ตะลอนเที่ยว : ล่องลอยนาวาหรรษากลางห้วงมหานทีกับทัวร์คุณแหน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/454393

ตะลอนเที่ยว : ล่องลอยนาวาหรรษากลางห้วงมหานทีกับทัวร์คุณแหน

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ทัวร์คุณแหน และ Mr. Flower มีข่าวดีแสนดีมาแจ้ง และขอเชิญชวนมวลหมู่สมาชิกแนวหน้าไปร่วมสุขสันต์หฤหรรษ์ด้วยการล่องนาวาจากสิงคโปร์สู่แหลมฉบัง ประเทศไทยวันที่ 9-11 มกราคม 2563 ด้วยเรือเดินสมุทรQuantum of the Seas เรือเดินสมุทรที่เพียบพร้อมไปด้วยเครื่องอำนวยความสะดวกที่ครบครัน และบริบูรณ์ไปด้วยอาหารการกิน รวมถึงความสนุกสุดสำราญด้วยโชว์แสนพิเศษระดับโลก

เมื่อพูดถึงเรือ Quantum of the Seas แล้ว ต้องขอบอกว่าไม่มีคำถามใดๆ ถึงความใหญ่โตมโหฬาร และความทันสมัย แต่ที่สำคัญที่สุดคือระบบความปลอดภัยที่ได้มาตรฐานสากล

ทัวร์คุณแหน และ Mr. Flower มีทริปสุดพิเศษในราคาที่สุดพิเศษเช่นกันมานำเสนอให้คุณได้รับทราบ เพื่อเรียนเชิญให้คุณร่วมเดินทางไปพบความสำราญพร้อมกับคณะของเรา

แต่ขออนุญาตเรียนย้ำให้ทุกท่านทราบว่าทริปนี้ห้องราคาพิเศษเพียงจำนวนจำกัด (เพราะทัวร์คุณแหนได้ราคาพิเศษมาเพียงไม่มากนัก)

Mr. Flower ขอเชิญคุณไปร่วมสรวลเสเฮฮา พบปะสนทนาพูดคุยร่วมกันตามประสาคนคอเดียวกันในทริปนี้ (ดูรายละเอียดค่าใช้จ่ายได้ในใบประกาศของบริษัท World Express ซึ่งเป็นบริษัททัวร์ในสังกัดหนังสือพิมพ์แนวหน้า)

ขออนุญาตเล่าให้ฟังคร่าว ๆ ว่า โชว์บนเรือลำนี้สุดตื่นตาตื่นใจ แล้วจะทำให้คุณประทับใจไม่รู้ลืม ส่วนอาหารการกินก็อุดมสมบูรณ์มากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอาหารเช้านอกจากนี้ยังมีอาหารมื้ออื่นๆ ที่แสนอร่อยเช่นกัน

ถ้าถามว่ากลุ่มของเราจะทำกิจกรรมอะไรบนเรือเดินสมุทรลำนี้ ก็ขออนุญาตตอบสั้นๆว่าไปเพื่อผักผ่อน และพูดคุยสนทนากัน และรับประทานอาหารอร่อยๆ ด้วยกัน พร้อมกับชมการแสดงระดับมาตรฐานสากล ซึ่งก็คือการไปเติมพลังความสุขให้กับชีวิต

สนใจร่วมทริปสุดพิเศษกับ ทัวร์คุณแหนและ Mr. Flower โปรดติดต่อหมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวตลาดคริสต์มาสนครมิวนิค เยอรมนี

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/452864

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวตลาดคริสต์มาสนครมิวนิค เยอรมนี

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เรายังคงท่องเที่ยวเพื่อชมสีสันความงาม และสัมผัสความสนุกสนานของตลาดคริสต์มาสในเยอรมนีกันนะครับ เมื่อสองสัปดาห์ก่อนเราเริ่มต้นเที่ยวกันที่เมืองนูเรมเบิร์ก แล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเราไปเที่ยวเมืองเดรสเดน สัปดาห์นี้ผมจะพาคุณไปเที่ยวมหานครมิวนิคด้วยกัน

พูดถึงมหานครมิวนิค คุณอาจจะทราบดีอยู่แล้วว่าเป็นเมืองหลวงของแคว้นบาวาเรีย มหานครแห่งนี้อุดมไปด้วยตึกเก่าแก่อายุกว่าร้อยปี ตึกบางแห่งก็มีอายุหลายร้อยปี แต่ที่น่าสนใจคือที่นี่มีพิพิธภัณฑ์มากมายให้คุณเข้าไปชื่นชมประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจหลายคนอาจสนใจมิวนิคในช่วงเทศกาล Oktoberfestหรือเทศกาลเบียร์แห่งเดือนตุลาคม แต่สัปดาห์นี้ผมจะชวนคุณไปเที่ยวตลาดคริสต์มาสด้วยกันครับ ปีนี้ตลาดคริสต์มาสของมิวนิคจะเริ่มต้นในวันที่ 27 พฤศจิกายน แล้วไปจบวันที่ 24 ธันวาคม

สถานที่จัดตลาดคริสต์มาสของมิวนิคอยู่ที่Marienplatz หรือภาษาอังกฤษคือ St. Mary’sSquare จัตุรัสกลางเมืองของมิวนิค จุดเด่นของตลาดคริสต์มาสของเมืองนี้คือต้นคริสต์มาสสูงตระหง่านประดับประดาด้วยดวงไฟนับหมื่นดวง และที่สำคัญคือจะมีการขับกล่อมด้วยบทเพลงและเสียงร้องเพลงในเทศกาลคริสต์มาสทุกวัน โดยเริ่มตั้งแต่ช่วงเวลา 17.30 นาฬิกา สถานที่จัดแสดงดนตรีก็คือระเบียงหน้าศาลากลางของเมือง

ส่วนบนถนน Neuhauser (Neuhauser Strasse) ซึ่งอยู่ไม่ห่างจาก Marienplatz ก็คือ ที่ตั้งของร้านรวงที่นำสินค้าเกี่ยวกับวันพระคริสต์สมภพมาจำหน่าย อาทิ ตุ๊กตาที่เกี่ยวกับวันคริสต์มาสแม้กระทั่งตุ๊กตาพระกุมารที่เพิ่งประสูติที่ประทับอยู่บนรางหญ้า ตุ๊กตาลาและสัตว์อื่นๆ ซึ่งถูกระบุว่ามีอยู่ในวันพระคริสต์สมภพตลาดที่ขายของจำพวกนี้ถูกเรียกว่า manger market และกล่าวกันว่าที่นี่คือ manger market ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของตลาดคริสต์มาสบนโลกใบนี้ นอกจากนั้นยังมีร้านรวงอีกมากมายที่ขายอาหาร เครื่องดื่ม โดยเฉพาะอาหารจำพวกไส้กรอกเยอรมันซึ่งมีสารพัดชนิดให้เลือกรับประทาน และยังมีไวน์อุ่นที่ช่วยคลายความหนาวเย็น ขนมปังขิงหอมละมุน รวมถึงขนมนมเนยอีกสารพัดชนิด ส่วนคนชื่นชอบถั่วอบสารพัดชนิด ก็สามารถเลือกอร่อยได้ในตลาดคริสต์มาสเช่นกัน

สำหรับรูปภาพที่ผมนำมาฝากคุณในสัปดาห์นี้คือบรรยายการของตลาดคริสต์มาสในมิวนิคเมื่อสองปีก่อน ผมเชื่อว่าคุณดูภาพแล้วคงอยากจะไปสัมผัสบรรยากาศจริงในงาน จะเห็นได้ว่าชาวเมืองมิวนิคบางกลุ่มยังนิยมสวมใส่เครื่องแต่งกายในยุคกลางไปร่วมงาน เพราะฉะนั้นเราจะยังได้เห็นอัศวินถือดาบเล่มใหญ่ยักษ์เดินโฉบเฉี่ยวอยู่ในงาน แล้วก็จะพบขุนนางชั้นสูงเดินเด่นเป็นสง่าอยู่ในตลาดคริสต์มาสเช่นกัน เพราะฉะนั้น หากคุณตัดสินใจไปเที่ยวตลาดคริสต์มาสในเยอรมนีกับ Mr. Flowerแล้วละก็ คงอาจจะต้องเตรียมชุดเก๋ๆ ไปสวมเพื่อประชันกับชาวเมืองมิวนิคด้วย

