ร้านวูดู อร่อยแบบเข้มข้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/579660

  • วันที่ 08 ก.พ. 2562 เวลา 11:40 น.

ร้านวูดู อร่อยแบบเข้มข้น

เรื่อง : ชายโย

ตามล่าร้านเด็ดวันนี้เรามาไกลถึงเขตหนองจอก เพื่อมาชิมกาแฟรสเข้ม พร้อมกับเค้กเนื้อนุ่ม ท่ามกลางบรรยากาศเรือนกระจกที่ล้อมรอบไปด้วยต้นไม้ และรถมอเตอร์ไซค์เวสป้าที่นักชิมสายอินดี้เห็นแล้วอยากจะมีเช็กอินสักครั้ง

จุดเด่นของร้านอยู่ที่การตกแต่งร้านอย่างสวยงาม มีมุมถ่ายภาพให้ลูกค้าเลือกถ่ายหลายมุม กาแฟสูตรพิเศษของร้านที่ให้รสชาติกาแฟเข้มข้น เข้มขนาดจิบแล้วสมองตื่นกันเลยทีเดียว

เทียบกับร้านกาแฟอื่นๆ ที่เคยชิมมาแล้วถือว่ากาแฟของร้านนี้แรงกว่าเห็นๆ นอกจากเมนูกาแฟแล้วยังมีเมนูชาสไตล์ตะวันตกให้จิบมองวิวสวยๆ หรือจะลองชานมแบบไทยๆ กลิ่นอายตะวันออกก็ได้รสชาติอีกแบบ ถ้าไม่ชอบกาแฟยังมีเมนูเครื่องดื่มอื่น เช่น ช็อกโกแลต ชาเขียว สตรอเบอร์รี่ ที่ยังคงคอนเซ็ปต์รสชาติเข้มข้นไม่แตกต่างกัน

สั่งเครื่องดื่มแล้วก็ต้องมีอาหารมาคู่กัน เมนูที่ร้านวูดูมีทั้งอาหารคาวหวาน เมนูของคาวแนะนำเป็นเมนูสปาเกตตีหอยเซลล์ เป็นเมนูที่ลูกค้านิยมสั่งเป็นอันดับต้นๆ ตามด้วยโรตีแกงเขียวหวานและพิซซ่าหน้าต่างๆ ที่มีรสชาติจัดจ้านถูกลิ้นชาวสยาม

ด้านเมนูของหวานเริ่มต้นแนะนำสั่งเค้กช็อกโกแลต ยืนพื้นเป็นเมนูแรก ตามด้วยเค้กสตรอเบอร์รี่ เค้กมันม่วงญี่ปุ่นของสุดฮิตในช่วงนี้ ปิดท้ายที่เค้กบราวนี่หน้าถั่วแอลมอนด์เนื้อเค้กเข้มข้น อบสดใหม่ทุกวัน ซึ่งจะทำให้คุณเคลิ้มไปกับความหวานหอมอร่อย หากไม่พอเติมความหนักหน่วงให้กระเพาะด้วยเมนูคาร์โบไฮเดรต อย่างขนมปังแซนด์วิช อบกับเนยส่งกลิ่นหอมน่ารับประทาน

รับประทานแล้วนั่งผ่อนคลายอีกสักพัก ค่อยออกไปเดินถ่ายภาพตามมุมต่างๆ บริการของร้านก็ถือว่ารวดเร็วเป็นระเบียบบริการดี ต้องมีกลับมาซ้ำอีกหลายๆ รอบ ร้านตั้งอยู่ซอยมิตรไมตรี 6 เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร เปิดบริการเวลา 08.00-20.00 น. โทร.06-4935-9901

สุกี้นัมเบอร์วัน อร่อยแท้สไตล์แต้จิ๋ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/579659

  • วันที่ 08 ก.พ. 2562 เวลา 11:40 น.

สุกี้นัมเบอร์วัน อร่อยแท้สไตล์แต้จิ๋ว

เรื่อง   อณุสรา ทองอุไร ภาพ   วิศิษฐ์ แถมเงิน

วันนี้มีสุกี้ระดับตำนานที่ยาวนานกว่า 50 ปี มาแนะนำ แม้หลายคนอาจจะเคยได้ผ่านตาผ่านลิ้นกันมาบ้างแล้วก็ตาม สุกี้นัมเบอร์วัน ต้นตำรับสุกียากี้สไตล์แต้จิ๋ว ทายาทรุ่นที่สามของร้านคือ เอกสิน ทอธราเมธา กรรมการ บริษัท เอ็ม บี เค ฟู้ด เซอร์วิส เล่าว่า สุกี้นัมเบอร์วันเปิดสาขาแรกเมื่อ 50 กว่าปีแล้วที่ย่านสะพานควาย-ประดิพัทธ์ แต่มีปิดร้านไปช่วงหนึ่งเพราะรุ่นคุณลุงคุณป้าอยากจะหยุดพัก แต่เขาซึ่งเป็นหลานเสียดาย จึงกลับมาเปิดอีกครั้งที่มาบุญครองเมื่อ 8 ปีที่ผ่านมาเป็นสาขาแรก หลังจากนั้นอีกสักพักก็มาเปิดเพิ่มอีก 2 สาขา คือ ที่เดอะไนน์พระราม 9 และที่อาคารกลาสเฮ้าท์ รัชดา

สำหรับที่สาขามาบุญครองนั้นยังคงสไตล์การตกแต่งคล้ายๆ ของเดิมที่เป็นต้นตำรับมากที่สุด แต่ถ้าเป็นเรื่องรสชาติอาหารหรือเมนูต่างๆ นั้น ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ทุกอย่างยังเหมือนเดิม โดยยึดหลักสูตรเด็ดดั้งเดิมก็คือสุกี้ที่มีหมูหมัก เนื้อหมัก แบบแต้จิ๋ว คลุกเคล้าด้วยเต้าเจี้ยวสูตรของที่ร้านก่อนเสิร์ฟให้ลูกค้า

“โดยสูตรของที่นี่จะต้องตอกไข่ลงไปสองใบสำหรับไซส์ M และไซส์ S เพื่อจะช่วยให้เนื้อ หรือหมู มีความนุ่มมันอร่อยมันมากยิ่งขึ้น ก่อนที่จะใส่ลงในหม้อ”

ในส่วนของน้ำซุปนั้น สูตรดั้งเดิมนั้นจะต้มน้ำซุปจากซี่โครงไก่ที่เป็นสูตรต้นตำรับ แต่บางช่วงจะเพิ่มน้ำซุปแบบต้มยำรสเข้มข้นขึ้นในช่วงปลายปีคือ ประมาณเดือน ธ.ค.-ม.ค. โดยจะเสิร์ฟมาคู่กับสไปซี่ซีฟู้ดแซ่บเซต หรือชุดน้ำจิ้มหม่าล่าเพราะเป็นช่วงที่อากาศเย็นขึ้นการได้ซดน้ำร้อนๆ แซ่บๆ ขึ้นอีกนิด รับประทานควบคู่กับอาหารทะเล ไม่ว่าจะเป็น กุ้ง ปลาหมึก หอย ปลา จะเพิ่มอรรถรสมากยิ่งขึ้น

นอกจากนั้น จุดเด่นที่สำคัญของร้านอีกอย่างก็คือ ลูกชิ้นนัมเบอร์วัน ที่ทำจากกุ้งและหมู หมักด้วยส่วนผสมสูตรของที่ร้านจนเหนียวหนุบหนับแบบลูกชิ้นสด (ไม่ต้ม) มาเสิร์ฟให้ลูกค้าต้มเองสดๆ หอมหวานอร่อย โดยเนื้อสัตว์ทุกชนิดของที่ร้านจะเน้นความสด สะอาด ไม่ว่าจะเป็นกุ้ง ไก่ หมู เนื้อ ปลา ต่างๆ รวมทั้งผักสดต่างๆ

เมนูแนะนำในวันนี้คือ ชุดเนื้อหมักนัมเบอร์วัน เลือกใช้เฉพาะเนื้อลูกมะพร้าว ส่วนหนึ่งของเนื้อสะโพกวัวที่มีไขมันน้อย หมูหมักนัมเบอร์วัน ใช้หมูสันนอกที่แร่เอาเอ็นและไขมันออกจนหมดเหลือแต่หมูนุ่มๆ หมักในอุณหภูมิพอเหมาะ จานรวมเป็ดย่าง+หมูแดง+หมูกรอบ ใช้เป็ดเชอร์รี่ตัวอวบๆ ย่างเตาไฟอ่อนจนเนื้อสุกแบบกรอบนอกนุ่มในราดน้ำฉ่ำๆ เปาะเปี๊ยะกุ้งทอดและข้าวอบหม้อดิน

นอกจากเครื่องสุกียากี้แล้ว ที่ร้านยังมีอาหารจานเดียวอีกหลายเมนู เช่น เปาะเปี๊ยะกุ้งทอด โดยใช้กุ้งทั้งตัวห่อพร้อมไส้เคี้ยวเต็มปากเต็มคำ ทอดมันปลากรายชิ้นโตเหนียวหนึบ ข้าวหมูแดง เกี๊ยวน้ำ ข้าวอบหม้อดิน ซึ่งถือว่าเป็นเมนูเด็ดที่เกือบทุกคนต้องสั่ง ตบท้ายด้วยเฉาก๋วยนมสดหอมหวานชื่นใจ รวมทั้งยังมีชุดติ่มซำต่างๆ อีกเกือบ 30 รายการ ไม่ว่าจะเป็นขนมจีบกุ้ง ขนมจีบหมู ฮะเก๋า

“ในส่วนของน้ำจิ้มเรามี 3 แบบ คือ แบบแต้จิ๋วนั้นจะต้องเป็นน้ำจิ้มเต้าหู้ยี้ ซึ่งปรุงรสมาแล้ว เติมด้วยพริกขี้หนูสับและกระเทียมสดสับ ส่วนอีกแบบจะเป็นน้ำจิ้มแบบกวางตุ้งคล้ายๆ ซอสพริกผสมงา และมีน้ำจิ้มเต้าหู้แบบไม่เผ็ด”

สำหรับที่นั่งมีทั้งหมด 25 โต๊ะ 70 ที่นั่ง โดยกลุ่มลูกค้าวันธรรมดานั้นจะเป็นคนทำงานออฟฟิศย่านปทุมวัน มาบุญครอง รวมทั้งนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศชาวเอเชียเป็นหลัก ถ้าหากเป็นวันหยุดจะเป็นครอบครัว ร้านเปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 11.00-22.00 น. โทร.02-003-1636

ชิลเอาต์ย่านลาดกระบัง ล้านนา ออริจิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/579662

  • วันที่ 08 ก.พ. 2562 เวลา 11:40 น.

