ตะลอนเที่ยว : Summer Time in Western Europe ดอกไม้งามบานสะพรั่งทั่วเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/418649

ตะลอนเที่ยว : Summer Time in Western Europe ดอกไม้งามบานสะพรั่งทั่วเมือง

วันอาทิตย์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่าหน้าร้อนในประเทศแถบยุโรปตะวันตกมีความน่าสนใจมาก ความน่าสนใจประการแรกคือ ช่วงกลางวันยาวกว่ากลางคืน แค่เพียงเวลาตีห้าก็สว่างโร่แล้ว ส่วนกลางคืนก็เริ่มประมาณสี่ทุ่ม เพราะดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปในเวลาประมาณสามทุ่มกว่าๆ เพราะฉะนั้น การเที่ยวยุโรปตะวันตกในช่วงฤดูร้อนจึงถือว่าได้กำไรมาก ซึ่งผิดกับในช่วงฤดูหนาวที่กลางคืนยาวกว่ากลางวัน โดยในช่วงหน้าหนาวนั้นเวลาสี่โมงเย็น ฟ้าก็มืดแล้ว ส่วนเวลาเช้า ดวงอาทิตย์ก็ขึ้นสายโด่ง กว่าจะเห็นดวงอาทิตย์ปรากฏโฉมก็ปาเข้าไปกว่าแปดโมงเช้า

ข้อดีอีกประการหนึ่งของการเที่ยวยุโรปตะวันตกในช่วงหน้าร้อนก็คือได้พบเจอดอกไม้สีสันสวยงามทุกหนแห่ง ไม่ว่าจะเดินตามริมถนนในตัวเมืองหรือเดินในเขตสวนป่า หรือสวนสาธารณะ แม้กระทั่งริมหน้าต่างของบ้านเรือนก็จะมีดอกไม้แสนสวยแข่งกันอวดสีสันอยู่ทุกที่ ดูแล้วช่างเพลิดเพลินเจริญตาเป็นที่สุด

สัปดาห์นี้ Mr.Flower พาคุณไปเที่ยวประเทศออสเตรีย เริ่มต้นที่กรุงเวียนนา (Wien) แล้วพานั่งรถไฟไปเมืองซาลสบวร์ก (Salzburg) เมืองแห่งภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดชื่อดัง The Sound of Music แล้วพาไปเที่ยวเมือง Hallstatt เมืองเล็กๆ แสนสงบที่อยู่ริมทะเลสาบสีเขียวมรกต แล้วนั่งรถไฟข้ามประเทศไปเยอรมนีทางตอนใต้ ไปที่เมือง Berchtesgaden ไปล่องเรือชมทะเลสาบน้ำจืดสีเขียวมรกตใสแจ๋วทะเลสาบนี้ชื่อ Königssee แล้วแวะดูโบสถ์ St. Bartholomä หรือโบสถ์หัวหอมแดง

อันที่จริงทริปนี้มีสถานที่งดงามต่างๆ ที่อยากพาคุณเที่ยวมากมายจนเกินจะพาชมได้หมดภายในสัปดาห์เดียว ดังนั้นจึงต้องตัดสินใจพาคุณชมดอกไม้แสนสวยเพื่อเป็นบทโหมโรงไปก่อน แล้วในสัปดาห์ถัดไปจะพาคุณตะลุยเที่ยวสถานที่สำคัญในเมืองที่ได้กล่าวชื่อไปแล้ว

การเที่ยวยุโรปตะวันตกในช่วงหน้าร้อนที่ดีที่สุดคือการเดินเที่ยวแบบอ้อยอิ่ง อยากแวะตรงไหนก็แวะ หรือไม่ก็เที่ยวโดยปั่นจักรยานเที่ยวชมเมืองไปเรื่อยๆ เพราะจะทำให้ได้สัมผัสบรรยากาศช่วงหน้าร้อนที่แสนประทับใจ

ขอสารภาพว่าดอกไม้ที่ถ่ายภาพเก็บมาฝากคุณมีชื่อว่าดอกอะไรบ้างก็ไม่รู้ แต่เท่าที่รู้มีอยู่ดอกหนึ่งที่รู้จักดีก็คือดอก Edel Wiess ซึ่งเป็นชื่อเพลงที่สุดแสนไพเราะจากภาพยนตร์เรื่อง The Sound of Music

ดอกไม้ต่างๆ ที่เก็บมาฝากคุณในคอลัมน์ประจำสัปดาห์นี้ ส่วนใหญ่บานสะพรั่งอวดสีสันอยู่ตามริมทาง บ้างก็ขึ้นอยู่ตามป่าละเมาะ แต่ก็มีอีกมากมายที่เบ่งบานสลอนอยู่ตามพื้นหญ้า ทำให้ถูกเรียกว่าพรมดอกไม้ แต่เห็นแล้วไม่กล้าเหยียบย่ำ เพราะไม่อยากให้ดอกไม้ที่แสนบอบบางต้องเสียหายด้วยรอยเท้า

ต้องสารภาพว่าแค่เพียงได้เดินไปเรื่อยๆ แล้วได้ชมดอกไม้สวยๆ เพียงเท่านี้ก็มีความสุขอย่างมหัศจรรย์ นี่ยังไม่รวมถึงการได้เที่ยวชมบ้านเรือน โบราณสถาน พระราชวัง และโบสถ์วิหารอันโอฬาร สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันว่าการเที่ยวประเทศยุโรปตะวันตกในช่วงหน้าร้อนทำให้เกิดความเบิกบานใจเป็นที่สุด

หากคุณผู้อ่านสนใจอยากร่วมทริปแสนสวย แสนสนุก เที่ยวแบบเจาะลึก แต่ละมุนละไมไปกับทัวร์คุณแหน นำเที่ยวโดย Mr.Flower กรุณาติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615

ขอเรียนว่า ช่วงเวลาในช่วงหน้าร้อนของยุโรปตะวันตกยังรอให้คุณไปสัมผัสความงดงาม แล้วคุณจะประทับใจ

ตะลอนเที่ยว : รากเหง้าชนชาติไทยในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/417213

ตะลอนเที่ยว : รากเหง้าชนชาติไทยในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร

วันอาทิตย์ ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ชนชาติทั้งหลายบนโลกใบนี้ล้วนมีที่มา หรือพูดได้ว่าทุกชนชาติมีรากเหง้าต้นกำเนิด

ยิ่งชนชาติใดสามารถเก็บรักษารากเหง้าของตนเองได้อย่างสมบูรณ์แบบ ชนชาตินั้นก็นับได้ว่ามีข้อมูลประวัติความเป็นมา ซึ่งสามารถบ่งบอกได้ถึงความเจริญรุ่งเรืองนับแต่โบราณกาลซึ่งเป็นเครื่องยืนยันให้คนรุ่นหลังและชนชาติอื่นได้ย้อนกลับไปศึกษารากเหง้าของชนชาตินั้นๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

สำหรับรากเหง้าที่สำคัญประการหนึ่งของชนชาติไทย เราสามารถย้อนกลับไปศึกษาได้จากข้อมูลต่างๆ ที่เก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทุกแห่งในประเทศไทย รวมถึงยังสามารถย้อนกลับไปศึกษาได้จากพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านอีกเป็นจำนวนมากในประเทศนี้

ประเทศชาติบ้านเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรือง มีอารยธรรมจะมีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเป็นเครื่องบ่งบอกถึงความเจริญรุ่งเรืองของชาตินั้นๆ

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเป็นสถานที่จัดแสดงงานสำคัญที่บ่งบอกถึงเรื่องราวทางศิลปวัฒนธรรมสืบเนื่องจากโบราณกาลร้อยเชื่อมต่อมาจนถึงยุคปัจจุบันของมนุษย์ในชาติ

วันนี้อยากเชิญชวนคุณกลับไปภาคภูมิใจกับอารยธรรมของไทยด้วยการเข้าไปค้นพบรากเหง้าของไทยผ่านศิลปวัฒนธรรมแขนงต่างๆภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร

