ด่วนมติที่ประชุมรัฐสภาโหวต’เศรษฐา’ ฉลุย นั่งเก้าอี้ ‘นายกคนที่30’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556648

22 ส.ค. 2566

ด่วนมติที่ประชุมรัฐสภาโหวต'เศรษฐา' ฉลุย นั่งเก้าอี้ 'นายกคนที่30'

มติที่ประชุมรัฐสภามีแนวโน้มเห็นชอบ ‘เศรษฐา’ ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯจากพรรคเพื่อไทย เป็น ‘นายกคนที่ 30’ ด้วยคะแนนท่วมท้น

การประชุมรัฐสภา เพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 272 ซึ่งมีสมาชิกรัฐสภาร่วมประชุม 747 คน เป็นสมาชิกวุฒิสภา240 คนผลปรากฎว่า ที่ประชุมมีมติ เห็นชอบกับญัตติดังกล่าวด้วยคะแนน 462 คะแนนงดออกเสียง 80 คะแนน  ทำให้นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย ได้รับเลือกเป็นนายกคนที่ 30 ของประเทศไทย  โดยมีพรรคการเมืองร่วมจัดตั้งรัฐบาลจำนวน 12 พรรค 315 เสียง 

เศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯคนที่ 30เศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯคนที่ 30

พรรคเพื่อไทย เสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ 3 คน ประกอบดัวย เศรษฐา ทวีสิน แพทองธาร ชินวัตร และชัยเกษม นิติสิริ  เป็นที่น่าสังเกตว่ามีสว.โหวตให้จำนวนมากไม่เว้นแม้แต่ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา น้องชายพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

เปิดประวัติ ‘เศรษฐา ทวีสิน’ นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 จาก พรรคเพื่อไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/548947

22 ส.ค. 2566

เปิดประวัติ 'เศรษฐา ทวีสิน' นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 จาก พรรคเพื่อไทย

ทำความรู้จัก ‘เศรษฐา ทวีสิน’ นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 จาก พรรคเพื่อไทย ทั้งประวัติ การศึกษา ชีวิตส่วนตัว และเส้นทางการเมือง

ประวัติ

เศรษฐา ทวีสิน เกิดวันที่ 15 ก.พ. 2506 เป็นบุตรคนเดียวของ ร.อ. อำนวย ทวีสิน กับ ชดช้อย จูตระกูล

การศึกษา

เศรษฐา ทวีสิน สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านการเงินที่มหาวิทยาลัยบัณฑิตศึกษาแคลร์มอนต์ รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐ

เปิดประวัติ 'เศรษฐา ทวีสิน' นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 จาก พรรคเพื่อไทย
เปิดประวัติ 'เศรษฐา ทวีสิน' นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 จาก พรรคเพื่อไทย
เปิดประวัติ 'เศรษฐา ทวีสิน' นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 จาก พรรคเพื่อไทย

ชีวิตส่วนตัว

สมรสกับ “หมออ้อม” พญ. พักตร์พิไล ทวีสิน มีบุตร 3 คน คือ “น้อบ” ณภัทร ทวีสิน, “แน้บ” วรัตม์ ทวีสิน และ “นุ้บ” ชนัญดา ทวีสิน

เปิดประวัติ 'เศรษฐา ทวีสิน' นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 จาก พรรคเพื่อไทย

การทำงาน

หลังจบการศึกษาระดับปริญญาโทในปี 2529 “เศรษฐา ทวีสิน” เข้าทำงานที่ P&G เป็นเวลา 4 ปี ต่อมาย้ายไปทำงานที่ บจก.แสนสำราญ ซึ่งหลังจากนั้นได้เปลี่ยนชื่อเป็น บมจ.แสนสิริ และเศรษฐาดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

เปิดประวัติ 'เศรษฐา ทวีสิน' นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 จาก พรรคเพื่อไทย
เปิดประวัติ 'เศรษฐา ทวีสิน' นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 จาก พรรคเพื่อไทย
เปิดประวัติ 'เศรษฐา ทวีสิน' นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 จาก พรรคเพื่อไทย

เส้นทางการเมือง

ในการชุมนุม ปี 2556–2557 “เศรษฐา ทวีสิน” แสดงความไม่เห็นด้วยกับพฤติการณ์ของ กปปส. ต่อมาหลังรัฐประหาร 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ออกคำสั่งเรียกให้เขาไปรายงานตัว ณ หอประชุมกองทัพบก เทเวศร์ หลังจากนั้นเมื่อเกิดการระบาดทั่วของโควิด-19 และการประท้วงซึ่งนำโดยกลุ่มเยาวชน เขาได้วิจารณ์การบริหารสถานการณ์ดังกล่าวของรัฐบาล

พ.ย. 2565 “เศรษฐา ทวีสิน” ประกาศตัวเป็นสมาชิกของพรรคเพื่อไทย เดือนมีนาคมปีต่อมา พรรคเพื่อไทยแต่งตั้งเขาเป็นประธานที่ปรึกษาให้กับ แพทองธาร ชินวัตร

หลังรับตำแหน่งในพรรคเพื่อไทยในเดือนมีนาคม เขาลงพื้นที่หาเสียงครั้งแรกที่ชุมชนคลองเตย และขึ้นเวทีปราศรัยครั้งแรกที่จังหวัดพิจิตร ปลายเดือนเดียวกันเขาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความประสงค์เดินทางกลับประเทศไทยของ ทักษิณ ชินวัตร ระบุเป็นความต้องการของทักษิณเอง ไม่เกี่ยวข้องกับพรรค

ต่อมาในวันที่ 1 เม.ย. เขาทวีตข้อความคัดค้านระบบเกณฑ์ทหารโดยการบังคับ ไม่กี่วันต่อมาพรรคเสนอเขาในบัญชีรายชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กลางเดือนเดียวกันระหว่างการปราศรัยที่จังหวัดเลย เขากล่าวว่าพรรคเพื่อไทยจะไม่จับมือกับพรรคพลังประชารัฐและรวมไทยสร้างชาติ ซึ่งมีส่วนร่วมในการรัฐประหาร

โปรดเกล้าฯ เรียกคืน ‘เครื่องราชอิสริยาภรณ์’ อดีต สส.ภูมิใจไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556654

22 ส.ค. 2566

โปรดเกล้าฯ เรียกคืน 'เครื่องราชอิสริยาภรณ์' อดีต สส.ภูมิใจไทย

โปรดเกล้าฯ เรียกคืน ‘เครื่องราชอิสริยาภรณ์’ สำลี รักสุทธี อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย-อดีตสส.อนาคตใหม่

เมื่อวันที่ 22 ส.ค.2566  เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่อง พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์

นายสำลี รักสุทธี อดีตสส.พรรคภูมิใจไทยนายสำลี รักสุทธี อดีตสส.พรรคภูมิใจไทย

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่ง นายสำลี รักสุทธี ได้รับพระราชทานทุกชั้นตรา ดังนี้

1. เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นประถมาภรณ์มงกุฎไทย เนื่องจากเป็นผู้ขาดคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกและเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย พ.ศ. 2536 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เนื่องจากสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของบุคคลดังกล่าวสิ้นสุดลง นับแต่วันเลือกตั้ง คือ วันที่ 24 มีนาคม 2562 ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2565 เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2565

2. เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นทวีติยาภรณ์ช้างเผือก และตริตาภรณ์มงกุฎไทย เนื่องจากต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก โดยโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี และถูกกำหนดเงื่อนไขคุมประพฤติ 1 ปี ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดมหาสารคามในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.4064/2561 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.134/2562 เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2562 เรื่อง ลักทรัพย์อันเป็นเหตุแห่งการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ กรณีเป็นผู้ประพฤติตนไม่สมเกียรติ ตามข้อ 7 (8)ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ.2548 และ นายสำลี รักสุทธี เป็นผู้ถูกถอนชื่อออกจากรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องแล้ว

ประกาศ ณ วันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ.2566 ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่านายสำลี รักสุทธี เป็นอดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ และได้ย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย ภายหลังพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ ได้ถูกศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้สมาชิกภาพ สส.ของนายสำลี รักสุทธี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101(6) ประกอบมาตรา 98(10) จากเหตุเคยต้องคำพิพากษาของศาลจังหวัดมหาสารคาม ในคดีหมายเลขดำที่ อ.4064/2561 คดีหมายเลขแดง ที่ อ.13 4/2562 อันถึงที่สุดว่า กระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา โดยให้มีผลนับแต่วันที่ 24 มีนาคม 2562

เนื่องจากคดีดังกล่าวมีคำพิพากษาก่อนที่จะมีการสมัครรับเลือกตั้งปี 2562 ซึ่งนายสำลี ย่อมรู้ตัวอยู่แล้วว่า กรณีดังกล่าวเป็นลักษณะต้องห้ามในการลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. แต่นายสำลี ยังคงลงสมัคร สส.