อ้อ! เมื่อพูดถึงช่วงหน้าหนาวในยุโรปตะวันตกแล้ว ก็ต้องไม่ลืมที่จะกล่าวถึงลานสเก็ตน้ำแข็ง ซึ่งจะมีให้เห็นในย่านชุมชนทุกแห่งของเมือง เพราะการเล่นสเก็ตน้ำแข็งในหน้าหนาว และในช่วงใกล้คริสต์มาสถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญอย่างหนึ่งของชาวยุโรปเราจะได้พบได้เห็นว่าเด็กๆ และคนเกือบทุกวัย(แม้กระทั่งวัยสูงอายุที่ยังสามารถเล่นสเก็ตน้ำแข็งได้)ก็จะลงไปวาดลวดลายบนลานสเก็ตกันอย่างสนุกสนาน

ขออนุญาตเรียนสั้นๆ ว่า การไปเที่ยวยุโรปตะวันตกในหน้าหนาวนั้น คงจะไม่มีอะไรสนุกสนานมากเกินไปกว่าการไปเที่ยวดูตลาดคริสต์มาสในเมืองสำคัญๆ (ยกเว้นคุณจะตั้งใจไปเล่นสกีหิมะบนยอดเขาสูง) ดังนั้นหากคุณสนใจร่วมทริปไปกับทัวร์คุณแหนเพื่อไปสัมผัสตลาดคริสต์มาสในเยอรมนี (ซึ่งเราจะข้ามไปเที่ยว
ตลาดคริสต์มาสที่เช็กด้วย) โดยมี Mr. Flower นำคุณเที่ยว โปรดติดต่อหมายเลขโทรศัพท์091-7233615 ด่วนครับ เพราะคณะของเรารับสมาชิกเพียง 14 รายเท่านั้น ส่วนท่านที่สนใจร่วมทริปแล้วยังไม่มีเชงเกนวีซ่า โปรดรีบติดต่อ Mr. Flower ด่วนที่สุด เพราะคณะออกเดินทางวันที่ 1 ธันวาคม 2562 ทริปนี้เราใช้เวลาเที่ยวตั้งแต่วันที่ 1-11 ธันวาคม

ขอเชิญชวนให้คุณร่วมทริปแสนสนุก แสนสบายได้ความรู้เต็มอิ่มกับทัวร์คุณแหนครับ

ตะลอนเที่ยว : เดรสเดน (Dresden) เมืองหลวงของแคว้นแซกโซนี (Saxony)

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/451448

ตะลอนเที่ยว : เดรสเดน (Dresden) เมืองหลวงของแคว้นแซกโซนี (Saxony)

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ตะลอนเที่ยวสัปดาห์นี้ ผมตั้งใจพาคุณไปเที่ยวชมตลาดคริสต์มาสในประเทศเยอรมนี โดยเราจะเที่ยวต่อจากสัปดาห์ก่อนที่พาคุณไปเที่ยวตลาดคริสต์มาสที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกและของเยอรมนี คือที่เมืองนูเรมเบิร์ก(Nuremberg) เมืองสำคัญเมืองหนึ่งของแคว้นบาวาเรีย (Bavaria)

เดรสเดนอยู่ค่อนไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของนูเรมเบิร์กและอยู่ไม่ไกลจากสาธารณรัฐเช็ก (Czech Republic) ที่พูดเช่นนี้ก็หมายความว่าทริปนี้เราจะข้ามไปเที่ยวสาธารณรัฐเช็กด้วย (แต่ยังไม่พาไปเที่ยวในสัปดาห์นี้)

ความโดดเด่นของเดรสเดนคือสถาปัตยกรรมของเมืองที่ใครเห็นก็ต้องบอกว่าแสนจะคลาสสิก แต่ต้องบอกกับคุณว่า ตึกที่ดูเสมือนเก่าแก่โบร่ำ
โบราณที่คุณเห็นในเดรสเดนนั้นเป็นตึกใหม่ที่ถูกบรรจงสร้างขึ้นมาหลังยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะตึกเดิมในเขตเมืองเก่าเกือบทั้งหมดถูกระเบิดจนราบเป็นหน้ากลอง ดังนั้นหากมีไกด์ทัวร์คนไหนบอกคุณว่าเดรสเดนเป็นเมืองเก่าและมีตึกรามเก่าแก่ตั้งแต่สมัยหลายร้อยปีก่อนแล้วละก็ คุณบอกกับไกด์คนนั้นได้เลยว่า “มั่วมาก”

แน่นอนว่าตามประวัตินั้น เดรสเดนมีประวัติมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 คือสร้างเมืองเสร็จเรียบร้อยใน ค.ศ. 1743 และขอย้ำอีกครั้งว่าตัวเมืองเดรสเดนถูกระเบิดจนราบเป็นหน้ากลองในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้วเมื่อสงครามสงบจึงได้ก่อสร้างอาคารต่างๆ ขึ้นมาใหม่ แต่ยังสามารถรักษารูปทรงและรูปลักษณ์เดิมของอาคารเก่าไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ ดังนั้นเมื่อคุณไปชมตึกใหม่ที่ดูเสมือนเก่า คุณจึงยังคงเห็นซากตึกหรือชิ้นส่วนเดิมของตึกที่ถูกระเบิดจนแตกกระจาย แต่เขายังคงเก็บรักษาซากเหล่านั้นไว้ให้คุณได้ชมเพื่อให้รู้ว่าตึกนี้คือตึกใหม่ที่อยู่บนฐานเดิมของตึกเก่าที่ถูกทำลายไปแล้ว

นักท่องเที่ยวทุกคนเมื่อไปถึงเดรสเดน ต้องไปชมโบสถ์ฟราเอน(Frauenkirche Church) ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบบาโรก แล้วทุกคนก็จะตื่นตะลึงกับความมโหฬารของโดมยอดโบสถ์ แต่ที่ห้ามพลาดเป็นอันขาดคือพิพิธภัณฑ์ของเดรสเดนที่อยู่ในพระราชวังเก่าชื่อซวิงเกอร์ ต้องย้ำหนักแน่นว่าพิพิธภัณฑ์ที่เดรสเดนมีของล้ำค่ามากมาย ว่ากันว่าพระราชวังซวิงเกอร์ได้รับแรงบันดาลใจในการก่อสร้างมาจากพระราชวังแวร์ซายส์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แห่งฝรั่งเศส ขอย้อนกลับไปพูดถึงพิพิธภัณฑ์ในเดรสเดนอีกสักนิดเพราะที่นี่เป็นที่เก็บรักษาผลงานชิ้นเยี่ยมยอดของราฟาเอล (Raphael) คือภาพ Sistine Madonna

และอีกแห่งหนึ่งที่ต้องไม่พลาดชมก็คือโรงละครโอเปรา และหอแสดงคอนเสิร์ต ชื่อ The Semperoper อาคารที่แห่งนี้งดงามและอลังการมาก เมื่อยืนอยู่ตรงกลางจัตุรัสหน้าโรงละครโอเปราแห่งนี้แล้ว ด้านหลังโรงละครคุณก็จะพบกับปราสาทเดรสเดน ซึ่งมีประวัติว่าก่อสร้างมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 14 เคยเป็นที่ประทับของเจ้าผู้ครองแคว้นแซกโซนี ก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมผสมระหว่างบาโรกกับนิโอเรอเนซองส์ ปัจจุบันคือที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ Green Vault ต้องบอกด้วยความตื่นเต้นว่า ภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เต็มไปด้วยโบราณวัตถุที่งดงามจนทำให้ตื่นตะลึง โดยเฉพาะ Moor with Emerald Cluster

เดรสเดน ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเอลเบ เพราะฉะนั้นเมื่อคุณได้ไปเยือนเดรสเดนแล้ว คุณก็จะได้ชื่นชมกับความงามของแม่น้ำเอลเบที่ไหลผ่านเมืองประวัติศาสตร์แห่งนี้ด้วย ตามประวัติของเมืองเดรสเดนระบุว่าก่อนที่สงครามโลกครั้งที่ 2 จะทำให้เดรสเดนพังพินาศ เมืองแห่งนี้เคยได้ชื่อว่าฟลอเรนซ์ริมฝั่งเอลเบ เพราะเมืองนี้เพียบพร้อมไปด้วยความงดงามของสถาปัตยกรรมและทรัพย์สมบัติอันล้ำค่า