ผมมั่นใจว่าหลายคนทราบดีว่าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครตั้งอยู่ที่ใดแล้วก็มั่นใจว่าหลายคนอาจจะเคยถูกบังคับเมื่อครั้งยังเป็นเด็กนักเรียนให้ต้องเข้าไปภายในสถานที่แห่งนี้ แล้วหลายคนก็จำใจต้องเข้าไปเพราะการถูกเกณฑ์ จึงทำให้ไม่ได้ซาบซึ้งกับคุณค่าของโบราณวัตถุและโบราณสถาน อันทรงคุณค่าอย่างเหลือประมาณ

หากใครที่เคยมีความรู้สึกลบกับเรื่องเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก ขอให้คุณเปลี่ยนความคิด แล้วหวนกลับเข้าไปในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครอีกสักครั้ง ผมมั่นใจว่าคุณจะตระหนักในคุณค่าของโบราณวัตถุและโบราณสถานซึ่งถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีภายในพิพิธภัณฑ์

ดูเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ที่คนไทยจำนวนไม่น้อยไม่เคยเข้าไปศึกษาความเป็นมาของตัวเองในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ด้วยข้ออ้างที่ว่าไม่มีเวลา แต่เราขอยืนยันว่าหากคุณได้เข้าไปภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครแล้ว สิ่งหนึ่งที่คุณจะรู้สึกภายในใจคือ ความภาคภูมิใจในความเป็นมาของตัวคุณเอง

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครตั้งอยู่บริเวณใกล้กับท้องสนามหลวง อยู่ระหว่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์กับโรงละครแห่งชาติ บริเวณนี้ในอดีตคือวังหน้าหรือพระราชวังบวรสถานมงคล

แค่เพียงเอ่ยถึงโบราณสถานในเขตพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ คุณก็คงประจักษ์แล้วว่าสำคัญเพียงใด ยกตัวอย่างเช่น พระที่นั่งพุทไธสวรรค์ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์พระที่นั่งวสันตวิมาน พระที่นั่งวายุสถานอมเรศ พระที่นั่งพรหมเมศธาดา และพระที่นั่งศิวโมกขพิมานเป็นต้น

ภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงศิลปวัตถุเริ่มตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ไล่เรื่อยมาถึงยุคประวัติศาสตร์ ทวารวดี ศรีวิชัย ลพบุรีจนกระทั่งถึงยุคอาณาจักรล้านนา สุโขทัย อยุธยา และรัตนโกสินทร์ โบราณวัตถุต่างๆ ที่จะแสดงไว้ถือได้ว่าเป็นประณีตศิลป์ชั้นสูงที่ประมาณคุณค่าราคาเป็นตัวเงินมิได้ โบราณสถานวัตถุที่จัดแสดงมีทั้งเครื่องทอง เครื่องเงิน เครื่องมุก เครื่องถม เครื่องไม้ เครื่องโลหะต่างๆ อาวุธโบราณ เครื่องถ้วยชามสังคโลกและเบญจรงค์ แพรพรรณชั้นสูงในราชสำนัก ราชยานคานหาม เช่น พระมหาพิชัยราชรถ และยังจัดแสดงเครื่องใช้ประกอบในพระราชพิธีต่างๆ เครื่องใช้และอุปกรณ์ที่ใช้ในการละเล่นต่างๆ แต่ละยุคสมัย อาทิ หัวโขน หุ่นกระบอก หุ่นชัก หนังใหญ่ เป็นต้น

โบราณสถานสำคัญที่สุดองค์หนึ่งในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครคือจากพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ปัจจุบันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์จุดเด็นอีกประการของพระที่นั่งองค์นี้คือภาพจิตรกรรมฝาผนังที่งดงามล้ำค่ามาก ส่วนพระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์เคยเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ส่วนตำหนักแดงเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี ในรัชกาลที่ 2

ตามที่กล่าวมา ณ ที่นี้ เป็นแค่เพียงตัวอย่างของโบราณสถาน และโบราณวัตถุ ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร หากจะกล่าวให้ครบถ้วนบริบูรณ์แล้วจะต้องใช้พื้นที่อีกหลายหน้ากระดาษ เพราะฉะนั้นจึงอยากขอเชิญชวนให้คุณผู้อ่านไปชมความวิจิตรของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติด้วยตัวคุณเอง

วันเวลาให้บริการของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครคือวันพุธถึงวันอาทิตย์ เปิดเวลา09.00-16.00 นาฬิกา ปิดบริการในวันจันทร์และอังคาร และอาจปิดในวันหยุดนักขัตฤกษ์สำคัญ

ตะลอนเที่ยว : แม่แจ่ม แห่งเชียงใหม่ เมืองนี้มีมนต์ขลังมัดใจผู้มาเยือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/415794

ตะลอนเที่ยว : แม่แจ่ม แห่งเชียงใหม่ เมืองนี้มีมนต์ขลังมัดใจผู้มาเยือน

วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

แม่แจ่มเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่อยู่ห่างไกลจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 150 กิโลเมตร แต่หนทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ถึงแม่แจ่มคดเคี้ยวมากจึงต้องใช้เวลาขับรถยนต์นานถึง 3 ชั่วโมงเศษ แต่ต้องขอบคุณความห่างไกลที่ช่วยรักษาให้แม่แจ่มสามารถรักษาความเป็นเอกลักษณ์ของแม่แจ่มไว้ได้อย่างน่าประทับใจ โดยเฉพาะความเป็นธรรมชาติในอ้อมกอดของขุนเขา ความเขียวขจีของแมกไม้และต้นข้าวในท้องนาขั้นบันไดยามหน้าฝน รวมถึงวิถีชีวิตที่เรียบง่ายอันเป็นแบบฉบับของคนในชุมชนแม่แจ่ม และที่สำคัญคือความงดงามของวัดเล็กๆ ในหมู่บ้าน แต่ที่พลาดไม่ได้คือการไปชมความงดงามของผ้าซิ่นตีนจกแม่แจ่ม

ไปดูอะไรในแม่แจ่ม นี่คือคำถามของคนที่รู้จักแม่แจ่มไม่มากนัก คำตอบคือมีมากมายหลายสิ่งให้ดู เช่น นาขั้นบันไดที่บ้านป่าบงเปียงและบ้านตีนผา รวมถึงบ้านกองกาน ที่นี่จะเริ่มดำนาในเดือนกรกฎาคม ครั้นเมื่อถึงต้นเดือนกันยายนต้นข้าวก็จะเขียวขจีราวกับผืนพรมสุดลูกหูลูกตา เมื่อถึงปลายเดือนตุลาคมก็จะเปลี่ยนเป็นทุ่งรวงทอง เพราะข้าวออกรวงเหลืองอร่าม บอกได้คำเดียวว่าที่นี่สวยทุกวันทุกเวลา มาแล้วคุณจะประทับใจ

แม่แจ่มยังมีวัดเล็กๆ หลายแห่งที่มีความงดงาม กระจายอยู่ในชุมชนต่างๆ เช่นวัดป่าแดด วันนี้ก่อสร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2428 จุดเด่นอย่างหนึ่งของวัดคือผนังของวิหารมีจิตรกรรมฝาผนังเขียนภาพพุทธชาดก เช่น เวสสันดรชาดก มโหสถชาดก รวมถึงไตรภูมิพระร่วง และภาพนิทานพื้นบ้านของแม่แจ่ม และยังมีหอไตรซึ่งมีอายุกว่าร้อยปีซึ่งถือเป็นสถาปัตยกรรมล้านนาที่ทรงคุณค่า นอกจากนี้ยังมีวัดยางหลวง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดป่าแดด วัดพุทธเอ้น และวัดบ้านทัพ เป็นต้นซึ่งแต่ละวัดล้วนมีอายุมากกว่า 100 ปีทั้งสิ้น

พ่ออุ๊ย แม่อุ๊ย หรือผู้แก่ผู้เฒ่าชาวแม่แจ่มบอกว่า วิถีชีวิตของคนแม่แจ่มผูกพันอย่างแน่นแฟ้นกับพระพุทธศาสนา และชาวแม่แจ่มก็ให้ความเคารพต่อธรรมชาติ ทั้งพระพุทธศาสนาและธรรมชาติคือเครื่องหล่อหลอมให้ชาวแม่แจ่มมีวิถีชีวิตที่งดงาม

