ตะลอนเที่ยว : วันมูลนิธิสิรินธร ประจำปี 2565

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/700362

ตะลอนเที่ยว : วันมูลนิธิสิรินธร ประจำปี 2565

ตะลอนเที่ยว : วันมูลนิธิสิรินธร ประจำปี 2565

วันอาทิตย์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มูลนิธิสิรินธร จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการรักษาพยาบาล (คิลานเภสัช) การศึกษาอบรมวิชาพยาบาล การส่งเสริมพระพุทธศาสนา การก่อสร้างและบูรณะโรงพยาบาล รวมทั้งให้ความร่วมมือกับองค์กรการกุศลอื่นๆ เพื่อสาธารณประโยชน์

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระราชานุญาตให้อัญเชิญพระนามาภิไธยย่อ ส.ธ. ภายใต้พระชฎาล้อมกรอบด้วยแถบผ้าด้านล่าง มีข้อความว่า มูลนิธิสิรินธรเป็นเครื่องหมายของมูลนิธิ

สถานพยาบาลของมูลนิธิสิรินธร ตั้งอยู่ในบริเวณวัดชูจิตธรรมาราม ถนนพหลโยธิน อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดให้บริการตรวจรักษาพระภิกษุ สามเณร และประชาชนที่อาศัยในบริเวณใกล้เคียงกับสถานพยาบาลของมูลนิธิสิรินธร เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2520

ปัจจุบันสถานพยาบาลของมูลนิธิสิรินธรให้บริการตรวจสุขภาพ ฉีดวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ แก่พระภิกษุ สามเณร และประชาชน ปีละมากกว่า 1,000 ราย ต่อมาในปี พ.ศ. 2543 ได้เปิดห้องพยาบาลในอาคารเรียนกฤษณเวฬุพุทธาราม ตำบลทองเอน อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี 

สถานพยาบาลของมูลนิธิสิรินธรทั้งสองแห่งให้บริการโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายใดๆจากผู้ไปขอรับบริการ ในเรื่องต่อไปนี้ ตรวจสุขภาพ รักษาเบื้องต้นทางด้านอายุรกรรมจักษุกรรม และทันตกรรม ดูแลด้านโภชนาการโดยทำโครงการสามเณรน้อยเติบโตสมวัย เพื่อให้สามเณรทุกรูปมีสุขภาพสมบูรณ์

และเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2565 เวลา09.00 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดงาน วันมูลนิธิสิรินธร ประจำปี 2565 เพื่อจัดหาทุนสำหรับบริหารกิจการของสถานพยาบาลของมูลนิธิสิรินธรโดยจัดงาน ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ในโอกาสนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานการแสดงชุด เที่ยวไปในแดนชวา ซึ่งเป็นบทพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงระนาดเอกร่วมกับวงดนตรีไทยสายใยจามจุรี และวงดนตรีสากลสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วงอังกะลุง และการจับระบำ โดยคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมกับวงกาเมลันสำนักการสังคีต กรมศิลปากร

ตะลอนเที่ยว : ปราสาทพระนครหลวง พระราชมรดกของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698806

ตะลอนเที่ยว : ปราสาทพระนครหลวง พระราชมรดกของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง

ตะลอนเที่ยว : ปราสาทพระนครหลวง พระราชมรดกของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง

วันอาทิตย์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สมเด็จพระเจ้าปราสาททองคือพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ลำดับที่ 24 เสด็จขึ้นทรงราชย์พ.ศ.2172-2199 พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างปราสาทพระนครหลวงขึ้นบนพระราชอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา ณ ริมแม่น้ำป่าสัก เมื่อ พ.ศ. 2174 โดยทรงโปรดให้ช่างไปถ่ายแบบปราสาทนครธมมาจากกรุงกัมพุช(ดินแดนแว่นแคว้นของเขมร) เนื่องจากแผ่นดินกรุงศรีอยุธยามีชัยเหนือกรุงกัมพุช โดยทรงตั้งพระราชหฤทัยให้ปราสาทพระนครหลวงเป็นที่ประทับในยามเสด็จไปนมัสการพระพุทธบาท เมืองสระบุรี

นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีสันนิษฐานว่าการที่สมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงให้ถอดแบบปราสาทนครธมมาสร้างเป็นปราสาทพระนครหลวง หรือปราสาทนครหลวง ด้วยเหตุที่ทรงเลื่อมใสในลัทธิเทวราชาแบบขอม ที่เชื่อว่าพระมหากษัตริย์คือเทพเจ้าชั้นสูงที่จุติลงมาบนโลกมนุษย์

นอกจากนี้ ตามหลักฐานต่างๆ ที่ปรากฏยังพบว่า ในรัชสมัยของพระองค์นั้น ทรงมีพระราชนิยมสถาปัตยกรรมแบบขอมหลายแห่ง เช่น วัดไชยวัฒนาราม (สร้างก่อนปราสาทพระนครหลวง) พระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนต์ พระที่นั่งองค์นี้ทรงให้ก่อสร้างในปี พ.ศ. 2175 โดยครั้งแรกเมื่อสร้าง ได้พระราชทานชื่อว่า ปราสาทคิริยโรธรมพาพิมาน 

ย้อนกลับไปกล่าวเรื่องปราสาทพระนครหลวงหรือปราสาทนครหลวงเมื่อยุคสิ้นแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาเมื่อครั้งเสียกรุงศรีฯ แก่กองทัพของพม่า ในรัชสมัยพระเจ้ามังระ เมื่อ พ.ศ. 2310 กรุงศรีอยุธยาก็กลายเป็นพระนครร้าง ขณะเดียวกันปราสาทพระนครหลวงที่อยู่ห่างไกลจากเมืองหลวงก็ถูกปล่อยร้าง จนกระทั่ง พ.ศ. 2352 ก็ได้ถูกแปรสภาพเป็นวัด มีการสร้างรอยพระพุทธบาทจำลอง4 รอยไว้ ณ ชั้นบนของปราสาท แล้วสร้างมณฑปครอบรอยพระพุทธบาทไว้ ครั้นต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีพระราชดำริให้บูรณปฏิสังขรณ์ปราสาทแห่งนี้ แต่ทว่าเมื่อทรงพิจารณาเห็นว่าบนยอดปราสาทมีรอยพระพุทธบาทอยู่แล้ว จึงไม่ทรงให้รื้อออก เพราะเป็นเรื่องไม่บังควร ดังนั้นแผนการบูรณปฏิสังขรณ์จึงหยุดลง แต่ทรงให้ก่อสร้างส่วนบนของปราสาทเป็นระเบียงคดสถาปัตยกรรมแบบทรงโค้ง (arch) และมีหลักฐานเพิ่มเติมว่ามณฑปจตุรมุขสร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดังมีข้อความปรากฏที่หน้าบันพระมณฑปว่า มณฑปพระนครหลวง ปฏิสังขรณ์ขึ้นเมื่อปีรัตนโกสินทร์ศก 122 ซึ่งเป็นปีที่ตรงกับรัชสมัย รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 