รวมพล สว.หนุน ‘เศรษฐา’ นั่ง ‘นายกคนที่30’ คาใจทำไม ว่าที่รัฐบาล จ่อ แก้รธน.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556647

22 ส.ค. 2566

รวมพล สว.หนุน ‘เศรษฐา’ นั่ง ‘นายกคนที่30’ คาใจทำไม ว่าที่รัฐบาล จ่อ แก้รธน.

รวมพล สว.โหวตหนุน ‘เศรษฐา’ นั่ง ‘นายกคนที่30’ ตามเสียงข้างมาก มี ‘ก้าวไกล’ เป็นฝ่ายค้านเข้มแข้ง ตรวจสอบรัฐบาลได้ดี ชี้ไทยอยู่ในภาวะประชาธิปไตยปกติแล้ว ไม่ใช่ต่ออายุยุคยึดอำนาจ ข้องใจทำไม ‘ว่าที่รัฐบาลใหม่’ จ่อแก้รธน. หวั่นกลไก ขจัดนักการเมืองทุจริตจะหายไป

วันที่ 22 ส.ค. 2566 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมรัฐสภา วาระการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี โดยพรรคเพื่อไทยเสนอนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย หรือ เป็น “นายกคนที่30” ของประเทศไทยนั้น

พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สว.พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สว.

สว.คาใจว่าที่รัฐบาลใหม่จ่อแก้รธน.

ช่วงเที่ยง ในการประชุมรัฐสภา เพื่อ “โหวตนายกรอบ3” ปรากฏว่า พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สว. อภิปรายว่า พรรคเพื่อไทยมีแนวคิดแก้รัฐธรรมนูญทันทีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)นัดแรก อยากถามว่า รัฐธรรมนูญปี2560 มีปัญหาอะไรให้เร่งแก้ไข เป็นเพราะรัฐธรรมนูญนี้มีกลไกป้องกันนักการเมืองทุจริตเข้มงวด อาทิ ตัดสิทธิเลือกตั้งตลอดชีวิต การให้คดีทุจริตไม่มีอายุความ กลไกเหล่านี้ ทำให้พรรคเพื่อไทยที่มักมีปัญหาทุจริต คนสำคัญบางคนต้องหลบหนีคดี เพราะไม่มีอายุความ จำเป็นต้องเดินทางกลับประเทศไทยมารับโทษตามกระบวนการยุติธรรม

ดังนั้นหากมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ กลไกขจัดนักการเมืองทุจริตจะหายไป สอดคล้องความต้องการบางพรรคการเมืองที่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญหมวดสถาบัน การแย่งแยกราชอาณาจักร การทำประชามติรัฐธรรมนูญใหม่จะยิ่งสร้างความขัดแย้งในสังคมมากขึ้น เพราะการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างอำนาจองค์กรอิสระ ลบล้างความผิดให้นักการเมืองทุจริต เพิ่มประเด็นความขัดแย้งมากขึ้น จะกระทบความมั่นคงชาติร้ายแรงมากกว่าการแก้มาตรา 112

ดังนั้นจะสนับสนุนนายกฯพรรคเพื่อไทยได้อย่างไร แต่ถ้าพรรคเพื่อไทยจะเสียสัตย์ ให้ประเทศสงบ ยืนยันจะไม่เสนอแก้รัฐธรรมนูญทันที แต่จะเสนอในห้วงเวลาที่เหมาะสม เมื่อสังคมสงบสุข การเสียสัตย์ครั้งนี้จะได้รับคำสรรเสริญทำเพื่อประเทศ ถ้าทำเช่นนี้ จะสนับสนุนนายกฯเพื่อไทย

นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภานายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา

สว.คำนูญ คาใจ จ่อแก้รธน.60 ร้ายแรงกว่าแก้ม.112

ถึงคิว นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา(สว.) อภิปรายฯ ว่า ถ้าเป็นกรณีทั่วไปตามปกติเห็นควรให้ความเห็นชอบ ตามเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเป็นหลัก เพื่อสะท้อนผลการเลือกตั้งทั่วไป เพราะการบริหารราชการแผ่นดินหลังได้นายกฯ ต้องอาศัยเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร์ทั้งสิ้น แต่ไม่ใช่ว่า สว.จะต้องให้ความเห็นชอบตามเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเสมอไปทุกกรณี เพราะไม่เช่นนั้นก็ไม่จำเป็นจะต้องมีบทบัญญัติพิเศษ มาตรา272

สว.ย่อมสามารถใช้วิจารณญาณตัดสินใจ ความเห็นชอบบุคคลทั้งสมควรได้รับเป็นการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี แตกต่างไปจากเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎรได้แต่จำกัดเฉพาะในกรณีที่เห็นว่าสำคัญที่สุดจริงๆไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เท่านั้น โดยเฉพาะที่เห็นว่าอาจเป็นภยันตราย อันใหญ่หลวง ต่อรัฐธรรมนูญและต่อระบอบการปกครองของประเทศ เสมือนเป็นการใช้สิทธิยับยั้งในฐานะสภาที่2

การตัดสินใจไม่ให้ความเห็นชอบแคนดิเดต นายกรัฐมนตรีจาก พรรคที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในครั้งแรกนั้น เพราะแคนดิเดตคนนั้นและพรรคต้นสังกัด ยังคงมีนโยบายแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จึงเห็นว่านี่เป็นภยันตรายต่อบ้านเมือง และแคนดิเดตคนนั้นก็ไม่ได้ถอยในเรื่องนี้ แม้ว่าจะมีเสียงอภิปรายคัดค้าน

แต่ในการให้ความเห็นชอบบุคคลที่เป็นแคนดิเดตสมควรที่จะได้รับการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีในวันนี้ เพราะแคนดิเดต นายกรัฐมนตรี ที่ได้รับการเสนอชื่อไม่ได้มีนโยบายที่อาจจะเป็นภยันตรายต่อ รัฐธรรมนูญและระบบการปกครอง รวมทั้งไม่ได้มีพรรคการเมืองเจ้าของนโยบายแก้ไขมาตรา 112 เข้าร่วมในการจัเตั้งรัฐบาล ตนจึงตัดสินใจลงมติให้เป็นไปตามเสียงข้างมาก ของสภาผู้แทนราษฎร

อย่างไรก็ตาม ก็มีคำถามอีกว่า นโยบายที่ จะให้คณะรัฐมนตรีมีมติในการประชุมวาระแรก ให้มีการออกเสียงประชามติสอบถามประชาชนว่า ให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่นั้น ถือเป็น ภยันตรายต่อรัฐธรรมนูญและระบอบการปกครองหรือไม่ ซึ่งบางคนบอกว่าเรื่องนี้ร้ายแรงกว่าการแก้ไขมาตรา 112

