ครั้งแรก ‘เศรษฐา’ แถลงให้คำมั่น จะทำหน้าที่ ‘นายกรัฐมนตรี’ ให้ดีที่สุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556684

22 ส.ค. 2566

ครั้งแรก ‘เศรษฐา’ แถลงให้คำมั่น จะทำหน้าที่ ‘นายกรัฐมนตรี’ ให้ดีที่สุด

ครั้งแรก ‘เศรษฐา ทวีสิน’ ว่าที่ นายกฯ คนที่30 เปิดแถลง ขอบคุณ คนไทย พรรคร่วมรัฐบาล ‘สส.-สว.’ ที่โหวตหนุน พร้อมให้คำมั่นจะทำหน้าที่ ‘นายกรัฐมนตรี’ ให้ดีที่สุด เดินหน้ายกระดับ ความเป็นอยู่ประชาชนคนไทยทุกคน

ที่พรรคเพื่อไทย ทันทีที่แกนนำพรรคเพื่อไทย แฟนคลับ และคนเสื้อแดง ทราบผลโหวตนายกรัฐมนตรี เมื่อเวลา 17.40 น. จากการขานชื่อลงคะแนน ปรากฎว่า นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกรัฐสภา ทั้ง สส.-สว. เห็นชอบ 482 เสียง ไม่เห็นชอบ 165 เสียง และงดออกเสียง 81 เสียง ส่งผลให้นายเศรษฐา กลายเป็น ว่าที่นายกรัฐมนตรี คนที่ 30 ของประเทศไทยทันที

นายเศรษฐา ทวีสิน แถลงครั้งแรกหลังรู้ผลโหวตนายกฯนายเศรษฐา ทวีสิน แถลงครั้งแรกหลังรู้ผลโหวตนายกฯ

นายเศรษฐา ทวีสิน ผู้ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาให้ดำรงตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี” แถลงเป็นครั้งแรก ภายหลังทราบผลการลงมติของรัฐสภาว่า “ผมนายเศรษฐา ทวีสิน รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 30 ของประเทศไทย ผมขอขอบคุณประชาชนคนไทยทุกคน พรรคร่วมรัฐบาล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอันทรงเกียรติ วุฒิสมาชิกทุกท่านที่ร่วมในการโหวตในวันนี้ ผมจะพยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ลืมความเหน็ดเหนื่อย ยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน ขอบคุณครับ”

ครั้งแรก ‘เศรษฐา’ แถลงให้คำมั่น จะทำหน้าที่ ‘นายกรัฐมนตรี’ ให้ดีที่สุด
ครั้งแรก ‘เศรษฐา’ แถลงให้คำมั่น จะทำหน้าที่ ‘นายกรัฐมนตรี’ ให้ดีที่สุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเวลาที่นายเศรษฐา ทวีสิน แถลงผลโหวตถึงชัยชนะได้รับเลือกเป็น “นายกคนที่30” นั้น ปรากฏว่ามีบรรดาแกนนำพรรค สส.เพื่อไทย และมวลชนคนเสื้อแดง เข้าร่วมแสดงความยินดีกันอย่างคึกคัก อาทิ อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกฯเพื่อไทย, นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย,นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ฯลฯ

รอยยิ้มของผู้ชนะโหวตนายกฯคนที่30รอยยิ้มของผู้ชนะโหวตนายกฯคนที่30

ครั้งแรก ‘เศรษฐา’ แถลงให้คำมั่น จะทำหน้าที่ ‘นายกรัฐมนตรี’ ให้ดีที่สุด
ครั้งแรก ‘เศรษฐา’ แถลงให้คำมั่น จะทำหน้าที่ ‘นายกรัฐมนตรี’ ให้ดีที่สุด
ครั้งแรก ‘เศรษฐา’ แถลงให้คำมั่น จะทำหน้าที่ ‘นายกรัฐมนตรี’ ให้ดีที่สุด
ครั้งแรก ‘เศรษฐา’ แถลงให้คำมั่น จะทำหน้าที่ ‘นายกรัฐมนตรี’ ให้ดีที่สุด

นายเศรษฐา ทวีสิน ท่ามกลางวงล้อมของกองทัพสื่อมวลชน และ มวลชนคนเสื้อแดงนายเศรษฐา ทวีสิน ท่ามกลางวงล้อมของกองทัพสื่อมวลชน และ มวลชนคนเสื้อแดง

ครั้งแรก ‘เศรษฐา’ แถลงให้คำมั่น จะทำหน้าที่ ‘นายกรัฐมนตรี’ ให้ดีที่สุด

เปิดรายชื่อ สส. ‘ประชาธิปัตย์’ แหกมติพรรค ยกมือหนุน ‘เศรษฐา’นั่ง นายกคนที่30

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556681

22 ส.ค. 2566

เปิดรายชื่อ สส. ‘ประชาธิปัตย์’ แหกมติพรรค ยกมือหนุน ‘เศรษฐา’นั่ง นายกคนที่30

เกือบตกขบวน ‘ประชาธิปัตย์’ ประสาน เพื่อไทย วินาทีสุดท้าย ก่อนยกมือหนุน ‘เศรษฐา’ เป็น นายกคนที่30 แสดงจุดยืน หวังร่วมรัฐบาล ‘ชวน-บัญญัติ-สรรเพชญ’ โหวตไม่เห็นชอบ-เช็คชื่อ16 สส. แหกมติพรรค ได้ที่นี่

ที่ประชุมรัฐสภา ในการลงมติโหวตเลือกนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี พบว่า สส. พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) จำนวน 16 คน โหวตสวนมติพรรค ที่ก่อนหน้านี้ ที่ประชุมพรรคมีมติให้ “งดออกเสียง” ซึ่งนายชวน หลีกภัย และนายบัญญัติ บรรทัดฐาน สส. บัญชีรายชื่อ นายสรรเพชญ บุญญามณี สส.สงขลา ได้ขอในที่ประชุมพรรคว่าจากขอโหวต “ไม่เห็นด้วย”

สส.ประชาธิปัตย์ โหวตหนุน นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี

ขณะที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมรัฐสภาวันนี้ว่าให้เอกสิทธิ์ สส. ในการโหวตแต่ส่วนตัวจะ “งดออกเสียง”

โดยเมื่อถึงเวลา ขานชื่อลงคะแนน สส. พรรคประชาธิปัตย์ กลับไม่แสดงตัว มีเพียง พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาราเล่ สส.สงขลา และ นางอำนวยศรี เชาวลิต สส.นครศรีธรรมราช ที่ โหวต “เห็นชอบ”

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ ประธานรัฐสภาสั่งพักการประชุม เนื่องจากมี สส.พรรคก้าวไกล เป็นลมหมดสติในห้องประชุม จึงได้กลับมาเริ่มต้นโหวตต่อ ทำให้ สส. พรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่ลงคะแนนในตอนต้น กลับมาโหวต “เห็นชอบ” ให้นายเศรษฐา อีก 14 คน รวมเป็น 16 คน

