คุยกัน 7 วันหน : กระดาษขาว : สัญลักษณ์การประท้วงทางการจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/696013

คุยกัน 7 วันหน : กระดาษขาว : สัญลักษณ์การประท้วงทางการจีน

คุยกัน 7 วันหน : กระดาษขาว : สัญลักษณ์การประท้วงทางการจีน

วันอาทิตย์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.05 น.

ในสัปดาห์ที่ผ่านมาภาพเหตุการณ์การประท้วงในประเทศจีนที่ผู้คนทั่วโลกให้ความสนใจ หนีไม่พ้นบรรดาผู้ประท้วงในหลายเมือง ใช้กระดาษเปล่าสีขาวเป็นสัญลักษณ์ในการประท้วงทางการ หลังเกิดเหตุไฟไหม้อพาร์ตเมนต์ในเมืองอุรุมฉีเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ที่ถูกระบุว่า มาตรการล็อกดาวน์สกัดโควิดระบาดเป็นอุปสรรคต่อการช่วยเหลือเหยื่อ

ภาพคนถือกระดาษเปล่าสีขาวเห็นได้ทั้งในกลุ่มผู้จุดเทียนในนครเซี่ยงไฮ้เมื่อคืนวันอาทิตย์เพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิต 10 คนจากเหตุไฟไหม้เมื่อกลางดึกวันพฤหัสบดี กลุ่มผู้ชุมนุมที่มหาวิทยาลัยชิงหัวในกรุงปักกิ่งและสตรีคนหนึ่งที่เดินไปตามท้องถนนในเมืองอูเจิ้นโดยมีผ้าเทปปิดปากและโซ่คล้องข้อมือ

การประท้วงด้วยกระดาษขาวมีต้นกำเนิดมาจากการชุมนุมต่อต้านกฎหมายความมั่นคงใหม่ในฮ่องกงเมื่อปี 2563 เนื่องจากทางการห้ามใช้คำขวัญและข้อความที่เกี่ยวเนื่องกับการประท้วงใหญ่ในปี 2562 ที่ทำให้ฮ่องกงเป็นอัมพาตและเจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรงปราบปราบผู้ประท้วงบางคนมองว่า กระดาษขาวไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์ว่าผู้ประท้วงถูกปิดปาก แต่ยังท้าทายทางการว่าจะจับกุมประชาชนเพียงเพราะถือกระดาษเปล่าเช่นนั้นหรือ

บริษัทเครื่องเขียนเซี่ยงไฮ้ เอ็มแอนด์จี ผู้ผลิตกระดาษเอ 4 ในจีนเผชิญกระแสข่าวลือว่าได้นำกระดาษเอ 4 ออกจากชั้นวางจำหน่ายทุกแห่งด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ จนต้องแถลงยืนยันว่า ยังคงผลิตและจำหน่ายกระดาษเอ 4 ตามปกติ และได้แจ้งความเรื่องเอกสารปลอมเผยแพร่ในออนไลน์ที่เป็นต้นตอข่าวลือดังกล่าว

ขณะเดียวกัน สถานีโทรทัศน์ CNN รายงานว่า หน่วยงานเฝ้าระวังทางอินเตอร์เนตของจีน (China’s Internet Watchdog) เพิ่มกฎระเบียบด้านการใช้อินเตอร์เนต ที่จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค. นี้เป็นต้นไปแนวทางใหม่นี้ส่วนหนึ่งถูกเผยแพร่โดย Cyberspace Administration of China(CAC) มาตั้งแต่ต้นเดือนพ.ย.ที่ผ่านมา โดย CAC นั้นดำเนินงานภายใต้คณะกรรมการกิจการ Cyber Space กลางที่มีผู้นำ สี จิ้นผิง เป็นประธาน

ตามประกาศข้อบังคับใหม่นั้น ข้อมูลของเจ้าของบัญชีออนไลน์ทั้งหมด ได้แก่ เลขบัตรประชาชน หมายเลขโทรศัพท์มือถือ หมายเลขประจำเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือ IP Address จะต้องถูกตรวจสอบ เพื่อยืนยันตัวตนที่แท้จริง แล้วจึงสามารถแสดงความคิดเห็นหรือกดถูกใจโพสต์ได้ แพลตฟอร์มออนไลน์ทั้งหมด ต้องพัฒนาระบบการจัดอันดับผู้ใช้บริการ โดยวัดจาก เนื้อหาความคิดเห็นที่โพสต์หรือจำนวนยอดถูกใจ หากบัญชีผู้ใช้ที่มีคะแนนต่ำให้จัดอยู่ในอันดับบัญชีไม่น่าเชื่อถือ และต้องทำการบล็อกและห้ามใช้แพลตฟอร์มหรือลงทะเบียนบัญชีใหม่อีกต่อไป

นอกจากนั้น แพลตฟอร์มออนไลน์ทั้งหมด จะต้องตั้งหน่วย ทีมตรวจสอบและแก้ไข เป็นของตนเอง คอยตรวจสอบรายงาน หรือลบเนื้อหาตามเวลาจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความคิดเห็นเกี่ยวกับข่าวจะต้องได้รับการตรวจสอบก่อนที่จะสามารถปรากฏทางออนไลน์ได้

ข้อบังคับนี้ถูกปรับปรุงจากข้อบังคับเก่าในปี 2560 และข้อแตกต่างคือ นี่เป็นครั้งแรกที่มีการระบุว่า “การถูกใจ” รวมถึงการแสดงความคิดเห็นต่างๆ ในโพสต์ใดๆ รวมถึงโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับมาตรการโควิดเป็นศูนย์โดยทางการ จะต้องได้รับการยินยอม และทุกบัญชีในโลกออนไลน์ (Account user)จะต้องถูกตรวจสอบได้ทุกกรณีไม่เช่นนั้น จะถือว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมายและเป็นอันตรายต่อประเทศ

ข้อบังคับใหม่นี้กำลังเป็นที่จับจ้องของชาวเนตจีนในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาหลังจากมีการประกาศ ยิ่งเพิ่มกระแสความไม่พอใจของประชาชนมากขึ้น และแผ่ขยายไปทั่วประเทศอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

ขณะที่บรรดานักวิชาการต่างออกมาวิพากษ์วิจารณ์ข้อบังคับใหม่นี้อย่างไม่ไว้หน้า David Zweig ศ.กิตติคุณแห่งมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฮ่องกงกล่าวกับ CNN บอกว่า การประกาศบังคับใช้ข้อบังคับนี้ เป็นเหมือนการจุดไฟครั้งเดียว แต่พรรคคอมมิวนิสต์จีนอาจจะต้องเจอกับไฟที่ถาโถมเข้ามาจากการลุกฮือ
ประท้วงของประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับประกาศนี้

โจเซฟ เช็ง ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์ที่เกษียณอายุราชการ มหาวิทยาลัยซิตี้ฮ่องกง นักวิเคราะห์กล่าวว่า กฎระเบียบใหม่เป็นสัญญาณว่าเจ้าหน้าที่กำลังเร่งปราบปรามผู้เห็นต่าง สะท้อนว่าเจ้าหน้าที่มีความกังวลอย่างมากกับการควบคุมการประท้วงที่เกิดขึ้นตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา และตอนนี้วิธีการควบคุมคือการหยุดการสื่อสารของผู้ประท้วง เป็นความพยายามการจัดการโลกออนไลน์ของจีนที่ก้าวร้าวมากขึ้น โดยปัจจัยหลักน่าจะขึ้นกับการประท้วงที่ขยายวงกว้าง

ด้าน ฉงยี่ เฟิง รองศาสตราจารย์ด้านจีนศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีซิดนีย์ กล่าวว่าดูเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกันมาก ในขณะที่ประชาชนชาวจีนต้องการแสดงความรู้สึกไม่พอใจ และทางการต้องการระงับไว้ ซึ่งถือว่าเกินกว่าจะคาดเดาได้ แต่คงไม่สามารถห้ามการแสดงออกทางออนไลน์ของพลเมืองจีนผู้กล้าหาญได้เช่นกัน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนได้เพิ่มการคัดกรองข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์และแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ มากขึ้นเรื่อยๆ และในปีนี้ การบังคับใช้นโยบายปลอดโควิดที่เข้มงวดของประเทศและการที่ สี จิ้นผิงจะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 3 กลายเป็นการจุดประกายความไม่พอใจให้ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์จำนวนมาก

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ข้าวแข่งเดือด! หอมมะลิไทยเสียแชมป์ให้กัมพูชา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/694558

คุยกัน 7 วันหน : ข้าวแข่งเดือด! หอมมะลิไทยเสียแชมป์ให้กัมพูชา

คุยกัน 7 วันหน : ข้าวแข่งเดือด! หอมมะลิไทยเสียแชมป์ให้กัมพูชา

วันอาทิตย์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.20 น.

การประกวดข้าวที่ดีที่สุดในโลก (The World’s Best Rice) จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดย ไทย กัมพูชา และเวียดนาม เป็น 3 ประเทศ แข่งขันกันอย่างสูสี และผลัดกันเป็นแชมป์มาโดยตลอด

ในปีนี้การประกวดข้าวที่ดีที่สุดในโลก จัดขึ้นระหว่างการประชุมข้าวโลก ที่จังหวัดภูเก็ต พบว่า “ข้าวหอมมะลิผกาลำดวน” จากกัมพูชา คว้ารางวัลข้าวที่ดีที่สุดในโลกไปครอง

ส่วนข้าวหอมมะลิไทย ได้อันดับ 2

อันดับ 3 คือ ข้าวหอมจากเวียดนาม

อันดับ 4 ข้าวหอมจาก สปป.ลาว

โดยปีนี้ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยส่งข้าวหอมมะลิจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือเข้าประกวดเพียง 1 ตัวอย่างจาก 20 ตัวอย่าง จากผู้เข้าประกวดทั้งไทย เวียดนาม กัมพูชา เมียนมา ลาว อินเดีย ปากีสถาน จีน และสหรัฐฯ ก่อนที่ข้าวไทยและข้าวจากกัมพูชาเข้ารอบสุดท้ายเพียง 2 ชาติ แต่น่าเสียดายว่า ข้าวหอมมะลิไทยแพ้ข้าวหอมมะลิผกาลำดวน จากกัมพูชา ซึ่งเป็นการแพ้แบบสูสีมาก เพราะแพ้ไปเพียง1 คะแนน โดยกรรมการตัดสิน ซึ่งเป็นเชฟใหญ่จากสหรัฐฯ บอกว่า “แพ้กันที่กลิ่น”หลังการหุงแล้ว ข้าวผกาลำดวนกลิ่นหอมมาก แต่ข้าวหอมมะลิไทยกลิ่นอ่อนมากส่วนในตัวคุณภาพข้าว ก็น่าแปลกใจว่าในปีนี้ข้าวหอมมะลิไทยกลิ่นไม่หอมเหมือนปกติ หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันอาจเพราะน้ำมาก ฝนตกชุก ทำให้ข้าวไม่ได้สร้างกลิ่นที่แรงเหมือนปีก่อนที่ข้าวหอมมะลิไทยชนะเลิศ เพราะมีกลิ่นหอมมาก

ถ้าดูตามสถิติในการประกวดข้าวที่ดีที่สุดในโลก กัมพูชา ครองแชมป์ข้าวโลก รวมครั้งนี้เป็นครั้งที่ 5 คือใน ปี 2555 ต่อมา 2556 กัมพูชาครองอันดับ 1ร่วมกับสหรัฐฯ ปี 2557 ไทยร่วมกับกัมพูชาปี 2561 กัมพูชาประเทศเดียว และในปีนี้ที่กัมพูชาเฉือนชนะไทย ส่วนข้าวหอมมะลิไทยเป็นแชมป์ถึง 7 ครั้ง ในปีแรกที่ประกวดคือ 2552 ต่อมาปี 2553 และปี 2557ไทยเป็นแชมป์ร่วมกับกัมพูชา ปี 2559 ไทยประเทศเดียว หลังจากนั้นครองแชมป์อีกในปี 2560, 2563 และในปี 2564

