หมอชลน่าน จับมือ พิธา โชว์หวานซึ้ง หัวใจ ออกสื่อ ดับข่าวดีลลับทั้งแผ่นดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550036

30 พ.ค. 2566

หมอชลน่าน  จับมือ พิธา โชว์หวานซึ้ง หัวใจ ออกสื่อ ดับข่าวดีลลับทั้งแผ่นดิน

หัวหน้าพรรคเพื่อไทย “หมอชลน่าน” ย้ำท่าทีกอดคอร่วมหอกับ “พรรคก้าวไกล” เพื่อเป็น 8 พรรค ร่วมจัดตั้งรัฐบาล ในแบบไม่มีวันที่เราจะพรากจากกัน หยอดแบบฟังแล้วขนลุก ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น จะอยู่ด้วยกันตลอดไป เพื่อตั้งรัฐบาลของพี่น้องประชาชนให้ได้

ที่พรรคประชาชาติ (ปช.) นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย  ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมร่วม 8 พรรคการเมืองจัดตั้งรัฐบาล  ตนในฐานะตัวแทน พรรคเพื่อไทย ได้รับมอบอาณัติจากประชาชนมอบหมายให้เพื่อไทย และก้าวไกล รวมกัน 25 ล้านเสียง เพราะฉะนั้นเมื่อเจตจำนงของประชาชนเช่นนี้ เพื่อไทยและก้าวไกลปฏิเสธไม่ได้ ที่จะทำความฝันของประชาชนให้บรรลุ คือรัฐบาลจากฝ่ายเสรีประชาธิปไตย ที่ต้องการปิดกั้นอำนาจไม่ชอบธรรมทั้งหลาย  สองฝ่ายเห็นตรงกัน มันเป็นการมัดที่แน่น เป็นข้อผูกมัดที่คำนึงถึงเป็นอย่างมาก ให้ความมั่นใจ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น จะอยู่ด้วยกันตลอด 

 นพ.ชลน่าน พูดเสร็จได้พูดหยอกตอนท้ายกับสื่อว่า  “หวานไหม หวานไหม ”  และมีการกอดพร้อมกับจับมือนายพิธา พร้อมระบุว่า  “เน้นย้ำไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป เพื่อตั้งรัฐบาลของพี่น้องประชาชนให้ได้”    ผู้สื่อข่าวถามว่า หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองกับนายพิธา หรือพรรคก้าวไกล เพื่อไทย และพรรคร่วมจะจับมือจัดตั้งรัฐบาลอยู่หรือไม่ นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ไม่มีสมมติ หรืออุบัติเหตุ แต่ยืนยันไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น เชื่อว่า 8 พรรคอยู่ด้วยกัน โดยเฉพาะก้าวไกล  “พรรคเพื่อไทย” จะเป็นพรรคหลักที่จะนำเรื่องนี้ ขอให้ความมั่นใจ

“ขณะนี้ไม่มีแต่  เพราะจัดตั้งรัฐบาลด้วยกันอยู่แล้ว ต้องการจัดตั้งโร้ดแมป แต่ไม่ได้จัดตั้งตามกระทรวง จัดตั้งตามเอ็มโอยู เพราะเอ็มโอยู คือวาระร่วม จัดตั้งคณะทำงานตามเอ็มโอยู สัปดาห์ก่อน เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าเอ็มโอยู ไม่ใช่กระดาษเปล่า แต่มีคณะทำงาน ทำได้จริง “

นพ.ชลน่าน กล่าวด้วยว่า พรรคเพื่อไทยมี 3 ประเด็น ที่จะแจ้งแก่ประชาชนคือ 1.เพื่อไทย สนับสนุนภารกิจที่ได้แถลงต่อสื่อวันนี้ คือคณะกรรมการประสานงานระยะเปลี่ยนผ่าน จนคณะทำงานชุดต่าง ๆ คาดหวังนโยบายที่ดีที่สุดของรัฐบาล  เป็นคำแถลงนโยบายที่ดีที่สุด นั่นคือเป้าหมาย

2.การจัดสรรตำแหน่งต่าง ๆ พรรคเพื่อไทย ยืนยันว่า เป็นการแบ่งงานกันทำตามวาระงาน ที่หัวหน้าพรรคก้าวไกล ว่าที่นายกฯ จะใช้วาระงานเป็นหลัก เสนอร่วมกันใน เอ็มโอยูกระทรวงใดก็แล้วแต่ จะยึดเป็นเรื่องสำคัญ

3.ดีลล้วง ดีลลับต่าง ๆ เพื่อไทยยืนยัน จะเปลี่ยนเป็นดีลรักให้หมด เพื่อรัฐบาลของประชาชน

ทั้งนี้ภายหลังเสร็จสิ้นการแถลงข่าว นพ.ชลน่าน และนายพิธา ได้นำมือมาประกบกันเป็นรูปหัวใจด้วย