ชิลเอาต์ย่านลาดกระบัง ล้านนา ออริจิน

เรื่อง มัลล์ mallika.namsanga@gmail.com ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เป็นอีกหนึ่งร้านที่สร้างบรรยากาศใหม่ให้ย่านลาดกระบังได้มีแหล่งแฮงเอาต์ ในบรรยากาศสุดคูล สำหรับ ล้านนา ออริจิน (Lanna Origin)

ชื่อร้านให้อารมณ์อาหารเหนือแต๊ๆ เจ้า หากแต่บรรยากาศจริงๆ ทั้งการตกแต่งร้าน เมนูอาหาร เครื่องดื่มนั้น ออกแนวโมเดิร์น ให้สีสันและความรู้สึกสดใส ผ่อนคลาย เพราะแต่ละอย่างมีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ตั้งใจใส่มาอย่างพิถีพิถัน

ล้านนา ออริจิน เริ่มต้นจากเจ้าของร้านเป็นหนุ่มสาวชาวเหนือ ชื่อนี้จึงเหมาะกับการแสดงถึงความเป็นตัวตนที่มาของเจ้าของร้าน และได้ครีเอทเมนูเด่นๆ แบบอาหารเหนือต้นตำรับ

กลายเป็นแหล่งชิลเอาต์ของบรรดากัปตัน สจ๊วด แอร์โฮสเตส เพราะใกล้สนามบิน เจ้าของร้าน เบส-กฤตย์กุศล กุศลส่ง ก็ทำงานเป็นสจ๊วด และมีพนักงานบริษัท นักศึกษาแวะเวียนมาเป็นลูกค้าประจำยามเย็นอยู่เสมอ

จุดเด่นที่สร้างความแตกต่างจากร้านอื่นๆ ในย่านลาดกระบังคือ ดราฟต์เบียร์ ไรซ์ เบอร์รี่ (Rice Berry) นอกจากสำรวจแล้วว่า มีเป็นหนึ่งเดียว ในส่วนของความนิยมน้ำสีคอปเปอร์มีฟองฟูฟ่องนิดๆ ก็เรียกคอเบียร์มาเป็นขาประจำได้ไม่ยากเลย

เมนูอาหารนอกจากอาหารเหนือต้นตำรับ โขลกเครื่องแกงกันเอง วัตถุดิบบางอย่างต้องใช้ของภาคเหนือแท้ๆ เช่น แกงฮังเล ตำส้มโอน้ำปู๋ ยำจิ้นไก่ใส่หัวปลี ยังมีอาหารนานาชาติ เช่น ไส้กรอกรวม 3 ชนิด แบบเยอรมัน เนื้อนกกระจอกเทศผัดพริกไทยดำ สเต๊กอกเป็ดรมควัน

อาหารที่แทบทุกโต๊ะต้องสั่ง คือ ออร์เดิร์ฟเมือง เสิร์ฟเป็นชุดในขันโตกขนาดกลาง มีจิ้นส้ม หมูยอ แคบหมู ไส้อั่วย่างสดใหม่ รสชาติเผ็ดติดปลายลิ้นนิดๆ เหมาะกับการเป็นกับแกล้ม หอมกลิ่นสมุนไพร รสชาติถึงเครื่องแบบไม่หวงวัตถุดิบ

มีผักนึ่ง น้ำพริกหนุ่มรสชาติไม่เผ็ด และน้ำพริกอ่องผัดแห้ง ใช้เนื้อหมูไม่ติดมันผัดค่อนข้างแห้งไม่มีความฉ่ำของน้ำมันให้กังวลใจ ได้เนื้อเต็มๆ คำ รสชาติหวานอมเปรี้ยวไม่เผ็ด

น้ำตกสันคอหมูรมควัน ก็เด็ดเหมาะเป็นกับแกล้มเรียกน้ำย่อย ได้รสชาติไทยผสมยุโรป ที่นำเนื้อหมูไปย่างแล้วรมควัน ทำให้ได้กลิ่นสโมก ย่างพอเนื้อฉ่ำได้ความนุ่มไม่เหนียว นำมาคลุกกับเครื่องปรุงสไตล์ไทย พริก ข้าวคั่ว หอมแดงซอย ให้รสจัดจ้าน จนอยากร้องหาข้าวเหนียวเลยเทียว

นอกจากเครื่องดื่มทั้งดราฟต์เบียร์ คราฟต์เบียร์ และเบียร์ยอดนิยมตามท้องตลาดแล้ว ยังมีไวน์บริการหลายยี่ห้อ จากหลายประเทศ ไล่ระดับความนุ่มไปจนถึงบอดี้หนักๆ เพื่อลูกค้าที่มีความชอบในรสชาติที่แตกต่างกัน เช่น สหรัฐ อิตาลี ชิลี อาร์เจนตินา ออสเตรเลีย

อย่าง Protest 2014 ของอเมริกา เป็นฟูลบอดี้ มีกลิ่นของเชอร์รี่ กลิ่นของสมุนไพรอบแห้งด้วย เหมาะกับอาหารรสจัด เช่น ยำสองแซ่บ ในหนึ่งจานมีเนื้อปลาแซลมอลสดกับกุ้งสด ราดด้วยน้ำจิ้มซีฟู้ดรสจัด โขลกละเอียดจากวัตถุดิบสด รสชาติอาหารจานนี้เด็ดที่น้ำราดอยากให้ได้ลอง

ไวน์ขาว Shaky Ground จากนิวซีแลนด์ มีกลิ่นผลไม้ กลิ่นวานิลลา ดื่มเคล้ากับเมนู คาลามารี แป้งที่เคลือบปลาหมึกบางแต่ให้เทกซ์เจอร์ความกรอบและมีรสชาติเผ็ดของปาปริก้า แล้วเนื้อปลาหมึกยังเด้งฉ่ำหนึบ ไม่มีความเหนียว เสิร์ฟพร้อมดิปปิ้งซอส ลูกผสมไทยกับยุโรป ได้รสหอมมันและความเผ็ดของปาปริก้า ไม่อยากให้พลาดเมนูนี้จริงๆ

อีกเมนู เปาะเปี๊ยะปูทอดกรอบ แม้มัวไปสนใจจานอื่นอยู่ หวนกลับมาหาก็ยังให้ความกรอบ และกัดไปโดนเนื้อปูเน้นๆ จิ้มกับมาโยซอส

ไวน์แดง La Playa ของชิลี มีรสชาติของผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ มีกลิ่นพริกไทย และกลิ่นสโมก สีเข้ม บอดี้หนัก เหมาะกับคอไวน์ที่ชอบรสชาติฝาดหน่อยๆ จับคู่กับอาหารพวกสเต๊กเนื้อ เนื้อกวางนิวซีแลนด์ผัดพริกไทยดำ สตูลิ้นวัว

บรรยากาศร้านก็ดึงดูดความสนใจ ถ่ายรูปเช็กอินออกมาได้สวยทุกมุม เพราะเฟอร์นิเจอร์หลากหลายดีไซน์วางในแต่ละตำแหน่งให้ได้บรรยากาศที่แตกต่าง มีโซนที่ถูกกั้นความเป็นส่วนตัวด้วยชั้นวางขวดไวน์ ประหนึ่งเป็นไวน์ลิสต์ให้ลูกค้าได้เลือกจากของจริง

โซนด้านหน้าเป็นผนังกระจกใส จัดที่นั่งแยกส่วนทั้งที่นั่งแบบบาร์เหมาะกับการดื่ม และโต๊ะเก้าอี้โซฟานั่งสบายดื่มกินได้สะดวก

การตกแต่งเน้นแนวโมเดิร์น ลักซ์ชัวรี่ และโมเดิร์น โฮมมี่ คุมโทนสีร้านด้วยสีคอปเปอร์ ออกสีน้ำตาลทองแดงเวลากลางคืนรับเล่นกับไลติ้งได้สวย

ล้านนา ออริจิน ตั้งอยู่ที่ ถนนลาดกระบัง ถัดจากซอยลาดกระบัง 42/4 มาประมาณ 20 เมตร มีที่จอดรถ เปิดบริการทุกวัน เวลา 11.00-24.00 น. (ปิดรับออร์เดอร์ 23.00 น.) โทร. 06-3246-9564 

จัดหนักจานเนื้อ @โนเนม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/579663

  • วันที่ 08 ก.พ. 2562 เวลา 11:40 น.

จัดหนักจานเนื้อ @โนเนม

เรื่อง ฟร็อกกี้ลิเชียส ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

เลิกดราม่าแล้วมากินสเต๊กกันดีกว่า… ด้วยแรงบันดาลใจของร้านดังจากอังกฤษ บวกกับความตั้งใจของทางร้านที่ต้องการเสิร์ฟสเต๊กดีๆ ในราคาที่เข้าถึงได้ ร้านโนเนม (No Name) ชั้น G เกษรวิลเลจ จึงชูเมนูเนื้อสเต๊กส่วนที่เรียกว่า แฟลต ไอร์เอิน (Flat Iron) ซึ่งมีความนุ่มพอประมาณ ที่สำคัญคือราคาย่อมเยากว่าส่วนที่เราคุ้นเคยอย่างเทนเดอร์ลอยน์ เซอร์ลอยน์ หรืออื่นๆ หลายเท่าตัวนัก เพียง 500 บาท++ ก็ได้สเต๊กชิ้นเขื่องเอาไว้เติมปากเติมท้องกันแล้ว

ขณะที่ใครต้องการเนื้อสเต๊กที่นุ่มกว่านั้นก็มีทางเลือก อย่างวางุ แฟลต ไอร์เอิน (Wagyu Flat Iron ราคา 1,200 บาท++) หรือจะเป็นริบอาย (The Rib Eye ระดับ 5+100 กรัม 500 บาท++) หรือฟีเลต์ (The Fillet ระดับ 5+100 กรัม 900 บาท++) เนื้อมิยาซากิ (Miyazaki A5 100 กรัม 1,500 บาท++)