มนต์เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของแม่แจ่มคือผ้าซิ่นทอแบบตีนจก ซิ่นตีนจกแม่แจ่มได้รับการขนานนามว่างดงามไม่น้อยหน้าผาซิ่นทอจากแหล่งอื่นๆ ของล้านนา เพราะมีฝีมือการทอที่เป็นเลิศผสมผสานกับลวดลายที่งดงามเป็นเอกลักษณ์ของแม่แจ่ม

หากคุณผู้อ่านได้ไปเยือนแม่แจ่มในยามที่มีงานเทศกาลสำคัญทางศาสนาของท้องถิ่น รวมถึงงานแต่งงาน คุณจะต้องตื่นตะลึงกับความงามของผ้าซิ่นตีนจกแม่แจ่มที่แม่ญิงชาวแม่แจ่มนุ่ง ตามประวัติบอกว่าผ้าซิ่นตีนจกแม่แจ่มถือเป็นเครื่องราชบรรณาการจากแม่แจ่มที่ถูกส่งไปยังราชสำนักเชียงใหม่ในสมัยโบราณกาล ส่วนปัจจุบันซิ่นตีนจกแม่แจ่มที่ขึ้นชื่อคือ ซิ่นก๋าน และซิ่นต๋า ลวดลายของผ้าซิ่นตีนจกแม่แจ่มจะมีประมาณ 15 ลาย คือ หงส์ดำ โคมเชียงแสน เชียงแสนหลวง เชียงแสนน้อยขันสามแอว เป็นต้น ส่วนสีที่ใช้ย้อมฝ้ายในสมัยโบราณก็จะใช้สีจากแหล่งธรรมชาติ เช่น สีแดงจากเปลือกไม้ หรือแร่ธาตุจากดินและหิน สีดำจากมะเกลือ เป็นต้น

อันที่จริงยังมีเรื่องน่ารักๆ ของแม่แจ่มเล่าให้คุณฟังได้อีกมากมาย แต่ไม่ว่าจะเล่าอย่างไร ก็คงสู้การที่คุณไปสัมผัสแม่แจ่มด้วยตัวและด้วยตาของคุณเองไม่ได้อย่างแน่นอน ดังนั้นเราจะไปเที่ยวแม่แจ่มด้วยกันในวันที่28-30 มิถุนายน 2562 ไปกันกลุ่มเล็กๆ12-14 ราย หากคุณสนใจร่วมทริปนี้กับเรา โปรดติดต่อ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : พระตำหนักสวนบ้านแก้ว บ้านของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/414400

ตะลอนเที่ยว : พระตำหนักสวนบ้านแก้ว บ้านของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7

วันอาทิตย์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

พระตำหนักสวนบ้านแก้ว หรือวังสวนบ้านแก้วคือบ้านในพระราชประสงค์ของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ บ้านหลังนี้คือบ้านที่พระองค์ทรงตั้งพระราชหฤทัยว่า จะขออยู่ ขอพักอาศัยแบบเรียบง่าย เหมือนกับสามัญชนทั่วไป บ้านหลังนี้ของพระองค์ท่านอยู่ที่จังหวัดจันทบุรี บ้านหลังนี้มีความเขียวขจี เพราะอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพรรณไม้นานาชนิด

ย้อนหลังไปเมื่อปี พ.ศ. 2492 เมื่อสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 เสด็จนิวัติประเทศไทยจากประเทศอังกฤษ พร้อมกับทรงอัญเชิญพระบรมอัฐิของรัชกาลที่ 7 เสด็จนิวัติประเทศไทยด้วย แต่ครั้นเมื่อเสด็จถึงประเทศไทยก็ทรงพบว่ารัฐบาลในยุคนั้นได้ใช้พระราชวังศุโขทัยเป็นที่ทำการของกระทรวงสาธารณสุขไปแล้ว

เมื่อความทราบถึงสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระองค์จึงทรงทูลเชิญสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ เสด็จไปประทับ ณ วังสระปทุม ณ พระตำหนักของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ทรงตอบรับคำทูลเชิญ และเสด็จไปประทับเป็นการชั่วคราว แต่ด้วยความเกรงพระทัย พระองค์ท่านจึงไม่ทรงมีพระราชประสงค์จะรบกวนสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีมากจนเกินควร จึงตัดสินพระทัยถวายบังคมลาจากวังสระปทุม โดยพระองค์ทรงหาซื้อที่ดินในจังหวัดจันทบุรีด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ แล้วทรงให้ปลูกสร้างพระตำหนัก ซึ่งพระองค์ทรงเรียกว่าบ้านสวนแก้ว เมืองจันท์ ในวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2493

พระองค์ท่านทรงสร้างบ้านหลังใหม่ของพระองค์ด้วยความมัธยัสถ์ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ว่าจ้างช่างชาวจีนในเมืองจันท์ไปสอนการทำอิฐดินเผา กระเบื้องดินเผาสำหรับมุงหลังคา ให้กับข้าราชบริพารของพระองค์ เพราะทรงเห็นว่าหากจะสั่งซื้ออิฐดินเผา และกระเบื้องดินเผาจากกรุงเทพฯก็จะต้องใช้เงินมาก และต้องเสียเวลารอการขนส่งสินค้าจากกรุงเทพฯ ดังนั้น เมื่อใครก็ตามเห็นอักษร ส.บ.ก. ประทับอยู่บนอิฐดินเผาก็หมายความว่าอิฐก้อนนั้นมาจากสวนบ้านแก้ว

วังสวนบ้านแก้ว หรือตำหนักสวนบ้านแก้ว มีอาคารสถานที่สำคัญดังนี้ พระตำหนักใหญ่ หรือพระตำหนักเทา พระตำหนักดอนแค หรือตำหนักแดง เรือนเขียน ศาลากลม หรือซุ้มดอกเห็ด สวนผลไม้สวนดอกไม้ สนามกอล์ฟขนาดเล็ก เนื่องจากพระองค์ท่านทรงโปรดการเล่นกอล์ฟ

สำหรับพระตำหนักเทานั้นเป็นพระตำหนักครึ่งตึกครึ่งไม้ เป็นตำหนักชั้นเดียวแต่มีการเล่นระดับ เช่น ห้องพระบรรทมมีระดับสูงกว่าห้องโถงรับแขก และห้องเสวย ภายให้ห้องพระบรรทมมีพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ในพระราชอิริยาบถที่ทำให้ผู้ได้ชมแล้วสามารถรับรู้ได้ถึงความสนิทเสน่หาของทั้งสองพระองค์ได้เป็นอย่างดี โดยรัชกาลที่ 7 ทรงเอนพระองค์ราบโดยมีพระหัตถ์ซ้ายหนุนพระเศียร และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯทรงเอนพระองค์ราบ โดยพระเศียรของพระองค์อยู่ตรงพระอุระของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และมีข้อมูลว่าเมื่อครั้งที่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯเสด็จออกจากวังสระปทุม พระองค์มิได้ทรงนำสิ่งของใดๆ ติดพระองค์ไปด้วย เพราะไม่ทรงจะให้ใครตำหนิว่าพระองค์ท่านทรงนำของหลวงติดพระองค์ไปด้วย แต่พระองค์ทรงอัญเชิญพระบรมราชอัฐิของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวให้เสด็จไปด้วยกับพระองค์เมื่อวันที่พระองค์เสด็จไปประทับที่วังสวนบ้านแก้ว

พระองค์ประทับอยู่ในวังสวนบ้านแก้วจนถึงปี พ.ศ. 2515 รัฐบาลในขณะนั้นได้กราบถวายบังคมทูลเชิญพระองค์เสด็จกลับไปประทับ ณ พระราชวังศุโขทัย พระองค์ทรงพระกรุณาฯ โปรดเกล้าพระราชทานที่ดินวังสวนบ้านแก้วให้เป็นที่ก่อสร้างวิทยาลัยครูจันทบุรี ซึ่งปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี

Mr.Flower เพิ่งจัดทริปเล็กๆ พาผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้าไปเที่ยวจันทบุรีเมื่อวันที่ 11-12 พฤษภาคม โดยพาไปชมค่ายตากสิน เพื่อกราบถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีในค่ายตากสิน และพาไปชมศูนย์ศึกษาการพัฒนา อ่าวคุ้งกระเบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในรัชกาลที่ 9 และไปชมพระตำหนักวังสวนบ้านแก้ว สำหรับทริปหน้า Mr.Flower จะพาผู้อ่านกลุ่มเล็กๆ ไปเที่ยวแม่แจ่ม เชียงใหม่ ไปชมความงดงามของผ้าจกแม่แจ่ม และชมโบราณสถานในแม่แจ่ม คุณผู้อ่านท่านใดสนใจร่วมทริป โปรดสำรองที่นั่งได้ที่หมายเลขโทรศัพท์091-7233615