หมอชลน่าน  จับมือ พิธา โชว์หวานซึ้ง หัวใจ ออกสื่อ ดับข่าวดีลลับทั้งแผ่นดิน
หมอชลน่าน  จับมือ พิธา โชว์หวานซึ้ง หัวใจ ออกสื่อ ดับข่าวดีลลับทั้งแผ่นดิน
หมอชลน่าน  จับมือ พิธา โชว์หวานซึ้ง หัวใจ ออกสื่อ ดับข่าวดีลลับทั้งแผ่นดิน

บรรยากาศที่พรรคประชาชาติ เป็นไปด้วยความชื่นมื่น ในการประชุมร่วม 8 พรรคการเมืองจัดตั้งรัฐบาล โดยมีการตั้งคณะกรรมการประสานงานเปลี่ยนผ่านรัฐบาลขึ้นมา

ภาพโดย NATIONPHOTO 

‘พิธา’ ลั่นหมดยุคคุกคามสว. แลกโหวตนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550034

30 พ.ค. 2566

'พิธา' ลั่นหมดยุคคุกคามสว. แลกโหวตนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ” มึนคุกคามสว.ด้วยการใช้คดีกดดันให้โหวตนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ชี้มาถึงสมัยนี้หมดยุคไปแล้ว ส่วนสว.ที่จะโหวตให้ก็เป็นการกระทำเพื่อรักษาฉันทามติของคนไทยที่มีต่อการเลือกตั้ง

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล เปิดเผยว่า  ประเด็นการคุกคามสว. ด้วยการใช้คดีเพื่อกดดันให้โหวตตนเป็นนายกรัฐมนตรี  ไม่ทราบว่ามีเรื่องการคุกคาม ทั้งยังเห็นว่าหมดเวลาที่จะมีเรื่องแบบนี้  ยืนยันว่าไม่มีการข่มขู่ เป็นเพียงการพูดคุยกันเพื่อรักษาระบบรัฐสภาไว้    เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่ง เป็นการรักษาระบบของรัฐสภาและหาทางออกให้กับบ้านเมือง   เพราะฉะนั้นมั่นใจว่าไม่ได้มีอะไร ช่วงที่ผ่านมาคณะกรรมการเจรจาที่พูดคุยก็ผ่านไปด้วยดี ไม่มีปัญหาอะไร ทั้งนี้การที่สว. จะโหวตให้เป็นการโหวตเพื่อรักษาฉันทามติของคนไทย ที่แสดงออกต่อการเลือกตั้ง  ส่วนประเด็นการถือครองหุ้น ไอทีวี  ไม่ได้ป็นเรื่องที่ต้องกังวล หลักฐานต่าง ๆ มีการปรึกษาทีมกฎหมายและอธิบายหาทางออกแล้ว แต่ไม่สามารถลงรายละเอียดได้ เพราะต้องรอดูคำร้องก่อน  จึงไม่ให้สัมภาษณ์สิ่งที่อยู่ในกระบวนการ    นายพิธา กล่าว 

ใครไม่อาย รัฐบาลชุดใหม่อาย ‘วันนอร์’ ลั่นกอดคอกันไป ไม่อยู่ให้ไล่  

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550031

30 พ.ค. 2566

ใครไม่อาย รัฐบาลชุดใหม่อาย 'วันนอร์' ลั่นกอดคอกันไป ไม่อยู่ให้ไล่  

หัวหน้าพรรคประชาชาติเตือนอย่าคิดยื้อเรื่องเอาไว้ ทั้งที่เป็นเจตนารมณ์ของประชาชน หากทำเช่นนี้ถือเป็นการดูถูกระวังเจอผลย้อนกลับ ส่วนสปิริตรัฐบาลชุดใหม่ชัดเจน หากสังคมไม่ต้องการพร้อมไป ไม่ยึดติดทำงานจนมีพลังมากดดัน ย้ำรอนับหนึ่งจากกต. เพื่อเดินหน้าทำงาน

นายวันมูหะหมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ   ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมเพื่อดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลว่า มีความคืบหน้าไปตามลำดับ     และไม่อยากให้มีฝ่ายใดยื้อเรื่องนี้ไว้ ทำให้ประชาชนผิดหวัง  “ไม่อยากให้ทุกคนดูถูกว่าประชาชนนั้น ไร้ซึ่งอำนาจ ผมอยากให้ทุกคนมองเห็นว่าความหวังของประชาชนเป็นสิ่งที่มีพลัง ถ้าเราปล่อยเรื่องนี้ สิ่งที่เราไม่ต้องการอาจจะเกิดขึ้นก็ได้ ส่วนคณะของเราจะทำงานได้มากน้อยแค่ไหน มีเครื่องชี้วัดคือประชาชนนั่นเอง เราจะอยู่ไม่ได้ถ้าเราไม่ทำตามคำมั่นสัญญา ที่ได้ให้ไว้แล้ว และผมเชื่อว่าพวกเราพร้อมจะไป เมื่อประชาชนเขาไม่ต้องการเรา เราจะไม่ยื้อทำงานจนกระทั่งมีพลังมากดดันไม่จำเป็น “