นอกจากในเมนูแล้ว สายตายังกวาดไปเห็นเนื้อโทมาฮอว์กและเนื้อดรายเอจด์อยู่ในตู้ด้วย (ต้องไปสอบถามราคากันเองที่ร้านนะจ๊ะ) ส่วนใครไม่กินเนื้อวัว (แต่ต้องติดสอยห้อยตามเพื่อนมา) ก็สามารถเลือกเป็นเนื้อแกะ (Premium Lamb Chops) หรือเนื้อหมูอิเบริโก (Iberico Mini Tomahawk) ได้เช่นกัน

หลังเลือกสเต๊กที่ชอบๆ ได้แล้ว ที่เหลือก็สามารถเลือกท็อปปิ้งและซอสได้ตามชอบ ไม่ว่าจะเป็นไข่หอยเม่น หรืออูนิจากฮอกไกโด (1,200 บาท++) เห็ดทรัฟเฟิลจากฝรั่งเศส+เกลือทรัฟเฟิล (550 บาท++) ไขกระดูกวัวหรือโบนแมร์โรว์ (420 บาท++) ไข่ดาว (2 ฟอง 80 บาท++) หรือที่ฮิตมากก็คือฟัวกราส์จากฝรั่งเศส (390 บาท++) ส่วนซอสมีทรัฟเฟิลซอส ซอสจิ้มแจ่ว ซอสพริกไทย ซอสเห็ด ซอสบาร์บีคิว และถ้าชื่นชอบซอสเนยสมุนไพรชื่อดัง อย่างคาเฟ เดอ ปารีส์ (Cafe de Paris) ก็เพิ่มเงินอีก 50 บาท++

โดยส่วนตัวสเต๊กที่เสิร์ฟมาย่างกำลังดีและปรุงรสมากำลังเหมาะแล้ว ไม่ต้องพึ่งซอสใดๆ แค่เติมเกลือ พริกไทยตามชอบนิดหน่อยก็พอ

ใครกินจุเติมท็อปปิ้งแล้วยังไม่สะใจ ก็เลือกไซด์ดิชมากินเคียงสเต๊กได้ ทั้งเฟรนช์ฟรายส์ เห็ดผัด สวีทคอร์แครมบรูเล หรือเบบี้บร็อกโคลี่ (ราคาอย่างละ 150 บาท++) หรือไซด์ดิชพิเศษๆ อย่างทรัฟเฟิลแมคแอนด์ชีส (390 บาท++) แมช เดอ โรบูชง หรือมันบดสไตล์เชฟโรบูชง (180 บาท++) ฯลฯ

นอกจากเมนูสเต๊กที่เป็นตัวชูโรงของร้านโนเนมแล้ว ทางร้านที่พ่วงด้วยนิยามอย่าง Steaks, Seafood, Tapas ยังมีเมนูอะลาคาร์ตอื่นๆ ให้เลือกด้วย ตั้งแต่ซุป (350 บาท++) อย่างแบล็กทรัฟเฟิลคาปูชิโน ซุปข้าวโพดคอร์นชาวเดอร์ และล็อบสเตอร์บิสก์ ยังมีโคลด์คัต หอยนางรมสดๆ (ตามฤดูกาล) คาเวียร์ หรือสตาร์ตเตอร์อย่างคาลามารี ไวท์แอสพารากัสทรัฟเฟิล หอยทากฝรั่งเศส ฯลฯ (ราคา 180-890 บาท++)

สำหรับคนชื่นชอบอาหารจานเดียว อย่างพาสต้าและข้าวอิตาเลียน ทางร้านก็มีหลากหลายจานไว้บริการ ตั้งแต่สปาเกตตีลอบสเตอร์ (1,200 บาท++) ริซอตโตหมึกดำ (1,350 บาท++) ลาซานญ่าเนื้อวางุ (550 บาท++) ฯลฯ ส่วนอาหารทะเล มีทั้งฟิชออฟเดอะเดย์ หอยเชลล์ฮอกไกโดย่าง และขาปูอลาสกา

อย่าลืมเหลือที่ไว้สำหรับของหวานชิ้นโต อย่างสติ๊กกี้ท็อฟฟี่พุดดิ้ง ที่โปะหน้ามาด้วยไอศกรีมวานิลลา รสชาติร้อนเย็นตัดกันอย่างสุดฟินจริงๆ อีกจานแนะนำเป็นของหวานสนุกๆ พัฟฟ์เดอะเมจิกดรากอน ที่นำเอาคอร์นพัฟฟ์ไปคลุกกับเครื่องปรุงและไนโตรเจนเหลว ก่อนที่เพื่อนจะกินรีบตั้งกล้องถ่ายหน้าเพื่อนพ่นควัน (เป็นมังกร) ขำๆ เอาไว้ดูกันด้วย

ในส่วนของเครื่องดื่ม ร้านโนเนมมีซิกเนเจอร์ค็อกเทลที่นำเสนอแบบน่ารักๆ อย่างรับเบอร์ดั๊กมาการิตา มาการิตาที่เสิร์ฟมาพร้อมเครื่องประดับอย่างเป็ดน้อยน่ารักๆ ไว้ดูเพลินๆ ยามจิบเครื่องดื่ม แบล็กทรัฟเฟิลมาร์ตินี สำหรับคนชอบมาร์ตินีและทรัฟเฟิลโดยแท้ เป็นค็อกเทลรสชาติคลาสสิกมาร์ตินีที่จะได้กลิ่นของทรัฟเฟิลตลอดเวลาที่ดื่ม พร้อมด้วยชิ้นทรัฟเฟิลประดับมาให้เคี้ยวกรุบได้ด้วยในแก้วแทนมะกอก ฯลฯ

นอกจากนี้ ยังมีมิลค์เชค น้ำผลไม้สดๆ ม็อกเทล เบียร์ ไวน์หลากหลายให้ได้เลือก รวมทั้งสาเกก็ยังมีด้วย

บรรยากาศร้านเป็นแนวโลว์คีย์แสงสลัวๆ สไตล์ผับอังกฤษ กับเก้าอี้นั่งแนวโมเดิร์นคอนเท็มโพรารี แซมด้วยต้นไม้เลื้อยเล็กๆ ให้พอมีสีเขียว ร้านมีห้องส่วนตัวเล็กๆ ให้จับจองนั่งกันได้ด้วย

ร้านโนเนม ชั้น G เกษรวิลเลจ เปิดบริการทุกวัน เวลา 11.00-22.00 น. โทร. 06-3569-5646 Facebook.com/Noname-Steak Seafood Tapas, Instagram.com/nonamebkk 

ชิโกคุ ครั้งแรก (3)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/579094

  • วันที่ 03 ก.พ. 2562 เวลา 13:50 น.

ชิโกคุ ครั้งแรก (3)

การเดินทางต่อจากนี้ไป จะให้นั่งรถบัสธรรมดาก็ดูจะไม่เข้ากับบรรยากาศของจุดหมายปลายทาง เจ้าหน้าที่จึงพาพวกเราเดินจากปราสาทมัตสึยามะประมาณ 10 นาที มายังสถานีรถรางที่อยู่ตรงข้ามกับถนนช็อปปิ้ง Okaido เพื่อขึ้นรถไฟบ๊ตจังไปยังออนเซนเก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น “Dogo Onsen”

รถไฟสีเขียวขบวนเล็กๆ ลักษณะคล้ายกับรถไฟสมัยก่อนที่ขับเคลื่อนด้วยหัวจักรไอน้ำกำลังเข้าจอดเทียบชานชาลาสถานีขนาดย่อส่วนคือรถไฟบ๊ตจัง เป็นรถไฟนำเที่ยวที่จำลองรูปแบบมาจากรถไฟของบริษัท อิโยะที่เป็นระบบขนส่งหลักของเมืองเอฮิเมะในสมัยอดีต ถึงจะมีลักษณะเป็นรถไฟหัวจักรไอน้ำ แต่ใช้เชื้อเพลิงดีเซลในการขับเคลื่อนแทน คำว่า บ๊ตจัง มาจากวรรณกรรมของนัตสึเมะ โซเซกิซึ่งได้มีการเกริ่นไปในตอนที่แล้วอยู่บ้าง ภายในขบวนจุผู้โดยสารได้ประมาณ 20 คน นั่งเบียดๆแน่นๆ กันไม่นาน รถไฟก็มาถึงสถานีโดโกะออนเซน

ตรงสถานีรถไฟมีร้านสตาร์บัคส์ตกแต่งอาคารสไตล์ตะวันตกโดดเด่นแปลกตา ทางเข้าโดโกะออนเซนมี Botchan Karakuri Clock โดยมีจุดเด่นที่โมเดลตุ๊กตาจำลองตัวละครในเรื่องบ๊ตจังออกมาแสดงท่าทางต่างๆ บอกเวลาในทุกชั่วโมง ตั้งแต่ 8 โมงเช้าจนถึง 4 ทุ่ม นอกจากนี้ยังมีบ่อออนเซนแช่เท้าสาธารณะด้วย ระหว่างถนนที่เข้าไปยังโดโกะออนเซน เป็นถนนสายช็อปปิ้งที่มีร้านขายของ ร้านอาหารเรียงรายตลอดสองข้างทาง มีพวกสินค้าของฝากของจังหวัดเอฮิเมะ เช่น ส้มที่ขึ้นชื่อว่ามีรสชาติหวานเปรี้ยวอร่อยสดชื่น และผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากส้มต่างๆ อีกหนึ่งสินค้าที่น่าสนใจ คือ ผ้าขนหนู เนื่องจากเอฮิเมะเป็นจังหวัดที่ขึ้นชื่อเรื่องการผลิตผ้าขนหนูที่มีคุณภาพ มีคุณสมบัติเรื่องการซึมซับน้ำได้เป็นอย่างดี

