ตะลอนเที่ยว : จันกะผัก ศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ ผักสดๆ อาหารรสชาติอร่อย ณ แม่สาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/639537

ตะลอนเที่ยว : จันกะผัก ศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ ผักสดๆ อาหารรสชาติอร่อย ณ แม่สาย

วันอาทิตย์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่เพิ่งผ่านมาMr.Flower นำผู้อ่านแนวหน้ากลุ่มเล็กๆ ไปทำบุญทำทานด้วยการทอดผ้าป่าเพื่อช่วยการศึกษาณ โรงเรียนริมโขงวิทยา อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ขออนุญาตเล่าความภาคภูมิใจให้คุณๆ ได้รับทราบเพื่อจะได้ร่วมกันอนุโมทนาบุญคือ คณะของเรา (จากหลายๆ สาย) ระดมทุนเพื่อการนี้ได้เป็นเงิน 5 แสนกว่าบาท แล้วได้ส่งมอบให้โรงเรียนริมโขงวิทยาเป็นที่เรียบร้อยเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2565 ซึ่งทางโรงเรียนจะนำเงินที่ได้รับไปสร้างสนามกีฬากลางแจ้งสำหรับเด็กนักเรียนและผู้คนในชุมชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันแต่ทั้งนี้ Mr.Flower ได้ให้ข้อเสนอแนะไปว่า ไม่ควรทำสนามกีฬาคอนกรีตทั้งหมดในพื้นที่ของโรงเรียน แต่ขอให้เก็บรักษาสนามหญ้าธรรมชาติที่อยู่บนผืนดินไว้ด้วย เพราะการได้เล่นกีฬาบนสนามหญ้าเป็นความสุขมากกว่าเล่นกีฬาบนพื้นคอนกรีต ซึ่งผู้บริหารโรงเรียนรับปากว่าจะเก็บรักษาสนามหญ้าไว้ (สัปดาห์หน้าจะเล่าเรื่องการทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษาที่โรงเรียนริมโขงวิทยาให้ฟังนะครับ) 

บอกได้เลยว่าทุกครั้งที่ Mr.Flower นำคณะไปท่องเที่ยวเชียงราย แล้วมีโอกาสไปที่บริเวณอำเภอแม่สาย และแม่จัน รวมถึงไปเที่ยวดอยตุง ก็จะนำคณะไปรับประทานอาหารและขนมอร่อยๆ รวมถึงไอศกรีมหลายรสชาติ ที่ร้านจันกะผัก ศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ ตำบลโป่งผา อำเภอแม่สายจังหวัดเชียงราย เป็นประจำ เรียกว่าไปแม่สายทุกครั้งก็ต้องแวะจันกะผักทุกครั้งเช่นกัน 

หลายคนอาจตั้งคำถามว่า จันกะผัก มีความเป็นมาอย่างไร  

ขออนุญาตเล่าให้ฟังแบบย่นย่อว่าชื่อนี้ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เมื่อปี 2552 เพื่อทรงตั้งโครงการนี้บนพื้นที่ 135 ไร่ 1 งาน 10.3 ตารางวา ดำเนินการโดยมูลนิธิชัยพัฒนาบทที่ดินของราชพัสดุ เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์พืชผักพื้นบ้านเพื่อสะสมไว้เป็นเมล็ดพันธุ์ผักพระราชทาน แล้วพระราชทานชื่อโครงการว่า ศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ เพื่อเป็นที่ระลึกในวาระครบรอบ 100 ปี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ และเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดศูนย์นี้เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2552 

ร้านจันกะผัก (ผวนกลับคือจักรพันธ์) เปิดจำหน่ายผักสดที่ปลูกในโครงการ และยังจำหน่ายผักสดจากโครงการต่างๆ เช่น ทหารพันธุ์ดี มาจำหน่ายในราคาย่อมเยา เพื่อลดค่าครองชีพให้ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวด้วย ภายในร้านยังมีอาหารปรุงตามสั่งให้เลือกรับประทาน มีไอศกรีมรสชาติแสนอร่อยให้เลือกรับประทานอีกมากมาย ส่วนใหญ่เป็นรสชาติของผลไม้
ในโครงการ และจากโครงการหลวง และที่ขาดไม่ได้คือมีเครื่องดื่มรสชาติอร่อยให้รับประทานอีกด้วย โดยมีขนมหวานให้รับประทานหลายชนิด เช่น น้ำแข็งไสที่คุณสามารถเลือกว่าจะใส่เครื่องประกอบได้ตามความชอบ แล้วยังมีเบเกอรี่
แสนอร่อยไว้เป็นของหวานล้างปากหลังอาหารคาว อ้อ! เกือบลืม ในร้านยังมีสลัดบาร์ให้เลือกตั้งได้ตามความชอบด้วย  

รายได้จากการจำหน่ายสินค้าในร้านจันกะผักจะถูกคืนให้ชุมชนและประเทศไทยเพื่อใช้พัฒนาโครงการในพระราชดำริ เพื่อพัฒนาชีวิตและความเป็นอยู่ของคนไทยให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป

ร้านจันกะผักเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 07.30-21.00 น. ขอเชิญคุณๆไปอุดหนุนเลือกซื้ออาหาร ผักสด ไอศกรีม เครื่องดื่ม และขนมได้ครับ วันหน้า Mr.Flower จัดทริปไปเชียงรายอีก จะขอเรียนเชิญคุณๆ ไปเที่ยวด้วยกัน แล้วไปรับประทานของอร่อยๆเพื่อสุขภาพที่ดีของคุณๆ ด้วยกันที่จันกะผัก หรือหากคุณๆ มีกลุ่มแล้ว แต่ต้องการให้ Mr.Flower นำคุณเที่ยวแบบละมุนละไม โปรดติดต่อ 091-7233615 ครับ

ตะลอนเที่ยว : เรือพระราชพิธี ความงามที่บ่งบอกภูมิปัญญาของบรรพชนไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/638090

ตะลอนเที่ยว : เรือพระราชพิธี ความงามที่บ่งบอกภูมิปัญญาของบรรพชนไทย

วันอาทิตย์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ปางเสด็จประเวศด้าว ชลาลัย

ทรงรัตนพิมานชัย กิ่งแก้ว

พรั่งพร้อมพวกพลไกร แหนแห

เรือกระบวนต้นแพร้ว เพริศพริ้ง พรายทอง

พระเสด็จโดยแดนชล ทรงเรือต้นงามเฉิดฉาย

กิ่งเเก้วแพร้วพรรณราย พายอ่อนหยับจับงามงอน

นาวาแน่นเป็นขนัด ล้วนรูปสัตว์แสนยากร

เรือริ้วทิวธงสลอน สาครลั่นครั่นครื้นฟอง

เรือครุฑยุดนาคหิ้ว ลิ่วลอยมาพาผันผยอง

พลพายกรายพายทอง ร้องโห่เห่โอ้เห่มา

สุพรรณหงส์ทรงพู่ห้อย งามชดช้อยลอยหลังสินธุ์

เพียงหงส์ทรงพรหมมินทร์ ลินลาศเลื่อนเตือนตาชม


Mr.Flower มั่นใจว่าคุณๆ ที่อายุเกิน 45 ปี ที่ได้เรียนวรรณคดีไทยสมัยมัธยมศึกษาตอนปลาย จะจดจำบทแห่เรือซึ่งเป็นพระนิพนธ์ของเจ้าฟ้ากุ้ง หรือเจ้าฟ้าธรรมธิเบศรไชยเชษฐสุริยวงศ์ ได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นบทที่ต้องใช้สอบไล่เป็นประจำ แต่นอกจากต้องจำเพื่อใช้สอบให้ผ่านแล้ว ยังจดจำเพราะความไพเราะของบทกลอน ผสมผสานกับความงดงามของฉันทลักษณ์