เขา  กล่าวว่า   ในทางการเมืองนั้น มาได้ ก็ไปได้ ถ้าประชาชนต้องการ และรัฐบาลชุดนี้พร้อมจะไป เมื่อประชาชนไม่ต้องการ หรือเห็นว่าอยู่ไปไม่เกิดประโยชน์  ขณะนี้ประชาชนต้องการความเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะนำมาสู่ความสุขความเจริญในประเทศ อย่าให้มีการดูถูกว่า เมื่อประชาชนหวังแล้ว ผลักความหวังเขาออกไป เกรงว่าพลังของประชาชนนั้นจะมีมากเพียงพอที่จะทำให้เกิดอะไร อยากให้ช่วยกัน  รัฐบาลชุดนี้  จะนับหนึ่งก็ต่อเมื่อ กกต. รับรอง  จึงหวังให้กกต. รับรองผลเพื่อดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลต่อไป เสียเวลาเพียงสัปดาห์เดียวหรือวันเดียวก็มีค่าสำหรับประชาชน

“ผมไม่ได้กดดันกกต. แต่หากปล่อยให้การจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า จะส่งผลต่อข้อกังวลและความเชื่อมั่น ไม่ใช่เพียงต่อ 8 พรรคร่วมรัฐบาลนี้เท่านั้น แต่ทั้งประเทศ จึงไม่ควรปล่อยให้ความหวังของประชาชนต้องสลายไป ควรรีบดำเนินการเพื่อให้จัดตั้งรัฐบาลได้โดยเร็ว ” เขา  กล่าว 

‘กกต. ‘ สรุปใช้สิทธิเลือกตั้งสส.สูงสุด ลำพูนเข้าป้าย – อันดับ 10 สงขลา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550028

30 พ.ค. 2566

'กกต. ' สรุปใช้สิทธิเลือกตั้งสส.สูงสุด ลำพูนเข้าป้าย - อันดับ 10 สงขลา

กกต. สรุปสถิติข้อมูลการใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  (สส. ) 10 อันดับแรก   อันดับ 1 ได้แก่ “ลำพูน” ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 333,392 คน ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 287,556 คน ร้อยละ 86.25 ส่วนสงขลา อันดับ 10 ยอด 1,096,442 มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 899,221 คน ร้อยละ 82.01 

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สรุปสถิติข้อมูลการใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  (สส. ) การเลือกตั้งทั่วไป วันอาทิตย์ที่ 14 พ.ค. 10 อันดับแรก   ประกอบด้วย

อันดับ 1จ .ลำพูน ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 333,392 คน ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 287,556 คนร้อยละ 86.25

อันดับ 2 จ.เพชรบุรี ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง  388,760 คน ผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง 328,578 คน ร้อยละ 84.52

อันดับ 3 จ.พัทลุง ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง  417,460 คน ผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง 352,577 คน ร้อยละ 84.46

อันดับ 4  จ.นครปฐม ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 739,715 คน ผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง 617,270 คน ร้อยละ  83.52

อันดับ 5  จ.ฉะเชิงเทรา ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 575,796 คน  ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 477,004 คน ร้อยละ 82.84 และ จ.ราชบุรี ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 682,471 คน  ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 565,364 คน ร้อยละ 82.84

อันดับ 6 จ.นครนายก ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 209,959 คน ผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง 173,608 คน ร้อยละ 82.69

อันดับ 7 จ.สระบุรี ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง  509,408 คน ผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง 420,663 คน ร้อยละ82.58

อันดับ 8  จ.กระบี่ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 357,264 คน  ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 294,837 คน ร้อยละ 82.53

อันดับ 9 จ.อยุธยา ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 663,820 คน ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 546,348 คน ร้อยละ  82.30

อันดับ 10 จ.สงขลา ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 1,096,442 คน ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 899,221 คน ร้อยละ
82.01 

จำนวนผู้มาใช้สิทธิคิดเป็นร้อยละของแต่ละจังหวัดทั่วประเทศ  กรุงเทพมหานคร ร้อยละ 74.26 , จ.เชียงใหม่ ร้อยละ 81.98 , จ.นครราชสีมา ร้อยละ 76.29 , จ.ภูเก็ต ร้อยละ 75.05   สำหรับผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง  แบบแบ่งเขตฯ 39,514,973 คน  ร้อยละ 75.71 บัตรดี แบบแบ่งเขตฯ   37,190,071 ใบ ร้อยละ 94.12 บัตรเสีย แบบแบ่งเขตฯ 1,457,899 ใบ ร้อยละ 3.69 และบัตรไม่เลือกผู้ใด แบบแบ่งเขตฯ 866.885 ใบ ร้อยละ 2.19
 