เปิดรายชื่อ 16 สส.ประชาธิปัตย์ โหวตหนุน ‘เศรษฐา’ เป็นนายกฯ

1. นายเดชอิศม์ ขาวทอง สส.สงขลา

2. นายศักดิ์สิทธ์ ขาวทอง สส.สงขลา

3. น.ส.สุภาพร กำเนิดผล สส.สงขลา

4. นายยูนัยดี วาบา สส. ปัตตานี

5. นายชัยชนะ เดชเดโช สส. นครศรีธรรมราช

6. นายพิทักษ์เดช เดชเดโชว์ สส. นครศรีธรรมราช

7. นายทรงศักดิ์ มุสิกอง สส. นครศรีธรรมราช

8. ว่าที่ร้อยโท ยุทธการ รัตนมาศ สส. นครศรีธรรมราช

9. นางสุพัชรี ธรรมเพชร สส.พัทลุง

10. นายกาญจน์ ตั้งปอง สส.ตรัง

11. นายสมบัติ ยะสินธุ์สส. แม่ฮ่องสอน

12. นายวุฒิพงษ์ นามบุตร สส.อุบลราชธานี

13. นายชาตรี ล้าพรหม สส. สกลนคร

14. นายจักรพันธ์ ปิยพรไพบูลย์ สส. ประจวบคีรีขันธ์

15. พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาราเล่ สส.สงขลา

16. นางอำนวยศรี เชาวลิต สส.นครศรีธรรมราช

ขณะที่ นายร่มธรรม ธรรมเพชร สส. พัทลุง , น.ส.สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ สส. ตรัง ,นายสมยศ พรายด้วง สส. สงขลา ,และ นายประมวล พงศ์ถาวราเดช สส. ประจวบคีรีขันธ์ ล่วงหน้าซึ่งทั้ง 4 โหวต “งดออกเสียง” ไปแล้วทำให้ ไม่สามารถกลับมติได้

ส่วนนายราชิต จิตพุ่ม สส. นครศรีธรรมราช มาลงชื่อเข้าประชุมรัฐสภา แต่ไม่ได้ร่วมโหวตนายกฯ เนื่องจากป่วย

ทั้งนี้ มีรายงานข่าวว่า สส.พรรคประชาธิปัตย์ จะโหวตสนับสนุนนายเศรษฐา จำนวน 21 คน จาก สส.ทั้งหมด 25 คน แต่ที่ลงมติ สนับสนุนเพียงแค่ 16 คน เนื่องจากที่เหลือลงมติไปก่อน ในขณะที่การประสานงานกับพรรคเพื่อไทยยังไม่แล้วเสร็จ และเพิ่งมาสรุปได้ ในวินาทีสุดท้าย ก่อนปิดโหวตเลือกนายกฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การโหวตเห็นชอบของ สส.พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ ถือว่า สอดคล้องกับที่นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย เคยระบุว่า หากมี สส.พรรคใดจะเข้าร่วมรัฐบาลเพิ่มเติม ขอให้แสดงจุดยืนในโหวตนายกรัฐมนตรี

เช่นเดียวกับ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่อภิปรายต่อสภาฯว่า อาจจะมีพรรคร่วมรัฐบาล มากกว่า 11 พรรค และมีพรรคที่ 12, 13 ,14 ตามมา

ทั้งนี้ ไม่เกินความคาดหมาย เนื่องจาก ‘นายกชาย’ เดชอิศม์ ขาวทอง สส.สงขลา รักษาการรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  มีความพยายามจะเข้าร่วมรัฐบาลเพื่อไทยมาตลอด และได้แสดงออกอย่างชัดเจนผ่านสื่อหลายสำนักข่าว

ผีไม่เผาเงาไม่เหยียบ ‘ชลน่าน’ ลั่นกลางสภาฯ คิดผิด จับมือ ‘ก้าวไกล’ ตั้งรบ.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556668

22 ส.ค. 2566

ผีไม่เผาเงาไม่เหยียบ 'ชลน่าน' ลั่นกลางสภาฯ คิดผิด จับมือ 'ก้าวไกล' ตั้งรบ.

ผีไม่เผาเงาไม่เหยียบ ‘ชลน่าน ศรีแก้ว’ หัวหน้าพรรคเพือ่ไทย ลั่นกลางสภา คิดผิดจับมือ ‘ก้าวไกล’ จัดตั้งรัฐบาล จนล้มเหลว เหตุดื้อหัวชนฝา บางกลุ่มสุ่มเสี่ยงเป็นอันตรายต่อสถาบัน แจงจับมือจัดตั้งรัฐบาลสลายขั้ว อ้างเพื่อแก้วิกฤตประเทศ

ที่รัฐสภา เมื่อเวลา 14.50 น. ในการประชุมรัฐสภา เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ได้ลุกขึ้นชี้แจง และตอบข้อซักถาม ในนามของพรรคเพื่อไทยที่เสนอชื่อผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ว่า ในนามพรรคเพื่อไทย และพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล 11 พรรค ต้องขอบคุณสมาชิกรัฐสภาที่มีความเห็น และข้อห่วงใย โดยซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับตัวบุคคล และลักษณะต้องห้ามของบุคคล เพื่อตัดสินใจเลือกผู้นำประเทศไปเป็นนายกฯของคนไทยทุกคน ตนมี 3 ประเด็นที่จะชี้แจงในฐานะพรรคการเมืองที่เสนอชื่อผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกฯ คือ

นายเศรษฐา ทวีสิน นายเศรษฐา ทวีสิน

1.ข้อสงสัยเกี่ยวกับคุณสมบัติลักษณะต้องห้ามของผู้ถูกเสนอชื่อให้เป็นนายกฯ คือ นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย เกี่ยวกับความซื่อสัตย์สุจริต ปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรม จากการประกอบอาชีพภาคเอกชนในบริษัทมหาชน โดยการประกอบกิจการเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ โดยยืนยันว่า พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญ และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ในการตรวจสอบคุณสมบัติลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่จะมาเป็นผู้นำประเทศ เราไม่ได้ละเลยเรื่อง เพราะถือเป็นความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ต่อพี่น้องประชาชน ข้อสงสัยเรื่องการหลีกเลี่ยงภาษี การซื้อขายที่ดินที่มีการกล่าวอ้างว่ามีการแต่งตังบุคคล ตัวแทน นอมินี มารองรับนั้น ในมุมของพรรคเพื่อไทยไม่ได้ละเลยเรื่องดังกล่าว

ขอยืนยันว่า เราตรวจสอบข้อกฎหมายทุกอย่าง ล่วงเลยไปถึงจริยธรรมความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ โดยยืนยันว่าไม่มีเรื่องใดที่ผิดกฎหมาย ไม่มีหลักฐานเป็นที่ประจักษ์ ไม่มีข้อเท็จจริงใดๆ หลักฐานใดๆ ที่บ่งชี้ว่านายเศรษฐาไม่มีความซื่อสัตย์สุจริต มีแต่ข้อกล่าวหาที่โน้มเอียงเป็นลักษณะการเชื่อมโยงหลักฐาน แต่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ จึงยังถือว่านายเศรษฐาเป็นผู้ที่มีความบริสุทธิ์ ซื่อสัตย์สุจริต เป็นที่ประจักษ์

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เสนอชื่อ นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อที่ประชุมรัฐสภานพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เสนอชื่อ นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อที่ประชุมรัฐสภา

