คุยกัน 7 วันหน : เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อสงครามยูเครนหรือไม่?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/688965

คุยกัน 7 วันหน : เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ  ส่งผลกระทบต่อสงครามยูเครนหรือไม่?

คุยกัน 7 วันหน : เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อสงครามยูเครนหรือไม่?

วันอาทิตย์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 07.30 น.

ในการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ที่จะมีขึ้นในเดือนหน้า จึงถูกตั้งคำถามว่า หากพรรครีพับลิกันที่สมาชิกบางส่วนไม่สนับสนุนการช่วยเหลือยูเครน ได้ควบคุมสภาคองเกรสจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อสงครามในยูเครน

เว็บไซต์สถานีโทรทัศน์ BBC รายงานว่า สหรัฐฯมอบอาวุธ 18 ชนิดให้กับยูเครน รวมถึงจรวด Himars ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแพ็กเกจความช่วยเหลือขนาดใหญ่มูลค่า 52,000ล้านดอลลาร์ หรือมากกว่าประเทศอื่นๆรวมกันเป็นสองเท่า ซึ่งผู้เชี่ยวชาญทางทหารและรัฐบาลยูเครนกล่าวว่า การสนับสนุนนี้มีความสำคัญต่อการปกป้องยูเครนอย่างมาก

แต่การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 พฤศจิกายน ถูกจับตาว่าพรรครีพับลิกัน ที่เป็นตัวเต็งและมีสมาชิกบางส่วนไม่สนับสนุนการช่วยเหลือยูเครน อาจได้ควบคุมสภาคองเกรส และนั่นอาจส่งผลกระทบต่อการช่วยเหลือของสหรัฐฯที่มีต่อยูเครนได้

BBC รายงานว่า สมาชิกสภาคองเกรสของพรรครีพับลิกัน ตั้งคำถามถึงข้อดีในการสนับสนุนยูเครน ขณะที่ชาวอเมริกันกำลังต่อสู้กับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น โดยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาเควิน แมคคาร์ธี ผู้นำเสียงข้างนอกน้อยในสภาผู้แทนราษฎรของพรรครีพับลิกัน ระบุว่า รัฐสภาที่ควบคุมโดยพรรครีพับลิกันจะไม่เต็มใจเขียนเช็คเปล่าให้กับยูเครน ขณะที่ จอช ฮอว์ลีย์วุฒิสมาชิกรัฐมิสซูรี กล่าวเมื่อเดือนพฤษภาคม ว่าความช่วยเหลือจากยูเครน “ไม่อยู่ในความสนใจของอเมริกา”

ความคิดเห็นดังกล่าวถูกมองว่า ตอกย้ำถึงความแตกแยกภายในพรรค อดีตรองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ประณามอย่างรุนแรงต่อผู้แก้ต่างให้ปูติน และสมาชิกพรรคที่ต้องการให้เลิกยุ่งกับโลกภายนอก ในขณะที่ผู้นำพรรครีพับลิกันในวุฒิสภา อย่าง มิทช์ แมคคอนเนลล์ ได้เรียกร้องให้ทำเนียบขาวเพิ่มความช่วยเหลือให้กับยูเครน ระบุว่าสหรัฐฯ จำเป็นต้องดำเนินการเพิ่มเติม เพื่อจัดหาเครื่องมือที่ยูเครนต้องการ เพื่อขัดขวางการรุกรานจากรัสเซีย

ทั้งนี้ สภาคองเกรสอนุมัติเงินช่วยเหลือแก่ยูเครนไปแล้วหลายหมื่นล้านดอลลาร์ นับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้น ล่าสุดเมื่อเร็วๆ นี้ ได้แก่แพ็กเกจ 12,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของร่างงบประมาณรายจ่ายฉบับหนึ่ง ซึ่งมีเจตนาหลีกเลี่ยงชัตดาวน์หน่วยงานรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม ร่องรอยความเห็นต่างระหว่าง 2 พรรคในประเด็นนี้เริ่มปรากฏออกมา โดยในเดือนมิถุนายนวุฒิสภาจากรีพับลิกัน 11 คน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรีพับลิกัน57 คน คัดค้านคำร้องขอเงินช่วยเหลือด้านความมั่นคงแก่ยูเครน 40,000 ล้านดอลลาร์ และบรรดา สส.กับพวกนักวิเคราะห์คาดหมายว่าแรงขัดขืนจากรีพับลิกันจะหนักหน่วงยิ่งขึ้นในสภาคองเกรสชุดถัดไป โดยเฉพาะศึกเลือกตั้งทั่วไปจะมาถึงในปี 2024

ความเคลื่อนไหวดังกล่าว เพิ่มความกังวลในยุโรป โทเบียส เอลล์วูด สส.อาวุโสของอังกฤษ ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการคัดเลือกด้านกลาโหมในรัฐสภา กล่าวว่า หากสหรัฐฯ ถอนตัวจากการช่วยเหลือยูเครน รัสเซียจะคว้าชัยชนะในสงครามครั้งนี้แน่นอน แต่เจ้าหน้าที่ยูเครนและผู้สังเกตการณ์ในสหรัฐฯ กล่าวว่าไม่น่าเป็นไปได้ที่ความช่วยเหลือจะลดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญในระยะสั้น ไม่ว่าผลการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายนจะเป็นอย่างไร