ปราสาทนครหลวงที่ยังปรากฏในปัจจุบันมีทั้งหมดสามชั้น ซึ่งเป็นไปตามคติการสร้างปราสาทหินแบบเขมรหรือขอม สิ่งที่ยังหลงเหลือปรากฏอีกอย่างก็คือปรางค์ทิศปรางค์ราย (ปรางค์มุม) ยังคงมีปรางค์องค์หนึ่งหลงเหลืออยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด ในขณะที่ปรางค์ส่วนใหญ่หลงเหลือเพียงเศษแค่ส่วนผนังเท่านั้น แต่ส่วนยอดปรางค์พังทลายไปแล้ว

สิ่งสำคัญอีกอย่างบนบริเวณยอดปราสาทคือ หน้าพระมณฑปมีรูปปั่้นพระพิฆเณศประทับบนฐานหัวกะโหลกมนุษย์ ซึ่งพระพิฆเณศองค์นี้มีลักษณะเช่นเดียวกับพระพิฆเณศศิลปะแบบชวาตะวันออก ซึ่งจันทิสิงหาส่าหรี สร้างขึ้นในช่วงประมาณพุทธศตวรรษที่ 15-16 ซึ่งพระพิฆเณศองค์ที่หน้าพระมณฑปนั้นเป็นองค์จำลอง ส่วนองค์จริงเก็บรักษาไว้ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร โดยพระพิฆเณศองค์จริงนั้นผู้สำเร็จราชการชาวดัทช์ที่ดูแลชวาได้น้อมเกล้าฯ ถวายแด่รัชกาลที่ 5 เมื่อครั้งเสด็จประพาสเกาะชวา เมื่อพ.ศ. 2539 

ส่วนรอยพุทธบาทจำลองบนยอดปราสาททำเป็นรอยพระพุทธบาทสี่รอยซ้อนกัน โดยมีรอยใหญ่สุดแล้วซ้อนด้วยรอยเล็กๆ ไว้บนรอยเดียวกัน 

อ่านเรื่องราวโดยสังเขปเกี่ยวกับปราสาทพระนครหลวงจบแล้ว หากคุณๆ ต้องการไปเที่ยวชมและกราบนมัสการโบราณสถานแห่งนี้และต้องการไปเป็นหมู่คณะ (เล็กๆ) นำทัวร์โดยMr. Flower หนังสือพิมพ์แนวหน้า โปรดติดต่อที่หมายเลข 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : ภูมิปัญญาไทยในพัสตราภรณ์ ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/697353

ตะลอนเที่ยว : ภูมิปัญญาไทยในพัสตราภรณ์ ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ตะลอนเที่ยว : ภูมิปัญญาไทยในพัสตราภรณ์ ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันอาทิตย์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อสองสัปดาห์ก่อนได้นำเสนอเรื่องราวที่น่าสนใจของงานนิทรรศการสิริราชพัสตรา บรมราชินีนาถ ซึ่งจัดขึ้นที่พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ และได้เชิญชวนคุณๆ ไปชมนิทรรศการนี้ด้วยกันในวันที่ 17 ธันวาคม 2565 เวลา 13.00 น. ณ หอรัษฎากรพิพัฒน์ ในเขตพระบรมมหาราชวังด้วยกัน

ปรากฏว่ามีผู้สนใจร่วมแสดงความจำนงไปชมงานนี้กันมากมาย ดังนั้นในวันนี้จึงขอนำเสนอความงดงาม วิจิตร บรรจงของฉลองพระองค์องค์อื่นๆ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้คุณๆ ได้รับชมกัน ก่อนจะไปชมฉลองพระองค์จริงพร้อมๆ กันในวันที่ 17 ธันวาคม

การจัดแสดงนิทรรศการนี้ ได้เชิญฉลองพระองค์ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในแต่ละยุคแต่ละสมัย เริ่มตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1960 จนถึง 2000 นอกจากนี้ยังเชิญพระมาลา (หมวก) พระกลด (ร่ม)พระพัชนี (พัด) รวมถึงฉลองพระบาท (รองเท้า)มาจัดแสดงด้วย

ฉลองพระองค์ในยุคทศวรรษ 1960 เป็นผลงานการออกแบบโดยนักออกแบบเสื้อผ้าระดับโลก ปิแอร์ บัลแมง เนื่องจากในขณะนั้น โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศในทวีปยุโรป และสหรัฐอเมริกา ซึ่งในแต่ละการพิธีที่เสด็จนั้นต้องทรงฉลองพระองค์ให้สอดรับกับขนบประเพณีของตะวันตก จึงทรงมีพระบรมราชานุญาตให้นักออกแบบเสื้อผ้าชาวตะวันตกที่รู้ประเพณีการแต่งงานให้เข้ากับการพิธีถวายการออกแบบฉลองพระองค์ให้ แต่ก็ทรงย้ำว่าให้ปรากฏลักษณะของเสื้อผ้าแบบไทยผสมผสานในงานออกแบบด้วย 

ครั้นเมื่อถึงทศวรรษ 1970 ทรงก่อตั้งศิลปาชีพพิเศษขึ้นแล้ว ทรงพยายามเผยแพร่ความงดงามวิจิตรล้ำค่าของผ้าไทยจากภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศให้ปรากฏแก่สายตาของชาวโลกและชาวไทยดังนั้นฉลองพระองค์ตั้งแต่ยุคทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา จะพบว่าทรงให้ใช้ผ้าไทยจากภูมิภาคต่างๆ เพื่อตัดเย็บฉลองพระองค์ถวายเสมอมา และในยุคทศวรรษต่อๆ มาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ช่างออกแบบเสื้อผ้าชาวไทย ได้ทูลเกล้าฯ ถวายงานมากขึ้น เช่น เรณู โอสถานุเคราะห์ ธีระพันธ์วรรณรัตน์ เป็นต้น 

ฉลองพระองค์ในช่วงทศวรรษ 1970 เป็นต้นมาจึงเป็นผ้าไทยจากภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งทำให้ผ้าไทยได้ปรากฏความงดงามไปทั่วทุกสารทิศ รวมถึงหลายประเทศทั่วโลกด้วย 