2.สมาชิกรัฐสภาหลายท่านอาจจะแสดงความเห็นในฐานะพรรคการเมือง ว่าไม่สามารถให้ความเห็นชอบนายเศรษฐาได้ ด้วยเหตุผลที่ไม่ใช่เรื่องคุณสมบัติลักษณะต้องห้าม แต่เป็นเรื่องของจุดยืนทางการเมือง และพฤติกรรมการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งตนขอชี้แจงว่า พรรคเพื่อไทยเคารพเสียงของพี่น้องประชาชนทุกเสียง ขีดเส้นใต้คำว่าทุกเสียง ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัติย์เป็นประมุข จริงอยู่ว่าในพฤติกรรมการแสดงออกในบ้านนี้เมืองนี้ อาจมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ว่ากลุ่มนั้นเสรีนิยม กลุ่มนี้อนุรักษ์นิยม แต่ไม่ว่าจะเป็นอะไรล้วนแต่เป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตย

ดังนั้น สิ่งที่พรรคเพื่อไทยยึดมั่นคือระบอบการปกครอง สำคัญที่สุดคือระบบรัฐสภา สส.ที่ถูกเลือกมาในสภาที่ขณะนี้มี 499 คน ล้วนมาจากการเลือกของพี่น้องประชาชน ที่ทุกคนถือว่าเป็นปวงชนชาวไทย เขาเหล่านั้นเป็นผู้ให้สิทธิ์ให้เสียงตัวแทนของเขาเข้ามา เขาเป็นประชาชนในระบอบประชาธิปไตยไม่ได้เป็นเผด็จการ และจริงอยู่ว่าพฤติกรรรมที่ผ่านมา เรามีการแบ่งแยกทางความคิดกันอย่างสิ้นเชิงในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทย มีประสบการณ์เรื่องนี้อย่างเจ็บปวด

แต่คนที่เจ็บปวดที่สุดคือพี่น้องประชาชนคนไทย ถามว่าเราขัดแย้งกันสู้กันแล้วได้อะไรขึ้นมา นี่คือจุดยืนของพรรคเพื่อไทย เราเห็นความย่อยยับ สูญเสีย โอกาสของประชาชนที่เสียหายไป เพียงเพราะมีความคิดต่างกันบนพื้นฐานความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน แน่นอนว่าถ้ามีความเชื่อแบบนี้ฝ่ายที่บอกว่าต้องการปกป้องรักษาบ้านเมือง สถาบันหลักของชาติ เขาก็ต้องปกป้องต้องแสดงออกเต็มที่ ถ้าคุณมีพฤติการณ์ พฤติกรรม ที่สุ่มเสี่ยงจะเป็นอันตรายต่อสถาบันหลักของชาติย่อมมีการต่อสู้ทำลายล้าง นั่นคือเหตุการณ์ที่ผ่านมา เราจะปล่อยให้เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นต่อไปอย่างนั้นหรือ พรรคเพื่อไทยนำเรื่องนี้มาคิดหนัก จริงอยู่ที่เรายินดี และส่งเสริมในสิ่งที่เป็นอำนาจประชาชน

เราเห็นด้วยอย่างยิ่งที่พรรคก้าวไกลเป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเราเป็นพรรคอันดับสองมีความยินดีร่วมมือจัดตั้งรัฐบาล และถ้าไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับนี้ พรรคเพื่อไทยไม่มีทางจับมือกับพรรคก้าวไกลจัดตั้งรัฐบาล เราเป็นพรรคอันดับสองสามารถที่จะแย่งชิงจัดตั้งรัฐบาลได้ ถ้ากลไกการเมือง และรัฐธรรมนูญมันปกติ แต่ด้วยสภาพบังคับของรัฐธรรมนูญแบบนี้เราไม่ร่วมมือกันไม่ได้ แต่เราก็คิดผิดเพราะว่ายิ่งเราจับมือกันยิ่งจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้

ไทยรักไทย พลังประชาชน เราเอาหัวชนฝามาเราเจ็บ เราเกิดก่อนเรามีประสบการณ์ แล้วเราจะเอาหัวไปชนฝาทำให้ประเทศชาติ และพี่น้องประชาชน เสียหายไปเราไม่ทำ สิ่งที่ดีที่สุด เราหันหน้ามาจับมือดุลอำนาจ ประนีประนอมอำนาจให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อบ้านเมือง น่าจะเป็นแนวคิดที่ดีที่สุดในโอกาสเปลี่ยนผ่านนี้ เราต้องปกป้องคุ้มครองสถาบันหลักของชาติ ทุกคนพูดเหมือนกัน แต่วิธีการทำไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะวิธีการที่มีความคลางแคลงสงสัยมันทำให้เกิดความขัดแย้ง

ดังนั้น พรรคเพื่อไทยอาสาเข้ามาสลายความขัดแย้งตรงนี้ จัดตั้งรัฐบาลในนามของทุกฝ่ายที่ร่วมมือกันได้ วันนี้เราได้ 11 พรรค และมั่นใจว่าพรรคอื่นๆจะตามมาอีก เพื่อสร้างความเข้มแข็งของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน นี่คือจุดยืนของพรรคเพื่อไทยในการจัดตั้งรัฐบาล เราเชื่อมั่นว่าแนวทางจัดตั้งรัฐบาลเพื่อแก้วิกฤตของประเทศ และถ้าจะสลายความขัดแย้งได้ต้องอาศัยกลไกนี้เท่านั้น

ผีไม่เผาเงาไม่เหยียบ 'ชลน่าน' ลั่นกลางสภาฯ คิดผิด จับมือ 'ก้าวไกล' ตั้งรบ.

3.ข้อห่วงใยเรื่องนโยบายโดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะนี้เป็นเพียงนโยบายที่เราใช้รณรงค์หาเสียง ส่วนนโยบายรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภา ตรงนั้นท่านวิพากษ์วิจารณ์ได้เต็มที่ เพราะจะถูกนำไปใช้ อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องดีที่ท่านวิพากษ์วิจารณ์เพื่อเป็นข้อห่วงใย ซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องจำเป็น เราแก้เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งการที่จะทำแบบนี้ได้ต้องผ่านกระบวนการทำประชามติ เราจึงประกาศว่าถ้าเราเป็นรัฐบาลเรื่องที่จะทำเร่งด่วนคือแก้ปัญหาปากท้อง ส่วนอีกเรื่องเป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไป เพราะต้องใช้เวลาจะล่าช้าไม่ได้ จึงจะทำประชามติว่าจะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และจัดทำโดยใคร ถ้าได้รับมติจากพี่น้องประชาชนก็จะเข้าสู่กระบวนการแก้รัฐธรรมนูญ ความตั้งใจของเราคือจะมีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ขึ้นมา ซึ่งรายละเอียดต้องคุยกันอีกครั้งโดยที่ทุกฝ่ายมั่นใจว่าจะทำงานด้วยกันได้ บนพื้นฐานเริ่มต้นเป็นรัฐบาลแห่งความปรองดอง หันหน้าเข้ามากัน มาเริ่มต้นตรงนี้