โดโกะออนเซนฮอนคัง เป็น 1 ใน 3 ออนเซนเก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น มีอายุมากกว่า 3,000 ปี เป็นอาคารไม้ 3 ชั้น มีบ่อน้ำแร่ 2 บ่อ คือ Kami no yu และ Tama no yu ชั้นที่สามเป็นห้องแช่น้ำแร่ส่วนตัว และห้องทานขนม นอกจากนี้ยังมีห้องอาบน้ำพิเศษสำหรับสมเด็จพระจักรพรรดิของญี่ปุ่นโดยเฉพาะ ตามโปรแกรมของทริปนี้ไม่มีเวลามากพอที่จะได้ลองแช่น้ำแร่ ซึ่งมีสรรพคุณเรื่องรักษาอาการเจ็บปวดและความเมื่อยล้า ทั้งยังช่วยฟื้นฟูผิวพรรณให้นุ่มนวล เป็นที่โปรดปรานของบุคคลสำคัญของญี่ปุ่น รวมถึงนักเขียนชื่อดังอย่างนัตสึเมะ โซเซกิ ถึงขนาดมีห้องชื่อบ๊ตจังกันเลยทีเดียว และออนเซนแห่งนี้ยังเป็นต้นแบบที่ให้แรงบันดาลใจกับคุณ HayaoMiyazaki สร้างสรรค์ผลงานแอนิเมชั่นชื่อดังเรื่อง “Spirited Away” ของค่าย Ghibli อีกด้วยไม่ไกลจากโดโกะออนเซน มีโรงอาบน้ำ “Asuka no yu” ซึ่งเป็นส่วนต่อขยายหรือ Annex สร้างใหม่ตามแบบสถาปัตยกรรมสมัยอะซุกะอันเก่าแก่ของญี่ปุ่น ออกแบบล้อไปกับโดโกะออนเซนฉบับออริจิน

อธิบายง่ายๆ คือ เหมือนยกโดะโกะออนเซนมาแปลงโฉมใหม่ให้ดูทันสมัยขึ้น ด้วยการผสมผสานระหว่างสไตล์ดั้งเดิมกับสไตล์โมเดิร์นโดยได้ความร่วมมือจากศิลปินในจังหวัดเอฮิเมะ ชอบการตกแต่งของที่นี่เป็นการส่วนตัวภายในออกแบบตกแต่งได้สวยงามมาก ดูใส่ใจทุกรายละเอียด ไม่ว่าจะมุมไหนของห้องก็มีเรื่องราว ถ้าสมมติที่โดะโกะออนเซนคนเยอะ แนะนำให้มาใช้บริการที่นี่ ก็จะได้สัมผัสกับบรรยากาศเก่าๆ ในกลิ่นอายทันสมัย ให้แช่ผ่อนคลายกับน้ำแร่ที่ได้คุณภาพ เพราะน้ำแร่ของที่นี่คุณภาพเดียวกันกับโดโกะออนเซน ทั้งความเข้มข้นและอุณหภูมิไม่ผิดเพี้ยน แถมยังมีบ่อกลางแจ้งที่ฝั่งโดโกะออนเซนไม่มีอีกด้วย

รายการในช่วงบ่ายเป็นการสัมมนาเจรจาธุรกิจการท่องเที่ยวภูมิภาคชิโกคุ โดยมีบริษัททัวร์จากหลากหลายประเทศ เช่น ไทย ไต้หวัน จีน ฮ่องกง สิงคโปร์ เกาหลีใต้ เวียดนาม ฝรั่งเศส อเมริกา และมีผู้ประกอบการท่องเที่ยวในภูมิภาคชิโกคุ ไม่ว่าจะเป็นบริษัททัวร์ โรงแรม รถเช่า สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เข้าร่วมการสัมมนาในครั้งนี้ด้วย

มื้อเย็นวันนี้ได้รับการเลี้ยงต้อนรับเป็นอย่างดีจากผู้หลักผู้ใหญ่ของเมืองมัตสึยามะและจังหวัดเอฮิเมะ อาหารเป็นแบบไคเซกิ ก่อนจะแยกย้ายกันพักผ่อนเข้าห้องพัก ได้สอบถามเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับตั๋วรถไฟบ๊ตจัง เพราะเห็นว่าด้านหลังเขียนว่าสามารถขึ้นชิงช้าสวรรค์ Kururin ได้ฟรี เจ้าหน้าที่บอกว่าใช้ได้ แต่ต้องรีบหน่อยเพราะใกล้จะปิดแล้ว จึงรวบรวมสมาชิกในทริปที่สนใจ เดินจากโรงแรมไปใช้เวลาประมาณ 15 นาที

เวลานี้ราวๆ สามทุ่ม เมืองมัตสึยามะถึงจะเป็นเมืองหลักของจังหวัด แต่ก็ไม่ได้เป็นเมืองที่ครึกครื้นเท่ากับเมืองหลักในภูมิภาคอื่น ท่ามกลางฝนเม็ดเล็กที่กำลังปรอยลงมา พวกเราจึงเร่งฝีเท้าจนมาถึงบริเวณสถานีรถไฟ แต่พวกเราหาทางเข้าตึกที่ขึ้นไปชิงช้าสวรรค์ไม่เจอ จึงถามทางคุณป้าท้องถิ่นท่านหนึ่ง คุณป้าเองก็ไม่รู้และบอกว่าชิงช้าสวรรค์น่าจะปิดแล้ว แต่เช็กในเว็บไซต์ยังเปิดทำการถึง 4 ทุ่ม คุณป้าจึงพาเรามาที่สถานีรถไฟแล้วให้เจ้าหน้าที่เป็นคนนำทางเราเข้าไปในตึกแทน ปรากฏว่าทางเข้าตึกอยู่ตรงด้านหน้า แต่ถ้าไม่สังเกตดีๆ ก็อาจจะเดินเลยได้ เพราะไม่ได้มีป้ายบอกทางชัดเจน มีเพียงป้ายรูปชิงช้าสวรรค์เป็นภาษาญี่ปุ่นขนาดเท่าโปสเตอร์ติดอยู่ตรงประตูทางเข้าเท่านั้น

ชิงช้าสวรรค์คุรุริน เป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวเมืองมัตสึยามะ ตั้งอยู่ชั้นบนห้างสรรพสินค้า Iyotetsu Takashimaya ใกล้กับสถานีรถไฟ Matsuyamachi ซึ่งเป็นสถานีรถไฟท้องถิ่นของจังหวัดเอฮิเมะ และใกล้กับสถานี Matsuyamashieki สถานีรถรางและสถานีรถไฟบ๊ตจังเมื่อขึ้นมาถึงด้านบน มีร้านกาแฟ และโซนกาชาปอง บริเวณพื้นตรงฐานของชิงช้าสวรรค์ ประดับตกแต่งด้วยไฟสวยงาม ตัวกระเช้าก็ตกแต่งไฟหลากหลายสีสัน บางกระเช้าก็ตกแต่งเป็นสัญลักษณ์แมสคอตประจำเมือง ตอนนี้คนแทบไม่มีเลย มีเพียงหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่เพิ่งลงจากชิงช้าสวรรค์เท่านั้น พวกเราตื่นเต้นที่มาทันได้ขึ้นชิงช้าสวรรค์ฟรีๆ พร้อมชมวิวยามค่ำคืน

แต่เวลาผ่านไป 10 นาทีแล้ว ชิงช้าสวรรค์ก็ยังหมุนไม่ถึงจุดสูงสุดด้านบนเสียที แถมวิวด้านนอกก็มืด มองอะไรไม่ค่อยเห็นเนื่องจากบรรยากาศไม่ปลอดโปร่ง ชิงช้าสวรรค์ค่อยๆ หมุนไปทีละนิดๆ ใช้เวลาโดยประมาณ 20 นาที แต่รู้สึกเหมือนนานเหลือเกิน ถ้ามาเที่ยวตอนกลางวันน่าจะโอเค และตอนกลางคืนก็น่าจะเหมาะสำหรับหนุ่มสาวที่นัดกันมาออกเดท กว่าที่ชิงช้าสวรรค์จะหมุนครบรอบ ดีไม่ดีอาจถึงขั้นขอแต่งงานกันเลยก็ได้

ขากลับเราใช้เส้นทางผ่านถนนช็อปปิ้ง Gintengai เนื่องจากตอนนี้เป็นเวลาสี่ี่ทุ่มแล้ว ร้านส่วนใหญ่จึงปิดหมด เดินมาเรื่อยๆ แถวโรงแรมยังมีร้านปาจิงโกะและร้านอาหารเปิดอยู่พอสมควร มีทั้งร้านราเมน แมคโดนัลด์ และสตาร์บัคส์ ที่ถึงจะดึกแต่ก็ยังมีวัยรุ่นใช้บริการกันอยู่ เดินเลยมาอีกหน่อยก็ถึงโรงแรม ถือว่าโรงแรม ANA Matsuyama ตั้งอยู่ในทำเลค่อนข้างดี เดินทางสะดวก ใกล้สถานีรถไฟ แหล่งช็อปปิ้ง และสถานที่เที่ยว ใครจะเก็บไว้เป็นทางเลือกก็เข้าท่าดี

ปั่นเลียบปากบารา ถึงเขตข้ามกาลเวลา ‘สตูล’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/578991

  • วันที่ 02 ก.พ. 2562 เวลา 13:41 น.

ปั่นเลียบปากบารา ถึงเขตข้ามกาลเวลา ‘สตูล’

โดย/ภาพ : กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

สตูลถูกประกาศให้เป็น “อุทยานธรณีระดับประเทศ” เมื่อปี 2559 ครอบคลุมพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อ.ทุ่งหว้า มะนัง ละงู และเมือง รวมเรียกว่า “อุทยานธรณีสตูล” (Satun Geopark) โดยทั้ง 4 อำเภอมีความโดดเด่นทางธรณีวิทยาคือ เป็นบันทึกหลักฐานของโลกใต้ทะเลเมื่อ 500 ล้านปีก่อน

ด้วยการค้นพบสิ่งมีชีวิตยุคเก่าที่เป็นแหล่งสร้างออกซิเจนให้กับโลกในช่วงเวลานั้น ต่อมามีการยกตัวของเปลือกโลกก่อเกิดเป็นเทือกเขาและถ้ำ ซึ่งได้กลายเป็นบ้านหลังแรกของมนุษย์โบราณ กระทั่งปัจจุบันผู้คนก็ยังดำรงชีวิตโดยใช้ประโยชน์จากทรัพยากรบนแผ่นดินดึกดำบรรพ์นี้ ก่อเกิดเป็นวัฒนธรรมประเพณีที่มีเอกลักษณ์

ทั้งยังมีกิจกรรมการท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เช่น ล่องแก่ง ดำน้ำ เที่ยวถ้ำ เล่นน้ำตก และเส้นทางปั่นจักรยานเลียบชายหาดอย่างที่ “หาดปากบารา”

หาดปากบาราเหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการความเป็นส่วนตัวและความสงบ เสน่ห์ของหาดแห่งนี้ไม่ได้อยู่ที่คลื่นหรือหาดทราย แต่อยู่ที่ความงดงามของทัศนียภาพที่มองเห็นเกาะตะรุเตาของฝั่งไทย และเกาะลังกาวีของฝั่งมาเลเซีย แถมยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของอุทยานธรณีสตูล

ตลอดแนวชายหาดมีถนนคู่ขนานมีความสวยงามจนกล่าวได้ว่าเป็นเส้นทางชมวิว (Scenic Route) ที่เหมาะกับการปั่นจักรยาน ซึ่งแม้จะยังไม่มีไบค์เลนแยกต่างหาก แต่มีไหล่ทางให้หลบรถใหญ่ มีโค้งเว้าให้หยุดชมวิว ที่สำคัญคือ มีร้านอาหารซีฟู้ดและคาเฟ่ให้พักระหว่างทาง

ถนนเลียบหาดปากบาราจะไปสิ้นสุดที่ที่ทำการอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา บริเวณนั้นมีชายหาดที่คนในพื้นที่ชอบพาครอบครัวไปปิกนิกใต้ต้นหูกวาง และปล่อยให้เด็กๆ เล่นน้ำได้อย่างปลอดภัย

ส่วนภูเขาที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านข้างเป็นแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ เรียกมันว่า “เขาโต๊ะหงาย” เป็นภูเขาลูกโดดๆ มีสะพานเดินเท้าจากที่ทำการเลียบไปตามชายฝั่งด้านตะวันออก แล้วโค้งไปทางตะวันตกผ่านเขตรอยต่อระหว่างหินปูนสีเทากับหินทรายสีแดง ซึ่งเขตรอยต่อนี้เองที่ถูกขนานนามว่า “เขตข้ามกาลเวลา”

นักปั่นต้องเปลี่ยนจากสองล้อเป็นสองขา จอดจักรยานไว้ที่ที่ทำการจ่ายค่าเข้าคนละ 20 บาท แล้วเริ่มเดินไปตามถนนที่ปกคลุมด้วยต้นไม้ใหญ่ มองดูทะเลที่เงียบสงบก่อนจะขยับเข้าใกล้จนถึงทางลงสะพาน ตัวสะพานโค้งเว้าไปตามรูปร่างของเขาโต๊ะหงาย ด้านหนึ่งชิดเขาอีกด้านชิดทะเล

ที่นี่คนปากบารามักมาเดินออกกำลังกายพร้อมชมพระอาทิตย์ตก และมีคนอีกจำนวนไม่น้อยมาเพื่อชมเขตข้ามกาลเวลา

เขตข้ามกาลเวลามีความสำคัญทางธรณีวิทยาคือ เป็นบริเวณที่พบรอยสัมผัสของหินที่มีอายุแตกต่างกัน 2 ยุค คือ หินทรายสีแดงยุคแคมเบรียนอายุประมาณ 541-485 ล้านปี และหินปูนยุคออร์โดวิเชียนอายุประมาณ 485-444 ล้านปี

รอยสัมผัสเกิดจากการเลื่อนตัวของเปลือกโลก โดยสามารถมองเห็นได้ชัดด้วยตาเปล่า เพราะสีที่แตกต่างกันระหว่าง 2 ยุค นับเป็นปรากฏการณ์ที่หาดูได้ยาก และเสมือนว่าสามารถก้าวย่างข้ามกาลเวลาจากยุคแคมเบรียนไปสู่ยุคออร์โดวิเชียนได้เพียงก้าวเดียว

เขาโต๊ะหงายมียอดเขาสูง 138 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ส่วนใหญ่เป็นหินปูน มีโพรงถ้ำ และมียอดเขาตะปุ่มตะป่ำ บริเวณใกล้เคียงกันยังพบซากดึกดำบรรพ์หรือฟอสซิลของสัตว์ทะเล เช่น หมึกทะเลโบราณ (นอติลอยด์) พบที่เขาอ่าวนุ่นใกล้กับเขาโต๊ะหงาย ลำต้นของพลับพลึงทะเล (ไครนอยด์) และหอยตะเกียง (แบรคิโอพอดส์) ในสภาพแตกหัก เนื่องจากถูกกัดเซาะจากคลื่น เป็นต้น

ข้อมูลจากสำนักธรณีวิทยา กรมทรัพยากรธรณี อธิบายการเกิดเขตข้ามกาลเวลาว่า เมื่อย้อนอดีตไปในยุคแคมเบรียนภูมิประเทศของไทยมีสภาพเป็นทะเลน้ำตื้น เต็มไปด้วยสัตว์ที่หากินตามพื้นท้องทะเล ประกอบไปด้วยสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่มีเปลือกแข็งหุ้มลำตัว เช่น แมงดาทะเล หอยตะเกียง ปะการัง พลับพลึงทะเล หมึกทะเลโบราณ และสัตว์ที่ไม่มีเปลือกแข็งหุ้มลำตัว เช่น หนอน และแมงกะพรุน โดยในยุคนี้จะมีการสะสมตะกอนทรายขนาดต่างๆ อย่างต่อเนื่องและยาวนาน จนได้ชั้นหินทรายหนาสีเทา สีขาว และสีแดง

เมื่อสิ้นสุดยุคแคมเบรียนระดับน้ำทะเลและอุณหภูมิได้สูงขึ้น ทำให้น้ำทะเลรุกเข้าท่วมประเทศไทย จนมีสภาพเป็นไหล่ทวีปใต้ทะเลเกือบทั้งหมด ทำให้ตะกอนที่สะสมตัวมีขนาดละเอียดขึ้น เปลี่ยนจากตะกอนทรายเป็นตะกอนทรายแป้งและดิน จนในที่สุดก็เกิดการสะสมตะกอนพวกคาร์บอเนตจนได้เป็นชั้นหินปูนหนา

ช่วงเวลาที่มีการสะสมตัวของหินปูนนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 485 ล้านปีก่อน เรียกว่า ยุคออร์โดวิเชียนสิ่งมีชีวิตที่โดดเด่นมากในช่วงเวลานั้นคือ หมึกทะเลโบราณและปลายุคแรกก็เริ่มถือกำเนิดขึ้นแต่ยังไม่มีครีบและขากรรไกร

นอกจากนี้ ท้องทะเลบางแห่งยังมีสาหร่ายสโตรมาโตไลต์จำนวนมาก ทำให้ได้หินปูนลักษณะพิเศษเรียกว่า หินปูนสโตรมาโตไลต์ ซึ่งหากสังเกตหินปูนบริเวณเขาโต๊ะหงายและเขตข้ามกาลเวลาให้ดี จะพบลักษณะเส้นชั้นบางๆ สีน้ำตาลและสีเทาแทรกอยู่ในเนื้อหินปูน ซึ่งนั่นก็คือสาหร่ายสโตรมาโตไลต์นั่นเอง

จากนั้นเปลือกโลกได้มีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง จนทำให้เกิดรอยเลื่อนตัดผ่านชั้นหินทั้งสองยุค หินทรายและหินปูนถูกยกตัวขึ้นมาบนผิวโลกกลายเป็นภูเขาสูง และเห็นเป็นรอยเลื่อนที่ชัดเจนอย่างในปัจจุบัน

ใกล้กับเขตข้ามกาลเวลามีแลนด์มาร์คของเขาโต๊ะหงาย เรียกว่า หินเรือใบ เป็นหินปลายแหลม 2 ยอดซ้อนกัน รูปร่างแปลกจนเป็นเอกลักษณ์ของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา ในช่วงโพล้เพล้จะเห็นช่างภาพมักมาจับจองมุมเพื่อถ่ายภาพพระอาทิตย์ตกกับแลนด์มาร์คที่ไม่เหมือนที่ใด

บรรยากาศพระอาทิตย์ตกที่เขาโต๊ะหงายช่างงดงาม โดยเฉพาะช่วงปลายหนาวจะมีโอกาสเห็นฟ้าระเบิดเป็นสีส้ม สีชมพู และสีม่วงมากกว่าฤดูอื่น เช่นเดียวกับบริเวณปากบารา วิวพอยต์ที่จะเห็นคนมาเซลฟี่กับแสงสุดท้าย โดยมีรูปปั้นปลากระโทงร่มตัวเขื่องเป็นฉากหลัง

เส้นทางปั่นจักรยานเลียบหาดปากบาราถึงเขตข้ามกาลเวลาเขาโต๊ะหงาย เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเส้นทางท่องเที่ยวในอุทยานธรณีสตูลเฉพาะใน อ.ละงู เท่านั้น

ละงูยังมีจุดชมฟอสซิลบริเวณเขาน้อยที่มีการค้นพบฟอสซิลหินสาหร่ายสโตรมาโตไลต์ หรือสถานที่ผลิตก๊าซออกซิเจนให้สิ่งมีชีวิตบนโลก มีถ้ำอุไรทองให้สัมผัสแหล่งโบราณคดีของมนุษย์โบราณ และมีการท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านบ่อเจ็ดลูก ให้นั่งเรือหัวโทงไปเที่ยวปราสาทหินพันยอด และชมฟอสซิลหมึกทะเลโบราณอายุ 470 ล้านปี

ส่วนในภาพใหญ่ของอุทยานธรณีสตูลยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีก 3 อำเภอ นักท่องเที่ยวสามารถชมรายละเอียดของสถานที่ทั้งหมดได้ทางเว็บไซต์ http://www.satun-geopark.com

สีสัน’สามบ้าน สามเผ่า’แห่งแม่ฮ่องสอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/578964

  • วันที่ 02 ก.พ. 2562 เวลา 10:36 น.