'กกต. ' สรุปใช้สิทธิเลือกตั้งสส.สูงสุด ลำพูนเข้าป้าย - อันดับ 10 สงขลา
'กกต. ' สรุปใช้สิทธิเลือกตั้งสส.สูงสุด ลำพูนเข้าป้าย - อันดับ 10 สงขลา
'กกต. ' สรุปใช้สิทธิเลือกตั้งสส.สูงสุด ลำพูนเข้าป้าย - อันดับ 10 สงขลา

‘พรรคเป็นธรรม’ เตือนกกต. ทำงานเกียร์ว่าง ถ่วงตั้งรัฐบาล จะโดนเอาคืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550027

30 พ.ค. 2566

'พรรคเป็นธรรม' เตือนกกต. ทำงานเกียร์ว่าง ถ่วงตั้งรัฐบาล จะโดนเอาคืน

“พรรคเป็นธรรม” 1 ใน 8  พรรคที่เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล  ส่งสัญญาณไปุถึงกกต. การดึงเรื่องเพิ่อทำให้กระบวนการจัดตั้งรัฐบาล เป็นไปด้วยความล่าช้า เมื่อถึงคราวตั้งรัฐบาลได้สำเร็จระวังจะถูกเอาคืน เตือนข้าราชการหากทำงานด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ต้องกลัวการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล

นายปิติพงศ์ เต็มเจริญ หัวหน้าพรรคเป็นธรรม 1 ใน 8  พรรคที่เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล   เปิดเผยว่า   ขอให้แงคิดต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ( กกต. )  ว่า  ด้วยการทำงานที่ล่าช้า พยายามหน่วงเหนี่ยวไม่ให้การจัดตั้งรัฐบาลเกิดขึ้นได้ พรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 8  พรรค  อันรวมถึง “พรรคเป็นธรรม” ก็จะมีเวลาให้กกต. ที่จำกัดเช่นกัน  เพราะด้วยการทำงานที่ล่าช้ามีวาระเคลือบแคลง เชื่อได้ว่าพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 8  พรรค  จะไม่ปล่อยไว้อย่างแน่นอน 

ทั้งนี้หลังจาก “พรรคเป็นธรรม”  ได้ร่วมลงนามในความร่วมมือต่อการจัดตั้งรัฐบาล  ได้รับการติดต่อเป็นจำนวนมากจากเพื่อนในแวดวงข้าราชการ แสดงความห่วงใยต่อการทำงานของรัฐบาลที่กำลังจะมีขึ้น ถือเป็นมิติใหม่ทางการเมือง  และขอฝากไปยังเพื่อนข้าราชการว่า อย่าได้กังวลว่าการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลใหม่ที่กำลังจะมีขึ้น  ว่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อตำแหน่งงาน หรือทำให้เกิดผลกระทบ “ขอน้อมนำพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ‘เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขของมหาชน’ นัยสำคัญคือ  หากเพื่อนข้าราชการทำงานเพื่อประโยชน์ของมหาชนแล้ว ท่านอย่ากลัวพรรคใหม่ที่จะเข้าไป พรรคเราจะทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยแท้จริง”

ส่วนกรณีหุ้นสื่อของ  นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่มีผู้ร้องนั้น พรรคเป็นธรรมได้ส่งคณะทำงานด้านกฎหมายเข้าไปตรวจสอบแล้ว ขอยืนยันกับผู้ร้อง และผู้ที่มีความห่วงใยทั้งหลายว่า    นายพิธา มีคุณสมบัติเหมาะสม และมีความชอบธรรม และทีมกฎหมายของพรรคเป็นธรรม พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือ เพื่อให้คำร้องดังกล่าวถูกตีตกไปในที่สุด

‘จักรธร สุริแสง’ เจอใบแดง ถูก ตัดสิทธิทางการเมือง 10 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550001

30 พ.ค. 2566

'จักรธร สุริแสง' เจอใบแดง ถูก ตัดสิทธิทางการเมือง 10 ปี

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ‘จักรธร สุริแสง’ นายกเทศมนตรีเขารูปช้าง จ.สงขลา ตัดสิทธิทางการเมือง 10 ปี พร้อมให้ชดใช้เป็นเงิน 9.7 แสนบาท

“จักรธร สุริแสง” นายกเทศมนตรีเมืองเขารูปช้าง จ.สงขลา โดนใบแดง ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 10 ปี หลังศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำพิพากษา สั่งเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งนายจักรธร พร้อมให้ชดใช้ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง เป็นเงิน 970,000 บาท

โดยศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้นัดอ่านคำพิพากษา กรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2565 เพื่อพิจารณาสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ของ นายจักรธร สุริแสง นายกเทศมนตรีเมืองเขารูปช้าง อ.เมือง จ.สงขลา และสมาชิกสภาเทศบาลเมืองเขารูปช้าง อีก 17 คน กรณีกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อ 28 มี.ค. 2564

จักรธร สุริแสงจักรธร สุริแสง

ซึ่งวันนี้ นายจักธร พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และสมาชิกเทศบาลฯ ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษา โดยมีผู้ให้การสนับสนุน เดินทางมาให้กำลังใจจำนวนหนึ่ง

โดยศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้อ่านคำพิพากษา “ใบแดง” ตัดสิทธิการเมือง นายจักรธร เป็นเวลา 10 ปี และให้ชดใช้ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง เป็นเงิน 970,000 บาท โดยระบุความผิดในข้อหา ใส่ร้ายป้ายสีบนเวทีหาเสียง โดยให้มีการเลือกตั้งใหม่ภายใน 60 วัน และส่วนสมาชิกสภาเทศบาลฯ อีก 17 คน ศาลได้ยกคำร้องและให้ปฎิบัติหน้าต่อไป 

จักรธร สุริแสงจักรธร สุริแสง

ด้านนายธนกฤต เหมสนิท อดีตรองนายกเทศมนตรีของนายจักรธร กล่าวภายหลังฟังคำพิพากษาว่า ยอมรับคำตัดสินของศาล และหลังจากนี้ต่อไป ทางทีมจะเดินหน้าทางการเมืองต่อ ซึ่งตนเองก็มีความพร้อมที่จะลงสมัครนายกเทศมนตรี แต่อย่างไรก็ตาม จะต้องมีการประชุมภายในทีม เพื่อหาคนที่เหมาะสมมาลงสมัครรับเลือกตั้งในตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองเขารูปช้างต่อไป

สำหรับกรณีนายจักรธร สุริแสง ถูกร้องเรียนในหลายประเด็น ทั้งเรื่องการหาเสียงเกินความเป็นจริง หาเสียงด้วยนโยบายที่ไม่อยู่ในกรอบภารกิจของเทศบาล ซึ่งมีหลักฐานชัดเจน ทั้งนี้ เมื่อปีที่ผ่านมา ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้แจกใบแดง หรือสั่งเพิกถอนสิทธิรับสมัครเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง นายศรัญ บิลพัฒน์ นายกเทศมนตรีนครสงขลา กรณีกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งมาแล้ว 1 ใบ ขณะนี้มีการเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างแล้วเสร็จไปแล้ว

สมาคมทนายความฯ เบรคอารมณ์ชิง ปธ.สภาฯ ชี้ ต้องได้เสียงเกิน 376 เสียง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549983

จีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง

30 พ.ค. 2566

สมาคมทนายความฯ เบรคอารมณ์ชิง ปธ.สภาฯ ชี้ ต้องได้เสียงเกิน 376 เสียง

แถลงการณ์สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย เบรคอารมณ์ชิงเก้าอี้ประธานสภาผู้แทนราษฎร ชี้ต้องได้เสียงเกิน 376 เสียง เหมาะทั้งวัยวุฒิ-คุณวุฒิ เป็นที่ยอมรับของสส.-สว.

แฟนเพจสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย เปิดเผยแถลงการณ์ ที่ระบุชื่อ “นรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย” ได้โพสต์อธิบายให้สังคมเข้าใจถึงการได้มาซึ่งตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ต้องได้เสียงเกิน 376 เสียงจากรัฐสภา รวมทั้งต้องเป็นที่ยอมรับของสส.และสว.ด้วย 

โดยรายละเอียดของแถลงการณ์ ระบุว่า  ตามที่สังคมไทยเกิดกรณีถกเถียงเกี่ยวกับความเหมาะสมของผู้ที่สมควรดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยมีการอ้างเหตุผลที่มีลักษณะเป็นการบิดเบือนจนอาจนำไปสู่ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของสาธารณะชน สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย จึงขอเรียนข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ดังนี้