ผมเชื่อว่าทุกคนมีจิตปรารถนาดีต่อประเทศชาติบ้านเมืองแน่นอน ความเห็นต่างเป็นสีสันสวยงามในระบอบประชาธิปไตย แต่เราจะแปลงความเห็นต่างตรงนั้นมาเป็นความเห็นร่วมอย่างไรขึ้นอยู่กับพวกเรา 750 คน โอกาสนี้ถ้าท่านมอบความไว้วางในให้นายเศรษฐาผู้ที่ถูกเสนอชื่อ จะเป็นจุดเริ่มต้นในการนำความเห็นต่างมาเป็นความเห็นร่วมเพื่อหันหน้าเข้าหากัน มาทำงานร่วมกันในนามพรรคเพื่อไทย และพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล 11 พรรค เราหวังว่าจะได้สิ่งที่ดีที่สุด แต่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทุกคนที่หวังมันไม่เคยเกิดขึ้น โดยเฉพาะมิติสังคมไทยที่มีความแตกต่างหลากหลาย เราต้องรับความแตกต่างหลากหลาย และรับมาบริหารจัดการให้เป็นโอกาสที่ดีต่อพี่น้องประชาชนมากที่สุด ตนขอบคุณสมาชิกที่จะขานชื่อนายเศรษฐาให้สมควรเป็นนายกฯ คนที่ 30 ของประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้น เวลา 15.10 น. นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ได้ปิดการอภิปรายเลือกนายกรัฐมนตรี และเข้าสู่ขั้นตอนการลงคะแนนโหวตนายกรัฐมนตรี แบบเปิดเผย โดยวิธีการเรียกชื่อสมาชิกรัฐสภา (สส.-สว.) ตามลำดับอักษร และออกเสียงลงคะแนนเป็นรายบุคคล 

ผีไม่เผาเงาไม่เหยียบ 'ชลน่าน' ลั่นกลางสภาฯ คิดผิด จับมือ 'ก้าวไกล' ตั้งรบ.

มติโหวต นายกคนที่30 ‘เศรษฐา’ลอยลำ 482 เสียง

กระทั่งเวลา 17.40 น. จากการขานชื่อลงคะแนน ปรากฎว่า ในส่วนของสว. ลงคะแนนเห็นชอบให้นายเศรษฐา เป็น นายกฯคนที่30 เกิน 61 คะแนน เมื่อรวมกับเสียงของ สส.พรรคร่วมรัฐบาลไม่มีแตกแถว ที่มีอยู่ 314 เสียง ถือว่าได้เสียงเกิน 375 คน และเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา (สส.-สว.) ที่มีจำนวน 747 คน ถือได้ว่า นายเศรษฐา ทวีสิน มีเสียงเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 เพราะได้รับความไว้วางใจมีสส.-สว. เห็นชอบ 482 เสียง ไม่เห็นชอบ 165 เสียง และงดออกเสียง 81 เสียง

‘วิโรจน์’ เสียใจ หลัง ‘ชลน่าน’ บอก แก้รธน.ของประชาชนแค่ ‘หาเสียง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556682

22 ส.ค. 2566

'วิโรจน์' เสียใจ หลัง 'ชลน่าน' บอก แก้รธน.ของประชาชนแค่ 'หาเสียง'

‘วิโรจน์’ ใจกว้าง ‘ชลน่าน’ ยอมรับผิดพลาดร่วมมือ ‘ก้าวไกล’ ตั้งแต่แรก แต่เสียใจ บอก ‘แก้ไขรัฐธรรมนูญ’ ฉบับประชาชน สุดท้ายบอกแค่ ‘หาเสียง’ จี้ ‘ผู้ลี้ภัย’ ทุกคนควรได้รับความยุติธรรมเหมือน ‘ทักษิณ’

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ยอมรับเสียใจ หลัง นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทยกล่าวก่อนปิดโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ต่อที่ประชุมสภา ว่า ตัดสินใจผิดพลาดที่มาร่วมกับพรรคก้าวไกลตั้งแต่แรกนั้น

นายวิโรจน์ ระบุ หากเป็นการพาดพิงถึงพรรคก้าวไกล ส่วนตัวคงใจกว้าง ไม่คิดมาก เพราะมีวุฒิภาวะ และความเป็นผู้ใหญ่พอ แต่ในส่วนที่ตนรู้สึกเสียใจและสะดุ้ง ในเรื่องนโยบายการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่เป็นร่างของประชาชน เนื่องจากตอนแรกระบุว่า จะให้เป็นร่างของประชาชน แต่สุดท้ายระบุว่าเป็นเพียงการหาเสียงเท่านั้น ซึ่งรัฐธรรมนูญอนาคตก็จะต้องมาจากประชาชน ที่เป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และรัฐไทยต้องเป็นรัฐเดียวแบ่งแยกไม่ได้ 

นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า ส่วนตัวมองว่าประชาชนไม่ได้รู้สึกผิดหวัง เพราะเราพูดอะไรเราก็พร้อมทำตามที่พูด ไม่ใช่เลือกไปแล้วพูดอย่างทำอย่าง ถ้าเป็นแบบนั้นอาจจะทำให้ประชาชนผิดหวังได้ 

ส่วนการเดินทางกลับของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มองว่า หากจะพูดไม่มีนัยยะทางการเมืองอะไรเลย ก็ยังพูดไม่ได้ แต่มองว่าสิ่งที่คุณทักษิณถูกกระทำเมื่อหลายสิบปีก่อน เป็นการไม่ได้รับความยุติธรรม ซึ่งคุณทักษิณเองก็ควรที่จะได้รับความยุติธรรม

แต่ในส่วนความยุติธรรมที่คุณทักษิณได้รับนั้น ผู้ลี้ภัยหรือผู้ที่โดนกระทำเหมือนกันต้องได้รับ หากได้รับเพียงแค่บางคน ไม่ใช่ความยุติธรรม แต่มันเป็นสิทธิพิเศษ 

‘ก้าวไกล’ ประกาศเป็นฝ่ายค้าน ทำงานเชิงรุก เตรียมพร้อมเลือกตั้งหน้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556680

22 ส.ค. 2566

'ก้าวไกล' ประกาศเป็นฝ่ายค้าน ทำงานเชิงรุก เตรียมพร้อมเลือกตั้งหน้า

‘ก้าวไกล’ ประกาศเป็นฝ่ายค้าน พร้อมทำงานเชิงรุกสุดความสามารถร่วมกับประชาชนทั้งในและนอกสภา หวังเป็นฝ่ายบริหารในเลือกตั้งหน้า ซัดตั้งรัฐบาลชุดนี้ ต่อลมหายใจให้ขั้วรัฐประหาร

หลังผลการโหวตนายกรัฐมนตรีเสร็จสิ้น นายเศรษฐา ทวีสิน ได้รับคะแนนเห็นชอบ 482 เสียง ไม่เห็นชอบ 165 เสียง งดออกเสียง 81 เสียง 

สส.พรรคก้าวไกล  นำโดย นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรค แถลงว่า ประกาศเป็นฝ่ายค้าน ทำงานแบบเชิงรุก ซึ่งวันนี้เป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่า การเลือกนายกรัฐมนตรีในวันนี้และการจัดตั้งรัฐบาลหลังจากวันนี้ มิได้เป็นไปตามเจตจำนงของประชาชนส่วนใหญ่ที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้ง

พรรคก้าวไกลขอย้ำว่า การจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้ มิใช่การสลายขั้วลดความขัดแย้ง โดยเอาวาระของประเทศและประชาชนเป็นตัวตั้ง แต่เป็นการสยบยอมและต่อลมหายใจให้แก่ระบบการเมืองที่สถาปนาขึ้นมาโดยการรัฐประหาร เป็นการทำลายความหวัง ความศรัทธา และอำนาจของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย

นายชัยธวัช กล่าวว่า แน่นอนต่อจากนี้ไป พักก้าวไกลจะต้องทำงานในฐานะฝ่ายค้าน โดยเราจะเป็นฝ่ายค้านเชิงรุก ทุกเสียงที่พี่น้องประชาชนได้มอบให้พรรคก้าวไกลจะต้องมีความหมาย ผู้แทนราษฎรทุกคนของพรรคก้าวไกลจะทำงานอย่างสุดความสามารถ ทั้งในด้านการตรวจสอบฝ่ายบริหาร ด้านการผลักดันกฎหมายที่ก้าวหน้า ด้านการผลักดันวาระของประชาชนผ่านกลไกต่างๆ ของสภา รวมทั้งการทำงานร่วมกับประชาชนนอกสภาเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยร่วมกันอย่างไม่ท้อถอย

เลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวว่า แม้ในวันนี้ ผู้มีอำนาจจะพยายามทำให้อำนาจของประชาชนไม่มีความหมาย แต่พรรคก้าวไกลจะยังยืนอยู่อย่างมั่นคงกับประชาชน ด้วยความเชื่อมั่นว่าพลังของพี่น้องประชาชนจะสามารถสร้างอนาคตแบบใหม่ให้แก่สังคมไทยได้ในที่สุด สักวันหนึ่งเราจะมีประชาธิปไตยที่แท้จริง สักวันหนึ่งเราจะมีระบบเศรษฐกิจที่ก้าวหน้า เท่าทันโลก และเป็นธรรม สักวันหนึ่งเราจะมีสังคมที่เคารพความแตกต่างหลากหลาย เคารพสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน ยึดถือความมั่นคงของประชาชนเป็นความมั่นคงของชาติ ด้วยความเคารพในประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุดของประเทศ

เมื่อถามว่าบทบาทการตรวจสอบรัฐบาลในฐานะฝ่ายค้าน นายชัยธวัช กล่าวว่า การทำงานในฐานะฝ่ายค้าน พรรคก้าวไกลจะทำอย่างสร้างสรรค์ ยึดหลักการและเหตุผลเป็นตัวตั้ง คนคิดว่าสิ่งที่จะล้มรัฐบาลชุดนี้ได้คือ ศรัทธาของพี่น้องประชาชน นอกจากนี้ แม้เราเป็นฝ่ายค้าน พรรคก้าวไกลจะเดินหน้าทำงานเพื่อเตรียมความพร้อมที่จะบริหารประเทศให้ดีที่สุดในการเลือกตั้งครั้งหน้า นี่คือเป้าหมายของเรา

 พิธา ซัด รัฐบาลข้ามขั้วหมดทางสร้างความหวัง – ลั่น’ ก้าวไกล’ ไม่หักหลัง ปชช.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556679

22 ส.ค. 2566

 พิธา ซัด รัฐบาลข้ามขั้วหมดทางสร้างความหวัง - ลั่น' ก้าวไกล' ไม่หักหลัง ปชช.

“พิธา ” สะท้อนความรู้สึก “ก้าวไกล” อยู่ในสภาพถูกรุมกินโต๊ะ จนกลายเป็นที่มาของการเกิดขึ้นของรัฐบาลข้ามขั้ว เชื่อรัฐบาลผสมพันธุ์แบบนี้ ไม่มีทางสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้เกิดขึ้นได้ ลั่นจากนี้พรรคฯ จะเป็นตัวแทนพลังใหม่ เป็นความหวังตรวจสอบการทำงานของผู้มีอำนาจ

 นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้ใช้พื้นที่ในสื่อสังคมออนไลน์   แสดงออกต่อทัศนคติทางการเมือง   โดยระบุว่าความพยายามในการจัดตั้งรัฐบาล จนไปเกิดรัฐบาลข้ามขั้ว  เป็นเพราะมีความพยายามที่จะสกัดกั้นพรรคก้าวไกล ส่วนการเกิดขึ้นของรัฐบาลชุดปัจจุบัน  เชื่อว่าจะไม่สามารถสร้างอะไรที่เป็นความหวังได้   และบทบาทของพรรคก้าวไกลจากนี้ คือการเดินหน้าเพื่อนำพาสังคมอย่างแท้จริง

.

ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมาที่เราเริ่มทำงานการเมืองในสมัยพรรคอนาคตใหม่ มาจนถึงพรรคก้าวไกลที่ผมเป็นหัวหน้าพรรค จนถึงการเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม 2566 พวกเราทำงานอย่างหนัก เดินหน้าเคาะทุกประตูบ้าน คุยกับทุกคน เดินทางไปทั่วประเทศ ขึ้นเวทีประชันวิสัยทัศน์ ออกสัมภาษณ์สื่อ ออกแบบนโยบาย
.
การทำงานหนักของพวกเรา และความ  “ชัดเจน จริงใจ ตรงไปตรงมา” ทำให้พรรคก้าวไกลได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมากที่สุดถึง 14 ล้านเสียง เป็นพรรคที่มีจำนวนผู้แทนราษฎรเป็นอันดับหนึ่งในสภาผู้แทนราษฎร
.
แต่ก้าวไกลก็ไม่มีใคร…นอกจากประชาชน
.
ตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา ทุกองคาพยพทางการเมืองพร้อมใจกันปิดสวิตช์ก้าวไกล จนได้รัฐบาลผสมพันธุ์ข้ามขั้ว ขัดความรู้สึกพี่น้องประชาชน
.
เมื่อติดกระดุมเม็ดแรกผิด ก็ไม่มีวันที่รัฐบาลผสมพันธุ์ข้ามขั้วนี้จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคมได้ ไม่ว่าจะเป็นการทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี หรือมีเกียรติมีศักดิ์ศรีใดๆ ได้
.
ท่ามกลางความสิ้นหวัง ความเสื่อมศรัทธาของประชาชนต่อการเมืองการปกครองที่เป็นอยู่
.

ก้าวไกลภายใต้การนำของผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จะเป็นตัวแทนพลังใหม่ เป็นความหวัง เป็นที่หนึ่งในดวงใจของพี่น้องประชาชน ด้วยการทำงานทันสมัย มีประสิทธิภาพ ทั้งตรวจสอบการทำงานของผู้มีอำนาจ และทั้งเสนอแนะทางออกของประเทศในประเด็นต่างๆ รวมทั้งการผลักดันกฎหมายที่ก้าวหน้า อภิปรายวาระที่สร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย
.
เราจะเป็นสถาบันการเมืองที่พี่น้องประชาชนฝากความไว้วางใจเอาไว้ได้ ว่าเราจะทำงานอย่างเต็มที่เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชน และจะไม่มีวันทรยศหักหลังต่อความไว้วางใจที่พี่น้องให้มาอย่างแน่นอน
.