งานนิทรรศการนี้ ยังจัดแสดงฉลองพระองค์ชุดพิเศษ ในชื่อว่าห้องทอง เนื่องจากฉลองพระองค์ทุกองค์ที่เชิญมาจัดแสดงมีสีทองอร่าม ฉลองพระองค์ทุกองค์ในห้องนี้ประทับอยู่ในความทรงจำของพสกนิกรไทยเป็นอย่างดี เนื่องจากตราตรึงจากพระราชกรณียกิจที่พระองค์ทรงฉลองพระองค์ในโอกาสสำคัญระดับชาติในครั้งต่างๆ 

นอกจากฉลองพระองค์ที่บ่งบอกได้ชัดเจนถึงความงดงามของผ้าไทยแล้วพระองค์ยังทรงนำช่างฝีมือต่างๆ ของศิลปาชีพไปแสดงฝีมือชั้นเยี่ยมให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของชาวต่างชาติเสมอ เมื่อพระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินทรงเจริญสัมพันธไมตรีในประเทศทั้งหลาย ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้ชื่อเสียงและความงามของงานหัตถศิลป์ไทยจากทุกภูมิภาคของไทยได้เป็นที่รู้จักขจรขจายไปทั่วทุกสารทิศของโลก

เรียนย้ำอีกครั้งว่า วันที่ 17 ธันวาคม2565 เวลา 13.00 น. คณะผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้าจะไปชมนิทรรศการสิริราชพัสตรา บรมราชินีนาถ ณ พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถที่หอรัษฎากรพิพัฒน์ด้วยกัน ในเขตพระบรมมหาราชวัง พบกันที่พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และจะพาคุณไปซื้อหาสินค้าศิลปาชีพฯ คุณภาพดีราคามิตรภาพ เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ สำหรับคุณเอง และคนที่คุณรักใคร่เคารพนับถือ ในร้านค้าพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ด้วย

ท่านใดสนใจร่วมทริปพิเศษนี้ด้วยกันโปรดติดต่อ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : ของขวัญของฝากปีใหม่สุดพิเศษจากร้านค้าพิพิธภัณฑ์ผ้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/695966

ตะลอนเที่ยว : ของขวัญของฝากปีใหม่สุดพิเศษจากร้านค้าพิพิธภัณฑ์ผ้า

ตะลอนเที่ยว : ของขวัญของฝากปีใหม่สุดพิเศษจากร้านค้าพิพิธภัณฑ์ผ้า

วันอาทิตย์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อสัปดาห์ก่อน Mr.Flower ชวนเชิญคุณๆ ไปชมนิทรรศการชื่อ สิริราชพัสตรา บรมราชินีนาถ ณ พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ตั้งอยู่ที่หอรัษฎากรพิพัฒน์ ในกำแพงพระบรมมหาราชวัง และจะจัดทริปพาคุณผู้อ่านคอลัมน์นี้ไปชมความงดงามของฉลองพระองค์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่พิพิธภัณฑ์ผ้าในวันที่ 17 ธันวาคม 2565 ซึ่งล่าสุดมีผู้สนใจร่วมทริปแล้วจำนวนหนึ่ง 

เมื่อวันที่ Mr. Flower ไปบันทึกเทปรายการโทรทัศน์ รายการไลฟ์ วาไรตี โดยหนังสือพิมพ์แนวหน้า ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ NBT (หรือช่อง 11 เดิม) วันเสาร์ เวลา 14.05-14.30 น. และเก็บข้อมูลจากพิพิธภัณฑ์ผ้ามานำเสนอผ่านคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์แนวหน้า นอกจากได้พบกับความวิจิตรบรรจงของฉลองพระองค์ในยุคทศวรรษต่างๆ เริ่มตั้งแต่ทศวรรษ 1960-2000 แล้วก็ยังได้ชมนิทรรศการชื่อ ปัก ถัก ทอ ที่ห้องแสดงนิทรรศการชั้นหนึ่งของพิพิธภัณฑ์ผ้า แล้วก็ได้เข้าไปชมร้านค้าของพิพิธภัณฑ์ผ้า ซึ่งอยู่ที่ชั้นหนึ่งเช่นกัน 

ขอบอกตรงๆ ว่ามีของสวยๆ งามๆ มากมายจำหน่ายในร้านค้า ทั้งเสื้อผ้า แพรพรรณ ผ้าพันคอ เครื่องประดับ สร้อยคอสุดแสนเก๋ ต่างหูสุดเท่ ผ้าไหมสีสันสวยงามเป็นพับๆ หมวก ร่ม ดอกไม้ประดิษฐ์แสนสวยที่ดูแล้วเกือบไม่ต่างจากดอกไม้สดของจริง จานชาม ชุดกาแฟ แก้วน้ำ ของประดับบ้านแจกัน หมอนอิง ผ้าปูโต๊ะอาหาร ผ้ารองจานชามบนโต๊ะอาหาร กระเป๋าถือ หนังสือที่ทรงคุณค่าน่าซื้อหาไปเป็นแหล่งความรู้ประจำห้องสมุดของบ้าน

นอกจากนี้บอกตรงๆ ว่าสินค้าที่จำหน่ายในร้านค้าพิพิธภัณฑ์ผ้ามีความสวยงาม น่าซื้อไปใช้เอง และซื้อเป็นของขวัญของฝากให้กับคนที่คุณรักและเคารพในเทศกาลปีใหม่ แล้วยังต้องบอกอีกว่าสนนราคาไม่แพงจนจับต้องไม่ได้ ส่วนคุณภาพและดีไซน์ของงานแต่ละชิ้นก็ได้มาตรฐานสากล แต่สนนราคาแบบเป็นกันเองสุดๆ ที่สำคัญรายได้จากการจำหน่ายสินค้ายังถูกส่งไปถึงมือของสมาชิกศิลปาชีพพิเศษที่กระจายอยู่ทั่วประเทศไทย

เพราะฉะนั้น ในวันที่เราจะไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ผ้าด้วยกันในวันที่ 17 ธันวาคมนี้ เราจะต้องเผื่อเวลาไว้สำหรับไปเลือกซื้อหาสินค้าคุณภาพดี ราคาถูกใจในร้านค้าพิพิธภัณฑ์ผ้าด้วย 