แล้วถ้ายิ่งคุณๆ ได้ชมขบวนเรือพระราชพิธีเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินด้วยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในพระราชพิธีต่างๆ อาทิ ทรงถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวรารามฯ และวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 60 พรรษา และในวโรกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี เป็นต้น รวมถึงครั้งล่าสุดในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เมื่อเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครด้วยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในวโรกาสเสด็จขึ้นทรงราชย์ เมื่อปี พ.ศ. 2562 ก็จะต้องประทับใจกับความงดงามของขบวนเรือพระราชพิธี พร้อมๆ กับเสียงแห่เรือที่ก้องกังวานไปทั่วลำน้ำเจ้าพระยาช่วงที่ขบวนเรือพยุหยาตราแล่นผ่าน 

ในขบวนพยุหยาตราทางชลมารคมีเรือทั้งหมดรวม 52 ลำ แบ่งเป็น เรือพระที่นั่ง4 องค์ คือ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช และเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 และมีเรืออื่นๆ อีก 48 ลำ คือเรือเหล่าแสนยากร จำแนกเป็นเรือดั้ง (เรือนำขบวน) 22 ลำ เรือประตู 2 ลำ คือทองขวานฟ้า และทองบ้าบิ่น เรือคู่ชัก 2 ลำคือเอกชัยเหินหาว และเอกชัยหลาวทอง เรือรูปสัตว์ 8 ลำ แบ่งเป็นสี่คู่ ประกอบด้วย อสุรวายุภักษ์ และอสุรปักษี กระบี่ปรามเมืองมารกระบี่ราญรอนราพณ์ พาลีรั้งทวีป สุครีพครองเมือง ครุฑเหินเห็จ ครุฑเตร็จไตรจักร และเรือพิฆาต 2 ลำ คือ เสือทะยานชล เสือคำรณสินธุ์ เรือกลอง 2 ลำ คือ เรืออีเหลือง และเรือแตงโม เรือแซง 7 ลำ และเรือตำรวจ 3 ลำ 

ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค แบ่งเป็น5 ริ้ว 3 สาย โดยริ้วสายกลาง คือเรือพระที่นั่งริ้วสายใน ประกอบด้วยเรือ ทองขวานฟ้าทองบ้าบิ่น เสือทะยานชล เสือคำรณสินธ์ุเรือพิฆาต เรือรูปสัตว์ 8 ลำ เรือเอกชัยเหินหาวและเอกชัยหลาวทอง ส่วนริ้วสายนอก ประกอบด้วยเรือดั้งและเรือแซง สายละ 14 ลำ

บรรยายรายละเอียดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคมาถึงตรงนี้ ก็ขอชักชวนคุณไปชมความวิจิตรบรรจงของเรือพระที่นั่ง และเรือสำคัญอื่นๆ (บางลำ) ณ พิพิธภัณฑ์เรือพระราชพิธี คลองบางกอกน้อย พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่ 09.00-17.00 น. เปิดให้บริการทุกวัน (ยกเว้นช่วงสงกรานต์เท่านั้น) หากคุณสนใจไปชมด้วยตัวเองก็เรียนเชิญได้ หรือหากจะไปชมพร้อมกับทริปของ Mr.Flower โปรดกรุณาติดต่อ 091-7233615 (ทริปท่องเที่ยวทางเรือในคลองสำคัญของกรุงเทพฯ) นอกจากนี้ยังมีทริปนำชมโบราณสถานต่างๆ ในกรุงเทพฯอีกด้วย

ตะลอนเที่ยว : วัดเอ๋ย วัดโบสถ์ มีต้นโตนดอยู่ 7 ต้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/635074

ตะลอนเที่ยว : วัดเอ๋ย วัดโบสถ์ มีต้นโตนดอยู่ 7 ต้น

วันอาทิตย์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

คุณน่าจะเคยได้ยินเพลงกล่อมเด็กที่ว่า วัดเอ๋ยวัดโบสถ์ มีต้นโตนดอยู่ 7 ต้น ขุนทองเขาไปปล้นป่านฉะนี้ยังไม่เห็นมา…….

หรืออาจจะเคยได้ยินเพลงพื้นบ้านที่ว่า วัดโบสถ์ วัดโบสถ์ ปลูกข้าวโพดสาลี ลูกเขยก็ตกยาก แม่ยายก็พรากลูกสาวหนี…….

แต่ก็ไม่มีใครยืนยันว่าวัดโบสถ์ที่ผมจะพาคุณไปเที่ยวในวันนี้เป็นวัดโบสถ์ที่มีต้นโตนด หรือปลูกข้าวโพดสาลีหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ คือโบสถ์เก่าของวัดโบสถ์แห่งนี้เรียบง่ายแต่ทว่างดงามมาก

ชื่อวัดโบสถ์ นับเป็นชื่อของวัดที่มีซ้ำๆ กันมากมายในประเทศไทย เพราะในหลายต่อหลายจังหวัดก็มีชื่อวัดโบสถ์ มีการสันนิษฐานว่าการที่ชื่อวัดซ้ำกันเช่นนี้ เพราะวัดแต่ละวัดล้วนมีโบสถ์ ดังนั้นเมื่อตั้งชื่อวัดให้ง่ายต่อการเรียกที่สุด ก็จึงเรียกชื่อว่าวัดโบสถ์ แต่ก็มีผู้แย้งว่า ถ้าเช่นนั้นจริง ทุกวัดก็ล้วนแล้วแต่มีโบสถ์ เหตุใดจึงไม่ชื่อวัดโบสถ์ไปเสียทุกวัดจะอย่างไรก็ตาม เราขอไม่ถกเถียงต่อในเรื่องนี้เพราะน่าจะยังต้องถกเถียงและต้องค้นคว้ากันอีกยาวนาน

เอาเป็นว่าวันนี้จะพาคุณไปชมโบสถ์เก่าแก่ที่วัดโบสถ์ บ้านวัดโบสถ์ อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี โบสถ์หลังนี้สร้างสมัยอยุธยาตอนกลาง บ้างก็สันนิษฐานว่าสมัยอยุธยาตอนปลาย (ดูจากศิลปะ สถาปัตยกรรม องค์ประกอบ และรูปลักษณ์ของโบสถ์) ตามคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ในบ้านวัดโบสถ์บอกว่า โบสถ์หลังนี้น่าจะมีอายุกว่า 300 ปี เพราะตัวของผู้เล่าอายุ 92 ปีแล้ว โดยผู้เล่าบอกว่าเกิดมาก็เห็นโบสถ์นี้มาแล้ว แล้วปู่ย่าตายายก็บอกกับผู้เล่าว่าเห็นโบสถ์หลังนี้มาตั้งแต่เกิดแล้ว ดังนั้นจึงทำให้เชื่อได้ว่าโบราณสถานแห่งนี้น่าจะมีอายุมากถึง 300 ปี

แต่ที่แน่นอนที่สุดคือไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าโบสถ์ของวัดโบสถ์แห่งนี้สร้างในปี พ.ศ. ใดแน่นอน เพราะยังค้นหาประวัติไม่พบ แต่สิ่งที่นับได้ว่าแปลกมากสำหรับประเพณีการสร้างโบสถ์ของศาสนาพุทธในประเทศไทย คือ ด้านหน้าของโบสถ์หลังนี้หันไปทางทิศตะวันตก ซึ่งผิดไปจากการสร้างโบสถ์ทั่วไปที่ต้องหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ขนาดของโบสถ์ไม่ใหญ่โตมากนัก ลักษณะสำคัญอีกประการของโบสถ์แห่งนี้คือด้านหน้ามีจั่วลดระดับ ซึ่งหาได้ไม่มากนักในประเทศไทย

ตามคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่อีกเช่นกันบอกว่า สมัยก่อนนั้นภายในเขตวัดโบสถ์มีสระน้ำขนาดใหญ่อยู่สองแห่ง คือด้านหน้าและด้านข้างของวัด (บริเวณหลังกุฏิพระหลังเก่า) แล้วยังมีสระอื่นๆ ในหมู่บ้านอีกหลายแห่ง ซึ่งชาวบ้านที่มีฐานะในยุคโบราณนิยมขุดสระน้ำใหญ่ไว้ในหมู่บ้าน เพื่อเป็นแหล่งน้ำกินน้ำใช้สำหรับผู้คนในชุมชน แต่ปัจจุบันสระน้ำหลายแห่งในเขตวัดได้ถูกฝังกลบไปแล้ว