การทำงานการเมืองแบบก้าวไกล ไม่ใช่การเมืองวิเศษวิโสอะไร เราแค่อยากทำให้ความจริงใจ ตรงไปตรงมา รักษาคำพูด เป็นเรื่องปกติในการเมืองไทย
.
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ขอเชิญเพื่อนพี่น้องทุกคน ร่วมเดินทางไกลอีกครั้งกับพรรคก้าวไกล ช่วยกันรณรงค์ ช่วยกันทำงาน ช่วยกันสร้างความเปลี่ยนแปลง
ช่วยกันยืนยันว่าการเมืองวิถีก้าวไกล คือสิ่งที่ทุกคนถวิลหา
ช่วยกันยืนยันว่าการเมืองวิถีก้าวไกล เป็นไปได้
ช่วยกันยืนยันว่าการเมืองวิถีก้าวไกล จะลงหลักปักฐานอย่างมั่นคงในประเทศไทย
ช่วยกันยืนยันว่าอำนาจสูงสุดของประเทศนี้ เป็นของประชาชน

 พิธา ซัด รัฐบาลข้ามขั้วหมดทางสร้างความหวัง - ลั่น' ก้าวไกล' ไม่หักหลัง ปชช.
 พิธา ซัด รัฐบาลข้ามขั้วหมดทางสร้างความหวัง - ลั่น' ก้าวไกล' ไม่หักหลัง ปชช.

คะแแนน โหวตนายกคนที่ 30 ‘เศรษฐา’ โกย 482 คะแนน – เทียบสมัย พิธา ทำได้ 324

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556651

22 ส.ค. 2566

คะแแนน โหวตนายกคนที่ 30 'เศรษฐา'  โกย 482  คะแนน - เทียบสมัย พิธา ทำได้ 324

เปรียบเทียบคะแนนโหวตนายกรัฐมนตรี หลังบทบาทในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลมาอยู่ในมือ “เพื่อไทย” ผลการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 “เศรษฐา ทวีสิน” จาก ” เพื่อไทย” โกยเสียงสนับสนุนไปทั้งสิ้น 482 คะแนน แรงหนุนมาแบบถล่มทลาย ทิ้งห่างสมัย “พิธา” แห่งก้าวไกล ที่ได้ 324 เสียง

ผลการลงมติโหวตนายกรัฐมนตรี นายเศรษฐา ทวีสิน  แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จากพรรคเพื่อไทย ได้รับเสียงสนับทั้งจากสมาชิกวุฒิสภา ( สว. ) และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  รวมทั้งสิ้นเสียงสนับสนุนให้ความเห็นชอบ นายเศรษฐา เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยเสียงรวม 482  เสียง  ไม่เห็นด้วย 165 เสียง และงดออกเสียง 82  เสียง 

.

โครงสร้างการลงเสียงโหวตนายกรัฐมนตรี  โดยการเสนอชื่อ นายเศรษฐา ทวีสิน  พรรรคเพื่อไทย    ( 22  ส.ค. 2566 )   

.

จำนวนสมาชิกวุฒิสภา ( สว.)  249  คน 
เห็นชอบ 153          ไม่เห็นชอบ    12            งดออกเสียง  68

.
จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนสภาผู้แทนราษฎร  ( สส.) 498 คน 
เห็นชอบ   330      ไม่เห็นชอบ 152    งดออกเสียง  13

.

รวม  สว. – สส. 
เห็นชอบ    482     ไม่เห็นชอบ    165     งดออกเสียง  82

.

โครงสร้างการลงเสียง โหวตนายกรัฐมนตรี  เสนอชื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ พรรรคก้าวไกล  ( 13  ก.ค.  2566) 
.
 จำนวนสมาชิกวุฒิสภา ( สว.)  206  คน 

เห็นชอบ     13     ไม่เห็นชอบ    34      งดออกเสียง 159

.
จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนสภาผู้แทนราษฎร  ( สส.)  499 คน 

เห็นชอบ   311       ไม่เห็นชอบ    148       งดออกเสียง 40

.

รวม  สว. – สส. 
เห็นชอบ    324     ไม่เห็นชอบ    182    งดออกเสียง  199 


.

.


อนึ่งพรรคเพื่อไทย  ขึ้นมาเป็นพรรคนำในการจัดตั้งรัฐบาล และรวมเสียงจากพรรคการเมืองได้ สส. รวม 314  เสียง  ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย 141  เสียง  พรรคภูมิใจไทย 71   เสียง  , พรรคพลังประชารัฐ 40 เสียง , พรรครวมไทยสร้างชาติ 36   เสียง   , พรรคชาติไทยพัฒนา 10   เสียง  พรรคประชาชาติ 9   เสียง    พรรคชาติพัฒนากล้า 2   เสียง  พรรคเพื่อไทยรวมพลัง 2   เสียง   พรรคเสรีรวมไทย 1   เสียง  พรรคท้องที่ไทย 1  เสียง   และพรรคพลังสังคมใหม่ 1 เสียง 

คะแแนน โหวตนายกคนที่ 30 'เศรษฐา'  โกย 482  คะแนน - เทียบสมัย พิธา ทำได้ 324

เศรษฐา ทวีสิน ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 30  จากพรรคเพื่อไทย

ด่วนหาม สส. ‘ก้าวไกล’ ส่งโรงพยาบาลช็อกหมดสติระหว่าง ‘โหวตนายกฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556665

22 ส.ค. 2566

ด่วนหาม สส. 'ก้าวไกล' ส่งโรงพยาบาลช็อกหมดสติระหว่าง 'โหวตนายกฯ'

‘โหวตนายกฯ’ สะดุด สส. ‘ก้าวไกล’ ส่งโรงพยาบาลวชิระ ยังเหลือสมาชิกไม่ได้ลงคะแนนอีกเพียง 10 คน ล่าสุดอาการปลอดภัยแล้ว

ประชุมรัฐสภา วุ่น เหลือ10 คนสุดท้าย ยังไม่ได้ลงมติโหวตนายกฯ พรเพชร  วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภาต้องสั่งพักการลงมติชั่วคราวเนื่องจาก สส. ก้าวไกล คาดว่าจะเป็นนาย อานุภาพ ลิขิตอำนวยชัย ช็อค หมดสติกลางสภา เพื่อสส.ต้องเข้าช่วยปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนนำส่งโรงพยาบาล วชิระ 

เบื้องต้นพบว่ามีโรคประจำตัว  โดยอากาล่าสุด ปั๊มหัวใจขึ้นแล้ว

หลังจากนำสส.คนดังกล่าว ส่งโรงพยาบาลแล้ว ประธานได้ดำเนินการโหวตนายกฯต่อไป และเตือนให้สมาชิกระมัดระวังรักษาสุขภาพ โดยเพื่อนสมาชิกพรรคก้าวไกล ขอสื่อมวลชนงดนำเสนอภาพเหตุการณ์ที่เกิดในสภา รักษาสิทธิ์ของผู้ป่วย

ไทม์ไลน์ ‘ทักษิณ’ กลับไทย รับโทษจำคุก 8 ปี ‘ขังเดี่ยว’ เรือนจำกรุงเทพฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556664

22 ส.ค. 2566

ไทม์ไลน์ 'ทักษิณ' กลับไทย รับโทษจำคุก 8 ปี 'ขังเดี่ยว' เรือนจำกรุงเทพฯ

สรุปไทม์ไลน์ ‘ทักษิณ’ กลับไทย ในรอบ 15 ปี รับโทษจำคุก 8 ปี แยก ‘ขังเดี่ยว’ แดน 7 เรือนจำกรุงเทพ เข้าข่ายเป็นกลุ่มเปราะบาง มีโรคประจำตัว 4 โรค ชี้ช่องยื่นพระราชทานอภัยโทษ ได้ทันที

