกล้เทศกาลตรุษจีนและวาเลนไทน์อีกครั้ง แต่เครื่องดื่มสีแดงนี้สามารถพบเห็นและดื่มชิมได้ตลอดทั้งปี เพียงแค่เดินไปที่บาร์ แล้วสั่ง “เนโกรนี” หรือเครื่องดื่มที่มี “คัมพารี” เป็นส่วนผสม ซึ่งเป็นที่นิยมรู้จักมายาวนานกว่า 100 ปี เรียกได้ว่า บาร์เทนเดอร์ทุกคนบนโลกนี้รู้จัก

ปลายปี 2018 ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้เข้าร่วมสังเกตการณ์การแข่งขันบาร์เทนเดอร์ คัมพารี เอเชีย 2018 (Campari Bartender Competition ASIA 2018) ณ โรงแรมโซฟิเทล กรุงเทพ สุขุมวิท บาร์เทนเดอร์ในเมืองไทยนับร้อยๆ มาร่วมงานนี้เพื่อคว้าโอกาสในการเป็นตัวแทนประเทศไทย โดยการสร้างสรรค์ค็อกเทลโมเดิร์นคลาสสิกใหม่ๆ จากคัมพารี ซึ่งแต่ละคนวาดลวดลายกันเต็มที่

การแข่งขันในวันนั้น ได้ผู้ชนะคือ ศุภวิชญ์ มุททารัตน์ หรือปาล์ม แห่งเวสเปอร์ ซึ่งได้เดินทางไปแข่งขันกับนานาชาติในแถบเอเชียที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี อันเป็นถิ่นกำเนิดของ “คัมพารี” และในรอบชิงชนะเลิศเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ปรากฏว่า ศุภวิชญ์ จากไทยแลนด์เอาชนะบาร์เทนเดอร์จาก 11 ประเทศที่เข้าร่วมการแข่งขันชิงรางวัลชนะเลิศมาครองได้สำเร็จ … ขอแสดงความยินดีมา ณ ที่นี้ด้วย

การแข่งขันครั้งนี้เป็นการเฉลิมฉลองเนโกรนีที่มีอายุครบ 100 ปีในปี 2019 เนโกรนีเป็นหนึ่งในค็อกเทลซึ่งมีชื่อเสียงที่สุดในโลก และจะมีเครื่องดื่มแก้วนี้ไม่ได้ ถ้าไม่มีคัมพารี

ดาเนียเล พิรอตตา แบรนด์แอมบาสซาเดอร์ของคัมพารี เล่าใน เนโกรนี มาสเตอร์ คลาส ว่า คัมพารีเกิดขึ้นที่เมืองโนวารา ประเทศอิตาลี เมื่อปี 1860 โดย กัสแปร์ คัมพารี แห่งบาสส์ บาร์ ในตูริน ที่ได้ทดลองนำสมุนไพรและผลไม้กว่า 60 ชนิดมาปรุงกับแอลกอฮอล์ กลายเป็นสูตรเฉพาะที่ไม่เปลี่ยนแปลงมาจนถึงวันนี้

คัมพารี คือ สปิริตซึ่งเกิดจากการผสมผสานรสขมของสมุนไพร กับกลิ่นพืชพรรณผลไม้ลงในแอลกอฮอล์และน้ำ จนได้ของเหลวสีแดง ซึ่งมีกลิ่นรสขมฝาดเฉพาะตัว คัมพารีจัดเป็นแอพเพอริทิฟ จำพวกบิตเทอร์ นิยมดื่มก่อนอาหารเพื่อเรียกน้ำย่อย สามารถดื่มเพียวหรือออเดอะร็อกก็ได้ สามารถผสมกับเหล้าอย่างอื่น เช่น วิสกี้ เวอร์มุท เบอร์เบิ้น จิน หรือจะเป็นอะไรซ่าๆ อย่างเช่น สปาร์กลิ้งไวน์ โซดา โทนิค ฯลฯ น้ำผลไม้ที่ไปกันได้ดีเป็นตระกูลซิตรัสอย่าง ส้ม มะนาว ฯลฯ

หนึ่งในค็อกเทลจากคัมพารีที่เก่าแก่คือ อเมริกาโน ซึ่งถือได้ว่าเป็นหนึ่งในค็อกเทลสุดโปรดของ เจมส์ บอนด์ เขาเคยสั่งแก้วนี้ในภาค Casino Royale ผสมจากคัมพารีและเรดเวอร์มุท ผสมเข้าด้วยกันในแก้วโอลด์แฟชั่น ก่อนเติมน้ำแข็งและโซดา ตกแต่งด้วยชิ้นส้มและเปลือกมะนาว

อเมริกาโนก็ทำให้เกิดค็อกเทลจากคัมพารีที่มีชื่อเสียง และได้รับความนิยมที่สุดคือ เนโกรนี ซึ่งคิดค้นขึ้นเมื่อ 100 ปีที่แล้ว ก่อนจะกลายเป็นเครื่องดื่มสุดคลาสสิกในทุกวันนี้

ในปี 1919 ณ เมืองฟลอเรนซ์ ท่านเคานต์คามิลโล เนโกรนี สั่งค็อกเทลอเมริกาโนมาดื่ม แต่ขอพลิกแพลงแต่งเติมสูตรของตัวเองให้แปลกใหม่ โดยเลือกใส่จินแทนโซดา เพราะท่านเคานต์ได้แรงบันดาลใจมาจากเมื่อครั้งเดินทางไปลอนดอนแล้วเห็นว่าที่นั่นใช้จินแพร่หลาย ซึ่งบาร์เทนเดอร์ก็ทำตามท่านเคานต์สั่ง ทั้งยังเลือกใช้ส้มฝานแทนมะนาวฝานสำหรับตกแต่งอเมริกาโน นี่กลายมาเป็นเครื่องดื่มประจำตัวของเขา แรกเป็นที่รู้จักในชื่อว่า “อเมริกาโนของท่านเคานต์เนโกรนี” ก่อนจะกลายเป็นเนโกรนี ซึ่งถูกเรียกขานว่าเป็น a long drink in a short glass หรือเป็น “ลองดริงก์” ใน “แก้วสั้น”

นั่นเป็นต้นกำเนิดของ เนโกรนี ซึ่งเป็นค็อกเทลที่รู้จักไปทั่วโลก ทุกปีในเดือน มิ.ย. จะมี เนโกรนี วีก เพื่อเฉลิมฉลองให้กับค็อกเทลยอดนิยมนี้ ทั้งยังเพื่อหาเงินเพื่อการกุศล โดยบาร์ ร้านอาหาร และผู้จำหน่ายจากทั่วโลกจะบริจาคเงินจากการจำหน่ายเนโกรนีหรือผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับเนโกรนีมอบให้การกุศล

ค็อกเทลคัมพารีเด่นๆ ยังรวมถึง บูเลวาร์ดิเอร์ (Boulevardier) คิดค้นขึ้นในช่วงการห้ามขายสุราในสหรัฐอเมริกา เสิร์ฟในแบบอเมริกัน ส่วนผสมยุโรป ผสมด้วยคัมพารี เรดเวอร์มุท และเบอร์เบิ้นวิสกี้ เสิร์ฟในแก้วค็อกเทล ตกแต่งแก้วด้วยเปลือกมะนาว

ส่วน คัมพารี ออเรนจ์ เป็นค็อกเทลสีสวย รสหวาน เดิมมีชื่อว่า การิบัลดี ผู้นำทางการทหารคนสำคัญในการรวมชาติอิตาลี เพราะนำ 2 ส่วนผสมจากอิตาลีทางเหนือและใต้มารวมกัน คือ คัมพารี มาจากมิลานทางเหนือของอิตาลี และส้มมาจากทางใต้มาผสมผสานกัน