ส่วนสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้เป็นอันขาดเมื่อได้ไปเยือนเดรสเดนคือ The Fürstenzug หรือชื่อภาษาอังกฤษคือ The Procession of Princes ซึ่งก็คือกำแพงยาว 102 เมตร ที่ใช้แผ่นโมเสก 23,000 ชิ้น ต่อเป็นรูปขบวนของเจ้าชายองค์ต่างๆ ของราชวงศ์วิทติน (Wettin) แซกโซนี ซึ่งถือว่ากำแพงโมเสกแห่งนี้มีความยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกในด้านงานโมเสก

วันนี้ผมพูดถึงเดรสเดนเพียงคร่าวๆ เท่านั้นครับ เพราะหากจะลงรายละเอียดกันจริงๆ ต้องใช้เวลาอีกนาน และขอเรียนให้คุณทราบว่าเราจะไปเที่ยวตลาดคริสต์มาสในเยอรมนีด้วยกันในช่วงต้นเดือนธันวาคม (เดินทาง 1-11 ธันวาคม 2562) ทริปนี้เราไปกันเพียง 12-14 คนเท่านั้น เราจะไปเที่ยวที่นูเรมเบิร์ก โรเตนบวร์ก แบมเบิร์ก ไบรอยธ์วูซบวร์ก เรเกนสเบิร์ก ปาซาว เดรสเดน และข้ามไปเที่ยวเช็กด้วยครับ

เราเที่ยวกันแบบเจาะลึก เที่ยวแบบละมุนละไม ไม่เร่งไม่รีบร้อนรน เน้นเที่ยวพิพิธภัณฑ์ เน้นดูโบสถ์ ชมวัง นอนในโรงแรมกลางเมือง
ไม่เน้นการย้ายโรงแรมทุกวัน ไม่เน้นออกจากโรงแรมตั้งแต่เช้าตรู่ และไม่เน้นกลับเข้าโรงแรมดึกดื่น แล้วที่สำคัญคือเราเน้นการกินและ
การเที่ยวแบบแสนสำราญ กินอาหารอร่อย นอนโรงแรมกลางเมือง เพื่อจะได้เที่ยวชมและสัมผัสบรรยากาศของเมืองต่างๆ แบบได้อรรถรส
เต็มๆ สนใจร่วมทริปกับทัวร์คุณแหน นำทัวร์โดย Mr.Flower โปรดติดต่อ091-7233615

ตะลอนเที่ยว : ตลาดคริสต์มาสต้นตำรับของโลกที่ Nuremberg Germany

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/449859

ตะลอนเที่ยว : ตลาดคริสต์มาสต้นตำรับของโลกที่ Nuremberg Germany

วันอาทิตย์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

อีกแค่ประมาณ 2 เดือนก็จะถึงวันคริสต์มาสแล้ว ผมจะชวนคุณไปเที่ยวตลาดคริสต์มาสแห่งหนึ่งที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นต้นตำรับของตลาดคริสต์มาสของโลก นั่นคือตลาดคริสต์มาสที่นูเรมเบิร์ก หรือ Nuremburg Christkindlesmarkt (ออกเสียงตามภาษาดอยซ์ว่าเนิร์นแบร์ก คริสต์คินเดอร์ลิสมาร์สต์)

ถามว่าทำไมต้องไปเที่ยวตลาดคริสต์มาสที่นูเรมเบิร์ก ก็ขอตอบว่า เพราะตลาดคริสต์มาสที่นี่ได้รับการกล่าวขานว่าเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ตามประวัติระบุว่ามีตลาดคริสต์มาสที่เนิร์นแบร์กมาตั้งแต่ ค.ศ. 1530 คือมีมาเกือบ 500 ปีแล้ว

ตามปกติตลาดคริสต์มาสที่เนิร์นแบร์กจะเริ่มเปิดตั้งแต่วันศุกร์สุดท้ายก่อนถึงวันอาทิตย์แรกของเดือนธันวาคม แล้วเปิดตลาดเรื่อยไปจนถึงวันที่24 ธันวาคม โดยปีนี้เปิดตลาดวันที่ 29 พฤศจิกายน

จุดเด่นของตลาดคริสต์มาสแห่งนี้คือการประกวดธิดาคริสต์มาส (Christkind ภาษาดอยซ์, Christ Child ภาษาอังกฤษ) เริ่มจัดประกวดครั้งแรกในปี ค.ศ. 1969 โดยจัดประกวดทุกสองปี ใช้วิธีการคัดเลือกจากเด็กสาวชาวเนิร์นแบร์ก สีประจำชุดของธิดาคริสต์มาสคือสีขาวและทอง และมีผมสีทองยาวโดยผมหยิกเป็นคลื่น สวมมงกุฎสีทอง ทั้งนี้ธิดาคริสต์มาสมีอีกชื่อหนึ่งคือทูตแห่งคริสต์มาส

สิ่งสำคัญอีกอย่างของตลาดคริสต์มาสเนิร์นแบร์ก คือ ร้านรวงที่เปิดขึ้นอย่างมากมายเกือบ 200 ร้านค้า มีทั้งของกินพื้นเมือง เช่น อาหารพื้นถิ่นของชาวเยอรมัน อาทิ ไส้กรอกเยอรมัน (wurst) และไวน์อุ่น (mulled wine, gluhwein) และขนมปังขิงที่กลิ่นหอมชวนรับประทาน นอกจากของกินและเครื่องดื่มประจำพื้นถิ่นแล้ว ยังมีข้าวของมากมายอีกสารพัดชนิด ทั้งของใช้ ของตกแต่งบ้าน และขนมนมเนย อาหาร เครื่องประดับร่างกาย เป็นต้น แต่มีอีกสิ่งที่ทำให้ผู้ไปเยือนหลงใหลมากที่สุด คือ การได้ฟังเพลงที่เกี่ยวข้องกับฤดูกาลแห่งคริสต์มาส ซึ่งร้องสดและบรรเลงสดที่หน้าโบสถ์ในทุกช่วงค่ำคืน

เสน่ห์ของตลาดคริสต์มาสเนิร์นแบร์กอีกอย่างหนึ่งคือสถานที่จัดซึ่งอยู่ในเขตเมืองเก่า ซึ่งมีโบสถ์ Church of Our Lady แล้วที่ต้องไม่พลาดอย่างเด็ดขาดคือการขึ้นไปบนเนินเขาของเมืองเนิร์นแบร์ก ซึ่งเป็นที่ตั้งของปราสาท (Imperial Castel) โดยบนเนินเขาแห่งนี้คือจุดชมวิวของเมืองจากมุมสูง จุดชมเมืองที่เป็นที่นิยมคือที่โบสถ์St. Sebald และ St. Lorenz นอกจากนี้หลายคนยังชื่นชอบการนั่งรถม้าชมเขตเมืองเก่า เพราะนอกจากจะได้เห็นความงามของตัวเมืองเก่าแล้ว ยังได้นั่งอยู่บนรถม้าที่มีตู้โดยสารสีเหลืองเด่น ได้ยินเสียงกระพรวนที่ติดกับตัวของม้า และได้ยินเสียงเกือกม้าที่ดังเมื่อยามกระแทกลงไปบนพื้นถนนที่ทำจากหินตัด ทำให้นึกไปถึงยุคกลางได้โดยฉับพลัน แต่บางคนก็เลือกนั่งรถรางเล็กชมเมือง เพราะได้ย้อนเวลาไปเมื่อครั้งเป็นเด็กตัวน้อยๆ

ทัวร์คุณแหน โดย Mr.Flower จะพาคุณๆไปเที่ยวตลาดคริสต์มาสเนิร์นแบร์กในวันที่ 1-11ธันวาคม 2562 รับสมาชิกเพียง 12 รายเท่านั้น คณะของเราจะเน้นเที่ยวตลาดคริสต์มาสให้จุใจ เช่นตลาดคริสต์มาสที่เนิร์นแบร์ก และที่กรุงเบอร์ลินรวมถึงที่นครแฟร้งค์เฟิร์ต