ตะลอนเที่ยว : กรุงเทพฯ ยามพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 2562 งามจนสุดบรรยาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/413054

ตะลอนเที่ยว : กรุงเทพฯ ยามพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 2562 งามจนสุดบรรยาย

วันอาทิตย์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรุงเทพมหานคร ในช่วงงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 คือมหานครที่เปรียบประดุจสรวงสวรรค์โดยแท้ ไม่ว่าจะมองไปทางทิศใด ก็จะพบแต่ความวิจิตรงดงาม ถนนหนทางสะอาดสะอ้านแม่น้ำลำคลองบริเวณใกล้กับเขตพระนครชั้นใน โดยเฉพาะคลองที่อยู่รอบ ๆ พระบรมมหาราชวังสะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อยมาก ต้นไม้ต้นไร่บนถนนราชดำเนินตลอดทั้งสายงดงาม เพราะได้รับการประดับประดาตกแต่งด้วยไม้ดอกสีสันสวยสดงดงาม อาคารบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างรวมถึงวัดวาอาราม โบราณสถานต่างๆ ตามบริเวณถนนราชดำเนินได้ถูกชำระล้างขัดสีฉวีวรรณทาทาบด้วยสีสันใหม่ ทำให้งดงามจนเกินจะบรรยาย

ผู้ที่ได้พบได้เห็นความงดงามของกรุงเทพฯ บอกได้เพียงคำเดียวว่าพระนครหลวงของไทยในยามมีงานพระราชพิธีสำคัญครั้งนี้งดงามมากเสียจนอยากจะให้กรุงเทพฯ งดงามเป็นระเบียบเช่นนี้ตลอดไป

ไม่ว่าจะชมความงามของพระนครในยามกลางวันหรือยามราตรีก็จะได้พบพานกับความงดงามของเมืองหลวงแห่งนี้ในบรรยากาศที่แตกต่างกันไป โดยในยามกลางวันก็จะได้พบกับสีสันที่สดใสงดงามของเหล่าบุปผชาติหลากสีต่างสันที่ถูกนำไปประดับประดาด้วยการประดิษฐ์โดยฝีมือช่างชั้นเยี่ยม ครั้นเมื่อไปชมความงามของพระนครในยามราตรีก็จะได้พบกับแสงไฟที่ช่วยขับให้อาคารสถานที่สำคัญๆ ของพระนครดูเปล่งปลั่งมะลังมะเลืองสุกสกาว เสมือนว่าพระนครแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นจากทองคำอันเหลืองอร่าม

ตลอดเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารคแสนจะงดงามไปด้วยดอกกล้วยไม้ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นเป็นพวงระย้า และกล้วยไม้ที่พันเป็นเกลียวกระหวัดรอบต้นไม้ที่อยู่สองฟากฝั่งถนนราชดำเนิน

พอถึงยามราตรี ถนนราชดำเนินก็สุกสกาวด้วยแสงไฟระยิบระยับประดุจว่าต้นไม้ทุกต้นถูกประดับด้วยอัญมณีที่อวดแสงแข่งกัน ตลอดเส้นทางที่แสนงดงามนี้ มีแต่รอยยิ้มของผู้คนที่ไปชื่นชมความงาม ผู้คนต่างถ่ายรูปแห่งความประทับใจไว้เพื่อเป็นเครื่องระลึกของตนเองและคนในครอบครัวว่า ครั้งหนึ่งเขาได้ไปอยู่ในดินแดนที่เปรียบเสมือนสรวงสวรรค์แห่งนี้ทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า กรุงเทพฯ ของเรางดงามมากที่สุด อยากให้ความงามนี้ประทับแน่นเช่นนี้ตลอดไปไม่อยากให้ความงามลบเลือนหายไป

ทุกคนบอกด้วยว่าความงามของพระนครเกิดขึ้นได้ด้วยแรงแห่งความจงรักภักดีที่ปวงพสกนิกรมีต่อพระเจ้าแผ่นดินของพวกเขา ความจงรักภักดีของพสกนิกรเกิดขึ้นมาจากความตระหนักรู้ว่าพระเจ้าแผ่นดินของพวกเขาทรงสร้างบ้านแปงเมืองให้งดงามเพื่อพระราชทานเป็นของขวัญล้ำค่าแก่คนไทยทุกคน แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือแรงและพลังแห่งความจงรักภักดีของพสกนิกรเกิดขึ้นมาเพราะว่าพวกเขาทุกคนรู้ดีว่าพระเจ้าแผ่นดินของเขาทรงมอบความรักให้กับพสกนิกรทุกคน

ตะลอนเที่ยว : ของกิ๋นเมืองเจียงใหม่ รำแต๊ๆ เจ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/410444

ตะลอนเที่ยว : ของกิ๋นเมืองเจียงใหม่ รำแต๊ๆ เจ้า

ตะลอนเที่ยว : ของกิ๋นเมืองเจียงใหม่ รำแต๊ๆ เจ้า

วันอาทิตย์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เรื่องกินกับเรื่องเที่ยวเป็นของคู่กัน นักท่องเที่ยวทุกคน เมื่อไปเที่ยวแล้วก็ต้องกิน และในอีกด้านหนึ่ง นักเสาะแสวงหาของกิน ก็มักจะเป็นนักท่องเที่ยวไปโดยปริยาย หลายคนบอกว่า
เพราะการเดินทางท่องเที่ยวจึงทำให้รู้จักอาหารการกินในเมืองที่ตนไปเที่ยว ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งบอกว่า เพราะแรงดึงดูดของอาหารรสชาติแสนอร่อยในท้องถิ่นต่าง ๆ จึงทำให้พวกเขาต้องเดินทางไปกินแล้วก็ได้ท่องเที่ยวไปด้วย

มิชลิน ไกด์ ได้รับการยอมรับว่าเป็นคู่มือของนักกินจากดินแดนต่าง ๆ ทั่วโลก สำหรับประเทศไทยนั้น มิชลิน ไกด์ ได้ทำคู่มือแนะนำร้านอาหารและที่พักไปแล้ว 2 พื้นที่ คือ กรุงเทพฯ และภูเก็ต-พังงา ล่าสุดกูรูด้านร้านอาหารและที่พักระดับโลกได้ประกาศว่าเชียงใหม่คือพื้นที่ต่อไปที่ มิชลิน ไกด์ จะเปิดตัวคู่มือร้านอาหารและที่พักเป็นแหล่งที่ 3 ของไทย โดยจะเปิดตัวคู่มือฉบับล่าสุดในปี 2563 โดยใช้ชื่อ มิชลิน ไกด์ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ภูเก็ต และพังงา (The MICHELIN Guide Bangkok, Chiang Mai, Phuket & Phang Nga 2020

เหตุผลที่มิชลิน ไกด์ เลือกจังหวัดเชียงใหม่เป็นแหล่งอาหารการกินและที่พักลำดับที่ 3 ของประเทศไทย เพราะว่า คนไทยและคนต่างชาติรู้จักเชียงใหม่เป็นอย่างดี เพราะเป็นแหล่งที่มีภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม มีขนบธรรมเนียมประเพณีที่มีเสน่ห์ มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม โบราณสถาน และแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ มีสถาปัตยกรรมที่บ่งบอกเอกลักษณ์ของตนเอง มีผู้คนหลายหลายเผ่าพันธุ์อาศัยอยู่รวมกันอย่างลงตัว แต่ที่สำคัญไม่น้อยก็คือ เชียงใหม่มีอาหารการกินที่ได้รับการยอมรับว่าอร่อยและมีเสน่ห์มาก โดยเฉพาะอาหารท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว รวมถึงมีโรงแรมที่พักที่บ่งบอกอัตลักษณ์ของความเป็นล้านนาได้อย่างสุดพิเศษ