ขณะที่ เนโกรนี สบากลิเอโต (Negroni Sbagliato) ค็อกเทลนี้มีความเป็นมาจากปี 1972 จากความผิดพลาด เมื่อ เมอร์โก สทอคเชทโต แห่ง บาร์บาสโก ในมิลาน ได้นำผสมเนโกรนีขึ้นโดยใส่สปาร์กลิ้งไวน์แทนที่จะใส่จิน นั่นจึงกลายเป็นเครื่องดื่มอีกหนึ่งเมนูคลาสสิกที่ยังคงดื่มกันมาจนวันนี้ โดยคำว่า Sbagliato ในชื่อนั้นหมายถึง ผิดพลาด

100 ปีผ่านไป คัมพารีและเนโกรนียังคงไม่เสื่อมความนิยม ทั้งยังกลายเป็นต้นแบบซึ่งคนรุ่นหลังนำไปคิดต่อยอดออกมาเป็นค็อกเทลโมเดิร์นคลาสสิกใหม่ๆ ออกมาเสมอ

อย่างเช่นหนึ่งในเมนูซึ่ง ศุภวิชญ์ มุททารัตน์ สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อแข่งขันที่ประเทศอิตาลีเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เขาได้เลือกอีกหนึ่งของดีจากอิตาลีมาเป็นส่วนผสม นั่นก็คือ กาแฟเอสเปรสโซ่ โดยเลือกใช้เมล็ดกาแฟของไทยซึ่งมีรสเปรี้ยว เพื่อรวมตัวกับคัมพารีและส่วนผสมอื่นๆ กลายเป็นเครื่องดื่มแก้วใหม่ในสูตรเฉพาะตัว

และประวัติศาสตร์จะยังคงดำเนินต่อไป … เชียร์ส

สมูทเคอร์รี่ อาหารไทยตำรับดั้งเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/578845

  • วันที่ 01 ก.พ. 2562 เวลา 12:00 น.

สมูทเคอร์รี่ อาหารไทยตำรับดั้งเดิม

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว

เมื่อพูดถึงอาหารไทยสูตรตำรับโบราณดั้งเดิม รสชาติตามแบบตำรับชาววัง และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวตามต้นแบบมาตรฐานที่ปู่ย่าตายายบรรพบุรุษไทยได้สร้างสรรค์ไว้ หลายคนบ่นว่าหารับประทานยาก

ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น ทุกวันนี้ร้านอาหารไทยส่วนใหญ่เท่าที่เห็นจะออกไปแนวฟิวชั่น เป็นพันธุ์ผสมค่อนข้างเยอะ หรือไม่ก็มีกรรมวิธีการปรุงตามใจฉัน โบราณที่ทำมานั้นไม่ต้อง ใคร่ใส่อะไรใส่ สูตรของฉันเอง อร่อยถูกลิ้นถูกปากได้เหมือนกัน

ห้องอาหารสมูทเคอร์รี่ ห้องอาหารไทยสไตล์โบราณดั้งเดิม ตั้งอยู่บนชั้นที่ 3 ของโรงแรมดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล ย่านถนนวิทยุ

สมูทเคอร์รี่ เกิดมาพร้อมกับโรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อกฯ เมื่อครั้งยังใช้ชื่อว่า โรงแรม พลาซ่า แอทธินี โดยความเป็นมาเมื่อหลายสิบปีก่อนหน้านี้ ก่อนที่จะมีการสร้างโรงแรม พื้นที่นี้คือ วังคันธวาส อันเป็นตำหนักที่ประทับของ สมเด็จเจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร พระราชธิดาองค์ที่ 43 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี และเป็นพระราชปิตุจฉาในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

ภายหลังสมเด็จเจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ฯ สิ้นพระชนม์ไปแล้ว สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ได้พระราชทานวังคันธวาสให้กับโรงเรียนราชินีบน เพื่อเก็บผลประโยชน์เป็นรายได้บำรุงโรงเรียน

ต่อมา เจ้าสัวอากร ฮุนตระกูล มาขอเช่าพื้นที่เพื่อทำโรงแรมอิมพีเรียล จนถึงปี 2537 จึงได้ขายกิจการเครือโรงแรมอิมพีเรียลให้กับคุณเจริญ สิริวัฒนภักดี ซึ่งได้สร้างโรงแรม พลาซ่า แอทธินีฯ ขึ้นมาแทนที่ โดยต้องการให้มีห้องอาหารไทย รสชาติดั้งเดิม มีทีมเชฟที่มีความเชี่ยวชาญด้านอาหารไทยแท้ๆ ไว้บริการแขกของโรงแรม หรือเพื่อคนไทยที่ต้องการรับรองเพื่อนต่างชาติ

โรงแรมพลาซ่า แอทธินีฯ มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในปี 2544 และล่าสุดในปี 2560 ก็เพิ่งเปลี่ยนชื่อและแบรนด์มาเป็น โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อกฯ นี่คือที่มาและการเกิดขึ้นของห้องอาหารสมูทเคอร์รี่ และว่าทำไมจึงต้องเป็นอาหารไทย “สูตรตำรับโบราณดั้งเดิม” ด้วย

จุดเด่นของสมูทเคอร์รี่ คือ เครื่องแกงหรือเคอร์รี่ มีความนุ่มนวล กลมกล่อม ทุกรสสัมผัส การคัดสรรวัตถุดิบและสูตรอาหารมากมายจากทั่วทุกภาคของประเทศไทยมาไว้ที่นี่ มีหัวหน้าพ่อครัวมากความสามารถและประสบการณ์ทำอาหารไทยมากกว่า 18 ปี ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศอย่างเชฟมนตรี จิรฐิติกาลกิจ

ทุกเมนูพิถีพิถัน ตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบจากทั่วทุกภาคของประเทศ ผสานกับเครื่องเทศของไทย ปรุงด้วยสูตรตำรับดั้งเดิม จึงได้รับความนิยมจากผู้มาเยือนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

ขณะบรรยากาศและการตกแต่งห้องอาหาร ถูกออกแบบในบรรยากาศสไตล์ไทยร่วมสมัย ตกแต่งอย่างสวยงามด้วยไม้แกะสลักและภาพวาด คลอด้วยเสียงเพลงไทยพื้นบ้านเบาๆ เพิ่มบรรยากาศในการรับประทานอาหาร นอกจากนี้ ยังมีห้องส่วนตัวสำหรับรับรองจัดเลี้ยงขนาดเล็ก หรือสำหรับคนในครอบครัวอีกด้วย

เมนูที่อยากแนะนำ แกงมัสมั่นเนื้อแก้มวัว ที่เลือกใช้เนื้อส่วนแก้มวัวสัมผัสนุ่มละมุนปรุงรสกับพริกแกงสูตรพิเศษ ปลาเก๋าซอสมะขาม ปลาเก๋าทอดกรอบ ราดซอสมะขามรสชาติเปรี้ยวหวาน แกงปูใบชะพลู เนื้อปูสดในแกงแดง รสชาติแบบต้นตำรับไทยดั้งเดิม

เปิดให้บริการทุกวัน มื้อกลางวันเวลา 11.30-14.30 น. (วันจันทร์-ศุกร์) มื้อเย็น เวลา 18.00-22.30 น.

กระบี่ติ่มซำ ไสไทย กินจุ กินไว ลุ้นไป ฮอกไกโด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/578854

  • วันที่ 01 ก.พ. 2562 เวลา 12:00 น.