รับรองว่าคุณๆ ที่ได้เข้าไปชมสิ่งของในร้านค้าของพิพิธภัณฑ์ผ้าแล้ว ต้องประทับใจในความงามและคุณภาพได้มาตรฐานสากลของสินค้าที่ผลิตโดยสมาชิกศิลปาชีพ และก็มั่นใจว่าคุณๆ จะได้สินค้าคุณภาพกลับบ้านไปเป็นของขวัญสำหรับตัวคุณเอง และคนอื่นๆ ที่คุณรักใคร่ เคารพ นับถือ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้าอย่างแน่นอน

ร้านค้าของพิพิธภัณฑ์ผ้า เปิดให้บริการทุกวันตามเวลาเปิดปิดของพิพิธภัณฑ์ผ้า เวลา 09.00-16.30 น. แต่เนื่องจากพิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ในเขตพระบรมมหาราชวัง ดังนั้นหากมีงานพระราชพิธี ก็จำเป็นต้องปิดให้บริการ แต่สำหรับช่วงเวลานี้ไปจนถึงสิ้นปี พิพิธภัณฑ์ผ้า และร้านค้าของพิพิธภัณฑ์เปิดให้บริการทุกวัน ยกเว้นเพียงวันส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่เท่านั้นที่ปิดให้บริการ

ขอเชิญชวนคุณผู้อ่านคอลัมน์นี้ และผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้า รวมถึงประชาชนทั่วไปเข้าชมนิทรรศการสิริราชพัสตรา บรมราชินีนาถ และซื้อหาของขวัญของฝากจากร้านค้าพิพิธภัณฑ์ รับรองว่าเมื่อคุณได้เห็นได้สัมผัสสินค้าคุณภาพจากร้านค้าของพิพิธภัณฑ์ผ้าแล้ว คุณจะต้องซื้อหากลับไปบ้านอย่างแน่นอน 

เรียนย้ำอีกครั้งว่า 17 ธันวาคมนี้ เรามีนัดไปชมนิทรรศการและซื้อหาสินค้าด้วยกัน แต่หากคุณๆ จะต้องรีบซื้อหาของขวัญสำหรับเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง
ในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้่ ก็สามารถไปเลือกหาสินค้าคุณภาพดี ราคามิตรภาพได้ก่อนครับ แล้ววันที่ 17 ธันวาคม เราไปชมนิทรรศการด้วยกันอีก

ตะลอนเที่ยว : สิริราชพัสตรา บรมราชินีนาถ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/694532

ตะลอนเที่ยว : สิริราชพัสตรา บรมราชินีนาถ

ตะลอนเที่ยว : สิริราชพัสตรา บรมราชินีนาถ

วันอาทิตย์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เสื้อผ้าอาภรณ์แพรพรรณถือเป็นเครื่องแสดงความมีอารยธรรมชนิดหนึ่งของมนุษยชาติ เพราะสามารถบ่งบอกได้ถึงวิวัฒนาการด้านการถัก การทอ การตัด และการเย็บรวมถึงการออกแบบเครื่องนุ่งห่มของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี และการแต่งกายยังบ่งบอกถึงการดำเนินชีวิตของบุคคลต่างๆ ได้อย่างดีอีกด้วยเพราะสามารถบอกถึงช่วงเวลาแต่ละช่วงของชีวิต งานและภารกิจของผู้สวมใส่ และบอกลึกได้ถึงงานเทศกาลและโอกาสต่างๆ ของการแต่งกายที่ปรากฏ

วันนี้ Mr. Flower ขอเชิญชวนคุณๆไปชมงานนิทรรศการ สิริราชพัสตราบรมราชินีนาถ  พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ณหอรัษฎากรพิพัฒน์ ในเขตพระราชฐานชั้นนอก ของพระบรมมหาราชวัง

พิพิธภัณฑ์ผ้าแห่งนี้เริ่มก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2546 โดยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง กราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ใช้หอรัษฎากรพิพัฒน์เป็นที่ทำการพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ

พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ แห่งนี้ได้จัดนิทรรศการต่างๆ มาโดยตลอด อาทิ ราชพัสตรา บรมราชาภิเษก งามสมบรมราชินีนาถ ราชพัสตราจากผ้าไทย ไทยพระราชนิยม ศิลปาชีพ : พระหัตถ์ที่ทรงงานเพื่อแผ่นดิน เครื่องโขน ของขวัญแห่งมิตรภาพ เป็นต้น

นิทรรศการล่าสุดคือ สิริราชพัสตรา บรมราชินีนาถ จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านในช่วงเวลาต่างๆนับจากทศวรรษ 1960-2000 

สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงตั้งพระราชหฤทัยเผยแพร่ความงดงามของผ้าไทยจากทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทยให้ปรากฏแก่สายตาของชาวโลก ดังนั้นในการเสด็จพระราชดำเนินเพื่อทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจทั้งภายในพระราชอาณาจักรไทยและการเสด็จพระราชดำเนินทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับนานาชาติ จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้นำผลงานต่างๆ ที่เกิดจากช่างฝีมือของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ไปเผยแพร่ให้ชาวโลกได้พบเห็นด้วยทุกครั้ง และส่วนสำคัญประการหนึ่งในการส่งเสริมและเผยแพร่ความงามวิจิตรของผ้าไทยก็เห็นได้จากฉลองพระองค์ที่ทรงเมื่อเสด็จพระราชดำเนินไป ณ สถานที่ต่างๆ

แม้ในยุค 1960 เมื่อครั้งพระองค์เสด็จพระราชดำเนินเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรปตะวันตก โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9ในยุคนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นักออกแบบเครื่องแต่งกายชาวตะวันตกถวายงานการออกแบบฉลองพระองค์ เนื่องจากในยุคนั้นต้องฉลองพระองค์ให้สอดคล้องเข้ากับขนบธรรมเนียมต่างๆ ของชาวตะวันตกแต่ครั้นในช่วงทศวรรษ 1970 เป็นต้นมาหลังจากทรงตั้งศูนย์ศิลปาชีพฯ แล้ว ทรงให้นำผ้าไทยจากภาคต่างๆ ใช้เป็นผ้าสำหรับตัดเย็บฉลองพระองค์เสมอมา ดังที่สาธารณชนจะได้พบเห็นเป็นประจำว่าทรงนิยมผ้าไทย และทรงส่งเสริมให้ใช้ผ้าไทยในโอกาสต่างๆ จนทำให้ผ้าไทยได้รับความนิยมมากขึ้นเป็นลำดับทั้งในประเทศและนานาชาติ

นิทรรศการ สิริราชพัสตรา บรมราชินีนาถ จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน 2565 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2568 

สำหรับผู้ติดตามคอลัมน์ตะลอนเที่ยวหนังสือพิมพ์แนวหน้า Mr. Flower ขอเรียนแจ้งให้ทราบว่าคณะของเราจะไปชมนิทรรศการนี้วันนี้ 17 ธันวาคม 2565 หากคุณมีความประสงค์จะไปร่วมชมนิทรรศการนี้กับคณะของเรา โปรดติดต่อหมายเลขโทรศัพท์091-7233615

ตะลอนเที่ยว : วัดหน้าพระเมรุราชิการามวรวิหาร อยุธยา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/693100

ตะลอนเที่ยว : วัดหน้าพระเมรุราชิการามวรวิหาร อยุธยา

ตะลอนเที่ยว : วัดหน้าพระเมรุราชิการามวรวิหาร อยุธยา

วันอาทิตย์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.20 น.