ความโดดเด่นอีกข้อหนึ่งของเชียงใหม่คือเป็นที่ตั้งของโครงการหลวงจำนวนมากที่สุดถึง 27 โครงการ ดังนั้นจึงนับได้ว่าเป็นแหล่งผลิตผัก ผลไม้ สมุนไพรที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย ด้วยความที่เชียงใหม่มีผักสด ผลไม้สด และเนื้อสัตว์มากมายดังนั้นร้านอาหารในเชียงใหม่จึงได้เปรียบร้านอาหารในจังหวัดอื่นๆ ในด้านการมีวัตถุดิบคุณภาพดีสำหรับปรุงอาหาร

นอกจากเชียงใหม่จะมีอาหารพื้นเมืองรสชาติอร่อย และให้คุณค่าทางด้านอาหารอย่างเป็นเลิศแล้ว เชียงใหม่ยังเป็นแหล่งอาหารนานาชาติที่ทุกคนรับรู้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นอาหารสารพัดชนิดของตะวันตก รวมถึงอาหารรสชาติดีเยี่ยมจากเอเชีย เช่น จีน ญี่ปุ่น

นอกจากอาหารดีเยี่ยมแล้ว เชียงใหม่ยังมีที่พักให้นักท่องเที่ยวเลือกใช้บริการได้อย่างหลากหลายตามงบประมาณและรสนิยมมีตั้งแต่ที่พักแบบhome stay, หอพัก (hostel) ไล่เรื่อยขึ้นไปจนถึงโรงแรมหรูระดับ 6 ดาว โดยที่พักและโรงแรมในเชียงใหม่มีความโดดเด่นด้านสถาปัตยกรรมที่บ่งบอกเอกลักษณ์ของล้านนาอย่างสมบูรณ์แบบ

Mr.Flower เชื่อว่าคุณผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้าทุกคนคงเคยไปเที่ยวเชียงใหม่มาแล้ว บางคนอาจไปเที่ยวเชียงใหม่มาแล้วจนนับครั้งไม่ถ้วน และทุกครั้งที่คุณๆ ได้ไปเที่ยวเชียงใหม่ ก็คงประทับใจกับอาหารเมือง น้ำใจไมตรีของคนเมือง (คำว่าคนเมือง และอาหารเมือง คือคำเรียกคนเมืองเชียงใหม่ และอาหารเมืองเชียงใหม่) รวมถึงติดตราตรึงใจในมนต์เสน่ห์ของสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ของเมืองเชียงใหม่ เช่น วัดพระธาตุดอยสุเทพ พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ รวมถึงเทศกาลต่างๆ ของเชียงใหม่ เช่น ยี่เป็ง (ลอยกระทง) สงกรานต์ เทศกาลไม้ดอกไม้ประดับ เป็นต้น

คุณอยากกลับไปสัมผัสความงามของเมืองเชียงใหม่อีกสักครั้งหรือไม่ ถ้าคุณต้องการ โปรดติดต่อ Mr.Flower ที่091-7233615 เราจะไปเที่ยวชมความงามของเมืองเชียงใหม่ ไปไหว้พระทำบุญ พร้อมกับกินอาหารอร่อยๆ และพักในสถานที่ที่คุณจะต้องประทับใจ ทริปเชียงใหม่ครั้งหน้านี้ จัดระหว่างวันที่13-15 มิถุนายน 2562 รับสมาชิกเพียง 20 รายเท่านั้นครับ สนใจโปรดติดต่อสำรองที่นั่งด่วน

 

ตะลอนเที่ยว : Notre-Dame de Paris โบราณสถานของมนุษยชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/409041

ตะลอนเที่ยว : Notre-Dame de Paris โบราณสถานของมนุษยชาติ

ตะลอนเที่ยว : Notre-Dame de Paris โบราณสถานของมนุษยชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

หลายต่อหลายคนจากทั่วทุกมุมโลกเกิดอาการเดียวกันคือใจหายและมีความรู้สึกเสียดาย ชนิดที่ยากจะบรรยายออกมาเป็นคำพูด เมื่อเห็นภาพเพลิงที่กำลังโหมไหม้หลังคาอาสนวิหาร Notre-Dame แห่งกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อเย็นวันที่ 15 เมษายน 2562 ตามเวลาของประเทศฝรั่งเศส แล้วยิ่งเมื่อได้เห็นภาพของยอดอาสนวิหาร ซึ่งทำด้วยไม้ซุงแล้วใช้ตะกั่วหุ้มไว้ ซึ่งถูกเพลิงโหมไหม้อยู่ระยะเวลาหนึ่งแล้วหักโค่นลงมา ก็ยิ่งเกิดความรู้สึกร่วมคือ แสนเสียดาย เสียดายจนเกินจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้

แต่ถึงแม้หลังคาของอาสนวิหาร Notre-Dame แห่งปารีสจะเสียหายจากเพลิง แต่ก็ยังโชคดีที่โครงสร้างของอาสนวิหารยังอยู่ในสภาพเดิม เพราะเจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้พยายามหล่อน้ำเพื่อให้ความเย็นกับตัววิหาร จึงทำให้ความร้อนของพระเพลิงไม่ทำอันตรายใหญ่หลวงต่อตัววิหาร ดังนั้นจึงสามารถฟื้นฟูบูรณะอาสนวิหารซึ่งเป็นโบราณสถานแห่งสำคัญของมนุษยชาติไว้ได้ แม้จะต้องใช้เวลาในการบูรณะนานหลายปีก็ตาม แต่ทุกคนก็ยังมั่นใจว่าเมื่อได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์แล้ว อาสนวิหารนอทเทอร์ ดาม แห่งปารีสจะกลับมางดงามดังเดิม

อาสนวิหารนอทเทอร์ ดาม แห่งปารีสเริ่มก่อสร้างในยุคกลางของยุโรป คือประมาณช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 8-13 (แต่บางตำราก็บอกว่าคริสต์ศตวรรษที่ 8-15) คำว่า Notre-Dame แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า Our Lady ซึ่งก็หมายถึงพระแม่มารี สถาปัตยกรรมของอาสนวิหารแห่งนี้เป็นแบบกอธิคตามขนบของฝรั่งเศส จุดเด่นคือเพดานเป็นรูปทรงโค้งมีสันหรือเส้นสอง-สามเส้นอยู่บนเพดาน เรียกในภาษาอังกฤษว่า rib vault และจุดเด่นสำคัญอีกอย่างของสถาปัตยกรรมแบบกอธิคคือยอดสูงแหลมเพรียว ที่เรียกว่า spire ส่วนผนังด้านนอกจะมีครีบลอย หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า flying buttress ซึ่งเป็นเสมือนเครื่องพยุงผนังของมหาวิหารไว้มิให้พังทลายลงมา เนื่องจากสถาปัตยกรรมแบบนี้จะเน้นความสูงของยอดมหาวิหาร ดังนั้นผนังที่ค่อนข้างบางจึงจำเป็นต้องมีเครื่องค้ำยันหรือพยุงไว้ ส่วนหน้าต่างของอาสนวิหารจะมีความงดงามเป็นพิเศษ เพราะประดับด้วยกระจกสีสุดวิจิตร (stained glass windows) รูปทรงเป็นวงกลมขนาดใหญ่โตมโหฬารซึ่งเรียกว่า rose windows ส่วนภายในอาสนวิหารประดับประดาด้วยรูปปั้นสารพัดชนิด ทั้งที่สลักจากหินอ่อน หินอื่นๆ ไม้ หล่อด้วยโลหะ และเซรามิก

Notre-Dame de Paris เริ่มก่อสร้างในปี ค.ศ. 1163 เสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1345 แต่ในยุคปฏิวัติฝรั่งเศส ช่วงคริสต์ทศวรรษ 1790 อาสนวิหารแห่งนี้ถูกทำลายโดยขบวนการปฏิวัติ ทำให้โบราณวัตถุจำนวนมากได้รับความเสียหาย และหลายอย่างก็ถูกทำลายลง แต่ก็ได้รับการบูรณะในช่วงเวลาต่อมา ครั้นในยุค ค.ศ. 1804 อาสนวิหารแห่งนี้ได้ถูกใช้เป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกของพระเจ้านโปเลียนที่ 1 และหลังจากนั้นเป็นต้นมา  Notre-Dame de Paris ก็ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์เรื่อยมาเป็นระยะๆ เพื่อให้มีความงดงามและแข็งแรงคงทน