สำหรับคุณที่ต้องการร่วมทริปแสนสนุกไปกันเพียงกลุ่มเล็กๆ กับกลุ่มคนที่มีคอเดียวกัน คุยกันสนุกสนาน รับประทานอาหารอร่อย (ไม่กินบุฟเฟ่ตอาหารจีนอย่างแน่นอน) อยู่สบาย (อยู่โรงแรมใจกลางเมือง)เน้นการท่องเที่ยวโดยการนั่งรถไฟ ไม่นิยมการเปลี่ยนโรงแรมทุกเช้า ไม่เน้นการท่องเที่ยวแบบชะโงกทัวร์ไม่ชอบทัวร์แบบ 5-6-7 แต่เราจะเที่ยวในแต่ละเมืองและพรรคในแต่ละเมืองอย่างน้อย 3 คืน กลุ่มของเราใช้การท่องเที่ยวแบบเดินเที่ยวที่เน้นการเจาะลึก เน้นศิลปวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของเมือง เราจะเริ่มเที่ยวกันในเวลา 8-9 นาฬิกา แล้วกลับเข้าที่พักไม่เกิน18.00 น. แต่เนื่องจากเราพักในโรงแรมกลางเมือง เพราะฉะนั้นหากสมาชิกรายใดอยากจะกลับไปนอนพักเอาแรงก่อน ก็สามารถเดินกลับไปนอนพักผ่อนได้ตามสะดวก แล้วนัดกันออกไปเที่ยวใหม่ตามแต่ใจปรารถนา

สนใจร่วมเดินทางที่สนุกสนานฉันมิตร โปรดติดต่อทัวร์คุณแหน หรือติดต่อ Mr.Flower หมายเลขโทรศัทพ์ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : สืบมรรคา สืบต่อความจงรักภักดีโดยไม่มีวันสิ้นสุด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/448401

ตะลอนเที่ยว : สืบมรรคา สืบต่อความจงรักภักดีโดยไม่มีวันสิ้นสุด

วันอาทิตย์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ความจงรักภักดีต่อผู้มีพระคุณ โดยเฉพาะต่อองค์พระผู้ทรงไว้ซึ่งพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ คือความประพฤติของผู้รู้ผู้เจริญ เป็นพฤติกรรมที่โลกทั้งสามย่อมสรรเสริญตลอดไป และจะส่งเสริมให้ผู้ประพฤติปฏิบัติมีความสุขความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป

ความจงรักภักดีของหนุมานบุตรพระพายที่มีต่อพระรามคือความจงรักภักดีที่ยากจะหาความภักดีของผู้ใดเสมอเหมือนหรือเทียบเท่าได้หนุมานยอมมอบกายถวายหัวแด่พระรามด้วยความเต็มใจยิ่ง และไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ ที่บังเกิดขึ้น เมื่อยามที่ได้รับอาสาถวายงานแด่พระรามเราจะเห็นได้ว่าหนุมานถวายงานจนถึงกระทั่งตัวตาย ด้วยเหตุที่ได้ให้สัจวาจาว่าจะจงรักภักดีต่อพระรามตลอดไป

โขนรามเกียรติ์ชุดสืบมรรคา ซึ่งอำนวยการผลิตโดยมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่จะเปิดการแสดงประจำปี 2562 ณ หอประชุมใหญ่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯเริ่มการแสดงตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน ถึง5 ธันวาคม 2562

โขนนับเป็นนาฏศิลป์ชั้นสูงที่มีความเก่าแก่ของไทย เป็นการรวมเอาสรรพศิลป์ และสรรพศาสตร์ด้านการแสดงต่างๆ รวมเข้าไว้ด้วยกัน เช่น การร่ายรำที่งดงามสอดคล้องกับเรื่องราว บทเพลงที่ใช้บรรเลง บทขับร้องฉาก เครื่องแต่งกายที่งดงามซึ่งทรงไว้ด้วยภูมิหลังทางประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่นต่างๆ เช่น พัสตราภรณ์ของตัวพระและตัวนางที่เป็นผ้ายก อันมีต้นกำเนิดจากบ้านเนินธัมมัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เครื่องประดับ และศิราภรณ์ หรือหัวโขน แต่ที่สำคัญคือโขนของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ยังนำเสนอเทคนิคประกอบฉากที่ทันสมัย สมจริง ทำให้การชมโขนรามเกียรติ์มีอรรถรสสมบูรณ์เป็นอย่างยิ่ง

โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ นำเสนอต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยเริ่มมาตั้งแต่ปี 2550 โดยเริ่มมาจากพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงต้องการสืบสานอนุรักษ์ศิลปะการแสดงขั้นสูงนี้ไว้ให้อยู่คู่กับสังคมไทย และทรงมีพระราชประสงค์ให้คนไทยร่วมกันทำนุบำรุงรักษาและสืบสานการแสดงโขนตามแบบอย่างที่ถูกต้องตามขนบไว้ให้ดำรงคงอยู่คู่ประเทศไทย

ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ เลขาธิการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ กล่าวถึงการจัดแสดงโขนรามเกียรติ์ตอนสืบมรรคา ว่า เป็นตอนที่สนุกสนาน มีหลายรสชาติของการแสดง โดยเฉพาะการผจญภัยของหนุมานทหารเอกของพระราม และที่น่าสนใจมากคือมีฉากที่ตระการตา มีท่าร่ายรำที่งดงามวิจิตร โดยเฉพาะในการแสดงทศกัณฐ์หน้าทอง ซึ่งเป็นตอนที่งดงามมากทั้งการแต่งองค์ทรงเครื่อง ถนิมพิมพาภรณ์ ท่าร่ายรำ และบทเพลงประกอบ

การที่โขนรามเกียรติ์ได้กลับมาเป็นที่นิยมชมชอบของคนไทยจำนวนมากในยุคปัจจุบัน เป็นเพราะพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงตั้งพระทัยไม่ให้โขนสูญสลายไปจากสังคมไทย ถ้าหากไม่มีพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านแล้ว โขนก็อาจจะต้องประสบกับปัญหาใหญ่นั่นคือสูญสลายหายไปตามกาลเวลา เพราะขาดผู้ดูแลอุปถัมภ์และขาดผู้ชม จึงกล่าวได้ว่าโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เป็นการรวบรวมสรรพศาสตร์และสรรพศิลป์เข้าด้วยกันโดยแท้จริง และที่สำคัญคือการแสดงโขนนี้ทำให้สอดคล้องกับยุคสมัยเข้ากับกาลเวลา จึงเป็นการแสดงที่ทันสมัย แต่ธำรงรักษาไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมแบบโบราณไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์

โขนรามเกียรติ์ ตอนสืบมรรคา มีเรื่องย่อว่า พระรามสั่งให้หนุมานไปสืบหาว่าทศกัณฐ์นำนางสีดาไปไว้ ณ ที่แห่งใดในกรุงลงกา หนุมานจึงต้องตามสืบหาว่านางสีดาถูกนำตัวไปไว้ณ ที่แห่งใด ซึ่งการแสดงในตอนนี้เน้นความสามารถของหนุมานมากเป็นพิเศษ แต่ก็ผสมผสานไว้ด้วยความน่าสนใจของทศกัณฐ์ และความงามวิจิตรของนางสีดา ผสมผสานกับความโดดเด่นของตัวละครอื่น ๆ เช่น นางอังกาศตไล หรืออากาศตไล นางผีเสื้อสมุทร ยักษ์ปักหลั่นนกสัมพาที เป็นต้น และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือในตอนที่นำเสนอให้เห็นว่าหนุมานนั้นนอกจากจะมีความจงรักภักดีต่อพระรามอย่างหาที่สุดมิได้แล้ว ยังมีความเสียสละอย่างสูง โดยเฉพาะในฉากที่หนุมานแปลงกายให้ใหญ่โตเพื่อเป็นสะพานข้ามแม่น้ำกว้างใหญ่ แล้วให้เหล่าวานรเดินเหยียบไปบนร่างของตนเองเพื่อข้ามไปยังจุดหมาย

ขออนุญาตเล่าถึงฉากเด่นๆ ในตอนสืบมรรคาที่คุณควรทราบไว้ก่อนชมการแสดงจริงคือฉากหนุมานรบนางอังกาศตไล ฉากหนุมานรบนางผีเสื้อสมุทร แล้วเหาะเข้าปากนางผีเสื้อสมุทรเพื่อเข้าไปผ่าท้องนางยักษ์ตนนี้ รวมถึงฉากสำคัญคือ ทศกัณฐ์เกี้ยวนางสีดาในสวนขวัญ และฉากทศกัณฐ์หน้าทองที่หาชมได้ยากมาก