โอเลคซี เรซนิคอฟ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของยูเครน ระบุว่า จากการพบปะหารือกับสมาชิกสภาคองเกรสของสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ทั้งกับพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันทำให้เขามั่นใจและได้รับสัญญาณหลายอย่างที่บ่งชี้ว่า ไม่ว่าใครจะเป็นผู้นำในสภา การสนับสนุนยูเครนก็จะดำเนินต่อไป

รัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดน กล่าวว่า แม้พวกเขาคาดหมายว่าความขัดแย้งในที่สุดจะจบลงบนโต๊ะเจรจา แต่จนถึงเวลานี้ ยังไม่เห็นแนวโน้มของการพูดคุยหารือใดๆ และจะเดินหน้ามอบความช่วยเหลือทำลายล้างเสริมอำนาจต่อรองแก่ยูเครนต่อไป ในกรณีที่เกิดการเจรจา ขณะที่บรรดานักวิเคราะห์มองด้วยว่า รัฐบาลของไบเดนอาจหาทางผลักดันแพ็กเกจช่วยเหลือขนาดใหญ่ ระหว่างวาระการประชุมครั้งท้ายของสภาคองเกรส หากว่ารีพับลิกันชนะศึกเลือกตั้งกลางเทอม ก่อนที่มันจะเปลี่ยนไปอยู่ภายใต้การควบคุมของรีพับลิกัน

เจ้าหน้าที่ยุโรปบอกว่าแม้พวกเขารับฟังความคิดเห็นของแมคคาร์ธีแต่ไม่เชื่อว่ามันจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง โดยฮันโน เพฟคูร์ รัฐมนตรีกลาโหมเอสโตเนีย ซึ่งเดินทางเยือนวอชิงตันในสัปดาห์นี้ เผยได้เน้นย้ำระหว่างพูดคุยกับสมาชิกรีพับลิกันว่า การสนับสนุนยูเครน หมายถึงการรักษาไว้ซึ่งระเบียบโลก อย่างไรก็ดี ข้อความหลักคือมันไม่ใช่สงครามยูเครน-รัสเซีย แต่มันเป็นสงครามของโลกเสรีและโลกที่อยู่บนพื้นฐานของกฎระเบียบกับผู้รุกราน

แล้วชาวอเมริกันรู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับสงครามในยูเครน?

ผลสำรวจของ Pew Research ชี้ว่า แม้ชาวอเมริกันยังคงมีการสนับสนุนยูเครนค่อนข้างมาก แต่ก็เริ่มลดน้อยลง หลังจากสงครามยืดเยื้อ โดยเมื่อเดือนที่แล้ว ชาวอเมริกันร้อยละ 20 มองว่าสหรัฐฯ ให้ความช่วยเหลือยูเครนมากเกินไป ซึ่งเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 12 ในเดือนพฤษภาคม และร้อยละ 7 ในเดือนมีนาคม

ขณะที่ผลสำรวจของ Reuters/Ipsos ชี้ว่า เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ยังคงมีชาวอเมริกันจำนวนมาก ที่สนับสนุนการให้ความช่วยเหลือยูเครนอย่างต่อเนื่องคิดเป็นร้อยละ 73

ในขณะที่ความช่วยเหลือจากสหรัฐฯที่มีต่อยูเครนในระยะนี้ยังไม่ชัดเจน จอห์น เฮิร์บสต์ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำกรุงเคียฟ ในปี 2003-2006เชื่อว่าการสนับสนุนจากประชาชนมีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไป หากนักการเมืองผลักดันอย่างแข็งขัน และหากสามารถทำให้สองพรรคการเมืองพูดเป็นเสียงเดียวกัน ถึงอันตรายจากสงครามในยูเครน ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่า อีก 2 หรือ 3 ปีต่อจากนี้ ชาวอเมริกันจะยังคงให้การสนับสนุนความช่วยเหลือต่อยูเครนอย่างที่เป็นอยู่ปัจจุบัน

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ใครจะรับไม้ต่อ ตำแหน่งนายกฯ อังกฤษคนต่อไป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/688097

คุยกัน 7 วันหน : ใครจะรับไม้ต่อ ตำแหน่งนายกฯ อังกฤษคนต่อไป

คุยกัน 7 วันหน : ใครจะรับไม้ต่อ ตำแหน่งนายกฯ อังกฤษคนต่อไป

วันอาทิตย์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.25 น.

ไม่พ้นจากความคาดหมายของผู้สันทัดกรณีหลายคนเท่าไหร่นัก กับการประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ ลิซ ทรัสส์ หลัง นั่งเก้าอี้ได้แค่ 45 วัน กลายเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งสั้นที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหราชอาณาจักรแต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เหนือความคาดหมายเพราะเธอเผชิญปัญหาที่รุมเร้าอย่างหนัก โดยแรงกดดันสำคัญมาจากแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่เรียกว่า “งบประมาณแผ่นดินฉบับย่อ” มูลค่า 45,000 ล้านปอนด์ ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เพราะมีทั้งการลดภาษีและการเพิ่มรายจ่าย โดยไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนว่า จะนำเงินจากไหนมาสนับสนุน ส่งผลให้ค่าเงินปอนด์ร่วงต่ำเป็นประวัติการณ์ อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านพุ่ง ราคาพันธบัตรรัฐบาลทรุดหนัก จนธนาคารกลางต้องเข้าแทรกแซง