ย้อนกลับไปกล่าวถึงความน่าสนใจของโบสถ์ วัดโบสถ์ จะพบว่ามีบานประตูไม้ลงรักปิดทอง ลวดลายเป็นดอกไม้และพรรณพฤกษา ด้านหน้ามีประตูสองบาน ด้านหลังมีประตูสองบานเช่นกัน ส่วนกำแพงด้านข้างทั้งสองข้างเจาะหน้าต่างด้านละ 5 บาน แต่น่าเสียดายมากที่ลวดลายของบานประตูได้ลบเลือนไปจนเกือบไม่เหลือให้เห็นอีกแล้ว ส่วนคำบอกเล่าว่าภายในโบสถ์เคยมีภาพจิตรกรรมฝาผนังนั้น ก็ไม่ปรากฏอีกต่อไป แต่ยังคงหลงเหลือคำจารึกที่เขียนด้วยสีดำไว้ด้านในผนังโบสถ์ด้านหน้าพระประธาน ซึ่งอยู่ระหว่างประตูทั้งสองบาน แต่ไม่สามารถระบุได้อีกว่าเป็นจารึกดั่งเดิมหรือไม่ เพราะตัวอักษรเลือนลางค่อนข้างมาก แต่ที่ยังคงเหลือชัดเจนคือฐานชุกชีเดิม และเสมารอบโบสถ์ จำนวน 8 ใบ โดยฐานเสมาทำแบบย่อมุม 12 ซึ่งนับว่างดงามมาก ส่วนด้านบนที่รองรับใบเสมาทำเป็นฐานบัวหงายซ้อนหลายชั้น แต่ที่น่าสงสัยคือมีซุ้มเสมาหนึ่งอันที่ตั้งอยู่ด้านขวาของโบสถ์ มีลักษณะแตกต่างจากอันอื่นๆ เพราะทำเป็นซุ้มมีหลังคาคุม แล้วเจาะช่องด้านข้างสี่ด้าน ส่วนฐานก็มีลักษณะแตกต่างไปจากฐานเสมาอันอื่น ๆ นับว่ามหัศจรรย์มาก

อันที่จริงวัดโบสถ์ยังมีโบราณสถานอีกหลายอย่าง อาทิ ศาลาการเปรียญไม้สักอายุกว่า 150 ปี เจดีย์องค์ใหญ่มหึมามีเครื่องเบญจรงค์ประดับที่คอระฆังขององค์เจดีย์ แล้วยังมีเจดีย์องค์เล็กหลายองค์ที่มีลักษณะงดงาม สร้างแบบย่อมุมไม้สิบสอง ที่อยู่รอบๆ องค์เจดีย์ใหญ่

หากคุณต้องการไปชมความงามแบบเรียบง่ายของโบสถ์วัดโบสถ์แห่งนี้ และต้องการให้ Mr.Flower นำคุณไปชม รวมถึงพาคุณเที่ยวชมความงามของวัดโบราณแห่งอื่นๆ ในละแวกใกล้เคียงกับวัดโบสถ์ โปรดติดต่อหนังสือพิมพ์แนวหน้า หมายเลข 091-7233615 นะครับ เราเที่ยวกับแบบกลุ่มเล็กๆ เน้นเจาะลึกความงดงามของโบราณสถานแห่งต่างๆ เพื่อให้คุณได้ซึมซับความงามของโบราณสถาน เพื่อช่วยอนุรักษ์โบราณสถานของไทยไว้ให้อยู่สืบต่อไปนานเท่านาน

ตะลอนเที่ยว : วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร วัดประจำรัชกาลที่ 3 แห่งบรมราชจักรีวงศ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/633450

ตะลอนเที่ยว : วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร วัดประจำรัชกาลที่ 3 แห่งบรมราชจักรีวงศ์

วันอาทิตย์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

วัดวาอารามในเขตกรุงเทพมหานครในปัจจุบันมีมากมาย แต่ละวัดมีความงดงามแตกต่างกันไปตามแบบของสถาปัตยกรรมที่ผู้สร้างต้องการให้พระอุโบสถและพระวิหารมีความงดงามโดดเด่น เพราะฉะนั้น เวลาที่คุณได้ไปชมวัดวาอารามแต่ละแห่ง ก็จะพบความงดงามในรูปแบบที่ต่างกันไป 

วันนี้ขออนุญาตพาคุณไปชมวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร วัดประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

ตามประวัติระบุว่า พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดนี้ขึ้นจากวัดเดิมที่ชื่อวัดจอมทอง หลังจากทรงเสร็จการทัพกับพม่า เมื่อ พ.ศ. 2363 สาเหตุที่ทรงเลือกบูรณะวัดนี้ก็เพราะในวันที่ทรงยกทัพมาถึงวัดนี้ แล้วทรงหยุดพักกองทัพเรือ ทรงให้ทำพิธีเบิกโขลงทวารตามตำราพิชัยสงคราม และทรงตั้งสัจจะอธิษฐานขอทรงมีชัยในการศึกครั้งนี้ ซึ่งปรากฏว่าในการรบครั้งนั้น กองทัพของพม่าไม่ได้ยกเข้า จึงทรงมีรับสั่งให้กองทัพของสยามยกทัพกลับพระนคร เมื่อจบการศึกแล้ว ทรงให้บูรณปฏิสังขรณ์วัดจอมทองทั้งหมดแล้วน้อมเกล้าฯ ถวายวัดนี้แด่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย สมเด็จพระบรมราชชนกรัชกาลที่ 2 จากนั้นรัชกาลที่ 2 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานชื่อวัดใหม่ว่า วัดราชโอรสาราม เพื่อพระราชทานพระเกียรติยศแด่พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ พระโอรส

วัดราชโอรสารามฯ มีความโดดเด่นเป็นพิเศษที่พระอุโบสถและพระวิหาร รวมถึงสถาปัตยกรรมรูปแบบจีนผสมกับแบบดั้งเดิมของไทยโบราณ ซึ่งเป็นแบบพระราชนิยมในรัชสมัยรัชกาลที่ 3 เหตุผลหนึ่งที่ทรงให้ก่อสร้างตามแบบศิลปะจีนเนื่องจากในยุคนั้นมีการติดต่อค้าขายกับจีนค่อนข้างมาก มีการแต่งสำเภาไปค้าขายกับจีน จึงทำให้ได้รับอิทธิพลด้านศิลปะจีนเข้ามาผสมผสาน

ตามประวัติของวัดระบุว่า รัชกาลที่ 3 เมื่อครั้งทรงดำรงพระราชอิสริยยศกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ทรงคุมงานก่อสร้างวัดเองตั้งแต่ต้นจนแล้วเสร็จ

สิ่งแรกที่เราจะได้ประจักษ์แก่สายตาเมื่อไปถึงหน้าวัด โดยมองจากริมคลองด่านเข้าไปในตัววัดคือซุ้มประตูจีนที่ประยุกต์ให้เข้ากับศิลปะไทยได้อย่างกลมกลืน เมื่อมองไปยังหน้าบันพระอุโบสถส่วนบนจะพบการประดับด้วยกระเบื้องเคลือบจากจีน ทำเป็นลวดลายแจกันก้อนเมฆ หงส์คู่ ผีเสื้อ ช่อดอกไม้ ส่วนหน้าบันชั้นล่างประดับลวดลายหมู่บ้าน ผู้คน ต้นไม้ ภูเขา และสรรพสัตว์โดยหน้าบันวัดนี้ไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ทั้งนี้ขนาดของพระอุโบสถไม่ใหญ่โตมากนัก เมื่อเทียบกับพระอุโบสถวัดประจำรัชกาลที่ 1 และรัชกาลที่ 2 แต่ก็มีความงดงามโดยผนังพระอุโบสถมีลายจิตรกรรมแบบจีนประดับอยู่ส่วนซุ้มเสมาคู่ทำเป็นรูปเกี้ยวแบบจีน สำหรับประตูพระอุโบสถประดับด้วยดอกโบตั๋นสีทองอร่าม บานประตูด้านนอกมีรูปมังกรดั้นเมฆ ส่วนด้านในเป็นรูปเซี่ยวกางหรือทวารบานแบบจีน และที่แปลกไปกว่าพระอุโบสถอื่นๆ คือด้านหน้าประตูพระอุโบสถมีทวารบาลเป็นตุ๊กตาจีน 3 ตัว (แต่น่าเสียดายมากที่ศีรษะของทวารบาลทั้งสามตัวนั้นถูกลักขโมยไป จึงต้องทำศีรษะใหม่ขึ้นมาทดแทน)