โขนรามเกียรติ์ ตอนสืบมรรคา จะเปิดการแสดง ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 6 พฤศจิกายนถึง 5 ธันวาคม 2562 เปิดจำหน่ายบัตรแล้วตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2562 สามารถซื้อบัตรได้ที่ไทยทิคเก็ต เมเจอร์ ทุกสาขา หรือทาง www.thaiticketmajor.com และสามารถติดตามข่าวสารของโขนรามเกียรติ์ ตอนสืบมรรคา ได้ทาง www.khonperformance.com และเฟซบุ๊ค Khon Performance โขนมูลนิธิ ส่งเสริมศิลปาชีพฯ

ตะลอนเที่ยว : พระราชวังสนามจันทร์ ณ สระนํ้าจันทร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/445342

ตะลอนเที่ยว : พระราชวังสนามจันทร์ ณ สระนํ้าจันทร์

ตะลอนเที่ยว : พระราชวังสนามจันทร์ ณ สระนํ้าจันทร์

วันอาทิตย์ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“พระราชวังสนามจันทร์ คือวังของรัชกาลที่ 6 สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อเวลาพระองค์เสด็จฯทรงตรวจราชการหัวเมือง เสด็จออกเยี่ยมเยียนดูแลทุกข์สุขของอาณาประชาราษฎร์ และเมื่อเสด็จพระราชดำเนินไปทรงนมัสการพระปฐมเจดีย์”คนนครปฐมจะสอนลูกสอนหลานเช่นนี้สืบต่อกันมารุ่นต่อรุ่น และพระราชวังสนามจันทร์ยังเป็นความภาคภูมิใจของชาวนครปฐมอย่างมาก

อ้างอิงตามตำราโบราณคดี พระราชวังสนามจันทร์สร้างขึ้นในบริเวณเนินปราสาท ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นเขตของพระราชวังโบราณของกษัตริย์สมัยทวารวดี ส่วนพระนามสนามจันทร์ มาจากชื่อของสระน้ำจันทร์ สระน้ำโบราณที่อยู่หน้าโบสถ์พราหมณ์ (แต่ปัจจุบันไม่มีโบสถ์พราหมณ์หลงเหลืออยู่ในเขตพระราชวังแล้ว)

พระราชวังแห่งนี้ใช้เวลาในการก่อสร้างนาน 4 ปี สร้างแล้วเสร็จใจปี พ.ศ. 2450 โดยล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาวิศุกรรมศิลปประสิทธิ์ (น้อย ศิลปี) เป็นแม่งานควบคุมการก่อสร้าง เมื่อก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระราชทานนามว่า พระราชวังสนามจันทร์

พระราชวังสนามจันทร์คือที่ประทับในยามที่รัชกาลที่ 6 เสด็จพระราชดำเนินทรงตรวจราชการหัวเมืองตอนใต้ของกรุงเทพฯ และในยามเสด็จพระราชดำเนินไปทรงนมัสการพระปฐมเจดีย์ ระยะห่างจากองค์พระปฐมเจดีย์ถึงพระราชวังสนามจันทร์เพียง 2 กิโลเมตรเท่านั้น พระราชวังแห่งนี้มีเนื้อที่ทั้งหมด 888 ไร่ 3 งาน 4 ตารางวามีพระที่นั่งต่างๆ ดังนี้ พระที่นั่งพิมานปฐม พระที่นั่งวัชรีรมยา พระที่นั่งสามัคคีมุขมาตย์ และมีพระตำหนักดังนี้ พระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ พระตำหนักมารีราชรัตบัลลังก์ พระตำหนักทับขวัญ และพระตำหนักทับแก้ว นอกจากนี้ยังมีสถานที่สำคัญคือ เทวาลัยคเณศวร์ และมีอนุสาวรีย์ย่าเหล สุนัขที่ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6ทรงรักเป็นหนักหนา เพราะย่าเหลเป็นสุนัขที่เฝ้าถวายความจงรักภักดีแด่พระองค์อย่างมาก

ตามพระราชพินัยกรรม พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์พระราชทานพระราชวังสนามจันทร์ให้เป็นที่ตั้งของโรงเรียนนายร้อยทหารบก โดยมีเนื้อหาในพระราชพินัยกรรมว่า

“บรรดาที่ดินตึกรามทั้งใหญ่น้อยที่รวมอยู่ในเขตซึ่งเรียกว่าพระราชวังสนามจันทร์ เป็นสมบัติส่วนตัวของข้าพเจ้าโดยแท้ ไม่ได้รับมฤดกมาจากสมเด็จพระบรมชนกนารถ มิได้ ข้าพเจ้าได้เก็บทุนในตำแหน่งหน้าที่พระยุพราช และ ทุนอื่นๆ สร้างที่สนามจันทร์ และสร้างพระที่นั่ง ซึ่งเรียกว่า พระพิมานประฐม นั้นขึ้นก่อน ต่อมาเมื่อข้าพเจ้าได้ราชสมบัติแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้เอาเงินพระคลังข้างที่ทำนุบำรุงที่นี้ตลอดมาเป็นส่วนตัวทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นจะเอาที่พระราชวังสนามจันทร์ไปรวมเข้ากับกองมฤดกใหญ่นั้นหาควรไม่ ข้าพเจ้ามีสิทธิ์ตามกฎหมายเหมือนสามัญชนที่จะยกที่นี้ให้แก่ผู้ใดก็ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อสิ้นตัวข้าพเจ้าไปแล้ว ข้าพเจ้าขอยกที่นี้ให้แก่รัฐบาลสยามเป็นสิทธิขาด เพื่อทำเป็นโรงเรียนนายร้อยทหารบก”

ปัจจุบัน พระราชวังสนามจันทร์อยู่ในความดูแลของสำนักพระราชวัง สำหรับพระราชวังสนามจันทร์นั้น นอกจากเป็นที่แปรพระราชฐานของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 แล้ว พระองค์ยังมีพระราชดำริให้สถานที่แห่งนี้เป็นที่มั่นเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับรับวิกฤตการณ์ของประเทศอันอาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต ในยามที่บ้านเมืองมีภัยพาล เพราะพระราชวังสนามจันทร์ตั้งอยู่ในชัยภูมิอันเหมาะสม และทรงเคยใช้สถานที่แห่งนี้ที่ซ้อมรบเสือป่า

ความโดดเด่นของพระราชวังสนามจันทร์อีกประการซึ่งเป็นที่ประจักษ์ชัดก็คือ เป็นพระราชฐานที่งดงาม เพราะมีสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวของสถาปัตยกรรมไทย ไทยประยุกต์ และยุโรป เช่น พระที่นั่งวัชรีรมยา เป็นสถาปัตยกรรมแบบไทยแท้ และมีพระตำหนักทับขวัญ ที่ปลูกสร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบเรือนไทยโบราณสร้างด้วยไม้ทั้งองค์ ส่วนพระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ เป็นสถาปัตยกรรมแบบเรอเนซองส์ ด้านหน้าพระตำหนักคืออนุสาวรีย์ย่าเหล และที่สำคัญคือพระราชฐานแห่งนี้มีความร่มรื่นเขียวขจีของต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงา แต่ที่น่ารักจนอดหลงรักไม่ได้คือมีฝูงไก่แจ้เดินหากินอยู่ทั่วไป ซึ่งไก่แจ้เหล่านี้มีความคุ้นเคยกับผู้คนเป็นอย่างมาก เมื่อยามคนเดินไปที่ไหน พวกเขาก็มักจะเดินเข้าไปอยู่ใกล้ๆ ตลอดเวลา

พระราชวังสนามจันทร์ เปิดให้เข้าชมทุกวัน เริ่มเวลา 09.00-16.00 น. ปัจจุบันไม่เก็บค่าเข้าชม แต่ขอเรียนย้ำว่าผู้เข้าชมต้องแต่งกายสุภาพ โดยต้องสวมเสื้อผ้าที่มิดชิดและเรียบร้อย

ตะลอนเที่ยว : พระรามราชนิเวศน์ พระราชฐานฤดูฝนของสมเด็จพระปิยมหาราชเจ้า ณ เมืองเพชรบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/443799

ตะลอนเที่ยว : พระรามราชนิเวศน์ พระราชฐานฤดูฝนของสมเด็จพระปิยมหาราชเจ้า ณ เมืองเพชรบุรี