ซึ่งตนไม่เห็นว่าการแก้ไขรายมาตราสามารถทำได้ แต่นโยบายนี้เป็นนโยบาย เกือบทุกพรรคการเมืองที่เราต้องยอมรับ แต่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องใช้เวลาอีกตั้ง 2 ปี ผ่านการพิจารณาในรัฐสภาแห่งนี้อีก 1-2 ครั้ง และผ่านการออกเสียงประชามติ 3 ครั้ง ดังนั้นจึงให้ความสำคัญเรื่องคำถามในประชามติควรจะต้องตรง และไม่เกินไปจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ร่างรัฐธรรมนูญที่คณะรัฐมนตรีจะส่งเข้าสู่สภาควรจะรับฟังความคิดเห็นจากทุกพรรคการเมืองและสมาชิกวุฒิสภาให้มากที่สุด และควรจะคำนึงถึงสาระสำคัญคือรูปแบบของส.ส.ร. และเมื่อส.ส.ร.ร่างเสร็จแล้วจำเป็นต้องผ่าน ที่ประชุมรัฐสภาเป็นครั้งสุดท้าย

ยินดีอดีตนายกฯ ทักษิณกลับไทย

จากนั้นนายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สว. อภิปรายฯว่า ผู้นำพรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งสูงสุด ไม่ใช่จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีเสมอไป วันนี้สมาชิกอาจให้ความเห็นชอบคดีเด็ดนายกรัฐมนตรีจากพรรคการเมืองที่ประสบความสำเร็จในการบริหารประเทศสูงสุดมาแล้วครั้งหนึ่ง รัฐบาลที่เกินขึ้นในอนาคตจะเรียกว่ารัฐบาลสลายขั้วหรืออะไรก็แล้วแต่ เคยเกิดขึ้นแล้วเสมอในสังคมไทย แต่ตนห่วงว่า คำพูดของนักการเมือง ทั้งในการหาเสียงเลือกตั้งและระหว่างการจัดตั้งรัฐบาลได้ทำลาย ความเชื่อถือต่อคำพูดของนักการเมืองจนประชาชนหมดศรัทธาอย่างรุนแรง ดังนั้นนายกรัฐมนตรีที่จะเกิดขึ้นต่อไปนี้ จะแก้ไขเรื่องนี้ได้อย่างไร ก็ต้องนำนโยบายต่างๆที่จะแก้ไขปัญหาให้กับประเทศชาติและประชาชน ทำให้สำเร็จให้ได้ ความศรัทธาความเชื่อถือก็จะกลับมา

รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก่อปัญหาให้เกิดวิกฤตที่ไม่สามารถเลือกนายกรัฐมนตรี ได้ภายหลังจากการเลือกตั้ง ดังนั้นจำเป็นที่จะต้องมีการแก้ไขโดยด่วน จึงเห็นด้วยกับพรรคที่เป็นแกนนำที่จะมีการเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญทันที โดยแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญยึดถือการปฏิรูปการเมืองปี 2539 คือได้ส.ส.ร.มาดำเนินการแก้ไข จึงจะได้รัฐธรรมนูญโดยประชาชนเพื่อประชาชน

นายกรัฐมนตรีต้องรู้บริบทพลวัตรในการเปลี่ยนแปลง ที่จะเกิดขึ้นแน่นอน สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแน่ ต้องคำนึงอยู่เสมอว่าจะประสบกับผู้นำหรือตัวแทนที่จะมากำกับควบคุมดูแลภายในสภาที่เข้มแข็ง และประโยชน์ทั้งหมดก็จะตกอยู่ที่ประเทศชาติและประชาชน

ดังนั้น วันนี้ยินดีกับอดีตผู้นำที่กลับประเทศ และจะยินดีสูงสุด ถ้าโลกแห่งความขัดแย้งในประเทศจะสิ้นสุดสักที ก้าวเข้าสู่ยุคโลกแห่งความฝันที่เราปรารถนาสูงสุด ประเทศเจริญ รุ่งเรือง สันติ สงบสุขนิรันดร์กาล

สว.มณเฑียร ยันยกมือโหวตนายกคนที่30

ถึงคิว นายมณเฑียร บุญตัน สว. ลุกขึ้นอภิปรายฯ ว่า ตนจะยกมือโหวตให้แบบเดียวกับวันที่ 13 ก.ค. ที่ผ่านมา เพราะระบบการปกครองประเทศไทยเป็นระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีเกิดจากการรวมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร แต่กรณีที่เราอยู่ในห้วงเวลาพิเศษนี้ รัฐธรรมนูญได้กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภาทำหน้าที่ร่วมกับสภาผู้แทนราษฎรในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อลงมติเห็นชอบ เพราะฉะนั้นแเราก็จำเป็นต้องทำหน้าที่

เพียงแต่ตนเห็นแล้วว่าการทำหน้าที่ในครั้งนี้เป็นการทำหน้าที่ในสถานการณ์การเมืองที่เป็นประชาธิปไตยที่ปกติแล้ว เราไม่ได้อยู่ในระหว่างการเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลรักษาการหลังการยึดอำนาจไปสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่เราอยู่ในระหว่างการเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งชุดหนึ่งไปยังอีกชุหนึ่ง

ดังนั้น ตนจึงเห็นว่าไม่มีความจำเป็นที่ สว.จะทำหน้าที่วินิจฉัยผิดแผกแตกต่างไปจากเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร จึงเป็นหลักการเดิมที่ตนใช้

นายมณเฑียร ระบุว่า ตนขอเรียนว่าตนไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่นัก ต่อเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นข้อกล่าวหาต่างๆนานา การเปลี่ยนขั้วเปลี่ยนฝ่าย สลายขั้วจริงๆ โดยหลักการก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่เสียหายอะไร เพราะในระบบรัฐสภาในประเทศไหนก็มีการจับคู่ เปลี่ยนขั้ว สลายขั้ว ระหว่างซ้ายกับขวา กลางกับขวา กลางกับซ้ายอยู่ตลอดเวลา

เพียงแต่ว่าของไทยเราเพิ่งจะมีวิวัฒนาการหมาดๆ ประชาชนมีความคาดหวังสูงว่าพรรคการเมืองที่จับกลุ่มกัน ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง มาจนถึงการเลือกตั้งเสร็จ ก็ถูกเข้าใจแล้วว่าได้มีการกำหนดยุทธศาสตร์ อุดมการณ์ทางการเมืองร่วมกันไปแล้ว

เมื่อสะดุดหยุดลงถึงขั้นต้องมีการเปลี่ยนก็ต้องทำให้เกิดความผิดหวังเป็นธรรมดา แต่แม้จะมีความไม่สบายใจขนาดไหนก็ตาม และแม้จะมีข้อกล่าวหาใดๆ ต่อบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อในขนาดไหนก็ตาม ก็ไม่อาจลบล้างหลักการได้ ว่าสมาชิกวุฒิสภาในสถานการณ์การเมืองที่เป็นปกติเหมือนเช่นปัจจุบันนี้ ไม่ควรเป็นอุปสรรคต่อการจัดตั้งรัฐบาล เพราะฉะนั้น จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะใช้ความไม่สบายใจ หรือความรู้สึกนึกคิดหรือความเข้าใจต่อพรรคการเมืองต่อจุดยืนทางการเมืองของพรรคเหล่านั้น หรือต่อทัศนะที่มีต่อบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อแต่ประการใด

นายมณเฑียร กล่าวต่อว่า ประการต่อมา แม้ว่าตนจะได้ใช้สิทธิ์ในฐานะประชาชนในวันที่ 14 พ.ค. 2566 ซึ่งตนก็เป็นคนหนึ่งที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลง ต้องการเห็นการปรับปรุงโครงสร้าง การบริหารราชการแผ่นดิน ถ้าเป็นความเห็นโดยสุจริตและตนทำหน้าที่ของประชาชนไปแล้ว พูดอย่างตรงไปตรงมาว่าผมไม่ได้เลือกพรรคใดเลยที่ร่วมกับการจัดตั้งรัฐบาลในวันนี้ แต่ความรู้สึกนึกคิดไม่อาจลบล้างหลักการได้ ว่าในสถานการณ์ทางการเมืองที่เป็นปกติ ไม่ใช่หน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาที่จะไปวินิจฉัยว่าใครสมควรเป็นนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ แม้ว่าก็ได้ตัดสินใจไปแล้ว แต่ก็เหมือนกับสมาชิกหลายท่าน พี่น้องประชาชนหลายท่าน ที่ใครอยากจะรับฟังคำชี้แจงการแสดงจุดยืนบางประการของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ หรือตัวแทนผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ ในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแก้ไขหรือปรับปรุงยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่” นายมณเฑียร กล่าว