กระบี่ติ่มซำ ไสไทย กินจุ กินไว ลุ้นไป ฮอกไกโด

เรื่อง/ภาพ อชัถยา ชื่นนิรันดร์

กระบี่ เมืองน่าอยู่ ผู้คนน่ารัก มีธุรกิจอาหารเช้าอร่อยรองรับนักท่องเที่ยวมากมาย โดยเฉพาะ “ติ่มซำ” ถือเป็นเมนูยอดฮิต

เพื่อโปรโมทให้ติ่มซำเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในกลุ่มนักท่องเที่ยว ภาคเอกชนร่วมกับหน่วยงานภาครัฐเปิดเทศกาลติ่มซำ เพื่อสร้างสีสันวัฒนธรรมการกินแบบฉบับถิ่นใต้ “กินจุ กินไว ลุ้นไป ฮอกไกโด” ท้านักกินทั่วสารทิศร่วมประลองความอึด ตลอดทั้งหนุนท่องเที่ยวกระบี่ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

พรเพ็ญ เวทย์วัฒนะ เจ้าของร้าน “กระบี่ติ่มซำ” กล่าวว่า กระบี่ติ่มซำ เป็นร้านอาหารเช้าที่เปิดมาตั้งแต่ปี 2548 ได้รับการตอบรับที่ดีตลอดมา จากสาขาเล็กๆ ที่มีเพียง 12 โต๊ะ มาเป็น 5 สาขา โดยมีสาขาแฟรนไชส์ 2 สาขา และสาขาใหม่ล่าสุดที่เปิดตัวเมื่อต้นปี 2562 “กระบี่ติ่มซำ ไสไทย” นับเป็นสาขาที่ 5 ตั้งอยู่ที่หมู่ 4 ต.ไสไทย อ.เมือง จ.กระบี่ ซึ่งเป็นเส้นทางที่จะไปแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอย่างอ่าวนาง

“ด้วยความรักในเรื่องการทำงานอาหาร และเรียนด้านคหกรรมมา เราจึงตัดสินใจทำร้านอาหารเช้า เป็นร้านเล็กๆ ที่ให้ความรู้สึกเหมือนครอบครัว เพราะลูกค้าร้านอาหารเช้าในตัวเมืองกระบี่ ส่วนใหญ่เป็นลูกค้ากลุ่มเดิม คุณภาพของอาหาร และการบริการเป็นเรื่องสำคัญมาก จากจุดนั้นทำให้เราเติบโตมาถึงวันนี้ และเป็นแรงผลักดันให้เดินหน้าเพื่อขยายสาขาและเป็นส่วนหนึ่งของการประชาสัมพันธ์วัฒนธรรมการกินและการท่องเที่ยวกระบี่ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น”

กระบี่ติ่มซำ ไสไทย นับเป็นร้านสาขาขนาดใหญ่ ที่เป็นทั้งหน้าร้านและโรงงานผลิตขนาดย่อมสามารถรองรับลูกค้าได้ 150-200 คน เปิดให้บริการแบบบุฟเฟ่ต์ ซึ่งนับเป็นบุฟเฟ่ต์ติ่มซำเจ้าแรกใน จ.กระบี่ ค่าบริการท่านละ 159 บาท สามารถรับประทานได้ทั้งเมนูติ่มซำกว่า 60 ชนิด และเมนูอาหารคาว-หวาน ที่หมุนเวียนในทุกวัน อาทิ ขนมจีนน้ำยา ข้าวมันไก่ ข้าวหมูแดง-หมูกรอบ เกาเหลา เกี๊ยวน้ำ ฯลฯ พร้อมเครื่องดื่มฟรี รับประทานได้โดยไม่จำกัดเวลา โดยจุดเด่นของการรับประทานติ่มซำแบบบุฟเฟ่ต์ คือการเลือกเมนูได้หลากหลายตามใจชอบ และมีหม้อนึ่งติ่มซำประจำโต๊ะของตัวเอง พร้อมหม้อร้อนที่คงความร้อนของอาหารให้ยังคงอยู่

พรเพ็ญ กล่าวอีกว่า การเป็นผู้ผลิต ทำให้ “กระบี่ติ่มซำ ไสไทย” มีความได้เปรียบในการบริหารต้นทุน แม้ว่าการให้บริการแบบบุฟเฟ่ต์ในราคาเพียง 159 บาท อาจจะมีกำไรไม่มากนัก แต่ทางร้านหวังให้กระบี่ติ่มซำเป็นที่รู้จักในวงกว้าง เพราะสาขานี้สามารถรองรับทัวร์ที่มาจากทั่วสารทิศทั้งคนไทยและต่างชาติ ลูกค้าสามารถนั่งรับประทานอาหารและชมการผลิตขนมจีบในห้องกระจกได้ด้วย และที่ไม่มีการจำกัดเวลาของบุฟเฟ่ต์ เนื่องจากพบว่าพฤติกรรมของลูกค้าที่เข้ามารับประทานอาหารเช้าและเที่ยงจะมีความเร่งรีบ ไม่ได้นั่งนานเหมือนการรับประทานอาหารเย็นหรืออาหารค่ำ

ร้าน “กระบี่ติ่มซำ” ได้จัดเทศกาล “กินจุ กินไว ลุ้นไป ฮอกไกโด” เชิญชวนผู้รักการกินเข้าร่วมสนุกกับกิจกรรมแข่งกินขนมจีบ โดยมีการแข่งขันรอบแรกไปแล้วในวันที่ 19 ม.ค.ที่ผ่านมา และจะทำการรับสมัครและคัดเลือกจนครบ 10 ครั้ง ไปจนถึงเดือน ก.ย.นี้ ที่ร้านกระบี่ติ่มซำ ไสไทย

คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล เนื้อปูผัดผงกะหรี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/578858

  • วันที่ 01 ก.พ. 2562 เวลา 11:40 น.

คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล เนื้อปูผัดผงกะหรี่

เรื่อง สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

สมัยก่อนไปพัทยา ครอบครัวมักจะไปรับประทานอาหารที่ “จั๊วหลี” ร้านอาหารจีนเก่าแก่ร้านหนึ่งที่ขายอาหารทะเลนำมาผัดปรุงตามอารมณ์คนจีนทำกับข้าว หน้าร้านจะมีตู้กับข้าวเรียงรายด้วยวัตถุดิบสดๆ ผู้เขียนยังเป็นเด็กๆ อยู่ มักจะไปยืนเมียงมองเครื่องเคราต่างๆ ที่อาจจะมีการหั่นตัดแต่งไว้ในกระบะอะลูมิเนียมบุบบู้บี้ เวลาพ่อครัวจะปรุงก็จะมาหยิบใส่ตะกร้าแล้วโยนลงไปผัดจนเห็นไฟลุกท่วม ตื่นตาตื่นใจดีเมื่อเกาะขอบตู้ดู

ร้านนี้เมนูเด็ดมีหลายอย่าง คิดถึงแล้วนอกจากจะหิว ยังหวนนึกถึงความสุขความสนุกในวัยเยาว์ เพราะไปร้านนี้ได้ก็ต่อเมื่อปิดเทอม เล่นน้ำจนตัวดำเช้าจรดเย็นแล้วแวะมากินข้าวร้านนี้อยู่บ่อยๆ จานเด็ดที่สั่งประจำคือ ปูผัดผงกะหรี่ รสชาติเขาพิเศษ แตกต่างจากร้านอื่นๆ เพราะผัดมาแบบน้ำขลุกขลิก หอมกลิ่นผงกะหรี่เบาๆ ออกเค็มๆ หวานนิดๆ ถูกใจเด็ก พอเอามาราดข้าวกินเสียหมดถ้วยเลย