สำหรับบางคนอาจจะรู้จักชื่อ Notre-Dame de Paris จากวรรณกรรมชื่อก้องโลก ของ Victor Hugo ที่ใช้ชื่อภาษาฝรั่งเศสว่า Notre-Dame de Paris ส่วนชื่อภาษาอังกฤษคือ The Hunchback of Notre-Dame

แต่คุณทราบไหมว่า อาสนวิหารนอทเทอร์ ดาม แห่งปารีส มีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกไปเยือนเฉลี่ยวันละ5 หมื่นคน หรือปีหนึ่งประมาณ 18-19 ล้านคน

ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า Notre-Dame de Paris คือโบราณสถานของมนุษยชาติ และคือแหล่งศิลปะอันล้ำค่าชิ้นสำคัญของมวลมนุษยชาติ มนุษย์ผู้รักในงานศิลป์ และรักประวัติศาสตร์จึงกล่าวตรงกันว่า เมื่อเห็นภาพอาสนวิหารแห่งนี้ถูกเพลิงไหม้ ก็จึงทำให้รู้สึกคล้ายกับว่า เพลิงได้โหมไหม้โบราณสถานของมวลมนุษย์ ครั้นเมื่อเพลิงได้ผ่านพ้นไปแล้ว มวลมนุษย์ก็พร้อมใจร่วมกันบริจาคเพื่อบูรณะโบราณสถานแห่งนี้ให้กลับมางดงามและสมบูรณ์ดังเดิม โดยไม่แบ่งว่าเป็นคนเชื้อชาติ หรือชนชาติไหน ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด ทุกคนคิดเหมือนกันว่า Notre-Dame de Paris คือสมบัติล้ำค่าของมวลมนุษย์ทุกผู้ทุกคน

ตะลอนเที่ยวสัปดาห์นี้ขอนำภาพ Notre-Dame de Paris เมื่อครั้งยังงดงามมาฝากคุณ และหวังว่าคุณที่เคยไปเยือนสถานที่แห่งนี้มาแล้ว จะย้อนรำลึกถึงวันวานที่งดงามของคุณได้อย่างกระจ่างชัด ส่วนใครที่ยังไม่เคยไปเยือนสถานที่แห่งนี้ แม้ในช่วง 3-5 ปีนี้ คุณอาจจะไม่สามารถเข้าไปชมภายในอาสนวิหารได้ แต่คุณก็สามารถไปชมรอบๆ อาสนวิหารแห่งนี้ได้ รวมถึงยังสามารถซึมซับความงามของสถานที่ต่างๆ ในกรุงปารีส ได้เหมือนเดิม

หากคุณต้องการไปเที่ยวชมกรุงปารีส (รวมถึงประเทศอื่นๆ ในยุโรป) แบบเจาะลึก เที่ยวแบบละมุนละไม เน้นความเป็นกันเองในกลุ่มนักเดินทางกลุ่มเล็กๆ ที่รักการเที่ยวโดยไม่รีบไม่ร้อน ทัวร์ของเราเน้นการกินอาหารอร่อย และนอนในโรงแรมกลางเมืองไม่เน้นการนั่งรถยนต์แบบข้ามวันข้ามคืน แต่เน้นเที่ยวในแต่ละเมืองแบบเจาะลึก บางเมืองที่สำคัญมากๆ กลุ่มของเราใช้เวลาเที่ยวกัน 2-3 วัน หากคุณชื่นชอบการท่องเที่ยวแบบนี้ โปรดติดต่อ Mr.Flower091-7233615 แล้วคุณจะรู้ว่าการเที่ยวให้ได้ความรู้ และได้ความสำราญโดยแท้จริง คืออะไร

ตะลอนเที่ยว : ออบหลวง แห่งเมืองฮอด เชียงใหม่ แหล่งโบราณคดี ริมสายนํ้าแม่แจ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/407806

ตะลอนเที่ยว : ออบหลวง แห่งเมืองฮอด เชียงใหม่ แหล่งโบราณคดี ริมสายนํ้าแม่แจ่ม

ตะลอนเที่ยว : ออบหลวง แห่งเมืองฮอด เชียงใหม่ แหล่งโบราณคดี ริมสายนํ้าแม่แจ่ม

วันอาทิตย์ ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ภาพหน้าผาสูง 32 เมตร สองแผ่นเผชิญหน้ากัน โดยมีช่องเล็กๆ ขวางอยู่ ส่วนที่แคบที่สุดประมาณ 2 เมตร ส่วนด้านล่างมีสายน้ำเชี่ยวกรากในยามฤดูน้ำหลากไหลผ่านส่งเสียงครึกโครมไม่ขาดสาย แต่ในช่วงฤดูแล้ง สายน้ำที่ไหลผ่านช่องเขาขาดแห่งนี้ก็จะไหลเอื่อยๆ เรื่อยๆ คดเคี้ยวไปตามซอกหลืบเกาะแก่งหินผา สถานที่แห่งนี้คืออุทยานแห่งชาติออบหลวง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ (ออบหลวงในภาษาของคนภาคเหนือแปลว่า ช่องแคบของหน้าผาที่สูงชัน และมีความลึกมากๆ)

จุดที่อาจจะบอกได้ว่าเป็นจุดยอดนิยมแห่งหนึ่งในออบหลวงคือสะพานข้ามลำน้ำ ซึ่งเชื่อมระหว่างหน้าผาทั้งสอง ความน่าสนใจคือความหวาดเสียวเมื่อได้ขึ้นไปยืนบนกึ่งกลางสะพานที่สูงจากลำน้ำด้านล่างประมาณ 30 เมตรเศษแล้วมองดิ่งลงไปข้างล่าง สะพานแห่งนี้รับน้ำหนักได้ประมาณ 500 กิโลกรัม เพราะฉะนั้นจึงจำกัดจำนวนผู้ขึ้นไปยืนโดยปริยาย

ออบหลวงมีเสน่ห์หลายประการ เช่น ความเขียวขจีของต้นไม้ (ในยามหน้าฝน) ความสวยงามของใบไม้เปลี่ยนสี (ในยามต้นหน้าหนาว) ความเย็นฉ่ำของสายน้ำแม่แจ่มที่ไหลผ่าน ส่วนในหน้าน้ำหลาก แม่น้ำสายนี้ซึ่งไหลผ่านบริเวณออบหลวงจะถูกใช้สำหรับการล่องแก่ง (แต่ยกเว้นในช่วงน้ำหลากมากๆ ก็จะมีคำสั่งห้ามล่องแก่ง เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการผจญภัย)แต่นอกจากแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติแล้ว ออบหลวงยังมีความน่าสนใจมากสำหรับนักโบราณคดี และนักปฐพีวิทยา เพราะมีแหล่งความรู้ให้ค้นหาและศึกษาได้โดยไม่รู้จบ

ออบหลวงมีแหล่งดินแดนที่อยู่อาศัยของมนุษย์ช่วงก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งมีหลักฐานทางโบราณคดีเป็นที่ประจักษ์คือหลุมฝังศพมนุษย์สมัยโลหะตอนปลาย และมีภาพเขียนสีสมัยโบราณ ซึ่งปรากฏอยู่ที่หน้าผาชื่อผาช้าง ภาพเขียนที่ปรากฏคือภาพช้าง ภาพคน และภาพสัญลักษณ์อื่นๆ เขียนด้วยสีแดงแกมดำเข้ม และสีขาว สันนิษฐานว่าเป็นภาพเขียนของมนุษย์สมัยหินใหม่ และสมัยโลหะ เขียนเพื่อประกอบพิธีกรรมซึ่งกระทำ ณ บริเวณหน้าผาแห่งนี้ อายุของภาพเขียนน่าจะประมาณ 2,500-3,000 ปี นอกจากนี้ในบริเวณใกล้เคียงยังขุดค้นพบกระดูกสัตว์หลายชนิด และเครื่องมือทำด้วยหิน

อย่างไรก็ตาม สันนิษฐานว่า ในบริเวณนี้คือแหล่งอาศัยและทำพิธีกรรมของมนุษย์มาตั้งแต่สมัยหินกลาง คือ 28,000 ปีมาแล้ว และอาจจะมีผู้อยู่อาศัยเรื่อยมาจนถึงสมัยโลหะตอนปลาย และสมัยประวัติศาสตร์