พระพุทธรูปประธานของพระอุโบสถมีพระนามว่าพระพุทธอนันตคุณอดุลยญาณบพิตร ปางสมาธิ ประทับใต้นพปฎลมหาเศวตฉัตร ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกขึ้นประดิษฐานเหนือองค์พระประธาน เมื่อ พ.ศ. 2504ที่ผ้าทิพย์ของพระประธานเป็นรูปปราสาท อันเป็นตราประจำรัชกาลที่ 3 ส่วนที่ฐานชุกชีพระประธานเป็นที่ประดิษฐานพระบรมราชสรีรางคารรัชกาลที่ 3 และศิลาจารึกดวงพระชะตารัชกาลที่ 3 

ด้านหลังพระอุโบสถคือพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ ส่วนด้านข้างซ้าย-ขวาของพระอุโบสถคือพระวิหารพระยืน (อยู่ฝั่งซ้าย) และพระนั่ง (อยู่ฝั่งขวา) 

ขอเรียนย้ำว่าวัดราชโอรสารามฯ มีความงดงามมาก ควรแก่การไปกราบสักการะและเที่ยวชมเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้เราได้ประจักษ์ถึงความงดงามของศิลปะและสถาปัตยกรรมตามแบบพระราชนิยมในรัชกาลที่ 3 ได้อย่างชัดเจน

หากคุณสนใจจะเที่ยวชมโบราณสถานต่างๆในประเทศไทยเพื่อให้ได้ทั้งความรู้ และความสำราญใจโดยต้องการให้ Mr.Flower นำคุณไปชม โปรดติดต่อที่หนังสือพิมพ์แนวหน้า หมายเลข 091-7233615 เราจัดทริปท่องเที่ยวแบบกลุ่มเล็กๆ (12-18 คนเท่านั้น)

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวแบบแนบชิดธรรมชาติ ณ ปากโสม ลำภูพาน หนองคาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/631949

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวแบบแนบชิดธรรมชาติ  ณ ปากโสม ลำภูพาน หนองคาย

วันอาทิตย์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ความสุขชนิดหนึ่งที่เราได้รับจากการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวที่ได้พูดคุย ได้พบปะกับผู้คนในชุมชนคือ ได้มิตรไมตรี ได้รับรู้ความสุข ความทุกข์ของเพื่อนร่วมประเทศและยังได้รับประทานอาหารการกินแบบพื้นบ้าน ซึ่งเป็นรสมือของชาวบ้านโดยแท้จริง

วันนี้ Mr.Flower ขออนุญาตพาคุณไปเที่ยวเมืองหนองคาย ที่บ้านปากโสม ตำบลผาตั้ง อำเภอสังคมจังหวัดหนองคาย หมู่บ้านแห่งนี้อยู่ติดกับลำน้ำโขง เป็นเมืองที่บอกได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า มีความสงบมากที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทยอากาศดีมาก (โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนหลังฝนตกใหม่ๆ และช่วงหน้าหนาว เพราะอากาศเย็นสบายจนบางวันก็หนาวจับขั้วหัวใจ) หลายคนที่ได้มาเยือนหมู่บ้านแห่งนี้บอกตรงกันว่า เวลาหายใจสูดอากาศเข้าไปจนเต็มปอดแล้ว ได้รับรู้ถึงความบริสุทธิ์ของอากาศ เพราะรอบๆ หมู่บ้านแห่งนี้เต็มไปด้วยต้นไม้ แถมฝั่งตรงข้ามลำโขงก็คือเทือกเขาที่เขียวขจีของประเทศลาว หลายคนจึงบอกว่าได้รับอากาศบริสุทธิ์จากฝั่งลาวที่ไหลข้ามมาฝั่งไทย 

ความน่ารักของผู้คนบ้านปากโสมแห่งนี้คือ ทุกคนยังยึดมั่นในหลักธรรมคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยทุกๆ วันพระผู้คนในหมู่บ้าน (ที่ไม่มีงานประจำ และไม่ต้องเป็นลูกจ้างใคร) ก็จะไปทำบุญฟังเทศน์ ฟังธรรมที่วัดในหมู่บ้าน คนเฒ่าคนแก่บางคนก็ถือศีลแปด ศีลสิบในทุกๆ วันพระด้วย นอกจากเคารพศรัทธาในคำสอนของพุทธศาสนาแล้ว ก็ยังมีความเคารพในพญานาค ตามความเชื่อของบรรพบุรุษอีกด้วย เพราะฉะนั้นจึงมีศาลบูชาพญานาคอยู่ตามสถานที่ต่างๆ ริมแม่น้ำโขง 

ส่วนเรื่องอาหารการกินของคนปากโสม และหมู่บ้านใกล้เคียงเกือบทุกหมู่บ้านก็จะคล้ายๆ กัน คือนิยมบริโภคปลาจากลำน้ำโขง และเน้นผักสดที่ปลูกตามริมน้ำโขง นอกจากนั้นยังมีสิ่งที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นของดีประจำบ้านปากโสมคือหมากหลอดผลไม้ที่ชาวบ้านบอกว่าแสนวิเศษที่ชาวบ้านนำผลไปสกัดเป็นน้ำหมากหลอดส่วนใบของหมากหลอดก็นำไปหั่นซอยแล้วคั่วไฟอ่อนๆ เพื่อทำเป็นใบชาหมากหลอด (อันที่จริงต้องพูดถึงหมากเบนด้วย แต่ขออนุญาตยังไม่พูดในวันนี้) หมากหลอดเป็นพืชพืชบ้านที่พบมากในภาคอีสานตอนเหนือ และภาคเหนือ มีลักษณะเป็นไม้เถา พบมากในเขตใกล้ภูเขา ที่มีอากาศร้อนชื้น โดยผลหมากหลอดสุกจะมีสีแดงอมส้มผลสุกนี้เหมาะสำหรับการนำไปทำน้ำหมากหลอดเบอร์รี หมากหลอดมีวิตามินเอมากที่สุด และยังมีวิตามินซี และอีด้วย และยังมีสารเบต้าแคโรทีน และมีสารแอนติออกซิแดนท์สูง เพราะฉะนั้นหมู่บ้านปากโสมจึงมีผลิตภัณฑ์น้ำหมากหลอดเบอร์รีเป็นสินค้าที่ขึ้นชื่อส่วนกากของหมากหลอดที่คั้นน้ำแล้วจะนำไปทำแยมและทอฟฟี่กวน ส่วนเมล็ดหมากหลอดนำไปคั่วและบดทำชาได้ด้วย

ชาวบ้านปากโสมยังมีฝีมือในการทำข้าวมูนม่อนไข่อีกด้วยผลม่อนไข่หรือผลเซียนท้อ (ภาษาภาคกลาง) ม่อนไข่หรือ Egg Fruitมีความวิเศษตรงที่เนื้อของมันมีความละเอียดเหมือนไข่แดงที่ผสมกับแป้ง ดังนั้นจึงเหมาะกับการนำเนื้อของม่อนไข่ไปผสมเพื่อทำขนม ผลม่อนไข่มีวิตามินซีสูงมาก 