ส่วนประกอบในการผัดมองเห็นได้มีทั้งหัวหอมใหญ่ซอยตามยาวและต้นหอมที่ใส่มาเยอะ ตอนเด็กๆ ไม่ชอบรับประทานเพราะรู้สึกเผ็ด ยิ่งโตยิ่งชอบเพราะช่วยให้ปูผัดผงกะหรี่มีรสชาติหวานขึ้น ผู้เขียนจำไม่ได้ว่าใส่กระเทียมหรือเปล่า แต่มาเจอปูผัดผงกะหรี่สไตล์นี้ที่ร้านอุดม ปราณบุรี มีรสชาติใกล้เคียงกัน จึงเดาว่าน่าจะใส่กระเทียมสับลงไปตั้งต้นในน้ำมันก่อนผัดเครื่องเคราทุกอย่างเพื่อเพิ่มความหอม

ปูผัดผงกะหรี่แบบนี้ใช้เนื้อปูก้อนจากปูต้มสุกแล้วแกะเอามา ถือเป็นวัตถุดิบที่ราคาสูงที่สุดชนิดหนึ่งในท้องตลาด “ต่อน” เล็กๆ ของเนื้อปูก้อนสนนราคาเข้าใกล้หนึ่งพันบาท ถ้าต่อนใหญ่ๆ สะใจและสดใหม่รับรองว่าจ่ายได้ถึงกิโลกรัมละ 1,800 บาทก็เป็นได้ ดังนั้นจะซื้อวัตถุดิบราคาแพงขนาดนี้มาทำกินที่บ้านจึงต้องรู้วิธีปรุงสักนิดถึงจะคุ้มค่าเงิน และถ้าทำได้เป๊ะแล้วรับรองว่าคุ้มค่ากว่าซื้อกินตามร้าน

เริ่มต้นเราต้องรู้ก่อนว่า เนื้อปูต้มสุกนั้นสุกมาแล้วเกือบ 100% เพื่อให้เนื้อปูคงความหวานไว้ได้จึงต้องให้ผ่านความร้อนครั้งที่ 2 ให้น้อยที่สุด การปรุงต่อในกระทะพร้อมเครื่องปรุงอื่นๆ จึงต้องทำอย่างรวดเร็วไม่ได้เพื่อทำให้สุก แต่เพื่อปรุงแต่งรสชาติเท่านั้น

กระบวนการนี้ต่างจากปูม้าสดๆ ที่ต้องนำมาล้างทำความสะอาดสับเป็นชิ้นๆ และต้องฉ่าด้วยความร้อนสูงจนหอมฟุ้งแล้วจึงเติมเครื่องปรุงอื่นๆ เนื้อปูสดไม่ต้องการความร้อนสูงอะไรนัก จึงจำเป็นต้องผัดเครื่องต่างๆ ด้วยความร้อนสูงแล้วใส่เนื้อปูลงไปภายหลังสุด เพื่อให้เนื้อปูฉ่ำหวานตามธรรมชาติของเนื้อปูก้อนจากแหล่งซื้อคุณภาพดี

ปูผัดผงกะหรี่จริงๆ มีหลากหลายสูตร สำหรับคนที่ชอบรสจัดจ้าน อาจใช้วิธีตามผู้ใหญ่ที่บ้านของผู้เขียนเวลาแวะเวียนไปชิมปูผัดผงกะหรี่ที่จั๊วหลี เขามักจะขอตบพริกขี้หนูใส่ลงไปด้วยเพื่อให้ได้รสชาติที่เข้มข้นขึ้น

กษิดิ์เดช โสตถิยาภัย ‘ปรุงให้คนกินมีความสุข’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/578855

  • วันที่ 01 ก.พ. 2562 เวลา 11:40 น.

กษิดิ์เดช โสตถิยาภัย 'ปรุงให้คนกินมีความสุข'

เรื่อง ปอย

“อยากเป็นเชฟเพราะคุณแม่ทำอาหารไม่อร่อย” เหตุผลที่มาพร้อมกับรอยยิ้มมีอารมณ์ขัน “เชฟดล” กษิดิ์เดช โสตถิยาภัย รับผิดชอบในหน้าที่ Chef Tournant โรงแรม เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน เกาะสมุย บอกอาชีพนี้ จึงเริ่มต้นขึ้นด้วยการทำกับข้าวให้ครอบครัวได้อร่อยทุกๆ มื้อ คุณแม่ทำอาหารไม่อร่อย แต่ต้องยกตำแหน่งให้คุณพ่อคือพ่อครัวหัวป่าก์มือหนึ่งเลยก็ว่าได้ แล้วกลายเป็นครูคนแรกที่ได้สอนฝึกปรือฝีมือลูกชาย ให้ก้าวมาในเส้นทางนี้

ตำแหน่งนี้อธิบายเข้าใจง่ายๆ คือเชฟหมุนเวียน งานจึงต้องมีความเชี่ยวชาญงานในครัวทุกด้าน และต้องทำได้อย่างสมบูรณ์แบบ เนื่องจากมีหน้าที่ทำงานแทนหัวหน้าเชฟหน่วยต่างๆ ในช่วงที่ไม่อยู่

เชฟดล อธิบายรายละเอียดงาน โรงแรม เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน เกาะสมุย รีสอร์ต มีถึง 9 ห้องอาหาร หน้าที่รับผิดชอบจึงมากตามไปด้วย ทำได้ทั้งอาหารยุโรปเพราะต้องประจำอยู่ในร้านสเต๊กเฮาส์ ไปจนถึงร้านปักษ์ใต้ (Pak Tai) ห้องอาหารที่นำเสนออาหารไทยดั้งเดิมของภาคใต้ ซึ่งเชฟหนุ่มชาวสงขลาวัย 26 ปี บอกว่าสบายอยู่แล้วเรื่องอาหารใต้รสเผ็ดร้อน

อาหารตะวันตก ก็ได้ใช้ประสบการณ์ที่เคยได้ไปทำงานรัฐแมริแลนด์ สหรัฐ ตั้งแต่เรียนจบปริญญาตรี โดยได้ทำงานที่นั่นกว่า 3 ปี ได้ทำงานทั้งร้านอาหารไทย อาหารฝรั่ง และอาหารญี่ปุ่น

“เชฟตูร์กนองท์ต้องทำอาหารได้หลากหลาย ไปได้ทุกครัว ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น ไทย ถ้าเชฟใหญ่ในครัวโรงแรมขาด ผมต้องไปช่วยเขาได้ทุกๆ สเตชั่น หรือคอยช่วยงานเชฟใหญ่ รวมถึงรักษาการแทนในช่วงที่เชฟใหญ่ไม่อยู่ด้วยครับ

งานหลักที่ต้องทำตอนนี้ คือตรวจสอบของว่าวัตถุดิบในครัวเรามีครบหรือไม่ รวมถึงเช็กว่าวันนี้ต้องทำเมนูอะไรบ้าง ซึ่งเมนูพิเศษมีทุกวันครับ สำหรับที่เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน เกาะสมุย เพราะความที่เป็นรีสอร์ทหรูหรา สวยงาม แขกทุกคนจึงเลือกมาพักผ่อนในช่วงเวลาแสนพิเศษ อาหารจึงเป็นการบริการเพื่อความประทับใจที่สุดอีกอย่างหนึ่ง แขกจะรีเควสต์อาหารแปลกๆ เป็นประจำครับ เช่น คนภาคใต้ที่มากินอาหารที่นี่พอรู้ว่าเรามีนกกระยางผัดเผ็ด (หัวเราะ) ก็เรียกร้อง ผมก็จัดให้ได้เลยมีวัตถุดิบให้เลือกที่ตลาดสดสมุย หรือถ้าเป็นต่างชาติ ผมปรุงเป็นต้มข่าใช้แทนไก่ซึ่งก็จะได้รสชาติแตกต่างอร่อยแปลกลิ้นไปอีกแบบครับ”