ขอย้อนกลับไปพูดถึงเรื่องการท่องเที่ยวเชิงผจญภัยด้วยการล่องแก่งในออบหลวง นักล่องแก่งหลายคนบอกตรงกันว่าการล่องแก่งที่นี่มีความท้าทายในระดับสูงพอสมควร เพราะมีลำธารคดเคี้ยวไหลผ่านเกาะแก่งที่สลับซับซ้อน และไหลผ่านหน้าผาที่สูงชัน แต่ในช่วงที่ Mr. Flower ไปเที่ยวออบหลวงเมื่อต้นเดือนเมษายน น้ำค่อนข้างน้อย จึงไม่ได้ลงล่องแก่ง แต่ขอบอกเลยว่า น้ำแม่แจ่มช่วงหน้าแล้งที่ไหลผ่านออบหลวงใสมาก ส่วนเรื่องความเย็นฉ่ำของสายน้ำก็ไม่ต้องถามถึง เพราะแม้อากาศจะแสนร้อน ร้อนจนแสบผิว แต่เมื่อได้ลงไปแช่งน้ำในลำธารของออบหลวง ก็ได้สัมผัสความเย็นแบบจับใจขึ้นมาโดยพลัน เรียกว่าดับความร้อนที่เผากายได้
ราวกับปลิดทิ้ง

อ่านมาถึงบรรทัดนี้แล้ว ก็ขอถามว่าคุณต้องการจะไปเที่ยวชมความงามของออบหลวง แล้วเลยไปชมความงามของเมืองแม่ฮ่องสอนกับ Mr. Flower ไหมครับ เรามีกำหนดจัดทริปเล็ก ๆ ไปเที่ยวกันแบบกันเองในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ไปพักกันสัก 3 คืน หากคุณสนใจร่วมทริป โปรดติดต่อ 091-7233615

ออบหลวงยามหน้าแล้ง

ออบหลวงยามหน้าแล้ง

แหล่งโบราณคดีที่ออบหลวง

แหล่งโบราณคดีที่ออบหลวง

ตะลอนเที่ยว : ปอยส่างลอง บวชลูกแก้วเป็นเณรน้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/406486

ตะลอนเที่ยว : ปอยส่างลอง บวชลูกแก้วเป็นเณรน้อย

ตะลอนเที่ยว : ปอยส่างลอง บวชลูกแก้วเป็นเณรน้อย

วันอาทิตย์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ทุกต้นเดือนเมษายน คนไทยเชื้อสายไทยใหญ่ หรือไต ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนจะมีงานบุญที่ยิ่งใหญ่งานหนึ่ง คือ งานบวชลูกแก้ว หรือบวชเณร เรียกตามภาษาพื้นถิ่นคือ ปอยส่างลอง

ปอย แปลว่า งาน ส่วนส่าง สันนิษฐานว่าน่าจะเพี้ยนมาจาก สาง หรือ ขุนสาง หมายถึงพระพรหม และอีกความหมายคือ เจ้าส่าง หมายถึง สามเณร ส่วนคำว่าลอง มาจากคำว่าอลอง แปลว่าพระโพธิสัตว์ รวมความแล้ว ปอยส่างลองคืองานบวชลูกแก้วของชาวไทยใหญ่

งานนี้ถือเป็นการแสดงออกซึ่งความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของคนไต โดยได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษว่า กุลบุตรจะต้องได้บวชเรียนในพุทธศาสนา ดังนั้นงานนี้จึงถือเป็นการทำบุญครั้งสำคัญของครอบครัว พ่อแม่ปู่ย่าตายาย และบรรดาญาติพี่น้องจะร่วมกันจัดงานให้ยิ่งใหญ่สมเกียรติ ซึ่งตามความเชื่อคือการสละเงินเพื่อทำบุญทำกุศล ในสมัยโบราณงานนี้จัดกันเป็นเวลาหลายวัน อาจจะยาวนานถึง 15 วัน สำหรับบ้านที่มีฐานะเศรษฐกิจดีมากๆ แต่ถ้าหากบ้านใดมีลูกชาย แต่สถานะเศรษฐกิจไม่ดี ก็จะมีผู้เสนอตัวช่วยจัดงานบวชลูกแก้วให้ เพราะถือได้ว่าเป็นการทำบุญกุศลอย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งการเช่นนี้นับได้ว่าเป็นการสร้างความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นระหว่างสองครอบครัว เนื่องจากเมื่อฝ่ายหนึ่งรับเป็นเจ้าภาพบวชเณรให้แล้ว (ในบางกรณีก็บวชพระให้) ดังนั้นเณรหรือพระจะต้องให้ความเคารพผู้ที่ช่วยออกเงินเพื่อจัดงานบวชให้ว่าเป็นเสมือนพ่อแม่บังเกิดเกล้าด้วย ซึ่งพ่อแม่ที่ช่วยจัดงานบวชให้ก็จะต้องให้ความช่วยเหลือพระและเณรตลอดไป แต่ที่มากกว่านั้นคือ ครอบครัวทั้งสองจะแปรสภาพเป็นเสมือนญาติสนิทกันในที่สุด

ในระยะหลังๆ นี้ ปอยส่างลองจะจัดทั้งหมด3 วัน ในปีจัดงานตั้งแต่ 28-30 มีนาคม สำหรับงานครั้งนี้จัดที่วัดผาบ่องใต้ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีลูกแก้วร่วมบรรพชา หรือบวชเณรรวม 33 คน และยังมีผู้อุปสมบทอีก 4 คน

งานจะเริ่มตั้งแต่เช้าตรู่ ประมาณ ตี 4 หลังจากลูกแก้วโกนหัวเสร็จเรียบร้อยตั้งแต่ช่วงเย็นก่อนวันงานจริง ครั้นถึงเวลา 4 นาฬิกา พ่อแม่ญาติพี่น้องก็จะพาลูกแก้วไปยังศาลาการเปรียญของวัด เพื่อแต่งหน้า แต่งองค์ทรงเครื่อง ให้ลูกแก้วงดงามราวกับเป็นเทพบุตรน้อย ตามความเชื่อของชาวไตที่ต้องแต่งกายลูกแก้วให้งดงามก็เนื่องมาจากเป็นการเลียนแบบเหตุการณ์ในพุทธประวัติช่วงที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดพระประยูรญาติในกรุงกบิลพัสดุ์ เมื่อพระนางพิมพา (พระมเหสี) ทรงทราบเรื่องจึงแต่งองค์ทรงเครื่องให้พระราหุลกุมาร แล้วทรงสั่งให้ไปทูลขอพระราชทานราชสมบัติจากพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ตรัสกับพระราหุลว่าราชสมบัติเป็นเพียงโลกียสมบัติ ไม่มีความจีรังยั่งยืน แต่สิ่งที่พระองค์พระราชทานให้พระราหุลคืออริยทรัพย์ แล้วจึงตรัสให้ทำพิธีบรรพชาพระราหุลกุมารแทน

ปอยส่างลองเป็นทั้งเทศกาลแห่งการทำกุศลใหญ่ และเป็นเทศกาลแห่งความรื่นเริง ดังนั้นจึงพบว่ามีชาวบ้านพร้อมใจไปร่วมงาน ทุกคนแต่งกายด้วยชุดประจำชนเผ่า หรือชุดพื้นเมือง มีการร้องรำทำเพลงตามแบบฉบับของกลุ่มชนของตน ดังนั้นในงานนี้จึงเท่ากับเป็นการแสดงวัฒนธรรมการแต่งกายของชาวไตและชาวพื้นเมือง รวมถึงคนไทยภูเขาเผ่าต่างๆในแม่ฮ่องสอน ที่ทำให้งานมีความงดงามจากสีสันของเครื่องแต่งกายอย่างน่าอัศจรรย์

สำหรับตัวของลูกแก้วที่ได้รับการแต่งองค์ทรงเครื่องแล้วจะไม่สามารถลงไปเหยียบบนพื้นดินได้อีกต่อไป เพราะถือได้ว่าเป็นเสมือนราชบุตรของกษัตริย์ ดังนั้นจึงจะต้องอยู่บนคอของผู้ที่ให้การ
รับใช้หรือคอยแบกหามตลอดเวลา