สีสัน'สามบ้าน สามเผ่า'แห่งแม่ฮ่องสอน

โดย/ภาพ : จำลอง บุญสอง

แม่ฮ่องสอนเป็นจังหวัดเล็กๆ ในหุบเขาสูงที่สลับซับซ้อน ตัวอำเภอทุกอำเภออยู่บนที่ราบในหุบเขา ประชากรของจังหวัดจะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นไทยใหญ่ ปะเกอกะเญอ ลาหู่ (ทั้งดำและแดง) เย้า ม้ง ลีซู ชาติพันธุ์เหล่านี้ยังคงอนุรักษ์วัฒนธรรมของตัวเองไว้ผ่านวิถีการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการดำรงชีพ อาหารประจำถิ่น จารีต การแต่งกาย และภาษา

จากอัตลักษณ์ชุมชนที่หลากหลายดังกล่าว จึงกลายเป็นมูลเหตุให้นักท่องเที่ยวชาวไทยตลอดจนนักท่องเที่ยวจากอีกซีกหนึ่งของโลกเดินทางมาเยือนแม่ฮ่องสอน เพื่อเรียนรู้และศึกษาวัฒนธรรมที่แตกต่าง โดยเฉพาะในหน้าหนาวที่มีอากาศหนาวเย็นท่ามกลางธรรมชาติของหุบเขาและทะเลหมอก

ปะเกอกะเญอ บ้านห้วยห้อม

เราเริ่มต้นจากการเดินทางไปที่ “บ้านห้วยห้อม” อ.แม่ลาน้อย อยู่ห่างจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอนราว 3 ชั่วโมง ที่นี่เป็นหมู่บ้านชนเผ่าปะเกอกะเญอที่ปลูกกาแฟคุณภาพดีของจังหวัด ชาวบ้านนอกจากจะมีรายได้จากการผลิตเมล็ดกาแฟอราบิกาที่มีคุณภาพ เพราะตั้งอยู่บนพื้นที่สูงมากกว่า 1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเล ขายเป็นกาแฟคั่วบดให้กับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนภายใต้แบรนด์ “ห้วยห้อม” แล้ว หมู่บ้านนี้ยังเลี้ยงแกะที่เริ่มส่งเสริมโดยบาทหลวงคริสเตียนชาวออสเตรเลียที่เข้ามาเผยแพร่ศาสนาเมื่อหลายทศวรรษก่อน

คนในหมู่บ้านได้รับการฝึกฝนทักษะความรู้การเลี้ยงแกะบนดอย เรียนรู้วิธีการตัดขนแกะ การฟอกทำความสะอาด การปั่นเป็นเส้นใยก่อนนำไปทอเป็นผืน ผลิตภัณฑ์ผ้าขนแกะจะมีลวดลายตามแบบภูมิปัญญาของบรรพบุรุษปะเกอกะเญอเช่นเดียวกับผ้าฝ้ายลายชุมชน ซึ่งช่วยสร้างรายได้และชื่อเสียงให้กับหมู่บ้านไปพร้อมๆ กับอุตสาหกรรมกาแฟ และที่นี่ยังมีโฮมสเตย์ไว้บริการนักท่องเที่ยวที่ต้องการศึกษาเรียนรู้วิถีและวัฒนธรรมของชุมชนอีกด้วย

ลัวะ บ้านละอูบ

ไม่ไกลจากบ้านห้วยห้อมก็ไปถึง “บ้านละอูบ” ที่นี่เป็นชุมชนชาวละเวือะ หรือชาวลัวะที่ยังหลงเหลืออัตลักษณ์ไว้ได้ไม่กี่แห่งของประเทศไทย

ลัวะ หรือละว้า หรือละเวือะนี้ เป็นชนพื้นเมืองเก่าแก่เผ่าหนึ่งของดินแดนล้านนาที่มีมาก่อนเมืองเชียงใหม่เสียอีก อาชีพของชาวลัวะบ้านละอูบปลูกกาแฟและปลูกข้าวไร่แบบเดียวกับปะเกอกะเญอเพราะอยู่ใกล้กัน เพียงแต่ละอูบไม่ได้เลี้ยงแกะเพราะนับถือผีและพุทธจึงไม่มีบาทหลวงเข้ามาช่วยเหลือ

การแต่งกายของผู้หญิงชาวลัวะจะใส่เสื้อแบบเดียวกับชาวปะเกอกะเญอ แต่เป็นสีขาวล้วนไม่มีการปล่อยชายด้ายยาว แต่จะมีการปักลวดลายเรียบๆ ซึ่งละเอียด จนหลายคนบอกว่า “ถึงลวดลายน้อยแต่ละเอียดมาก”

ชนเผ่านี้สวมสร้อยลูกปัดสีเหลืองและส้มที่ร้อยเรียงกันหลายเส้นและโยงเข้าด้วยกันใส่ต่างหูเงินขนาดใหญ่ที่ผลิตใช้เองในหมู่บ้าน สาวบ้านไหนที่ฐานะดีก็จะมีสร้อยเงินแท้สวมคละกับสร้อยลูกปัด สร้อยเงินที่สวมจะมีการขึ้นรูปคล้ายเงินพดด้วง และเหรียญเงินจำนวนมาก ส่วนลวดลายของเครื่องเงินจะมีทั้งที่เป็นลวดลายแบบโบราณและแบบสมัยใหม่ตามยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง

นอกจากนี้ ผู้หญิงชาวลัวะยังสวมปลอกแขนสีน้ำเงินเข้ม นุ่งผ้าถุงลายน้ำไหลสีดำสลับแดงเข้ม และมีปลอกขา สีน้ำเงินเหมือนกับปลอกแขน นิยมไว้ผมยาวรวบเป็นมวยหรือปล่อยไว้ด้านหลัง และสิ่งที่ขาดไม่ได้ คือ ปล้องยาสูบในปากที่มีลวดลายสวยงามแตกต่างกันไป

สำหรับผู้ชายชาวลัวะดั้งเดิมก็เท่ไม่เบา ใส่เสื้อขาวแขนยาวไม่ติดกระดุม และกางเกงขายาวสีขาว มีผ้าสีชมพูเข้มหรือแดงคาดบนหัว สวมสร้อยคอ ลูกปัดปักมือที่ห้อยชายสายสร้อยพาดบ่าไปทิ้งตัวทางด้านหลัง เอวคาดด้วยสายคาดเอวและมีดสั้นที่เก็บอยู่ในฝัก ซึ่งสมัยก่อนผู้ชายชาวลัวะจะล่าสัตว์ด้วยการยิงหน้าไม้ที่ทำขึ้นเอง แต่ปัจจุบันไม่มีการล่าสัตว์แบบนั้นแล้ว

สาวชาวละอูบเล่าให้ฟังด้วยว่า สร้อยเงินที่พวกเธอสวมเป็นเงินแท้ที่ใช้เป็นของหมั้นหรือสู่ขอในการแต่งงาน ถ้าบ้านไหนฐานะดี สร้อยเงินที่เป็นของหมั้นก็จะหลากหลายและมีน้ำหนักมากด้วย การแต่งกายแบบเต็มรูปแบบนี้มักนุ่งในวันสำคัญของหมู่บ้าน เช่น วันเลี้ยงผี เป็นต้น

ส่วนการทอผ้าของชาวลัวะนอกจากจะเป็นการทอเสื้อผ้าและผ้านุ่งแล้ว ยังมีการทอย่ามและของใช้ที่เกี่ยวข้องในชีวิตประจำวัน บ้านละอูบปัจจุบันเริ่มเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยว เนื่องจากมีเส้นทางการท่องเที่ยวที่สามารถเชื่อมโยงกับบ้านห้วยห้อมและโครงการหลวงบ้านดงได้ ดังนั้นจึงมีการจัดที่พักแบบโฮมสเตย์ไว้คอยบริการแก่นักท่องเที่ยวและผู้สนใจเข้าพัก เพื่อเรียนรู้วิถีชีวิต วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ของชาวลัวะด้วย

ลาหู่ บ้านจ่าโบ่

“บ้านจ่าโบ่” ตั้งอยู่ใน อ.ปางมะผ้า เป็นอำเภอที่อยู่ห่างจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอนประมาณชั่วโมงครึ่ง เป็นอำเภอที่ประกอบด้วยชาติพันธุ์ไทยใหญ่ ลาหู่แดง ลาหู่ดำ และลีซู

จ่าโบ่เป็นหมู่บ้านลาหู่ดำที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องการกินก๋วยเตี๋ยวห้อยขาท่ามกลางวิวทะเลหมอกแบบพาโนรามา180 องศา ซึ่งทะเลหมอกหน้าหนาวบ้านจ่าโบ่นี้หากใครเดินทางไปเที่ยวแม่ฮ่องสอน แล้วไม่ได้แวะเข้าไปบ้านจ่าโบ่ถือว่าไปไม่ถึงเลยทีเดียว

ดังนั้น ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวหน้าหนาวเราจึงเห็นขบวนรถมอเตอร์ไซค์ รถยนต์ส่วนบุคคล รถตู้ เรียงรายบริเวณร้านก๋วยเตี๋ยวห้อยขาบ้านจ่าโบ่ พร้อมกับนักท่องเที่ยวแอ็กชั่นถ่ายรูปคู่กับชามก๋วยเตี๋ยวบ้าง แก้วกาแฟบ้าง โดยมีทะเลหมอกอ้อยอิ่งไปจนสุดลูกหูลูกตา และเป็นอีกหมู่บ้านชาติพันธุ์หนึ่งของแม่ฮ่องสอนที่ร่วมเป็น “เครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชน” (CBT-Community Based Tourism)

เครือข่ายท่องเที่ยวโดยชุมชนนี้เป็นการท่องเที่ยวชนิดที่ต้องรักษาอัตลักษณ์ของชุมชนเอาไว้ให้ได้ท่ามกลางการไหลบ่าถาโถมของการท่องเที่ยวแบบเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ที่กำลังระบาดอยู่ตามแหล่งท่องเที่ยวใหญ่ๆ ในประเทศไทย และกว่าจะมาหมู่บ้านท่องเที่ยวแบบ “จ่าโบ่ๆ” ได้ในวันนี้ พวกเขาก็ต้องต่อสู้ทางความคิด และผลประโยชน์ระหว่างคนในชุมชนด้วยกันเองกับความคิดและผลประโยชน์จากภายนอกอย่างมากมาย

วันนี้สมาชิกโดยส่วนใหญ่ของบ้านจ่าโบ่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ทั้งด้านวิถีชีวิตความเป็นอยู่ วัฒนธรรมความเชื่อ ประเพณีต่างๆ ของชุมชนเอาไว้ได้ดีพอสมควร โดยเฉพาะอัตลักษณ์ด้านการแต่งกายโดยเฉพาะของผู้หญิง ซึ่งมีรายละเอียดมากกว่าการแต่งกายของผู้ชายที่มีเพียงเสื้อผ้ากำมะหยี่สีดำล้วน ผ้าหน้าไม่ติดกระดุมและกางเกงสีดำล้วน