  1. ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 116 และ 117 สภาผู้แทนราษฎรมีประธานสภาคนหนึ่ง และรองประธานสภาหนึ่งคนหรือสองคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง จากสมาชิกตามมติของสภาและดำรงตำแหน่งจนสิ้นอายุของสภาผู้แทนราษฎร
  2. ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 119 ประธานสภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการของสภาให้เป็นไปตามข้อบังคับของสภาและต้องวางตนเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้น การที่พรรคการเมืองบางพรรคอ้างว่าจะต้องให้คนของพรรคตนดำรงตำแหน่ง เพื่อผลักดันร่างกฎหมายสำคัญ จึงเป็นการบิดเบือน เพราะการบรรจุวาระการพิจารณาร่างกฎหมาย จะต้องเป็นไปตามลำดับของร่างกฎหมายที่ได้ยื่นต่อสภา ส่วนการเลื่อนวาระไม่อาจกระทำได้ยกเว้นเป็นมติของที่ประชุมสภา ประธานจึงไม่มีอำนาจบรรจุหรือเลื่อนวาระหรือใช้ดุลพินิจได้ตามใจชอบ
  3. ส่วนการประชุมเพื่อลงมติเลือกตั้งผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อันเป็นการประชุมรัฐสภา นั้น สามารถเสนอชื่อได้จนกว่าจะได้รับเลือก และหากรัฐสภาให้ความเห็นชอบด้วยเสียงเกิน 376 เสียงให้ผู้ใดดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะต้องนำรายชื่อนั้นขึ้นทูลเกล้าเพื่อให้พระมหากษัตริย์ทรงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 158 จึงไม่อาจสลับเอารายชื่อบุคคลอื่นขึ้นทูลเกล้าได้ตามที่สื่อมวลชนบางสำนักนำเสนอ
     

โดยที่รัฐธรรมนูญมาตรา  80  บัญญัติให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานรัฐสภา จึงเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญยิ่งเพราะเป็นประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติเป็นหนึ่งในอำนาจอธิปไตยของประเทศ อันเป็นตำแหน่งที่เป็นทั้งสัญลักษณ์และหน้าตาของประเทศ

ดังนั้น ผู้ที่ควรได้รับการเสนอชื่อจึงควรมีความเหมาะสมทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิ รวมทั้งต้องได้รับการยอมรับทั้งจาก ส.ส. ของพรรคการเมืองอื่น และจาก ส.ว.

เพราะจะต้องทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมของทุกฝ่ายมิได้เป็นเพียงประธานของพรรคการเมืองที่เสนอชื่อเท่านั้น การเสนอชื่อผู้ดำรงตำแหน่ง จึงควรคำนึงถึงการยอมรับจากทุกฝ่าย และประโยชน์สูงสุดของประเทศ

ย้อนคำวินิจฉัย ‘หุ้นสื่อ’ ปี 53 ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ ตีความตามตัวอักษร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549980

30 พ.ค. 2566

ย้อนคำวินิจฉัย 'หุ้นสื่อ' ปี 53   'ศาลรัฐธรรมนูญ' ตีความตามตัวอักษร

เปิดคำวินิจฉัยคดี ‘หุ้นสื่อ’ ปี 53 กับคำร้องตรวจสอบคุณสมบัติสส. พิธาอาจมีปัญหา หาก ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ ยังยึดหลักตีความตามตัวอักษร

ย้อนคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 12-14 / 2553เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2553  สั่งถอดถอน ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 6 ราย จาก 45 ราย
ที่ถูกร้องว่าขาดคุณสมบัติ เพราะถือหุ้นต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550  มาตรา265 วรรคหนึ่ง (2) และ (4) ประกอบมาตรา 48  ซึ่งแบ่งออกได้เป็น  ประเภท คือ

  1. บริษัทที่ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือโทรคมนาคม หรือ ที่เรียกกันว่า หุ้นสื่อ

     
  2. บริษัทที่รับสัมปทานจากรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือบริษัทที่เป็นคู่สัญญากับรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ อันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอน

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 7:1ให้สมาชิกภาพของนายสมเกียรติ ฉันทวานิช ผู้ถูกร้องที่ 19, นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร ผู้ถูกร้องที่ 30, นางมลิวัลย์ ธัญญสกุลกิจ ผู้ถูกร้องที่ 33, นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ผู้ถูกร้องที่ 40, ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช ผู้ถูกร้องที่ 42 และหม่อมราชวงศ์กิติวัฒนา (ไชยันต์) ปกมนตรีผู้ถูกร้องที่ 44 สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 106 (6) นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย

ใจความสำคัญของคำวินิจฉัย

รัฐธรรมนูญห้ามการเข้าถือหุ้นในบริษัทที่ต้องห้าม โดยไม่ได้ระบุว่า จะต้องถือหุ้นจำนวนเท่าใดและไม่ได้ระบุว่า จะต้องมีอำนาจบริหารงานหรือครอบงำกิจการหรือไม่ ฉะนั้น การถือหุ้นเพียงหุ้นเดียว ก็ย่อมเป็นการถือหุ้นตามความหมายในรัฐธรรมนูญแล้ว  แม้ผู้ถือหุ้นจะไม่มีอำนาจบริหารหรือครอบงำกิจการก็ตาม