ห่วงแก้รธน.นำไปสู่ความขัดแย้ง

นายมณเฑียร ย้ำว่า ในสภาวะที่สังคมไทยไม่มีฉันทามติเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เรื่องนี้อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง แต่ตนก็พร้อมที่จะยกมือให้ และยกมือให้มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ไม่ว่าจะเป็นแก้รัฐธรรมนูญ 272 ตัดอำนาจ สว. เลือกนายกรัฐมนตรี

พร้อมกล่าวว่า “ผมก็ยกมือให้มาโดยตลอด แต่ผมก็อยากจะฟังคำชี้แจงว่าท่านจะใช้ศิลปะ ใช้เทคนิควิธีการใด ที่จะเสนอให้มีการลงประชามติ อันจะนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยปราศจากความขัดแย้ง พาสังคมไทยไปสู่สังคมที่มีสันติสุข มีสันติภาพ มีความสร้างสรรค์ต่อไป”

นายมณเฑียร ระบุว่า อีกเรื่องที่อยากจะทราบ คือเรื่องนโยบายเงินดิจิทัล ไม่แน่ใจว่าเงินที่ได้มาเป็นเงินตราที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทยหรือไม่ มันเป็นเวอร์ชั่นดิจิทัลของเงินบาทที่มีอยู่แล้วหรือเป็นเงินดิจิทัลโดยกำเนิด ถ้ามันเป็นดิจิทัลโดยกำเนิด ถ้าจะใช้ จะใช้บล็อกเชนในการเก็บรักษา จะกำกับควบคุมการใช้เงินอย่างไร เพราะย้อนแย้งกฎระเบียบ

สว.วันชัย เชื่อรัฐบาลก้าวข้ามความขัดแย้ง-ชม ก้าวไกล เป็นฝ่ายค้านเข้มแข้ง

นายวันชัย สอนศิริ สว. อภิปรายฯ ว่า ยืนยันจุดยืนที่ประกาศไว้ตั้งแต่ก่อนจนหลังเลือกตั้งว่าจะสนับสนุนพรรคการเมืองที่รวมเสียงข้างมากได้ เพื่อให้เป็นไปตามหลักประชาธิปไตย เพราะเสียงข้างมากถือว่าเป็นไปตามความต้องการของประชาชนทั่วทั้งประเทศ และยังเป็นการลดความขัดแย้งของสังคม

“การตัดสินจะให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี อยู่ที่เสียงชี้ขาดสมาชิกรัฐสภา 750 คน ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่งกล่าวอ้างว่า คนนั้นไม่ดี ไม่มีคุณสมบัติ แล้วคนทั้ง 750 คน ต้องเชื่อคนนั้นที่ไม่ใช่สมาชิกรัฐสภาหรือ นี่คือหลักการที่ผมถือเป็นแนวปฏิบัติ” นายวันชัยกล่าว

นายวันชัย มองว่า รัฐบาล 314 เสียง จาก 11 พรรคการเมือง เป็นรัฐบาลที่ก้าวข้ามความขัดแย้ง และสามารถนำมาซึ่งความปรองดองสมานฉันท์ได้จริงๆ ความขัดแย้งเป็นปัญหาเรื้อรังของประเทศมานาน ทำให้เกิดความสูญเสีย สังคมเข้าประหัตประหาร จนถึงขั้นปฏิวัติรัฐประหารกัน

“พอเห็นรัฐบาล 314 เสียง จาก 11 พรรคการเมือง เป็นเรื่องที่บรรจงลงตัวเหมาะเจาะพอดี สลายสี สลายบุคคล เรามีทั้งเหลืองแดงอยู่ในนั้น มีทั้ง กปปส. และ นปช. มีทั้งพรรคการเมืองที่เป็นผู้นำ เป็นทหารก็ดี ร่วมกันเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ เป็นการสมานฉันท์ปรองดองอย่างเป็นรูปธรรม” นายวันชัยกล่าว

ทั้งนี้ ถ้าทุกพรรคการเมืองได้เป็นรัฐบาลจริงๆ จะได้ผลยิ่งกว่าแผนปฏิรูปใดๆ ที่เราเคยเสียเงินเสียทองกันมาทั้งสิ้น หากรัฐบาลนี้ลดความขัดแย้งแบ่งแยก เอาประชาชนเป็นที่ตั้ง การโหวตนายกฯ วันนี้จะเป็นการนับหนึ่งของการปรองดอง และจะดีหรือไม่ดี ผลงานจะเป็นเครื่องพิสูจน์รัฐบาล

ขณะที่พรรคก้าวไกลเป็นฝ่ายค้าน จะเป็นฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง ขณะที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่มีข้อกล่าวหา แต่ในเมื่อยังไม่มีองค์กรหน่วยงานใดตรวจสอบตัดสิน ก็ถือว่าบุคคลนั้นยังบริสุทธิ์ และเมื่อเป็นรัฐบาลแล้ว ก็จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจเพื่อตรวจสอบต่อไป ตนเอง วันชัย สอนศิริ จึงขอสนับสนุน เพื่อให้บ้านเมืองเดินต่อไปได้

นายวันชัย สอนศิริ สว.นายวันชัย สอนศิริ สว.

“พูดถึงคำว่าความรัก ความสามัคคี ที่จะเกิดขึ้น ก็ชื่นใจแล้วนะครับ หวังว่าจะเกิดขึ้นได้ในรัฐบาลนี้” นายวันชัยกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมรัฐสภา อภิปรายฯโหวตนายกรอบ3 เริ่มให้สมาชิกรัฐสภา โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่30 ของประเทศไทย ตั้งแต่เวลา 15.00น.คาดว่าจะเสร็จสิ้นประมาณ 17.00 น.

เปิดอาการป่วย ‘ทักษิณ’ 4 โรค ‘ขังเดี่ยว’ ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556637

22 ส.ค. 2566

เปิดอาการป่วย 'ทักษิณ' 4  โรค  'ขังเดี่ยว' ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด

เปิดอาการป่วย ‘ทักษิณ’ 4 โรค ‘กล้ามเนื้อขาดเลือด-ปอดอักเสบ-ความดันโลหิตสูง-กระดูสันหลังเสื่อม’ ถือเป็นผู้ต้องขังเปราะบาง ขังเดี่ยว อยู่ในพื้นที่เฝ้าระวัง ตลอด 24 ชม.

22 ส.ค. 2566 หลังจากที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกศาลตัดสินจำคุก 8 ปี ก่อนที่จะถูกส่งตัวคุมขังเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ซึ่งทางกรมราชทัณพ์ มีการแถลงอาการป่วยของนายทักษิณ ที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด

นพ.วัฒน์ชัย มิ่งบรรเจิดสุข ผอ.ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ เปิดเผยอาการป่วยของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลังจากถูกส่งตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพ มีเอกสารการรักษาอาการป่วยของ นายทักษิณ ที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด จำนวน 4 โรค 

1. โรคกล้ามเนื้อขาดเลือด ซึ่งต้องรับประทานยาอยู่ตลอดเวลา

2. ปอดอักเสบ  เนื่องมาจากติดเชื้อโควิด-19 จึงทำให้เกิดพังผืดในปอด มีความผิดปกติของออกซิเจน

3. ความดันโลหิตสูง ซึ่งมีความดันผิดปกติ ต้องรับประทานยาตลอดเวลา

4. กระดูกสันหลังเสื่อม เกิดจากภาวะเสื่อมตามอายุ ซึ่งขณะนี้นายทักษิณ มาอายุ 74  ปี จึงเกิดกระดูกสันหลักเสื่อม กดทับเส้นประสาทปวดเรื้อรัง ทำให้การทรงตัวผิดปกติ 