แน่ล่ะ มันต่างจากเสื้อผ้าของหญิง ซึ่งเป็นเสื้อแขนยาวสีดำ (ทั้งชนิดตัวสั้นและตัวยาว) ตกแต่งด้วยผ้าที่เย็บแบบด้นถอยหลังเป็นแถบยาวสีขาวถี่ยิบ ส่วนช่วงลำตัวและแขนอาจมีการเย็บด้วยแถบผ้าสี โดยสีดำแทนหมูดำ หมูที่ชาวลาหู่เลี้ยงไว้เพื่อประกอบพิธีกรรมสำคัญ สีขาวแทนข้าวปุก ข้าวปุกจะทำด้วยข้าวเหนียวนึ่งสุกแล้วนำไปตำจนกลายเป็นเนื้อเดียวกัน ใช้ในพิธีกรรมเช่นกัน สีแดงแทนเลือดหมูหรือเนื้อหมูสีเหลืองแทนขี้ผึ้งหรือน้ำชา สีน้ำเงินและสีเขียวหมายถึงพืชผักที่ชาวลาหู่ดำปลูกเพื่อดำรงชีวิต สีจากความหมายดังกล่าวเป็นความยึดโยงความเชื่อที่เข้ากับวิถีการดำเนินชีวิตตั้งแต่โบราณมาจนถึงปัจจุบัน

ความละเอียดของแถบผ้าที่ปรากฏอยู่บนเสื้อของหญิงสาวชาวลาหู่ดำบ่งบอกถึงความละเอียด ความขยันอดทน และความเป็นแม่บ้านแม่เรือนของเจ้าของเสื้อแต่ละคนได้เป็นอย่างดี

ปัจจุบันบ้านจ่าโบ่กลายเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเมืองสามหมอกแห่งนี้ เพราะจะได้เสพทั้งวิวหลักล้านและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมการแต่งกายที่มีคุณค่า ความเป็นอยู่ ตลอดจนการบริหารจัดการด้านระบบการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่น่าสนใจ

ที่นี่มีบริการพักค้างแรมให้แก่นักท่องเที่ยวเพื่อดื่มด่ำความหนาวเย็น ทะเลหมอกทั้งยามค่ำคืนไปจนถึงช่วงสาย พร้อมอาหารพื้นบ้านแบบลาหู่ที่อร่อยอีกด้วย ซึ่งนี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของชนเผ่าที่น่าสนใจ ในพื้นที่ จ.แม่ฮ่องสอน ยังมีไทยใหญ่ลีซู ม้ง และอื่นๆ ให้ไปเยี่ยมชมอีก

สอบถามข้อมูลการท่องเที่ยวได้ที่โทร.1672 หรือ ททท.แม่ฮ่องสอน โทร.053-612-982-3

For the Love of… ลาเต้อาร์ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/578856

  • วันที่ 01 ก.พ. 2562 เวลา 15:30 น.

For the Love of... ลาเต้อาร์ต

เรื่อง คาเอรุ ภาพ เอเอฟพี, พิกซ์เฮียร์

ลาเต้อาร์ต (Latte Art) ศิลปะบนโฟมนมในถ้วยกาแฟ แม้จะไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับรสชาติ แต่ทางด้านจิตใจแล้วก็ช่วยเสริมให้กาแฟดูเหมือนจะอร่อยขึ้นราวๆ 20%

ลาเต้อาร์ต เกิดมาจากเทคนิคการรินนมสู่น้ำกาแฟ โดยเล่นกับไมโครโฟมและครีมมาของนมและกาแฟ เพื่อที่จะทำให้เกิดลวดลายขึ้นที่ด้านบนของกาแฟลาเต้ (Caffe Latte) ซึ่งขึ้นอยู่กับฝีไม้ลายมือของบาริสต้าแต่ละคนว่าจะสามารถสร้างสรรค์ให้เป็นลวดลายง่ายยากอย่างไร

แม้ว่ากาแฟลาเต้จะเป็นสูตรกาแฟเอสเปรสโซ่ที่เกิดขึ้นในอิตาลีเอง ทว่า ลาเต้อาร์ตนั้นเกิดขึ้นที่สหรัฐ ในเมืองซีแอตเติล ราวๆ ทศวรรษที่ 1980 โดยได้รับความนิยมขึ้นมาเพราะ เดวิด โชเมอร์ เจ้าของร้านเอสเปรสโซ่ไวเวซ ในซีแอตเติล ซึ่งเป็นคนแรกที่สรา้งลวดลายลงบนกาแฟลาเต้ในปี 1986 และในปี 1989 เขาก็สร้างสรรค์ลวดลายรูปหัวใจลงบนลาเต้อาร์ต เสิร์ฟในร้านของเขาเอง

ในปี 1992 ลวดลายกุหลาบ (Rosetta) ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นมาโดยเดวิด โชเมอร์ คนเดิม โดยเขาฝึกฝนเทคนิคในการสร้างสรรค์ดอกกุหลาบขึ้นมา หลังจากที่ได้เห็นรูปภาพลาเต้อาร์ตลายนี้จากร้าน คาเฟมาเตกิ ในอิตาลี

ไม่นานนัก เดวิด โชเมอร์ ก็กระพือชื่อเสียงเรื่องลาเต้อาร์ตให้มากยิ่งขึ้น ด้วยการเปิดคอร์ส Caffe Latte Art สอนแบบจริงๆ จังๆ เสียเลย ในเวลาเดียวกัน ลุยจิ ลูปิ จากอิตาลี ติดต่อกับ เดวิด โชเมอร์ ทางอินเทอร์เน็ต เพื่อแลกเปลี่ยนวิดีโอที่ต่างฝ่ายต่างพัฒนาลวดลายต่างๆ ของลาเต้อาร์ตด้วย ทำให้เกิดลวดลายหลากหลายมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้ ใบไม้ กาแฟ รูปสัตว์น่ารัก หรืออื่นๆ

การจะสร้างสรรค์ลาเต้อาร์ตได้ ทุกอย่างจะต้องพร้อม ตั้งแต่เอสเปรสโซ่ช็อตกับครีมมาที่ใช่ และนมกับไมโครโฟมที่พร้อมสำหรับการเทเพื่อสร้างสรรค์ให้เกิดลวดลาย ปัจจุบันมีการเล่นกับอุปกรณ์เช่นแท่งไม้ และไซรัปสีสันต่างๆ เพื่อสร้างลวดลายเพิ่มขึ้นมา และพัฒนาไปถึงการนำคอมพิวเตอร์มาสร้างเป็นรูปภาพบนแก้วกาแฟลาเต้กันแล้ว

เมื่อมีการสร้างสรรค์ก็มีการแข่งขัน ซึ่งส่วนใหญ่จะแบ่งเป็น 2 ประเภท ก็คือ ประเภทฟรีแฮนด์ (Free Pouring) กับประเภทพ่วงอุปกรณ์ (Etching) สำหรับประเภทพรินต์แบบฟรีแฮนด์ ลวดลายที่เป็นที่นิยมที่สุดก็คือ ลายหัวใจ (Heart Shape) และลายกุหลาบ (Rosetta) หรือบางคนก็เรียกว่า ลายเฟิร์น โดยลายหัวใจนิยมทำในเครื่องดื่มลาเต้มัคเคียโต ขณะที่กาแฟลาเต้แท้ๆ นั้นนิยมลายเฟิร์นมากกว่า

ในการตัดสินนอกจากจะดูความคมชัดของลายแล้ว ยังดูความละเอียดของการสร้างสรรค์เวฟให้เกิดขึ้นบนท็อปปิ้งของกาแฟลาเต้ ว่ามีความซับซ้อนสวยงามมากขนาดไหน ผู้เข้าแข่งขันหลายคนอาจส่งลายแอดวานซ์ อย่างทิวลิป ลายหงส์ หรือแม้แต่ลายแมงป่องเข้าร่วมประกวดแบบโชว์เหนือก็มี

ขณะที่ ประเภทพ่วงอุปกรณ์ทำได้ตั้งแต่ลายดอกไม้ไปจากถึงลวดลายสัตว์น่ารัก และลายกราฟฟิกต่างๆ โดยการอาศัยแท่งไม้มาวาดให้เกิดลวดลายมักจะทำให้ลาเต้อาร์ตจืดจางเร็วกว่า และคมชัดน้อยกว่าการเทนมและฟองนมให้ไปผสมกับครีมมาของน้ำกาแฟ โดยนอกจากจะนำมาใช้ในการแต่งหน้ากาแฟลาเต้แล้ว บางทีก็นำวิธีนี้มาใช้กับคาปูชิโน ที่มีส่วนประกอบของไมโครโฟม หรือฟองนมมากกว่ากาแฟลาเต้ จึงไม่เหมาะกับการเทแบบฟรีแฮนด์เพื่อสร้างสรรค์ลวดลาย

ลาเต้อาร์ตสวยๆ บอกไปแล้วว่าไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องของรสชาติ แต่เป็นการเพิ่มมูลค่าทางการตลาด และงานสร้างสรรค์เฉพาะตัวของบาริสต้า ซึ่งบางทีก็มีดราม่าว่า เอาเวลาไปชงกาแฟให้อร่อยดีกว่ามั้ย… เอ้า… ก็ว่ากันไปแล้วแต่มุมมองแล้วกันนาจา… 

ซีฟู้ดสดแซ่บฟิน บ้านสินทะเล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/578846

  • วันที่ 01 ก.พ. 2562 เวลา 15:30 น.