เชฟดล เล่าพลางหัวเราะถึงวัตถุดิบที่คนเมืองกรุงอาจจะงงงัน แต่ถ้าถามความถึงรสถึงชาติร้อนแรงในแบบอาหารปักษ์ใต้ โรงแรมหรูริมทะเลโด่งดังพร้อมเสิร์ฟ สั่งกันได้เลยฝีมือเชฟเจ้าถิ่นของแท้

“ผมเริ่มอาชีพงานในครัวตั้งแต่ อายุ 16 ปี อย่างที่บอกคุณแม่ทำอาหารไม่ค่อยอร่อย (หัวเราะ) แล้วภาคใต้เราก็มีวัตถุดิบดีๆ มีของอร่อยๆ มากมาย อาหารบนโต๊ะจะไม่อร่อยคงไม่ได้นะครับ แต่คุณยายทำอาหารใต้อร่อยมาก ท่านก็สอนผม คุณย่าเป็นชาวจีนฮกเกี้ยนในสงขลาก็สอนผมทำอาหารจีน ส่วนคุณพ่อทำอร่อยทุกอย่าง สอนให้ผมทำอาหาร การรับผิดชอบทำอาหารตั้งโต๊ะทุกๆ วัน ผมจึงรู้ว่าเราชอบ เรารักการทำอาหารให้คนได้กินกันเอร็ดอร่อยทุกๆ มื้อ ทำให้คนกินมีความสุขกับรสชาติที่เราทำ ตั้งแต่มัธยมปลายเลิกเรียนก็เลยไปสมัครเป็นผู้ช่วยพ่อครัว ทำตั้งแต่ร้านข้าวต้ม แล้วก็ได้ประสบการณ์การปรุงอาหารด้วยความรวดเร็ว เพราะคนกินจำนวนมาก ทุกๆ จานเร่งด่วน

ทำงานไปจนร้านอาหารใหญ่ๆ สะสมประสบการณ์ไปเรื่อยๆ และตัดสินใจเลือกเรียนหลักสูตรโรงเรียนการเรือน มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เป้าหมายคืออาชีพเชฟในโรงแรมระดับ 5 ดาวเลยครับ เพราะเราไม่ต้องไปหางานทำที่กรุงเทพฯ อีกด้วย ทำงานอยู่ภาคใต้บ้านเราได้สบายมาก

ผมช่วยเชฟใหญ่ในการเซตเมนูที่ห้องอาหารปักษ์ใต้ แกงน้ำเคย ข้าวยำ สั่งได้เลยครับ เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน เกาะสมุย รีสอร์ตเรามีให้กินในแบบรสชาติดั้งเดิม มีถึง 35 เมนูให้เลือกกินในรสใต้แท้

เชฟทุกคนย่อมมีความใฝ่ฝันอยากทำงานไปทั่วโลก จบปริญญาตรีผมได้ไปทำงานที่สหรัฐ แล้วมีความฝันอยากกลับไปทำร้านอาหารที่นั่นอีกครั้ง ผมอยากนำเสนออาหารไทยในรูปแบบไฟน์ไดนิ่ง โดยปรับรูปแบบอาหารให้มีหน้าตาที่หรูหราขึ้น ใช้เอกลักษณ์ของอาหารไทยที่คนต่างชาติชื่นชอบ ยกตัวอย่างเช่น ต้มข่าไก่ แทนที่จะตักเสิร์ฟแบบทั่วไป เมนูเดิมรสชาติเดิมแต่ผมใช้วิธีการปรุงแบบ Molecular ทำน้ำซุปให้เป็นก้อนกลม เป็นการจัดจานให้มีลูกเล่นสวยงามแปลกตา แขกมองแล้วก็เป็นอาหารตาและรู้สึกว่าอาหารจานนี้ไม่ธรรมดา เพิ่มมูลค่าให้อาหารได้ดีด้วยครับ สไตล์เป็นตะวันตกแต่คงรสชาติความเป็นไทยแท้ เสิร์ฟกับข้าวหรือขนมปังก็ได้ครับ

แรงบันดาลใจในการทำอาหารวันนี้ คือทำให้คนกินมีความสุข การกินของอร่อยหน้าตาดีคือประสบการณ์ที่ดี อาหารบางจานคือความทรงจำที่แสนอบอุ่น แต่ถ้าเปลี่ยนการปรุงให้น่าตื่นเต้นขึ้น อย่างเช่น หอยนางรมเทมปุระ ผมทำเสิร์ฟร้านอาหารซีซอลต์ (Sea Salt) ก็นำมาปรุงด้วยวิธีซูส์-วีด เสิร์ฟกับทรัฟเฟิล และมิ้นต์คาเวียร์ โคโคนัทเฮิร์บในแบบก้อนกลม แปลกตาขึ้น อร่อยขึ้นกว่าการปรุงหอยนางรมในแบบเดิมๆ ด้วยนะครับ” 

ห้องลับเจ้าสำราญ @ เดอะ คีย์ รูม นัมเบอร์ 72

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/578849

  • วันที่ 01 ก.พ. 2562 เวลา 11:40 น.

ห้องลับเจ้าสำราญ @ เดอะ คีย์ รูม นัมเบอร์ 72

เรื่อง ลีโอ เคน ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

หากคุณกำลังมองหาห้องลับที่มีพลพรรคหัวใจเดียวกัน ต้องแวะมาที่นี่ครับ เดอะ คีย์ รูม นัมเบอร์ 72 (The Key Room No.72) ห้องลับเจ้าสำราญที่พร้อมต้อนรับคุณทุกค่ำคืน

บาร์ลับแห่งใหม่ที่ตั้งอยู่ในห้องหมายเลข 72 ของโรงแรมจอช โฮเทล (Josh Hotel) ซอยอารีย์ 4 (ฝั่งเหนือ) ที่พร้อมเสิร์ฟเมนูค็อกเทลที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องราว (สมมติ) จากการเดินทางทั่วโลกของมิสเตอร์จอช (Mr.Josh) ตัวละครหลักของทางโรงแรม โดยเพิ่มกิมมิกผ่านการไขประตูสู่ห้องแห่งความลับนี้ด้วยคีย์การ์ดพิเศษ เหมือนเป็นการเช็กอินเข้าสู่ห้องพักที่ถูกเพิ่มเติมมาจากจำนวนห้องทั้งหมดของโรงแรม

บรรยากาศภายในบาร์เต็มไปด้วยกลิ่นอายตามมู้ดแอนด์โทน ผสานความคลาสสิกของยุค 60’s และ 70’s และตกแต่งด้วยกุญแจดอกใหญ่ที่แขวนเรียงรายอยู่ตามผนังและโซนต่างๆ สอดรับกับเฟอร์นิเจอร์สไตล์วินเทจ มุมหนังสือเล็กๆ พร้อมทีวีที่ถ่ายทอดเรื่องราวย้อนยุค ประกอบกับการจัดไฟที่มาช่วยเสริมบรรยากาศให้เหมือนบาร์ย้อนยุคมากขึ้น

เพิ่มความสุนทรีจากการกล่อมด้วยเสียงเพลงบรรเลงย้อนยุคนิดๆ ไม่ว่าจะเป็นแนวเพลงแจ๊ซ แนวเพลงสไตล์ฟังกี้ ช่วยขับกล่อมให้นักดื่มทั้งหลายมีความสุขจนลืมเวลา ราวได้ร่วมสังสรรค์ไปกับมิสเตอร์จอชเลยทีเดียว