การเสียแชมป์ครั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนว่าไทยควรปรับปรุงพันธุ์ข้าวเก่าให้ดีขึ้น โดยเฉพาะเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้มากขึ้น ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถแข่งขันกับข้าวหอมของเพื่อนบ้านได้ เพราะหลายปีมาทั้งเวียดนาม เมียนมา กัมพูชา สปป.ลาว พัฒนาพันธุ์ข้าวหอมให้มีคุณภาพดีขึ้นมากทำให้ก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งสำคัญของข้าวหอมมะลิของไทย

สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย มองว่าในฤดูการผลิตปี 2565/66 ข้าวหอมมะลิไทยและข้าวหอมมะลิผกาลำดวนจะแข่งขันกันรุนแรงในด้านส่งออก เพราะผลผลิตเพิ่มขึ้นมากเหมือนกัน และอาจทำให้ข้าวหอมมะลิไทยมีราคาลดลง ล่าสุด ข้าวหอมมะลิไทยราคาส่งออกตันละ 750 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนผกาลำดวนตันละ 720 ดอลลาร์สหรัฐ แต่เมื่อได้รางวัล ราคาคงขยับขึ้นอีก

ข้าวหอมมะลิไทย ที่มีชื่อเสียงในการส่งออกมากที่สุด คือ ข้าวหอมมะลิ 105 มีชื่อเรียกทางการว่า พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 รองลงมาคือ กข15 ซึ่งข้าวหอมมะลิ 105 เป็นพันธุ์ที่ถูกคัดไปประกวดในปีนี้ ที่ผ่านมาข้าวพันธุ์นี้สามารถครองความนิยมในใจของผู้บริโภคมานาน 60 ปี นับตั้งแต่ผ่านการรับรองพันธุ์ ส่วนข้าวหอมมะลิผกาลำดวน (Phka Rumduol) ของกัมพูชา เป็นข้าวหอมมะลิเมล็ดยาวพันธุ์หนึ่ง ที่กลายเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ของผู้ซื้อจากต่างประเทศ และเป็นหนึ่งในพันธุ์ที่ส่งออกภายใต้เครื่องหมายรับรอง มะลิ อังกอร์ (Malys Angkor) ซึ่งพัฒนาสายพันธุ์โดยสถาบันวิจัยและพัฒนาการเกษตรของกัมพูชา และได้แจกจ่ายพันธุ์นี้ให้เกษตรกรใช้ปลูกในปี 2542 หลังจากพัฒนาและทดลองมา 10 ปี จนผกาลำดวน เป็นข้าวที่สร้างชื่อเสียงและเม็ดเงินเข้ากัมพูชามาโดยตลอด ซึ่งรัฐบาลกัมพูชามุ่งมั่นพัฒนาผกาลำดวนอย่างเต็มกำลัง

สำหรับการส่งออกข้าวของไทยในภาพรวมจะได้รับผลกระทบจากการประกวดครั้งนี้หรือไม่นั้น ถ้าดูจากคาดการณ์ทั้งจากการประเมินของกระทรวงพาณิชย์และสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ก็ยังมั่นใจว่า ในระยะสั้นการส่งออกข้าวไทยยังไม่ได้รับผลกระทบจากการประกวดครั้งนี้

ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ ทำให้เห็นว่า การส่งออกข้าวไทยยังโตต่อเนื่องโดยในเดือนมกราคมถึงกันยายน ไทยส่งออกไปแล้ว 5.41 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนร้อยละ 39 คิดเป็นมูลค่า95,232 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนร้อยละ 35.5 ตลาดส่งออกหลักไทยยังขยายตัว ทั้ง สหรัฐอเมริกา แอฟริกาใต้จีน มูลค่า ฮ่องกง รวมถึงตลาดใหม่ที่ขยายตัวดี คือ อิรัก พบว่าการส่งออกข้าวไทยในตลาดนี้เพิ่มขึ้นกว่า 5 เท่าตัว

คาดว่าภาพรวมการส่งออกข้าวไทยปี 2565 น่าจะทำได้ถึง 7.5 ล้านตัน เนื่องจากโลกขาดแคลนอาหาร เงินบาทอ่อนค่าทำให้ความสามารถแข่งขันด้านราคาข้าวของไทยแข่งขันได้กับอินเดียและเวียดนามได้ดีขึ้น และที่สำคัญอิรักได้กลับมาซื้อข้าวไทยในรอบ 7 ปี โดยคาดเฉพาะอิรักตลาดเดียวจะซื้อข้าวจากไทยปีนี้ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านตัน ส่วนปี 2566น่าจะแตะ 8 ล้านตัน เพราะในปีนี้ผลผลิตมีมาก น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ นาปรังไม่มีปัญหาส่งผลให้มีผลผลิตออกมามาก อีกทั้งค่าเงินบาทไม่แข็งค่าเกินไป ทำให้ข้าวไทยราคาไม่ห่างจากคู่แข่งมากนักเมื่อเทียบกับอดีต โดยปัจจุบัน ข้าวไทยมีราคา 410-450 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ข้าวเวียดนาม400 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน และข้าวอินเดีย390 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ถือว่าห่างกันเพียงตันละ 20-25 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันจากที่ผ่านมาแตกต่างกัน 70-80 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจของคู่ค้าในบางประเทศ

การที่ผกาลำดวนจากกัมพูชา ชนะข้าวหอมมะลิไทย แม้จะยังไม่มีผลต่อการส่งออกของไทยในระยะใกล้นี้ เพราะตลาดส่งออกไทยที่ใหญ่ที่สุดคือ สหรัฐอเมริกาและแคนาดา รวมกันประมาณ 550,000ตันต่อปี เป็นตลาดที่ยังไม่ยอมรับในชื่อเสียงและคุณภาพของข้าวหอมกัมพูชา แต่ข้าวจากกัมพูชา ส่งออกได้ดีในสหภาพยุโรปหรืออียู ที่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี คือไม่ต้องเสีย และไม่มีจำกัดโควตาจำนวนนำเข้าส่วนไทยต้องเสีย 175 ยูโรต่อตัน ในกรณีที่จำนวนเกินโควตาที่ได้รับ 25,000 ตันต่อปี

ถ้ามองกันในระยะยาว ผกาลำดวนจะเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวแบบเวียดนาม ที่ในช่วงเริ่มต้นยังสู้ไทยไม่ได้ แต่ใช้ราคาที่ต่ำกว่ามากมาสู้ โดยปัจจุบันนี้ราคาผกาลำดวนต่ำกว่าไทยเพียงเล็กน้อยประมาณ 15-20เหรียญสหรัฐต่อตัน แต่สิ่งต้องจับตามองคือ ข้าวกัมพูชาทุกประเภทถูกพ่อค้าเวียดนามแย่งซื้อไปมากช่วงเก็บเกี่ยวเพราะมีชายแดนติดกัน ใช้ขนส่งทั้งทางบกและทางน้ำ ผ่านคลองขนส่งในลุ่มน้ำโขงกัมพูชาจึงเหลือข้าวส่งออกจากท่าเรือกัมพูชาที่สีหนุวิลล์น้อยลง ทำให้ต้นทุนราคาข้าวเปลือกไม่ลงต่ำมาก ซึ่งก็เป็นผลดีต่อชาวนากัมพูชา

สำหรับไทย เป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกข้าวรายสำคัญของโลก โดยผลิตข้าวเป็นอันดับ 4 ของโลกรองจากจีน ที่ผลิตได้ 147 ล้านตัน, อินเดียผลิตได้124 ล้านตัน, เวียดนามผลิตได้ 27 ล้านตันและไทยผลิตได้ 20 ล้านตัน ในด้านการส่งออก ปีนี้ไทยอยู่ในอันดับ 2 ของโลกโดยอันดับ 1 ในปีนี้คืออินเดีย ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา ส่งออกข้าวไปแล้ว 15.34ล้านตัน รองลงมาคือ ไทย ส่งออก 5.41 ล้านตัน, เวียดนาม 5.37 ล้านตัน และปากีสถาน 3.14 ล้านตัน

“ข้าว” ถือเป็นธัญพืชที่เพาะปลูกมากเป็นลำดับ 3 ของโลก รองจากข้าวโพด และข้าวสาลี ภูมิภาคที่บริโภคข้าวมากที่สุดในโลกคือทวีปเอเชีย มากกว่าร้อยละ 90 ของผลผลิตทั้งโลก ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์พบว่าปีนี้ ความต้องการข้าวโลกจะมากขึ้นประมาณ ร้อยละ 3.5 เทียบจากปีที่แล้วที่ 517 ล้านตัน ถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 10 ปี เพราะปัญหาความวิตกกังวลเรื่องความมั่นคงทางอาหารจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน เศรษฐกิจโลกและความเปลี่ยนแปลงทางด้านภูมิอากาศ ส่งผลให้หลายประเทศที่เป็นผู้นำเข้าข้าวหันมาปลูกข้าวเพิ่มขึ้น เช่น อินโดนีเซียเซเนกัล ออสเตรเลีย ทั้งที่เป็นผู้นำข้าวมาก่อนทำให้เกิดการแข่งขันด้านการตลาดข้าวรุนแรงตามไปด้วย ซึ่งจะส่งผลดีต่อการส่งออกสินค้าเกษตรไทย

คุยกัน 7 วันหน :‘สี จิ้นผิง’ ถอดแมสก์-เลิกกลัวโควิด เดินหน้าการทูตระหว่างประเทศเต็มสูบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/693120

คุยกัน 7 วันหน :‘สี จิ้นผิง’ ถอดแมสก์-เลิกกลัวโควิด เดินหน้าการทูตระหว่างประเทศเต็มสูบ

คุยกัน 7 วันหน :‘สี จิ้นผิง’ ถอดแมสก์-เลิกกลัวโควิด เดินหน้าการทูตระหว่างประเทศเต็มสูบ

วันอาทิตย์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ภายหลังได้รับเลือกให้เป็นผู้นำสูงสุดแห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีนเมื่อเดือนที่แล้ว ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงก็เดินหน้าปฏิบัติภารกิจยังต่างแดนต่อเนื่องทันที หลังจากว่างเว้นไม่ได้เดินทางไปต่างประเทศ เก็บตัวอยู่แต่ในประเทศนานกว่า 2 ปี จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้งในจีนและทั่วโลก

นั่นทำให้เราได้เห็นประธานาธิบดีสีแสดงให้เห็นถึงการเป็นผู้นำหนึ่งในมหาอำนาจที่ทรงอิทธิพลไปทั่วโลกอย่างจีน ด้วยการเข้าร่วมการประชุมบนเวทีใหญ่ของโลก ทั้งการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ หรือ G20 ที่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซียเมื่อต้นสัปดาห์ ที่ซึ่งปรากฏภาพของเขาขณะสัมผัสมือกับประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐฯ ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแบบไม่มีหน้ากากอนามัยมาปิดบังไปสู่สายตาคนทั้งโลก ตามด้วยการเจรจาระหว่างกันแบบพบหน้านานกว่า 3 ชั่วโมงเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี

นอกจากนี้ ยังมีการพบหารือทวิภาคีกับทั้งนายกรัฐมนตรีแอนโทนีอัลบาเนซี ผู้นำออสเตรเลีย เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี นอกรอบการประชุม G20 ที่มีจุดประสงค์เพื่อผ่อนคลายความขัดแย้งระหว่างสองชาติในช่วงหลายปีที่ผ่านมารวมถึงประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ยังพบหารือนอกรอบกับนายกรัฐมนตรีฟูมิโอะคิชิดะ ผู้นำญี่ปุ่น นอกรอบการประชุมสุดยอดผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือเอเปก ที่ไทยเราเป็นเจ้าภาพในสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วย

อย่างไรก็ดี ภาพข่าวที่เพิ่งปรากฏในวันนี้ ที่ประธานาธิบดีสี ยืนพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีจัสตินทรูโด ในการประชุมสุดยอดผู้นำ G20 พร้อมกับกล่าวคำพูดเชิงตำหนิผู้นำแคนาดา เรื่ืองนำข้อมูลการหารือระหว่างสองฝ่ายไปเผยต่อสื่อ ก็เป็นสิ่งที่เตือนให้เห็นว่า แม้จีนจะหันมาเดินหน้าสานสัมพันธ์กับชาติตะวันตกและเพื่อนบ้าน แต่ภาพของความขัดแย้งกับหลายชาติก็ยังคงปรากฏอยู่

ขณะเดียวกัน เมื่อจับสัญญาณคำกล่าวของประธานาธิบดีสี ที่เน้นย้ำในที่ประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปกครั้งที่ 29 เมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ผ่านมาว่า “ตอนนี้ โลกกำลังยืนอยู่บนทางแยกของประวัติศาสตร์อีกครั้ง และเอเชียแปซิฟิกมีความสำคัญและมีบทบาทโดดเด่นมากขึ้น เพราะนี่คือสถานที่แห่งชีวิตและแหล่งที่มาของการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลก” และบอกอีกว่า เอเชีย-แปซิฟิกเป็นสถานที่ เพราะนี่คือสถานที่แห่งชีวิตและแหล่งที่มาของการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลก ในช่วงสองสามทศวรรษที่ผ่านมา ความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกได้พัฒนาอย่างจริงจัง ทำให้เกิดปาฏิหาริย์แห่งเอเชีย-แปซิฟิกที่ดึงดูดความสนใจจากทั่วโลก ความร่วมมือในเอเชีย-แปซิฟิกหยั่งรากลึกในหัวใจของประชาชนมาช้านาน”

หลี่ หมิงเจี้ยน ศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากสถาบันการศึกษาระหว่างประเทศเอส.ราชารัตนัม ในสิงคโปร์ บอกกับ Reuters ว่า ตารางงานแน่นขัดของประธานาธิบดีสีในช่วงนี้ อีกทั้งการแสดงออกซึ่งความเห็นเข้าใจอย่างชัดเจนต่อเอเชีย-แปซิฟิก แสดงให้เห็นชัดเจนว่าจีนพร้อมกลับมายืนหนึ่งบนเวทีโลก และมีแสดงบทบาทผู้นำในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอีกครั้ง การเข้าร่วมการประชุมสุดยอดยังต่างแดน และพบหารือบรรดาผู้นำต่างชาติคนสำคัญจะช่วยให้จีนบรรลุจุดประสงค์ดังกล่าว

การกลับมาแสดงจุดยืนทางการทูตที่เด่นชัดอีกครั้งของจีน ยังมีความสำคัญอย่างยิ่งในช่วงที่จีนกำลังแข่งขันด้านอิทธิพลในเอเชีย-แปซิฟิกกับสหรัฐฯ ที่พยายามอย่างยิ่งในการเข้ามามีบทบาทในภูมิภาคนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการออกมาสนับสนุนไต้หวัน และการเดินหน้าทำข้อตกลงด้านความมั่นคงกับออสเตรเลียกับอังกฤษ หรือ ออคัส ซึ่งทำให้จีนไม่สบายมากขึ้นเรื่อยๆ

หลี่ หมิงเจี้ยน บอกอีกว่าในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า จีนน่าจะแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำบนเวทีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ด้วยการผลักดันโครงการต่างๆ ที่จีนต้องการสนับสนุนให้เกิดขึ้นและประสบผลสำเร็จ ทั้งการขยายโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง ผลักดันโครงการพัฒนาโลก (Global Development Initiative – GDI) และโครงการเพื่อความมั่นคงโลก (Global Security Initiative – GSI)

ขณะเดียวกับ การเดินหน้าเยือนต่างประเทศและพบหารือบรรดาผู้นำโลก ยังเน้นย้ำถึงอิทธิพลของประธานาธิบดีสีในฐานะผู้นำตัวจริงของชาติมหาอำนาจโลกอย่างจีนจากที่ในช่วงก่อนแพร่ระบาดของโควิด-19 ประธานาธิบดีสีมักคุ้นเคยกับการสานความสัมพันธ์แบบเน้นตัวบุคคลมากกว่า

แต่เหนือสิ่งอื่นใด การเข้ามามีอิทธิพลของสหรัฐฯ ในเอเชีย-แปซิฟิก ผ่านโครงการความร่วมมือด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจต่างๆทั้งออคัส อันเป็นข้อตกลงความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ อังกฤษ และออสเตรเลีย หรือควอด ความร่วมมือ 4 ชาติระหว่างสหรัฐฯออสเตรเลีย อินเดีย และญี่ปุ่น เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ประธานาธิบดีสีและจีนต้องเร่งกลับมาแสดงจุดเด่นบนเวทีโลก เพื่อให้เพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาคเห็นว่า จีนไม่ได้อ่อนเปลี้ยหรือสูญเสียความสำคัญและอิทธิพลไป อย่างน้อยการแสดงออกบนเวทีโลกของจีน ก็ทำให้ประเทศต่างๆ แสดงจุดยืนตรงกลาง ไม่เลือกข้างระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่กำลังเผชิญหน้ากันอย่างถึงพริกถึงขิงบนสนามประลองทางภูมิรัฐศาสตร์กันอยู่ในตอนนี้

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ทำไมพรรครีพับลิกัน จุดกระแส ‘คลื่นสีแดง’ ไม่ขึ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/691724

คุยกัน 7 วันหน : ทำไมพรรครีพับลิกัน จุดกระแส ‘คลื่นสีแดง’ ไม่ขึ้น

คุยกัน 7 วันหน : ทำไมพรรครีพับลิกัน จุดกระแส ‘คลื่นสีแดง’ ไม่ขึ้น

วันอาทิตย์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ด้วยปัจจัยหลายด้านก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ จะเริ่มต้นขึ้นถือเป็นจังหวะที่ดีมากสำหรับพรรครีพับลิกันที่จะสร้าง red wave หรือคลื่นสีแดง กวาดชัยชนะครั้งใหญ่เข้าสภาคองเกรส ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเงินเฟ้อที่สูงสุดในรอบ 40 ปี ตลอดจนคะแนนความนิยมของประธานาธิบดี โจ ไบเดน ที่ร่วงลงต่ำ แต่ปรากฏว่า พรรครีพับลิกันยังทำผลงานในการเลือกตั้งกลางเทอมไม่ดีเท่าที่คาดคิด

เดอะนิวยอร์ก ไทมส์ รายงานว่า จากผลการเลือกตั้งในเวลานี้ดูเหมือนว่าพรรครีพับลิกันจะทำผลงานได้ย่ำแย่ที่สุดครั้งหนึ่ง ในฐานะพรรคตรงข้ามประธานาธิบดีที่ดำรงตำแหน่งสมัยแรก ขณะที่ผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการยังไม่ทราบแน่ชัด ท้ายที่สุดพรรครีพับลิกันอาจได้ครองทั้งสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาก็เป็นได้

แต่สิ่งที่ชัดเจนกว่าคือ พรรคเดโมแครตทำผลงานได้ดีกว่าที่ทุกฝ่ายคาดการณ์เอาไว้ และไม่ค่อยเกิดเหตุการณ์ที่พรรครัฐบาล จะทำผลงานได้ดีในการเลือกตั้งสภาคองเกรส เพราะแม้เดโมแครตจะสูญเสียเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร แต่รีพับลิกันจะชนะด้วยเสียงปริ่มน้ำเท่านั้น…ดังนั้นจึงถือว่านี่คือชัยชนะของพรรคเดโมแครตอยู่ดี

ทำไมถือว่าชนะ

เว็บไซต์สถานีโทรทัศน์ อัล-จาซีรารายงานว่า โดยปกติแล้ว พรรคที่ได้ครองทำเนียบขาว จะพ่ายแพ้อย่างหนักในการเลือกตั้งสภาคองเกรส โดยในปี 2018 สมัยของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เขาเสีย สส.ไปหลายสิบคน ส่วนในปี 2010 สมัยของอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา เขาเสียดสียงข้างมากทั้งสองสภา เช่นเดียวกับ จอร์จ ดับเบิลยู. บุช และ บิล คลินตันก็เคยเสียการควบคุมทั้งสองสภาไปแล้วเช่นกัน

แต่ปีนี้ สำหรับโจ ไบเดน ถือเป็นการสูญเสียที่ดีที่สุด โดยเฉพาะการที่เดโมแครตชนะการเลือกตั้งสว.ในรัฐเพนซิลวาเนีย ซึ่งเป็นรัฐที่ถูกจับตามองและผู้ว่าการรัฐสองคนของเดโมแครตยังสามารถชนะเลือกตั้งกลับมาอีกครั้งในรัฐสมรภูมิ (Battleground States)เช่น มิชิแกน และวิสคอนซิน จึงหมายความว่า เดโมแครตสามารถรักษาฐานที่มั่นในรัฐสำคัญเหล่านี้ได้อยู่

ผู้สันทัดกรณีหลายคนมองว่ามีหลายปัจจัยที่เอื้อต่อพรรคเดโมแครต

ประการแรก นักวิเคราะห์ระบุว่าพรรคเดโมแครตผลักดันเรื่องการปกป้องสิทธิในการทำแท้ง หลังในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เสียงส่วนใหญ่ของศาลสูง ซึ่งหกในเก้าคน เป็นผู้พิพากษาสายอนุรักษ์นิยม ได้ตัดสินยกเลิกการปกป้องสิทธิในการทำแท้ง สร้างความไม่พอใจให้แก่ผู้หญิงและนักเคลื่อนไหวสิทธิสตรีอย่างมาก ในขณะที่ไบเดนประกาศว่าจะผลักดันให้มีการผ่านกฎหมายของรัฐบาลกลางที่เกี่ยวข้องกับสิทธิในการทำแท้ง เพื่อดึงดูดผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง

เดวิด โคเฮน นักรัฐศาสตร์จาก มหาวิทยาลัยแอครอน กล่าวว่า คำตัดสินของศาลสูง ทำไห้เข้าทางพรรคเดโมแครต เพราะนี่คือหนึ่งในประเด็นที่สำคัญที่สุดที่ทำให้คนชื่นชอบพรรคเดโมแครตมีแรงบันดาลใจในการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง นอกจากนี้ชาวอเมริกันจำนวนหนึ่ง ยังกังวลเรื่องประชาธิปไตยถูกคุกคามด้วย และไบเดนยังย้ำเรื่องประชาธิปไตยอยู่ที่บัตรเลือกตั้งมาตลอด ดังนั้น แคมเปญหาเสียงของพรรคเดโมแครต และบรรดาผู้สมัครสายเสรีนิยม จึงประกาศให้คำมั่นว่าจะปกป้องสิทธิในการทำแท้ง และชี้ว่า พรรครีพับลิกัน คือคนที่คิดสุดโต่งที่ต้องการให้มีการควบคุมผู้หญิงว่าทำอะไรหรือไม่สามารถทำอะไรกับร่างกายตัวเองได้บ้าง