นับเป็นอีกหนึ่งวันประวัติศาสตร์ของไทย  เมื่อ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับประเทศไทยอีกครั้ง ในรอบ 15 ปี 

ไล่เลียงไทม์ไลน์ การเดินทางกลับไทยของ นายทักษิณ ตั้งแต่ช่วงเช้า มีมวลชนเสื้อแดงไปรอรับ นายทักษิณ แน่นสนามบินดอนเมือง เพื่อให้กำลังใจอดีตนายกรัฐมนตรี

นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับประเทศไทยนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับประเทศไทย

เวลา 06.30 น. นายทักษิณ นั่งเครื่องบินเจ็ทส่วนตัว ออกจากสิงค์โปร์ โดยมี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นน้องสาว เดินทางมาส่ง และโผกอดพี่ชาย พร้อมให้กำลังใจ และเคารพต่อการตัดสินใจที่จะกลับไทยในครั้งนี้ของพี่ชาย

เวลา 09.29 น. นายทักษิณ ถึงสนามบินดอนเมือง เดินออกมาจากอาคารผู้โดยสารเอ็มเจ็ท พร้อมกับ โอ๊ค พานทองแท้ , เอม พินทองทา และ อิ๊งค์ แพทองธาร ลูกชายและลูกสาวทั้ง 3 คน โดย นายทักษิณ ถวายบังคมพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี แล้วออกมาโบกมือทักทายแกนนำพรรคเพื่อไทย

นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับประเทศไทยนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับประเทศไทย

เวลา 10.20 น. ขบวนรถของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัว นายทักษิณ เดินทางถึงศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 

เวลา 10.40 น. พ.ต.อ.คมวุฒิ จองบุญวัฒนา ผกก.ด่านตรวจคนเข้าเมือง ท่าอากาศยานกรุงเทพ ได้นำ นายทักษิณ บุคคลตามหมายจับมาส่งต่อศาล ยืนยันว่าเป็นจำเลยในคดีทั้งสาม  ศาลพิพากษารวมจำคุก 3 คดี เป็นระยะเวลา 8 ปี

เวลา 11.00 น. นายทักษิณ เข้าห้องพิจารณาคดีไปกว่า 40 นาที จากนั้นคุมตัว นายทักษิณ ขึ้นรถออกมาจากศาลฎีกา มุ่งหน้าไปเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ท่ามกลางเสียงเชียร์และให้กำลังใจของมวลชนเสื้อแดง

เวลา 11.24 น. ขบวนรถเจ้าหน้าที่ตำรวจ นำ นายทักษิณ มุ่งหน้าไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ซึ่งบริเวณหน้าเรือนจำมีมวลชนคนเสื้อแดง มาปักหลักให้กำลังใจจำนวนมาก

เวลา 13.00 น. เรือนจำพิเศษกรุงเทพ แถลงข่าวหลังจากรับตัว นายทักษิณ เข้ามาที่เรือนจำเรียบร้อย โดยระบุว่า เรือนจำได้ดำเนินการตามมาตรการรับตัวคนเข้าใหม่ โดยแพทย์ของทัณฑสถาน กรมราชทัณฑ์ พบว่านายทักษิณ เป็นกลุ่มเปราะบาง อายุเกิน 70  ปี 

นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับประเทศไทยนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับประเทศไทย

และจากประวัติทางการรักษาที่ผ่านมา นายทักษิณ ป่วย 4 โรคคือ  โรคกล้ามเนื้อขาดเลือด , โรคปอดอักเสบ เนื่องมาจากติดเชื้อโควิด-19 , โรคความดันโลหิตสูง และ โรคกระดูกสันหลังเสื่อม ดังนั้นจำเป็นต้องเฝ้าระวัง ดูแลโดยแพทย์เฉพาะทาง 

เบื้องต้นทางเรือนจำพิเศษได้แยกการคุมขังไว้ที่แดน 7 ซึ่งเป็นสถานพยาบาลของเรือนจำกรุงเทพมหานคร เฉพาะเพียงคนเดียว และจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวัง 24 ชม. โดยทรงผม ถ้าไม่ยาวก็จะไม่ตัด ไม่กล้อนผมอย่างนักโทษทั่วไป เพราะ นายทักษิณ เป็นผู้ใหญ่ และเป็นผู้สูงอายุ

นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับประเทศไทยนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับประเทศไทย

นายสิทธิ สุชีวงศ์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ในฐานะโฆษกกรมราชทัณฑ์ ออกมาระบุ การขอพระราชทายอภัยโทษ นายทักษิณ สามารถยื่นได้เลยตั้งแต่เข้าเรือนจำ หลังจากนี้ขั้นตอนกระบวนการจะพร้อมหรือไม่ขึ้นอยู่กับญาติ และตามขั้นตอนเมื่อญาติยื่นเอกสารแล้ว คณะกรรมการของกรมราชทัณฑ์ ก็พิจารณาเสนอกระทรวงยุติธรรม และเสนอนายกรัฐมนตรี 

การพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งมี 2 ประเภท คือ เป็นการทั่วไป กับเฉพาะราย กรณี นายทักษิณ จะยื่นเฉพาะราย คาดว่ากระบวนการแล้วเสร็จ ไม่เกิน 1-2 เดือน ที่จะพิจารณาและมีผลขึ้นอยู่กับความพร้อมของเอกสาร และพระราชอำนาจ

กรมราชทัณฑ์ แถลงรับ นายทักษิณ ชินวัตร เข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพกรมราชทัณฑ์ แถลงรับ นายทักษิณ ชินวัตร เข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพ

ส่วนกระบวนการลดโทษของกรมราชทัณฑ์ ตามระเบียบจะต้องรับโทษมาแล้ว 2 ใน 3 ของการกำหนดโทษ แต่ในกลุ่มผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้นไป จะต้องจำคุกมาแล้ว 1 ใน 3 ซึ่ง นายทักษิณ อยู่ในเกณฑ์ต้องจำมาแล้ว 1 ใน 3 ทางเรือนจำก็จะพิจารณาหลักเกณฑ์ต่างๆ ซึ่ง นายทักษิณ เป็นผู้สูงอายุ มีอาการป่วย หากผ่านการอบรมต่างๆของเรือนจำ และชั้นของนักโทษ ก็จะมีการลดโทษต่อไป

ส่องชีวิต ‘ทักษิณ’ วันแรกในเรือนจำ เปิดเมนูอาหารมื้อแรก มีอะไรบ้าง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556661

22 ส.ค. 2566

ส่องชีวิต 'ทักษิณ' วันแรกในเรือนจำ เปิดเมนูอาหารมื้อแรก มีอะไรบ้าง

ส่องชีวิต ‘ทักษิณ’ วันแรกในเรือนจำ หลังเดินทางกลับมารับโทษในเมืองไทย พร้อมเปิดเมนูอาหารมื้อแรก มีอะไรบ้าง