วันนี้ขอชวนคุณไปไหว้พระ และทำบุญทำทานที่วัดหน้าพระเมรุราชิการามวรวิหาร จังหวัดพระนครศรีอยุธยาด้วยกัน

ถามว่าทำไมต้องเจาะจงไปที่วัดนี้ ทั้งๆ ที่มีวัดมากมายในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 

ก่อนอื่นขออนุญาตเล่าประวัติโดยสังเขปของวัดหน้าพระเมรุฯ ให้ทราบ วัดนี้ได้รับการสันนิษฐานว่าน่าจะสร้างในสมัยต้นกรุงศรีอยุธยา แต่บางกระแสก็บอกว่าน่าจะสร้างก่อนกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี และน่าจะเคยเป็นสถานที่ถวายพระเพลิงพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใดพระองค์หนึ่งของกรุงศรีอยุธยา จึงมีชื่อว่าหน้าพระเมรุ แต่ก็ไม่มีหลักฐานบ่งชัดแน่นอน 

ในครั้งสงครามพม่ารบกรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. 2308 โดยพม่าในสมัยพระเจ้ามังระได้กรีฑาทัพมายังกรุงศรีอยุธยาโดยตั้งทัพล้อมพระนครไว้นานประมาณ 14 เดือน โดยทัพหลวงของพม่าตั้งประชิดเขตพระนคร อยู่ ณเขตวัดหน้าพระเมรุฯ ดังนั้นจึงมีประวัติเขียนไว้ว่ากองทัพพม่าจึงมิได้เผาทำลายวัดหน้าพระเมรุฯ เนื่องจากเป็นที่ตั้งทัพหลวง (แต่อันที่จริงพม่าก็มิได้เผาทำลายวัดต่างๆ ในพม่าทุกวัด)

สำหรับความน่าสนใจของวัดหน้าพระเมรุฯ คือหน้าบันพระอุโบสถที่งดงามมาก นับเป็นศิลปะสมัยอยุธยาช่วงต้นถึงช่วงกลางโดยแท้ ทำเป็นรูปเทพชุมนุม 26 องค์ รายล้อมรอบพระนารายณ์ทรงสุบรรณยุดนาค โดยสุบรรณ (ครุฑ) เหยียบบนหน้ากาล(หรือเกียรติมุข) 

พระอุโบสถเป็นศิลปะแบบอยุธยาตอนต้น จุดเด่นคือมีเสาในพระอุโบสถเป็นรูปแปดเหลี่ยมประดับบัวหัวเสามีมุขเด็จ และเสานางเรียง และเจาะช่องแสงโดยไม่มีหน้าต่าง ทำเป็นแบบลูกฟักมะหวดเหลี่ยม อันเป็นศิลปะสำคัญของช่างสมัยอยุธยาตอนต้นถึงตอนกลาง

พระพุทธรูปประธานชื่อพระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชรบรมไตรโลกนาถ ทรงเครื่องใหญ่ ปางโปรดพญามหาชมพู (บ้างก็เรียกปางทรมานพญาชมพู) 

ด้านขวาของพระอุโบสถมีวิหารน้อยประดิษฐานพระคันธารราฐ พระพุทธรูปสมัยทวารวดี อัญเชิญมาจากวัดมหาธาตุ อยุธยา พระคันธารราฐองค์นี้ทำจากหินสีเขียวประทับห้อยพระบาท นับได้ว่าเป็นพระพุทธรูปสมัยทวารวดีที่ยังสมบูรณ์ที่สุดองค์หนึ่งของไทย วิหารน้อยสร้างโดยพระยาชัยวิชิต (เผือก) ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 

เป็นที่น่าเสียดายมากที่ปัจจุบันมีการก่อสร้างโรงเรือนไว้หน้าพระอุโบสถ ทำให้บดบังความสง่างามและความวิจิตรอลังการของพระอุโบสถ อันที่จริงการจะก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างใดๆ ขึ้นมาในภายหลัง ผู้ปลูกสร้างจำเป็นต้องสำเหนียกตลอดเวลาว่า ต้องไม่ก่อให้เกิดทรรศนะอุจาด หรือมลทรรศน์ อันเท่ากับจงใจทำลายความสง่างามของโบราณสถาน ดังนั้นจึงมีผู้เรียกร้องให้ทางจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเร่งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ก่อให้เกิดทรรศนะอุจาดโดยเร็วที่สุด เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อโบราณสถานและต่อบรรพบุรุษผู้รังสรรค์โบราณสถานและพุทธสถาน

สำหรับคุณผู้อ่านที่ต้องการท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมแบบเจาะลึกประวัติศาสตร์ในแง่มุมต่างๆ ทั้งด้านศาสตร์และศิลป์ ที่เน้นการท่องเที่ยวแบบกลุ่มเล็กๆ สามารถติดต่อ Mr. Flower หนังสือพิมพ์แนวหน้า ที่หมายเลขโทรศัพท์ 091 7233615

ตะลอนเที่ยว : ความวิจิตร ตระการตาของโขน มาจากความทุ่มเทของหลายฝ่าย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/691716

ตะลอนเที่ยว : ความวิจิตร ตระการตาของโขน มาจากความทุ่มเทของหลายฝ่าย

ตะลอนเที่ยว : ความวิจิตร ตระการตาของโขน มาจากความทุ่มเทของหลายฝ่าย

วันอาทิตย์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ขออนุญาตเรียนย้ำอีกครั้งว่า การแสดงโขนรามเกียรติ์ ตอนสะกดทัพ โดยมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ดำเนินมาถึงกึ่งกลางของฤดูกาลนี้แล้ว และย้ำว่าการแสดงรอบสุดท้ายจะมีในวันที่ 5 ธันวาคม 2565 ดังนั้นคุณ หรือใครก็ตามที่ยังชะล่าใจคิดว่ายังมีการแสดงอีกหลายรอบ จึงยังไม่รีบแสวงหาตั๋วชมโขนมาไว้ในครอบครอง เพราะเข้าใจเอาเอง (ซึ่งเป็นการเข้าใจผิดอย่างมหันต์) ว่าเดี๋ยวค่อยไปหาซื้อตั๋วก็ได้ 