ประการที่สอง พรรครีพับลิกันใช้แนวทางที่มีความเป็นขวาจัดมากขึ้นด้วยการส่งผู้สมัครที่เชื่อในทฤษฎีสมคบคิด และปฏิเสธผลการเลือกตั้งในปี 2020 ลงชิงชัยรัฐสวิง หรือพื้นที่แข่งขันสำคัญๆ ด้วยการหนุนของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แต่ผู้สมัครเหล่านั้นกลับทำผลงานได้ไม่ดีเท่าไรนัก เช่น ที่เพนซิลเวเนีย ซึ่งไบเดนชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีด้วยคะแนนห่างเพียง 1% เท่านั้นเมื่อสองปีที่แล้ว แต่การเลือกตั้งครั้งนี้โดห์ มาสตรีอาโน ผู้สมัครตำแหน่งผู้ว่าการรัฐของพรรครีพับลิกันสายขวาจัดแพ้การเลือกตั้งห่างจากผู้สมัครของเดโมแครตมากกว่า 13%

ส่วนที่มิชิแกน คริสตินา คาราโมผู้สมัครของรีพับลิกันที่ปฏิเสธผลการเลือกตั้งประธานาธิบดี ยังมีคะแนนตามหลังผู้สมัครของพรรคเดโมแครตเช่นกัน

นักวิเคราะห์ระบุว่ากับอัล-จาซีราว่า ผู้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ส่งสารว่าชาวอเมริกันไม่สนใจผู้ที่มีแนวคิดสุดโต่งไม่ว่าจะมาจากพรรคใด นอกจากนี้ คุณภาพของผู้สมัคร ยังทำให้โอกาสชนะการเลือกตั้งของรีพับลิกันลดน้อยลงด้วย เพราะผู้สมัครบางคนถูกมองว่าเป็นผู้บั่นทอนระบบการเมืองอเมริกัน

ประการที่สาม พรรคเดโมเครตพยายามชูโยบายเศรษฐกิจ

ไบเดนผู้ซึ่งมีคะแนนนิยมตกต่ำ ตระหนักดีถึงเรื่องนี้ จึงพยายามชูนโยบายเศรษฐกิจ เช่น นำเสนอร่างกฎหมายลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานซึ่งลงนามไปเมื่อปีที่แล้ว และร่างกฎหมายลดอัตราเงินเฟ้อ นอกจากนี้ เขายังประกาศยกเลิกหนี้กู้ยืมเพื่อการศึกษาซึ่งอาจเป็นการดึงดูดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่ ออกไปใช้สิทธิ์ ทำให้เดโมแครตทำผลงานในการเลือกตั้งกลางเทอมได้ดีกว่าที่คาดไว้นั่นเอง

ในส่วนของผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการล่าสุด พรรครีพับลิกันได้ไปแล้ว 211 ที่นั่ง พรรคเดโมแครตได้ไป 201 ทำให้พรรครีพับลิกันขาดอีกเพียงแค่ 7 ที่นั่งก็จะถึง 218 ที่นั่งและจะได้ครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนสหรัฐฯ ไปอย่างค่อนข้างแน่นอนในขณะที่พรรคเดโมแครตตามหลังค่อนข้างห่าง ไม่น่าจะตามรีพับลิกันได้ทันแล้ว แต่ในวุฒิสภาสหรัฐฯอาจต้องรอไปจนถึงเดือนหน้าธันวาคม โดยล่าสุด รีพับลิกันและเดโมแครตได้ไป 48 ที่นั่งเท่ากัน ยังเหลืออีก 3 รัฐที่ผลเลือกตั้งยังไม่เป็นที่ยุติ คือรัฐเนวาดา แอริโซนา และจอร์เจีย โดยทั้ง2 พรรคจะต้องชนะ 2 ใน 3 รัฐที่เหลือนี้จึงจะได้ครองวุฒิสภา ขณะนี้ รัฐเนวาดาและแอริโซนายังคงนับคะแนนไม่เสร็จหลังเลือกตั้งผ่านไปแล้ว 4 วัน เนื่องจากเกิดปัญหาล่าช้าต่างๆ ทำให้การนับคะแนนจะลากยาวไปถึงสัปดาห์หน้าเป็นอย่างน้อย ส่วนรัฐจอร์เจีย ต้องไปเลือกตั้งรอบ 2 ในวันที่ 6 ธันวาคมนี้เนื่องจากไม่มีผู้สมัครคนใดได้คะแนนถึงร้อยละ 50 ตามกฎหมายการเลือกตั้งของรัฐจอร์เจีย ซึ่งแตกต่างจากรัฐอื่นๆ

คุยกัน 7 วันหน : ทำไม ‘คิม จอง อึน’ สั่งยิงขีปนาวุธถี่ยิบในช่วงนี้?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/690283

คุยกัน 7 วันหน : ทำไม ‘คิม จอง อึน’  สั่งยิงขีปนาวุธถี่ยิบในช่วงนี้?

คุยกัน 7 วันหน : ทำไม ‘คิม จอง อึน’ สั่งยิงขีปนาวุธถี่ยิบในช่วงนี้?

วันอาทิตย์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.20 น.

ช่วง 07.50 น. ของเช้าวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ถือเป็นเวลาที่ชาวญี่ปุ่นที่อยู่ทางตอนเหนือของประเทศต้องหวาดหวั่นขวัญแขวนกันอย่างมาก หลังจากมีเสียงสัญญาณเตือนภัย เตือนผู้ที่อยู่อาศัยในจังหวัดมิยากิ ยามากาตะ และนีงาตะ รายการทางโทรทัศน์งดออกอากาศกะทันหัน เพื่อให้พวกชาวบ้านรีบหลบเข้าไปในอาคารที่มั่นคงหรือใต้ดิน ขณะที่บริการรถไฟหัวกระสุนในพื้นที่เหล่านี้ถูกระงับชั่วคราว ก่อนจะกลับมาให้บริการอีกครั้งในเวลาไม่นาน

ต้นเหตุของความตื่นตระหนกตกใจของชาวญี่ปุ่น มาจากการยิงขีปนาวุธทิ้งตัว 3 ลูก ของเกาหลีเหนือช่วงเช้าสันนิษฐานว่ายิงมาจากเขตแคซองทางใต้ของกรุงเปียงยาง และคาดว่าอาจมีขีปนาวุธทิ้งตัวพิสัยไกลข้ามทวีปรวมอยู่ด้วย ซึ่งเป็นขีปนาวุธที่มีพิสัยทำการระยะไกลที่สุดของเกาหลีเหนือ ในจำนวนนี้ มีขีปนาวุธลูกหนึ่งที่ยิงข้ามดินแดนของญี่ปุ่นก่อนที่จะตกลงในมหาสมุทรแปซิฟิก ห่างจากชายฝั่งทางตะวันออกของประเทศประมาณ 1,100 กิโลเมตร โดยก่อนหน้านี้ เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธผ่านน่านฟ้าของญี่ปุ่นมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อต้นเดือนที่แล้ว ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2560 ที่ขีปนาวุธของเกาหลีเหนือเดินทางผ่านน่านฟ้าของญี่ปุ่น แต่ไม่เคยมีหนไหนที่ขีปนาวุธของเกาหลีเหนือลอยมาไกลทางใต้ได้ถึงขนาดนี้ ถึงแม้ขีปนาวุธที่เกาหลีเหนือยิงในวันนี้ จะไม่ลอยผ่านน่านฟ้าของญี่ปุ่นก็ตาม เพราะมันล้มเหลวกลางอากาศ ก่อนตกลงสู่โลกยังทะเลญี่ปุ่น

แต่นี่ไม่ใช่เหตุผลที่ช่วยให้ญี่ปุ่นใจเย็นลงได้ ข้อแรก ญี่ปุ่นไม่พอใจที่เกาหลีเหนือที่เป็นเพื่อนบ้านใกล้ชิดยิงขีปนาวุธถี่ยิบโดยไม่แจ้งเตือนล่วงหน้าและไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะไปตกยังที่ใดถือเป็นการกระทำที่ไม่ปกติ เป็นการยั่วยุที่อาจก่อให้เกิดอันตรายใหญ่หลวงคุกคามเที่ยวบินพาณิชย์และการเดินเรืออีกทั้งหากขีปนาวุธแตกเป็นเสี่ยงๆกลางอากาศ เศษซากก็จะร่วงหล่นเป็นภัยต่อคนที่อยู่บนพื้นโลก

ส่วนข้อสอง การยิงขีปนาวุธของเกาหลีเหนือในวันนี้ เกิดขึ้นเพียงวันเดียวหลังเกาหลีเหนือเพิ่งยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้มากเป็นสถิติ ถึงอย่างน้อย 23 ลูก ไปทางตะวันออกและตะวันตกของคาบสมุทรเกาหลี ตามรายงานของกระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้

เกาหลีเหนือหวังอะไรอยู่

เห็นได้ชัดว่าในช่วงนี้ เกาหลีเหนือกำลังจงใจก่อให้เกิดความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง นักวิเคราะห์เชื่อว่ามันน่าจะนำไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่กว่านั้น เช่นการทดสอบนิวเคลียร์ หรือการยิงขีปนาวุธพิสัยไกลติดหัวรบนิวเคลียร์ไปยังมหาสมุทรแปซิฟิก หรือทั้งสองอย่าง นอกจากนี้ เกาหลีเหนือยังมีเป้าหมายทางการเมืองด้วย เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเป็นรูปแบบที่เกาหลีเหนือเคยใช้มาแล้วในปี 2010 และ 2017 เริ่มจากสร้างสถานการณ์คุกคามให้เพิ่มขึ้นจนถึงระดับที่น่าวิตกกังวล ตามด้วยยื่นข้อเรียกร้องและสิ่งแลกเปลี่ยนกับทั้งเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ ซึ่งในตอนนี้เกาหลีเหนือก็กำลังทำอย่างเดียวกันนี้ตามสูตร

อย่างไรก็ดี เกาหลีเหนือตระหนักดีว่า สถานการณ์โลกในขณะนี้ทำให้ต้องเรียกร้องความสนใจมากกว่าปกติเนื่องจากสหรัฐฯ กำลังมุ่งหน้าเรื่องเลือกตั้งกลางสมัยที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 8 พฤศจิกายนนี้ ขณะที่ชาติตะวันตกมุ่งให้ความสำคัญกับสงครามรัสเซีย-ยูเครน ส่วนเกาหลีใต้กำลังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ให้แก่ผู้เสียชีวิตจากโศกนาฏกรรมที่อิแทวอน

นอกจากนี้ คิม จอง อึน ก็ยังมีอีกเป้าหมายสำคัญ นั่นคือข้อเท็จจริงที่ว่า เกาหลีเหนือยังคงห่างไกลการพัฒนาเทคโนโลยีขีปนาวุธที่สมบูรณ์แบบ เพราะตามปกติ หลังจากที่ยิงขีปนาวุธขึ้นสู่อวกาศแล้ว หัวรบจะแยกออกจากตัวขีปนาวุธและกลับสู่พื้นโลกด้วยเทคโนโลยีนำขีปนาวุธกลับโลก ซึ่งจะต้องสามารถทนกับความร้อนและแรงดันมหาศาลซึ่งเกิดขึ้นขณะพุ่งทะลุผ่านชั้นบรรยากาศสู้พื้นโลก แต่ในการทดสอบหลายครั้งที่ผ่านมา เทคโนโลยีดังกล่าวของเกาหลีเหนือประสบความล้มเหลวมาโดยตลอด ทำให้เกาหลีเหนือต้องเดินหน้าทดสอบยิงขีปนาวุธอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวให้ประสบความสำเร็จและสมบูรณ์แบบ