จุดเปลี่ยนยังอยู่ที่เธอปลด ควาซี ควาร์เทง รัฐมนตรีคลัง ซึ่งเป็นคนสนิทของทรัสส์ หลังอยู่ในตำแหน่งเพียง 38 วัน และตั้งเจเรมี ฮันต์ ขึ้นมาแทน การเข้ามาของฮันต์พร้อมกับการประกาศล้มแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของทรัสส์ ที่แม้สร้างความยินดีให้นักลงทุน แต่ก็ถือเป็นการฉีกนโยบายเศรษฐกิจของทรัสส์ทิ้งจุดกระแสเรียกร้องมากขึ้นให้เธอลาออก นอกจากนี้ ทรัสส์ยังเจอปัญหารุมเร้าภายในพรรค เมื่อ สส. 40 คนทำตัวเป็นปฏิปักษ์อย่างชัดเจนโดยเฉพาะการลงมติในสภาเมื่อวันที่ 19 ต.ค. เกี่ยวกับแผนของรัฐบาลที่จะกลับมาอนุญาตให้ใช้เทคนิค “แฟรกกิ้ง”(Fracking) ในการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติหรือน้ำมันจากซากพืชซากสัตว์ที่ทับถมในชั้นหินดินดาน ซึ่งถูกมองว่า ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมการลงมติครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นเหมือนการลงมติไม่ไว้วางใจต่อรัฐบาล และแม้รัฐบาลชนะด้วยมติ 326 เสียงต่อ 230 เสียง แต่ สส. 40 คน ของพรรคอนุรักษ์นิยมงดออกเสียง

การลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของทรัสส์ ยังหมายถึงการลงจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยม ที่ชนะการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนธันวาคม 2019 นั่นหมายความว่า พรรคจะจัดการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคใหม่ในสัปดาห์หน้า ผู้ชนะการเลือกตั้งหัวหน้าพรรค จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป เป็นกระบวนการเลือกตั้งแบบ fast-track หรือทางลัดซึ่ง กราแฮม บราดี้ เจ้าหน้าที่พรรครัฐบาลที่รับผิดชอบกระบวนการนี้ประกาศว่า ผู้ที่จะเข้าชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค จะต้องได้รับคะแนนสนับสนุนมากกว่า 100 คะแนน จากสมาชิกรัฐสภาของพรรค ภายในเวลา 14.00 น. ของวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่น หากมีผู้สมัครแค่คนเดียวที่ได้คะแนนสนับสนุนถึง 100 บุคคลนั้นก็จะกลายเป็นหัวหน้าพรรคในทันที แต่ถ้าหลายคนได้คะแนนถึง 100 ก็จะเปิดให้สมาชิกพรรคโหวตทางออนไลน์ ที่จะปิดลงคะแนนในวันศุกร์ 28 ตุลาคมนี้

ตอนนี้ สื่อหลายสำนักก็เริ่มเปิดเผยรายชื่อคนที่จะมาเป็นผู้นำใหม่ของสหราชอาณาจักรกันแล้ว ซึ่งจะเป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษคนที่ 5ในรอบ 6 ปี

ตัวเต็งคนแรกคือ รีชิ ซูนัค คู่แข่งคนสำคัญที่เข้าไปถึงรอบสองคนสุดท้ายพร้อมกับ ทรัสส์ ในการคัดเลือกผู้นำพรรคครั้งก่อน เขาได้รับการสนับสนุนมากที่สุดจาก สส. พรรคอนุรักษ์นิยม ระหว่างการหาเสียง เขาเตือนว่าแผนภาษีของทรัสส์จะทำลายเศรษฐกิจ และทำให้ตลาดเงินปั่นป่วน แต่ข้อความของเขาไม่สามารถดึงดูดสมาชิกพรรคได้ ซึ่งทรัสส์ได้คะแนนไป 81,000 เสียง ส่วน ซูนัค ได้ไป 60,000 เสียง แต่ตอนนี้ทุกคนก็รับรู้ได้ว่า คำเตือนของเขานั้นได้กลายเป็นความจริงแล้ว

ล่าสุด (ตอนเขียนต้นฉบับ) ซูนัคได้เสียงสนับสนุนจาก สส. พรรคอนุรักษ์นิยม 93 เสียงแล้ว ทำท่าจะเป็นผู้สมัครคนแรกที่มีแนวโน้มมาวินโดยซูนัค อดีตนักวิเคราะห์ของโกลด์แมน ซาคส์ ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีคลังในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 เป็นตัวเก็งของบริษัทรับพนันที่ถูกกฎหมายที่อังกฤษด้วย

ส่วนเต็งสอง ได้แก่ นายบอริส จอห์นสัน ซึ่งอาจจะได้กลับมาแบบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หลังจากเขาต้องพ้นจากตำแหน่งเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว นายพอล บริสโตว์ สส.จากพรรคอนุรักษ์นิยม กล่าวว่า นายจอห์นสันเป็นผู้ที่มีบุคลิกที่พรรคแรงงานหวั่นเกรง และสามารถนำพาให้พรรคอนุรักษ์นิยมได้ชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งต่อไปได้ ขณะที่ผลการสำรวจความคิดเห็นแสดงให้เห็นว่าพรรคอนุรักษ์นิยมอาจแพ้อย่างหมดรูปในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า