ในส่วนของเครื่องดื่มค็อกเทล ทุกเมนูล้วนสร้างสรรค์มาจากเรื่องราวการเดินทางท่องเที่ยวประเทศต่างๆ โดยเลือกใช้วัตถุดิบหรือส่วนผสมที่ดึงเอากลิ่นอายวัฒนธรรมเอกลักษณ์เฉพาะมาถ่ายทอดลงไป เพื่อให้ค็อกเทลแต่ละแก้วผ่านการรังสรรค์จากบาร์เทนเดอร์มากฝีมืออย่าง ดนุวัธร์ อินโต ที่เนรมิตแต่ละแก้วอย่างตั้งใจ

เริ่มต้นที่พระเอกของบาร์กับเมนู Mr.Josh Journey การบอกเล่าตัวตนของมิสเตอร์จอช ที่มีวิสกี้ที่เสิร์ฟมาในแก้วออนเดอะร็อก ลิเคียว บลิสเตอร์ เพิ่มกลิ่นหอมด้วยสโมกแมรี่ ท็อปบนมาด้วยเกล็ดน้ำตาลที่ให้ความหอมหวาน ผสานเข้ากับรสขมของวิสกี้ได้อย่างลงตัว

ตามมาด้วย Marilyn 1950’S ค็อกเทลที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก Marilyn Monroe ที่มิสเตอร์จอชบังเอิญไปพบภาพถ่ายของเธอบนโปสเตอร์ในบาร์แห่งหนึ่งเข้าพอดี ถ่ายทอดคาแรกเตอร์ความสง่างาม เซ็กซี่ และมีเสน่ห์ของ มาริลีน มอนโร ลงไป โดยเบสด้วยวอดก้าและมาลิบู ไซรัป ผ่านส่วนผสมที่ช่วยชูรสชาติอย่างน้ำมะนาวและน้ำผึ้งที่ให้รสเปรี้ยวอมหวาน พร้อมด้วยกลิ่นหอมหวานของอบเชย

แก้วนี้ก็น่าสนใจ El Presidente Twisted ค็อกเทลที่ได้แรงบันดาลใจมาจากการเดินทางไปเยือนประเทศคิวบา เป็นแก้วที่เฉลิมฉลองให้ประธานาธิบดีของคิวบา พร้อมต้อนรับแขกเมืองอย่างมิสเตอร์จอช สำหรับแก้วนี้เบสด้วย รัม เอจจิ้งรัม กรองด์มานิเยร์ ลิเคียวส้ม คอนญัก ไดรเวอร์มูสอินฟิวกับใบไทม์ และออเรนจ์บิทเทอร์

ตบท้ายด้วย Sweet Child ค็อกเทลที่รังสรรค์เพื่อต้อนรับทีมงานของเราโดยเฉพาะที่มีตัวเบสอย่างวอดก้า สาเก และมะพร้าว ที่เข้าขากันอย่างลงตัว

นอกจากนี้ บาร์เทนเดอร์ยังพร้อมรังสรรค์ค็อกเทลแก้วพิเศษเพื่อคุณโดยเฉพาะอีกด้วย

เดอะ คีย์ รูม นัมเบอร์ 72 ชั้น 1 โรงแรมจอช โฮเทล ซอยอารีย์ 4 (ฝั่งเหนือ) เปิดบริการทุกค่ำคืนตั้งแต่เวลา 18.00-24.00 น. โทร. 02-102-4999 

มนต์เสน่ห์ 3 จังหวัดชายแดนใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/578323

  • วันที่ 27 ม.ค. 2562 เวลา 11:51 น.

มนต์เสน่ห์ 3 จังหวัดชายแดนใต้

เรื่อง: มัลลิกา นามสง่า

หลายคนยังหวาดกลัว กังวลใจหากต้องเดินทางไปท่องเที่ยวในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จ.ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ส่งผลให้การท่องเที่ยวในพื้นที่นี้ตกต่ำ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับ สมาคมถ่ายภาพกรุงเทพ จัดโครงการ “ชีพจรลง South เม้าส์ผ่านกล้อง ท่องชายแดน” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว

เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในมุมมองใหม่ผ่านภาพถ่าย และภาพเคลื่อนไหว โดยช่างภาพมืออาชีพที่มาร่วมกันถ่ายทอดวิถีชีวิต วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ที่สงบร่มเย็น ทิวทัศน์ พร้อมสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามของพื้นที่

“นพคุณ กุลสุจริต” นายกสมาคมถ่ายภาพกรุงเทพ ผู้ริเริ่มโครงการ กล่าวถึงที่มาในฐานะที่เป็นช่างภาพซึ่งหลงใหลในการใช้กล้องฟิล์มมาโดยตลอด และกล้องฟิล์มนับเป็นเครื่องมือสามารถสื่อสารเรื่องราวต่างๆ ได้เป็นอย่างดี จึงได้ร่วมปรึกษากับอาจารย์ประสพ มัจฉาชีพ ศิลปินนักถ่ายภาพไทยปี 2547 จัดทำโครงการขึ้นมา

มีช่างภาพมืออาชีพจากสมาคมถ่ายภาพกรุงเทพ และช่างภาพในพื้นที่ ร่วมลงพื้นที่ถ่ายภาพและนำเสนอมุมมองที่มีต่อ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้สัมผัส รับรู้ เพราะเชื่อว่า “ภาพ 1 ภาพ แทนคำพูดได้ล้านคำ”

นิทรรศการภาพถ่ายโครงการ “ชีพจรลง South เม้าส์ผ่านกล้อง ท่องชายแดน” มีผลงาน 36 ภาพ จากช่างภาพ 12 คน นำเสนอความงามหลากหลาย อาทิ แหล่งท่องเที่ยว แหลมตาชี สะพานไม้บานา วิถีชีวิตที่มัสยิดซึ่งเป็นศูนย์รวมแหล่งพบปะของชาวบ้าน โรงเรียนสอนหนังสือ การประมง เรือกอและลวดลายสีสันงดงาม ชีวิตในตลาดเช้า ความเคลื่อนไหวในตัวเมือง ผู้คนแต่งกายตามประเพณีของชาวมุสลิม

“ประพันธ์ ไกรศักดาวัฒน์” ช่างภาพจากสมาคมถ่ายภาพกรุงเทพ “ผมใช้เวลาถ่ายภาพแค่ 1 วันครึ่ง ถ่ายทอดจากสายตาของนักท่องเที่ยว ไปตามจุดที่เขาพาไปก็กดถ่ายตามที่เราเห็นรู้สึก แล้วค่อยมาคัดเลือกอีกที คัดตามอารมณ์ของภาพและแสงของภาพ

ผมมาปัตตานีมา 3 ครั้งแล้ว ชอบถ่ายวิถีชีวิต ทิวทัศน์ซึ่งต่างจากที่อื่นอยู่แล้ว ตอนถ่ายที่มัสยิดก็เฝ้ารอแสง ใช้โดรนถ่าย ผมถ่ายทั้งแสงเช้าและเย็น แสงช่วงเย็น แสงสาด 45 องศา แสงจะเหลืองสวย แสงไม่แข็ง ส่วนถ่ายคนก็กดถ่ายตามอารมณ์ที่เป็นธรรมชาติของเขาจริงๆ ไม่มีการจัดฉาก”

“ประกาย หะยีวามิง” ช่างภาพหญิงมุสลิมในพื้นที่ จ.ปัตตานี ย้ายถิ่นฐานจากบ้านเกิด จ.ลำปาง มาอยู่ในดินแดนของสามีเมื่อ 15 ปีที่แล้ว