นอกจากนี้ยังมีกล้วยหอมเขียวย่าง ที่มีรสชาติแสนวิเศษ และมีกลิ่นหอมชวนรับประทาน สาเหตุที่ต้องนำกล้วยหอมเขียวไปย่างก่อน เพราะว่าหากรับประทานผลสุกก็จะมีรสชาติไม่อร่อยเท่ากล้วยน้ำว้า เพราะไม่มีความหวานเหมือนกล้วยน้ำว้า ชาวบ้านจึงนำไปดัดแปลงด้วยการย่าง (ซึ่งคล้ายๆ กับกล้วยหักมุก) เพราะความร้อนจะช่วยให้รสชาติและกลิ่นหอมหวนชวนรับประทาน

เขียนถึงเรื่องอาหารการกินของชาวบ้านปากโสมจนไม่มีพื้นที่เหลือให้เขียนถึงที่ท่องเที่ยว แต่ก็ต้องบอกว่า แหล่งท่องเที่ยวของปากโสม และอำเภอสังคม ก็หนีไม่พ้นบริเวณริมลำน้ำโขง ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่รักความสงบ รักธรรมชาติชอบป่าเขา ชอบสายน้ำ ไม่ชอบความอึกทึกครึกโครม ไม่ชอบแสงสีเสียง และจะเหมาะมากกับคนที่ชอบนอนนับดาวที่พราวอยู่บนฟ้าในเขตป่าเขตเขาริมน้ำโขง

หากคุณสนใจจะไปนอนนับดาวที่สุกสกาวพราวบนฟากฟ้ายามราตรี ณ ริมน้ำโขง ที่บ้านปากโสม ขอให้ติดต่อ Mr.Flower ที่หมายเลข091-7233615 นะครับ เราจะไปเที่ยวด้วยกันแบบกลุ่มเล็กๆ เที่ยวแบบละมุนละไม ซึมซับธรรมชาติ เข้าถึงขบนประเพณีวัฒนธรรมของชุมชน และเที่ยวแบบอบอุ่นด้วยไมตรีจิตของผู้ร่วมทริปที่แสนน่ารัก  

ตะลอนเที่ยว : วัดป่าภูก้อน อุดรธานี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/630402

ตะลอนเที่ยว : วัดป่าภูก้อน อุดรธานี

วันอาทิตย์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.35 น.

วันนี้ขอนำคุณไปกราบนมัสการพระพุทธไสยาสน์ ณ วัดป่าภูก้อน ที่บ้านนาคำอำเภอนายูง จังหวัดอุดรธานี เนื่องจากมีผู้เขียนจดหมายไปถึง Mr. Flower โดยส่งไปที่หนังสือพิมพ์แนวหน้า เนื้อหาในจดหมายตอนหนึ่งระบุว่าอยากให้พาสมาชิกแนวหน้าที่สนใจการเข้าวัด เพื่อทำบุญทำทาน ทำจิตใจให้ผ่องใสเบิกบาน ไปกราบนมัสการพระพุทธไสยาสน์องค์มหึมาที่ทำจากหินอ่อน จากเมืองคารารา อิตาลี 

พระพุทธไสยาสน์องค์นี้มีพระนามว่าพระพุทธไสยาสน์โลกนาถศาสดามหามุนีมีความยาวตลอดองค์พระ 20 เมตร โดยสร้างจากหินอ่อนก้อนมหึมา 43 ก้อน แต่ละก้อนมีน้ำหนักประมาณ 10 ตัน โดยปฏิมากรสามารถรังสรรค์พระพุทธไสยาสน์ได้อย่างงดงามเฉพาะส่วนพระพักตร์มีความกว้างของหิน6 เมตร โดยสร้างขึ้นในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเจริญพระชนมพรรษา7 รอบ เมื่อ พ.ศ. 2554 

สำหรับวัดป่าภูก้อนนี้ตั้งอยู่บนยอดเขาในเขตนายูงและนำโสม ซึ่งบริเวณนี้เป็นป่ารอยต่อของสามจังหวัด คือ อุดรธานี หนองคาย และเลย ตัววัดก่อตั้งเมื่อปี 2530 โดยความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่งของนายโอฬาร และนางปิยวรรณ วีรวรรณ วัดนี้มีพื้นที่ 15 ไร่ ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างโดยกรมป่าไม้

ด้วยความที่วัดปลูกสร้างอยู่บนยอดเขาจึงทำให้ผู้ไปกราบไหว้พระ และทำบุญทำทานแล้ว ยังสามารถได้เสพความงดงามของทิวเขาสลับซับซ้อน และได้ชมป่าไม้ที่มีความอุดมสมบูรณ์ แล้วถ้ายิ่งไปวัดนี้ในยามหน้าหนาวจะได้สัมผัสกับอากาศที่หนาวเย็นจับใจมากโดยเฉพาะในช่วงยามเช้าและยามเย็น ส่วนถ้าไปเที่ยวชมในหน้าฝน ก็จะได้สัมผัสกับความเขียนขจีเขียวชะอุ่มของป่าไม้ยามที่ต้องสายฝน และยังได้สูดอากาศแสนบริสุทธิ์อีกด้วย 

นอกจากการได้กราบไหว้พระพุทธไสยาสน์แล้ว ผู้ที่ไปวัดนี้ยังจะได้กราบนมัสการพระบรมสารีริกธาตุซึ่งประดิษฐานอยู่บนยอดพระเจดีย์ปฐมรัตนบูรพาจารย์มหาเจดีย์ ส่วนชั้นสองของพระเจดีย์มีรูปหล่อของบูรพาจารย์กรรมฐานแห่งดินแดนภาคอีสานประดิษฐานไว้ให้กราบไหว้ ระลึกถึงพระคุณอันประเสริฐของครูบาอาจารย์

Mr. Flower ตั้งเป้าหมายจะพาคุณๆ ไปเที่ยวสถานที่สำคัญของเมืองอุดรฯ และพาคุณไปกราบนมัสการพระพุทธไสยาสน์โลกนาถศาสดามหามุนี ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ หากคุณสนใจร่วมทริปทำบุญทำกุศลด้วยกัน โปรดติดต่อ 091-7233615รับสมาชิก 16 คนเท่านั้นครับ

ตะลอนเที่ยว : หนองคาย เมืองน่าอยู่อันดับต้นๆ ของโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/628848

ตะลอนเที่ยว : หนองคาย เมืองน่าอยู่อันดับต้นๆ ของโลก

วันอาทิตย์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

หลายคนอาจจะทราบแล้วว่าเมืองหนองคายถูกจัดว่าเป็นเมืองที่น่าอยู่ น่าอาศัยมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกใบนี้ โดยเมื่อประมาณ 4-5 ปีที่ผ่านมานั้น มีนิตยสารด้านการท่องเที่ยวระดับโลก จำพวกที่เน้นการอยู่อาศัยแบบ Long Stay ฉบับหนึ่ง (Modern Maturity ของสหรัฐอเมริกา) ระบุว่า หนองคายเป็นเมืองน่าอยู่อันดับ 7 ของโลก 

สำหรับคนที่เคยไปเที่ยวหนองคายคงไม่ปฏิเสธเรื่องนี้ เพราะต้องยอมรับว่าหนองคายมีความเจริญในระดับหนึ่ง แล้วก็มีความสุขสงบในระดับที่น่าพอใจ อาหารการกินก็นับว่าอุดมสมบูรณ์ อากาศก็ดี เพราะมีมลภาวะน้อยมากเมื่อเทียบกับเมืองใหญ่ๆ ทุกแห่งในประเทศไทย และมหานครอื่นๆ ของโลกที่สำคัญคือหนองคายอยู่ใกล้ชิดต่อกับกรุงเวียงจันทน์ เมืองหลวงของประเทศลาว โดยมีลำน้ำโขงกั้นอยู่เท่านั้น  

หากจะถามว่า เขาใช้เกณฑ์อะไรในการจัดอันดับเมืองน่าอยู่ น่าอาศัย ก็ตอบได้ว่า ใช่เกณฑ์ 12 ข้อ ต่อไปนี้ คือสภาพดินฟ้าอากาศ ค่าครองชีพประจำวันขนบธรรมเนียมวัฒนธรรม ที่อยู่อาศัย ระบบสาธารณูปโภค การคมนาคมขนส่ง การบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข สภาพแวดล้อม กิจกรรมนันทนาการ ระบบรักษาความปลอดภัย ความมั่นคงทางการเมือง ระบบเทคโนโลยี และโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้อยู่อาศัย  