มีรายงานว่า จอห์นสันได้เร่งรีบเดินทางกลับจากการพักผ่อนที่สาธารณรัฐโดมินิกัน มายังกรุงลอนดอนในวันเสาร์ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการรวบรวมเสียงสนับสนุนให้ได้อย่างน้อย 100 เสียง แม้อาจจะมีปัญหาอยู่บ้าง หลังจากที่การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 3 ปีของเขาเจอแต่เรื่องอื้อฉาวและข้อกล่าวหาเรื่องการกระทำที่ไม่เหมาะสมต่างๆ แต่ก็ต้องยอมรับว่า จอห์นสันเขายังคงมีพันธมิตรทั้งในรัฐสภาและสมาชิกพรรคทั่วไป นาดีน ดอร์รีส์ผู้สนับสนุนระยะยาวชี้ว่า เขาควรกลับมา เนื่องจากจอห์นสันได้รับมอบอำนาจจากประชาชนในการเลือกตั้งปี 2019 ดังนั้น จอห์นสัน จะเป็นผู้สมัครที่สร้างเอกภาพ และสร้างเสถียรภาพให้ประเทศได้

ส่วนคนอื่นๆ ที่น่าสนใจ เริ่มจากเพนนี มอร์ดอนต์ สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นรัฐมนตรีกลาโหมหญิงคนแรกของอังกฤษ ในปี 2019 หลังทรัสส์ ดำรงตำแหน่งผู้นำ เธอได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้นำสภาสามัญชนและประธานสภาองคมนตรี ซึ่งหมายความว่าเธอเป็นประธานในสภาการขึ้นครองราชย์ของกษัตริย์องค์ใหม่ เธอแสดงความเป็นผู้นำเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ด้วยการยืนหยัดเพื่อทรัสส์ ระหว่างการตอบคำถามในรัฐสภาด้วย

ในการชิงตำแหน่งผู้นำพรรคครั้งที่ผ่านมา มอร์ดอนต์ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากสส. แต่พลาดโอกาสเข้ารอบ 2 คนสุดท้าย แต่ก็มาในลำดับที่ 3 ส่วนครั้งนี้ เธอก็ยังไม่ได้ประกาศตัวชัดเจนว่าจะลง แต่จะขอฟังเสียง”ของเพื่อนร่วมงานก่อนว่าจะอย่างไร

อีกคนที่น่าสนใจ คือ เบน วอลเลซรัฐมนตรีกลาโหม ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครน เนื่องจากอังกฤษได้ตัดสินใจแต่เนิ่นๆที่จะสนับสนุนยูเครนด้านอาวุธและการฝึกทหาร หลังจากที่นายจอห์นสันลงจากตำแหน่งผู้นำประเทศ มีผู้เสนอให้วอลเลซลงสมัครชิงตำแหน่งแทนขณะที่เขาได้รับคะแนนสูงสุดจากการสำรวจความคิดเห็นที่ดำเนินการโดยเว็บไซต์ Conservative Home แต่เขาก็เลือกที่จะสนับสนุน ทรัสส์

อย่างไรก็ดี ไม่ว่าใครจะก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ต้องฝ่าความท้าทายกระแสเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งใหม่ และหาทางเรียกคืนความเชื่อมั่นจากประชาชน ที่มุ่งให้ความสำคัญกับวิกฤตค่าครองชีพและค่าพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นในฤดูหนาวนี้

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : เปิดยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ เน้นจัดการจีน-ป้องปรามรัสเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/686691

คุยกัน 7 วันหน : เปิดยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ  เน้นจัดการจีน-ป้องปรามรัสเซีย

คุยกัน 7 วันหน : เปิดยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ เน้นจัดการจีน-ป้องปรามรัสเซีย

วันอาทิตย์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.20 น.

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐฯ ของประธานาธิบดีโจ ไบเดนเพิ่งจะออกมาเผยแพร่เนื้อหายุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติหลังจากปล่อยให้หลายฝ่ายรอคอยอยู่นาน ว่ายุทธศาสตร์แห่งชาติของสหรัฐฯ โดยเฉพาะด้านความมั่นคงในช่วงทศวรรษหน้าที่จะมาถึง จะมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง

รายงานละเอียดของยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ ความยาว 48 หน้าซึ่งเกิดความล่าช้าในการเผยแพร่เนื่องจากเกิดสถานการณ์ทางทหารในยูเครน จนเพิ่งมานำเสนอได้ตอนที่รัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดน บริหารประเทศมานานถึง 21 เดือนแล้ว ระบุถึงความท้าทายกว้างๆ ของรัฐบาลสหรัฐฯ 2 ประการ คือการเอาชนะชาติที่เป็นคู่แข่งทางภูมิรัฐศาสตร์เพื่อเป็นผู้กำหนดระเบียบระหว่างประเทศ และหาทางรับมือกับวิกฤตและปัญหาที่ทั่วโลกกำลังเผชิญร่วมกันเช่น ปัญหาโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของรัฐบาลสหรัฐฯ บอกกับสื่อว่า ยุทธศาสตร์เหล่านี้สะท้อนว่า สิ่งสำคัญคือความเป็นผู้นำของสหรัฐฯ ที่จะต้องเอาชนะอุปสรรคและความท้าทายเหล่านี้ และว่าตอนนี้มาถึงช่วงเวลาอันสำคัญ ที่ประเทศจะต้องตัดสินใจและดำเนินการอย่างเร่งด่วนในระยะเวลา 10 ปี หลังจากนี้ ซึ่งมีความสำคัญมากทั้งในแง่การแข่งขันกับชาติคู่แข่ง โดยเฉพาะจีนแผ่นดินใหญ่และการเอาชนะอุปสรรคความท้าทายต่างๆ หากช่วงเวลาสำคัญตลอด 10 ปีนี้ต้องสูญไปโดยเปล่าประโยชน์ สหรัฐฯ จะไม่สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาต่างๆ ทั้งเรื่องของวิกฤตโลกร้อนและความท้าทายอื่นๆ ได้

ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ ที่นำเสนอเนื้อหาแบบคร่าวๆ ออกมาเป็นน้ำจิ้มเมื่อเดือนมีนาคมปีก่อน ยังคงกล่าวถึงจีนเหมือนกับที่ผ่านมาว่าเป็นคู่แข่งหนึ่งเดียวของสหรัฐฯ ที่มีทั้งความมุ่งมั่นและศักยภาพที่จะเปลี่ยนแปลงระเบียบโลกใหม่ได้และว่าจีนมีความทะเยอทะยานที่จะสร้างอิทธิพลครอบงำภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก เพื่อก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจโลก อีกทั้งจีนยังพยายามเปลี่ยนแปลงรูปแบบมาตรฐานของเทคโนโลยี และกลืนพันธมิตรสหรัฐฯ ที่มีอยู่ทั่วโลก

อย่างไรก็ดี เนื้อหาในยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ ยังเปิดช่องให้มีการร่วมมือกับจีน ว่าเป็นสิ่งสำคัญยิ่งต่อระบบเศรษฐกิจโลก และส่งผลกระทบต่อความท้าทายต่างๆ ที่ทั้งสองฝ่ายต้องรับมือ โดยเฉพาะปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และวิกฤตสาธารณสุขโลกเน้นย้ำว่ายังเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ และจีนจะร่วมมือกัน อยู่ร่วมกันอย่างสันติ แบ่งปันและส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาของมนุษย์ต่อไปได้

นอกจากนี้ การลงทุนด้านต่างๆ เพื่อให้อเมริกาแข็งแกร่งและส่งเสริมความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพันธมิตรทั้งในยุโรปและอินโด-แปซิฟิก ก็ถือเป็นพื้นฐานสำคัญของยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ ด้วย

อย่างไรก็ดี ซัลลิแวนบอกว่า สหรัฐฯ ไม่ควรมองโลกผ่านแนวคิดเรื่องของการแข่งขันกันแต่เพียงอย่างเดียว สหรัฐฯไม่ควรดำเนินนโยบายแบ่งฝักแบ่งฝ่าย และไม่มุ่งเน้นแข่งขันมากเกินพอดี จนเกิดการเผชิญหน้ากลายเป็นสงครามเย็นครั้งใหม่ อีกทั้งสหรัฐฯ ก็ไม่สนับสนุนให้เกิดบรรยากาศของการทำสงครามตัวแทนไม่ว่าที่ใดบนโลก

ขณะที่ประธานาธิบดีไบเดนระบุในบทนำของเนื้อหายุทธศาสตร์ฉบับนี้ว่า ระหว่างที่สหรัฐฯ แข่งขันเพื่อความเป็นที่หนึ่งกับจีน ก็ต้องไม่ลืมที่จะดำเนินมาตรการควบคุมและป้องปรามรัสเซีย ที่เปิดฉากปฏิบัติการทางทหารทำสงครามในยูเครนอย่างสุดป่าเถื่อน จนทำลายเสถียรภาพและความมั่นคงทั้งในยุโรปและภูมิภาคอื่นๆทั้งโลก

แม้รัสเซียจะถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อระบบโลกเสรีที่เปิดกว้าง แต่เนื้อหาในยุทธศาสตร์ชาติฯ ของสหรัฐฯ ยังมองว่าในระยะยาว จีนมีทั้งความมุ่งมั่นอำนาจและอิทธิพลที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงระเบียบโลก ให้สอดคล้องไปกับระบบการปกครองแบบเบ็ดเสร็จในประเทศ

แซ็ค คูเปอร์ จากสถาบันอเมริกัน เอนเตอร์ไพรส์ บอกกับสเตรทไทมส์ ว่า รัฐบาลไบเดนมองขาดว่ารัสเซียเป็นภัยคุกคามเฉพาะหน้า แต่ในระยะยาวแล้ว จีนนี่แหละที่เป็นภัยคุกคามน่ากลัวที่สหรัฐฯ ต้องเฝ้าระวังมากที่สุด ทำให้สหรัฐฯ ต้องจัดระเบียบในการรับมือภัยคุกคามอย่างเป็นระบบ ด้วยการดำเนินมาตรการจัดการและตอบโต้กับรัสเซียก่อนในช่วงนี้ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องเตรียมความพร้อมเพื่อตัดสินใจและดำเนินการกับจีนอย่างเร่งด่วนในกรอบระยะเวลา 10 ปีหลังจากนี้

อย่างไรก็ดี ทั้งหลายทั้งปวงก็ล้วนขึ้นอยู่กับว่า สหรัฐฯ จะ “มีปัญญา” จัดทำยุทธศาสตร์ฯที่วางเอาไว้เสียดิบดีนี้ ให้ออกมาเป็นรูปธรรมได้มากน้อยแค่ไหน เพราะสหรัฐฯ เอง ก็กำลังเผชิญความท้าทายในประเทศ ทั้งเรื่องการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย และทรัพยากรที่จำกัดจำเขี่ยอย่างที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : สี จิ้นผิง กับภารกิจยกเครื่องกองทัพและภูมิภาค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/685237