ด้วยหน้าที่การงาน ทำโครงการวิจัยชุมชนชายแดนใต้ต้นแบบการประมงพื้นบ้านของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ทำให้เธอได้มีโอกาสลงพื้นที่ต่างๆ ในพื้นที่สีแดงที่คนทั่วไปไม่ได้ไป และได้สัมผัสผู้คนวิถีชีวิตจริงๆ

“ตอนที่ย้ายมาปีแรก ปัตตานียังมีผู้คนพลุกพล่าน มีร้านอาหาร สถานบันเทิงเยอะ แต่หลังจากมีเหตุการณ์รุนแรงร้านรวงก็น้อยลง บรรยากาศเงียบเหงา แต่ช่วงนี้สถานการณ์ไม่ได้รุนแรงอย่างเมื่อก่อนแล้ว แต่คนภายนอกยังคงมองว่ารุนแรง เราคนในพื้นที่ก็อยากสื่อสารออกไปว่า ปัตตานียังสวยงาม”

ประกาย เป็นช่างภาพมือรางวัล เธอถ่ายรูปส่งเข้าประกวดหลายเวทีทั้งระดับท้องถิ่นไปจนถึงประดับประเทศ ผลงานที่ผ่านการชนะก็ถูกนำมาร่วมจัดแสดงเช่นกันกับนิทรรศการนี้

“เราทำงานเกี่ยวกับการพัฒนาชุมชน เราเห็นอะไรที่แตกต่างจากคนอื่นเห็น เห็นความสวยงามของชาวบ้าน ชุมชน เด็ก คนแก่ นอกจากถ่ายภาพเพื่องาน ก็อยากถ่ายภาพเหล่านี้เก็บไว้เป็นบันทึกความทรงจำด้วย

เวลาถ่ายภาพก็ถ่ายจากความรู้สึกที่เรามีความสุข มองว่าสวย ดังนั้นภาพที่เรานำมาแสดงคนก็น่าจะสัมผัสได้เหมือนความรู้สึกแรกที่เราถ่าย

สิ่งที่อยากเล่าที่สุดในภาพ คือ ความงดงามของวัฒนธรรมประเพณี ในพื้นที่ของ 3 จังหวัด เพราะการถ่ายภาพเราคิดเสมอ เราต้องถ่ายภาพที่คนเห็นแล้วมีความสุข อยากมาที่นี่ เห็นความสวยงามของพื้นที่ ช่างภาพมีหน้าที่สื่อภาพออกมาแล้วให้คนเห็น

อย่างแหลมตาชี เป็นปลายแหลมของอ่าวปัตตานี พระอาทิตย์ขึ้นกับตกจะอยู่ปลายแหลม เวลาพระอาทิตย์ขึ้นอยู่ด้านซ้าย พระอาทิตย์ตกอยู่ด้านขวา ตรงนั้นมีการวาดเรือกอและด้วย มีการทำประมงพื้นบ้าน เป็นจุดที่สวยงามมาก

แล้วภาพถ่ายจากสายตาคนในพื้นที่ เราสามารถถ่ายภาพได้ทุกช่วงเวลามากกว่า ได้แสงเช้าเย็น ในจังหวะที่ดี นอกจากถ่ายช่วงที่ลงพื้นที่กับทางโครงการ ก็มีภาพที่เคยถ่ายไว้ เป็นวิถีชีวิต ประเพณี”

ความสวยงามของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผ่านภาพถ่ายเหล่าช่างภาพหวังใจว่า มันจะมีมนต์เสน่ห์สามารถดึงดูดใจให้ผู้ชมได้ไปชมภาพเหล่านี้ด้วยสายตาตัวเอง

สามารถชมนิทรรศการภาพถ่ายโครงการ “ชีพจรลง South เม้าส์ผ่านกล้อง ท่องชายแดน” ได้ภายในงาน “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 39” วันที่ 27 ม.ค.นี้ ณ สวนลุมพินี และช่องทางการรับชมภาพและคลิปวิดีโอ ได้ที่ http://www.facebook.com/ชีพจรลง-South-เม้าส์ผ่านกล้อง

บ้านรักไทย สัมผัสวิถีแห่งจีนยูนนาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/578320

  • วันที่ 27 ม.ค. 2562 เวลา 11:42 น.

บ้านรักไทย สัมผัสวิถีแห่งจีนยูนนาน

เรื่อง สืบสิน ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

แม้จะไม่ได้ไปเยือนมานาน แต่ลึกๆ ในใจยังคงนึกถึงเรื่องราวดีๆ เมื่อครั้งที่เดินทางไปเยือนที่ จ.แม่ฮ่องสอน หนึ่งในหมุดหมายที่ผมและพ้องเพื่อนประทับใจ ก็คือ การเดินทางมาสัมผัสวิถีชีวิตของชาวจีนยูนนานที่หมู่บ้านรักไทยบ้านรักไทย ตั้งอยู่หมู่ 6 ต.หมอกจำแป่ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ห่างจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอนประมาณ 44 กิโลเมตร เป็นหมู่บ้านที่ชาวจีนยูนนานอดีตทหารจีนคณะชาติ (กองพล 93) “ก๊กมินตั๋ง” ตั้งรกรากกันอยู่ที่นี่เป็นหมู่บ้านสุดท้ายก่อนถึงชายแดนไทย-พม่า ประชากรในหมู่บ้านส่วนใหญ่อพยพหนีภัยมาจากทางตอนใต้ของจีนในช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบบคอมมิวนิสต์ ซึ่งตั้งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลกว่า 1,776 เมตร ทำให้พื้นที่เหมาะสมอย่างยิ่งกับการปลูกชาพันธุ์ดี และพืชเมืองหนาว รวมถึงการทำไวน์

นักท่องเที่ยวสามารถเที่ยวชมวิถีชีวิตวัฒนธรรมจีนฮ่อ หรือจีนยูนนาน ซึ่งยังคงสืบทอดประเพณีไว้หลายอย่างทั้งภาษาพูด ภาษาเขียน ลักษณะบ้านบางส่วนเป็นบ้านแบบเก่าซึ่งทำจากดินเหนียวผสมฟางข้าว รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นชื่อของหมู่บ้านอย่างชาชั้นดี ไม่ว่าจะเป็น ชาชิงชิง และชาอู่หลง

เนื่องจากว่าในบริเวณนี้อากาศหนาวเย็นเกือบตลอดทั้งปี สามารถปลูกชาและพืชเมืองหนาวได้ดี ในช่วงหน้าหนาวตอนเช้าอุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศากันเลยทีเดียว โดยเฉพาะบริเวณทะเลสาบที่อยู่ตรงส่วนกลางของหมู่บ้าน ซึ่งเป็นอีกจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูปกัน โดยเฉพาะในช่วงเวลา 06.30-07.30 น. จะเห็นช่วงเวลาที่สวยที่สุด เพราะจะได้เห็นสายหมอกปกคลุมพื้นน้ำที่มาพร้อมกับแสงพระอาทิตย์ที่เพิ่งจะขึ้นสวยงามน่าจดจำมากทีเดียว

ทิวทัศน์ของที่นี่ แสนสวยงามเป็นหมู่บ้านที่โอบล้อมไปด้วยทิวเขา แมกไม้ที่อุดมสมบูรณ์ ในหมู่บ้านแห่งนี้เรายังได้สัมผัสกับวัฒนธรรมแบบจีนอย่างเหนียวแน่น มีความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย และมีอาหารการกินแบบจีนยูนนาน อย่างขาหมูหมั่นโถวที่ขึ้นชื่อ โดยในหมู่บ้านจะมีร้านอาหารใหญ่อยู่ 2-3 ร้าน ร้านที่ดังสุดจะเป็นร้านลีไวน์รักไทย เพื่อนผมแสนปลื้มปริ่มเมื่อได้ชิมหมั่นโถวร้อนๆ นุ่ม เข้าขากันดีกับขาหมูยักษ์อร่อยมากเลยละครับ