ต้องยอมรับว่าเมืองหนองคายมีความน่าอยู่มากจริงๆ ดังนั้นใครก็ตามที่ไปเที่ยวหนองคายแล้ว ก็มักจะกลับไปเที่ยวไปเยี่ยมเยียนอีกเมื่อมีโอกาส เพราะติดอกติดใจในความสงบของบ้านเมือง และชื่นชอบอากาศที่บริสุทธิ์ เนื่องจากยังไม่มีโรงงานอุตสาหกรรมในเขตจังหวัดตั้งอยู่อย่างแน่นขนัด อีกทั้งหลายคนบอกว่าชอบบรรยากาศริมน้ำโขงในเขตหนองคาย เพราะมองไปยังฝั่งตรงข้ามแล้วพบว่ามีบ้านเรือนของชาวลาวตั้งอยู่ให้เห็นทำให้มองเห็นความคึกคักของบ้านใกล้เรือนเคียงได้อย่างดี  

วันนี้ขอชวนคุณๆ ไปเที่ยวหนองคายด้วยกัน (ก่อนที่จะหมดหน้าหนาวปีนี้) โดยตั้งใจว่าจะไปเที่ยวในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์นี้ วางแผนว่าใช้เวลาท่องเที่ยว3 วัน 2 คืน ถ้าหากคุณสนใจร่วมทริปเล็กๆ (12-14 คน) โปรดติดต่อที่091-7233615 

สำหรับวันนี้ขออัญเชิญภาพของหลวงพ่อพระใส แห่งวัดโพธิ์ชัย พระอารามหลวงมาเป็นขวัญและกำลังใจกับคุณๆ ทุกคนหลวงพ่อพระใส คือพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองหนองคาย Mr. Flower อยากชวนคุณๆ ไปกราบนมัสการหลวงพ่อพระใสด้วยกัน  

นอกจากนี้ยังนำภาพบรรยากาศริมลำน้ำโขงในเขตตัวเมืองหนองคายมาฝากคุณๆ ด้วย พร้อมทั้งมีภาพพระธาตุหล้าหนอง หรือพระธาตุหนองคาย ซึ่งพระธาตุองค์เดิมตั้งอยู่บนฝั่งแผ่นดินไทย แต่ฝั่งถูกกระแสน้ำโขงกัดเซาะมานานนับร้อยปี จึงทำให้องค์พระธาตุเดิมกลายเป็นไปตั้งอยู่กลางลำน้ำโขงจึงทำให้ต้องสร้างพระธาตุองค์ใหม่ขึ้นมาไว้ณ ริมลำน้ำโขง ดังปรากฏทุกวันนี้ ส่วนพระธาตุเดิมที่ปัจจุบันอยู่กลางน้ำนั้น ก็เหลือเพียงซากเท่านั้น ซึ่งจะปรากฏให้เห็นในยามที่น้ำโขงลดลงในยามหน้าแล้งเท่านั้น แต่ทุกวันนี้ก็ยังมีผู้คนมากมายนั่งเรือไปกราบนมัสการซากของพระธาตุองค์เดิมที่อยู่กลางน้ำ 

ขอย้ำอีกครั้งว่า เราจะไปทริปหนองคายในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์นี้หากคุณๆ สนใจร่วมทริปโปรดติดต่อ คอลัมน์ตะลอนเที่ยว หนังสือพิมพ์แนวหน้า091-7233615

หลวงพ่อพระใสหลวงพ่อพระใส

บรรยากาศริมโขงบรรยากาศริมโขง

ตะลอนเที่ยว : เมืองพญานาค วังนาคินทร์ คำชะโนด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/627288

ตะลอนเที่ยว : เมืองพญานาค วังนาคินทร์ คำชะโนด

วันอาทิตย์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มีความเชื่อที่ฝังหัวมายาวนานในสังคมของบุคคลที่ถิ่นฐานพำนักอยู่ใกล้กับแม่น้ำโขง โดยเฉพาะในเขตประเทศไทย ลาว กัมพูชา รวมถึงพม่า (เมียนมา) ว่าในเขตใกล้กับแม่น้ำโขงนั้นเป็นที่อยู่ของพญานาค เจ้าแห่งเมืองบาดาล  

พญานาคได้รับการยอมรับว่าเป็นสัญลักษณ์ของความยิ่งใหญ่ของดินแดนใต้พิภพ เป็นตัวแทนของความอุดมสมบูรณ์ ความมั่งคั่ง และพญานาคยังเป็นสะพานสายรุ้งสู่ท้องฟ้าข้ามไปถึงจักรวาล และยังเป็นเจ้าแห่งท้องน้ำอีกด้วย 

ตามความเชื่อของฮินดู พญานาคมีความใกล้ชิดกับทวยเทพชั้นสูง เราจึงพบว่าพระนารายณ์ประทับเหนือบัลลังก์อนันตนาคราช ส่วนศาสนาพราหมณ์ก็ให้ความสำคัญกับพญานาคเช่นกัน โดยเชื่อว่าเป็นเทพแห่งน้ำ 

ในไตรภูมิพระร่วงกล่าวไว้ว่าพญานาคอยู่ในเมืองบาดาล ลึกจากผิวดินลงไป 1 โยชน์หรือ 16 กิโลเมตร เมืองบาดาลมีปราสาทราชวังงดงามไม่ผิดไปจากสรวงสวรรค์ 

ในศาสนาพุทธมีการกล่าวถึงพญานาคแปลงกายเป็นมนุษย์เพื่อหวังจะได้บวชเรียนแต่สุดท้ายก็ไม่ได้บวชเรียนในพุทธศาสนา เพราะเป็นเดรัจฉาน นอกจากนี้ในทศชาติก็กล่าวถึงพระชาติหนึ่งของพระโพธิสัตว์ที่เสวยพระชาติเป็นพญานาคราช ชื่อภูริทัตนาคราช ทรงบำเพ็ญกุศลด้วยการทำทานสละชีวิตเพื่อหวังได้บรรลุธรรมขั้นสูง  

อันที่จริงยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับพญานาคมาเล่าสู่ให้คุณได้รับทราบอีกมาก แต่เนื่องจากมีพื้นที่จำกัด จึงขออนุญาตวกเข้าเรื่องวังนาคินทร์คำชะโนด อุดรธานี เพราะ
ผู้อ่านแนวหน้าจำนวนมากถามมาว่าเมื่อไรจะพาสมาชิกคอลัมน์ตะลอนเที่ยวไปชมคำชะโนด ถ้าเช่นนั้น วันนี้เราไปเที่ยวชมเมืองคำชะโนดด้วยกันครับ 

เกาะคำชะโนด หรือวังนาคินทร์คำชะโนด อยู่ในเขตอำเภอบ้านดุง อุดรธานี เชื่อกันว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เมืองพญานาค บนเกาะคำชะโนดเต็มไปด้วยต้นชะโนด (ไม้ตระกูลปาล์ม) คำว่าชะโนดก็คือต้นโตนด ชาวบ้านเชื่อว่าเกาะคำชะโนดเป็นที่อยู่ของพญานาคสองตนคือศรีสุทโธและปทุมมา และเป็นเมืองที่มีบริวารของพญานาคอาศัยอยู่มากมาย ชาวอีสานตอนบนเชื่อว่าคำชะโนดคือเขตบรรจบระหว่างเมืองมนุษย์กับเมืองบาดาล ดังนั้น จึงมีเรื่องราวในเชิงลี้ลับมากมายเกี่ยวกับเกาะคำชะโนด 

เกาะแห่งนี้มีพื้นที่ประมาณ 50 ไร่มีต้นชะโนดขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น และก็มีต้นไม้ใหญ่อื่นๆ ขึ้นอยู่ด้วย เกาะเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำจึงมีความอุดมสมบูรณ์มาก เมื่อเข้าไปสู่บริเวณของเกาะจึงสัมผัสได้ถึงความร่มเย็นได้โดยพลัน เนื่องจากมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นปกคลุมหนาแน่น 