ตะลอนเที่ยว : พระรามราชนิเวศน์ พระราชฐานฤดูฝนของสมเด็จพระปิยมหาราชเจ้า ณ เมืองเพชรบุรี

วันอาทิตย์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ณ ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเพชรบุรีในเขตตัวเมืองที่ตำบลบ้านปืน อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี มีพระราชนิเวศน์แห่งหนึ่งที่ได้รับการสถาปนาโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระราชนิเวศน์องค์นี้ปลูกสร้างตามแบบยุโรป โดยรัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายคาร์ล ซิกฟรีด เดอร์ริง ชาวเยอรมัน (Karl Siegfried Dohring) เป็นสถาปนิก (สถาปนิกผู้นี้เป็นผู้ออกแบบวังบางขุนพรหม วังวรดิศ และวังพระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ) และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทรงเป็นแม่งานควบคุมการก่อสร้าง

รัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2453 แต่หลังก่อสร้างไม่นาน พระองค์เสด็จสวรรคต การก่อสร้างดำเนินต่อไปในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 โดยก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี 2459 แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพระราชพิธีสมโภชพระราชฐานแห่งนี้เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2461

ด้วยเหตุที่มีสถาปนิกเป็นชาวเยอรมัน ดังนั้น พระรามราชนิเวศน์ หรือ วังบ้านปืน จึงมีรูปลักษณ์เป็นอาคารสไตล์ตะวันตกทุกกระเบียดนิ้วรูปแบบของวังบ้านปืนเป็นลักษณะศิลปะแบบอาร์ต นูโว (Art Nouveau) ผสมกับบาโรก (Baroque) มีบางกระแสบอกว่าวังบ้านปืนได้แบบอย่างมาจากพระตำหนักของพระจักรพรรดิไกเซอร์ แห่งปรัสเซีย

ด้วยความเป็นอาร์ต นูโว จึงทำให้พระราชฐานแห่งนี้ไม่มีการประดับประดาลวดลายมากมายเหมือนกับศิลปะแบบบาโรกแต่จะเน้นความเข้มขรึม มั่นคง เน้นหน้าต่างสูงเพดานสูง เพื่อให้ดูโอ่อ่าอลังการ พระราชฐานเป็นอาคารสองชั้น มีหลังคาโดม ภายในมีห้องโถงโอ่อ่า มีบันไดรูปโค้งทั้งสองข้างขึ้นสู่ชั้นสอง ความน่าสนใจของศิลปะที่ใช้ตกแต่งภายในพระราชฐานคือกระเบื้องเคลือบสไตล์ยุโรปและโลหะทองแดงขัดมัน ที่หัวเสาบันไดมีรูปปั้นตุ๊กตารูปเด็กจากยุโรปประดับทุกเสา และที่พิสดารคือมีลูกไม้ทำจากกระเบื้องเคลือบประดับตามช่องรอบโถงชั้นสอง และที่น่าสนใจอีกประการคือ แต่ละห้องมีการใช้สีสันและวัสดุประดับผนังต่างๆ กันไป เช่น โถงบันไดเป็นโทนสีเขียว ห้องเสวยเป็นโทนสีเหลือง (ขอแนะนำว่าเมื่อคุณเข้าไปชมพระราชฐานแห่งนี้ กรุณาดูกระเบื้องเคลือบประดับผนังแต่ละห้อง เพราะมีความงดงามมาก) ส่วนห้องพระบรรทมใช้โทนสีทอง เสาในห้องพระบรรทมเป็นโลหะทองแดงขัดเงาลวดลายบนกรอบประตูหัวเสาเป็นรูปแจกันดอกไม้ขนาดมหึมาบนพื้นครึ่งวงกลมสีทอง(เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพภายในห้องต่างๆ ดังนั้นจึงไม่มีรูปมาฝาก)

ในสมัยก่อนนั้นที่หน้าพระราชฐานจะมีรูปหล่อด้วยโลหะ พระนารายณ์ทรงปืนแต่ภายหลังได้นำรูปหล่อนี้ไปตั้งไว้ที่หน้าพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

เมื่อคุณไปพระราชฐานแห่งนี้แล้วสิ่งสำคัญที่คุณต้องไม่พลาดคือสวนยุโรปที่อยู่ด้านหลังของพระราชฐาน ต้องบอกว่าในสมัยก่อนนะตรงนี้งดงามมากเหลือเกิน แต่ปัจจุบันไม่ได้รับการดูแลรักษาให้ดีเท่าที่ควร จึงทำให้ความงดงามลดลงไปบ้าง

ส่วนด้านหน้าของพระราชฐานมีพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปิยมหาราชเจ้า ประทับยืน ส่วนที่บริเวณรอบฐานพระบรมรูปมีปืนใหญ่วางอยู่สี่มุม แต่ละกระบอกมีชื่อด้วย แต่น่าเสียดายที่ชื่อบนแผ่นโลหะเลือนจนอ่านไม่ออก

ปัจจุบันวังบ้านปืนอยู่ในความดูแลของมณฑลทหารบกที่ 15 จังหวัดเพชรบุรีในบริเวณค่ายรามราชนิเวศน์ เปิดให้เข้าชมทุกวันในเวลา 08.00-16.00 น. จ่ายค่าบำรุง โดยหยอดเงินลงในตู้รับบริจาค คนละ 20 บาท

ตะลอนเที่ยว : พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน พระราชฐาน ณ เมืองชะอำ เพชรบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/442128

ตะลอนเที่ยว : พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน พระราชฐาน ณ เมืองชะอำ เพชรบุรี

ตะลอนเที่ยว : พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน พระราชฐาน ณ เมืองชะอำ เพชรบุรี

วันอาทิตย์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

พระราชฐานที่สร้างด้วยไม้สักทอง ณ ชายฝั่งทะเล แห่งเมืองชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ที่ได้รับการกล่าวขานว่างดงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบไทยผสมตะวันตก ที่ชื่อว่าพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน คือพระราชฐานที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงใช้ประทับในช่วงฤดูร้อน พระราชฐานแห่งนี้ รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2466-2567 โดยทรงมีพระราชานุญาตให้สถาปนิกชาวอิตาเลียน ชื่อ นายเออร์โกเล แมนเฟรดิ (Ercole Manfredi) เป็นผู้ออกแบบ แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้อำนวยการก่อสร้าง

พระราชฐานแห่งนี้สร้างเป็นอาคารสองชั้นชั้นล่างเป็นใต้ถุนสูง มีเสาคอนกรีตรองรับตลอดแนวรวมทั้งสิ้น 1,080 ต้น ส่วนหลังคาเป็นทรงปั้นหยา พระราชนิเวศน์มฤคทายวันมีพระที่นั่งทั้งหมด 3 องค์ คือ สมุทรพิมาน พิศาลสาคร และสโมสรเสวกามาตย์โดยแบ่งพระราชฐานเป็นสามเขต คือ เขตท้องพระโรงเขตที่ประทับฝ่ายหน้า และเขตที่ประทับฝ่ายใน พระที่นั่งทุกองค์มีทางเชื่อมถึงกันโดยตลอด

พระราชนิเวศน์องค์นี้มีความงดงามทั้งด้านสถาปัตยกรรม และยังมีความงามเป็นพิเศษในด้านสีสันที่ทาลงบนองค์พระที่นั่ง คือสีเขียวไข่กา (ปัจจุบันกำลังดำเนินการทาสีพระที่นั่งบางองค์อยู่ ซึ่งตามหลักฐานบ่งบอกว่าสีเดิมที่ทาในสมัยแรกเริ่มก่อสร้างคือสีเขียวไข่กา)

พระราชนิเวศน์แห่งนี้คือที่ประทับในช่วงฤดูร้อนของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ตัวพระที่นั่งอยู่ใกล้กับริมทะเล และมีต้นไม้ใหญ่คือต้นจามจุรี และต้นไทร ให้ร่มเงาและให้ความเขียวขจี

พระที่นั่งสมุทรพิมาน เป็นที่ประทับของในหลวง รัชกาลที่ 6 เป็นพระที่นั่งองค์ใหญ่สุด มีห้องพระบรรทม ห้องแต่งพระองค์ ห้องทรงพระอักษร และห้องสรง
ส่วนห้องเสวยอยู่ที่ศาลารูปสี่เหลี่ยม มีระเบียงติดลูกกรงรอบ ไม่มีผนัง เพราะต้องการให้เป็นที่เปิดโล่งรับลมทะเล พระที่นั่งสมุทรพิมาน ยังเคยเป็นประทับของพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ระหว่างมีพระครรภ์สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาสิริโสภาพัณณวดี

พระที่นั่งพิศาลสาคร เคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา และเป็นที่พำนักของ พระสุจริตสุดา พระสนมเอก ส่วนด้านหลังพระที่นั่งมีเรือนเล็ก เป็นที่อยู่ของข้าราชบริพารฝ่ายใน

ส่วนพระที่นั่งสโมสรเสวกามาตย์ เป็นอาคารสองชั้น ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า เปิดโล่งทั้งชั้นล่างและชั้นบน ทรงใช้พระที่นั่งองค์นี่เป็นโรงละคร และที่ชุมนุมตามแต่โอกาส

พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน อยู่บนถนนเพชรเกษมตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. เก็บค่าเข้าชมคนละ 30 บาท เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เสียค่าเข้าชม15 บาท ปัจจุบันไม่อนุญาตให้ขึ้นไปบนตัวพระที่นั่งชั้นบนหากผู้ใดต้องการขึ้นชมชั้นบนต้องติดต่อขออนุญาตล่วงหน้าที่ สำนักงานมูลนิธิพระราชนิเวศน์มฤคทายวันในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เลขที่ 1281 ค่ายพระรามหกถนนเพชรเกษม ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี76120 โทรศัพท์ 032-508 4444-5, 081-941 2185ขอให้ผู้เข้าชมพระราชนิเวศน์แต่งกายสุภาพ

 

ตะลอนเที่ยว : ลิเกไทยกระทบไหล่ชาวยุโรป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/440469

ตะลอนเที่ยว : ลิเกไทยกระทบไหล่ชาวยุโรป

ตะลอนเที่ยว : ลิเกไทยกระทบไหล่ชาวยุโรป

วันอาทิตย์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ครั้งสุดท้ายที่คุณชมลิเก นานกี่ปีมาแล้วครับ แล้วคุณคิดอยากจะกลับไปดูลิเกอีกสักครั้ง ไหมครับ

แต่คุณเชื่อไหม เวลาคนต่างชาติ (ชาวยุโรปตะวันตก) เห็นคนแต่งกายด้วยชุดลิเกเต็มยศ แล้วเดินเก๋ไปมา เพื่อประชาสัมพันธ์งานแสดงศิลปะของไทยในย่านแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของยุโรป เช่น กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย โดยเฉพาะที่จัตุรัสมหาวิหารเซนต์สตีเฟน คุณเชื่อไหมว่า ฝรั่งตะวันตกให้ความสนใจกับผู้แต่งชุดลิเกอย่างมากมาย หลายคนหยุดมอง หลายคนขอถ่ายรูปด้วย หลายคนยิ้ม หลายคนหัวเราะ หลายคนถามว่ามาจากประเทศไหนแล้วก็ถามว่านี่คือชุดอะไร เพราะดูแล้วจะบอกว่าเป็นชุดแฟนซีก็ได้ หรือเป็นชุดสำหรับการแสดงก็ได้ แต่ที่แน่ๆ คือ ฝรั่งตะวันตกสนใจว่าชุดนี้ใช้สำหรับการแสดงอะไร

เมื่อฝรั่งตะวันตกรุมล้อมเข้ามาถามไถ่เช่นนี้ ก็จึงเป็นโอกาสทองที่คณะผู้จัดงาน คือ คุณณัฐ ยนตรรักษ์ นักประพันธ์เพลง และนักเปียโนไทย ผู้มีฝีมือการบรรเลงระดับโลก คุณพ-วงเดือน ยนตรรักษ์ และลูกสาวทั้งสอง คือลูกตาล และลูกจัน พร้อมกับชาวคณะนักแสดง ได้บอกเล่าให้ผู้สนใจรับทราบว่า ขณะนี้คณะนักแสดงของไทย แต่จริงๆ มีชาวตะวันตกร่วมด้วยรายหนึ่งคือ คุณวูกัซ คูเช-ดโว (Lukasz Kurzydlo) ชาวโปแลนด์ ซึ่งทำหน้าที่นักเคาะจังหวะ (percussionist) พร้อมด้วยนักแสดงจากสถาบันคริสเตียนนิเทศสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่ กำลังตระเวนเปิดการแสดงเพื่ออวดชาวโลกให้รู้ว่าประเทศไทยมีงานศิลปะด้านการดนตรีและการแสดงที่ชาวโลกไม่ควรพลาด โดยเริ่มแสดงตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกันยายนไปจนถึงเดือนตุลาคม 2562 ในหลายประเทศของยุโรป อาทิ ออสเตรีย โปแลนด์ ฮังการี เยอรมนี อิตาลี และรัสเซีย โดยการแสดงชุดนี้ใช้ชื่อว่าCourt to Common แปลเป็นไทยอย่างไพเราะว่า จากเวียงวังสู่ชาวบ้านร้านถิ่น

การเดินทางไปแสดงศิลปะด้านดนตรีและการละคร (ลิเก) ในครั้งนี้เป็นไปตามคำเชื้อเชิญจากประเทศเจ้าบ้านที่ต้องการสานสัมพันธ์ระหว่างประเทศในรูปแบบประชาชนกับประชาชน (people to people) เพราะตระหนักดีว่า ประเทศไทยมีนักประพันธ์เพลง และมีนักเปียโนฝีมือดีระดับโลกแล้วก็ยังมีศิลปะการแสดงที่ชาวโลกให้ความสนใจ โดยเฉพาะการแสดงที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของไทยได้อย่างชัดเจน เช่น ลิเก ซึ่งหลายคนบอกว่าเป็นศิลปะชาวบ้านที่มีเสน่ห์อย่างมหัศจรรย์

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมจึงใช้ชื่อการแสดงในครั้งนี้ว่า จากเวียงวังสู่ชาวบ้านร้านถิ่น

คำตอบคือ เพราะในการแสดงนี้ คุณณัฐได้เชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2และบทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 และบทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ไปบรรเลง เพื่อแสดงให้ชาวโลกรู้ว่าพระมหากษัตริย์ไทยทรงมีพระปรีชาญาณด้านการดนตรีอย่างวิเศษจนเป็นที่ประจักษ์ต่อประชาชนไทยและต่อประชาคมโลก โดยเฉพาะบทเพลงพระราชนิพนธ์ในล้นเกล้าล้นกระหม่อม รัชกาลที่ 9

ส่วนประเด็นที่บอกว่า ถึงชาวบ้านร้านถิ่น ก็เพราะในการแสดงนี้ได้นำการแสดงของชาวไทยในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ คือ จากภาคเหนือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ ไปเผยแพร่ให้ชาวตะวันตกไปรับชมด้วย โดยผสมผสานระหว่างเสียงเปียโนในท่วงทำนองเพลงของแต่ละภาคกับการแสดงประจำภาค แล้วปิดท้ายด้วยการแสดงลิเก โดยไม่มีการร้องลิเก แต่ใช้เสียงเปียโนและเครื่องเคาะจังหวัด เช่น ฉิ่ง ตะโพน เป็นเสียงแทนการร้อง

นี่คือคำเฉลยว่าเหตุใดจึงใช้ชื่อการแสดงครั้งนี้ว่า จากเวียงวังสู่ชาวบ้านร้านถิ่น แต่ที่สำคัญคือในการแสดงครั้งนี้ คณะผู้แสดงตั้งใจบอกกับชาวตะวันตกรวมถึงคนไทยที่ไปมีครอบครัวอยู่ในตะวันตกว่า ในความเป็นจริงแล้วสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยกับพสกนิกรไทยไม่เคยอยู่ห่างไกลกันเลย เพราะพระมหากษัตริย์ไทยทรงใส่พระทัยในความสุขความทุกข์ของพสกนิกรตลอดเวลา และพสกนิกรไทยก็ร่มเย็นเป็นสุขด้วยพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อมเสมอมา และตลอดไป

อันที่จริง Mr.Flower มีทริปพาคุณผู้ฟังไปเที่ยวพร้อมกับรับชมการแสดงของคุณณัฐ และคณะนักแสดงด้วย หากคุณผู้อ่านสนใจจะร่วมทริปไปกับเรา โปรดติดต่อด่วนที่หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615(สำหรับคุณที่มีเชงเก้นวีซ่าเรียบร้อยแล้ว สามารถเดินทางได้ทันที ส่วนคุณที่ยังไม่มีเชงเก้นวีซ่า และต้องการร่วมทริปเล็กๆ ไปกับเรา โปรดติดต่อด้วย เพราะต้องใช้เวลาในการจัดทำวีซ่า)