การทดสอบยิงขีปนาวุธเมื่อวันพฤหัสบดี ดูเหมือนขีปนาวุธของเกาหลีเหนือจะเคลื่อนที่ในลักษณะวิถีโค้งนั่นคือขีปนาวุธจะเดินทางขึ้นไปในอวกาศระดับสูงมาก คือกว่า 2,000 กิโลเมตรและตกจากพื้นโลกในแนวดิ่งลงสู่เป้าหมายไม่ไกลจากจุดที่ยิง เห็นได้ชัดว่าเป็นการทดสอบยิงขีปนาวุธพิสัยไกลโดยไม่ต้องข้ามผ่านน่านฟ้าญี่ปุ่น หากการยิงขีปนาวุธในวันนี้ถือว่าล้มเหลว ก็น่าจะบอกได้ว่าเป้าหมายความสำเร็จในการพัฒนาเทคโนโลยีขีปนาวุธของเกาหลีเหนือยังอยู่อีกไกลแค่ไหน

เป้าหมายของเกาหลีเหนือไม่ใช่เพียงแค่หวังข่มขู่คุกคามญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เท่านั้น แต่ยังหวังเทียบชั้นขีปนาวุธทิ้งตัวพิสัยไกลข้ามทวีปติดหัวรบนิวเคลียร์ (ICBM) ของสหรัฐฯ ด้วย

อย่างไรก็ดี หากเป้าหมายของเกาหลีเหนือคือการข่มขู่ให้ญี่ปุ่นกลัวก็ถือว่าเกาหลีเหนือคิดผิดและกำลังส่งผลให้เกิดผลกระทบตรงกันข้าม เพราะการทดสอบขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ ประกอบกับจีนที่ส่งสัญญาณคุกคามทางทหารต่อไต้หวันหนักข้อขึ้น ก็ยิ่งทำให้ญี่ปุ่นต้องคิดหนักขึ้นเช่นกัน ในการกลับมาเพิ่มความแข็งแกร่งทางทหารและศักยภาพของอาวุธยุทโธปกรณ์ จากที่ผ่านมาญี่ปุ่นต้องระงับความทะเยอทะยานเรื่องนี้ ตามรัฐธรรมนูญของประเทศที่กำหนดไว้หลังญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2

โดยในเดือนหน้า รัฐบาลญี่ปุ่นมีแผนการที่จะปรับแก้ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงแห่งชาติ รวมถึงเอกสารสำคัญอื่นๆ เกี่ยวกับการป้องกันประเทศ ซึ่งรวมถึงเตรียมเสนอเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมและป้องกันประเทศเพิ่มเป็นสองเท่าในช่วงทศวรรษหน้า และเสนอให้ติดตั้งขีปนาวุธโจมตีเป้าหมายจากระยะไกล ท่ามกลางกระแสข่าวว่ากำลังเจรจาขอซื้อขีปนาวุธแบบโทมาฮอว์กนับร้อยๆ ลูกจากสหรัฐฯ นั่นทำให้จะเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง ที่ญี่ปุ่นจะมีศักยภาพในการโจมตีเป้าหมายลึกเข้าไปถึงในดินแดนของจีนเกาหลีเหนือ

ในส่วนของเพื่อนบ้านใกล้ชิดอย่างเกาหลีใต้ นักวิชาการในเกาหลีใต้มองว่า หากเกาหลีเหนือทดสอบนิวเคลียร์ครั้งใหม่ อาจเป็นผลเสียต่อเกาหลีเหนือเอง เพราะช่วง 30 ปีที่ผ่านมาสมดุลอย่างคร่าวๆ ระหว่างสองเกาหลีเกิดจากการที่เกาหลีใต้มีศักยภาพอาวุธธรรมดาที่ได้เปรียบเกาหลีเหนือมากและการเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ กับการที่เกาหลีเหนือยังมีศักยภาพอาวุธนิวเคลียร์ขั้นเริ่มต้นเท่านั้น หากเกาหลีใต้เริ่มสร้างศักยภาพอาวุธนิวเคลียร์ของตนเองขึ้นเมื่อใด สมดุลนี้จะยุติลงทันที

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อสงครามยูเครนหรือไม่?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/688965

คุยกัน 7 วันหน : เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ  ส่งผลกระทบต่อสงครามยูเครนหรือไม่?

คุยกัน 7 วันหน : เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อสงครามยูเครนหรือไม่?

วันอาทิตย์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 07.30 น.

ในการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ที่จะมีขึ้นในเดือนหน้า จึงถูกตั้งคำถามว่า หากพรรครีพับลิกันที่สมาชิกบางส่วนไม่สนับสนุนการช่วยเหลือยูเครน ได้ควบคุมสภาคองเกรสจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อสงครามในยูเครน

เว็บไซต์สถานีโทรทัศน์ BBC รายงานว่า สหรัฐฯมอบอาวุธ 18 ชนิดให้กับยูเครน รวมถึงจรวด Himars ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแพ็กเกจความช่วยเหลือขนาดใหญ่มูลค่า 52,000ล้านดอลลาร์ หรือมากกว่าประเทศอื่นๆรวมกันเป็นสองเท่า ซึ่งผู้เชี่ยวชาญทางทหารและรัฐบาลยูเครนกล่าวว่า การสนับสนุนนี้มีความสำคัญต่อการปกป้องยูเครนอย่างมาก

แต่การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 พฤศจิกายน ถูกจับตาว่าพรรครีพับลิกัน ที่เป็นตัวเต็งและมีสมาชิกบางส่วนไม่สนับสนุนการช่วยเหลือยูเครน อาจได้ควบคุมสภาคองเกรส และนั่นอาจส่งผลกระทบต่อการช่วยเหลือของสหรัฐฯที่มีต่อยูเครนได้

BBC รายงานว่า สมาชิกสภาคองเกรสของพรรครีพับลิกัน ตั้งคำถามถึงข้อดีในการสนับสนุนยูเครน ขณะที่ชาวอเมริกันกำลังต่อสู้กับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น โดยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาเควิน แมคคาร์ธี ผู้นำเสียงข้างนอกน้อยในสภาผู้แทนราษฎรของพรรครีพับลิกัน ระบุว่า รัฐสภาที่ควบคุมโดยพรรครีพับลิกันจะไม่เต็มใจเขียนเช็คเปล่าให้กับยูเครน ขณะที่ จอช ฮอว์ลีย์วุฒิสมาชิกรัฐมิสซูรี กล่าวเมื่อเดือนพฤษภาคม ว่าความช่วยเหลือจากยูเครน “ไม่อยู่ในความสนใจของอเมริกา”

ความคิดเห็นดังกล่าวถูกมองว่า ตอกย้ำถึงความแตกแยกภายในพรรค อดีตรองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ประณามอย่างรุนแรงต่อผู้แก้ต่างให้ปูติน และสมาชิกพรรคที่ต้องการให้เลิกยุ่งกับโลกภายนอก ในขณะที่ผู้นำพรรครีพับลิกันในวุฒิสภา อย่าง มิทช์ แมคคอนเนลล์ ได้เรียกร้องให้ทำเนียบขาวเพิ่มความช่วยเหลือให้กับยูเครน ระบุว่าสหรัฐฯ จำเป็นต้องดำเนินการเพิ่มเติม เพื่อจัดหาเครื่องมือที่ยูเครนต้องการ เพื่อขัดขวางการรุกรานจากรัสเซีย

ทั้งนี้ สภาคองเกรสอนุมัติเงินช่วยเหลือแก่ยูเครนไปแล้วหลายหมื่นล้านดอลลาร์ นับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้น ล่าสุดเมื่อเร็วๆ นี้ ได้แก่แพ็กเกจ 12,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของร่างงบประมาณรายจ่ายฉบับหนึ่ง ซึ่งมีเจตนาหลีกเลี่ยงชัตดาวน์หน่วยงานรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม ร่องรอยความเห็นต่างระหว่าง 2 พรรคในประเด็นนี้เริ่มปรากฏออกมา โดยในเดือนมิถุนายนวุฒิสภาจากรีพับลิกัน 11 คน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรีพับลิกัน57 คน คัดค้านคำร้องขอเงินช่วยเหลือด้านความมั่นคงแก่ยูเครน 40,000 ล้านดอลลาร์ และบรรดา สส.กับพวกนักวิเคราะห์คาดหมายว่าแรงขัดขืนจากรีพับลิกันจะหนักหน่วงยิ่งขึ้นในสภาคองเกรสชุดถัดไป โดยเฉพาะศึกเลือกตั้งทั่วไปจะมาถึงในปี 2024

ความเคลื่อนไหวดังกล่าว เพิ่มความกังวลในยุโรป โทเบียส เอลล์วูด สส.อาวุโสของอังกฤษ ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการคัดเลือกด้านกลาโหมในรัฐสภา กล่าวว่า หากสหรัฐฯ ถอนตัวจากการช่วยเหลือยูเครน รัสเซียจะคว้าชัยชนะในสงครามครั้งนี้แน่นอน แต่เจ้าหน้าที่ยูเครนและผู้สังเกตการณ์ในสหรัฐฯ กล่าวว่าไม่น่าเป็นไปได้ที่ความช่วยเหลือจะลดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญในระยะสั้น ไม่ว่าผลการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายนจะเป็นอย่างไร

โอเลคซี เรซนิคอฟ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของยูเครน ระบุว่า จากการพบปะหารือกับสมาชิกสภาคองเกรสของสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ทั้งกับพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันทำให้เขามั่นใจและได้รับสัญญาณหลายอย่างที่บ่งชี้ว่า ไม่ว่าใครจะเป็นผู้นำในสภา การสนับสนุนยูเครนก็จะดำเนินต่อไป

รัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดน กล่าวว่า แม้พวกเขาคาดหมายว่าความขัดแย้งในที่สุดจะจบลงบนโต๊ะเจรจา แต่จนถึงเวลานี้ ยังไม่เห็นแนวโน้มของการพูดคุยหารือใดๆ และจะเดินหน้ามอบความช่วยเหลือทำลายล้างเสริมอำนาจต่อรองแก่ยูเครนต่อไป ในกรณีที่เกิดการเจรจา ขณะที่บรรดานักวิเคราะห์มองด้วยว่า รัฐบาลของไบเดนอาจหาทางผลักดันแพ็กเกจช่วยเหลือขนาดใหญ่ ระหว่างวาระการประชุมครั้งท้ายของสภาคองเกรส หากว่ารีพับลิกันชนะศึกเลือกตั้งกลางเทอม ก่อนที่มันจะเปลี่ยนไปอยู่ภายใต้การควบคุมของรีพับลิกัน

เจ้าหน้าที่ยุโรปบอกว่าแม้พวกเขารับฟังความคิดเห็นของแมคคาร์ธีแต่ไม่เชื่อว่ามันจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง โดยฮันโน เพฟคูร์ รัฐมนตรีกลาโหมเอสโตเนีย ซึ่งเดินทางเยือนวอชิงตันในสัปดาห์นี้ เผยได้เน้นย้ำระหว่างพูดคุยกับสมาชิกรีพับลิกันว่า การสนับสนุนยูเครน หมายถึงการรักษาไว้ซึ่งระเบียบโลก อย่างไรก็ดี ข้อความหลักคือมันไม่ใช่สงครามยูเครน-รัสเซีย แต่มันเป็นสงครามของโลกเสรีและโลกที่อยู่บนพื้นฐานของกฎระเบียบกับผู้รุกราน

แล้วชาวอเมริกันรู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับสงครามในยูเครน?