ต้องขอบอก ณ ที่นี้ว่า ตั๋วชมการแสดงในรอบบ่าย (เวลา 14.00 น.) จำหน่ายหมดแล้ว แต่ยังพอมีที่นั่งว่างอยู่บ้างในการแสดงรอบค่ำเท่านั้น ซึ่งก็ต้องขออนุญาตเรียนให้
ทราบอีกว่า ตั๋วหรือบัตรชมโขนราคา 1,800 และ 1,500 บาทจำหน่ายไปจนเกือบจะหมดแล้ว เพราะฉะนั้น หากใครก็ตามยังนิ่งนอนใจ คิดว่ายังมีบัตรรอคอยคุณๆ อยู่ ก็ต้องบอกไว้เลยว่า คุณเข้าใจผิด และหากคุณยังไม่รีบจองตั๋วโดยด่วน คุณต้องพลาดชมการแสดงนาฏศิลป์ชั้นสูงของไทยประจำปี 2565 อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะฉะนั้นรีบจองบัตรโดยด่วนที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ หรือหากต้องการชมเป็นหมู่คณะจำนวน 20 คนขึ้นไป สามารถติดต่อคอลัมน์ตะลอนเที่ยวได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 091 7233615 แต่ย้ำว่าต้องติดต่อด่วนที่สุด เพื่อจะได้ประสานงานกับผู้จัดโขน เพื่อหาตั๋วแบบหมู่คณะให้คุณๆ ได้ทันการ 

เป็นเวลาหลายสัปดาห์มาแล้วที่คอลัมน์ตะลอนเที่ยวตั้งใจนำเสนอเรื่องราวในแง่มุมต่างๆ ของการแสดงโขนตอนสะกดทัพ เพราะต้องการให้คุณได้รับทราบเรื่องราวและการทำงานในขั้นตอนต่างๆ ก่อนจะปรากฏเป็นการแสดงที่สุดแสนวิจิตร อลังการ ซึ่งสามารถกล่าวได้ว่าอลังการระดับโลก อยู่บนเวทีของศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

วันนี้ขอพาคุณๆ ไปชมเบื้องหลังการแต่งองค์ทรงเครื่องของตัวละครที่งดงามราวกับเทพยดา และเทพอัปสร รวมถึงเห็นการแต่งหน้า ทำผมของตัวละครต่างๆ ซึ่งก็ต้องบอกว่า ทุกขั้นตอนนั้นใช้เวลาอย่างน้อยนับชั่วโมง แต่ถ้าหากเป็นการแต่งองค์ แต่งหน้าตัวละครสำคัญของเรื่องก็ต้องใช้เวลานานกว่าชั่วโมง

หลายคนได้พบเห็นว่าเครื่องแต่งกาย หรือเครื่องทรงของตัวละครต่างๆ บนเวทีการแสดงโขนนั้นวิจิตรอลังการจนเกินบรรยายได้ในระยะเวลาอันสั้นๆ แต่คุณจะยิ่งตื่นตะลึงยิ่งกว่าเมื่อได้ทราบขั้นตอนการแต่งองค์ทรงเครื่อง แต่งหน้าแต่งผมอย่างละเอียด เพราะแต่ละขั้นตอนนั้นมีขนบธรรมเนียบและแบบแผนที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง 

เริ่มจากการแต่งองค์ของตัวละคร ที่ต้องผ่านการเย็บ และการตรึงเสื้อผ้าให้เข้ากับรูปร่างทรวดทรงของผู้แสดงแต่ละตัว เอาแค่การนุ่งโจงกระเบนที่คุณๆ เห็นผู้แสดงเป็นตัวพระ และยักษ์ชั้นสูง รวมถึงเหล่าวานรชั้นสูง ก็ต้องเริ่มมาจากผ้าเป็นชิ้นๆ ที่ต้องนุ่งตามแบบโดยไม่มีสิ่งใดทำจากเสื้อผ้าสำเร็จรูปแม้แต่ชิ้นเดียวเริ่มด้วยการจีบหน้านาง แล้วนุ่งโจง พร้อมกับการทำพอก (การทำผ้านุ่งเป็นชั้นเชิงด้านข้างขาของตัวพระยักษ์และวานรชั้นสูง) ส่วนเสื้อก็ต้องเย็บให้แนบเข้ารูปกับรูปร่างของนักแสดงแต่ละราย หากเป็นตัวหนุมานที่ต้องตีลังกา มีท่าทางโลดโผนตลอดเวลา ก็ต้องเย็บตรึงให้แน่นที่สุด เพื่อป้องกันเสื้อผ้าหลุดปริขณะกำลังสัประยุทธ์กับยักษ์ 

สำหรับการแต่งกายของยักษ์ชั้นสูงสุด เช่น ทศกัณฐ์ ก็ต้องเพิ่มความพิถีพิถัน ความวิจิตรมากเป็นพิเศษ เสื้อผ้าอาภรณ์ก็ต้องเย็บต้องตรึงให้แน่น ให้เข้ากับทรวดทรงเพื่อเน้นความเป็นตัวละครพิเศษ สำหรับขั้นตอนการแต่งองค์ตัวละครหลักๆ นั้น ใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 1 ชั่วโมงต่อหนึ่งตัวละคร

ส่วนการแต่งหน้า ทำผมก็ใช้เวลาอีกอย่างน้อยอย่างละประมาณ 40-60 นาที เพราะการแต่งหน้าโขนตามแบบราชสำนักนั้นก็คือการจำลองหน้ามาจากจิตรกรรมฝาผนังเรื่องรามเกียรติ์นั่นเอง เพราะฉะนั้นจึงต้องใช้ช่างแต่งหน้าที่มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษส่วนช่างผมก็เช่นกัน ต้องมีความชำนาญอย่างสูงในเรื่องของการตั้งรัดเกล้าสำหรับนางละครที่ต้องสวมชฎา หรือศิราภรณ์นานาชนิด

นี่เป็นเพียงตัวอย่างคร่าวๆ ของเบื้องหลังความวิจิตรอลังการของโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ที่เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของบุคคลหลายวงการ ทั้งนี้ยังไม่นับ
เรื่องฉาก เทคนิคประกอบการแสดง เพื่อให้สมจริงมากที่สุด เจ้าหน้าที่ควบคุมระบบไฟ แสง เสียง และนักดนตรี นักร้องนักพากย์ ที่ทำให้การแสดงออกมาสมบูรณ์แบบ รวมถึงผู้ออกแบบท่าร่ายรำ ผู้กำกับการแสดง และผู้อำนวยการผลิต