ตะลอนเที่ยว : บ้านของ‘พ่อ’ที่ทรงสร้างเพื่อลูกไทย ณ โครงการชั่งหัวมัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/438859

ตะลอนเที่ยว : บ้านของ‘พ่อ’ที่ทรงสร้างเพื่อลูกไทย ณ โครงการชั่งหัวมัน

ตะลอนเที่ยว : บ้านของ‘พ่อ’ที่ทรงสร้างเพื่อลูกไทย ณ โครงการชั่งหัวมัน

วันอาทิตย์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ที่ใดแล้ง ที่ใดร้อน ธ ทรงผ่อนแล้งร้อนคลาย

ธ ทรงเป็นประดุจสายธารธาราพาชุ่มเย็น

รอยพระบาทที่ดำเนินคือรอยเดินดับทุกข์เข็ญ

ปวงไทยอยู่ร่มเย็น ด้วยทรงเป็นพระทรงธรรม

ณ ที่ซึ่งแห้งแล้งกันดารจนแทบจะไม่มีมนุษย์และสัตว์รวมถึงพันธุ์พืชใดๆ สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างสุขสบาย แต่ครั้นเมื่อความเดือดร้อนของพสกนิกรได้ทราบไปถึงพระเนตรพระกรรณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทั้งสองพระองค์ก็เสด็จพระราชดำเนินไปทรงดับความทุกข์ความร้อนให้กับพสกนิกรของพระองค์ โดยพระราชทานศาสตร์พระราชาให้ชาวบ้านเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหา เพราะทรงตระหนักดีว่าปัญหาทุกปัญหาสามารถแก้ไขได้ด้วยความวิริยะอุตสาหะ ครั้นเมื่อได้ใช้ความพยายามแก้ไขปัญหาจนหมสิ้นไปแล้ว ความอิ่มเอมเปรมปรีดิ์ และความภาคภูมิใจก็จะบังเกิดขึ้นกับนักต่อสู้ทุกคน เพราะเขาได้ต่อสู้จนเอาชนะปัญหา แล้วสามารถยืนได้ด้วยลำแข้งของตนเอง

ใครจะเชื่อว่า ณ ดินแดนที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยความเขียวขจี อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหารสารพัดชนิด แต่เมื่อย้อนหลังไปเมื่อไม่นานมานี้
บริเวณนี้แห้งแล้งกันดาร ขาดน้ำอย่างหนัก แถมดินยังเสื่อมสภาพจนไม่สามารถปลูกพืชใดๆ ที่ใช้เป็นอาหารสำหรับคนและสัตว์ได้ ยกเว้นก็แค่เพียงหญ้า

ที่ดินพื้นที่ 250 ไร่ ที่ชื่อ โครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดเพชรบุรี คือที่ดินกันดารที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อจากชาวบ้านเมื่อปี พ.ศ. 2551 จากเดิมซึ่งเคยเป็นพื้นที่แห้งแล้ง แต่ปัจจุบันคือแปลงผักขนาดใหญ่ แปลงนาทดลองสวนไม้ผลสารพัดชนิด สวนกล้วย สวนมะนาว สวนยางพาราสวนชมพูเพชรฯ ไร่สับปะรดเพชรฯ สวนยางนา ไร่ปลูกหญ้าแพงโกลา หญ้าที่ใช้สำหรับเลี้ยงวัวนม และยังมีคอกปศุสัตว์รวมถึงมีแหล่งพลังงานที่มีกำเนิดมาจากแรงลม แล้วที่สำคัญคือมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่อีกด้วย แต่ที่มากกว่านั้นคือ ณ ที่แห่งนี้คือบ้านของพ่อ พ่อที่คนไทยไม่เคยลืมพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

เมื่อผืนดินที่เคยแห้งแล้งกันดารค่อยๆ กลับมามีชีวิตชีวาเพราะมีแหล่งน้ำเข้ามาช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น จากนั้นต้นไม้ต้นไร่ก็ค่อยๆ เจริญงอกงามขึ้นเป็นลำดับ แล้วผู้คนก็กลับเข้าไปอยู่อาศัยทำมาหากินในที่ดินผืนนี้

ถามว่าทำไมชื่อโครงการนี้จึงมีนามว่าชั่งหัวมันก็มีคำตอบว่า เนื่องมาจากหัวมันเทศที่ชาวบ้านนำไปทูลเกล้าฯ ถวาย ในหลวงรัชกาลที่ 9 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงานนำหัวมันเทศนั้นไปวางไว้บนตาชั่งในห้องทรงงาน ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวัล หัวหิน แล้วหลังจากนั้นหลายวัน เมื่อเสด็จกลับไปยังห้องทรงงานทรงพบว่าหัวมันเทศแตกใบอ่อน จึงมีพระราชดำริว่าหัวมันเทศวางไว้บนตาชั่งที่ไม่มีดินและน้ำ ยังสามารถงอกได้ ดังนั้นที่ดินที่ทรงซื้อไว้ก็น่าจะปลูกมันเทศได้ จึงพระราชทานหัวมันเทศนั้นไปปลูกที่โครงการ แล้วพระราชทานชื่อว่าโครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ

เมื่อช่วงประมาณปลายเดือนสิงหาคม Mr.Flower นำคณะผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้ากลุ่มเล็กๆ ไปที่โครงการชั่งหัวมัน ไปเพื่อให้ทุกคนได้เห็นว่าพ่อของแผ่นดินไทยทรงอุทิศพระวรกายเพื่อประเทศไทย และเพื่อคนไทยให้มีอยู่มีกินอย่างอุดมสมบูรณ์อย่างไรบ้าง เพราะการพูดถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านนั้นไม่มีทางทำให้ผู้คนซาบซึ้งเหมือนกับได้ไปเห็นด้วยตาของตนเอง

ในโครงการชั่งหัวมันนี้มีเรือนที่ประทับทรงงานของพ่อเป็นบ้านไม้สองชั้น ปลูกสร้างแบบธรรมดาและเรียบง่ายมากที่สุดทุกครั้งที่เสด็จพระราชดำเนินไปทรงงานที่โครงการชั่งหัวมัน จะประทับพักผ่อนพระราชอิริยาบถ และทรงงาน ณ เรือนหลังนี้ วันนี้บ้านของพ่อหลังนี้ก็ยังคงอยู่ หลายคนเมื่อได้ไปเห็นแล้วก็เกิดอาการน้ำตารื้นขึ้นมาด้วยความคิดถึงพระองค์ท่าน

ภาพที่นำมาฝากคุณวันนี้ แสดงให้คุณเห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของโครงการชั่งหัวมันได้เป็นอย่างดี แต่มีภาพวัวเพศผู้ที่ผมตั้งใจนำมาฝากคุณ เพราะวัวตัวนี้ได้รับพระราชทานชื่อว่าคุณตุ่ม เป็นวัวที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 พระราชทานชื่อให้เมื่อวันที่เขาถือกำเนิด ซึ่งเป็นวันที่เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมโครงการนี้

และที่ต้องขอเชิญชวนให้ทุกท่านที่ไปเยี่ยมชมโครงการ ได้โปรดช่วยกันอุดหนุนสินค้าเกษตรสารพัดชนิด รวมถึงนมสด ขนม และผักผลไม้สด ขอย้ำว่าผักผลไม้
ที่นี่ปลอดสารเคมีทั้งปวง ส่วนแรงงานในโครงการก็คือชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบโครงการ

คุณๆ สามารถเข้าชมโครงการชั่งหัวมันฯ ได้ทุกวันในเวลาราชการ โดยไม่ต้องเสียค่าเข้าชม และยังมีบริการรถไฟฟ้านำคุณชมโครงการฟรีอีกด้วย ขอบอกสั้นๆ ว่าอยากให้คุณไปชมบ้านของพ่อหลังนี้ แล้วจะรู้ว่าพ่อของแผ่นดินไทยรักคุณและรักประเทศไทยมากเพียงใด หรือถ้าหากต้องการให้ Mr.Flower พาคุณไปเที่ยว โปรดติดต่อ091-7233615 ครับ