ทั้งนี้ จากอาการเจ็บป่วยของนายทักษิณ ถือว่าเป็นผู้ต้องขังที่เปราะบาง จำเป็นต้องอยู่ในพื้นที่เฝ้าระวัง คุมขังเพียงคนเดียว แดน 7 เมื่อเกิดอาการเจ็บป่วยทีมแพทย์จะได้เข้าไปรักษาทันท่วงที โดยมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลตลอด 24 ชั่วโมง

เดือด อภิปรายฯ ‘นายกคนที่30’ สว.ถาม ‘เศรษฐา ทวีสิน’ เป็นใคร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556634

22 ส.ค. 2566

เดือด อภิปรายฯ ‘นายกคนที่30’ สว.ถาม ‘เศรษฐา ทวีสิน’ เป็นใคร

‘วันนอร์’ เดือดถูกถามจี้ใจดำ ก่อนสภาจะป่วน ‘โรม’ ยอมถอยญัญติมติรัฐสภา ‘หมอชลน่าน’ เสนอ ‘เศรษฐา’ นั่ง ‘นายกคนที่30’ ไร้คู่แข่ง สส-สว. เรียงหน้าอภิปรายฯ ติง สว.รับแจกกล้วย จี้ถาม เพื่อไทย แจงปมว่าที่นายกฯ เลี่ยงภาษี ทำรัฐเสียรายได้ 500 ล้าน จริงหรือไม่

วันที่ 22 ส.ค. 2566 เมื่อเวลา 10.00 น.การประชุมรัฐสภา ที่มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุม มีวาระสำคัญในการพิจารณาบุคคลดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ 3 หรือโหวตนายกรอบ3 แต่ก่อนเข้าสู่วาระการประชุม ประธานรัฐสภา ได้ชี้แจงสาเหตุการสั่งเลื่อนการประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 4 ส.ค.ที่ผ่านมา หลังจากนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้เสนอญัตติด่วนด้วยวาจาให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาทบทวนมติรัฐสภา ในการเลือกนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2566 ที่ห้ามเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรีซ้ำได้ในสมัยประชุมนี้ว่า เนื่องจาก ในระหว่างนั้น ผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ยื่นคำร้องถึงศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยมติของรัฐสภาไปแล้ว จึงกังวลว่า หากรัฐสภาเปิดให้มีการพิจารณา ก็อาจจะส่งผลกระทบ และละเมิดต่อกระบวนการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้ จึงสั่งเลื่อนการประชุมดังกล่าวออกไป และหากในวันนี้ (22 ส.ค.) นายรังสิมันต์ ยังคงติดใจก็สามารถเสนอใหม่ได้

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เสนอชื่อ นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรีนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เสนอชื่อ นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี

รังสิมันต์ โรม เสนอญัตติทบทวนมติรัฐสภา

โดย นายรังสิมันต์ โรม ได้ขอเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา เพื่อขอให้ที่ประชุมรัฐสภาได้พิจารณาทบทวนมติรัฐสภา ในการเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2 ที่ผ่านมา เนื่องจาก มีนักวิชาการด้านกฎหมาย ออกมาแสดงความคิดเห็นว่ามติของรัฐสภาดังกล่าวไม่ถูกต้อง ที่ทำให้ข้อบังคับการประชุมรัฐสภาใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ ทั้งที่รัฐธรรมนูญ ไม่ได้กำหนดว่า จะไม่สามารถเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีซ้ำไม่ได้ และไม่ควรให้การตีความในลักษณะดังกล่าว กลายเป็นบรรทัดฐานในอนาคต พร้อมย้ำว่า การเสนอให้รัฐสภาทบทวนมติรัฐสภานั้น ไม่ใช่ความพยายามของตนเองที่จะทำให้ชื่อของนายพิธา กลับมาเสนอซ้ำในรัฐสภาได้ เพราะพรรคก้าวไกล ไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะเสนอบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีได้ เพราะ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลเดิมนั้น ได้แยกย้ายกันไปหมดแล้ว

ขณะที่ ประธานรัฐสภา ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 80 วินิจฉัยไม่รับญัตติด่วนด้วยวาจาที่นายรังสิมันต์ เสนอมาในวันนี้ (22 ส.ค.) เพราะเห็นว่า การใช้ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ประกอบรัฐธรรมนูญที่ผ่านมานั้น เป็นไปโดยชอบแล้ว พร้อมชี้แจงว่า ฝ่ายกฎหมาย เห็นว่า ไม่ควรให้มีการทบทวนมติดังกล่าว เนื่องจาก จะทำให้การตัดสินใจของฝ่ายนิติบัญญัติไม่น่าเชื่อถือ ซึ่งรวมถึงเรื่องอื่น ๆ ด้วย และพร้อมเคารพความเห็นชอบนายรังสิมันต์ และความคิดเห็นของสังคมด้วย

เดือด อภิปรายฯ ‘นายกคนที่30’ สว.ถาม ‘เศรษฐา ทวีสิน’ เป็นใคร

วันนอร์ ของขึ้น ธีรัจชัย กล่าวหารู้เห็นเป็นใจกับเสียงข้างมาก

อย่างไรก็ตาม การใช้อำนาจประธานรัฐสภา ตีตกญัตติดังกล่าว ทำให้ สส.ของพรรคก้าวไกล ลุกขึ้นประท้วงการทำหน้าที่ของประธานรัฐสภา เนื่องจาก ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้มีคำวินิจฉัยใด ๆ และมีเพียงคำสั่งไม่รับคำร้องเท่านั้น

โดยนายธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กรุงเทพฯ พรรคก้าวไกล ได้ลุกขึ้นประท้วงถึงการทำหน้าที่ของประธานรัฐสภา ที่ไม่เป็นกลาง และไม่กล้าใช้อำนาจประธานรัฐสภาชี้ขาด และรู้เห็นเป็นใจกับเสียงข้างมากของวุฒิสภา และพรรคขั้วรัฐบาลเก่า จนทำให้นายวันมูหะมัดนอร์ เรียกร้องให้นายธีรัจชัย ถอนคำพูดที่กล่าวหาตนเอง รู้เห็นเป็นใจกับเสียงข้างมาก พร้อมยืนยันว่า ตนเองก็ไม่ทราบว่า เสียงข้างมากในการลงมติดังกล่าวจะเป็นไปในทิศทางใด และไม่มีใครประท้วงในที่ประชุมว่า ประธานรัฐสภา จะให้เสียงข้างมากลงมติ ก่อนที่นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวด้วยน้ำเสียงมีอารมณ์ ให้นายธีรชัยถอนคำพูด มิเช่นนั้น สังคมก็จะเข้าใจตนเองผิดพลาด และขอให้มีความซื่อสัตย์ต่อตนเอง และซื่อสัตย์ซึ่งกันและกัน ก่อนที่นายธีรัจชัย จะยอมถอนคำพูด

โรม ถอนญัตติทบทวนมติรัฐสภา

หลังการปะทะคารมณ์กัน ระหว่างนายวันมูหะมัดนอร์ กับนายธีรัจชัย เสร็จสิ้น นายรังสิมันต์ ได้ลุกขึ้น ขอถอนญัตติด่วนด้วยว่าจาดังกล่าว เพื่อให้รัฐสภา สามารถเดินหน้าเข้าสู่วาระการประชุมรัฐสภา เพื่อพิจารณาบุคคลดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป

ทั้งนี้การประชุมร่วมของรัฐสภา ที่มี นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

โดยจำนวนสมาชิกรัฐสภามี 747 เสียง เนื่องจาก น.ส.เรณู ตังคจิวางกูร สว.ลาออก 1 คน ,นายนครชัย ขุนณรงค์ สส.ระยอง พรรคก้าวไกล ลาออก และ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคก้าวไกล ที่ถูกศาลสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ สส.