เทศกาลปอยส่างลองนับเป็นเทศกาลแห่งศรัทธาในพระพุทธศาสนา และเป็นเทศกาลแห่งสีสันของชาวไตในแม่ฮ่องสอนโดยแท้ หลายคนที่มีโอกาสไปร่วมงานนี้จะมีใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
เสียงหัวเราะ และความอิ่มเอมใจที่ได้ร่วมบุญร่วมกุศล บางคนแม้จะไม่ใช่ญาติพี่น้องกับลูกแก้วก็ร่วมกับบริจาคเงินเพื่อทำบุญ เพราะถือได้ว่าเป็นการร่วมจรรโลงพระพุทธศาสนา

สำหรับคุณๆ ที่ต้องการจะไปร่วมงานปอยส่างลอย (ในปีหน้า) กับ Mr.Flower เพื่อไปชมงานนี้ และไปชมความงามของแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ในแม่ฮ่องสอน โปรดติดต่อได้ที่ 091-7233615

 

ตะลอนเที่ยว : หากเจดีย์หลวงยังคงสมบูรณ์ เจดีย์นี้จะสูงและใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/403515

ตะลอนเที่ยว : หากเจดีย์หลวงยังคงสมบูรณ์ เจดีย์นี้จะสูงและใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

ตะลอนเที่ยว : หากเจดีย์หลวงยังคงสมบูรณ์ เจดีย์นี้จะสูงและใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

วันอาทิตย์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

แค่เพียงส่วนหนึ่งของพระเจดีย์หลวงที่ยังคงเหลืออยู่ ก็นับว่าใหญ่โตมโหฬาร จนทำให้อดคิดถึงไม่ได้ว่า ถ้าหากองค์พระเจดีย์นี้ยังสมบูรณ์อยู่ดังเดิมแล้ว จะงดงามและยิ่งใหญ่สักเพียงใด นี่คือความคิดของคนส่วนใหญ่ที่ได้พบเห็นพระเจดีย์หลวงแห่งวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร จังหวัดเชียงใหม่

วัดเจดีย์หลวง เป็นวัดสำคัญที่มีความเก่าแก่มากที่สุดแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ สันนิษฐานว่าสร้างในรัชสมัยพระเจ้าแสนเมืองมา กษัตริย์ลำดับที่ 7 แห่งราชวงศ์มังราย ราวพุทธศตวรรษที่ 20 (น่าจะเริ่มสร้างในปีพ.ศ. 1934) องค์พระเจดีย์หลวงแต่เดิมมีความกว้างด้านละ 56 เมตร แต่หลังจากบูรณะซ่อมแซมมาเรื่อยๆ จนล่าสุดมีความกว้างเป็น 60 เมตร ส่วนความสูงของพระเจดีย์นั้นสันนิษฐานว่าใน สมัยพระเจ้าติโลกราช ทรงโปรดให้สร้างเสริมให้สูงถึง 80 เมตร รูปทรงของพระเจดีย์เป็นแบบโลหะปราสาทตามศิลปะของลังกา ด้านทั้งสี่ทิศของพระเจดีย์มีซุ้มขนาดใหญ่ ปัจจุบันประดิษฐานพระพุทธรูป และมีช้างค้ำ จำนวน 28 เชือก รายรอบองค์พระเจดีย์ บันไดขึ้นสู่องค์พระเจดีย์ทุกด้านมีพญานาค 7 เศียรอยู่ที่เชิงบันได จนกระทั่งในรัชสมัยมหาเทวีจิรประภา กษัตริยาองค์ที่ 15 แห่งราชวงศ์มังรายในยุคนั้นได้เกิดพายุฝนตกหนัก และมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นพระเจดีย์หลวงจึงได้พังทลาย จนเหลือแค่เพียงครึ่งองค์ แต่แม้จะเหลือเพียงครึ่งองค์ ทางการและประชาชนก็ยังคงตั้งใจบูรณะพระมหาเจดีย์นี้ให้มีความถาวรสืบต่อมาจนถึงกาลปัจจุบัน แม้ในบางยุคจะถูกวิจารณ์ว่ายิ่งบูรณะก็ยิ่งทำให้ความงดงามของพระมหาเจดีย์ลดลงไปก็ตาม โดยเฉพาะการบูรณะในยุค พ.ศ. 2535

วัดเจดีย์หลวงตั้งอยู่ใจกลางเมืองเชียงใหม่ ภายในวัดมีสิ่งสำคัญและสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากมาย อาทิ เสาอินทขิล หรือเสาหลักเมืองแต่โบราณ พระวิหารหลวง พระอัฏฐารสพระพุทธรูปประธานปางห้ามญาติ สูง 18 ศอก (8 เมตร23 เซนติเมตร) ประดิษฐานอยู่ในพระวิหารหลวง พญานาคที่หน้าพระวิหารหลวง ซึ่งได้รับการยกย่องว่ามีความงามมากอ่อนช้อย แต่สง่ามากที่สุดในบรรดาพญานาคในวัดต่างๆในเขตล้านนา โดยเฉพาะส่วนเศียรพญานาคนั้นงดงามจนเกินจะบรรยาย ส่วนปลายหางของพญานาคก็เกี่ยวกระหวัดรัดร้อยขึ้นไปบนซุ้มประตูทางเข้าพระวิหาร

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้วิหารวัดเจดีย์หลวงเป็นที่ทำพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัจจา แทนการใช้วิหารของวัดเชียงมั่น

สิ่งสำคัญอีกอย่างคือเสาอินทขิล ตามประวัติระบุว่าเสาอินทขิลนี้สูง 1.35.5 เมตร วัดรอบเสาได้ 5.67 เมตร สร้างขึ้นในรัชสมัยพญามังรายมหาราช ทรงสร้างนครเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ.1839 ครั้งต่อมาพระเจ้ากาวิละ ทรงให้ย้ายออกจากเวียงป่าซาง ไปไว้ในตัวเมืองเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2339ในยุคสร้างบ้านแปงเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเรียกยุคเก็บผักใส่ซ้าเก็บข้าใส่เมือง เพื่อฟื้นฟูอำนาจเมืองเชียงใหม่

นี่คือประวัติคร่าวๆ ของวัดเจดีย์หลวง เมืองเชียงใหม่ แต่เมื่อคุณได้ไปถึงยังวัดแห่งนี้แล้ว ขอให้คุณได้โปรดใช้เวลาอยู่กับวัดแห่งนี้ให้ยาวนานสักหน่อย โดยเฉพาะหากคุณได้ไปในช่วงใกล้พลบค่ำ คุณจะด่ำดื่มกับความวิจิตรของโบราณสถานต่างๆ ภายในวัด มีผู้เฒ่าผู้แก่ชาวเชียงใหม่เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนเมื่อครั้งยังไม่มีไฟฟ้าใช้ เมื่อยามค่ำเข้าไต้เข้าไฟแล้ว ครั้นเมื่อได้ไปกราบพระอัฏฐารสในพระวิหารหลวง แล้วทุกครั้งที่ก่อนจะเข้าภายในพระวิหาร จะต้องผ่านพญานาคสององค์ที่หน้าพระวิหาร ก็ดูราวกับว่าพญานาคทั้งสองมีชีวิต และทำหน้าที่คอยปกป้องพระวิหารแห่งนี้ ครั้นเมื่อยามคืนที่เดือนเต็มดวง เมื่อได้ไปกราบนมัสการองค์พระมหาเจดีย์ก็จะได้พบกับความงดงามวิจิตรขององค์พระมหาเจดีย์ภายใต้แสงจันทร์ ผสมกับอากาศยามค่ำคืนที่เย็นจนเกือบจะกลายเป็นความหนาว ก็ยิ่งทำให้ประทับใจในความงามของพระมหาเจดีย์

สำหรับคุณๆ ที่สนใจร่วมเดินทางท่องเที่ยวชมบ้านชมเมือง และโบราณสถานสำคัญของไทยไปกับMr.Flower ซึ่งเน้นการชมผสมผสานไปกับการได้รับฟังคำบรรยายเชิงประวัติศาสตร์ที่เข้าใจง่ายๆ แต่ได้สัมผัสกับแหล่งประวัติศาสตร์โดยแท้จริง โปรดติดต่อ 091-7233615ขอเน้นว่ากลุ่มท่องเที่ยวของเราเป็นกลุ่มเล็กๆ (10-14 คน) เน้นการเที่ยวแบบละมุนละไม แต่เจาะลึก และที่สำคัญที่สุดคือเน้นการกินดี นอนดี