กล่าวได้ว่า นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงที่พระราชทานการชุบชีวิตให้กับโขนไทย ให้กลับมาโลดแล่นมีชีวิตชีวา เป็นที่สนใจและติดตามของผู้คนทั่วประเทศและยังเป็นที่สนใจของนานาชาติด้วย

ตะลอนเที่ยว : สะกดทัพ โขนรามเกียรติ์ตอนศึกไมยราพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/690268

ตะลอนเที่ยว : สะกดทัพ โขนรามเกียรติ์ตอนศึกไมยราพ

ตะลอนเที่ยว : สะกดทัพ โขนรามเกียรติ์ตอนศึกไมยราพ

วันอาทิตย์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

บทพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์ ตอนศึกไมยราพบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1  

เรื่องย่อ ไมยราพ เจ้าเมืองบาดาล เป็นยักษ์มีศักดิ์เป็นหลานของทศกัณฐ์ ไมยราพมีกล้องยาวิเศษ และมีฤทธิ์มนต์สะกดจากการเป่ายาจากกล้องเป่ายา ได้รับพระบัญชาจากทศกัณฐ์ให้ไปจัดการกับกองทัพของพระราม คืนหนึ่งไมยราพฝันว่ามีดาวดวงน้อยเปล่งรัศมีบดบังพระจันทร์ จึงให้โหรทำนายฝันแล้วทราบว่าไวยวิก (หลานชาย ลูกนางพิรากวน นางพิรากวนเป็นพี่สาวไมยราพ) จะขึ้นครองเมืองบาดาลแทนไมยราพ ดังนั้นไมยราพจึงสั่งขังไวยวิกและจะสังหารต่อไป แล้วสั่งปลดนางพิรากวนลงเป็นไพร่  

เมื่อไมยราพได้รับพระบัญชาจากทศกัณฐ์ให้จัดการกับกองทัพพระราม ก็จึงทำพิธีบดยาเพื่อใช้สะกดทัพพระราม แล้วจับตัวพระรามไปไว้ในเมืองบาดาล หมายจะสังหารพร้อมกับไวยวิก 

พระรามทรงพระสุบินว่ามีราหูบดบังพระอาทิตย์ จึงทรงให้ภิเภกทำนายความฝัน ได้ความว่า พระรามจะถูกไมยราพลักพาตัวไปแต่จะไม่มีอันตรายใดๆ ส่วนการแก้ฝันก็คือให้หนุมานทำหน้าที่คุ้มกันพระราม โดยเคราะห์ภัยจะพ้นไปเมื่อดาวประกายพรึกขึ้นซึ่งหมายความว่ารุ่งสางแล้ว  ดังนั้นหนุมานจึงเนรมิตกายให้ใหญ่เท่าภูเขาแล้วอ้าปากอมพลับพลาของพระรามไว้ แต่ไมยราพก็ใช้อุบายเนรมิตให้เกิดดาวประกายพรึกขึ้นมาเพื่อลวงกองทัพของพระรามให้เข้าใจผิดว่ารุ่งสางแล้ว เหล่าพลพรรควานรเข้าใจว่าเช้าแล้วจึงหลับไหล ไมยราพจึงลอบเข้าไปเป่ายาสะกดให้พลพรรควานรและหนุมานหลับ แล้วลักพาพระรามไปยังเมืองบาดาล  

ไมยราพสั่งให้นางพิรากวนไปตักน้ำมาเพื่อต้มไวยวิกและพระราม หนุมานตามไปช่วยพระรามในเมืองบาดาล ระหว่างทางได้พบกับด่านต่างๆ เช่น ยุงตัวเท่าแม่ไก่ ด่านภูเขากระทบกันเป็นเปลวเพลิง และกองทัพยักษ์จำนวนโกฏิตน ด่านช้างตกมัน และด่านมัจฉานุ (ลูกของหนุมานกับนางสุพรรณมัจฉา)สุดท้ายเมื่อหนุมานผ่านทุกด่านได้แล้ว จึงพบนางพิรากวนกำลังไปตักน้ำ จึงแปลงกายเป็นใยบัวติดสไบนางพิรากวนเข้าไปในเมืองบาดาล แล้วเข้าไปนำพระรามกลับออกมา โดยหนุมานสังหารไมยราพด้วยการบี้ตัวแมลงภู่ที่ไมยราพถอดดวงใจไว้ที่ตัวแมลงภู่  

การแสดงโขนรามเกียรติ์ ตอนสะกดทัพ โดยมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง กำลังจัดแสดง
ในขณะนี้ที่หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย กรุงเทพ จะจัดแสดงไปจนถึงวันที่ 5 ธันวาคม 2565(งดการแสดงวันจันทร์และอังคาร ยกเว้นวันที่ 5 ธันวาคม การแสดงรอบสุดท้าย จัดในวันจันทร์) 

Mr.Flower ขอเชิญชวนคุณไปชมความวิจิตรอลังการของการแสดงนาฏศิลป์ชั้นสูงอันบ่งบอกถึงภูมิปัญญาไทยที่รวบรวมศาสตร์และศิลป์แขนงต่างๆ เข้ามาไว้ด้วยกันอย่างผสมกลมกลืนลงตัวอย่างที่สุด อาทิ ศาสตร์และศิลป์ด้านพัสตราภรณ์ศิราภรณ์ บทละคร บทร้อง บทพากย์ ฉาก แสง สี เสียง การแต่งหน้า เป็นต้น 

การแสดงที่ยิ่งใหญ่อลังการเช่นนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากไม่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพราะการที่จะนำครูช่างจากศิลปะแขนงต่างๆ มารวมตัวทำงานใหญ่เช่นนี้ได้ต้องใช้ทั้งทุนทรัพย์มหาศาล และต้องได้รับความร่วมมือร่วมใจของบุคคลต่างๆ ที่ตั้งใจถวายงานแด่พระองค์ท่าน เพื่อร่วมกันสืบสานงานศิลป์แขนงต่างๆ ให้ดำรงคงอยู่คู่กับแผ่นดินไทย  

คุณสามารถจองบัตรเพื่อชมโขนรามเกียรติ์ ตอนสะกดทัพ ได้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ www.thaiticketmajor.com โทรศัพท์ 02-2623456 บัตรราคา 1,800, 1,500, 1,000, 800,600 บาท บัตรนักเรียน นักศึกษา ราคา 180 บาท (ราคานี้ยังไม่รวมค่าออกบัตรและค่าธรรมเนียมของบริษัทรับจอง) 