ทั้งนี้ เมื่อเวลา 10.58 น. นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นเสนอชื่อ นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย บุคคลที่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 88 พร้อมยืนยันว่า นายเศรษฐา มีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ จึงขอให้ที่ประชุมรัฐสภา พิจารณาตามขั้นตอนต่อไป

จากนั้นเป็นการอภิปรายฯ ถึงความเหมาะสม และคุณสมบัติของนายเศรษฐา โดยจะใช้เวลา ไม่เกิน 5 ชั่วโมง โดยแบ่งเป็น สว. 2 ชั่วโมงและสส. 3 ชั่วโมง ซึ่งจะมีการลงมติไม่เกินเวลา 15.00 น.คาดว่าในเวลา 17.30น.จะเสร็จสิ้นการลงมติง

จี้ เพื่อไทย-เศรษฐา แจงปมเลี่ยงภาษีขายที่ดินทำรัฐเสียรายได้ 500 ล้าน

นายวิวรรธน์ แสงสุริยะฉัตร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ลุกขึ้นอภิปรายคนแรกถึงคุณสมบัติของ นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย โดยบอกว่า สว. ต้องเลือกนายเศรษฐา ซึ่งทางพรรคเพื่อไทยได้มีการเสนอชื่อมาประมาณหนึ่งสัปดาห์กว่าๆ ซึ่งก็พยายามติดตามว่านายเศรษฐาทำอะไร ที่ไหน มีประวัติอย่างไร อีกทั้งได้สอบถามเพื่อนสว. ด้วยกัน ว่ารู้จักนายเศรษฐาหรือไม่ บางคนก็รู้จักว่าเป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เป็นเจ้าของหมู่บ้านจัดสรร แต่ตัวตนที่แท้จริงเป็นอย่างไร มีประวัติอย่างไร ส่วนใหญ่ก็ไม่ทราบ และทุกคนก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นคนดีหรือไม่ เพราะส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าไปคลุกคลี จึงเกิดคำถามแรกว่า คนที่จะมาเป็นนายกฯ เรายังไม่รู้จักว่าเป็นคนดีหรือไม่ดี ทำธุรกิจดีหรือไม่ดี สามารถนำพาประเทศไปได้หรือไม่ เราไม่รู้จักแล้วจะเลือกอย่างไร

เดือด อภิปรายฯ ‘นายกคนที่30’ สว.ถาม ‘เศรษฐา ทวีสิน’ เป็นใคร

เมื่อถามพรรคพวก สว.ส่วนใหญ่ ก็ไม่รู้จัก และมีคำถามในใจทุกคน เพราะตำแหน่งนี้มีความสำคัญ ประเทศจะเจริญต่อไปได้มันอยู่ที่นายกฯ เพราะหลังจากนี้ต้องไปสร้างทีมบริหารรัฐบาล แล้วเราก็ยังไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร ทางพรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้ทำเอกสารให้รับทราบว่าเขาเป็นใคร ประวัติเป็นอย่างไร เราพยายามติดตามข่าวจากสื่อก็เจอแต่ด้านลบตลอด เช่น การใช้วิธีเลี่ยงภาษีทำธุรกิจไม่ถูกต้อง ไม่ซื่อสัตย์สุจริต ผิดจริยธรรม มีเอกสารออกมาเยอะแยะ ก็ไม่รู้ว่าเอกสารที่ยื่นมาถูกต้องหรือไม่ ส่วนบริษัทแสนสิริก็ยื่นเอกสารมาโต้ตอบ แต่ไม่เคยออกมาชี้แจงให้ สว. หรือส่งให้ สว. ทราบ

“เวลา สว. จะเลือกนายกฯ ก็เป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งระบุว่าผู้ที่จะถูกเลือก ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ตั้ง ต้องมีจริยธรรมเป็นเลิศ แต่ขณะนี้นายเศรษฐาถูกโจมตีตลอด ทำการค้าไม่ถูกต้อง เลี่ยงภาษีบ้างอะไรบ้าง เราพยายามหาข้อมูลว่าเป็นจริงหรือไม่ หรือแค่ถูกกล่าวหา หรือเป็นคนดี แต่พวกเราไม่ทราบจริงๆ แล้วจะไปเลือกได้อย่างไร จะเอาประเทศมาเสี่ยง เลือกคนๆ หนึ่งที่ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไรมาปกครองประเทศ เอาประชาชนมาเป็นตัวประกัน เอาเศรษฐกิจ เอาประเทศชาติ เอาความเจริญมาเป็นประกัน แม้แต่สถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นประกันหรือ ผมฟังแล้วมีความรู้สึกว่าไม่ถูกต้อง แต่ในฐานะที่เราต้องเลือก ก็ต้องหาข้อมูล เมื่อไปตามเอกสารมาได้หลายชิ้น พบว่านายเศรษฐาถูกกล่าวหาการซื้อที่จากบุคคล 12 คนเพื่อทำธุรกิจ เอกสารที่เขาแอบอ้างขึ้นมาเป็นอย่างไร และนายชูวิทย์ก็มาแฉว่าแบ่งที่ดินเป็น 12 ส่วน เพื่อมาเลี่ยงภาษีในนามคณะบุคคล แต่ถ้าเป็นการเสียภาษีในนามบุคคลแล้วจะเสียภาษีน้อยลง ต้นทุนในการซื้อขายของแสนสิริถูกลง เราก็ไปดูข้อกฎหมาย เรื่องภาษีอากร ขอสรุปว่าคร่าวๆว่ามีการซื้อขายจริงกับแสนสิริกับประไพทรัพย์ ซึ่งมีผู้ถือหุ้น 12 ราย ในที่ดินแปลงเดียว มีการตกลงซื้อขายกว่า 1,500 ล้านบาท ต้องถามว่าเจตนาเพื่ออะไร เพราะถ้าซื้อเป็นรายบุคคล ฐานภาษีจะลดลง ผมก็ติดตามว่าทำให้รัฐเสียหายหรือไม่ เพราะการคำนวณภาษีก็ต่ำลงไปด้วย” นายวิวรรธน์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่ สว.วิวรรธน์ แสงสุริยะฉัตร อภิปรายฯ นายกคนที่30 อยู่นั้น ปรากฏว่า นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภา ในที่ประชุม ได้กล่าวเตือนเรื่องการใช้เวลาเกินกำหนด นายวิวรรธน์ จึงบอกว่า ถ้ามันเกินบ้างขาดบ้าง ก็เชื่อว่ามี สว. บางคนจะสละเวลาให้ แต่ไม่เกินเวลาที่กำหนดแน่นอน ขออนุญาตประธานด้วย

นายวิวรรธน์ อภิปรายฯต่อว่า เมื่อตรวจสอบแล้ว 12 คนได้เข้าไปถือหุ้นตามสัดส่วน ซึ่งเป็นเรื่องของตัวบุคคล จากนั้นแสนสิริก็มาซื้อที่ดินแปลงนี้ ซึ่งทางบริษัทมีรายงานการประชุม และคนที่เซ็นในรายงานการประชุมคือนายเศรษฐา ซึ่งตอนนั้นเป็นซีอีโอหรือกรรมการบริษัท ต้องการซื้อที่ 12 คน ซื้อคนละวันกัน เจตนาเพื่ออะไร เพราะเวลาคิดภาษีทีละแปลง ราคาก็น้อยลง จากที่ตกลงซื้อกันในราคากว่า 1,570 ล้านบาท แต่เมื่อแยกแปลงออกไป เสียภาษีเพียง 59 ล้านบาท ซึ่งถ้าแสนสิริตรงไปตรงมา ซื้อที่ดินแปลงทั้งแปลงโดยไม่ได้แยกส่วนแบบนี้ จะเสียภาษีที่ดินอยู่ที่ 580 ล้านบาท เท่ากับหายไป 500 กว่าล้านบาท แทนที่เงินนี้จะเข้าหลวง

เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงแบบนี้แล้ว นายเศรษฐาให้สัมภาษณ์กับสื่อว่าเป็นเรื่องการวางแผนภาษีของทางบริษัท ซึ่งตนไม่เข้าใจว่าการวางแผนภาษีบริษัททำให้รัฐเสียหาย แทนที่จะได้รับภาษี แต่กลับเสียภาษี มันไม่ใช่แล้ว จึงตั้งข้อสังเกตว่าน่าจะเป็นการเลี่ยงภาษีทำให้รัฐเสียหายหรือไม่?