คุยกัน 7 วันหน : สี จิ้นผิง  กับภารกิจยกเครื่องกองทัพและภูมิภาค

คุยกัน 7 วันหน : สี จิ้นผิง กับภารกิจยกเครื่องกองทัพและภูมิภาค

วันอาทิตย์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ที่จีนแผ่นดินใหญ่อยู่ภายใต้การปกครองและบริหารของประธานาธิบดีสี จิ้นผิงจีนได้สร้างกองทัพเรือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก พัฒนากองทัพที่เกรียงไกรอยู่แล้วให้น่าเกรงขามขึ้นไปอีก รวมถึงสั่งสมอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธหวังทำลายศัตรูที่เป็นภัยคุกคาม

ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านหวังจะเร่งฝีเท้าตาม การดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศในอีก 5 ปีหลังจากนี้ของประธานาธิบดีสี น่าจะทำให้เราได้เห็นการแข่งขันสะสมอาวุธในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกที่จะเพิ่มมากยิ่งขึ้น เห็นได้จากเกาหลีใต้ที่เร่งพัฒนากองทัพเรือของตนเอง และออสเตรเลียที่สั่งซื้อเรือดำน้ำนิวเคลียร์มาใช้งาน

การซื้อและสั่งสมอาวุธยุทโธปกรณ์กำลังพุ่งขึ้นทั่วเอเชียหลังจากนี้

จากข้อมูลของสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการศึกษายุทธศาสตร์ในอังกฤษ พบว่าเฉพาะในปีที่แล้วประเทศในเอเชีย-แปซิฟิก ใช้งบประมาณซื้ออาวุธทะลุหลัก 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 35 ล้านล้านบาท)ไปแล้ว จีน เวียดนาม และฟิลิปปินส์เพิ่มงบประมาณซื้อกว่าเท่าตัวในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ขณะที่เกาหลีใต้อินเดียและปากีสถานก็ไล่หลังมาไม่ห่าง แม้แต่ญี่ปุ่นเอง ก็เพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมขึ้นอย่างมาก จนเกือบที่จะยกเลิกนโยบาย “ไม่โจมตีก่อน” ของตนเองอยู่รอมร่อ โดยอ้างเหตุผลเรื่องภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่เกิดขึ้นรอบด้าน

ดร.มัลคอล์ม เดวิส อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมออสเตรเลีย ที่ปัจจุบันทำหน้าที่ในสถาบันนโยบายด้านยุทธศาสตร์ของออสเตรเลียบอกว่า ประเทศหลักๆ ในเอเชีย-แปซิฟิกต่างกำลังเร่งพัฒนาขุมกำลังด้านกลาโหมและความมั่นคงของตนเองอย่างเร็วที่สุดอยู่ในขณะนี้ เห็นได้ชัดว่าเป็นการตอบสนองต่อการพัฒนาด้านกองทัพของจีน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน หรือ PLA ไม่มีการพัฒนาด้านอาวุธยุทโธปกรณ์มากนัก อีกทั้งกำลังพลก็ขาดประสิทธิภาพ จนถูกค่อนแคะจากผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ว่า ไม่ต่างอะไรกับพิพิธภัณฑ์ทางทหารขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เพราะทั้งกองทัพมีแต่อาวุธจากยุคอดีตสหภาพโซเวียตที่ล้าสมัย เต็มไปด้วยการทุจริตคดโกง และประวัติการรบในภูมิภาคที่ไม่เด่นดังเป็นที่กล่าวถึงมากนัก

กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนต้องสูญเสียทหารของตนไปในสงครามเกาหลีมากถึงเกือบ 200,000 ชีวิต ส่วนการยกทัพบุกเวียดนามในปี 1979 ก็สูญเสียกำลังทหารอีกหลายหมื่นนาย

เมื่อ สี จิ้นผิง ก้าวขึ้นเป็นผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนในปี 2013 เริ่มมีการยกเครื่องครั้งใหญ่ภายในกองทัพให้เห็นแล้ว เริ่มมาตั้งแต่ปี 1990 ที่ เจียง เจ๋อหมินต้องตกตะลึงกับแสนยานุภาพของกองทัพสหรัฐฯ ระหว่างสงครามอ่าวเปอร์เซีย และในช่วงวิกฤตช่องแคบไต้หวัน ครั้งที่ 3 ระหว่างปี 1995-1996 แต่การพัฒนากองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนยังไม่เกิดขึ้นแบบเป็นรูปธรรม จน สี จิ้นผิง ขึ้นมามีอำนาจ กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนจึงเริ่มการปรับปรุงและยกระดับอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน มีการเปิดตัวเรือเหลียวหนิง เรือบรรทุกเครื่องบินลำแรกของกองทัพ ที่แม้จะเป็นลำเก่าของยูเครนที่นำมาปรับโฉมใหม่ และฝูงบินขับไล่J-15 ซึ่งพัฒนาจากต้นแบบที่เป็นเครื่องบินแบบซูคอยของรัสเซีย

ขณะเดียวกัน งบประมาณด้านกลาโหมของจีนก็ปรับเพิ่มขึ้นมา 27 ปีติดต่อกัน จนทุกวันนี้ จีนมีเรือบรรทุกเครื่องบินที่ทันสมัย 2 ลำ ขีปนาวุธระยะกลางและระยะไกลที่ติดหัวรบนิวเคลียร์ได้หลายร้อยลูก เครื่องบินรบและเครื่องบินขับไล่หลายพันลำ และกองทัพเรือที่ยิ่งใหญ่แซงหน้ากองทัพเรือสหรัฐฯ ไปแล้ว