ผู้จะเข้าไปในบริเวณเกาะ ต้องเดินผ่านทางเดินพญานาค ความยาวประมาณ300 เมตร และต้องถอดรองเท้าออกทุกคน บนเกาะจะมีศาลของปู่เจ้าพญานาคศรีสุทโธและย่าเจ้าพญานาคปทุมมา ซึ่งเป็นบริเวณที่ผู้คนจำนวนมากมายเข้าไปบนบานศาลกล่าวขอในสิ่งที่ตนเองประสงค์ โดยนำบายศรีซึ่งทำจากใบตองเป็นรูปเศียรพญานาคไปเป็นเครื่องบูชา แล้วเมื่อได้ตามความปรารถนาแล้วก็จะกลับมาถวายบนหรือแก้บนด้วยบายศรีพญานาคต่อไป  

มูลเหตุสำคัญประการหนึ่งที่นำคุณไปเที่ยวเกาะคำชะโนดในครั้งนี้ก็คือเพื่อให้คุณๆ ได้รับทราบถึงความเชื่อของคนในชุมชนในเรื่องของพญานาค และเพื่อให้คุณได้รับทราบถึงประวัติความเป็นมาของเกาะคำชะโนด แต่ที่มากกว่านั้นคือเป็นการเที่ยวในบ้านเมืองไทยของเราโดยการผูกโยงเรื่องราว ความคิด ความเชื่อของท้องถิ่นเข้ากับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เพื่อเรียนรู้วัฒนธรรม ความเชื่อของคนในท้องถิ่น อันจะก่อให้เกิดความเข้าใจถึงแนวคิด ความเป็นอยู่ และอัตลักษณ์ของแต่ละชุมชนในประเทศไทย  

หากคุณสนใจร่วมเดินทางท่องเที่ยวแบบละมุนละไมทั้งในและต่างประเทศ โดยเที่ยวแบบกินดี นอนดี ไม่เน้นการเที่ยวแบบร้อนรนเร่งรีบ รับสมาชิกแต่ละทริป
จำนวนไม่เกิน 16 คน นำเที่ยวโดย Mr. Flower หนังสือพิมพ์แนวหน้า โปรดติดต่อหมายเลข 091-7233615 ครับ แล้วเราจะไปท่องเที่ยวให้มีความสุข กินอาหารอร่อย และได้ความรู้ลึกซึ้ง

ตะลอนเที่ยว : พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี แหล่งความรู้ในอาคารที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/624615

ตะลอนเที่ยว : พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี แหล่งความรู้ในอาคารที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์

วันอาทิตย์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งที่ทำให้ผู้เที่ยวได้รับความรู้ในทุกๆ ด้านอย่างครบถ้วนบริบูรณ์คือพิพิธภัณฑสถาน แต่เป็นเรื่องที่น่าเสียดายมิใช่น้อย เพราะผู้ท่องเที่ยวบางคนก็ละเลยและมองข้ามความสำคัญของพิพิธภัณฑสถานไปเลย บางคนบอกว่าไม่อยากเสียเวลากับการเข้าไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ เพราะไม่มีอะไรน่าสนใจ ก็ต้องขออนุญาตบอกว่าขอให้เข้าไปชมเสียก่อน แล้วจึงค่อยตัดสินใจ หากเข้าไปชมแล้วไม่น่าสนใจ ก็ชมเพียงระยะเวลาสั้นๆ แต่ผมรับรองว่าพิพิธภัณฑ์ ทุกแห่งมีความน่าสนใจมาก 

วันนี้ขอชวนเชิญให้คุณไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑสถานเมืองอุดรธานีด้วยกัน สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ในอาคารราชินูทิศ ซึ่งก่อสร้างตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพราะอุทิศถวายเป็นพระราชอนุสรณ์แด่สมเด็จพระราชมารดา คือสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี สมเด็จศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อาคารนี้ก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2463 โดยใช้เป็นโรงเรียนประจำจังหวัดสำหรับสตรี สถาปัตยกรรมของอาคารเป็นแบบโคโลเนียล หลังคาทรงปั้นหยา ปัจจุบันตั้งอยู่บนถนนโพศรี ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี 

ภายในพิพิธภัณฑ์ จัดแบ่งเป็นห้องการแสดงดังนี้ ห้องแผ่นดินอีสานใต้ อาณาจักรเกลือ วัฒนธรรมท้องถิ่น ห้องจัดแสดงวิถีชีวิตผู้คนในแถบลุ่มน้ำโขงในเขตภาคอีสาน แอ่งไดโนเสาร์ (กลุ่มสยามโมไทรันนัสอิสานเอนซิส) ห้องเมื่อพุทธศาสนามาถึง ห้องกำเนิดหมากแข้ง ห้องก่อร่างสร้างเมืองอุดรธานี ห้องวัฒนธรรมสู่อารยธรรม ห้องวิถีชีวิตในยุค 50 ปีที่ผ่านมา ห้องพลตรีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม (กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ทรงเป็นต้นราชสกุลทองใหญ่) และห้องน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณในหลวง รัชกาลที่ 10 เป็นต้น 

ขอเชิญชวนให้คุณที่ไปเยือนตัวเมืองอุดรฯได้โปรดไปชมพิพิธภัณฑ์ฯ แห่งนี้ รับรองคุณจะประทับใจกับความงดงามของตัวอาคารเป็นอันดับแรก แล้วเมื่อคุณได้เข้าไปชม อ่าน สัมผัสเนื้อหาสาระในห้องต่างๆ ของพิพิธภัณฑ์ฯ คุณจะยิ่งหลงใหล และหลงรักความเป็นมาของเมืองอุดรธานี เนื่องจากมีรากเหง้าที่น่าสนใจมาก  

ขออนุญาตเล่าถึงความเกี่ยวพันระหว่างกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมกับการก่อตั้งเมืองอุดรธานี โดยสังเขป คือกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมเดิมมีพระนามว่าพระองค์เจ้าทองกองก้อนใหญ่ ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมทรงเป็นกำลังสำคัญในการรักษาบ้านเมืองของสยามให้รอดพ้นจากการล่าอาณานิคมโดยฝรั่งเศส ในยุค ร.ศ. 112 โดยทรงตั้งกองกำลังทหาร ณ กองบัญชาการลาวพวน ที่บ้านหมากแข้ง (ชื่อเดิมของอุดรธานี) แล้วหลังจากนั้นต่อมาเมืองหมากแข้งก็เจริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นลำดับจนได้รับการยกฐานะเป็นจังหวัดอุดรธานี 

สำหรับวันเวลาในการเปิดให้เข้าชมพิพิธภัณฑสถานเมืองอุดรธานี คือ วันอังคารถึงวันอาทิตย์ เวลา 08.30-16.30 น. ปิดจันทร์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ และที่สำคัญคือเปิดให้เข้าชมโดยไม่คิดค่าบริการ  

ขอย้ำว่าการท่องเที่ยวที่ทำให้ผู้คนเกิดความรู้และปัญญาคือการเข้าไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑสถานประจำท้องถิ่น ประจำชุมชน ประจำจังหวัด และประจำชาติ เพราะพิพิธภัณฑ์ คือศูนย์รวมสรรพวิชาการไว้ให้ผู้ที่เข้าไปเยี่ยมชมได้รับทราบข้อมูลอย่างครบถ้วนมากที่สุด โดยสามารถใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง  

หากคุณสนใจและต้องการไปท่องเที่ยวกับ Mr.Flower โดยเน้นการท่องเที่ยวแบบเจาะลึกได้ทั้งความรู้ ความสำราญ เน้นกินดี อยู่ดี เที่ยวแบบอบอุ่นละมุนละไม ไม่เร่งร้อน โดยเที่ยวกับสมาชิกกลุ่มเล็กๆ (12-16 คน) โปรดติดต่อ Mr.Flowerหนังสือพิมพ์แนวหน้า 091-7233615 หรือจะให้จัดทัวร์นำเที่ยวในสถานที่ที่คุณต้องการให้จัดเป็นพิเศษ Mr.Flower ยินดีนำทัวร์ให้ครับ