ติง สว.รับแจกกล้วย จริงหรือ?

“เรื่องนี้ชัดเจนมีพยานหลักฐานอยู่ ดังนั้นการเลือกนายกฯ ครั้งนี้ เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ประเทศชาติจะเจริญได้ต้องเลือกคนซื่อสัตย์สุจริต มีจริยธรรม ผมเชื่อว่า สว.ทุกคนในที่นี้ มีสิทธิ์เลือก มีจริยธรรมทุกคน ถ้ารู้ข้อเท็จจริงแบบนี้เขาพิจารณาได้ว่าจะเลือกหรือไม่ แล้วอย่าลืมว่าเวลาที่ให้คำปฏิญาณตนต่อหน้าพระพักตร์ในการทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพราะผมได้ยินข่าวไม่ดีว่ามีการแจกกล้วยให้สว. ขอพูดตรงๆ ว่าเป็นคนดีๆ ไม่ชอบ อยากจะเป็นลิง อยากจะไปกินกล้วยชาวบ้านเขา ผมว่าผิดคำสาบาน ต่อไปจะโดนลงโทษ” นายวิวรรธน์ กล่าว

สุรทิน ถาม เศรษฐา ทวีสิน เป็นใครมาจากไหน

จากนั้น นายสุรทิน พิจารณ์ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ อภิปรายคุณสมบัตินายเศรษฐา ทวีสินผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี โดย ระบุว่า ยังไม่มีความรู้จักนายเศษฐา มากพอ ว่าเป็นใครมาจากไหนมีครอบครัวหรือไม่

เดือด อภิปรายฯ ‘นายกคนที่30’ สว.ถาม ‘เศรษฐา ทวีสิน’ เป็นใคร

ทั้งนี้ อยากสอบถามเกี่ยวกับเงินดิจิตอล Wallet 5 แสนล้านบาท ว่ามีที่มาอย่างไรเป็นงบประมาณแผ่นดินหรือไม่ แซงสามถึงสี่ปีที่ผ่านมาติดลบจากภาวะเศรษฐกิจซึ่งหากไปยืมเงินก้อนนี้มาอย่างไรหรือว่าจะตกเป็นภาระของลูกหลานในอนาคต รวมถึงปัญหาอื่นๆ เช่น ปัญหาหนี้สิน ปัญหาเรื่องที่ดิน เหล่านี้จะแก้ไขปัญหาอย่างไรซึ่งตนอยากจะฟังวิสัยทัศน์หรือให้มาชี้แจงต่อสภาก็ได้

อย่างไรก็ตามตนอยากให้เกิดรัฐบาลโดยเร็ว และอยากได้คำตอบว่านายเศรษฐาจะแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างไรเพื่อ จะได้นำข้อมูลไปชี้แจงและต่อประชาชนให้ได้

‘วราวุธ’ แจงรับ ‘ทักษิณ’ ด้วยตัวเอง ถือเป็นญาติผู้ใหญ่ของตระกูล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556631

22 ส.ค. 2566

'วราวุธ' แจงรับ 'ทักษิณ' ด้วยตัวเอง ถือเป็นญาติผู้ใหญ่ของตระกูล

‘วราวุธ’ เผยเดินทางรับ ‘ทักษิณ’ ด้วยตัวเอง 2 ตระกูล ‘ชินวัตร-ศิลปอาชา’ รู้จักกัน เป็นญาติผู้ใหญ่ที่ให้ความเคารพ ดีใจด้วยกลับแผ่นดินเกิดหลังจากไป 17 ปี

นายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ชี้แจงกรณีเดินทางรับอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ที่เมื่อช่วงเช้าว่า ตนเป็นหนึ่งในคนที่ไปต้อนรับที่สนามบินดอนเมือง ไม่ได้ไปในฐานะหัวหน้าพรรคการเมือง แต่ไปในฐานะที่ครอบครัวชินวัตรรู้จักกับครอบครัวศิลปอาชา ตั้งแต่สมัยคุณพ่อ (บรรหาร ศิลปอาชา)

เชื่อว่าหากคุณพ่อยังอยู่ ก็อยากให้ตนไปรับคุณอากลับบ้าน นายทักษิณถือเป็นญาติผู้ใหญ่ที่ครอบครัวศิลปอาชาให้ความเคารพ และยังไม่แน่ใจว่าหลังจากนี้จะมีโอกาสได้พูดคุยกับนายทักษิณหรือไม่

ส่วนการกลับมาในครั้งนี้ มองว่าเป็นการกลับมาของบุคคลท่านหนึ่ง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการโหวตนายกรัฐมนตรี 

“การที่ผู้ชายคนหนึ่งได้กลับมาเป็นสิ่งที่ดีกลับมาแผ่นดินเกิดหลังจากจาก 17 ปี จึงขอแสดงความดีใจด้วย และตลอด 17 ปีที่ผ่านมา ก็เห็นแล้ว เท่าที่ดูไม่ว่านายทักษิณจะอยู่ที่ไหนก็ไม่สำคัญ ” นายวราวุธกล่าว 

‘ดิเรกฤทธิ์’ เชื่อ ‘แจกกล้วย สว.’ ไม่เป็นจริง รอฟังอภิปรายก่อนโหวต ‘เศรษฐา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556625

22 ส.ค. 2566

'ดิเรกฤทธิ์' เชื่อ 'แจกกล้วย สว.' ไม่เป็นจริง รอฟังอภิปรายก่อนโหวต 'เศรษฐา'

‘ดิเรกฤทธิ์’ เชื่อกระแส ‘แจกกล้วย สว.’ ไม่เป็นจริง รอฟังอภิปรายก่อนโหวตเลือก ‘เศรษฐา’ ทั้งข้อครหาและการแก้ไข รธน. ทั้งฉบับ

นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม สมาชิวุฒิสภา กล่าวว่า ส่วนตัวตนให้คะแนนเต็ม 100 กับนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย หากสามารถอธิบายเรื่องคุณสมบัติความซื่อสัตย์สุจริตให้เป็นที่ประจักษ์ และหากอธิบายถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ที่ให้มีการตั้ง สสร. นั้น จะไม่เป็นปัญหาต่อประเทศ

ซึ่งข้อมูลสุดท้ายก่อนการโหวต คือ การอภิปรายของ สส. และ สว. ที่เป็นผู้แทนจากประชาชน และเป็นผู้ที่มีดุลยพินิจที่จะเสนอข้อมูลให้เราพิจารณาอย่างไร 

ส่วนกระแสข่าวที่มีการ “แจกกล้วย” ให้กับ สว. สูงถึงคนละ 30 ล้านบาท โดยมีการแบ่งจ่ายก่อน 6-7ล้านบาท นั้น นายดิเรกฤทธิ์ กล่าวว่า ก็เหมือนครั้งก่อน ที่มีเรื่องกล้วยเข้ามาอยู่ในการชี้นำ เพื่อให้ลงคะแนน แต่ตนไม่รู้ว่า การปล่อยข่าวนี้ออกมา ใครจะได้ประโยชน์ 

คนที่จะโหวตนายเศรษฐาอยู่แล้ว แต่ถูกกล่าวหาว่ารับเงิน ก็อาจจะรู้สึกไม่ดี ส่วนตัวไม่คิดว่าเป็นเรื่องจริง หากมีใครไปรับเงิน ก็อาจจะเกิดเป็นความด่างพร้อยของตัวเอง และวงตระกูล 

ส่วนนายเศรษฐาจะผ่านการโหวตหรือไม่ นายดิเรกฤทธิ์ กล่าวว่า ตนเคยบอกแล้ว มีการเฉลยข้อสอบ 314 แถลงข่าวเสนอชื่อนายเศรษฐา ก็ถือว่าได้คะแนน 100 เต็มไปแล้ว