ซีฟู้ดสดแซ่บฟิน บ้านสินทะเล

เรื่อง คีตะ

หนาวนี้ใครๆ ก็ขึ้นเหนือ และเมื่อมาถึงเชียงราย นอกจากลองลิ้มอาหารประจำถิ่นแล้ว บางคนอาจจะนึกอยากรับประทานอาหารทะเลสดใหม่ และบ้านสินทะเลเป็นทางเลือกที่ใช่

เมื่อหนุ่มเหนือเดินทางล่องใต้แล้ว ได้สัมผัสความอร่อยของอาหารทะเลสดใหม่ จึงเกิดไอเดียว่า ถ้าเชียงรายบ้านเรามีซีฟู้ดแบบนั้นให้รับประทานบ้างก็คงดี จากนั้นบ้านสินทะเลจึงก่อกำเนิดขึ้นมา สิ่งที่เชิดชูให้เป็นหัวใจของร้านคือ วัตถุดิบต้องสดใหม่ และเพื่อให้กุ้งหอยปูปลาจากภาคใต้ยังคง “เฟรช” อยู่เสมอ ทางร้านจึงสั่งน้ำทะเลมาใส่ไว้ในบ่อพัก จึงให้มั่นใจได้ว่าทุกเมนูอร่อยสดใหม่เหมือนเพิ่งขึ้นจากทะเล

หากไปเยือนบ้านสินทะเล จานที่พลาดไม่ได้เลย คือจานปลาแสนอร่อยอย่าง กะพงสินทะเล ในส่วนของปลานั้นนำไปทอดจนเหลืองกรอบ ราดด้วยยำรสแซ่บ ส่วน หมึกผัดพริกเกลือ นั้นถึงเครื่องถึงรส กินแล้วติดพัน หยุดไม่ได้จริงๆ สายปูลองสั่ง ปูไข่นึ่ง จะพบว่าเนื้อแน่นหวาน รับประทานกับน้ำจิ้มซีฟู้ด รสจัดจ้าน ถึงกับต้องบอกว่า “ฟินเวอร์” เพื่อให้คล่องคอต้องสั่งเมนูอย่าง ต้มยำทะเล มาด้วย เครื่องเคราอัดแน่น น้ำซุปซี้ดซ้าด ถ้วยเดียวไม่พอ

ใครที่อาจจะไม่ชอบกินเผ็ดนักก็อยากให้ลอง กุ้งย่างเนย กลิ่นหอมยั่วยวน เนื้อนุ่มสุกพอดี หรือจะเป็นปูผัดผงกะหรี่ รสชาติกลมกล่อม เข้มข้นมาก ระหว่างรอจานหลักจานหนักก็มีอาหารเรียกน้ำย่อยที่น่ารับประทาน อย่างเช่น แม่น้ำสองสี อารมณ์คล้ายขนมปังหน้ากุ้ง กรอบนอกนุ่มใน อีกหนึ่งจานที่สั่งกันทุกโต๊ะคือ ข้าวผัด โดยเฉพาะข้าวผัดปู ข้าวหอมนุ่ม เนื้อปูเน้นๆ อร่อยเต็มๆ คำ

ทางร้านยังมีเซตเมนูสำหรับอาหารค่ำ อย่างเช่น ปลาทับทิมลุยสวน มากับ กุ้งทอดซอสมะขาม ต้มยำปลาหมึก (หม้อไฟ) และผัดฉ่าปลาคัง ทั้งหมดนี้ในราคา 799 บาท และอีกหลายเซตให้เลือกตามความชอบ

บ้านสินทะเลเป็นร้านอาหารในอารมณ์กันเอง สบายๆ ชิลๆ เหมือนอยู่ริมหาด ในช่วงฤดูหนาวอย่างนี้ ที่นั่งในส่วนเอาต์ดอร์มีอากาศดีๆ ให้เป็นของแถม ที่แห่งนี้ยังมีความบันเทิงอันรื่นรมย์จากดนตรีแสดงสด ใครอยากอวดลูกคอบ้างก็ขอขึ้นไปแจมได้เลย ส่วนคอบอลทั้งหลายก็จะไม่พลาดแมตช์สำคัญๆ ซึ่งทางร้านขึ้นจอให้ได้ชมได้เชียร์กันจุใจ

บ้านสินทะเลตั้งอยู่บนถนนราษฎร์บำรุง ต.รอบเวียง อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย อยู่ติดกับลานเอ็ม ตรงข้ามร้านมหานคร ห่างจากห้างเซ็นทรัลพลาซา เชียงราย ราว 600 เมตร ร้านเปิดทุกวันยกเว้นวันจันทร์ ระหว่างเวลา 17.00-24.00 น. สอบถามและจองโต๊ะ โทร. 08-8260-7096

คราวหน้าถ้าขึ้นเหนือ อย่าลืมแวะไปลองชิมรสชาติความสดใหม่ของซีฟู้ด ณ บ้านสินทะเล เจ้าของสโลแกน “เรายกทะเลมาไว้ที่เชียงราย” 

บางกอก โบลด์ ห้องครัวของเหล่าโจ๋บางกอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/578850

  • วันที่ 01 ก.พ. 2562 เวลา 15:30 น.

บางกอก โบลด์ ห้องครัวของเหล่าโจ๋บางกอก

เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

ไปดื่มด่ำกับบรรยากาศแบบเก่าๆ ยุคโจ๋บางกอก ณ ห้องครัวบางกอก โบลด์ (Bangkok Bold) ที่ชวนว้าวไปกับสไตล์การตกแต่งร้านที่สะท้อนความเป็นไทยแบบโมเดิร์น ชวนให้นึกถึงวันวานด้วยการเลือกใช้ของตกแต่งที่พาให้คิดถึงสมัยก่อนอย่าง ปิ่นโตเคลือบ ถาดสังกะสีเคลือบลายดอกขอบแดง จานกระเบื้องลายดอกไม้แบบบ้านๆ มาผสมผสานกับเมนูอาหารที่คุ้นเคย รังสรรค์โดยเชฟหน่อย-ช่อทิพย์ อวยพรชัยสกุล หัวหน้าเชฟฝีมือดีที่ปรุงอาหารทุกจานในสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์

จุดเด่นของทุกเมนูในห้องครัวบางกอกโบลด์ คือ สะท้อนรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่นไว้อย่างลงตัว พร้อมสร้างความแปลกใหม่ให้มื้ออาหารด้วยการไม่ยึดติดกับสูตรเดิม แต่เพิ่มลูกเล่นให้ทุกเมนูด้วยการผสมผสานวัตถุดิบชั้นดี ออกมาเป็นรสชาติที่ชวนประทับใจ ถึงเครื่อง จัดจ้านสมเป็นอาหารไทย

ซิกเนเจอร์เมนูที่ท้าให้ลอง นำทีมโดยชะอมปลาทูพริกสดกากหมู เมนูขายดีของทางร้าน ทีเด็ดของเมนูนี้คือ การนำปลาทู วัตถุดิบที่คนไทยคุ้นเคยอยู่แล้วมาสร้างรสชาติที่แปลกใหม่ด้วยการจับคู่กับใบชะอม และกากหมูผัดกับพริกสด ให้รสจัดจ้านไม่พอยังมีเท็กซ์เจอร์ที่ลงตัวของกากหมูสองสไตล์ทั้งกรอบฟูและนุ่มมาเพิ่มความสนุกในจานด้วยรสสัมผัสที่แตกต่าง พาให้เมนูธรรมดาๆ แต่แค่กินคู่กับข้าวสวยร้อนๆ สักจานก็ฟินแล้ว

ถัดมาคือ ยำแหนมข้าวทอด อีกหนึ่งเมนูที่หากินได้ไม่ยาก แต่เชื่อหรือไม่ว่าจากที่ทางร้านไปทำการสำรวจพบว่า กรรมวิธีในการทำกลับมีหลากหลาย ดังนั้นบางกอก โบลด์ จึงเลือกรังสรรค์มาในแบบฉบับของตัวเองด้วยการคัดสรรแหนมคุณภาพดี สั่งทำเฉพาะมายำกับข้าวทอดใส่พริกแกงแดงของภาคกลาง พร้อมด้วยข้าวตัง และเครื่องยำที่รวมสมุนไพรไว้หลากหลายชนิด กลายเป็นยำแหนมข้าวทอดที่รสชาติครบรส

ต่อด้วย ต้มปลาร้าวุ้นเส้นหมูสับ เมนูนี้ทางร้านได้ไอเดียจากต้มปลาร้าของทางโคราช แต่นำมาปรับให้คนเมืองกินได้ง่ายขึ้น สามารถจับคู่กับเมนูส้มตำได้อย่างลงตัว ความน่าสนใจของเมนูนี้ คือ เพิ่มหมูสับกับวุ้นเส้นเข้าไปในต้มปลาร้า โรยด้วยผักชีลาวให้รสชาติกลมกล่อม ซดเพลินๆ หมดชามไม่รู้ตัว ปิดท้ายเมนูของคาวด้วยปลาช่อนนึ่งตะไคร้ในผักกาด ซึ่งทางร้านเลือกใช้ปลาช่อนนาคัดไซส์ เพราะเนื้อแน่น หวานกว่าปลาช่อนทั่วไป นำไปนึ่งแล้วเสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มรสเด็ด

จบจากของคาวมาล้างปากด้วยของหวาน แนะนำขนมเบื้องสุโขทัยเปาะเปี๊ยะญวน เพิ่มความพิเศษจากแทนที่จะห่อด้วยไข่ เปลี่ยนมาเป็นแป้งเปาะเปี๊ยะเวียดนามทำจากแป้งไรซ์เบอร์รี่ ส่วนตัวไส้ประกอบด้วยหัวไชโป๊ผัดกับมะพร้าวห่อด้วยผักกาด จิ้มกับน้ำจิ้มอาจาดซึ่งทางร้านทำเอง หรือจะลองบัวลอยฟักทองกับแห้วและลูกเดือยท็อปด้วยมะพร้าวอ่อน ก็น่ากินไม่เบา แต่ที่พลาดแล้วต้องเสียใจคือ ขนมปังสังขยาข้าวโพด น้ำตาลโตนด เสิร์ฟมาในกระติบแสนน่ารัก ทีเด็ดอยู่ที่ขนมปังโฮมเมด เนื้อนุ่มเด้งดึ๋ง เสิร์ฟกับสังขยาข้าวโพด เคี่ยวจากน้ำตาลโตนด รสชาติหวานมัน ได้รสชาติของข้าวโพดและมะพร้าวอ่อนที่แต่งหน้าด้านบน

เครื่องดื่มมีให้เลือกหลากหลายเมนู ที่แนะนำคือ เก๊กฮวยเอสเปรสโซ่ เมนูสุดเก๋ที่หยิบเอาน้ำเก๊กฮวยต้มเองมาใช้เป็นเบสเหมือนน้ำเชื่อม จากนั้นเติมช็อตเอสเปรสโซ่ลงไป

สำหรับลูกค้าที่มาเช็กอินที่บางกอก โบลด์ ไม่ว่าจะอิ่มอร่อยกับเมนูคาวหรือหวาน ลูกค้าสามารถกำหนดความหวาน เค็ม เผ็ด ได้ เพราะทางร้านปรุงสดแบบชามต่อชามทุกเมนู

ห้องครัวบางกอก โบลด์ พร้อมเสิร์ฟความอร่อยแล้ว ณ โซนอีทไทย ชั้นแอลจี เซ็นทรัลเอ็มบาสซี ร้านเปิดทุกวัน เวลา 10.00-22.00 น. สอบถามเพิ่มเติม โทร. 09-1424-4292