การที่รัฐธรรมนูญบัญญัติห้ามการถือหุ้นไว้ชัดเจน ก็เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา มีช่องทางที่จะใช้หรือถูกใช้ตำแหน่งหน้าที่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบในทางใดทางหนึ่งดังนั้น แม้การซื้อหุ้นของผู้ถูกร้องที่ 19, ที่ 30, ที่ 33, ที่ 40, ที่ 42 และที่ 44 หรือคู่สมรสจะเป็นการซื้อในตลาดหลักทรัพย์

และแม้จะเป็นการลงทุนระยะสั้นหรือเพื่อเก็งกำไรก็ตาม ก็เป็นการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 265 วรรคหนึ่ง (2) (4) และวรรคสาม ประกอบมาตรา 48 แล้วแต่กรณี

ทั้งหมดนี้ เป็นกรณี คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาแล้วเห็นว่าสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวม 45 คน มีเหตุสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 119 (5) และมาตรา 106 (6) ประกอบมาตรา 265 วรรคหนึ่ง (2) (4)

และวรรคสาม ประกอบมาตรา 48 และส่งเรื่องไปยังผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ต่อมาผู้ร้องทั้งสามส่งคำร้องมายังศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 91 เพื่อวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาและมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งสี่สิบห้า คนสิ้นสุดลงหรือไม่

พรรคร่วมนัดสางปมตำแหน่ง ‘ประธานสภา’ บ่ายวันนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549963

30 พ.ค. 2566

พรรคร่วมนัดสางปมตำแหน่ง 'ประธานสภา' บ่ายวันนี้

ส่องแคนดิเดต ‘ประธานสภา’ ทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิ คนจากพรรคเพื่อไทย – ก้าวไกล ใครเหมาะสมกว่ากัน ลุ้นคำตอบบ่ายวันนี้

เริ่มกันที่ นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว เกิดเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2504 ที่ตำบลไหล่น่าน อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน สำเร็จการศึกษาแพทย์ศาสตรบัณฑิต จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ปีการศึกษา พ.ศ. 2529 

ปริญญาโทรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

ปี พ.ศ. 2542เป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลเวียงสา อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน และเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชปัว อำเภอปัว จังหวัดน่าน ระว่างปี พ.ศ. 2538 – พ.ศ. 2543  ก่อนจะผันตัวเองเข้ามาทำงานการเมือง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดน่าน สังกัดพรรคไทยรักไทย

พ.ศ. 2547 ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยเลขานุการ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุข และ พ.ศ. 2548 เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และเป็นกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) และรองโฆษกพรรคเพื่อไทย

พ.ศ. 2552 สื่อมวลชนประจำรัฐสภา ได้ตั้งฉายาให้ฉายานายแพทย์ชลน่านเป็น ดาวสภาฯ ด้วยบทบาทการอภิปรายโดยมุ่งเน้นข้อมูลมากกว่าการใช้วาทะศิลป์

ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2555
28 ตุลาคม พ.ศ. 2564 ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย   23 ธันวาคม พ.ศ. 2564 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็น ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

คนที่สอง อดีตรองประธานสภาฯ สองสมัย สุชาติ ตันเจริญ เกิดเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านวิศวกรรมศาสตร์จาก San Jose State University ประเทศสหรัฐอเมริกา และระดับปริญญาโทด้านการบริหารธุรกิจจาก Notre Dame de Namur University ประเทศสหรัฐอเมริกา

เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดฉะเชิงเทรา 9 สมัย เคยสังกัดพรรคการเมืองหลายพรรค ทั้ง พรรคประชาธิปัตย์ พรรคสามัคคีธรรม พรรคไท พรรคชาติไทย พรรคไทยรักไทย เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในปี พ.ศ. 2535 และ พ.ศ. 2538 เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ในปี พ.ศ. 2548

หลังจากการเลือกตั้งสส. ปี 2562 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเลือกสุชาติให้ดำรงตำแหน่งรองประธานสภาคนที่ 1 เป็นสมัยที่ 2 โดยเฉือนเอาชนะนางสาวเยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ไปเพียง 2 เสียงด้วยคะแนนเสียง 248-246 เสียง

รายที่สาม มาจากพรรคก้าวไกล ธีรัจชัย พันธุมาศ อายุ 59 ปี จบปริญญาตรีและปริญญาโท จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และเนติบัณฑิตไทย สำนักเนติบัณฑิตยสภา ถือว่าเป็นมือกฎหมายที่เชี่ยวชาญการเมืองคนหนึ่ง เริ่มต้นเส้นทางการเมืองในฝ่ายกฎหมายพรรคไทยรักไทย ตั้งแต่ปี 2545