ตะลอนเที่ยว : โปรดช่วยรับ น้องหมา น้องแมว (ที่ถูกทิ้ง) ไปอุปการะด้วยเถอะครับ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/623047

ตะลอนเที่ยว : โปรดช่วยรับ น้องหมา น้องแมว (ที่ถูกทิ้ง) ไปอุปการะด้วยเถอะครับ

วันอาทิตย์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

หมา (สุนัข) และแมว ที่เคยมีเจ้าของแล้วถูกทอดทิ้ง ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม เช่น เจ้าของจงใจทิ้ง หรือเจ้าของเสียชีวิต พวกเขาเหล่านั้นจะยังคงเฝ้าคอย และเฝ้ารอเจ้าของด้วยความทรมาน เพราะหวังว่าสักวันหนึ่งเจ้าของจะกลับมารับพวกเขากลับไปอยู่ด้วยเหมือนเช่นเคย แต่ความหวัง ความฝันของหมา และแมวที่ถูกทอดทิ้งก็ไม่ค่อยเป็นความจริงมากนัก ยกเว้นเพียงแค่บางรายเท่านั้นที่จะได้รับความรักจากเจ้าของใหม่ โดยรับพวกเขาไปอุปการะในบ้านหลังใหม่ที่ให้ความอบอุ่นและความรักกับพวกเขาอีกครั้ง 

ผมเชื่อว่าคุณๆ ที่อ่านคอลัมน์นี้ แล้วเลี้ยงสุนัข หรือแมวไว้ คุณๆ จะไม่มีวันทอดทิ้งสัตว์เลี้ยงของคุณอย่างแน่นอนเพราะคุณคงไม่ใจไม้ไส้ระกำทำได้ถึงเพียงนั้น เพราะเมื่อเราเลี้ยงดูเขาแล้ว เราก็รักและผูกพันกับเขาอย่างมากแล้วสัตว์เลี้ยงของเราก็รักและผูกพันกับเรามากเช่นกัน เราจึงทิ้งเขาไม่ลง แล้วเขาก็ไม่ต้องการจะถูกเราทิ้ง 

วันนี้ Mr. Flower ขอชวนเชิญคุณๆไปเที่ยวที่สัตหีบ แต่เป้าหมายของการเที่ยววันนี้อยู่ที่การไปช่วยเหลือสัตว์จรจัด คือหมาแมวที่ถูกทอดทิ้ง และหมาแมวที่เพิ่งเกิดใหม่แต่ก็ยังคงเป็นหมาแมวที่อยู่ในกลุ่มสัตว์จรจัดเหมือนกัน เราจะพาคุณไปที่ศูนย์ดูแลสุนัขจรจัด ของกองทัพเรือ ในหน่วยนาวิกโยธิน สัตหีบ 

ในที่แห่งนี้มีสุนัขประมาณ 460 ตัว และมีแมว 130 ตัว ซึ่งมีทั้งสัตว์ที่มีสุขภาพแข็งแรง มีความน่ารัก และสัตว์เจ็บป่วย พิการ รวมถึงแก่มากๆ นอกจากนี้ยังมีลูกสุนัขขนาดต่างๆ ทั้งที่เพิ่งอายุ 1-2 เดือน และสุนัขวัยรุ่นอายุตั้งแต่ 5-8 เดือน ส่วนแมวก็เช่นกัน 

ในแต่ละวันหมาและแมวที่นี่ได้กินอาหารวันละสองมื้อ คือเช้าและบ่าย โดยเช้าเป็นอาหารเม็ด ส่วนบ่ายเป็นอาหารสดเช่น ข้าวสุกและเนื้อสัตว์ สำหรับเนื้อสัตว์ต่างๆ ได้รับการบริจาคจากบริษัทเอกชนบางแห่งที่อยู่ในบริเวณสัตหีบ 

ค่าใช้จ่ายสำหรับอาหารและยารักษาโรค รวมถึงอุปกรณ์อื่นๆ สำหรับดูแลสัตว์ตกประมาณ 1.5 แสนบาท โดยเงินเหล่านี้ส่วนหนึ่งได้มาจากการบริจาคจากประชาชนทั่วไป และส่วนหนึ่งมาจากงบประมาณของกองทัพเรือ แต่ในช่วงที่เกิดสถานการณ์โควิด-19 แพร่ระบาดหนัก ประชาชนต่างก็ชะลอการเดินทางไปบริจาค จึงทำให้งบฯ ที่ได้รับจากส่วนนี้ขาดหายไปอย่างมาก แต่ถึงแม้จะไม่มีเงินบริจาค แต่สุนัขและแมวทั้งหมดในสถานที่แห่งนี้ก็ยังต้องกิน และต้องรักษาโรคทุกวัน  

ดังนั้น Mr. Flower จึงอยากเชิญชวนคุณๆ ได้โปรดให้ความช่วยเหลือสัตว์จรจัดเหล่านี้ ด้วยการไปเยี่ยม และบริจาคเงิน อาหาร ยารักษาโรค และน้ำยาทำความสะอาดกรงและพื้นซีเมนต์ และที่สำคัญคือขอเชิญชวนให้คุณรับสุนัขและแมวไปอุปการะ 

หากคุณได้มีโอกาสไปเยี่ยมพวกเขา คุณจะได้พบความประทับใจ และระคนกับความหดหู่ เนื่องจากได้เห็นสัตว์จำนวนไม่น้อยต่างพยายามกระโจนเข้าหาคุณด้วยความคิดถึงเจ้าของ หมาบางตัวพยายามร้องขอให้เราอุ้มเขา พยายามตะกายเพราะอยากเล่นกับคน เนื่องจากเข้าใจว่าคนที่ไปเยี่ยมอาจจะมารับเขากลับไปอยู่ในบ้านที่อบอุ่น และได้รับความรักเหมือนที่เคยได้รับมาก่อน แล้วก็ได้เห็นสัตว์แก่สัตว์บาดเจ็บสาหัส สัตว์พิการที่มองผู้ไปเยี่ยมด้วยสายตาวิงวอน  

นอกจากนี้ยังมีลูกสุนัขอายุ1-2 เดือน ถูกแยกไว้ในกรงหนึ่ง และสุนัขอายุประมาณ 4-6เดือน ถูกแยกไว้ในกรงอีกแห่งหนึ่ง สุนัขเหล่านี้ส่งเสียงร้องเมื่อเห็นคนเดินเข้าไปไกล และพยายามวิงวอนขอให้เดินเข้าไปเล่นกับพวกเขา และน่าจะวิงวอนให้ผู้ไปเยี่ยมช่วยรับเขาไปเลี้ยงดูด้วย 

สำหรับศูนย์ดูแลสุนัข (และแมว) แห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน สัตหีบ ชลบุรี คุณๆ สามารถเข้าไปเยี่ยม ไปบริจาค และไปขอรับสัตว์ไปอุปการะได้ทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00-16.00 น. ไม่เว้นวันหยุดราชการ และคุณสามารถเข้าไปร่วมเป็นอาสาสมัครดูแลสุนัขและแมวในสถานที่แห่งนี้ได้ด้วยและมีข่าวฝากสำหรับคุณๆ ที่ต้องการนำสัตว์เลี้ยงแสนรักของคุณที่ตายแล้วไปรับการเผาอย่างถูกกรรมวิธี ไร้มลภาวะในสถานที่แห่งนี้ ก็สามารถนำสุนัข แมว กระต่าย ห่าน หงส์ (สัตว์เลี้ยงที่ถูกกฎหมาย) ไปขอรับบริการเผาได้ด้วย ของย้ำว่าค่าบริการก็แสนจะถูกมาก และมีข่าวฝากสุดท้ายคือ หากคุณต้องการจะบริจาคโค กระบือ ให้กับศูนย์ฯ แห่งนี้คุณก็สามารถบริจาคให้ได้เช่นกัน