ส่วนวันนี้ ก็จะมาฟังอีก 2 เรื่อง คือ สิ่งที่นายเศรษฐา ถูกกล่าวหาทั้งหมด และเรื่องที่เคยประกาศว่า หากเป็นนายกรัฐมนตรีวันแรก จะให้มติ ครม. ว่าจะให้มีมติเพื่อยกเลิกรัฐธรรมนูญ​​​​​​ฉบับเก่า จึงอยากให้อธิบายเหตุผลด้วยเช่นกัน เพราะบ้านเมืองไม่ใช่คิดอยากจะทำอะไรก็ทำ ต้องมีเหตุผลที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน

‘ทักษิณ’ รับโทษ 8 ปี ใน 3 คดี คุมตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556624

22 ส.ค. 2566

'ทักษิณ' รับโทษ 8 ปี ใน 3 คดี คุมตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพ

‘ทักษิณ’ รับโทษ 8 ปี ใน 3 คดี ปล่อยกู้เอ็กซิมแบงก์-หวยบนดิน-แก้สัมปทานเอื้อประโยชน์ให้ชินคอร์ป ก่อนคุมตัวส่งเรือนจำพิเศษกรุงเทพ

22 ส.ค. 2566 หลังจากที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เหยียบแผ่นดินไทย ในรอบ 15 ปี เมื่อถึงสนามบินดองเมือง นายทักษิณ เดินออกมาที่บริเวณด้านหน้าอาคารเอ็มเจ็ต เพื่อถวายบังคมพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี 

จากนั้นได้ขึ้นรถไปยัง ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม  โดย เจ้าหน้าที่นำตัวนายทักษิณ ไปยืนยันตัวบุคคล และเข้ารับฟังคำพิพากษาโดยย่อในคดีที่นายทักษิณ เป็นจำเลยและยังไม่หมดอายุความพร้อมขอออกหมายขัง ซึ่งใช้เวลาประมาณ 30 ถึง 45 นาที 

ทั้งนี้ นายทักษิณ ต้องรับโทษ 3 คดี 

1. คดีทุจริตปล่อยกู้เอ็กซิมแบงก์ ตัดสินเป็นคดีแรกเมื่อ 23 เม.ย. 2562 

-คดีหมายเลขดำที่ อม. 3/2551 คดีหมายเลขแดงที่  อม. 4/2551 ระหว่างคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนโจทย์ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือนายทักษิณ ชินวัตร จำเลย

2. คดีหวยบนดิน  ตัดสินเป็นคดีที่ 2 เมื่อ 6 มิ.ย. 2562 

-คดีหมายเลขดำที่  อม. 1/2541 คดีหมายเลขแดงที่ อม. 10/2552 ระหว่าง คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนโจทย์ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือ นายทักษิณ ชินวัตร ที่ 1 กับพวกรวม 47 คน จำเลย

3. คดีแก้สัมปทานเอื้อประโยชน์ให้ชินคอร์ป ตัดสินเป็นคดีที่  3 เมื่อ 30 ก.ค. 2563 

-คดีหมายเลขดำที่ อม. 9/2551 คดีหมายเลขแดงที่ อม. 5/2551 ของศาลนี้ ระหว่างอัยการสูงสุด โจทย์ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือนายทักษิณ จำเลย

นายทักษิณ ชินวัตรนายทักษิณ ชินวัตร

ศาลจึงรับตัวจำเลย หรือจำเลยที่ 1 ในคดีทั้ง 3 คดี ดังกล่าวไว้

1.ศาลได้แจ้งให้จำเลย หรือจำเลยที่ 1 ทราบคำพิพากษาแล้ว โดยคดี คดีหมายเลขดำที่ อม. 3/2551 คดีหมายเลขแดงที่  อม. 4/2551 ลงโทษจำคุก 3 ปี

2.คดีหมายเลขดำที่  อม. 1/2541 คดีหมายเลขแดงที่ อม. 10/2552 ลงโทษจำคุก 2 ปี

3.คดีหมายเลขดำที่ อม. 9/2551 คดีหมายเลขแดงที่ อม. 5/2551 ลงโทษจำคุก 5 ปี 

สำหรับการนับโทษต่อคดีหมายเลขแดงที่ อม. 4/2551 เเละคดีหมายเลขแดงที่ อม. 10/2552 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ได้ให้นับโทษต่อ (คดีที่ 1= 3 ปี , คดีที่ 2 = 2 ปี นับโทษซ้อนกัน ) เเต่ให้นับโทษต่อคดีหมายเลขดำที่ อม. 9/2551  จึงรวมแล้ว จำคุก 3 คดี เป็นระยะเวลา 8 ปี

เมื่อการอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้นแล้ว  จากนั้นให้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ คุมตัว นายทักษิณ ไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพ และตรวจร่างกายที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ตามขั้นตอนต่อไป

เปิดภาพครอบครัว ‘ชินวัตร’ พร้อมหน้าสุดอบอุ่นรับ ‘ทักษิณกลับไทย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556619

22 ส.ค. 2566

เปิดภาพครอบครัว 'ชินวัตร' พร้อมหน้าสุดอบอุ่นรับ 'ทักษิณกลับไทย'

“อุ๊งอิ๊ง” แพธารทอง ชินวัตร โพสต์ภาพสุดอบอุ่นครอบครัว “ชินวัตร” พร้อมหน้าพร้อมตารับ “ทักษิณกลับไทย” พร้อมขอบคุณทุกกำลังใจที่ทุกคนส่งมาให้

22 ส.ค. 2566  นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี  เดินทางกลับถึงประเทศไทย ด้วยเครื่องบินลงที่ท่าอากาศยานดอนเมือง ในเวลา 08.55 น. จากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองดำเนินการตามขั้นตอนอายัดตัว บันทึกการจับกุมเรียบร้อยแล้ว นายทักษิณ เดินออกจากห้องรับรองของ MJETS มากราบพระบรมฉายาลักษณ์หน้าอาคาร MJETS พร้อมโบกมือทักทายประชาชนที่เดินทางมารอต้อนรับ 

ทักษิณ ชินวัตร โบกมือทักทายมวลชนที่มารอรับที่สนามบินดอนเมืองทักษิณ ชินวัตร โบกมือทักทายมวลชนที่มารอรับที่สนามบินดอนเมือง

ล่าสุด น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อุ๊งอิ๊ง หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ภาพครอบครัว “ชินวัตร” พร้อมระบุข้อความว่า

“Welcome back to Thailand daddy ตอนนี้คุณพ่อเดินทางถึงไปประเทศไทยโดยสวัสดิภาพแล้ว และได้เข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายเรียบร้อย ขอบคุณทุกคนที่มารอรับคุณพ่อ ขอบคุณทุกกำลังใจที่ทุกคนส่งมาให้นะคะ อิ๊งค์และครอบครัวรู้สึกซาบซึ้งใจมากๆ ค่ะ”.

เปิดภาพครอบครัวชินวัตร ถ่ายภาพพร้อมกันที่ห้องรับรอง เปิดภาพครอบครัวชินวัตร ถ่ายภาพพร้อมกันที่ห้องรับรอง

เปิดภาพครอบครัวชินวัตร ถ่ายภาพพร้อมกันที่ห้องรับรอง เปิดภาพครอบครัวชินวัตร ถ่ายภาพพร้อมกันที่ห้องรับรอง

เปิดภาพครอบครัวชินวัตร ถ่ายภาพพร้อมกันที่ห้องรับรอง เปิดภาพครอบครัวชินวัตร ถ่ายภาพพร้อมกันที่ห้องรับรอง

นอกจากนี้ น.ส.แพทองธาร ยังได้โพสต์ภาพ อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร อุ้มน้อง Tina บุตรสาวของ นายพานทองแท้ ชินวัตร (โอ๊ค)  พร้อมข้อความระบุว่า 

คุณตากับ Tina พร้อมลงสถานที่ MJETS PRIVATE JET TERMINAL ซึ่งเป็นภายหลังจากที่นายทักษิณเดินทางมาถึงประเทศไทย
 

ทักษิณ ชินวัตร อุ้มน้อง Tina ลูกสาว นายพานทองแท้  (โอ๊ค)  ทักษิณ ชินวัตร อุ้มน้อง Tina ลูกสาว นายพานทองแท้ (โอ๊ค)