หลังจากจีนปฏิบัติการซ้อมรบครั้งใหญ่และปิดกั้นเกาะไต้หวันช่วงสั้นๆ เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา พลเรือเอกคาร์ล โธมัส ผู้บัญชาการกองเรือที่ 7 ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ยังยอมรับกับสื่อว่า การรับมือกองทัพจีนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะจีนมีกองทัพเรือที่ใหญ่มาก หากจีนอยากที่จะโจมตีไต้หวัน หรือแค่นำเรือมาปิดล้อมเพื่อข่มขู่ไต้หวัน ก็สามารถทำได้ไม่ยาก

นอกจากนี้ ขุมกำลังด้านนิวเคลียร์ของจีนก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก จากข้อมูลของหน่วยงานในสหรัฐฯจีนน่าจะสะสมหัวรบนิวเคลียร์ได้แล้วกว่า 350 ลูก มากกว่าสมัยสงครามเย็นถึง 2 เท่า และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นสองเท่าไปอยู่ที่ 700 ลูก ภายในปี 2027 รวมถึงกำลังก่อสร้างไซโลเก็บหัวรบนิวเคลียร์แห่งใหม่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ขณะที่ปัจจุบัน ก็เชื่อว่าจีนมีศักยภาพสามารถยิงนิวเคลียร์ได้จากทั้งภาคพื้นดิน ทางอากาศและใต้น้ำ

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน ออกรายงานเมื่อปีที่แล้วว่า จีนเป็นคู่แข่งเพียงชาติเดียวของสหรัฐฯ ในขณะนี้ ที่สามารถประสานขุมกำลังด้านเศรษฐกิจ การทูต กองทัพ และเทคโนโลยี เพื่อบรรลุเป้าหมายในการพัฒนาประเทศให้ขึ้นไปยืนหนึ่งบนเวทีโลก อีกทั้งเพื่อให้สอดคล้องทัดเทียมกับระบอบการปกครองประเทศแบบเบ็ดเสร็จ และผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ความมุ่งมั่นที่จะยกเครื่องกองทัพของจีนนี้เอง ที่ทำให้เพื่อนบ้านในภูมิภาคอยู่เฉยไม่ได้อีกต่อไปและต่างต้องเร่งยกระดับกองทัพและศักยภาพด้านกลาโหมและความมั่นคงของตนเองขึ้นมาเช่นกัน ทั้งเพื่อป้องปรามภัยคุกคามจากกองทัพเรืออันเกรียงไกร และทัพภาคพื้นดินของจีน

ดูจากเกาหลีใต้ ที่เร่งพัฒนากองทัพเรือให้สามารถปฏิบัติการทางทหารได้จากชายฝั่งของตนเอง ซึ่งผู้สันทัดกรณีเชื่อว่า ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อรับมือภัยคุกคามจากเพื่อนบ้านอย่างเกาหลีเหนือแต่อย่างใด ส่วนออสเตรเลียก็หวังได้เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์เพิ่ม 8 ลำ จากความช่วยเหลือของอังกฤษและสหรัฐฯ ภายใต้ข้อตกลงออคัส รวมถึงยังพิจารณาเรื่องซื้อขีปนาวุธเหนือเสียงระยะไกลติดหัวรบนิวเคลียร์ และเครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหน B-21 ที่สุดแทนไฮเทค เพราะสามารถโจมตีได้จากที่ใดก็ได้ในโลกโดยไม่ถูกตรวจจับด้วย

ดร.เดวิสบอกว่า ทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมานี้ ก็เพื่อรับมือจีน เพราะทุกประเทศต่างรับรู้และยอมรับแล้วว่า จีนมีศักยภาพที่จะครอบงำภูมิภาคได้อย่างที่ใจคิด และว่าช่วงเวลาที่กองทัพเรือสหรัฐฯ เคยครองอิทธิพลในทะเลแถบตะวันตกของแปซิฟิกใกล้จะจบลงแล้ว และชาติพันธมิตรในเอเชีย-แปซิฟิก ต่างก็สั่งสมขุมกำลังเพิ่มขึ้นเพื่อรับมือภัยคุกคามจากจีนกันแล้วด้วย

เดวิสย้ำว่า หากไม่มี สี จิ้นผิง ก็คงไม่เกิดข้อตกลงออคัสขึ้น ถือว่าเขามีส่วนช่วยในประเด็นนี้อย่างมาก

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ‘4 ไม่’ หลักปฏิบัติของสาวโสดเกาหลีใต้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/463161

คุยกัน 7 วันหน : ‘4 ไม่’ หลักปฏิบัติของสาวโสดเกาหลีใต้

วันอาทิตย์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในตอนนี้ บรรดาสาวโสดในเกาหลีใต้พากันเข้าร่วมกลุ่มสตรีนิยมหรือเฟมินิสต์ระดับประเทศที่ปฏิญาณเรื่อง “4 ไม่” ประกอบด้วยไม่ออกเดท ไม่มีเพศสัมพันธ์ ไม่แต่งงานและไม่มีลูก

กลุ่ม 4B หรือ 4 ไม่ คือ ไม่ออกเดท ไม่มีเพศสัมพันธ์ ไม่แต่งงาน และไม่มีลูก มีสมาชิกไม่ต่ำกว่า 4,000 คนแล้ว ส่วนช่องยูทูบที่นำเสนอเนื้อหาบอยคอตต์การแต่งงานและการมีลูกมีผู้ติดตาม100,000 คน อาจดูเหมือนไม่มาก แต่ก็เป็นเทรนด์ที่น่าสนใจ