ผลสำรวจของ Pew Research ชี้ว่า แม้ชาวอเมริกันยังคงมีการสนับสนุนยูเครนค่อนข้างมาก แต่ก็เริ่มลดน้อยลง หลังจากสงครามยืดเยื้อ โดยเมื่อเดือนที่แล้ว ชาวอเมริกันร้อยละ 20 มองว่าสหรัฐฯ ให้ความช่วยเหลือยูเครนมากเกินไป ซึ่งเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 12 ในเดือนพฤษภาคม และร้อยละ 7 ในเดือนมีนาคม

ขณะที่ผลสำรวจของ Reuters/Ipsos ชี้ว่า เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ยังคงมีชาวอเมริกันจำนวนมาก ที่สนับสนุนการให้ความช่วยเหลือยูเครนอย่างต่อเนื่องคิดเป็นร้อยละ 73

ในขณะที่ความช่วยเหลือจากสหรัฐฯที่มีต่อยูเครนในระยะนี้ยังไม่ชัดเจน จอห์น เฮิร์บสต์ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำกรุงเคียฟ ในปี 2003-2006เชื่อว่าการสนับสนุนจากประชาชนมีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไป หากนักการเมืองผลักดันอย่างแข็งขัน และหากสามารถทำให้สองพรรคการเมืองพูดเป็นเสียงเดียวกัน ถึงอันตรายจากสงครามในยูเครน ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่า อีก 2 หรือ 3 ปีต่อจากนี้ ชาวอเมริกันจะยังคงให้การสนับสนุนความช่วยเหลือต่อยูเครนอย่างที่เป็นอยู่ปัจจุบัน

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ใครจะรับไม้ต่อ ตำแหน่งนายกฯ อังกฤษคนต่อไป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/688097

คุยกัน 7 วันหน : ใครจะรับไม้ต่อ ตำแหน่งนายกฯ อังกฤษคนต่อไป

คุยกัน 7 วันหน : ใครจะรับไม้ต่อ ตำแหน่งนายกฯ อังกฤษคนต่อไป

วันอาทิตย์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.25 น.

ไม่พ้นจากความคาดหมายของผู้สันทัดกรณีหลายคนเท่าไหร่นัก กับการประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ ลิซ ทรัสส์ หลัง นั่งเก้าอี้ได้แค่ 45 วัน กลายเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งสั้นที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหราชอาณาจักรแต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เหนือความคาดหมายเพราะเธอเผชิญปัญหาที่รุมเร้าอย่างหนัก โดยแรงกดดันสำคัญมาจากแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่เรียกว่า “งบประมาณแผ่นดินฉบับย่อ” มูลค่า 45,000 ล้านปอนด์ ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เพราะมีทั้งการลดภาษีและการเพิ่มรายจ่าย โดยไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนว่า จะนำเงินจากไหนมาสนับสนุน ส่งผลให้ค่าเงินปอนด์ร่วงต่ำเป็นประวัติการณ์ อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านพุ่ง ราคาพันธบัตรรัฐบาลทรุดหนัก จนธนาคารกลางต้องเข้าแทรกแซง

จุดเปลี่ยนยังอยู่ที่เธอปลด ควาซี ควาร์เทง รัฐมนตรีคลัง ซึ่งเป็นคนสนิทของทรัสส์ หลังอยู่ในตำแหน่งเพียง 38 วัน และตั้งเจเรมี ฮันต์ ขึ้นมาแทน การเข้ามาของฮันต์พร้อมกับการประกาศล้มแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของทรัสส์ ที่แม้สร้างความยินดีให้นักลงทุน แต่ก็ถือเป็นการฉีกนโยบายเศรษฐกิจของทรัสส์ทิ้งจุดกระแสเรียกร้องมากขึ้นให้เธอลาออก นอกจากนี้ ทรัสส์ยังเจอปัญหารุมเร้าภายในพรรค เมื่อ สส. 40 คนทำตัวเป็นปฏิปักษ์อย่างชัดเจนโดยเฉพาะการลงมติในสภาเมื่อวันที่ 19 ต.ค. เกี่ยวกับแผนของรัฐบาลที่จะกลับมาอนุญาตให้ใช้เทคนิค “แฟรกกิ้ง”(Fracking) ในการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติหรือน้ำมันจากซากพืชซากสัตว์ที่ทับถมในชั้นหินดินดาน ซึ่งถูกมองว่า ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมการลงมติครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นเหมือนการลงมติไม่ไว้วางใจต่อรัฐบาล และแม้รัฐบาลชนะด้วยมติ 326 เสียงต่อ 230 เสียง แต่ สส. 40 คน ของพรรคอนุรักษ์นิยมงดออกเสียง

การลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของทรัสส์ ยังหมายถึงการลงจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยม ที่ชนะการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนธันวาคม 2019 นั่นหมายความว่า พรรคจะจัดการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคใหม่ในสัปดาห์หน้า ผู้ชนะการเลือกตั้งหัวหน้าพรรค จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป เป็นกระบวนการเลือกตั้งแบบ fast-track หรือทางลัดซึ่ง กราแฮม บราดี้ เจ้าหน้าที่พรรครัฐบาลที่รับผิดชอบกระบวนการนี้ประกาศว่า ผู้ที่จะเข้าชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค จะต้องได้รับคะแนนสนับสนุนมากกว่า 100 คะแนน จากสมาชิกรัฐสภาของพรรค ภายในเวลา 14.00 น. ของวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่น หากมีผู้สมัครแค่คนเดียวที่ได้คะแนนสนับสนุนถึง 100 บุคคลนั้นก็จะกลายเป็นหัวหน้าพรรคในทันที แต่ถ้าหลายคนได้คะแนนถึง 100 ก็จะเปิดให้สมาชิกพรรคโหวตทางออนไลน์ ที่จะปิดลงคะแนนในวันศุกร์ 28 ตุลาคมนี้

ตอนนี้ สื่อหลายสำนักก็เริ่มเปิดเผยรายชื่อคนที่จะมาเป็นผู้นำใหม่ของสหราชอาณาจักรกันแล้ว ซึ่งจะเป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษคนที่ 5ในรอบ 6 ปี

ตัวเต็งคนแรกคือ รีชิ ซูนัค คู่แข่งคนสำคัญที่เข้าไปถึงรอบสองคนสุดท้ายพร้อมกับ ทรัสส์ ในการคัดเลือกผู้นำพรรคครั้งก่อน เขาได้รับการสนับสนุนมากที่สุดจาก สส. พรรคอนุรักษ์นิยม ระหว่างการหาเสียง เขาเตือนว่าแผนภาษีของทรัสส์จะทำลายเศรษฐกิจ และทำให้ตลาดเงินปั่นป่วน แต่ข้อความของเขาไม่สามารถดึงดูดสมาชิกพรรคได้ ซึ่งทรัสส์ได้คะแนนไป 81,000 เสียง ส่วน ซูนัค ได้ไป 60,000 เสียง แต่ตอนนี้ทุกคนก็รับรู้ได้ว่า คำเตือนของเขานั้นได้กลายเป็นความจริงแล้ว

ล่าสุด (ตอนเขียนต้นฉบับ) ซูนัคได้เสียงสนับสนุนจาก สส. พรรคอนุรักษ์นิยม 93 เสียงแล้ว ทำท่าจะเป็นผู้สมัครคนแรกที่มีแนวโน้มมาวินโดยซูนัค อดีตนักวิเคราะห์ของโกลด์แมน ซาคส์ ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีคลังในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 เป็นตัวเก็งของบริษัทรับพนันที่ถูกกฎหมายที่อังกฤษด้วย

ส่วนเต็งสอง ได้แก่ นายบอริส จอห์นสัน ซึ่งอาจจะได้กลับมาแบบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หลังจากเขาต้องพ้นจากตำแหน่งเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว นายพอล บริสโตว์ สส.จากพรรคอนุรักษ์นิยม กล่าวว่า นายจอห์นสันเป็นผู้ที่มีบุคลิกที่พรรคแรงงานหวั่นเกรง และสามารถนำพาให้พรรคอนุรักษ์นิยมได้ชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งต่อไปได้ ขณะที่ผลการสำรวจความคิดเห็นแสดงให้เห็นว่าพรรคอนุรักษ์นิยมอาจแพ้อย่างหมดรูปในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า

มีรายงานว่า จอห์นสันได้เร่งรีบเดินทางกลับจากการพักผ่อนที่สาธารณรัฐโดมินิกัน มายังกรุงลอนดอนในวันเสาร์ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการรวบรวมเสียงสนับสนุนให้ได้อย่างน้อย 100 เสียง แม้อาจจะมีปัญหาอยู่บ้าง หลังจากที่การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 3 ปีของเขาเจอแต่เรื่องอื้อฉาวและข้อกล่าวหาเรื่องการกระทำที่ไม่เหมาะสมต่างๆ แต่ก็ต้องยอมรับว่า จอห์นสันเขายังคงมีพันธมิตรทั้งในรัฐสภาและสมาชิกพรรคทั่วไป นาดีน ดอร์รีส์ผู้สนับสนุนระยะยาวชี้ว่า เขาควรกลับมา เนื่องจากจอห์นสันได้รับมอบอำนาจจากประชาชนในการเลือกตั้งปี 2019 ดังนั้น จอห์นสัน จะเป็นผู้สมัครที่สร้างเอกภาพ และสร้างเสถียรภาพให้ประเทศได้

ส่วนคนอื่นๆ ที่น่าสนใจ เริ่มจากเพนนี มอร์ดอนต์ สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นรัฐมนตรีกลาโหมหญิงคนแรกของอังกฤษ ในปี 2019 หลังทรัสส์ ดำรงตำแหน่งผู้นำ เธอได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้นำสภาสามัญชนและประธานสภาองคมนตรี ซึ่งหมายความว่าเธอเป็นประธานในสภาการขึ้นครองราชย์ของกษัตริย์องค์ใหม่ เธอแสดงความเป็นผู้นำเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ด้วยการยืนหยัดเพื่อทรัสส์ ระหว่างการตอบคำถามในรัฐสภาด้วย

ในการชิงตำแหน่งผู้นำพรรคครั้งที่ผ่านมา มอร์ดอนต์ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากสส. แต่พลาดโอกาสเข้ารอบ 2 คนสุดท้าย แต่ก็มาในลำดับที่ 3 ส่วนครั้งนี้ เธอก็ยังไม่ได้ประกาศตัวชัดเจนว่าจะลง แต่จะขอฟังเสียง”ของเพื่อนร่วมงานก่อนว่าจะอย่างไร

อีกคนที่น่าสนใจ คือ เบน วอลเลซรัฐมนตรีกลาโหม ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครน เนื่องจากอังกฤษได้ตัดสินใจแต่เนิ่นๆที่จะสนับสนุนยูเครนด้านอาวุธและการฝึกทหาร หลังจากที่นายจอห์นสันลงจากตำแหน่งผู้นำประเทศ มีผู้เสนอให้วอลเลซลงสมัครชิงตำแหน่งแทนขณะที่เขาได้รับคะแนนสูงสุดจากการสำรวจความคิดเห็นที่ดำเนินการโดยเว็บไซต์ Conservative Home แต่เขาก็เลือกที่จะสนับสนุน ทรัสส์

อย่างไรก็ดี ไม่ว่าใครจะก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ต้องฝ่าความท้าทายกระแสเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งใหม่ และหาทางเรียกคืนความเชื่อมั่นจากประชาชน ที่มุ่งให้ความสำคัญกับวิกฤตค่าครองชีพและค่าพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นในฤดูหนาวนี้

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : เปิดยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ เน้นจัดการจีน-ป้องปรามรัสเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/686691

คุยกัน 7 วันหน : เปิดยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ  เน้นจัดการจีน-ป้องปรามรัสเซีย

คุยกัน 7 วันหน : เปิดยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ เน้นจัดการจีน-ป้องปรามรัสเซีย

วันอาทิตย์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.20 น.