สำหรับบริษัท ห้างร้าน และองค์กรต่างๆ ที่ต้องการซื้อบัตรเป็นหมู่คณะ สามารถติดต่อประสานงานได้ที่หนังสือพิมพ์แนวหน้า 091-7233615 ยินดีติดต่อประสานงานกับมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ให้  

ขอย้ำว่าการแสดงสุดพิเศษนี้จะสิ้นสุดลงในวันที่ 5 ธันวาคม 2565 เท่านั้น กรุณาอย่าพลาดการแสดงสำคัญที่จัดขึ้นเพียงแค่ปีละหนึ่งครั้งเท่านั้น

ตะลอนเที่ยว : โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ การรวมสรรพศิลป์ สรรพศาสตร์ของไทยที่ลงตัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/688978

ตะลอนเที่ยว : โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ การรวมสรรพศิลป์ สรรพศาสตร์ของไทยที่ลงตัว

ตะลอนเที่ยว : โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ การรวมสรรพศิลป์ สรรพศาสตร์ของไทยที่ลงตัว

วันอาทิตย์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

โขนถือเป็นนาฏศิลป์ชั้นสูงชนิดหนึ่งของไทย ที่มีการพัฒนาท่าร่ายรำมาจากศิลปะการแสดงต่างๆ ของไทย เช่น การชักนาคดึกดำบรรพ์ การสู้รบด้วยกระบี่กระบอง หนังใหญ่ โดยนำบทพากย์ บทเจรจา บทเพลง และการแสดงดนตรีประกอบกิริยาท่าทางของตัวละคร สิ่งสำคัญของการแสดงโขนคือตัวละครหลักๆ เช่น ทศกัณฐ์และเหล่ายักษ์ทั้งหลาย รวมถึงหนุมานและพลพรรควานรทั้งปวงล้วนต้องสวมหัวโขนทั้งหมด ยกเว้นเพียงตัวพระ ตัวนาง และเทวดา

การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เกิดขึ้นด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ทรงต้องการทำนุบำรุงและรักษาศิลปกรรมชั้นสูงชนิดนี้ของไทยไว้ เนื่องจากในระยะก่อนหน้านี้เมื่อประมาณ30-40 ปีที่ผ่านมา ความนิยมชมโขนลดลงจนน่าเป็นห่วงหากไม่พยายามเก็บรักษาและเผยแพร่ศิลปะชนิดนี้ก็อาจจะทำให้การแสดงโขนอาจจะเลือนหายไปจากสังคมไทยได้

โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ คือเครื่องยืนยันให้สาธารณชนประจักษ์ว่าสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อการอนุรักษ์ และสืบทอดการแสดงนาฏศิลป์ชั้นสูงนี้ไว้ให้อยู่คู่กับสังคมไทย และยังแสดงให้เห็นถึงการอนุรักษ์งานช่างศิลป์แขนงต่างๆ อาทิพัสตราภรณ์ ศิราภรณ์ ดนตรี บทขับร้อง ท่าร่ายรำ การทำฉาก การแต่งหน้า เป็นต้น

ในการนี้ต้องรวบรวมสรรพศาสตร์ และสรรพศิลป์แขนงต่างๆ เข้าด้วยกันและทำให้กลมกลืนอย่างที่สุดโดยรวบเอาบรรดานักวิชาการด้านต่างๆ เช่น ประวัติศาสตร์วรรณกรรม นาฏศิลปิน นักดนตรี คีตศิลป์ไทย นักจิตรกรรมนักประติมากรรม มาร่วมกันทำงานชิ้นสำคัญนี้ให้ปรากฏต่อสายตาสาธารณชน โดยการแสดงโขนมูลนิธิฯ เน้นความสมจริงของฉาก จึงประยุกต์เทคโนโลยีทันสมัยเข้าไป ทำให้การแสดงสมจริง ดูและสนุกสนาน ทันสมัยเป็นที่นิยมของคนรุ่นใหม่ ซึ่งมีส่วนช่วยดึงดูดให้คนรุ่นใหม่สนใจและเข้าไปมีส่วนร่วมในด้านต่างๆ เช่น การเข้าร่วมแสดง และการรับชม

โขนรามเกียรติ์ตอนล่าสุดที่กำลังจัดแสดงใช้ชื่อตอนว่า สะกดทัพ โดยอัญเชิญบทพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ามหาราช มาเป็นโครงเรื่องจุดเด่นของการแสดงโขนครั้งนี้อยู่ที่ท่าร่ายรำที่อ่อนช้อยงดงาม เสียงดนตรีและเสียงขับร้องที่ไพเราะเสนาะโสตพัสตราภรณ์ และศิราภรณ์ที่งดงามอลังการ โดยเฉพาะผ้านุ่งและสไบของตัวละครสำคัญ โดยใช้ผ้ายกทอมือจากบ้านเนินธัมมัง นครศรีธรรมราช เป็นต้น จึงกล่าวได้ว่าโขนศิลปาชีพฯ คือการชุบชีวิตของงานหัตถศิลป์สำคัญๆ แขนงต่างๆ ของแผ่นดินไทยให้กลับฟื้นคืนชีวีอีกครั้งหนึ่ง

เป็นเวลานานเกือบสองทศวรรษแล้วที่โขนศิลปาชีพฯ ได้สร้างชีวิตชีวาให้กับงานนาฏศิลป์ชั้นสูงของไทย โดยการแสดงครั้งแรกคือตอนพรหมาศ เริ่มขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2550 เนื่องในโอกาสมหามงคลพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา และนับจากนั้นเป็นต้นมา โขนศิลปาชีพฯ ได้จัดแสดงต่อเนื่องมาเป็นประจำเกือบทุกปีจวบจนปัจจุบัน ซึ่งในครั้งนี้ใช้ชื่อตอนว่า สะกดทัพ จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม ถึง 5 ธันวาคม 2565 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย จองบัตรได้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ หรือหากห้างร้านบริษัทและองค์กรใดต้องการเหมารอบการแสดง สามารถติดต่อหนังสือพิมพ์แนวหน้าได้ที่คอลัมน์นี้ หมายเลข 091-7233615 ยินดีประสานงานจองบัตรเหมารอบกับผู้จัดงานให้ ขอเรียนย้ำว่าอย่าพลาดการชมงานศิลป์ชิ้นเยี่ยมชิ้นหนึ่งของแผ่นดินไทยในครั้งนี้ โปรดรีบจองบัตรเป็นการด่วน