สตรีเกาหลีใต้เจ้าของปริญญาโทสองใบวัย 40 เศษ ที่อาศัยอยู่กับสุนัขคู่ใจชานกรุงโซลเผยว่า เธอคิดเสมอว่าการแต่งงานทำให้ผู้หญิงเสียเปรียบมากกว่าอยู่เป็นโสด ปริญญาหรือความสามารถกลายเป็นสิ่งไม่มีความหมายสำหรับผู้หญิงที่ต้องการแต่งงาน ซ้ำร้ายยังกลายเป็นจุดอ่อนอีกด้วย เธอเห็นเพื่อนผู้หญิงที่มีการศึกษาดีหลายคนเผชิญอุปสรรคทั้งในที่ทำงานและที่บ้านทันทีที่มีลูก ตอนนี้เธอได้เข้าเป็นสมาชิกกลุ่ม 4B หรือ 4 ไม่ ไปเรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ สาวโสดสมาชิกกลุ่ม 4 ไม่ ยังรับเอาคิดบางอย่างของกลุ่มหลุดพ้นจากชุดชั้นในรัดรูป (Escape the Corset) ที่ต่อต้านมาตรฐานความงามอย่างเคร่งครัดของเกาหลีใต้ สมาชิกบางคนในกลุ่มนี้แชร์คลิปทุบทำลายเครื่องสำอางที่สะสมไว้และมีการส่งต่อคลิปอย่างแพร่หลาย สตรีรายหนึ่งที่ร่วมแชร์คลิปพวกนี้เผยว่า ความอดทนของเธอต่อเรื่องสตรีเกาหลีใต้ถูกกดขี่หมดลงเมื่อนักการเมืองชายหัวก้าวหน้าคนหนึ่งที่อ้างตัวว่าเป็นเฟมินิสต์ถูกตัดสินและจำคุกเมื่อปีก่อนในคดีข่มขืนผู้ช่วยสตรี นอกจากนี้ พวกเธอยังไม่พอใจและโกรธเคืองต่อการติดกล้องแอบถ่ายในห้องน้ำสาธารณะ และการเปิดเผยเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศที่ผู้หญิงตกเป็นเหยื่อ

ผลสำรวจเมื่อทศวรรษก่อนพบว่า สาวโสดเกาหลีใต้ร้อยละ 47 เชื่อว่าการแต่งงานเป็นเรื่องจำเป็น แต่เมื่อปีที่แล้วตัวเลขนี้ลดลงเหลือร้อยละ 22.4 ขณะที่จำนวนคู่แต่งงานลดลงจาก 434,900 คู่ในปี 2539 เหลือ 257,600 คู่ ขณะที่สำนักข่าวเอเอฟพีระบุว่า สตรีเกาหลีใต้ที่มีครอบครัวและทำงานนอกบ้านหมดเวลาไปกับการทำงานบ้านมากกว่าสามีถึง 4 เท่า
ผู้หญิงเกาหลีใต้สมัยนี้จำนวนหนึ่งเห็นว่า ในการแต่งงานผู้หญิงเสียเปรียบมากกว่าจะได้เปรียบ การศึกษาและประสบการณ์ในการทำงานไม่สำคัญ ผู้หญิงที่มีการศึกษาสูงกลายเป็นข้อด้อย และประสบปัญหาหลังจากมีลูก ความทุกข์ยากของพวกเธอเห็นได้จากภาพยนตร์เรื่องคิม จี ยอง เกิดปี 1982 (kim ji young born 1982) ที่เพิ่งฉายเมื่อเร็วๆ นี้ ผู้ชมเพศหญิงให้คะแนนภาพยนตร์เรื่องนี้9.5 จาก 10 ดาว ขณะที่ผู้ชายให้ 2.8 เท่านั้น

แนวโน้มสตรีเกาหลีใต้หันมาเป็นโสดแบบ 4 ไม่กันมากขึ้นทำให้จำนวนประชากรประเทศเสี่ยงลดลงอีก ปีที่แล้วอัตราเจริญพันธุ์ในเกาหลีใต้อยู่ที่ 0.98 หรือสตรี 1 คน มีลูกไม่ถึง 1 คน ต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำ 2.1 หรือสตรี 1 คน มีลูกมากกว่า 2 คน เพื่อให้จำนวนประชากรมีเสถียรภาพ รัฐบาลเกาหลีใต้คาดการณ์ว่า ประชากร 55 ล้านคน ในขณะนี้จะลดลงเหลือ 39 ล้านคน ภายในปี พ.ศ.2610 และในจำนวนนั้นครึ่งหนึ่งจะเป็นคนอายุมากกว่า 62 ปี

รัฐบาลเกาหลีใต้เล็งเห็นปัญหานี้ จึงพยายามจูงใจให้คนแต่งงานมากขึ้นด้วยนโยบายต่างๆ เช่น ให้สิทธิประโยชน์ในการซื้อบ้านสำหรับคนที่แต่งงานใหม่ ด้วยการลดดอกเบี้ย แต่ก็ไม่รู้ว่า จะสามารถเปลี่ยนใจสาวๆ กลุ่ม 4 ไม่ ที่มีแนวโน้มจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นได้มากน้อยแค่ไหน