ส่วนผลงานกับพรรคอนาคตใหม่ และก้าวไกล ถือว่าโดดเด่นในหลายครั้ง ไม่ว่าการประท้วง หรืออภิปรายไม่ไว้วางใจ เช่น ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รวมถึงบทบาทในกรรมาธิการ ป.ป.ช.ของสภาฯ ที่จี้เรื่องแหวนแม่ นาฬิกาเพื่อน รวมถึงคดีบอส กระทิงแดง

สุดท้าย พรรคก้าวไกล ส่งเข้าประกวด  ณัฐวุฒิ บัวประทุม อายุ 46 ปี ดีกรีปริญญาตรีด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโทกฎหมายจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง เคยเป็นหัวหน้างานกฎหมาย มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก และในพรรคก้าวไกล เป็นรองหัวหน้าพรรค

เป็นหนึ่งในผู้คุมกฎ ในฐานะคณะกรรมการวินัยและจรรณยาบรรณสมาชิกพรรคก้าวไกล ว่ากันว่าบ่ายวันนี้ จะมีข้อยุติทั้งเรื่องตำแหน่งประธานสภา และ กรอบการทำงานของรัฐบาล ส่วนใครจะสมหวังได้นั่งเก้าอี้ ลุ้นกันอีกที วันโหวตเลือกประธานสภา

หมอชลน่าน ประสานเสียงเลขาธิการปัดดีลลับ ‘เพื่อไทย ‘ เคลียร์ปม เศรษฐา ดูบอล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549948

29 พ.ค. 2566

หมอชลน่าน ประสานเสียงเลขาธิการปัดดีลลับ 'เพื่อไทย ' เคลียร์ปม เศรษฐา ดูบอล

หมอชลน่าน ร่วมเลขาธิการพรรค “เพื่อไทย” ทำความเข้าใจกับสื่อ ย้ำไม่มีดีลลับอะไรทั้งสิ้น มีเพียงเรื่องเดียวที่ต้องทำให้บรรลุผลคือจัดตั้งรัฐบาล เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชน ส่วนกรณี “เศรษฐา ทวีสิน” อยู่ที่อังกฤษกับ อนุทิน ชาญวีรกูล ไม่มีอะไรในก่อไผ่แค่ดูบอล

ที่พรรคเพื่อไทย  นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว  หัวหน้าพรรคเพื่อไทย   และนายประเสริฐ จันทรรวงทอง  เลขาธิการพรรคเพื่อไทย  แถลงว่า    กระแสข่าวพรรค “เพื่อไทย” มีดีลลับกับพรรคต่าง ๆ  พรรคเพื่อไทยขอปฏิเสธ ทั้งนี้หลังจากเลือกตั้งมาพรรคเพื่อไทยไม่มีดีลลับกับใคร มีแต่ดีลจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคร่วมรัฐบาลที่ร่วมลงนามในเอ็มโอยูเท่านั้น อยากให้ไปถามคนที่ระบุว่า หากเป็นดีลลับทำไมถึงมีคนรู้แล้วออกมาปล่อยข่าว อยากให้ไปถามคนนั้น 


ส่วนกรณี ปรากฎภาพแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรค “เพื่อไทย”  นายเศรษฐา ทวีสิน อยู่กับ  นายอนุทิน   ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ระหว่างอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ชมการแข่งขันฟุตบอลในคู่เลสเตอร์ 
 อยากชี้แจงว่า นายเศรษฐา   ได้ทวิตข้อความออกมาชัดเจน นายเศรษฐาเป็นคนตรงไปตรงมา เรื่องนี้
เตรียมตัวเป็นเดือน อีกทั้งการดูฟุตบอลเป็นสิทธิเสรีภาพไม่มีดีลลับ


“ที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ออกมาเปิดเผยว่ามีดีลลับลังกาวี   ผู้สื่อข่าวน่าจะไปถามนายชูวิทย์ ซึ่งในนามพรรคเพื่อไทย เราไม่รู้ไม่เห็นจริงๆ  เรื่องพวกนี้ ในนามของพรรคไม่มี  สถานการณ์การเมืองขณะนี้มีการเปิดเผยข้อมูลหลากหลาย ส่วนจะมีข้อเท็จจริงหรือไม่ต้องดูกันอีกที แต่ในนามพรรคเพื่อไทยที่ถูกอ้างถึงโดยตรง สิ่งที่เขาพยายามพูดไม่ใช่ข้อเท็จจริง  เราไม่มีพฤติกรรมไปทำเช่นนั้นแน่นอน หน้าที่ของพรรคเพื่อไทยและก้าวไกล คือจะทำอย่างไรให้บรรลุเจตตารมณ์ของประชาชนให้มีรัฐบาลประชาธิปไตยเกิดขึ้น ส่วนที่มีกระแสข่าวต่าง ๆ ออกมา ถือเป็นมิติทางการเมือง ”  นายแพทย์ชลน่าน ระบุ