เหนืออื่นใดเรายังได้เดินชมไร่ชา ซึ่งที่นี่เปิดให้เข้าชมได้ในเวลา 09.00-18.00 น. เป็นไร่ชาขั้นบันได และมีบ้านพักรูปทรงแบบบ้านดินยูนนาน อยู่กระจายในไร่ชา บริเวณหน้าทางเข้ามีหมวกและตะกร้าให้นักท่องเที่ยวยืมถ่ายรูป เสมือนว่าเป็นชาวไร่กำลังเก็บชากันเลยละครับ

ว่ากันว่า ด้วยสภาพภูมิอากาศของหมู่บ้านเล็กๆ กลางหุบเขาแห่งนี้เหมาะแก่การปลูกต้นชาเป็นอย่างยิ่ง และยังพบเห็นรีสอร์ทในไร่ชาและร้านจำหน่ายใบชาแห้งบรรจุห่อจำนวนมากแล้ว คุณอาจจะได้พบกับชาวบ้านบางกลุ่มซึ่งกำลังตากใบชาอยู่บริเวณลานหน้าบ้านด้วย

บ้านรักไทย ยังมีกิจกรรมหลายอย่างไว้ให้นักท่องเที่ยวได้สนุกสนาน เช่น การเดินป่าศึกษาเส้นทางโดยมัคคุเทศก์น้อย พาเข้าไปชม “คุกดิน” และการขี่ม้าพาข้ามแดนไปฝั่งพม่า ที่บ้านรักไทยยังมีเกสต์เฮาส์ริมน้ำ ซึ่งเป็นบ้านดินไว้บริการนักท่องเที่ยวที่ต้องกับสัมผัสกับธรรมชาติแบบใกล้ชิดอีกด้วย

ข้อมูลเพิ่มเติม : ศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอน โทร.053-612-982-3 http://www.tourismthailand.org/maehongson

ไทยทวงคืนวัตถุโบราณบ้านเชียงได้แล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/578315

  • วันที่ 27 ม.ค. 2562 เวลา 11:19 น.

ไทยทวงคืนวัตถุโบราณบ้านเชียงได้แล้ว

โดย: สมาน สุดโต

นักโบราณคดีที่มีชื่อเสียงคุ้นเคยกับวัฒนธรรมบ้านเชียงยุคแรกๆ เคยพูดในเวทีสัมมนาว่า ครั้งหนึ่งคนทั่วโลกเดินทางมาดูวัตถุโบราณบ้านเชียง อ.หนองหาน จ.อุดรธานี อย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นของแปลกระดับโลก ในโอกาสเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ เสด็จทอดพระเนตรการขุดค้นเมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2515

ข้อมูลเว็บไซต์เล่าถึงภูมิหลังว่า การค้นพบโบราณวัตถุที่มีความสำคัญทางโบราณคดีและก่อนประวัติศาสตร์ในบริเวณบ้านเชียงนั้น เริ่มต้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2500 เมื่อราษฎรชาวบ้านเชียงบางคนสังเกตเห็นและมีความสนใจเศษภาชนะดินเผาที่มีลวดลายเขียนสีแดงที่มักพบเสมอ เมื่อมีการขุดพื้นดินในบริเวณหมู่บ้าน จึงได้นำไปเก็บรักษาไว้ที่โรงเรียนประชาบาลประจำหมู่บ้านและจัดแสดงให้ผู้คนสนใจได้เข้าชม จนกระทั่ง พ.ศ. 2510 กรมศิลป์ จึงเข้ามา ต่อมาคณะปฏิวัติประกาศคุ้มครองสมบัติชาติ และส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่คนที่ชอบของเก่ายังไปซื้อวัตถุโบราณบ้านเชียงมาขายต่อ นี่คือที่มาว่าทำไมวัตถุโบราณหาค่ามิได้สมบัติของชาติไปท่องเที่ยวไกลถึงสหรัฐอเมริกา

วีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม กล่าวว่า โบราณวัตถุและศิลปวัตถุจากต่างประเทศ ได้กลับคืนสู่ประเทศ ในช่วงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตั้งแต่ พ.ศ. 2557-ปัจจุบัน รวม 8 ครั้ง จากสหรัฐอเมริกา 7 ครั้ง และออสเตรเลีย 1 ครั้ง รวมโบราณวัตถุที่ได้รับคืนทั้งหมด 751 รายการ ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญในเรื่องการติดตามโบราณวัตถุที่ถูกลักลอบนำออกนอกประเทศไทยเพื่อกลับสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2562 วันที่กระทรวงวัฒนธรรมแถลงเรื่องวัตถุโบราณกลับสู่เมืองไทยนั้น ผู้สื่อข่าวหลายคนรวมทั้งผู้เขียนตื่นตาตื่นใจที่ได้เห็นวัตถุโบราณบ้านเชียงของแท้ ที่ชาวอเมริกัน และชาวไทยในสหรัฐอเมริกาส่งผ่านกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) และ กต.ส่งมอบให้กรมศิลปากร

ในพิธีส่งมอบนั้น รุยาภรณ์ สุคนธทรัพย์ รองอธิบดีกรมสารนิเทศ กต.เป็นผู้แทนมอบให้ อรุณศักดิ์ กิ่งมณี รองอธิบดีกรมศิลปากร โดยมี รมว.วัฒนธรรม เป็นประธาน

โบราณวัตถุและศิลปวัตถุจำนวน 46 รายการ จากสหรัฐอเมริกากลับคืนสู่ประเทศไทย ในครั้งนี้ เป็นผลจากคณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศกลับคืนสู่ประเทศไทย ต่อมากรมสารนิเทศ กต. แจ้งว่า มีชาวต่างชาติและคนไทยในสหรัฐอเมริกา มีความประสงค์ส่งคืนโบราณวัตถุที่มีแหล่งกำเนิดในประเทศไทย รวมทั้งหมด 46 รายการ ประกอบด้วย โบราณวัตถุ วัฒนธรรมบ้านเชียงเป็นส่วนใหญ่ เช่น ภาชนะดินเผา ทั้งภาชนะลายเชือกทาบประดับด้วยเส้นนูน บ้านเชียงสมัยต้น อายุ 3,000-4,000 ปี และภาชนะลายเขียนสีแดง บ้านเชียงสมัยปลายอายุ 1,800-2,300 ปี

เครื่องใช้ดินเผาประเภทช้อน ลูกกลิ้งสำหรับทำให้เกิดลาย และเบ้าหลอมโลหะ รวมทั้งเครื่องประดับสำริดประเภทกำไล บ้านเชียงสมัยปลาย อายุ 1,800-2,300 ปี ส่วนโบราณวัตถุที่เหลือเป็นภาชนะดินเผาทั้งแบบมีลายและไม่มีลายที่พบได้ทั่วไปตามภาคต่างๆ ของประเทศไทย ที่น่าสนใจ คือ หินดุทำด้วยดินเผา ซึ่งเป็นอุปกรณ์ในการขึ้นรูปภาชนะดินเผา

กรมศิลปากรจะดำเนินการจัดทำทะเบียนบัญชีทรัพย์สินของแผ่นดินที่รับทั้ง 46 รายการ เพื่อเก็บรักษาไว้ที่คลังกลาง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จ.ปทุมธานี