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐฯ ของประธานาธิบดีโจ ไบเดนเพิ่งจะออกมาเผยแพร่เนื้อหายุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติหลังจากปล่อยให้หลายฝ่ายรอคอยอยู่นาน ว่ายุทธศาสตร์แห่งชาติของสหรัฐฯ โดยเฉพาะด้านความมั่นคงในช่วงทศวรรษหน้าที่จะมาถึง จะมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง

รายงานละเอียดของยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ ความยาว 48 หน้าซึ่งเกิดความล่าช้าในการเผยแพร่เนื่องจากเกิดสถานการณ์ทางทหารในยูเครน จนเพิ่งมานำเสนอได้ตอนที่รัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดน บริหารประเทศมานานถึง 21 เดือนแล้ว ระบุถึงความท้าทายกว้างๆ ของรัฐบาลสหรัฐฯ 2 ประการ คือการเอาชนะชาติที่เป็นคู่แข่งทางภูมิรัฐศาสตร์เพื่อเป็นผู้กำหนดระเบียบระหว่างประเทศ และหาทางรับมือกับวิกฤตและปัญหาที่ทั่วโลกกำลังเผชิญร่วมกันเช่น ปัญหาโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของรัฐบาลสหรัฐฯ บอกกับสื่อว่า ยุทธศาสตร์เหล่านี้สะท้อนว่า สิ่งสำคัญคือความเป็นผู้นำของสหรัฐฯ ที่จะต้องเอาชนะอุปสรรคและความท้าทายเหล่านี้ และว่าตอนนี้มาถึงช่วงเวลาอันสำคัญ ที่ประเทศจะต้องตัดสินใจและดำเนินการอย่างเร่งด่วนในระยะเวลา 10 ปี หลังจากนี้ ซึ่งมีความสำคัญมากทั้งในแง่การแข่งขันกับชาติคู่แข่ง โดยเฉพาะจีนแผ่นดินใหญ่และการเอาชนะอุปสรรคความท้าทายต่างๆ หากช่วงเวลาสำคัญตลอด 10 ปีนี้ต้องสูญไปโดยเปล่าประโยชน์ สหรัฐฯ จะไม่สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาต่างๆ ทั้งเรื่องของวิกฤตโลกร้อนและความท้าทายอื่นๆ ได้

ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ ที่นำเสนอเนื้อหาแบบคร่าวๆ ออกมาเป็นน้ำจิ้มเมื่อเดือนมีนาคมปีก่อน ยังคงกล่าวถึงจีนเหมือนกับที่ผ่านมาว่าเป็นคู่แข่งหนึ่งเดียวของสหรัฐฯ ที่มีทั้งความมุ่งมั่นและศักยภาพที่จะเปลี่ยนแปลงระเบียบโลกใหม่ได้และว่าจีนมีความทะเยอทะยานที่จะสร้างอิทธิพลครอบงำภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก เพื่อก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจโลก อีกทั้งจีนยังพยายามเปลี่ยนแปลงรูปแบบมาตรฐานของเทคโนโลยี และกลืนพันธมิตรสหรัฐฯ ที่มีอยู่ทั่วโลก

อย่างไรก็ดี เนื้อหาในยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ ยังเปิดช่องให้มีการร่วมมือกับจีน ว่าเป็นสิ่งสำคัญยิ่งต่อระบบเศรษฐกิจโลก และส่งผลกระทบต่อความท้าทายต่างๆ ที่ทั้งสองฝ่ายต้องรับมือ โดยเฉพาะปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และวิกฤตสาธารณสุขโลกเน้นย้ำว่ายังเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ และจีนจะร่วมมือกัน อยู่ร่วมกันอย่างสันติ แบ่งปันและส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาของมนุษย์ต่อไปได้

นอกจากนี้ การลงทุนด้านต่างๆ เพื่อให้อเมริกาแข็งแกร่งและส่งเสริมความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพันธมิตรทั้งในยุโรปและอินโด-แปซิฟิก ก็ถือเป็นพื้นฐานสำคัญของยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ ด้วย

อย่างไรก็ดี ซัลลิแวนบอกว่า สหรัฐฯ ไม่ควรมองโลกผ่านแนวคิดเรื่องของการแข่งขันกันแต่เพียงอย่างเดียว สหรัฐฯไม่ควรดำเนินนโยบายแบ่งฝักแบ่งฝ่าย และไม่มุ่งเน้นแข่งขันมากเกินพอดี จนเกิดการเผชิญหน้ากลายเป็นสงครามเย็นครั้งใหม่ อีกทั้งสหรัฐฯ ก็ไม่สนับสนุนให้เกิดบรรยากาศของการทำสงครามตัวแทนไม่ว่าที่ใดบนโลก

ขณะที่ประธานาธิบดีไบเดนระบุในบทนำของเนื้อหายุทธศาสตร์ฉบับนี้ว่า ระหว่างที่สหรัฐฯ แข่งขันเพื่อความเป็นที่หนึ่งกับจีน ก็ต้องไม่ลืมที่จะดำเนินมาตรการควบคุมและป้องปรามรัสเซีย ที่เปิดฉากปฏิบัติการทางทหารทำสงครามในยูเครนอย่างสุดป่าเถื่อน จนทำลายเสถียรภาพและความมั่นคงทั้งในยุโรปและภูมิภาคอื่นๆทั้งโลก

แม้รัสเซียจะถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อระบบโลกเสรีที่เปิดกว้าง แต่เนื้อหาในยุทธศาสตร์ชาติฯ ของสหรัฐฯ ยังมองว่าในระยะยาว จีนมีทั้งความมุ่งมั่นอำนาจและอิทธิพลที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงระเบียบโลก ให้สอดคล้องไปกับระบบการปกครองแบบเบ็ดเสร็จในประเทศ

แซ็ค คูเปอร์ จากสถาบันอเมริกัน เอนเตอร์ไพรส์ บอกกับสเตรทไทมส์ ว่า รัฐบาลไบเดนมองขาดว่ารัสเซียเป็นภัยคุกคามเฉพาะหน้า แต่ในระยะยาวแล้ว จีนนี่แหละที่เป็นภัยคุกคามน่ากลัวที่สหรัฐฯ ต้องเฝ้าระวังมากที่สุด ทำให้สหรัฐฯ ต้องจัดระเบียบในการรับมือภัยคุกคามอย่างเป็นระบบ ด้วยการดำเนินมาตรการจัดการและตอบโต้กับรัสเซียก่อนในช่วงนี้ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องเตรียมความพร้อมเพื่อตัดสินใจและดำเนินการกับจีนอย่างเร่งด่วนในกรอบระยะเวลา 10 ปีหลังจากนี้

อย่างไรก็ดี ทั้งหลายทั้งปวงก็ล้วนขึ้นอยู่กับว่า สหรัฐฯ จะ “มีปัญญา” จัดทำยุทธศาสตร์ฯที่วางเอาไว้เสียดิบดีนี้ ให้ออกมาเป็นรูปธรรมได้มากน้อยแค่ไหน เพราะสหรัฐฯ เอง ก็กำลังเผชิญความท้าทายในประเทศ ทั้งเรื่องการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย และทรัพยากรที่จำกัดจำเขี่ยอย่างที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : สี จิ้นผิง กับภารกิจยกเครื่องกองทัพและภูมิภาค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/685237

คุยกัน 7 วันหน : สี จิ้นผิง  กับภารกิจยกเครื่องกองทัพและภูมิภาค

คุยกัน 7 วันหน : สี จิ้นผิง กับภารกิจยกเครื่องกองทัพและภูมิภาค

วันอาทิตย์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ที่จีนแผ่นดินใหญ่อยู่ภายใต้การปกครองและบริหารของประธานาธิบดีสี จิ้นผิงจีนได้สร้างกองทัพเรือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก พัฒนากองทัพที่เกรียงไกรอยู่แล้วให้น่าเกรงขามขึ้นไปอีก รวมถึงสั่งสมอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธหวังทำลายศัตรูที่เป็นภัยคุกคาม

ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านหวังจะเร่งฝีเท้าตาม การดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศในอีก 5 ปีหลังจากนี้ของประธานาธิบดีสี น่าจะทำให้เราได้เห็นการแข่งขันสะสมอาวุธในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกที่จะเพิ่มมากยิ่งขึ้น เห็นได้จากเกาหลีใต้ที่เร่งพัฒนากองทัพเรือของตนเอง และออสเตรเลียที่สั่งซื้อเรือดำน้ำนิวเคลียร์มาใช้งาน

การซื้อและสั่งสมอาวุธยุทโธปกรณ์กำลังพุ่งขึ้นทั่วเอเชียหลังจากนี้

จากข้อมูลของสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการศึกษายุทธศาสตร์ในอังกฤษ พบว่าเฉพาะในปีที่แล้วประเทศในเอเชีย-แปซิฟิก ใช้งบประมาณซื้ออาวุธทะลุหลัก 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 35 ล้านล้านบาท)ไปแล้ว จีน เวียดนาม และฟิลิปปินส์เพิ่มงบประมาณซื้อกว่าเท่าตัวในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ขณะที่เกาหลีใต้อินเดียและปากีสถานก็ไล่หลังมาไม่ห่าง แม้แต่ญี่ปุ่นเอง ก็เพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมขึ้นอย่างมาก จนเกือบที่จะยกเลิกนโยบาย “ไม่โจมตีก่อน” ของตนเองอยู่รอมร่อ โดยอ้างเหตุผลเรื่องภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่เกิดขึ้นรอบด้าน

ดร.มัลคอล์ม เดวิส อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมออสเตรเลีย ที่ปัจจุบันทำหน้าที่ในสถาบันนโยบายด้านยุทธศาสตร์ของออสเตรเลียบอกว่า ประเทศหลักๆ ในเอเชีย-แปซิฟิกต่างกำลังเร่งพัฒนาขุมกำลังด้านกลาโหมและความมั่นคงของตนเองอย่างเร็วที่สุดอยู่ในขณะนี้ เห็นได้ชัดว่าเป็นการตอบสนองต่อการพัฒนาด้านกองทัพของจีน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน หรือ PLA ไม่มีการพัฒนาด้านอาวุธยุทโธปกรณ์มากนัก อีกทั้งกำลังพลก็ขาดประสิทธิภาพ จนถูกค่อนแคะจากผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ว่า ไม่ต่างอะไรกับพิพิธภัณฑ์ทางทหารขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เพราะทั้งกองทัพมีแต่อาวุธจากยุคอดีตสหภาพโซเวียตที่ล้าสมัย เต็มไปด้วยการทุจริตคดโกง และประวัติการรบในภูมิภาคที่ไม่เด่นดังเป็นที่กล่าวถึงมากนัก

กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนต้องสูญเสียทหารของตนไปในสงครามเกาหลีมากถึงเกือบ 200,000 ชีวิต ส่วนการยกทัพบุกเวียดนามในปี 1979 ก็สูญเสียกำลังทหารอีกหลายหมื่นนาย

เมื่อ สี จิ้นผิง ก้าวขึ้นเป็นผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนในปี 2013 เริ่มมีการยกเครื่องครั้งใหญ่ภายในกองทัพให้เห็นแล้ว เริ่มมาตั้งแต่ปี 1990 ที่ เจียง เจ๋อหมินต้องตกตะลึงกับแสนยานุภาพของกองทัพสหรัฐฯ ระหว่างสงครามอ่าวเปอร์เซีย และในช่วงวิกฤตช่องแคบไต้หวัน ครั้งที่ 3 ระหว่างปี 1995-1996 แต่การพัฒนากองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนยังไม่เกิดขึ้นแบบเป็นรูปธรรม จน สี จิ้นผิง ขึ้นมามีอำนาจ กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนจึงเริ่มการปรับปรุงและยกระดับอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน มีการเปิดตัวเรือเหลียวหนิง เรือบรรทุกเครื่องบินลำแรกของกองทัพ ที่แม้จะเป็นลำเก่าของยูเครนที่นำมาปรับโฉมใหม่ และฝูงบินขับไล่J-15 ซึ่งพัฒนาจากต้นแบบที่เป็นเครื่องบินแบบซูคอยของรัสเซีย