เจ้าหน้าที่คุมตัว นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ส่งมายัง เรือนจำพิเศษกรุงเทพ โดยขบวนรถที่ควบคุมมามากกว่า 10 คัน เพื่อ ความปลอดภัยและเป็นไปตามแผนความมั่นคง โดยในขบวน ‘ทักษิณ’ นั่งมาในรถยนต์ยี่ห้อ Toyota รุ่น Fortuner สีดำ ทะเบียนป้ายแดง ตราโล่ 00364 โดยมีกลุ่มมวลชนจำนวนมาก ที่มาคอยต้อนรับและให้กำลังใจ พร้อมโบกมือให้กับ ‘ทักษิณ’ ซึ่งมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนตรึงกำลัง พร้อมกับนำรั้วเหล็กปิดกั้นเพื่อไม่ให้มวลชนเข้าไปด้านใน

ทักษิณ ชินวัตรทักษิณ ชินวัตร

โดย นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า ภายหลังรับตัว ‘ทักษิณ’ มาแล้ว เจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ได้จัดสถานที่เพื่อรองรับกรณีมีญาติมาเยี่ยม เนื่องจากผู้ต้องขังมีญาติ เพื่อน และองค์กรต่างๆ ที่ให้การสนับสนุน และมีความประสงค์ที่จะเดินทางเข้ามาเยี่ยมจำนวนมาก โดยที่ทุกคนสามารถมาลงทะเบียนขอเยี่ยมได้ตามระเบียบของเรือนจำ และเนื่องจาก นายทักษิณ มีอายุ 74 ปีแล้ว ซึ่งถือว่าอยู่ในกลุ่มผู้ต้องขังสูงอายุ ที่ต้องเฝ้าระวังทั้งเรื่องสุขภาพร่างกาย และอนามัย เพื่อป้องกันการเจ็บป่วย และขณะนี้ได้แยกตัวผู้ต้องขังไปอยู่ในสถานพยาบาลของเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เพียงคนเดียวก่อนเพื่อไม่ให้ปะปนกับผู้ต้องขังคนอื่น

นายทักษิณ ยังไม่ต้องกล้อนผมเหมือนผู้ต้องขังคนอื่น เนื่องจากผมยังไม่ยาว และด้ไว้ผมรองทรงซึ่งก็ถือว่าไม่ยาวมาก รวมทั้งเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ เป็นผู้ใหญ่ที่ทางเรือนจำให้เกียรติ ส่วนเสื้อผ้าที่ใส่เข้าเรือนจำวันนี้ เป็นเสื้อเชิ้ตสีขาวและยังไม่ได้เปลี่ยนเสื้อของทางเรือนจำ โดยจุดแรกเข้าไปประตู 2 ผ่านไปยังประตู 3 ก่อนไปยังจุดตรวจสอบประวัติ พิมพ์ลายนิ้วมือ ถ่ายภาพ ไม่ได้ใช้เวลานาน ไม่มีสีหน้าวิตกกังวล และไม่ได้ร้องขออะไรเป็นพิเศษ

ขณะนี้ นายทักษิณ ได้ถูกแยกขังอยู่ใน แดน 7 บนชั้น 2 ของอาคารเพียงคนเดียว ซึ่งเป็นห้องปกติไม่มีเครื่องปรับอาการ มีกล้องวงจรปิด และแพทย์ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ดูแลตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อดูแลตามกระบวนการและความปลอดภัย

สำหรับการเข้าเยี่ยมของญาติ ตามระเบียบผู้ต้องขังจะถูกกักตัวก่อน 10 วัน โดยใน 5 วันแรก จะให้เพียงทนายความเข้าเยี่ยมเท่านั้น ส่วนวันที่ 6-10 จะญาติเยี่ยมได้ผ่านแอพลิเคชั่นไลน์ ซึ่งนายทักษิณ ถือว่าเป็นกลุ่มเปราะบาง 608 สามารถเรียกร้องขออาหารเสริม หรือยารักษาโรคเพิ่มเติมได้

ด้าน นายนัทธี ทองปลาด ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า กรณีที่ ‘ทักษิณ’ ต้องอยู่ในแดนที่เป็นสถานพยาบาลเพื่อระมัดระวังรักษาความปลอดภัย เนื่องจากเป็นกลุ่มเปราะบาง และยึดหลักความปลอดภัยเป็นสำคัญ โดยใช้ทีมแพทย์และพยาบาลของเรือนจำตรวจร่างกายตลอด สำหรับอาหารของทางเรือนจำ ก็เป็นอาหารตามวงรอบ แต่ก็มีอาหารพิเศษที่มีร้านค้าเปิดจำหน่าย โดยผู้ต้องขังสามารถซื้อได้วันละ 500-600 บาท และเป็นเมนูที่ดีต่อสุขภาพ ไม่มีโซเดียม ส่วนกิจวัตรของเรือนจำ ‘ทักษิณ’ ต้องปฏิบัติตามระเบียบเหมือนผู้ต้องขังคนอื่นทั่วไป

ส่วน อาหารมื้อแรก ในเรือนจำ ซึ่งเป็นมื้อกลางวัน ที่ ‘ทักษิณ’ รับประทานเพียง น้ำดื่ม และขนมปังเพียงเล็กน้อย และบอกว่ายังไม่ค่อยหิว ส่วนอาหารมื้อเย็นในเรือนจำวันนี้ เป็นข้าวต้มและผักต้ม

นพ.วัฒน์ชัย มิ่งบรรเจิดสุข ผู้อำนวยการทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า ญาติของ ‘ทักษิณ’ ได้นำประวัติการรักษา การตรวจร่างกายแบบ MRI จากการรักษาในโรงพยาบาลที่ต่างประเทศ 2 แห่ง มาประกอบด้วย โดยเบื้องต้นพบว่า กำลังรักษาอยู่ 4 โรค คือ

  • โรคหัวใจขาดเลือด
  • ปอดอักเสบเรื้อรัง
  • ความดันโลหิตสูง
  • กระดูกสันหลังเสื่อมกดทับเส้นประสาท

ทั้ง 4 โรคนี้ ก็ถือว่าเป็นโรคที่ต้องใช้แพทย์เฉพาะทางทำการรักษา โดยเบื้องต้นได้เตรียมแพทย์ของโรงพยาบาลราชทัณฑ์ไว้แล้ว แต่หากโรคใดไม่มีแพทย์เฉพาะทางก็จำเป็นต้องส่งต่อไปรักษาที่โรงพยาบาลที่มีแพทย์เฉพาะทางของโรคนั้นอยู่ 

ซึ่งตามระเบียบของ กรมราชทัณฑ์ การส่งตัวผู้ต้องขังออกไปรักษาภายนอกจะต้องคำนึงถึงความปลอดภัย หรือการหลบหนีจากการคุมขังอีกด้วย ฉะนั้นจึงต้องใช้โรงพยาบาลของรัฐเป็นหลัก โดยอันดับแรก คือ โรงพยาบาลตำรวจ หรือ โรงพยาบาลเฉพาะทางในสังกัดของกระทรวงสาธารณสุข 

หลังจากนี้ ยังต้องเฝ้าระวังการติดเชื้อโรคจากระบบทางเดินหายใจ ซึ่งทางเรือนจำมีห้องกักโรคไว้แล้ว รวมทั้งเฝ้าระวังโรคติดต่อจากต่างประเทศเนื่องจากผู้ต้องขังได้เดินทางไปหลายประเทศ

กรมราชทัณฑ์กรมราชทัณฑ์