ขณะเดียวกัน งบประมาณด้านกลาโหมของจีนก็ปรับเพิ่มขึ้นมา 27 ปีติดต่อกัน จนทุกวันนี้ จีนมีเรือบรรทุกเครื่องบินที่ทันสมัย 2 ลำ ขีปนาวุธระยะกลางและระยะไกลที่ติดหัวรบนิวเคลียร์ได้หลายร้อยลูก เครื่องบินรบและเครื่องบินขับไล่หลายพันลำ และกองทัพเรือที่ยิ่งใหญ่แซงหน้ากองทัพเรือสหรัฐฯ ไปแล้ว

หลังจากจีนปฏิบัติการซ้อมรบครั้งใหญ่และปิดกั้นเกาะไต้หวันช่วงสั้นๆ เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา พลเรือเอกคาร์ล โธมัส ผู้บัญชาการกองเรือที่ 7 ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ยังยอมรับกับสื่อว่า การรับมือกองทัพจีนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะจีนมีกองทัพเรือที่ใหญ่มาก หากจีนอยากที่จะโจมตีไต้หวัน หรือแค่นำเรือมาปิดล้อมเพื่อข่มขู่ไต้หวัน ก็สามารถทำได้ไม่ยาก

นอกจากนี้ ขุมกำลังด้านนิวเคลียร์ของจีนก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก จากข้อมูลของหน่วยงานในสหรัฐฯจีนน่าจะสะสมหัวรบนิวเคลียร์ได้แล้วกว่า 350 ลูก มากกว่าสมัยสงครามเย็นถึง 2 เท่า และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นสองเท่าไปอยู่ที่ 700 ลูก ภายในปี 2027 รวมถึงกำลังก่อสร้างไซโลเก็บหัวรบนิวเคลียร์แห่งใหม่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ขณะที่ปัจจุบัน ก็เชื่อว่าจีนมีศักยภาพสามารถยิงนิวเคลียร์ได้จากทั้งภาคพื้นดิน ทางอากาศและใต้น้ำ

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน ออกรายงานเมื่อปีที่แล้วว่า จีนเป็นคู่แข่งเพียงชาติเดียวของสหรัฐฯ ในขณะนี้ ที่สามารถประสานขุมกำลังด้านเศรษฐกิจ การทูต กองทัพ และเทคโนโลยี เพื่อบรรลุเป้าหมายในการพัฒนาประเทศให้ขึ้นไปยืนหนึ่งบนเวทีโลก อีกทั้งเพื่อให้สอดคล้องทัดเทียมกับระบอบการปกครองประเทศแบบเบ็ดเสร็จ และผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ความมุ่งมั่นที่จะยกเครื่องกองทัพของจีนนี้เอง ที่ทำให้เพื่อนบ้านในภูมิภาคอยู่เฉยไม่ได้อีกต่อไปและต่างต้องเร่งยกระดับกองทัพและศักยภาพด้านกลาโหมและความมั่นคงของตนเองขึ้นมาเช่นกัน ทั้งเพื่อป้องปรามภัยคุกคามจากกองทัพเรืออันเกรียงไกร และทัพภาคพื้นดินของจีน

ดูจากเกาหลีใต้ ที่เร่งพัฒนากองทัพเรือให้สามารถปฏิบัติการทางทหารได้จากชายฝั่งของตนเอง ซึ่งผู้สันทัดกรณีเชื่อว่า ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อรับมือภัยคุกคามจากเพื่อนบ้านอย่างเกาหลีเหนือแต่อย่างใด ส่วนออสเตรเลียก็หวังได้เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์เพิ่ม 8 ลำ จากความช่วยเหลือของอังกฤษและสหรัฐฯ ภายใต้ข้อตกลงออคัส รวมถึงยังพิจารณาเรื่องซื้อขีปนาวุธเหนือเสียงระยะไกลติดหัวรบนิวเคลียร์ และเครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหน B-21 ที่สุดแทนไฮเทค เพราะสามารถโจมตีได้จากที่ใดก็ได้ในโลกโดยไม่ถูกตรวจจับด้วย

ดร.เดวิสบอกว่า ทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมานี้ ก็เพื่อรับมือจีน เพราะทุกประเทศต่างรับรู้และยอมรับแล้วว่า จีนมีศักยภาพที่จะครอบงำภูมิภาคได้อย่างที่ใจคิด และว่าช่วงเวลาที่กองทัพเรือสหรัฐฯ เคยครองอิทธิพลในทะเลแถบตะวันตกของแปซิฟิกใกล้จะจบลงแล้ว และชาติพันธมิตรในเอเชีย-แปซิฟิก ต่างก็สั่งสมขุมกำลังเพิ่มขึ้นเพื่อรับมือภัยคุกคามจากจีนกันแล้วด้วย

เดวิสย้ำว่า หากไม่มี สี จิ้นผิง ก็คงไม่เกิดข้อตกลงออคัสขึ้น ถือว่าเขามีส่วนช่วยในประเด็นนี้อย่างมาก

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ‘4 ไม่’ หลักปฏิบัติของสาวโสดเกาหลีใต้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/463161

คุยกัน 7 วันหน : ‘4 ไม่’ หลักปฏิบัติของสาวโสดเกาหลีใต้

วันอาทิตย์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในตอนนี้ บรรดาสาวโสดในเกาหลีใต้พากันเข้าร่วมกลุ่มสตรีนิยมหรือเฟมินิสต์ระดับประเทศที่ปฏิญาณเรื่อง “4 ไม่” ประกอบด้วยไม่ออกเดท ไม่มีเพศสัมพันธ์ ไม่แต่งงานและไม่มีลูก

กลุ่ม 4B หรือ 4 ไม่ คือ ไม่ออกเดท ไม่มีเพศสัมพันธ์ ไม่แต่งงาน และไม่มีลูก มีสมาชิกไม่ต่ำกว่า 4,000 คนแล้ว ส่วนช่องยูทูบที่นำเสนอเนื้อหาบอยคอตต์การแต่งงานและการมีลูกมีผู้ติดตาม100,000 คน อาจดูเหมือนไม่มาก แต่ก็เป็นเทรนด์ที่น่าสนใจ

สตรีเกาหลีใต้เจ้าของปริญญาโทสองใบวัย 40 เศษ ที่อาศัยอยู่กับสุนัขคู่ใจชานกรุงโซลเผยว่า เธอคิดเสมอว่าการแต่งงานทำให้ผู้หญิงเสียเปรียบมากกว่าอยู่เป็นโสด ปริญญาหรือความสามารถกลายเป็นสิ่งไม่มีความหมายสำหรับผู้หญิงที่ต้องการแต่งงาน ซ้ำร้ายยังกลายเป็นจุดอ่อนอีกด้วย เธอเห็นเพื่อนผู้หญิงที่มีการศึกษาดีหลายคนเผชิญอุปสรรคทั้งในที่ทำงานและที่บ้านทันทีที่มีลูก ตอนนี้เธอได้เข้าเป็นสมาชิกกลุ่ม 4B หรือ 4 ไม่ ไปเรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ สาวโสดสมาชิกกลุ่ม 4 ไม่ ยังรับเอาคิดบางอย่างของกลุ่มหลุดพ้นจากชุดชั้นในรัดรูป (Escape the Corset) ที่ต่อต้านมาตรฐานความงามอย่างเคร่งครัดของเกาหลีใต้ สมาชิกบางคนในกลุ่มนี้แชร์คลิปทุบทำลายเครื่องสำอางที่สะสมไว้และมีการส่งต่อคลิปอย่างแพร่หลาย สตรีรายหนึ่งที่ร่วมแชร์คลิปพวกนี้เผยว่า ความอดทนของเธอต่อเรื่องสตรีเกาหลีใต้ถูกกดขี่หมดลงเมื่อนักการเมืองชายหัวก้าวหน้าคนหนึ่งที่อ้างตัวว่าเป็นเฟมินิสต์ถูกตัดสินและจำคุกเมื่อปีก่อนในคดีข่มขืนผู้ช่วยสตรี นอกจากนี้ พวกเธอยังไม่พอใจและโกรธเคืองต่อการติดกล้องแอบถ่ายในห้องน้ำสาธารณะ และการเปิดเผยเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศที่ผู้หญิงตกเป็นเหยื่อ

ผลสำรวจเมื่อทศวรรษก่อนพบว่า สาวโสดเกาหลีใต้ร้อยละ 47 เชื่อว่าการแต่งงานเป็นเรื่องจำเป็น แต่เมื่อปีที่แล้วตัวเลขนี้ลดลงเหลือร้อยละ 22.4 ขณะที่จำนวนคู่แต่งงานลดลงจาก 434,900 คู่ในปี 2539 เหลือ 257,600 คู่ ขณะที่สำนักข่าวเอเอฟพีระบุว่า สตรีเกาหลีใต้ที่มีครอบครัวและทำงานนอกบ้านหมดเวลาไปกับการทำงานบ้านมากกว่าสามีถึง 4 เท่า
ผู้หญิงเกาหลีใต้สมัยนี้จำนวนหนึ่งเห็นว่า ในการแต่งงานผู้หญิงเสียเปรียบมากกว่าจะได้เปรียบ การศึกษาและประสบการณ์ในการทำงานไม่สำคัญ ผู้หญิงที่มีการศึกษาสูงกลายเป็นข้อด้อย และประสบปัญหาหลังจากมีลูก ความทุกข์ยากของพวกเธอเห็นได้จากภาพยนตร์เรื่องคิม จี ยอง เกิดปี 1982 (kim ji young born 1982) ที่เพิ่งฉายเมื่อเร็วๆ นี้ ผู้ชมเพศหญิงให้คะแนนภาพยนตร์เรื่องนี้9.5 จาก 10 ดาว ขณะที่ผู้ชายให้ 2.8 เท่านั้น

แนวโน้มสตรีเกาหลีใต้หันมาเป็นโสดแบบ 4 ไม่กันมากขึ้นทำให้จำนวนประชากรประเทศเสี่ยงลดลงอีก ปีที่แล้วอัตราเจริญพันธุ์ในเกาหลีใต้อยู่ที่ 0.98 หรือสตรี 1 คน มีลูกไม่ถึง 1 คน ต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำ 2.1 หรือสตรี 1 คน มีลูกมากกว่า 2 คน เพื่อให้จำนวนประชากรมีเสถียรภาพ รัฐบาลเกาหลีใต้คาดการณ์ว่า ประชากร 55 ล้านคน ในขณะนี้จะลดลงเหลือ 39 ล้านคน ภายในปี พ.ศ.2610 และในจำนวนนั้นครึ่งหนึ่งจะเป็นคนอายุมากกว่า 62 ปี

รัฐบาลเกาหลีใต้เล็งเห็นปัญหานี้ จึงพยายามจูงใจให้คนแต่งงานมากขึ้นด้วยนโยบายต่างๆ เช่น ให้สิทธิประโยชน์ในการซื้อบ้านสำหรับคนที่แต่งงานใหม่ ด้วยการลดดอกเบี้ย แต่ก็ไม่รู้ว่า จะสามารถเปลี่ยนใจสาวๆ กลุ่ม 4 ไม่ ที่มีแนวโน้มจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นได้มากน้อยแค่ไหน